คำนำ คู่มือการตรวจสารเสพติดในเส้นผม มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการตรวจสารเสพติดในเส้นผมแก่หน่วยงานต่างๆ ที่ ภายใต้โครงการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจสารเสพติด ในเส้นผมเพื ่อเพิ ่มขีดความสามารถห้องปฏิบัติการตรวจสารเสพติดของ ประเทศไทย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คู ่มือฉบับนี้ได้รวบรวมเนื้อหาที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อ ผู้ปฏิบัติงานไว้ อย่างครอบคลุมครบถ้วน อาทิ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเส้นผม การเก็บตัวอย่างเส้นผม การตรวจวิเคราะห์สารเสพติดในเส้นผม การแปลผล ตลอดจนความรู้ทั่วไปด้านยาเสพติดที่ระบาดหลักในประเทศไทย วิธีและ แนวปฏิบัติที่ดีในการตรวจวิเคราะห์สารเสพติดในเส้นผม หวังเป็นอย่างยิ่ง ว ่า คู ่มือการตรวจสารเสพติดในเส้นผมฉบับนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อ ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดที่จะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการ ตรวจสารเสพติดและใช้อ้างอิงต่อไป คณะผู้จัดทำ
ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญรูปภาพ ข สารบัญตาราง ค ความรู้เกี่ยวกับเส้นผม 1 ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด 10 การเก็บตัวอย่างเส้นผม 18 การตรวจวิเคราะห์สารเสพติดในเส้นผม 27 บรรณานุกรม 41 ภาคผนวก 42 ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 43 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบ ว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ QR code วิดิทัศน์ขั้นตอนการตรวจสารเสพติดในเส้นผม 48 หลักสูตร e-learning การตรวจสารเสพติดในเส้นผม 49
ค สารบัญรูปภาพ หน้า ภาพที่ 1 ลักษณะโครงสร้างเส้นผม 1 ภาพที่ 2 ลักษณะโครงสร้างเส้นผม (ภาพตัดขวาง) 2 ภาพที่ 3 วงจรการเติบโตของเส้นผม 3 ภาพที่ 4 โครงสร้างเส้นผมและเซลล์รากผม 4 ภาพที่5 ระยะเวลาการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย 5 ภาพที่ 6 ชุดอุปกรณ์เก็บตัวอย่างเส้นผม 18 ภาพที่ 7 กรรไกรสำหรับตัดเก็บเส้นผม 19 ภาพที่ 8 แผ่นอลูมิเนียมฟอล์ยสำหรับเก็บเส้นผม 19 ภาพที่ 9 ไหมขัดฟัน 20 ภาพที่ 10 ตัวอย่างซองสำหรับชุดเก็บเส้นผม 21 ภาพที่ 11 การวัดความยาวและตัดเก็บเส้นผม 22 ภาพที่ 12 การมัดและตัดเก็บเส้นผม 23 ภาพที่ 13 การบรรจุเส้นผมในแผ่นอลูมิเนียมฟอล์ย 24 ภาพที่ 14 การบรรจุเส้นผมลงในซองและปิดผนึก 25 ภาพที่ 15 เครื่องบดสกัดเส้นผม 26 ภาพที่ 16 การล้างเส้นผม 36 ภาพที่ 17 การตัดซอยเส้นผมให้มีขนาดเล็ก 37
ง สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ข้อดีข้อจำกัดของการตรวจสารเสพติดในชีววัตถุ 6 ตารางที่ 2 เกณฑ์การตัดสิน (Cut-off) ของสารเสพติด 9 ในเส้นผม ตารางที่ 3 พารามิเตอร์ของเครื่องลิควิดโครมาโทกราฟ 28 แมสสเปคโตรมิเตอร์ (LC-MS/MS) ตารางที่ 4 MRM Parameter การตรวจสารเสพติดในเส้นผม 29 ตารางที่ 5 การเตรียมกราฟมาตรฐานของการตรวจสารเสพติด 35 ในเส้นผม
1 เส้นผมเป็นเนื้อเยื่อที่มีความซับซ้อน มีลักษณะเป็นเส้นใยเคราตินมารวมตัว กันและเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไดซัลไฟด์โครงสร้างเส้นผมจะประกอบด้วย ส่วนของเซลล์เส้นขน (Hair shaft) ซึ่งงอกโผล่พ้นผิวหนัง และส่วนของต่อม รากผม (Hair follicle) ที่เกิด จากชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ยื่นลงไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งบนหนังศีรษะของมนุษย์จะมี ต่อมขนอยู่ประมาณ 80,000- 12,000 ต่อม โดยล่างสุดของ ต่อมขนจะมีส่วนของชั้นหนังแท้ ที่ยื่นมาทำให้เกิดเป็น Dermis papilla ซึ่งภายในจะมีส่วนที่ สร้างเซลล์เส้นขน (Hair shaft) เรียกว่า เมทริกซ์ (Matrix) โดย เมทริกซ์จะสร้าง และผลักเซลล์เส้นผมขึ้นสู่ผิวหนัง 1. โครงสร้างของเส้นผม ความรู้เกี่ยวกับเส้นผม ที่มา https://www.hairpalace.co.uk/hairloss/about-the-hair/hair-structure/
2 เมื่อนำเส้นผมมาตัดตามขวาง สามารถแบ ่งโครงสร้างของเส้นผม ออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย 1. ชั้นเกล็ดผม (Cuticle) เป็นชั้นที่อยู่นอกสุดของเส้นผม มีลักษณะ การเรียงตัวซ้อนกันเป็นเกล็ดแบบปลา เป็นส ่วนของเคราตินชนิดแข็ง มี หน้าที่ทำให้เส้นผมแข็งแรง และปกป้องไม่ให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น 2. ชั้นเนื้อผม (Cortex) เป็นชั้นที่มีความหนามากที่สุด และมีเครา ตินเป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 90 อีกทั้งยังเป็นแหล ่งรวมของเม็ดสี (Pigment) เช่น เมลานิน ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะสีของเส้นผม 3. ชั้นแกนผม (Medulla) เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุดและเป็นแกนกลาง ของเส้นผม ภายในมีคีราโตไฮยาลิน (keratohyalin) มีไขมันและช่องอากาศ แทรกอยู่ ที่มา https://www.hairpalace.co.uk/hair-loss/about-the-hair/hair-structure/
3 เส้นผมจะมีวงจรในการเจริญเติบโต 3 ระยะ คือ 1. ระยะเจริญเติบโต (Anagen Phase) เป็นระยะเวลาที ่เส้นผม ใหม่งอกขึ้น เส้นผมส ่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ที่ระยะนี้ประมาณ 2 -6 ปี และ เมื่ออายุมากขึ้น ระยะการเจริญเติบโตนี้ก็จะสั้นลง ในระยะนี้เส้นผมจะมี อัตราการงอกประมาณ 1 เซนติเมตร/เดือน (90% ของเส้นผมอยู่ในระยะ การเจริญเติบโตนี้) 2. ร ะย ะพ ักต ัว (Catagen Phase) เป็น ร ะยะสิ้นส ุดการ เจริญเติบโต แล้วเส้นผมจะเข้าสู่ระยะพักตัว ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ในระยะ นี้เส้นผมแยกตัวจากหลอดเลือดที่มาหล ่อเลี้ยง ค่อยๆขาดสารอาหารและ เตรียมที่จะร่วง (10% ของเส้นผมอยู่ในระยะพัก) 3. ระยะหยุดการเจริญเติบโต (Telogen Phase) ต่อมรากผมจะ เลื่อนตัวขึ้นไปและจะมีเส้นผมที ่งอกขึ้นใหม ่ดันให้ผมเก่าหลุดร ่วงออกไป ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 2-4 เดือนเมื ่อระยะนี้สิ้นสุดลง เส้นผมจะเข้าสู่ ระยะอนาเจนอีกครั้ง เป็นการเริ่มต้นวงจรรอบใหม่ ที่มา https://www.capillus.com/blog/understanding-hair-growth-stages
4 กลไกการสะสมของยาในเส้นผมนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่จากข้อมูลการวิจัย การสร้างรูปแบบจำลองต่างๆ ทำให้เชื่อว่ายาสามาถเข้าสะสมในเส้นผมได้ 4 ทาง คือ 1. การแพร ่ผ ่านเซลล์โดยไม่ใช้พลังงาน (passive diffusion) จากกระแส เลือด โดยเมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และขนส่งผ่าน ไปยังเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงต่อมรากผม (hair follicle) 2. การแพร ่จากต่อมเหงื่อ หรือต่อมไขมันของเส้นผม ซึ่งจะมีการส่งผ่านยา เข้าไปสะสมในเส้นผมระหว่างการงอกหรือการเจริญของเส้นผม เหงื่อจะถูก หลั่งจากต่อมเหงื่อ ซึ่งจะอยู่บนผิวหนังทั่วร ่างกาย และถือว่าเป็นตัวพาที่ สำคัญในการเคลื่อนย้ายของยา 3. การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เนื่องจากเส้นผมมีลักษณะของ สัดส ่วนระหว่างพื้นผิวกับปริมาตรสูง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะปนเปื้อนจาก ภายนอกได้ง่าย ทั้งจากการ สั ม ผั ส กั บ ล ะ อ อง ข อง ส ารเคมี และควัน หรือ สัมผัสโดยตรงกับฝุ่นผง 4. การสัมผัสตรงบริเวณ หนังศรีษะในขณะที่เส้นผม มีการเจริญ 2. การสะสมของยาในเส้นผม ที่มา https://www.follicle.com/Section1/2h.t mL)
5 การตรวจสารเสพติดในเส้นผม การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย สามารถตรวจได้ในชีววัตถุหลาย ชนิด เช่น ปัสสาวะ เหงื่อ น้ำลาย เลือด และเส้นผม ซึ่งการเลือกชนิด ของตัวอย่างชีววัตถุ จะต้องพิจารณาควบคู่กับวัตถุประสงค์ของการตรวจ ปริมาณสารเสพติดในชีววัตถุนั้นๆ ความยาก ง่ายในการเก็บตัวอย่าง การ เก็บรักษาตัวอย่าง การนำตัวอย่างและความพร้อมของห้องปฏิบัติการใน การตรวจวิเคราะห์ ภาพที่ 5 ระยะเวลาการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย
6 ข้อดีข้อจำกัดของการตรวจหายาและสารเสพติดในชีววัตถุ ตารางที่ 1 ข้อดีข้อจำกัดของการตรวจสารเสพติดในชีววัตถุ ชีววัตถุ ระยะเวลา การตรวจพบ ข้อดี ข้อจ ากัด เลือด 2-5 ชั่วโมง ถึง 1-2 วัน 1) ระยะเวลาที่ตรวจพบสารเสพติดมี ความสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่เสพ 2) ระดับและปริมาณสารเสพติดใน เลือดอยู่ในระดับที่สูง 3) ต้องจัดให้มีห้องปฏิบัติการเก็บ ตัวอย่าง การเก็บรักษาตัวอย่าง การเก็บตัวอย่างไม่สามารถทำได้โดย เจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องกระท ำโดยผู้มี คุณวุ ิเฉพาะ เหงื่อ และน้ าลาย 2-24 ชั่วโมง 1) เก็บตัวอย่างง่าย 2) ระยะเวลาที่ตรวจพบสารเสพติดมี ความสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่เสพ 3) สารเสพติดที่พบในเหงื่อและน้ำลาย คือตัวสารเสพติดเอง ไม่ใช่สารเมตา บอไลต์ พบในปริมาณที่น้อย ท ำให้ยากต่อ การตรวจพบสารเสพติด ปัสสาวะ 2-5 ชั่วโมง ถึง 3- 5 วัน 1) สามารถเก็บตัวอย่างได้ง่าย และเก็บ ตัวอย่างได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการ ตรวจวิเคราะห์ 2) ระดับและปริมาณสารเสพติดใน ปัสสาวะ อยู่ในระดับที่สูง สามารถ ตรวจวัดโดยชุดทดสอบเบื้องต้นหลาย ประเภท 3) มีความคงตัวสูง 4) ระยะเวลาที่สามารถตรวจพบ สาร เสพติดในปัสสาวะค่อนข้างนานหลาย วัน 1) การสับเปลี่ยนหรือปลอมปน ตัวอย่างสามารถท าได้ง่าย 2) รูปแบบของการขับสารเสพติด หรือเมตาบอไลต์ของสารเสพติดใน ปัสสาวะยังขึ้นอยู่กับค่าความเป็น กรด-ด่าง ของปัสสาวะ เส้นผม หลายสัปดาห์ จนถึงหลายเดือน ขึ้นกับความยาว เส้นผม 1) เก็บตัวอย่างท าได้ง่าย สามารถท าใน ที่เปิดเผยได้ 2) การสับเปลี่ยนหรือปลอมปนท าได้ ยาก 3) สามารถให้ข้อมูลประวัติการใช้ยา หรือยาเสพติดย้อนหลัง จึงสามารถใช้ ในการติดตามพ ติกรรมการใช้ยาเสพ ติดของบุคคลได้ ถ้าช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่างใกล้เคียง กับช่วงเวลาที่เสพครั้งหลังสุดมาก เกินไป มีโอกาสสูงที่จะตรวจไม่พบ สารเสพติดเนื่องจากสารเสพติดยัง ไม่อยู่ในส่วนของเส้นผมที่งอกจาก หนังศรีษะ
7 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสารเสพติดในเส้นผม การตรวจสารเสพติดในเส้นผมได้ถูกบรรจ ุไว้ใน “ประกาศ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดมีสาร เสพติดอยู่ในร ่างกายหรือไม่ เผยแพร ่ในราชกิจจานุเบกษา เล ่ม 139 ตอน พิเศษ 94 ง เมื ่อวันที ่ 25 เมษายน 2565 โดยสาระสำคัญในหมวด 3 ได้ กำหนดให้ในกรณีมีการตรวจสอบประวัติเกี ่ยวกับการเสพสารเสพติด ย้อนหลังของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งมีพ ติการณ์หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ ว่าเสพยาเสพติด โดยเป็นกรณีจำเป็นและไม่อาจใช้กระบวนการตรวจหรือ ทดสอบหาสารเสพติดในปัสสาวะได้ เพื่อความเป็นธรรมและประโยชน์ของ กระบวนการยุติธรรม ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สั่งให้ตรวจหาสารเสพติดใน เส้นผม โดยให้ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือ เจ้าหน้าที่จากสถานตรวจพิสูจน์ ซึ่งผ่านการอบรมการดำเนินการตรวจหรือ ทดสอบหาสารเสพติดในเส้นผม เกณฑ์ตัดสินว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย เมื่อห้องปฏิบัติการได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์และออกรายงานผล การตรวจพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการแล้วให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจ พิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกายจากการตรวจเส้นผม ดังนี้
8 กลุ ่มแอมเฟตามีนส์ (Amphetamines) และกลุ ่มเอ็กซ์ตาซี ( Ecstasy – Group Substances) เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.2 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป กลุ่มโอปิเอต (Opiates) ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟีน และฝิ่น เมื่อตรวจ พบว่ามีสาร หรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.2 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป กัญชา (Cannabis) เมื่อตรวจพบว่ามีสารเตตรา ไฮโดรแคนนาบิ นอล (Tetrahydrocannabinol (THC)) อยู ่ในเส้นผม ตั้งแต ่ 0.05 นาโน กรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป และตรวจพบว่ามีสารเมตาบอไลต์ของกัญชา ได้แก่ 11-นอร์-เดลต้า-เตตรา-ไฮโดรแคนนาบินอล คาร์บอกซิลิคแอซิด (11–Nor- 9–THC-COOH) อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.0002 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป กลุ่มโคคาอีน (Cocaine) เมื่อตรวจพบว่ามีโคคาอีน อยู่ในเส้นผม ตั้งแต่ 0.5 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือเมตาบอไลต์ของโคคาอีน อยู่ใน เส้นผมตั้งแต่ 0.05 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป คีตามีน (Ketamine) เมื่อตรวจพบว่ามีคีตามีนอยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.5 นาโนกรัม/มิลลิกรัม หรือเมตาบอไลต์ของคีตามีน อยู่ในเส้นผมตั้งแต่ 0.1 นาโนกรัม/มิลลิกรัม ขึ้นไป
9 ตารางที่ 2 เกณฑ์การตัดสิน (Cut-off) ของสารเสพติดในเส้นผม
10 ยาเสพติดกลุ่มแอมเฟตามีน (amphetamines) เป็นยาเสพติดที่อยู่ ในกลุ่มออก ทธิ์กระตุ้นประสาท ยาบ้า หรือ “เมทแอมเฟตามีน” เป็นยาที ่มี ทธิ์กระตุ้น ป ร ะส าท เป็นส า รเคมีสังเคร าะห์ที ่มีชื ่อว ่ า เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) ยาบ้าที่ลักลอบจำหน่ายกันอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะ เป็น ยาเม็ดกลมนูนเล็กน้อยสีส้ม สีน้ำตาล หรือสีเขียว ด้านหนึ่งของยาเม็ด จะมีสัญลักษณ์เป็นตัว อักษรภาษาอังก ษ “WY”ส่วนอีกด้านจะเป็นรอยขีด แบ่งครึ่งเม็ดหรือเรียบ ในยาบ้า 1 เม็ด จะประกอบด้วยสารเมทแอมเฟตามีน ประมาณ 15 – 25 % โดยน้ำหนัก ผสมกับคาเฟอีน (Caffeine) บางครั้งอาจ พบยาเสพติดหรือวัตถุออก ทธิ์ชนิดอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น เอ็น เอ็น-ไดเมททิล แอมเฟตามีน (N, N-dimethylamphetamine) อีเฟดรีน (Ephedrine) หรือ เคตามีน (Ketamine) เป็นต้น อาจเสพโดยการกิน เผาไฟแล้วสูบควัน หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ถ้าเป็นการเสพโดยการรับประทาน เมทแอมเฟตา มีนจะถูกดูดซึมผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่กระแสโลหิต และออก ทธิ์ที่สมอง ในเวลาประมาณ 20-30 นาที หากเสพโดยการสูบหรือฉีด เมทแอมเฟตามีน ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamine)
11 จะเข้าสู่สมองทันทีในไม่กี่วินาที โดยจะออก ทธิ์ไปกระตุ้นระบบประสาท ส ่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง ส ่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น อัตราการ หายใจถี ่ขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ม ่านตาขยายกว้างขึ้นและไม ่รู้สึกหิว นอกจากนั้นผู้ใช้ยาจะมีเหงื่อออกมาก ปวดศรีษะ ตาพร่ามัว และนอนไม่ หลับ ถ้าเสพยาเข้าไปในปริมาณมากจะมีอาการหัวใจเต้นรัวผิดปกติ เนื้อตัว สั่นเทา ทรงตัวไม่ได้และสิ้นสติ ถ้าเสพเข้าไปในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกาย จะทนรับไหวจะทำให้เกิดอาการหัวใจวายตาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการ ผิดปกติทางจิตและประสาทด้วย โดยผู้เสพจะมีอาการรู้สึกสับสน หงุดหงิด วิตกกังวลใจ และนอนไม่หลับ อาการดังกล่าวจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเสพยา มากขึ้น การเสพยาบ้าในปริมาณมากๆ หรือเสพติดต ่อกันเป็นระยะ เวลานานๆ จะทำให้ผู้เสพกลายเป็นคนวิกลจริต โดยจะมีอาการเพ้อคลั่ง มองเห็นภาพหลอน หูแว่วและหวาดระแวง หลงผิดว่าคนอื่นจะมาทำร้ายซึ่ง เป็นเหตุให้ผู้เสพยาบ้ามีโอกาสทำร้ายผู้อื่นรอบข้างได้ เมทแอมเฟตามีนเมื่อ เข้าสู ่ร ่างกาย บางส ่วนจะถูกทำลายหรือเมตาบอไลต์ (Metabolite) ใน กระเพาะอาหาร โดยจะสามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะได้ ภายใน 20 นาที หลังการเสพ และเมทแอมเฟตามีน 70% จะถูกทำลายที่ตับ และขับออกมาทางปัสสาวะภายใน 24 ชั่วโมง ในรูปของเมทแอมเฟตามีน 44% และ สารเมตาบอไลต์ ได้แก่ แอมเฟตามีน (Amphetamine) 6-20% และไฮดรอกซีเมทแอมเฟตามีน (Hydroxy-methamphetamine) 10 %
12 ไอซ์ (Ice) มีลักษณะเป็นผลึกใสสีขาวคล้ายน้ำแข็งจึงเป็นที่มาของ ชื่อยาไอซ์ประกอบด้วย เมทแอมเฟตามีนที่มีความบริสุทธิ์สูง คือมากกว่า 85 % ขึ้นไป นิยมเสพโดยการสูดดมควันหรือโดยการละลายน้ำแล้วฉีดเข้าเส้น การออก ทธิ์และการขับออกสู่ร่างกายเช่นเดียวกับยาบ้า ยาอีเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มยาเสพติดที่นิยมใช้ในสถานบันเทิง สาร ที ่พบส ่วนใหญ ่ได้แก ่ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3, 4- Methylene-dioxymethamphetamine: MDMA) มีชื ่อเรียกอื ่นว ่า เอ็ม ดีเอ็มเอ (MDMA) อาดัม (ADAM) เอ็กซ์ตาซี (Ectasy หรือ XTC) เป็นต้น สารที่พบรองลงมาคือ เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (3,4-Methylenedioxyamphetamine: MDA) มีชื ่อเรียกอื ่นว ่า เอ็มดีเอ (MDA) ยาเลิฟ (Love drugs หรือ Love pills) เป็นต้น และ เอ็น เอทิล เอ็มดีเอ (N-ethyl MDA) มีชื ่อเรียกอื ่นว ่า เอ็มดีอี (MDE หรือ MDEA) เป็นต้น สำหรับใน ประเทศไทย ส ่วนมากจะพบยาอีชนิด เอ็มดีเอ็มเอ (MDMA) ยาอีที่พบใน ประเทศไทย จะมีลักษณะเป็นรูปแคปซูลหรือเม็ด ส ่วนใหญ่จะเป็นยาเม็ด กลมแบนสีต่างๆ บนเม็ดมีสัญลักษณ์รูปต่างๆ เช่น การ์ตูน สัตว์ สัญลักษณ์ ทางการค้า เป็นต้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8 – 1.2 เซนติเมตร ความหนา 0.3-0.4เซนติเมตร น้ำหนักเม็ดประมาณ 200-300 มิลลิกรัม ยาอี เสพโดยการรับประทาน จะออก ทธิ์ภายใน 30-60 นาที และออก ทธิ์นาน 6-8 ชั่วโมง โดยออก ทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาทและหลอนประสาท ผู้เสพจะมี
13 ความสุขระยะสั้น และจะมีอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงคือหัวใจจะเต้น แรงและเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น อัตราการหายใจถี่ขึ้น อุณหภูมิของ ร่างกายสูงขึ้นเหมือนคนเป็นไข้ เหงื่อออกมาก ปวดศีรษะ ตาพร่ามัวและอาจ ถึงกับเป็นลมหมดสติ ผู้เสพอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น การได้ ยินและการสัมผัส ชอบฟังเพลงเสียงดังชอบดูแสงสีที่วูบวาบบาดตาและชอบ ให้คนมาสัมผัสเล้าโลม แต่เมื่อยาหมด ทธิ์ลงผู้เสพจะมีอาการวิตกกังวลผสม กับอาการซึมเศร้า และมีแนวโน้มฆ ่าตัวตายสูง MDMA และ MDE จะถูก ทำลายที่ตับโดยเปลี่ยนเป็น MDA ซึ่งเป็นสารออก ทธิ์ โดยระยะเวลาการ ออก ทธิ์ตั้งแต่30 นาทีและออก ทธิ์สูงสุดภายใน 1-2 ชั่วโมง และ ทธิ์จะ ค่อยๆลดลง สำหรับการเสพ MDMA ภายใน 24 ชั่วโมงจะถูกขับออกมาทาง ปัสสาวะในรูปของ MDMA 65% และ ในรูปของสารเมตาบอไลต์ของ MDA 7 % ภายใน 3 วัน และจะสามารถตรวจพบเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะได้ ภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังการเสพ ยาเสพติดในกลุ่มโอปิเอตส์ (Opiates) เป็นสารอัลคาลอยด์ที่ได้จาก ธรรมชาติ ซึ่งได้จากการสกัดจากเมล็ดของต้นฝิ่น ตัวอย่างของยาเสพติดใน กลุ่มนี้ ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน กลุ่มโอปิเอตส์(Opiates)
14 ฝิ่น (Opium) มีลักษณะเป็นยางเหนียวสีขาว (Latex) ได้จาก การกรีดผลฝิ่นสดที่ยังไม ่โตเต็มที่ ทิ้งไว้ให้แห้งจะเป็นสีดำ ประกอบด้วย สารอัลคาลอยด์หลายชนิด ที่สำคัญที่สุดคือ มอร์ฟีน ประมาณ 10-16% และอัลคาลอยด์อื่นๆได้แก่ โคเดอีน (Codeine) ทีเบน (Thebaine) ปาปา เวอร์รีน(Papaverine) และนอสคาปีน (Noscapine) เป็นต้น ยาเสพติดกลุ่ม โอปิเอตส์ ออก ทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้เสพยาจะมีอาการง่วงซึม ม ่านตาหรี ่ลงเล็กน้อย ตาแฉะ ในผู้ที ่เสพยาพวกนี้ครั้งแรกอาจมีอาการ คลื ่นไส้อาเจียนเกิดขึ้นได้ หากเสพมากเกินไปจนร ่างกายทนไม่ไหว การ ทำงานของระบบการหายใจถูกกดทำให้หายใจแผ่วและตื้น ผิวกายเย็น ชัก สลบและเสียชีวิตเนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว คนที่ติดเฮโรอีนจะมี ร่างกายซูบซีด ผอมเหลือง มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง อารมณ์เปลี่ยนแปลง ง ่าย เมี ่อขาดยาจะมีอาการหงุดหงิดทุรนทุราย หาว เหงื ่อออกมาก เบื่อ อาหาร ปวกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน ชักหมดสติ และถ้าร ่างกายอ่อนแอก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้มอร์ฟีนและเฮโรอีนจะถูกขับ ออกทางปัสสาวะ โดยเฮโรอีนจะถูกเมตาบอไลต์เปลี ่ยนไปเป็น 6-Omonoacetylmorphine (6-MAM) อย่างรวดเร็วภายใน 3-20 นาที แล้วจะ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น Morphine-3-O-glucuronide 38.2% มอร์ฟีน 4.2% 6- MAM 1.3% และเฮโรอีน 0.1% ผู้เสพเฮโรอีนจะตรวจพบมอร์ฟีนและ6- MAM ในปัสสาวะหลังการเสพ 40 ชั่วโมง
15 (Heroin) เป็นยาเสพติดที่สังเคราะห์ได้จากฝิ่น มีลักษณะเป็นผงสี ขาว สีนวลหรือสีครีม มีรสขม ไม่มีกลิ่น มี ทธิ์แรงกว่ามอร์ฟีนประมาณ 4-8 เท่า และมี ทธิ์แรงกว่าฝิ่นประมาณ 30-90 เท่า เฮโรอีนสามารถเสพโดยการ นำไปละลายน้ำแล้วฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือนำไปยัดใส่ในมวนบุหรี่แล้วสูบ หรือนำไปลนไฟแล้วสูดไอระเหยเข้าปอด เฮโรอีนเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรง และติดง่ายที่สุด มอร์ฟีน (Morphine) เป็นสารอัลลาลอยด์ (Alkaloids) ที่อยู่ใน พืชฝิ่น มี ทธิ์แรงกว่าฝิ่น 8-10 เท่า มีลักษณะเป็นผงสีขาวหรือสีเทา ไม่มี กลิ่น มีรสขม ในทางการแพทย์ใช้เป็นยาระงับปวดเฮโรอีน โคเคน หรือ โคคาอีน เป็นสารที ่สกัดมาจากใบของต้นโคคา ซึ่ง เป็นไม้ยืนต้นที่เจริญงอกงามอยู่บนภูเขาสูงในทวีปอเมริกาใต้ จัดเป็นสารใน กลุ่ม โทรเฟน อัลคาลอยด์(Tropane alkaloids) ตรงส ่วนใบของโคคาจะมี โคเคนอยู่ประมาณ 1% โดยน้ำหนัก โคเคน มีลักษณะเป็นผงสีขาว และเป็น ก้อนผลึก มีรสขม ไม่มีกลิ่น มีสีต่างๆขึ้นกับวิธีการผลิต โดยทั่วไปจะมีสีขาว เหลืองครีม ถึงสีน้ำตาลอ่อน ไม่ละลายน้ำ มีชื่อเรียกต่างๆกัน เช่น Crack, Coke, Snow และ Speed ball โคเคนเป็นยาเสพติดที ่นิยมเสพโดยการสูด โคเคน (Cocaine)
16 ผงเข้าโพรงจมูก มีอยู่ส ่วนน้อยที ่เสพโดยน้ำโคเคนไปละลายน้ำแล้วฉีดเข้า หลอดเลือดดำ มี ทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างรุนแรง โคเคนทำให้เกิดความ ผิดปกติขึ้นกับร่างกายได้ภายในเวลา 15-30 วินาที ทธิ์จะอยู่นานประมาณ 20-30 นาที อาการผิดปกติที ่เกิดขึ้นหลังเสพ ได้แก่ ม่านตาขยายขึ้นกว้าง กว่าปกติ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจเกิดอาการชักหรือหมดสติ หาก เสพมากเกินไปจนร่างกายทนไม่ไหวผู้เสพมักเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย หรือระบบหายใจล้มเหลว นอกจากนี้โคเคนยังทำให้เกิดความผิดปกติทางจิต และประสาทด้วย โคเคนจะถูกทำลายที่ตับและขับออกทางปัสสาวะได้สารเม ตาบอไลต์หลักในรูปของ เบนโซอิลเอคโกนีน (Benzoylecgonine)และ อื่นๆ เช่น เมทิลเอคโกนีน (Methylecgonine) และ เอคโกนีน (Ecgonine) และจะพบโคเคนหลงเหลืออยู่ประมาณ 1 % ผู้เสพโคเคนจะสามารถตรวจ พบ เบนโซอิลเอคโกนีนในปัสสาวะได้ภายใน 4 ชั่วโมงหลังการเสพ จนถึง 1- 2 วัน ก ัญช า เ ป็นพื ช ล้ ม ล ุ ก ที ่ มี ส า ร อ อ ก ท ธิ ์ สำคัญ คื อ Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ ่งพบมากในส ่วน ยอดของช ่อดอก รองลงมา คือ ใบ ก้าน และ กิ่ง ตามลำดับ ดังนั้นส ่วนของพืชที่นิยมนำมาเสพ คือช่อ ดอกและใบที่ติดมากับช่อดอก โดยนำมาตากหรืออบ กัญชา (Cannabis)
17 ให้แห้งแล้วนำไปบดหรือหั่นฝอยหยาบๆ แล้วจึงนำไปมวนสูบโดยผสมกับ บุหรี่หรืออาจจะสูบจากกล้องยาสูบหรือบ้องกัญชาก็ได้ THC เป็นของแข็ง คล้ายแก้ว มีกลิ่นเฉพาะตัวของ เทอร์พีนอยส์(Terpenoids) เมื่อถูกความ ร้อน จะมีลักษณะข้นเหนียว ละลายน้ำได้น้อย THC ออก ทธิ์ที่สมอง ใน เบื้องต้นจะออก ทธิ์กระตุ้นประสาท (stimulant) ทำให้ผู้เสพตื่นเต้น ช่าง พูด และหัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะออก ทธิ์กดประสาท (depressant) ทำ ให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน เซื่องซึมและง ่วงนอน ถ้าเสพใน ปริมาณมาก จะเกิดอาการประสาทหลอนและวิกลจริต ควบคุมตัวเองไม่ได้ THC เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสารเมตาบอไลต์ชื่อ 11-นอร์- เดลต้า-9- คาร์บอกซี ทีเอชซี (11-nor-Δ9-carboxy-THC) ภายใน 10 นาทีและจะ ออก ทธิ์ต่อระบบประสาท ภายใน 6 ชั่วโมง และภายใน 72 ชั่วโมง จะถูก ขับออกทางปัสสาวะ 30% ส ่วนที่เหลือจะสะสมตามเนื้อเยื่อไขมันและขับ ออกอย่างช้าๆทางปัสสาวะและอุจจาระ ภายใน 2-5 วัน
18 การเก็บตัวอย่างเส้นผมที่ถูกต้องเหมาะสมเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ การแปลผลการตรวจวิเคราะห์เกิดความถูกต้อง การเก็บตัวอย่างเส้นผมควร ต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที ่รับผิดชอบตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังต้อง คำนึงถึงหลักจริยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนด้วย คำแนะนำในการเก็บตัวอย่างเส้นผม • การเก็บเส้นผมต้องดำเนินการโดยผู้ที ่มีได้รับการอบรม ภายใต้ มาตรการการระวัง ไม่ให้เกิดการปนเปื้อน และจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ • สถานที่: บริเวณที ่ทำการเก็บเส้นผมจะต้องป้องกันการเกิดการ ปนเปื้อน และควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ อุปกรณ์การเก็บเส้นผม ชุดเก็บเส้นผม ควรประกอบด้วย - แบบฟอร์ม Chain of custody - แผ่นฟอล์ย และซองเก็บเส้นผม - Security seal - ถุงเก็บวัตถุพยาน - ซองสำหรับขนส่ง การเก็บตัวอย่างเส้นผม ภาพที่ 6 ชุดอุปกรณ์เก็บตัวอย่างเส้นผม
19 คำแนะนำสำหรับการเก็บเส้นผม 1. กรรไกรตัดผม อาจใช้เป็นกรรไกรตัดผมโดยเฉพาะ หรือเป็นกรรไกรทาง การแพทย์ก็ได้ 2. กระดาษฟอยล์ ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 15 x 12 เซนติเมตร พับครึ่ง ตัดมุม กรรไกรตัดผม กรรไกรตัดไหม ภาพที่ 7 กรรไกรสำหรับตัดเก็บเส้นผม ภาพที่ 8 แผ่นอลูมิเนียมฟอล์ยสำหรับเก็บเส้นผม
20 3. ไหมขัดฟันไนลอนแบบเคลือบขี้ผึ้ง (wax) ยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร 4. ไม้บรรทัด ควรเป็นไม้บรรทัดที่สามารถวัดเป็นเซนติเมตรได้ 5. สำลีหรือกระดาษแอลกอฮอล์ 6. ถุงมือยางอนามัย ขนาดตามความเหมาะสมของผู้เก็บเส้นผม 7. ซองใส่เส้นผม ที่มีแบบฟอร์มการเขียนข้อมูลหน้าซอง ภาพที่ 9 ไหมขัดฟัน
21 ตำแหน่งของการเก็บเส้นผม ตำแหน ่งของการเก็บเส้นผมที ่เหมาะสม คือ ตำแหน ่งบริเวณ ด้านหลังศรีษะ posterior vertex เนื่องจากพบว่าอัตราการงอกแปรปรวน น้อยที่สุด นอกเหนือจากเส้นผมแล้ว เส้นขนอื่นๆ เช่น ขนหัวหน่าว เครา ขน รักแร้ ก็สามารถเก็บได้ ซึ่งการแปลผลขึ้นกับความแตกต่างของสิ่งส่งตรวจ แต่ละชนิด ภาพที่ 10 ตัวอย่างซองสำหรับชุดเก็บเส้นผม
22 ปริมาณตัวอย่างเส้นผม การเก็บตัวอย่างเส้นผมเพื่อตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นและยืนยันผล หรือในบางครั้งจำเป็นเป็นจะต้องทำการตรวจวิเคราะห์ซ้ำ (รวมถึงการตรวจ วิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการแห ่งที ่ 2) ดังนั้นปริมาณเส้นผมที ่เก็บจึงมี ความสำคัญ สำหรับปริมาณเส้นผมที่ต้องใช้ในการตรวจวิเคราะห์จะมีความหนา ประมาณ 1 แท่งดินสอ การเก็บเส้นผมให้มีปริมาณเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เพียงพอต่อการตรวจวิเคราะห์และการวิเคราะห์ซ้ำ หรือการตรวจ วิเคราะห์ยืนยันผลโดยห้องปฏิบัติการแห่งที่สอง อย่างไรก็ตาม การเก็บตัวอย่างเส้นผมมักก่อให้เกิดรอยแหว่งบริเวณ หนังศรีษะ โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กเล็ก และผู้คนที ่มีศรีษะล้าน หรือผม บาง ในกรณีดังกล่าว การเก็บตัวอย่างผมปริมาณน้อยลงแต่กระจายการเก็บ หลายจุด โดยเน้นบริเวณรอบ posterior vertex สามารถทำได้ ภาพที่ 11 การวัดความยาวและตัดเก็บเส้นผม
23 วิธีการเก็บตัวอย่างเส้นผม ผู้เก็บตัวอย ่างจะต้องสวมถุงมือและใช้อุปกรณ์ที ่สะอาดเพื่อ หลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนข้ามระหว่างบุคคล ขั้นตอนในการเก็บ ตัวอย่างเส้นผม ประกอบด้วย 1. เช็ดทำความสะอาดกรรไกร ด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ ทิ้งไว้ให้แห้ง 2. วัดความเส้นผมบริเวณที่จะตัด บริเวณที่แนะนำ คือ ด้านหลัง กลางศรีษะ (posterior vertex) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความแปรปรวนน้อยที่สุด จากนั้นบันทึกความยาวเส้นผมลงที่หน้าซอง 3. หากวัดความยาวเส้นผมได้มากกว่า 3.5 เซนติเมตร ให้มัดเส้นผม เป็นกระจุกความหนาเท่ากับ “1 แท่งดินสอ” ด้วยไหมขัดฟันก่อนตัดเส้นผม และตัดให้ชิดหนังศีรษะ วางผมที่ตัดแล้วลงบนฟอยล์โดยวางด้านโคนผมไว้ ตรงรอยบาก 4. หากวัดความยาวไม่ถึง 3.5 เซนติเมตร สามารถจับเส้นผมเป็นช่อ เล็กๆ และตัดให้ชิดหนังศีรษะ วางผมที่ตัดแล้วลงบนฟอยล์โดยไม่ต้องคำนึง ภาพที่ 12 การมัดและตัดเก็บเส้นผม
24 ว่าเป็นโคนหรือปลายผม จนมีปริมาณความหนาเท่ากับแท่งดินสอ หรือชั่งให้ มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 200 มิลลิกรัม (ไม่รวมน้ำหนักฟอยล์) 5. เมื่อได้ปริมาณผมที ่ต้องการแล้ว ตัวอย่างเส้นผมจะวางบนแผ่น ฟอยล์ในแนวที่บ่งชี้ถึงด้านรากผม เช่น วางบนแผ่นฟอยล์ที่มีการทำรอยบาก หรือมีการระบุว่า “ด้านโคนผม” พับฟอยล์และรีดฟอยล์ให้เรียบเพื่อป้องกัน เส้นผมหลุดออก หรือเส้นผมเปลี่ยนทิศทาง ภาพที่ 13 การบรรจุเส้นผมในแผ่นอลูมิเนียมฟอล์ย
25 6. นำฟอยล์ที่มีเส้นผมและพับเรียบร้อยแล้วใส่ลงในซอง ลงลายมือ ชื่อผู้เก็บ และวันที่เก็บ 7. ผู้เก็บเส้นผมเช็ดกรรไกรด้วยสำลีชุดแอลกอฮอล์บีบหมาด ๆ เช็ด ให้ทั่วโดยเฉพาะในซองของกรรไกร แล้วเปลี่ยนถุงมือ 8. ผู้เก็บเส้นผมนำซองที่มีเส้นผมและลงลายมือชื่อผู้เก็บแล้วไปให้ที่ โต๊ะลงทะเบียน 9. เมื่อนำซองมาที่โต๊ะลงทะเบียนแล้ว บุคลากรที่โต๊ะลงทะเบียน ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลหน้าซองอีกครั้ง แล้วปิดซองด้วยเทปกาว evidence เซ็นชื่อและลงวันที่กำกับพาดระหว่างซองกับเทปกาวevidence 2 จุด หากมีการเขียนผิด หรือลบ หรือเขียนย้ำ ให้ขีดฆ่าข้อความที่เขียนผิด เขียนข้อความที่ถูกต้อง ลงชื่อและวันที่กำกับตรงที่ขีดฆ่าทุกครั้ง 10. เจ้าของเส้นผมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบนซองซึ่งมี ตัวอย่างเส้นผม พร้อมลงนามและวันที่กำกับบนซองเก็บตัวอย่างเส้นผม ภาพที่ 14 การบรรจุเส้นผมลงในซองและปิดผนึก
26 การระบุรายละเอียด (ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการทดสอบ) • บันทึกลักษณะของเส้นผม เช่น สี ความยาวของเส้นผม บริเวณที่ตัด เก็บ และการใช้ครีมบำรุงตกแต่งเส้นผม การทำสีผม เป็นต้น การเก็บรักษา (Storage) • ตัวอย ่างเส้นผมจะต้องเก็บในสถานที ่แห้ง และมืด ที ่อุณหภูมิห้อง ห่างไกลจากแสงแดด ไม่ควรเก็บตัวอย่างเส้นผมในตู้เย็น หรือตู้แช่แข็ง เนื่องจากเส้นผมอาจเกิดการบวมตัว หรือเกิดขึ้นรา และอาจทำให้ยา สูญเสียจากเส้นผม • หลีกเลี่ยงการเก็บตัวอย่างเส้นผมในถุงพลาสติกเนื่องจากอาจเกิดการ ปนเปื้อนจาก plastic softener • ตัวอย่างเส้นผมที่มีลักษณะเปียกในขณะที ่ถูกนำส ่ง จะต้องทำให้แห้ง ก่อนนำมาเก็บรักษาและตรวจวิเคราะห์
27 วัตถุประสงค์ เพื่อใช้ตรวจวิเคราะห์หายาและสารเสพติดในเส้นผมโดยเทคนิค LC-MS/MS ขอบเขต ครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์หายาและสารเสพติด รวมถึงเมทา บอไลท์ จำนวน 11 ชนิดในเส้นผม ด้วยการสกัดแบบ Bead Mill และตรวจ วิเคราะห์โดยเทคนิค LC-MS/MS หลักการ การตรวจวิเคราะห์ยาและสารเสพติดในเส้นผม ทำได้โดยการบด เส้นผม และสกัดเส้นผมด้วย methanol เพื่อละลายยาและสารเสพติดจาก เส้นผม จากนั้นทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่องลิควิดโครมาโทกราฟควบกับ tandem mass spectrometer (LC-MS/MS) การตรวจวิเคราะห์สารเสพติดในเส้นผม
28 เครื่องมือ อุปกรณ์ และสารเคมี เครื่อง Liquid Chromatograph tandem Mass Spectrometer (LC-MS/MS)รุ่น QTRAP5500 plus ผลิตภัณฑ์ SCIEX โดยมีสภาวะที ่ใช้ใน การวิเคราะห์ ดังนี้ ตารางที่ 3 พารามิเตอร์ของเครื่องลิควิดโครมาโทกราฟแมสสเปคโตรมิเตอร์ (LC-MS/MS) Parameters รายละเอียด Column Phenomenex Kinetex C18 core shell 4.6 x 50 mm, 2.6 um particle size Guard column ตัวกรองคอลัมน์ชนิด C18 for 4.6 mm ID Mobile phase Eluent A: 50 mM ammonium formate (pH 3.5) Eluent B: 0.1% formic acid in acetonitrile LC settings Column oven temperature: 60°C Gradient program Time(min) B(%) 0.0 3 0.8 3 3.0 30 4.0 95 4.50 95 4.51 3
29 Parameters รายละเอียด 5.0 3 Injection volume 3 ul Flow rate 1.5 ml/min Ion Source Settings Electrospray needle Gas 1: 40 psi Gas 2: 50 psi Temperature: 600 °C Detection (MS) Multiple reaction monitoring (MRM) Scheduled MRM mode Mode ESI Positive mode MRM Parameter ตารางที่ 4 MRM Parameter การตรวจสารเสพติดในเส้นผม สารที่ต้องการวิเคราะห์ RT (min) Q1 Mass Q3 Mass DP EP CE CXP Amphetamine 0.9 136 91.1 46 10 26 10 119.2 46 10 13 6 65.1 46 10 47 7
30 สารที่ต้องการวิเคราะห์ RT (min) Q1 Mass Q3 Mass DP EP CE CXP Amphetamine-d6 0.9 142 93 68 10 24 11 Methamphetamine 1.17 150 119 40 10 16 10 91 40 10 30 10 65 40 10 53 10 Methamphetamine-d5 1.17 155 92 57 10 29 11 MDA 1.23 180 105 55 10 31 6 133 55 10 25 5 135 55 10 29 7 MDA-d5 1.23 185 168 57 10 17 11 MDMA 1.38 194 163 60 10 18 9 105 60 10 35 12 133.1 60 10 28 7 MDMA-d5 1.38 199 165.1 62 10 19 8 Norketamine 1.71 224 125 83 10 34 15
31 สารที่ต้องการวิเคราะห์ RT (min) Q1 Mass Q3 Mass DP EP CE CXP 115 83 10 70 13 179 83 10 22 12 Norketamine-d4 1.71 228 129 89 10 39 14 Ketamine 1.78 238 125 100 10 40 15 179 100 10 25 10 207 100 10 20 16 Ketamine-d4 1.78 242 129 105 10 40 15 Tramadol 1.95 264 58.2 76 10 47 6 264 42.2 76 10 77 11 Tramadol-d6 1.95 270 64 95 10 14 11 Mitragynine 3.08 399 174.1 120 10 41 9 159 120 10 64 8 238.1 120 10 35 13 Mitragynine-d3 3.08 402 177.1 115 10 43 11
32 • เครื่อง Vortex mixer • Auto-pipette ขนาด 20, 100, 200 และ 1000 ไมโครลิตร • เครื่อง Centrifuge • เครื่อง Nitrogen evaporator • Bead Mill Homogenizer (Bead Ruptor24) เครื่องแก้วและอุปกรณ์ • Reinforced tube ขนาด 2 มิลลิลิตรที่บรรจุ ceramic beads ขนาด 2.8 มิลลิเมตร • Nylon filter 0.2 ไมครอน ขนาด 4 มิลลิเมตร • Disposable plastic syringe ขนาด 3 มิลลิลิตร • Vial ขนาด 2 มิลลิลิตร พร้อมฝาปิด • Glass insert ขนาด 0.2 มิลลิลิตร ภาพที่ 15 เครื่องบดสกัดเส้นผม
33 • Volumetric flask ขนาด 20 มิลลิลิตร สารมาตรฐานและสารเคมี 1) สารมาตรฐาน และสาร Internal standard สารมาตรฐาน Internal standard 1.1) Amphetamine 1.2) Diazepam 1.3) Ketamine 1.4) MDA 1.5) MDMA 1.6) Methamphetamine 1.7) Nordiazepam 1.8) Norketamine 1.9) Tramadol 1.10) Mitragynine 1.11) Benzhexol Amphetamine-d6 Diazepam-d5 Ketamine-d4 MDA-d5 MDMA-d5 Methamphetamine-d5 Nordiazepam-d5 Norketamine-d4 Tramadol-d6 Mitragynine-d3 Benzhexol-d11
34 2) สารเคมี สารเคมี Grade 1. Acetonitrile ยี่ห้อ Scharlau 2. Methanol (MeOH) ยี่ห้อ Scharlau 3. Formic acid 4. Ammonium formate 5. Dichloromethane HPLC HPLC MS AR HPLC การเตรียมสารเคมี Eluent A 50 mM Ammonium formate in DI water ละลาย 15.765 กรัม Ammonium formate ใน DI water 5000 มิลลิลิตร ปรับ pH ด้วย formic acid (pH 3.5) Eluent B 0.1% FA in ACN เติม Formic acid 4 มิลลิลิตร ในน้ำ DI water 4000 มิลลิลิตร
35 ขั้นตอนการเตรียม Calibration Curve WS1: ปิเปต WS stock (1 mg/ml) แต่ละตัว จำนวน 11 ชนิด ชนิดละ 50 ไมโครลิตร(ul) (ตามตาราง) และปรับปริมาตรเป็น 10 มิลลิลิตร ด้วย MeOH (ความเข้มข้น 5000 ng/ml) ตารางที่ 5 การเตรียมกราฟมาตรฐานของการตรวจสารเสพติดในเส้นผม Hair standards ul of WS1 ul MeOH to add Actual conc.(ng/ml) Vol.std. (ul) Final conc. (ng/ml) Final conc. (ng/mg) Std 1 40 3960 50 20 1 0.05 Std 2 200 3800 250 20 5 0.25 Std 3 400 3600 500 20 10 0.5 Std 4 800 3200 1000 20 20 1 Std 5 1200 2800 1500 20 30 1.5 Std 6 1600 2400 2000 20 40 2.0 QC 1 200 3800 250 16 4 0.2 QC 2 800 3200 1000 20 20 1 หมายเหตุ: สำหรับเส้นผมน้ำหนัก 20 mg แบ่ง standard เก็บใส่หลอดละ 200 ไมโครลิตร และ cap ฝา พร้อมเก็บไว้ในตู้เย็น –20C ใช้งานได้ 12 เดือน
36 การเตรียม Internal standards: WIS1: ปิเปตสารมาตรฐานที่ความเข้มข้น 1 mg/ml ของ Amphetamined6, Methamphetamine-d5, MDMA-d5 และ Diazepam-d3 อย ่างละ 100 ไมโครลิตร และปรับปริมาตรด้วย MeOH เป็น 1 มิลลิลิตร (ความ เข้มข้น 100 ug/ml) WIS2: ปิเปตสารมาตรฐานที่ความเข้มข้น 100 ug/ml 10 ไมโครลิตรและ ปรับปริมาตรด้วย MeOH เป็น 20 มิลลิลิตร (ความเข้มข้น 50 ng/ml) ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างเส้นผม 1) ล้างเส้นผมด้วย 5 มิลลิลิตร MeOH จำนวน 2 ครั้ง และ Dichloromethane จำนวน 1 ครั้ง โดยลำดับดังนี้ ครั้งที่ 1 1st MeOH ครั้งที่ 2 Dichloromethane ครั้งที่ 3 2nd MeOH 2) หลังจากนั้นเติม 100 ไมโครลิตร Internal standard ลงใน 2nd MeOH 3) นำ 2nd MeOH ระเหยแห้ง และละลายกลับด้วย 100 ไมโครลิตร MeOH ภาพที่ 16 การล้างเส้นผม
37 4) ตัดเส้นผมให้ละเอียดประมาณ 1-3 มิลลิเมตร 5) ชั่งเส้นผม(ประมาณ 20 มิลลิกรัม)บนกระดาษ แล้วใส ่ในหลอด Reinforced tube ขนาด 2 มิลลิลิตร ที ่บรรจุ 2.8 มิลลิเมตร ceramic beads พร้อมจดน้ำหนักที่ชั่งได้ 6) เติม 100 ไมโค รลิต ร Internal standard แล ะ MeOH 1 มิลลิลิตร 7) บดเส้นผมด้วย Bead Mill Homogenizer ด้วยโปรแกรมที่ตั้ง ไว้ (Power 5, time 45 sec, rest 30 sec, repeat 10 times) 8) ปั่นเหวี่ยง 16,000 rpm 5 นาที ภาพที่ 17 การตัดซอยเส้นผมให้มีขนาดเล็ก
38 9) ปิเปต supernatant ใส ่ใน vial ขนาด 2 มิลลิลิตร (ระวัง ตะกอนด้านล่าง) 10) ระเหยแห้งด้วย nitrogen evaporator 11) ละลายกลับด้วย MeOH 100 ไมโครลิตร 12) กรองด้วย nylon filter 0.2 ไมครอน 13) ฉีดเข้าเครื่อง LC/MS 3 ไมโครลิตรและนำ 2 nd MeOH จากข้อ 3) มาฉีดเข้าเครื่อง LC/MS ด้วย การตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง LC-MS/MS 1) บันทึกผลการตรวจวิเคราะห์ของ MeOH wash ครั้งที่ 2 และ ค่าที่ตรวจได้ในเส้นผม (หน่วยเป็น ng/ml) 2) การคำนวณ นำค ่าที ่ตรวจพบในตัวอย ่างเส้นผม (หน ่วยเป็น ng/ml) และน้ำหนักเส้นผมที ่ชั่งได้มาหารเพื่อคำนวณเป็นน้ำหนักสารเสพ ติดที่ตรวจพบในเส้นผม (ng/mg) การควบคุมคุณภาพ 1) ฉีดสารมาตรฐานยาเสพติดและยา ก ่อนทำการวิเคราะห์ ตัวอย่างเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือก่อนการวิเคราะห์ตัวอย่าง และฉีดสารมาตรฐานหลังการวิเคราะห์ตัวอย่างสุดท้าย 2) ฉีด blank คั่นหลังการฉีดสารมาตรฐานทุกครั้ง และหลังการ วิเคราะห์ตัวอย่างอย่างน้อย 10 ตัวอย่าง
39 3) ฉีดสารมาตรฐานยาเสพติดและยาในเส้นผม (Quality Control) ก่อนและหลังการวิเคราะห์ตัวอย่าง การรายงานผล เกณฑ์การรายงานผลการตรวจพบสารเสพติดในเส้นผมโดยเทคนิค LC-MS/MS ดังนี้ • สารเสพติดที่ตรวจพบมีปริมาณมากกว่าหรือเท่ากับความเข้มข้น ต่ำสุดของกราฟมาตรฐาน (LOQ) ให้รายงานเป็น ตรวจพบ • สารเสพติดที่ตรวจพบมีปริมาณน้อยกว่าความเข้มข้นต่ำกสุดของ กราฟมาตรฐาน (LOQ) ให้รายงานเป็น ตรวจไม่พบ สารเสพติด LOQ (ng/mg) Amphetamine 0.05 Diazepam 0.05 Ketamine 0.05 MDA 0.05 MDMA 0.05 Methamphetamine 0.05
40 ความปลอดภัย ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งส่งตรวจชีววัตถุ ซึ่งถือเป็นสิ่งส่ง ตรวจที่ติดเชื้อนั้น ผู้ปฏิบัติการต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ( Personal Protective Equipment; PPE) ต า ม ห ล ั ก Universal precaution ได้แก่ ถุงมือยาง เสื้อกาวน์ แว่นตา และหน้ากากป้องกัน ควรใช้อุปกรณ์ เครื ่องมือ รวมถึงสารเคมีอย ่างระมัดระวัง และ ปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเคร ่งครัดเพื ่อความปลอดภัยของ ผู้ปฏิบัติงานและเพื่อนร ่วมงาน และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย/ ชำรุดแก่อุปกรณ์ เครื่องมือ
41 บรรณานุกรม คู่มือการทดสอบสารเสพติดในปัสสาวะ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Gail A.A.Cooper, Robert Kronstrand, Pascal Kintz, Society of Hair Testing guidelines for drug testing in hair, Forensic Sci. Int. (2011) SOFT/AAFS Forensic Laboratory Guidelines 2006 version. http://www.soft- tox.org/ docs/Guidelines%202006%20Final.pdf. Victorian Institute of Forensic Medicine, Department of Forensic Medicine Monash University. WI-16-0220-1.2_hair. 2010 Feb 12
42 ภาคผนวก