คร้ังที่ 14
ความผิดฐานยักยอก
1.ข้อแตกต่างระหว่างลกั ทรพั ย์และยักยอกคือ “การครอบครอง”
2.ยกั ยอก เปน็ กรณีทีผ่ ู้กระทาํ ครอบครองทรพั ย์นน้ั อยู่ในขณะทีเ่ บียดบังทรัพย์นนั้ โดย
ทจุ รติ
2.1 การครอบครองเกิดขึน้ โดยชอบ เช่น ในฐานะผเู้ ชา่ ทรัพย์
2.2 การครอบครองเกิดขึน้ โดยแย่งการครอบครองซึ่งผู้แย่งการครอบครองไม่
มีความผิดฐานลกั ทรพั ย์ (เพราะถ้าเป็นลกั ทรัพย์แล้วกไ็ ม่ผิดยกั ยอกอีก) เชน่
- เอารถของเขาไปใช้ชวั่ คราว (ไม่ได้เอาไปในลักษณะตดั กรรมสิทธิ์)
- เอาทรพั ย์เขามาเพราะเข้าใจว่าเป็นของตนเอง (ไม่รู้ขอ้ เทจ็ จริงอันเป็น
องค์ประกอบของความผดิ ไม่รวู้ ่าเป็นการแย่งการครอบครอง)
- สามีเอาแย่งสร้อยของภริยามาไว้ เพราะกลวั ภรยิ าจะเอาไปขายเพือ่ เล่นการ
พนนั (ขาดเจตนาทุจรติ )
3.การครอบครองทรัพย์นนั้ อาจเปน็ การครอบครองโดยลาํ พงั หรอื ครอบครองรว่ มกับ
ผอู้ ืน่ กไ็ ด้ เชน่ เจา้ ของรวม สําคญั คือ ต้องพิจารณาว่าผกู้ ระทําครอบครองทรัพย์นนั้ หรอื ไม่
ฎีกาที่ 7264/2542 จําเลยเปน็ พนักงานของผเู้ สียหาย มีหน้าที่รบั จ่ายเงนิ จา่ ยเงนิ ที่
ลกู ค้านํามาฝากและถอนแทนธนาคาร จงึ มอี ํานาจยึดถือเงนิ สดแทนผเู้ สียหายจงึ มอี าํ นาจยึดถือ
เงินสดของผเู้ สียหายไว้เพียงช่ัวระยะเวลาทาํ การ ผเู้ สียหายหาได้สง่ มอบเงินสดให้อยู่ในความ
ครอบครองของจําเลยไม่ เมอ่ื จาํ เลยเอาเงนิ สดนั้นไปเปน็ ของตนโดยไม่มีสทิ ธิอนั เป็นการทุจริต
จําเลยจงึ มคี วามผิดฐานลกั ทรพั ย์
ฎีกาที่ 496-497/2542 จาํ เลยเป็นพนักงานของธนาคารมีหน้าทีร่ บั ฝาก-ถอนเงนิ ให้แก่
ลูกค้าของผู้เสียหาย โจทก์ร่วมได้นาํ เงินมอบให้จําเลยเพือ่ ฝากเข้าบัญชกี ระแสรายวันของโจทก์
ร่วมทีธ่ นาคาร จําเลยได้แก้ไขจํานวนเงินที่เปน็ ตวั เลขและตวั อักษรในต้นฉบับชุดฝากเงนิ สด-
เชค็ ใหน้ ้อยลงกว่าจาํ นวนเงินที่โจทก์รว่ มนาํ มาฝากจริง จําเลยไม่นาํ เงินฝากเข้าบญั ชกี ระแส
รายวันของโจทก์รว่ มตามทีฝ่ ากจริง การทีจ่ ําเลยไม่นําเงินฝากเข้าบญั ชธี นาคารและได้เบียดบงั
เงินจาํ นวนดังกล่าวไป โดยทุจรติ จงึ เปน็ ความผดิ ฐานยักยอกทรัพย์ การทีจ่ ําเลยเป็นพนกั งาน
ธนาคารมีหน้าที่รับฝาก-ถอนเงนิ ให้แก่ลกู ค้าของธนาคารผู้เสียหาย ซึ่งเปน็ ผู้มอี าชีพอันย่อม
เปน็ ทีไ่ ว้วางใจของประชาชน จึงต้องรบั โทษหนกั ขึน้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354
ข้อสงั เกต ถือวา่ ครอบครองเงนิ ของลกู ค้าเฉพาะส่วนที่ได้แก้ไขตวั เลขจึงผิดยกั ยอกใน
เงินจาํ นวนดังกล่าว แต่สําหรับฎีกาที่ 7264/2542 ได้นําเงินของลกู ค้าเข้าบญั ชแี ล้ว เงินอยู่ใน
ความครอบครองของธนาคาร พนักงานธนาคารเพียงแตย่ ึดถือไว้ให้ธนาคารเพียงชั่วคราวใน
ระหว่างเวลาทําการเท่าน้ัน เมื่อนําเงินไปจงึ เปน็ ลักทรพั ย์
4.คาํ พิพากษาฎีกาที่วนิ ิจฉัยว่าผกู้ ระทาํ ความผดิ “ครอบครอง ” ทรัพย์น้ันอยู่ในขณะ
กระทําความผดิ
ฎีกาที่ 661/2501 จําเลยจับมือผู้เสียหาย ผเู้ สียหายดึงมอื หลุดจากมือจําเลย นาฬิกา
ของผู้เสียหายสายหลังเปื่อยเก่ามาก ขาดหลุดติดมอื จาํ เลย ผู้เสียหายบอกจาํ เลยว่า เกบ็ ไว้ก่อน
กินข้าวเสร็จแล้วจะมาเอา ครั้นผู้เสียหายมาขอนาฬิกาคืน จําเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป
ผเู้ สียหายมอบนาฬิกาให้จาํ เลยรกั ษาต่อไปน้ันเปน็ การมอบใหร้ กั ษาเท่าทีจ่ ําเปน็ เพือ่ มใิ ห้ทรพั ย์
หายในระยะเวลาอนั สน้ั การครอบครองยังอยู่ที่ผเู้ สียหาย ตอ้ งมผี ดิ ฐานลกั ทรพั ย์
ฎีกาที่ 1326/2503 ร่วมทุนกันซือ้ ช้างเป็นเจา้ ของรว่ มกนั แล้วผลัดกนั เลี้ยงเพื่อหา
ประโยชน์ ครั้นจาํ เลยเลี้ยงแล้วถึงคราวที่ตอ้ งผลัดใหเ้ จ้าของรว่ มเลี้ยงบ้าง จําเลยกลบั บงั อาจมี
เจตนาทุจรติ เบียดบงั เอาไว้เลีย้ งเพื่อประโยชน์ตนเสียแต่ฝ่ายเดียว ดังน้ี ฟ้องมีมูลความผิดตาม
มาตรา 352
ฎีกาที่ 109/2516 โจทก์ออกเชค็ ให้ผู้อ่นื เพือ่ เปน็ ประกันหนี้ ตอ่ มาโจทก์ได้มอบเงินให้
จาํ เลยไปชําระหน้ีตามเชค็ นนั้ แล้วรบั เชค็ มาแล้ว จาํ เลยจงึ เป็นผู้ครอบครองเชค็ อนั เปน็ ทรพั ย์
ของโจทก์ไว้ และไม่คนื ให้โจทก์ อา้ งว่าโจทก์ไม่ได้มอบเงินให้ไปชําระหน้ีแทน ซึง่ ไม่เปน็ ความ
จรงิ แล้วนําเอาเช็คน้ันไปเบิกเงินจากธนาคาร พฤติการณ์เช่นน้ถี ือได้ว่า เป็นการเบียดบังเอา
เช็คของโจทก์ไปโดยทจุ รติ การกระทาํ ของจําเลยเป็นความผิดฐานยักยอก
ฎีกาที่ 1608/2519 พระพุทธรปู ซึง่ เปน็ ศาสนสมบตั ิของวัด จึงอยู่ในความดูแลรกั ษาของ
จําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37(1) จาํ เลยที่ 1 เบียดบัง
เอาพระพุทธรปู เป็นของตนหรอื ของจาํ เลยที่ 2 โดยทจุ รติ จึงเป็นความผิดฐานยกั ยอกไม่ใช่ลกั
ทรพั ย์
ฎีกาที่ 2610/2519 ผเู้ สียหายรับราชการและ อยู่หา่ งไกลจากนาที่ทํา จึงได้มอบกระบือ
และรถจกั รยาน 2 ล้อให้จาํ เลยเปน็ ผู้ควบคุมดแู ลรักษาโดยเก็บรักษาไว้ทีน่ าเพือ่ ใช้ทํานาและไร่
ตามพฤติการณ์ดงั กล่าวผเู้ สียหายได้มอบหมายใหจ้ าํ เลยยึดถือครอบครองทรพั ย์น้ันแทน
ผเู้ สียหาย การยึดถือครอบครองทรพั ย์จงึ อยู่ทีจ่ ําเลย หาใช่ยงั อยู่ทีผ่ ู้เสียหายไม่ เมือ่ จําเลยเอา
ทรัพย์นั้นไปให้แก่บุคคลอื่น จงึ มคี วามผิดฐานยักยอกทรัพย์ หาใช่ลกั ทรัพย์ตามฟ้องไม่
ฎีกาที่ 1636/2521 จาํ เลยรบั จ้างซ่อมรถไถของโจทก์ รถอยู่กับจําเลยที่อรู่ าว 1 ปี ถือได้
ว่าโจทก์มอบหมายให้จําเลยครอบครองรถและเสื้อสบู ของโจทก์ จําเลยเปลีย่ นเอาเสือ้ สูบเก่าใส่
แทนเสือ้ สูบใหม่ของโจทก์เปน็ ยักยอกไม่ใช่ลักทรพั ย์ดังฟ้อง ศาลยกฟ้อง
ฎีกาที่ 1289/2521 ป. ผจู้ ดั การธนาคารกรุงเทพ จํากัด สาขาไทเป ได้มอบหมายให้
จาํ เลยนาํ เงินไปฝากธนาคารอ่นื ในนามของจําเลย ถือได้ว่าเงินที่ฝากอยู่ในความครอบครองของ
จําเลยแล้ว จาํ เลยถอนเงนิ ที่ฝากไว้กับธนาคารไปโดยทุจรติ จึงมีความผิดตามมาตรา 354 ซึง่
เป็นเหตุฉกรรจข์ องมาตรา 352 วรรคหนง่ึ
ฎีกาที่ 2282/2521 ผเู้ สียหายให้จําเลยเชา่ บ้านและบอกใหจ้ าํ เลยช่วยดแู ลทรัพย์สินใน
บ้านถือเป็นการมอบหมายใหจ้ ําเลยครอบครองทรพั ย์ที่อยู่ในบ้านแทนผเู้ สียหายแลว้ เมอ่ื จําเลย
เอาทรพั ย์นน้ั ไป การกระทําของจาํ เลยจงึ ตอ้ งดว้ ยความผดิ ฐานยักยอก
ฎีกาที่ 2218/2532 จาํ เลยเปน็ พนกั งานพธิ ีการสินเชื่อของธนาคาร ก. มีหน้าทีร่ บั ชาํ ระ
หน้แี ทนธนาคาร ก. และจาํ เลยได้ออกหลักฐานเปน็ หนังสือแสดงการรับชาํ ระหน้ตี าม
ใบเสรจ็ รับเงนิ แต่ยงั มิได้ส่งมอบเงนิ เหล่าน้ันต่อธนาคาร จาํ เลยมีหน้าทีค่ รอบครองดแู ลรกั ษา
เงินนั้น และต้องส่งมอบใหแ้ ก่ธนาคาร ดงั น้ัน เงินที่จาํ เลยรับไว้เปน็ ของธนาคาร ไม่ใช่เปน็ เงนิ
ของผู้ชาํ ระเงินกู้แต่ละราย เพราะธนาคารต้องรบั ผลในการกระทําของจาํ เลย ในอนั ที่จะไปเรียก
เกบ็ เงินกู้จากผู้กู้ชําระแล้วอกี ไม่ได้ เน่อื งจากผู้กู้อาจนาํ ใบเสร็จรบั เงนิ หรอื หลกั ฐานเปน็ หนังสือ
แสดงการรับชาํ ระหน้ีมาแสดงวา่ ได้ชําระหน้เี หลา่ น้ันแล้ว ก.จําเลยเบียดบังเอาเงินน้ันไปเปน็
ของตนโดยทุจรติ เป็นความผิดฐานยักยอก ธนาคาร ก. เป็นผู้เสียหาย
ฎีกาที่ 3817/2533 ผเู้ สียหายมอบเช็คระบุชือ่ ให้จําเลยนําไปเข้าบัญชขี องผู้เสียหาย แต่
จําเลยกลบั นําไปให้ผู้สง่ั จา่ ยออกเช็คฉบบั ใหม่เป็นเช็คผถู้ ือ แล้วจาํ เลยนาํ เชค็ ฉบับใหม่ไปขึน้ เงิน
จากธนาคารและหลบหนไี ป การที่จําเลยรบั เชค็ ฉบับใหม่มาแล้วนําไปขนึ้ เงินจากธนาคารน้ัน
เป็นการครอบครองเช็คแทนผู้เสียหาย เพราะผสู้ ัง่ จา่ ยเจตนาจา่ ยเชค็ ใหแ้ ก่ผู้เสียหาย ไม่ได้จา่ ย
ให้จาํ เลย เมอ่ื จําเลยนําเช็คน้ันไปขนึ้ เงินมาครอบครองแลว้ เบียดบงั เอาเงินเป็นของตน จึงเป็น
ความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 1330/2539 จําเลยที่ 1 ขอสลากกินแบ่งรฐั บาลจากโจทก์ไปตรวจกับผลการ
ออกรางวลั สลากกินแบ่งรัฐบาลที่จําเลยที่ 2 จดไว้แล้วไม่คนื กลบั นําไปมอบใหธ้ นาคารขอรับ
เงินรางวัลแทนและนําเงินมาเข้าบญั ชเี งินฝากของจาํ เลยที่ 2 และ ท. ซึ่งเปน็ ภรยิ าของจาํ เลยที่
2 และมารดาจําเลยที่ 1 เปน็ การเบียดบงั เอาสลากกินแบ่งรฐั บาล ฉบับพิพาทและเงินรางวัลที่
ได้รับมาเป็นของตนและของบคุ คลอื่นโดยทุจรติ การกระทําของจําเลยท้ังสองจงึ เป็นความผดิ
ฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 2250/2544 โจทก์ร่วม ส่งสินค้ามาฝากขาย ทีห่ ้างสรรพสินค้าแล้วจําเลยซึ่งเป็น
ผขู้ ายและเปน็ พนักงานของโจทก์รว่ มประจําหา้ งสรรพสินค้า ถือว่าครอบครองสินค้าของโจทก์
ร่วม ได้ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยไม่ผ่านพนกั งานเกบ็ เงินของหา้ งสรรพสินค้าและไม่ออก
ใบเสรจ็ รบั เงนิ แล้วนาํ เงินคา่ ซอื้ สินค้าจากลูกค้าไปเปน็ ประโยชน์สว่ นตวั โดยไม่สง่ ให้โจทก์รว่ ม
เปน็ การเบียดบงั ทรพั ย์ของโจทก์ร่วมไปเปน็ ของจาํ เลยหรอื บคุ คลทีส่ ามโดยทุจรติ จงึ มคี วามผิด
ฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคหนง่ึ
ฎีกาที่ 5838/2548 รถยนต์ทีผ่ ู้เสียหายมอบให้จําเลยซ่อมได้อยู่กบั จําเลยนานถึง 1 ปี
เศษ ถือได้ว่าผเู้ สียหายมอบหมายใหจ้ ําเลยครอบครองทรัพย์นนั้ ไว้ จําเลยถอดอะไหล่และ
เครื่องเสียงในรถยนต์ใหบ้ คุ คลอืน่ หรอื นําไปขาย จงึ เป็นการเบียดบงั เอาทรพั ย์ดงั กล่าวเป็นของ
ตนและบุคคลที่สามโดยทจุ รติ เป็นความผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก
ฎีกาที่ 6549/2548 คดีนโี้ จทก์บรรยายฟ้องวา่ จําเลยได้รบั มอบหมายจากโจทก์ ให้เปน็ ผู้
เกบ็ เงินคา่ วัสดกุ ่อสรา้ งจากลกู หนีข้ องโจทก์ จําเลยเกบ็ เงินดังกล่าวแล้วมไิ ด้นาํ ส่งโจทก์ตาม
หนา้ ที่ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย กลบั เบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนหรอื บุคคลที่สามโดยทจุ รติ
การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ คงเป็นความผดิ ตามมาตรา 352 วรรคแรก
5.คาํ พิพากษาฎีกาทีว่ นิ ิจฉยั ว่าผกู้ ระทําความผดิ มิได้ครอบครองทรัพย์นน้ั อยู่ในขณะ
กระทําความผดิ
ฎีกาที่ 710/2480 นายตาํ รวจเอาเสื้อแขวนไว้บนสถานีแลสง่ั ให้จาํ เลยซึ่งเปน็ ยาม
รักษาการณด์ ูแลไว้ จาํ เลยได้ลกั เอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในเสือ้ น้ันไป มีความผิดฐานลักทรัพย์หาใช่ฐาน
ยกั ยอกไม่
ฎีกาที่ 301/2503 จําเลยเป็นน้องผเู้ สียหายๆ ได้ให้จําเลยเอาเงนิ ไปเก็บในตู้ซึง่ เปน็ ที่เก็บ
เงินและเสื้อผ้า ตนู้ ีอ้ ยู่ในห้องนอนของผู้เสียหายผู้เสียหายได้มอบกญุ แจตใู้ ห้จําเลยไปด้วย
ข้อเท็จจริงดังน้ีจะถือว่าผเู้ สียหายสละสทิ ธิการครอบครองเงนิ นั้นให้แก่จาํ เลยแล้วยังไม่ได้
ผเู้ สียหายยังมีสทิ ธิครอบครองเงนิ นั้นอยู่
ฎีกาที่ 1253/2506 การที่จาํ เลยเปน็ ลกู จ้างในโรงแรมแหง่ หนึ่ง และทําหน้าที่เปน็
พนักงานขายสรุ านนั้ สรุ าทีจ่ ําเลยไปเบิกมาขายยังอยู่ในความครอบครองของโรงแรม ฉะนน้ั
เมือ่ จําเลยร่วมกันเอาสรุ านั้นไปเป็นของตน โดยมีเจตนาทุจรติ เช่นน้ี จําเลยย่อมมคี วามผิดฐาน
ลักทรพั ย์
ฎีกาที่ 179/2507 ผเู้ สียหายฝากกระเป๋าถือแก่จาํ เลย เพื่อเข้าหอ้ งสว้ ม ขณะผเู้ สียหาย
เข้าหอ้ งสว้ มจาํ เลยได้เปิดกระเป๋าถือเอาสรอ้ ยกบั ธนบัตรของผู้เสียหายไปเป็นความผิดฐานลัก
ทรัพย์
ฎีกาที่ 229/2510 จําเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรายวันของเทศบาลนครกรุงเทพ มหี นา้ ที่ขบั
รถยนต์ของเทศบาลฯ บรรทุกคนงานไปทาํ การล้างท่อและซ่อมท่อระบายน้าํ จาํ เลยที่ 2 เปน็ คน
ล้างท่อและซ่อมท่อจาํ เลยมีหน้าที่เพียงดูแลรักษารถยนต์และนํา้ มันเท่านั้น เทศบาลมไิ ด้มอบ
การครอบครองรถยนต์และน้าํ มันให้จาํ เลยครอบครองแต่อย่างใด ฉะนนั้ ยงั ถือไม่ได้ว่าจาํ เลย
ได้ครอบครองรถยนต์และนาํ้ มนั เบนซินในถงั ของรถยนต์นั้น เมื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รว่ มกัน
ดูดเอาน้ํามันเบนซินไปจากถงั รถยนต์ที่จําเลยที่ 1 ขับ แล้วนําเอานาํ้ มันนน้ั ไปขายใหจ้ ําเลยที่ 3
ดงั น้ี จาํ เลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมคี วามผิดฐานลักทรพั ย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
335(7)(11) จําเลยที่ 3 รบั ไว้โดยรู้ กต็ ้องมคี วามผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 357 (ประชุมใหญ่คร้ังที่ 3/2510)
ฎีกาที่ 321/2510 จําเลยได้ เรียกเอาเงนิ และทองมาใส่ถุงย่าม เพือ่ เปน็ สิรมิ งคลในการที่
จําเลยจะทําพิธีขึน้ บ้านใหมข่ องโจทก์รว่ ม โจทก์รว่ มจงึ ได้หอ่ ธนบตั รจํานวนเงิน 2,006 บาท กบั
เอาสรอ้ ยคอทองคาํ ทองหนกั หนึ่งบาทหนง่ึ เส้นบรรจใุ ส่ในกล่องพลาสตกิ ส่งให้จาํ เลย จาํ เลยเอา
หอ่ เงินและกล่องบรรจุสายสร้อยดงั กล่าวใส่ลงไปในถงุ ย่ามแลว้ ลงเรือนไป มีนายประสิทธิและ
โจทก์ร่วมเดินตามหลงั ระหว่างเดินกนั ไปทางบ้านใหม่ของโจทก์ร่วมเพื่อจะทาํ พิธี จาํ เลยล้วงเอา
หอ่ ธนบตั รนั้นไปเสีย จงึ เห็นได้ว่าเป็นการลักทรัพย์เพราะโจทก์ร่วมเจา้ ของทรัพย์ยงั มไิ ด้สละ
การครอบครองใหจ้ ําเลยเขาเพียงแตใ่ ห้จาํ เลยยึดถือไว้เป็นการช่ัวคราว ดังนี้ การทีจ่ าํ เลยเอา
หอ่ ธนบตั รนั้นไป ย่อมมีความผิดฐานลกั ทรัพย์
ฎีกาที่ 159/2512 ผเู้ สียหาย จับกระบือไมไ่ ด้เพราะติดอยู่ในฝงู อื่น ซึง่ อยู่บนเขาและเปน็
ทําเลเลีย้ ง มิใช่เพริดไปจนพ้นการตดิ ตาม ดงั นี้ ตามกฎหมายต้องถือวา่ ผเู้ สียหายยังครอบครอง
กระบือตวั น้ันอยู่เพราะ ผเู้ สียหายยังไม่ได้สละการครอบครอง กระบือตัวนั้น การทีจ่ าํ เลยยิง
กระบือของผู้เสียหายตายและชําแหละเอาเน้ือกระบือไปโดยไม่ได้รบั อนุญาตจากผู้เสียหายเปน็
การเอาไปโดยทจุ รติ เป็นการกระทําผิดฐานลกั ทรพั ย์ ส่วนการที่จําเลยชําแหละเนือ้ กระบือเอา
ไป ก็เปน็ การครอบครอง เพราะยึดถือเพื่อตนแตเ่ ป็นผลภายหลงั การที่จําเลยลกั กระบือนน้ั แลว้
ไม่เปน็ ความผิดฐานยักยอกทรพั ย์ตามมาตรา 352 วรรคสอง
ข้อสังเกต เหตุทีไ่ ม่ผิดยกั ยอกอีก เพราะความผิดฐานลกั ทรัพย์เปน็ ความผิดในลกั ษณะ
ที่ตัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อย่างเด็ดขาด แม้ในทางแพ่งจะเปน็ อีกอย่างก็ตาม จงึ ไม่อาจเบียดบัง
ของผู้อน่ื ได้อีก เพราะถือว่าได้ตัดกรรมสิทธิ์มายังผกู้ ระทาํ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์แล้ว แมน้ ํามา
ทาํ ลายก็ไม่ผิดฐานทําให้เสียทรัพย์อีกด้วย
ฎีกาที่ 460/2512 จําเลย ได้รบั มอบหมายให้พาทรัพย์ของนายจ้างออกไป ให้พ้นจากที่
วิวาท เพื่อความปลอดภยั แหง่ ทรพั ย์ แล้วจาํ เลยพาทรัพย์นน้ั หนไี ปการกระทําของจําเลยเป็น
การเบียดบังยักยอกทรพั ย์ ตามมาตรา 352 หาใช่กระทาํ ผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ไม่
ข้อสงั เกต ฎกี านี้ หากพิจารณาจากข้อเทจ็ จริงแล้ว เปน็ การมอบใหย้ ึดถือแทนเท่านั้น
น่าจะเปน็ ความผิดฐานลักทรพั ย์
ฎีกาที่ 719/2512 จําเลยซึง่ เปน็ คนขับรถบรรทกุ มีฐานะเพียงแต่เป็นผู้ ถกู ใช้ใหข้ นทรัพย์
ไปตามคําสัง่ ของเจา้ ของทรพั ย์เท่านนั้ ฉะนนั้ ความยึดถือครอบครองในทรพั ย์นั้นยังคงอยู่กับ
เจ้าของทรพั ย์เม่อื จําเลยเอาทรัพย์ไปจงึ เป็นการเอาทรพั ย์ของผอู้ ืน่ ไปโดยทุจรติ เป็นความผิด
ฐานลักทรพั ย์ ไม่ใชค่ วามผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 1924-1925/2514 การที่เจ้าของเรอื ให้จาํ เลยกบั พวกซึง่ เป็น ลูกจา้ งนาํ เรือพรอ้ ม
ท้ังอวนและสิ่งของเครือ่ งใช้ไปจบั ปลาในทะเลในระยะเวลา 2 วัน เมอ่ื จบั ปลาเสร็จกต็ ้องนาํ เรือ
กลับมามอบใหแ้ ก่เจ้าของเรอื เป็นกิจวตั ร ในการปฏิบตั ิหนา้ ทีข่ องลูกจา้ ง ดังน้ี การครอบครอง
เรือพรอ้ มท้ังอวนและเครื่องใช้จึงอยู่ในความครอบครองของนายจ้างเจา้ ของทรพั ย์ เมื่อจาํ เลย
ได้เอาเรือและอวน สิง่ ของเครือ่ งใช้ไปซกุ ซ่อนแล้วบอกขายโดยเจตนาทุจรติ จึงเปน็ การกระทาํ
ผดิ ฐานลักทรัพย์ ไม่ใชร่ บั ของโจร
ฎีกาที่ 460/2512 จาํ เลย ได้รบั มอบหมายให้พาทรพั ย์ของนายจ้างออกไป ให้พ้นจากที่
วิวาท เพื่อความปลอดภัยแหง่ ทรัพย์ แล้วจําเลยพาทรพั ย์นนั้ หนไี ปการกระทาํ ของจําเลยเป็น
การเบียดบังยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 352 หาใช่กระทาํ ผดิ ฐานลักทรพั ย์ไม่
ข้อสงั เกต ฎกี านี้ หากพิจารณาจากข้อเทจ็ จริงแล้ว เปน็ การมอบใหย้ ึดถือแทนเท่าน้ัน
น่าจะเป็นความผิดฐานลกั ทรัพย์
ฎีกาที่ 719/2512 จําเลยซึ่งเปน็ คนขับรถบรรทุกมีฐานะเพียงแต่เป็นผู้ ถกู ใช้ใหข้ นทรัพย์
ไปตามคาํ ส่ังของเจา้ ของทรัพย์เท่านนั้ ฉะนนั้ ความยึดถือครอบครองในทรพั ย์น้ันยังคงอยู่กบั
เจ้าของทรัพย์เม่อื จําเลยเอาทรพั ย์ไปจงึ เป็นการเอาทรพั ย์ของผอู้ ืน่ ไปโดยทจุ รติ เป็นความผิด
ฐานลกั ทรัพย์ ไม่ใชค่ วามผิดฐานยักยอก
ฎีกาที่ 2066/2515 จําเลยที่ 1 และที่ 2 เปน็ ลกู จ้างของโรงแรมโจทก์รว่ มทาํ หนา้ ที่เปน็
ช่างไฟฟ้าควบคมุ เครือ่ งยนตน์ าํ สตีมสาํ หรับทําน้าํ ร้อน และเครื่องซักผา้ และได้รบั มอบหมายให้
ส่ังซื้อนาํ้ มันดีเซลมาใช้ กับเครือ่ งยนตค์ ร้ังละ 6,000 ลิตร โดยบริษทั ผขู้ ายน้ํามนั จะบรรทกุ
น้าํ มันมาถ่ายลงถงั ทีโ่ รงแรมโจทก์รว่ ม และจาํ เลยที่ 1 หรอื ที่ 2 เปน็ ผู้เซน็ รบั ในใบสั่งนาํ้ มัน
คราวเกิดเหตจุ ําเลยที่ 3 ซึ่งเปน็ คนขับรถส่งนาํ้ มนั ของบริษทั ผขู้ ายได้บรรทกุ น้าํ มนั มาส่งให้
โรงแรมโจทก์รว่ มตามทีจ่ าํ เลยที่ 2 ส่ังซื้อ จาํ เลยที่ 1 เปน็ ผู้เซ็นรบั น้าํ มัน และโจทก์ร่วมกไ็ ด้จา่ ย
ค่าน้าํ มันไปแล้ว จาํ เลยทั้งสามได้รว่ มกันเอาน้ํามนั ดงั กล่าวไปขายเสียไม่ได้ถ่ายน้ํามนั ลงเก็บใน
ถังไว้ใชก้ ับเครือ่ งยนต์ ดงั นี้ เป็นความผดิ ฐานลักทรัพย์ ไม่ใชย่ กั ยอก
ฎีกาที่ 206/2516 จาํ เลยเปน็ ลกู จ้างของบริษทั ค้าน้ํามัน มีหน้าทีเ่ พียงจา่ ยหรือเตมิ
น้าํ มันให้แก่ผทู้ ีน่ าํ ใบสั่งจา่ ยมายน่ื เท่านั้น นาํ้ มนั เกบ็ รกั ษาไว้ในคลงั น้ํามนั ซึง่ มีผู้อ่นื เปน็ ผู้จัดการ
ดงั น้ี ไม่ถือว่าจาํ เลยเปน็ ผู้ครอบครองน้ํามนั เมื่อจาํ เลยจา่ ยน้ํามันเกินกว่าจํานวนตามใบสง่ั แล้ว
เอานํา้ มันที่จา่ ยเกินน้ันไปโดยทจุ รติ ย่อมมีความผิดฐานลกั ทรัพย์ ไม่ใชย่ ักยอก
ฎีกาที่ 438/2520 ผคู้ วบคมุ สาขาของบริษัทผเู้ สียหายมอี ํานาจหน้าทีใ่ นการ
ควบคุมดูแลสินค้าในโกดังและจะต้องรับผิดชอบในกรณีที่สินค้าขาดหายไป จําเลยเป็นเพียงผู้
ตรวจสอบสินค้าและทํารายงานยอดสินคา้ ประจาํ วัน ไม่มอี าํ นาจหน้าทีค่ วบคุมดูแลสินค้าแต่
อย่างใด จาํ เลยจงึ ไม่ใชผ่ คู้ รอบครองสินค้าในโกดัง จะเอาผิดจาํ เลยฐานยกั ยอกทรพั ย์มาตรา
352 ไม่ได้
ฎีกาที่ 1369/2519 กล้องถ่ายภาพยนตรเ์ ป็นของกรมแรงงาน อยู่ในความรับผดิ ชอบ
ดแู ลรกั ษาของ ส. จําเลยเปน็ ลูกจ้างประจํา ได้รับมอบหมายใหท้ าํ หนา้ ทีช่ ่างภาพ ส. ได้มอบ
กญุ แจตู้เหล็กเกบ็ กล้องถ่ายภาพยนตรใ์ ห้จาํ เลยเก็บรักษา บางคร้ัง ส. กบั จําเลยไปถ่ายภาพใน
กิจการของกรมแรงงาน บางครั้งจําเลยไปคนเดียว นํากล้องถ่ายภาพยนตรไ์ ปได้โดยไม่ต้อง
รายงาน ส. แตเ่ สรจ็ ราชการแลว้ ต้องนาํ ไปเกบ็ ไว้ทีเ่ ดิม ถ้าเสร็จงานเมื่อหมดเวลาราชการ
จําเลยนาํ ไปไว้ทีบ่ ้านได้ วันเปิดทํางานกน็ ําเอาไปเกบ็ ที่เดิมเช่นน้ี ยงั ถือไม่ได้ว่า ส. ได้มอบการ
ครอบครองกล้องถ่ายภาพยนตรใ์ ห้แก่จาํ เลย จําเลยเอากล้องถ่ายภาพยนตรไ์ ปโดยเจตนา
ทจุ รติ ย่อมเปน็ ความผิดฐานลกั ทรพั ย์
ฎีกาที่ 370/2521 ผเู้ สียหายและจําเลยไปซือ้ พริกด้วยกัน ขณะที่ผู้เสียหายกําลังก้มลง
เลือกพริกอยู่ จาํ เลยบอกผู้เสียหายว่าเงนิ ในกระเป๋าจะตก พร้อมกบั หยิบเอาหอ่ พลาสตกิ ซึง่
ผเู้ สียหายใส่เงิน 2,200 บาท จากกระเป๋าเสื้อของผเู้ สียหายมาถือไว้ ผเู้ สียหายจงึ บอกให้จาํ เลย
ถือไว้ให้ดอี ย่าให้ตกหาย แล้วเลือกพริกต่อไปอีกประมาณ 10 นาที เมื่อเงยหนา้ ขนึ้ ปรากฏว่า
จําเลยเอาเงนิ ของผู้เสียหายหลบหนไี ปเสียแล้วเชน่ นี้ การครอบครองเงนิ จาํ นวนนยี้ งั อยู่กับ
ผเู้ สียหายการที่จาํ เลยเอาเงนิ ของผู้เสียหายไป จึงมีความผิดฐานลักทรพั ย์
ฎีกาที่ 711/2523 จําเลยเปน็ คนขับรถขององค์การ ร.ส.พ. โจทก์ร่วมซึ่งรบั บรรทุกสินค้า
ผา่ นแดน ไม่มหี นา้ ที่รักษาทรัพย์ เจา้ หนา้ ทีศ่ ลุ กากร ตรวจนบั สินค้าในรถแล้วใชล้ วดมัดประตตู ู้
ทึบประทบั ตรา เมือ่ รถออกเดินทางก็ควบคุมไปด้วย ถือวา่ สินค้าเหล่านีอ้ ยู่ในความดแู ลรักษา
ของเจา้ หนา้ ที่ศุลกากรและเจา้ หนา้ ที่ของโจทก์ร่วมผู้ควบคมุ รถหาใชจ่ าํ เลยไม่
ฎีกาที่ 816/2540 ผเู้ สียหายมอบหมายใหจ้ ําเลยที่ 1 ดแู ลการปรับทีด่ นิ แทนแม้
ผเู้ สียหายสัญญาว่าเมื่อปรับพืน้ ที่เรียบร้อยแลว้ จะยอมใหจ้ าํ เลยที่ 1 ทาํ ประโยชน์ในทีด่ ินเป็น
เวลา 3 ปี กต็ าม แตร่ ะหว่างปรบั ทีด่ นิ ของผู้เสียหาย จําเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในฐานะผดู้ ูแลการปรับ
พืน้ ทีแ่ ทนผเู้ สียหายเท่านั้น หาใช่ผู้เสียหายมอบการครอบครองทีด่ ิน ทีจ่ ะปรับใหจ้ าํ เลยที่ 1
ครอบครองไม่เม่อื ฟังไม่ได้ว่าผเู้ สียหายยินยอมให้จาํ เลยที่ 1 ขดุ บ่อหรอื สระโดยยกดินทีข่ ดุ ได้ให้
ผขู้ ดุ เป็นการตอบแทน การที่จาํ เลยที่ 1 จัดการให้จําเลยที่ 2 ขุดเอาดินในที่ดินของผเู้ สียหายไป
จงึ เป็นการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปโดยทุจรติ เปน็ ความผิดฐานลกั
ทรพั ย์หาใช่เป็นความผิดฐานยักยอกทรพั ย์ไม่
ฎีกาที่ 3333/2545 การที่พนกั งานของผู้เสียหายผู้นาํ เครื่องคอมพวิ เตอร์ของผู้เสียหาย
ไปเก็บไว้ที่ท้ายกระโปรงรถยนต์ของผู้เสียหายคนั ทีใ่ หจ้ าํ เลยนําไปใช้ในการทํางานนอกสถานที่
โดยจาํ เลยไม่ทราบมาก่อนผเู้ สียหายมไิ ด้สละการครอบครอง เครื่องคอมพวิ เตอร์ยงั อยู่ในความ
ยึดถือของผู้เสียหายและจาํ เลยควรรู้ว่าผเู้ สียหายจะต้องติดตามเอาคนื การทีจ่ ําเลยยอมให้ ณ.
นาํ เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ไปใช้ประโยชน์สว่ นตัว จงึ เปน็ การทีจ่ ําเลยเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจาก
การครอบครองของผเู้ สียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ทีม่ คิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับ
ตนเองหรอื ผอู้ ื่น จึงเป็นความผิดฐานลักทรพั ย์
6.ทรพั ย์ที่ยกั ยอกต้องเปน็ ทรพั ย์ของผู้อ่นื หรอื ผอู้ ื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ดว้ ย เพราะ
ความผิดฐานยกั ยอกเป็นการทํารา้ ยกรรมสทิ ธิ์ ดงั นน้ั หากผู้ครอบครองเปน็ เจ้าของกรรมสิทธิ์
แตเ่ พียงผเู้ ดียว กไ็ ม่เปน็ ความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 121/2543 โจทก์ร่วมและจําเลยต่างมคี วามประสงค์จะซือ้ จะขายรถยนต์โดยมี
เง่อื นไขว่าจาํ เลยจะนํารถยนต์ของโจทก์ร่วมไปทดลองใช้ก่อน 7 วัน หากพอใจจําเลยจะนาํ เงิน
มาชาํ ระให้โจทก์ร่วม ข้อตกลงระหว่างโจทก์รว่ มกับจําเลยส่อแสดงเจตนาว่าทั้งสองฝ่ายจะซือ้
จะขายรถยนต์กันตั้งแต่เร่มิ แรก การทีจ่ ําเลยได้รบั มอบรถยนต์จากโจทก์รว่ มจงึ เข้าลกั ษณะ
สญั ญาซือ้ ขายเผ่อื ชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 505 การทีโ่ จทก์ร่วมสง่ มอบรถยนต์ใหจ้ าํ เลย
ทดลองขับ ถือวา่ เป็นการตรวจดแู ล้ว การซื้อขายย่อมเป็นอนั บริบรู ณ์ เพราะจาํ เลยมิได้บอก
กล่าวว่าไม่ยอมรับซือ้ และมิได้สง่ มอบรถยนต์คนื ภายในกําหนดเวลาตามมาตรา 508(1)(2) เมื่อ
ปรากฏว่า ขณะทีร่ ถยนต์ของโจทก์รว่ มหายไป และจําเลยยงั มิได้ชําระราคารถยนต์แก่โจทก์รว่ ม
ต้องไปว่ากล่าวกันในทางแพ่ง การกระทาํ ของจําเลยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา
ฎีกาที่ 7243/2541 ผเู้ สียหายเป็นหน้ีเงนิ ยืมจําเลยอยู่ประมาณ 390,000 บาท
ผเู้ สียหายเปน็ เจ้าหน้ี ป.อยู่ 1 ,200,000 บาท ได้ให้ ป. ได้ส่งั จา่ ยเชค็ จํานวนเงิน 600,000 บาท
ในนามจาํ เลยเปน็ ผู้รับเงินเพื่อเป็นค่าซือ้ เครื่องพมิ พ์ของผเู้ สียหาย โดยมอบเชค็ ให้แก่จาํ เลย
ส่วนเงนิ ที่เหลืออกี 600,000 บาท ป.จะชําระให้แก่ผู้เสียหายในวนั หลัง จําเลยได้นาํ เชค็ ที่ ป.สั่ง
จา่ ยใหไ้ ปเรียกเกบ็ เงินและได้รบั เงินตามเช็คแลว้ ไม่นําเงินสว่ นที่เกินกว่าหน้ที ีผ่ ู้เสียหายติดค้าง
มาคืนผู้เสียหายนั้น การที่ ผเู้ สียหายเป็นผู้สั่งให้ ป. สง่ั จา่ ยเชค็ ชาํ ระค่าซือ้ เครื่องพมิ พ์มอบให้
จาํ เลย เป็นการชาํ ระหน้ีเงนิ ที่ผเู้ สียหายได้ยืมจําเลยไป การมอบเช็คใหแ้ ก่จาํ เลยรับไปดงั กล่าว
จงึ เป็นการชาํ ระหน้ีเงนิ ยืมจาํ เลยผรู้ บั มอบเช็คจงึ เปน็ เจา้ ของเช็คและเปน็ ผู้ทรงเช็คในฐานะผรู้ ับ
ชําระหน้ีโดยชอบ มใิ ช่ในฐานะผรู้ บั มอบเชค็ แทนผเู้ สียหายหรอื ผเู้ สียหายเป็นเจ้าของรว่ มในเชค็
นั้นดว้ ย เมื่อจําเลยนาํ เชค็ ไปเรียกเกบ็ เงินและได้รบั เงินตามเชค็ แลว้ เงินตามเช็คทีเ่ รียกเกบ็ ได้
ย่อมเป็นของจําเลย ผู้เสียหายไม่มีสว่ นเป็นเจ้าของรว่ มในเงนิ ตามเช็คดังกล่าว แม้จาํ เลยไม่คืน
เงินสว่ นที่เหลอื ตามทีผ่ เู้ สียหายกล่าวอา้ งและนําไปใช้เป็นประโยชน์สว่ นตัวเสียก็อาจเป็นเพียง
เรือ่ งผดิ สัญญาทางแพ่ง ไม่เปน็ ความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 3889/2548 จําเลยรับนาฬิกาขอ้ มอื จํานวน 7 เรือน ของผู้เสียหายไปเพือ่ ให้สามี
ตรวจดโู ดยมีเจตนาจะซอื้ ขายกนั และมีขอ้ ตกลงจะใช้เวลาในการตรวจดปู ระมาณ 14 วัน หาก
จําเลยไม่ตกลงซอื้ จะต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าไม่ซือ้ หรอื ส่งนาฬิกาคนื ถ้าครบกําหนด 14
วนั แล้วจําเลยไม่แจ้งต่อผู้เสียหายและไม่สง่ มอบนาฬกิ าคืน ย่อมถือว่าจําเลยตกลงซือ้ นาฬิกา
ท้ัง 7 เรือน อันเปน็ ผลใหก้ ารซื้อขายเผ่อื ชอบมีผลบริบรู ณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 508 จาํ เลยมี
หนา้ ที่ตอ้ งชาํ ระราคาให้แก่ผเู้ สียหาย หากไม่ชําระผเู้ สียหายต้องไปว่ากล่าวแก่จําเลยในทางแพ่ง
ตามสัญญาซอื้ ขายเผ่อื ชอบ จําเลยไม่มคี วามผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาทีน่ า่ สนใจ
ฎีกาที่ 2319/2529 จําเลยนาํ สินค้าของโจทก์ไปส่งแก่ลูกค้าของโจทก์ได้รับเช็คชาํ ระค่า
สินค้า จาํ เลยควรส่งมอบเชค็ แก่โจทก์ แตไ่ ม่ส่งมอบกลบั นําเช็คไปขายแล้วเอาเงนิ ไป ใช้เป็น
ประโยชน์สว่ นตวั เสีย เงินที่จําเลยขายเช็คได้ไม่ใชเ่ งินของโจทก์เพราะโจทก์มิได้มอบหมายให้
จําเลยเอาเช็คไปขายและมิใชเ่ งินทีจ่ ําเลยได้รับมอบจากธนาคารตามเช็คซึ่งอาจถือได้ว่ารบั ไว้
แทนโจทก์แต่เป็นเงนิ ของจําเลยเอง จาํ เลยจงึ ไม่มคี วามผิดฐานยักยอกเงินทีจ่ าํ เลยนําเช็คไปขาย
ได้มาคงมีความผิดฐานยักยอกเช็ค แต่โจทก์มไิ ด้ฟ้องภายใน 3เดือนนบั แต่จาํ เลยยกั ยอกเชค็ คดี
ขาดอายุความ.(ทีม่ า-เนติฯ)
ศาสตราจารย์จติ ติ ติงศภทั ิย์ บันทึกท้ายฎีกาฉบบั นเี้ พือ่ อธิบายถึงเหตผุ ลที่วา่ เงินนีเ้ ป็น
ของจําเลย
“เชค็ ทีผ่ สู้ งั่ จา่ ยออกให้แก่ธนาคารจา่ ยเงนิ ให้แก่ผู้ทรงก็ดี เงนิ ทีข่ ายเชค็ ได้โดยการขาย
ลดเช็คกด็ ี เงินทีธ่ นาคารจา่ ยตามเชค็ แก่ผทู้ รงก็ดี เป็นทรัพย์คนละชิน้ ในตวั ของมนั เอง มิใช่
ช่วงทรัพย์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 226 วรรคสอง คอื ทรพั ย์ทีแ่ ทนที่กนั โดยฐานะนิตนิ ัยอย่าง
เดียวกันซึ่งเกิดได้แตโ่ ดย ก.ม.บญั ญัติเท่าน้ัน ท้ังมิใช่ผู้รับเงินรับไว้ในฐานะรับแทนผู้ทรงเชค็ ก็หา
ไม่ เงนิ จงึ มใิ ช่ของผทู้ รงเชค็ คนแรกทีจ่ ะอ้างว่าผทู้ ีไ่ ด้รบั เงนิ ไปนั้น เป็นแตต่ วั แทนที่รบั เงินอนั เปน็
ของตัวการ ไว้แทนตัวการผู้ซึ่งเปน็ เจา้ ของเงนิ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 810 กรณีเอาเช็คไปขายแลก
เงินสด เห็นได้ชดั ว่าเงินที่ขายได้ไม่เป็นของเจ้าของเช็คเดิม เชน่ เดียวกับขโมยขายของทีโ่ ขมยมา
เปน็ ขายของโจร เงนิ ที่ได้รบั จากการขายกไ็ ม่ใช่ของโจร แต่เปน็ เงนิ ของขโมย เปน็ ทรัพย์คนละชิน้
กัน เป็นทรพั ย์ใหม่ ไม่ใช่ของโจรช้นิ เดิม การเอาเงนิ ทีข่ ายเชค็ ไว้ได้เสียเองจึงไม่ใช่การยกั ยอกเงิน
เพราะเปน็ ทรัพย์ของผู้ที่เอาเงนิ น้ันไว้เอง ไม่มกี ารยกั ยอกทรัพย์ของตนเอง ข้อที่เป็นปัญหาคือ
ที่กล่าวไว้ในคําพิพากษาว่า “มิใช่เงนิ ที่จําเลยได้รับจากธนาคารตามเชค็ ซึง่ อาจถือว่ารบั ไว้แทน
โจทก์” ถ้าจาํ เลยเปน็ ตวั แทนของโจทก์นาํ เช็คไปขนึ้ เงินจากธนาคาร เงินกเ็ ป็นของโจทก์ตาม ป.
พ.พ.มาตรา 810 ทีก่ ล่าวแล้ว แตถ่ ้าจาํ เลยนาํ เช็คไปขึน้ เงินเองโดยพลการซึง่ โจทก์ไม่ได้
มอบหมายใหท้ าํ ดงั นี้ ศาลชน้ั ต้นฟงั ว่า “จาํ เลยไม่มหี นา้ ทีน่ าํ เช็ค ฯลฯ ไปเรียกเกบ็ เงิน ” เงนิ ก็
เป็นของจาํ เลยที่ได้มาจากการยกั ยอกเช็ค แม้ธนาคารผู้จ่ายเงนิ ตามเชค็ โดยสุจรติ จะไม่ต้องรบั
ผดิ ในการจ่ายเงนิ ตามเช็คในพฤติการณ์เช่นน้ี ตาม ป.พ.พ.316 โดยชาํ ระแก่ผู้ครองทีถ่ ือเช็ค
ตามปรากฏแหง่ สทิ ธิในมูลหน้แี หง่ สทิ ธิ การใชเ้ งินนั้นสมบูรณ์ทีผ่ ู้ใชเ้ งินหลุดพ้นจากหนี้ แต่เงนิ
น้ันเปน็ ของผู้ที่ยักยอกตั๋วเงนิ มา ซึง่ เปน็ ปัญหาระหว่างโจทก์จาํ เลยอีกเรือ่ งหน่งึ ไม่ใช่เงนิ ของ
โจทก์ แต่เป็นจํานวนหนีซ้ ึง่ จําเลยต้องรบั ผิดตอ่ ไปเท่าน้ัน”
ฎีกาที่ 4684/2528 การที่จําเลยซึง่ เปน็ ผู้จดั การของโจทก์รว่ มหลอกลวงลูกค้าของ
โจทก์ร่วมวา่ โจทก์รว่ มขึน้ ราคาสนิ ค้า ลกู ค้าหลงเช่อื ซือ้ ตามนน้ั เงนิ ส่วนที่ขายเกินกาํ หนดเปน็
เงินของลูกค้าส่งมอบใหจ้ าํ เลยเพราะถกู จําเลยหลอกลวง มิใช่เปน็ เงนิ ทีจ่ าํ เลยได้รับไว้เกี่ยวด้วย
การเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 จงึ เปน็ เงนิ ของลกู ค้าผถู้ ูก
หลอกลวง หาใช่เงนิ ของโจทก์รว่ มไม่ โจทก์รว่ มจงึ มใิ ช่ผู้เสียหาย เมือ่ ลกู ค้าผเู้ ปน็ เจ้าของเงนิ ซึง่
เป็นผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มอี าํ นาจฟ้อง (ประชุมใหญ่คร้ังที่ 12/2528)
ข้อสงั เกต ไม่เปน็ ยักยอกเงนิ ของโจทก์รว่ ม เพราะมิใช่ทรพั ย์ของโจทก์ร่วมเพราะเปน็
เงินของลูกค้าที่ให้จาํ เลยเพราะถกู หลอกลวง และไม่เป็นลกั ทรพั ย์โจทก์รว่ มและลูกค้า เพราะ
เป็นการหลอกลวงโดย “ได้ไป” ซึ่งทรัพย์สนิ มิได้หลอกเอาการครอบครองที่จะเปน็ ลักทรัพย์
โดยใช้กลอบุ าย
ฎีกาที่ 1866/2511 การที่จาํ เลยรบั มอบเงินจากผู้เสียหายเพือ่ ซือ้ ข้าวเปลือกและปอ
ฟอกให้ผู้เสียหายเช่นน้ี แมจ้ ะไม่มกี าํ หนดเวลาวา่ จาํ เลยจะต้องซือ้ เมือ่ ใด ก็ไม่มลี ักษณะเปน็ การ
ฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 และ 672 เพราะไม่ใช่เป็นการ
มอบเงนิ ให้เก็บรกั ษาไว้ในอารักขาของจําเลยแล้วจาํ เลยจะคืนให้ จริงอยู่จําเลยอาจนาํ ธนบัตร
ฉบับอืน่ หรอื เหรียญกษาปณ์อันอ่นื ไปซือ้ ได้ แตน่ น่ั เป็นเพราะธนบตั รและเหรียญกษาปณ์เปน็
เงินตราที่ชาํ ระหน้ีได้ตามกฎหมายด้วยกันตามพระราชบญั ญัติเงนิ ตราฯ จะนําธนบตั รฉบับไหน
ไปซอื้ ก็สมประโยชน์ของผเู้ สียหาย และย่อมไม่ใช่การกระทําโดยทุจรติ ด้วยเหตุน้ีเงนิ จาํ นวน
15,000 บาท ทีผ่ ู้เสียหายมอบให้จาํ เลยครอบครอง จงึ ยังเปน็ ของผู้เสียหายอยู่จนกว่าจาํ เลยจะ
ได้ซือ้ ข้าวเปลือกและปอฟอกให้ผู้เสียหายแล้ว อกี ประการหน่งึ การที่จาํ เลยไม่นาํ เงินของ
ผเู้ สียหายที่ตนครอบครองอยู่ไปซอื้ ข้าวเปลือกและปอฟอกตามที่ได้รับมอบหมาย บางกรณีอาจ
เป็นเพียงผดิ สญั ญาในทางแพ่งได้ก็จริง แต่ท้ังนตี้ ้องไม่ใช่เป็นการเบียดบงั เอาเงินน้ันเปน็ ของตน
หรอื บุคคลทีส่ ามโดยทุจรติ หากเป็นการเบียดบังเอาเงินน้ันเปน็ ของตนหรอื บุคคลที่สามโดย
ทุจรติ แลว้ ย่อมเป็นความผดิ ฐานยักยอก โดยเฉพาะคดีนขี้ ้อเท็จจริงฟงั ได้ดงั กล่าวขา้ งตน้ ว่า
จําเลยมีเจตนาทุจรติ เบียดบังยกั ยอกเงนิ จาํ นวนนไี้ ว้เป็นประโยชน์ของจาํ เลยเอง จําเลยจงึ ตอ้ งมี
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ฎีกาที่ 833/2535 การที่จําเลยรับฝากเงนิ ไปจากโจทก์รว่ มเพื่อซือ้ เมลด็ พนั ธ์ุโกโก้ แต่
จาํ เลยไม่ซือ้ ให้และกลบั ปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์รว่ ม เป็นการส่อเจตนาว่าจําเลยได้เบียด
บังเอาเงินของโจทก์ร่วมไว้เปน็ ของตนโดยทุจรติ จาํ เลยจงึ มคี วามผิดฐานยกั ยอก
ข้อสังเกต ศาลเหน็ ว่า เปน็ การรบั มอบเงินจากผู้อน่ื เพื่อซื้อส่งิ ใดให้ มใิ ช่เป็นการฝาก
ทรัพย์เพราะมิใช่เป็นการมอบเงนิ ให้เก็บรักษาไว้ในอารักขาแลว้ จะคืนให้
ทรพั ย์ทีย่ กั ยอกอาจเป็นทรัพย์ทีผ่ ู้ยักยอกเปน็ เจ้าของรวมอยู่กับผอู้ ื่นก็ได้
ฎีกาที่ 1326/2503 เปน็ ฎกี าทีร่ ่วมทนุ กันซือ้ ช้างมาเลี้ยงแล้วผลัดกันเลี้ยงหาประโยชน์
โดยมิได้มีการแยกการครอบครองช้างนน้ั โดยเด็ดขาด หากเบียดบงั เอาช้างนนั้ ไปโดยทุจรติ ก็
เป็นยักยอก แต่หากแยกการครอบครองกนั เด็ดขาดก็เปน็ ลักทรพั ย์ได้ เชน่ ผลดั กันคราวละ 6
เดือน โดยไม่ยุ่งกนั หากเอาไปกเ็ ป็นลักทรพั ย์ได้ หรอื เชน่ ร่วมทนุ กนั ซือ้ รถไถ่นา หากใคร
ต้องการนาํ ไปใช้กไ็ ปเอาจากบ้านของอกี คนได้ แต่ตอ้ งเติมน้าํ มนั เอง และเมื่อเสร็จงานกเ็ ก็บไว้ที่
บ้านคนน้ันก่อน หากเจา้ ของรวมอกี คนต้องการจะใช้ กไ็ ปนํามาใช้ได้ อย่างน้ไี ม่ถือวา่ แยกการ
ครอบครองกันอย่างเดด็ ขาด เปน็ ต้น
หากเจา้ ของรว่ ม ครอบครองทรพั ย์ที่เปน็ กรรมสทิ ธิ์รวมแทนเจา้ ของรวมอกี คนหนง่ึ ก็
ถือว่าครอบครองรว่ มกนั
ฎีกาที่ 2478/2528 การกระทําทีเ่ จา้ ของรวมจะมีความผิดฐานลักทรัพย์ไปจาก เจ้าของ
รวมคนอื่นน้ันจะต้องได้ความว่าเจ้าของรวมผู้ลกั มิได้ครอบครองทรัพย์อยู่ในขณะทีล่ กั หากแต่
ทรัพย์น้ัน อยู่ในความครอบครองของเจา้ ของรวมคนอ่นื และเอาไปจากการ ครอบครองของผู้
น้ัน
ฎีกาที่ 96-97/2510 เมือ่ คดีฟังได้วา่ โจทก์จําเลยเปน็ พ่อค้าไม้ และเคยติดต่อซือ้ ขายไม้
มาด้วยกันหลายครั้ง ครงั้ ทีเ่ กิดเหตุโจทก์อา้ งว่าได้รบั โทรเลขจากจาํ เลยว่า อยากได้ไม้ประดใู่ ห้
ส่งเงินไปให้จําเลย โจทก์จึงส่งเงินไปแสดงวา่ โจทก์ส่งเงนิ ให้จําเลยเพราะโจทก์อยากได้ไม้ประดู่
ตามข้อเสนอของจําเลย โจทก์จึงส่งเงินไปให้จําเลยในฐานะโจทก์เป็นผู้ซือ้ จําเลยเปน็ ผู้ขาย หาใช่
จาํ เลยเปน็ ผู้รบั เงินในฐานะเปน็ ตวั แทนโจทก์ หรอื โจทก์ได้มอบเงินให้จาํ เลยไว้ซือ้ ไม้แทนโจทก์ไม่
กรณีดงั กล่าวยังถือไมไ่ ด้วา่ จําเลยเปน็ ผู้ครอบครองทรัพย์ของโจทก์ การที่จําเลยไม่ส่งไม้
หรอื ไม่คืนเงนิ ใหโ้ จทก์ เปน็ การไม่ปฏิบัติตามสญั ญาทางแพ่งดังนี้ จึงไม่เป็น ความผิดฐาน
ยกั ยอกทางอาญา
ฎีกาที่ 2558/2526 โจทก์จาํ เลยเคยติดตอ่ ซือ้ ขายสิ่งของกนั มาหลายคร้ัง ครง้ั ทีเ่ กิดเหตุ
กต็ กลงซื้อตามข้อเสนอขายของจาํ เลย การมอบเงนิ จงึ เปน็ การมอบใหใ้ นฐานะที่โจทก์เปน็ ผู้ซือ้
จาํ เลยเป็นผู้ขาย มิใช่มอบให้ในฐานะจาํ เลยเป็นตวั แทนของโจทก์หรอื มอบหมายใหจ้ าํ เลยไป
จดั ซื้อของแทนโจทก์ การที่จาํ เลยไม่ส่งของตามที่ตกลงซือ้ ขายกัน หรอื ไม่คืนเงนิ ทีร่ บั ไปให้แก่
โจทก์เป็นการผิดสญั ญาทางแพ่งไม่เปน็ ความผิดฐานยกั ยอก ขอ้ ทีจ่ ําเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เสนอ
ขายของให้โจทก์ และไม่ได้รบั เงินจากโจทก์เป็นสิทธิในการตอ่ สู้คดีของจาํ เลย
ข้อสงั เกต ฎกี าสองเร่อื งน้ี ศาลวินิจฉัยว่า เปน็ การมอบเงนิ “มิใช่มอบให้ในฐานะจาํ เลย
เป็นตัวแทนของโจทก์ หรือมอบหมายใหจ้ ําเลยไปจดั ซื้อของแทนโจทก์ ” เม่อื เปน็ การชาํ ระราคา
ล่วงหน้าซึง่ เป็นการชาํ ระหน้ี เงินก็เป็นของผู้ขาย ผขู้ ายเอาเงินไปใช่ก็ไม่เป็นการยกั ยอก เทียบ
กับฎีกาที่ 833/2535 และ ฎกี าที่ 1866/2511
รับเงนิ ไว้เพือ่ ไปจัดการอย่างใดอย่างหนึง่ แต่เบียดบังทรัพย์นนั้ ไปโดยทุจรติ ก็เปน็
ความผิดฐานยักยอกได้ เชน่ ฝากเงนิ ไปซือ้ ของ ฝากเงนิ ไปเสียภาษี ฝากเงนิ ไปไถ่ถอนจํานอง
ฝากเงนิ ไปซอื้ เมล็ดพนั ธุ์พืช ฝากเงนิ ไปเข้าบญั ชี เป็นต้น
แตห่ ากเบิกเงินไปเปน็ ค่าใช้สอยล่วงหน้า กรรมสิทธิ์ตกแก่ผู้เบิกเงินแล้ว
ฎีกาที่ 2975/2529 เงินคา่ ใช้สอยทีจ่ าํ เลยเบิกไปจากโจทก์ จาํ เลยมีสทิ ธิครอบครองใช้
จา่ ยได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องขออนุมัตจิ ากโจทก์ ทั้งโจทก์มไิ ด้กําหนดการจา่ ยไว้เปน็ ทีแ่ นน่ อน
สดุ แล้วแตจ่ ําเลยจะเหน็ สมควรใช้จ่ายอย่างใดแล้วนาํ หลักฐานมาหักหนใี้ นทางบญั ชีกับโจทก์ใน
ภายหลงั กรรมสิทธิใ์ นเงินดงั กล่าวจึงตกเป็นของจาํ เลยตั้งแตข่ ณะที่ได้รับไปจากโจทก์หาใช่
จาํ เลยครอบครองเงนิ ดงั กล่าวไว้แทนโจทก์ หากจําเลยไม่มีหลักฐานมาหักหนหี้ รอื มีเงินเหลอื
แล้วไม่สง่ คนื โจทก์ชอบทีจ่ ะเรียกร้องทางแพ่งเอาแก่จาํ เลยกรณีไม่มมี ลู เปน็ ความผิดทางอาญา
ฐานยกั ยอก.
ผเู้ ชา่ ซือ้ เบียดบงั ทรัพย์ทีเ่ ชา่ ซือ้ ไปโดยทุจรติ
ฎีกาที่ 1125/2507 โจทก์บรรยายฟ้องวา่ จาํ เลยเชา่ ซือ้ จักรเยบ็ ผา้ 1 หลังจากบริษทั ซิง
เกอร์โชองิ แมชีน จําเลยต้องส่งเงินคา่ เชา่ ซือ้ เปน็ รายเดือน ได้ผ่อนชําระมาบ้างแล้ว ทีเ่ หลอื
จําเลยไม่ยอมชาํ ระ และจําเลยได้นําเอาจกั รดงั กล่าวไปจาํ นําเสียที่สถานธนานบุ าล โดยจาํ เลย
มีเจตนาทจุ รติ คิดยกั ยอกเบียดบงั เอาจักรเป็นอาณาประโยชน์สว่ นตวั ดังนี้ พอแปลความหมาย
ได้วา่ จาํ เลยเบียดบงั เอาจักรเป็นของตนโดยทจุ รติ อนั เปน็ องค์สําคญั ในความผิดทางอาญาฐาน
ยกั ยอกแล้วฟ้องของโจทก์จึงเปน็ ฟ้องทีย่ ืนยนั ข้อเท็จจริงว่าจาํ เลยได้กระทาํ ผดิ ทางอาญาฐาน
ยักยอกโดยสมบูรณ์ เมือ่ จําเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อหาแล้ว ศาลกล็ งโทษจําเลยได้
ฎีกาที่ 7727/2544 จาํ เลยทําสญั ญาเชา่ ซือ้ รถยนต์บรรทุกจากบริษทั อ. โดยชาํ ระเงิน
ในวนั ทําสญั ญาบางสว่ น ที่เหลือผ่อนชาํ ระเดือนละงวดรวม 36 งวด มีชาวบ้านทีจ่ าํ เลยจา้ งมา
เปน็ ผู้ค้ําประกัน หลงั จากทาํ สัญญาเชา่ ซือ้ และรับรถไปแล้วจาํ เลยไม่ชําระค่าเชา่ ซือ้ และไม่
ติดตอ่ กบั ผเู้ สียหายอีกเลย บริษทั อ. จงึ บอกเลิกสัญญา แต่จําเลยไม่ส่งมอบรถคืน เมือ่
สอบถามจําเลย จําเลยแจ้งว่าขายไปแล้วแต่ไม่ยอมบอกว่าขายใหแ้ ก่ผู้ใด ดังน้ี การทีจ่ ําเลยทาํ
สัญญาเชา่ ซือ้ และชําระเงินลว่ งหนา้ ก็เพือ่ ให้ได้รถยนต์ไปไว้ในครอบครอง มิได้มเี จตนาจะชาํ ระ
ราคาอกี พฤติการณข์ องจาํ เลยดังกล่าวเป็นการเบียดบังเอาทรพั ย์ของบริษัท อ. ทีอ่ ยู่ใน
ครอบครองของจําเลยไปโดยทจุ รติ เปน็ ความผิดฐานยกั ยอก หาใช่เปน็ เพียงการกระทําผิด
สญั ญาทางแพ่งเท่านั้นไม่
ฎีกาที่ 6540/2548 จําเลยเชา่ ซือ้ รถจักรยานยนตข์ องโจทก์รว่ มไป แมจ้ าํ เลยจะมีสทิ ธิ
ใช้สอยและครอบครองรถจกั รยานยนต์ตามสัญญาเชา่ ซือ้ แต่รถจักรยานยนตย์ ังเปน็ กรรมสิทธิ์
ของโจทก์รว่ ม เม่อื โจทก์ร่วมประสงค์จะตรวจดู จาํ เลยจาํ ต้องยอมใหผ้ เู้ ชา่ ซือ้ ตรวจดูทรพั ย์สนิ ที่
เชา่ ซือ้ ได้เปน็ ครั้งคราวในเวลาและระยะอันสมควรตาม ป.พ.พ.มาตรา 555 การที่จําเลยไม่
สามารถนาํ รถจักรยานยนต์มาให้โจทก์ร่วมตรวจดูได้ แมจ้ าํ เลยได้แสดงเจตนาทีจ่ ะชาํ ระค่าเชา่
ซอื้ ให้โจทก์ร่วม แตจ่ ําเลยกับพวกนาํ รถไปขายทีต่ า่ งประเทศแล้ว ถือได้ว่าจําเลยเบียดบงั เอา
รถจักรยานยนตข์ องโจทก์รว่ มไปเป็นของตนเองหรอื บคุ คลอื่นโดยสจุ รติ เปน็ ความผิดฐาน
ยักยอก
ทรพั ย์ทีย่ กั ยอกเป็นอสงั หาริมทรพั ย์ก็ได้
ฎีกาที่ 268/2536 โจทก์ร่วมซือ้ บ้าน เลขที่ 308 จากการขายทอดตลาด จําเลยเองก็
ทราบ เม่อื จาํ เลยอาศยั อยู่ในบ้านเลขที่ 308 กถ็ ือวา่ จําเลยเปน็ ผู้ครอบครองบ้านดงั กล่าว การที่
จาํ เลยบอกโจทก์รว่ มว่าบ้านที่จําเลยอาศัยอยู่ไม่ใช่บ้านเลขที่ 308 แตเ่ ป็น บ้านเลขที่ 121 ของ
ส. น้ัน เห็นได้ว่าจาํ เลยมีเจตนาทีจ่ ะไม่ให้โจทก์ร่วมร้อื ถอนบ้านเลขที่ 308 เพื่อทีจ่ ําเลยจะได้รับ
ประโยชน์ การกระทาํ ของจําเลยถือได้ว่าเปน็ การเบียดบังบ้านเลขที่ 308 เปน็ ของตนหรอื ผอู้ ืน่
โดยทุจรติ จึงเปน็ ความผิดฐานยกั ยอก ตามมาตรา 352
ฎีกาที่ 313/2542 จาํ เลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัท พ. ร่วมกนั ทาํ รายงาน
การประชุมของบริษัท อนั เป็นความเทจ็ และจาํ เลยที่ 2 ทําหนังสือมอบอาํ นาจให้จาํ เลยที่ 1 ไป
จดทะเบียนโอนทีด่ นิ พิพาทของบริษัทให้แก่จําเลยที่ 3 โดยไม่มีการซือ้ ขายกนั จรงิ เป็นเหตุให้ผู้
ถือหนุ้ ของบริษทั ได้รบั ความเสียหาย การกระทาํ ของจําเลยที่ 3 จงึ เปน็ การยกั ยอกทีด่ นิ พิพาท
ของบริษทั
ฎีกาที่ 216/2519 ความผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา 352 นั้น นอกจากจะมีการเบียดบัง
เอาทรัพย์ไปโดยทุจรติ แลว้ จะต้องได้ความด้วยว่าผทู้ ี่เบียดบงั นน้ั ได้ครอบครองทรพั ย์สนิ ของ
ผอู้ ื่นหรอื ผอู้ ืน่ เปน็ เจ้าของรวมอยู่ดว้ ย เม่อื ข้อเทจ็ จริงได้ความว่า จําเลย (หนุ้ ส่วนของหา้ งโจทก์)
เป็นแตเ่ พียงมีชือ่ ในโฉนดพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจา้ ของกรรมสิทธิ์อันแท้จริงเท่าน้ัน โดย จําเลย
มิได้เข้าเกี่ยวข้องครอบครองทีด่ ินโฉนดพิพาทแตอ่ ย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจําเลยเป็นผู้ครอบครอง
ทรพั ย์ของผู้อน่ื ตามความหมายแห่งมาตรา 352 แมจ้ ําเลยเอาทีด่ ินโฉนดดังกล่าวไปทําสญั ญา
ขายฝากใหแ้ ก่ผู้มชี ื่อโดยไม่ได้รบั อนุญาตหรือความยินยอมจากโจทก์ จําเลยกไ็ ม่มีความผิดฐาน
ยักยอก
7.ความหมาของการเบียดบัง
“เบียดบงั ” หมายความว่า เอาไปในลกั ษณะตดั กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เอาไปช่วั คราว
ฎีกาที่ 1376/2482 เจ้าพนกั งานเอาทรพั ย์ของหลวงทีไ่ ด้รับมอบหมายไว้ไปจํานาํ โดยมี
เจตนาจะไถ่คนื น้ัน ไม่เปน็ ผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรพั ย์
หมายเหตุ การยกั ยอกเปน็ การเบียดบงั เอาทรพั ย์ไปเป็นของตนหรอื บุคคลทีส่ าม หาก
เอาไปจาํ นาํ แล้วมเี จตนาจะไถ่คนื มา ก็ไม่เปน็ การเบียดบงั เอาทรัพย์ไปเป็นของตนเองหรอื บุคคล
ที่สาม แต่ฎีกาที่ 1125/2507 จําเลยเชา่ ซือ้ จักรเยบ็ ผา้ แล้วนาํ ไปจํานาํ ต้ังแตเ่ ดือนแรกที่เช่าซือ้ มา
เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาจะไถ่คนื เปน็ การเบียดบงั แล้ว ดังนั้น
จาํ นาํ โดยไม่คดิ จะไถ่คนื
จาํ นาํ โดยรู้อยู่ว่าไม่สามารถจะไถ่คืนได้
จงึ เปน็ การเอาทรัพย์นน้ั ไปเลย อนั เปน็ ความผิดฐานยกั ยอกได้
ฎีกาที่ 4181/2542 จําเลยเปน็ ลูกจ้างผู้เสียหายมีหนา้ ที่จาํ หนา่ ยสินค้า ให้แก่ลกู ค้าแล้ว
นําเงินมามอบใหผ้ เู้ สียหาย จําเลยรับสินคา้ ไปจากผู้เสียหายแล้ว มไิ ด้นาํ ไปจําหนา่ ยแก่ลกู ค้า
แตน่ าํ ไปจํานําและขายฝาก เปน็ การเบียดบังทรัพย์สนิ ของผู้อน่ื ที่อยู่ในความครอบครอง ของ
จําเลยโดยทุจรติ ดงั น้ัน ไม่ว่าจาํ เลยจะเป็นลูกจ้าง ผเู้ สียหายหรอื ไม่ก็ตาม แตเ่ มือ่ จําเลย
ครอบครองทรพั ย์ ของผู้เสียหายแล้วเบียดบงั เอาทรัพย์นั้นไปโดยทจุ รติ จาํ เลยย่อม มีความผิด
ฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก
การใชอ้ ํานาจเปน็ เจ้าของทรพั ย์ ซึง่ ถือว่าเปน็ การเบียดบงั
เชน่ ไม่ยอมคืนให้เม่อื มีหน้าที่ตอ้ งคนื เพื่อหวงั ประโยชน์
การซ่อนของ
การปฏิเสธว่าไม่ได้รับของ
การยอมให้คนอ่นื เอาทรัพย์นนั้ ไป
การเอาของนั้นไปรวมกบั ของอน่ื ๆ ของตน จนเปน็ ส่วนควบหรอื แบ่งแยกกนั ไม่ได้
การบริโภค
การขาย
การเปลี่ยนแปลง
การจํานาํ (ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว)
8.การรบั ของไปขาย
ฎีกาที่ 68/2494 ฟ้องวา่ จําเลยได้รับมอบแหวนเพชรของผู้เสียหายไปเพือ่ จะนาํ ไปขาย
ตามคําสั่งของผู้เสียหายนั้น จําเลยมีฐานะเป็น ตัวแทน ฉะนนั้ เมอ่ื ได้รับเงินค่าขายแหวนไว้ก็
หมายความว่ารบั ไว้ในฐานเป็นตวั แทนเขาด้วย และมีหน้าทีจ่ ะต้องนาํ ส่งเงินนแี้ ก่ผู้ผู้เสียหาย ถ้า
ยักยอกเอาเงนิ นไี้ ว้ เสียโดยทุจรติ กเ็ ปน็ ความผิดฐานยกั ยอกในทางอาญา
ข้อสงั เกต
1.เป็นการรับไปขายในลกั ษณะตัวแทนของเจ้าของ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 ถ้าขาย
ไม่ได้ก็ให้เอามาคืน
2.คดีนเี้ ป็นการยกั ยอกเงนิ ที่ได้จากการขายแหวนเพชร หากจาํ เลยยักยอกแหวนของตน
โดยทจุ รติ ตอ่ มาภายหลงั เอาแหวนไปขายได้เงนิ มา เงนิ นเี้ ป็นของจาํ เลย ไม่เป็นการยักยอกเงิน
อีก จาํ เลยมีหน้าทีใ่ นทางแพ่งที่จะต้องคืนแหวนหรอื ใช้ราคาคนื
3.ในกรณีเปน็ ตัวแทนรบั ของไปขาย หากขายของนั้นในราคาตาํ่ กว่าที่กาํ หนด เช่นน้ี ถือ
ว่าเป็นการยกั ยอกน่ันเอง เพราะเปน็ การขายของผดิ ไปจากอํานาจที่ได้รับมอบหมายมา มิใช่
ขายเพื่อประโยชนข์ องผู้มอบ
ฎีกาที่ 78/2490 โจทก์ฟ้องว่าจาํ เลยได้รบั มอบเขม็ ขัดนากของนางบใี้ ห้ไปขายแทนใน
ราคา 2,000 บาท แล้วจาํ เลยยักยอกโดยขายเพียง 1,300 บาท แล้วเอาเงนิ ทีข่ ายเสีย จาํ เลยให้
การปฏิเสธ ก่อนสบื พยาน โจทก์จําเลยรับกนั ว่า จาํ เลยรบั มอบเขม็ ขัดไปขายแทน โจทก์วา่ ขาย
ได้เงนิ แลว้ จาํ เลยกล่าวเท็จว่ายงั ขายไม่ได้ซึง่ ความจริงจําเลยขายในราคาตา่ํ กว่าทีส่ ่งั และไม่
มอบเงนิ ให้ผู้เสียหาย จาํ เลยว่ามอบเงนิ แลว้ คู่ความตา่ งขอสบื ข้อเทจ็ จริงทีโ่ ต้เถียงกนั ศาลฎีกา
เหน็ ว่าเจ้าทรพั ย์มิได้มอบกรรมสทิ ธิใ์ หเ้ ด็ดขาดโดยใหข้ ายอย่างเป็นของจาํ เลยเอง แต่มอบให้
ขายแทนหากปรากฏว่าขายตาํ่ กว่าราคาทีก่ าํ หนดรวมท้ังข้อทีแ่ ถลงตอ่ ศาลก็ย่อมแสดงวา่ จําเลย
มีเจตนาทจุ รติ คิดยักยอก
ตัวอย่างคําพิพากษาฎีกาทีถ่ ือวา่ เปน็ การขายของอย่างเป็น “ตัวแทน”
ฎีกาที่ 9392/2539 จาํ เลย เป็นตัวแทนขายเครื่องพมิ พ์ดดี ของผู้เสียหายโ ดยได้รับ
ค่าตอบแทนจากผู้เสียหายเครื่องละ 100 บาท จําเลยติดตอ่ นาํ เครื่องพมิ พ์ดดี ของผู้เสียหายไป
ฝากขายทีร่ า้ นค้าของผู้อ่นื และมีสทิ ธิรบั เครือ่ งพมิ พ์ดดี นั้นคนื ได้ การทีจ่ ําเลยรับเครื่องพิมพ์ดดี
คืน จาํ เลยจงึ เป็นผู้ครอบครองเครื่องพมิ พ์ดดี ดังกล่าวโดยชอบ มสี ิทธินําไปขายหรือสง่ มอบคืน
ผเู้ สียหายได้ ฉะนน้ั เมอ่ื จาํ เลยนาํ เครื่องพมิ พ์ดดี ที่รับคืนมาไปเปน็ ประโยชน์สว่ นตน เป็นการ
เบียดบังเอาเครือ่ งพมิ พ์ดดี นั้นเป็นของตนโดยทุจรติ จงึ เป็นความผดิ ฐานยกั ยอกตามมาตรา 352
วรรคหน่งึ
ฎีกาที่ 556/2541 การทีจ่ าํ เลยในฐานะผจู้ ัดการของโจทก์ร่วมได้นาํ ปลายข้าวหกั จาํ นวน
360 กระสอบของโจทก์รว่ มไปขายใหแ้ ก่ ค. น้ัน จําเลยไม่ได้ทาํ ในนามสว่ นตวั แตไ่ ด้ทําในนาม
ของโจทก์รว่ มในฐานะที่จําเลยเปน็ ผู้จัดการของโจทก์รว่ ม ดังนน้ั เงนิ ที่ ค. ส่งมาชําระค่าสินค้า
โดยผ่านเข้าบญั ชขี องจําเลยจงึ เปน็ เงนิ ของโจทก์รว่ ม แม้ ค. จะส่งฝากไว้ในบัญชเี งินฝากของ
จําเลยแตก่ ็เพือ่ ให้จําเลยนําไปชําระค่าสินค้าให้แก่โจทก์รว่ มอีกทีหนึ่ง โจทก์รว่ มจงึ เป็น
ผเู้ สียหาย มีสทิ ธิร้องทกุ ข์ดําเนินคดีแก่จําเลยได้ และเมื่อฟังวา่ เงินในบญั ชีของจําเลยเป็นเงินค่า
สินค้าของโจทก์รว่ มที่ผู้ซือ้ สินค้ามาชาํ ระให้แก่โจทก์รว่ ม จําเลยในฐานะผจู้ ดั การของโจทก์ร่วม
จงึ มหี นา้ ทีค่ วบคุมดแู ลรักษาเงินนั้นไว้ไม่ให้สญู หาย แตจ่ าํ เลยกลับถอนเงนิ จาํ นวนนั้นไปเสียไม่
ส่งคืนใหโ้ จทก์ร่วมตามหนา้ ที่ การกระทาํ ของจาํ เลย จึงเปน็ ความผิดฐานยักยอกทรพั ย์ กรณีหา
ใช่ผู้ซือ้ สินค้าฝากเงนิ คา่ สินค้าไว้กับจาํ เลยเพือ่ ให้จําเลยนําไปชําระให้แก่โจทก์รว่ ม โดยจาํ เลย
จะนาํ เงินจาํ นวนใดไปชําระกไ็ ด้ตามฎกี าของจําเลยไม่
9.หากเป็นการรับของไปขาย มิใช่ในลักษณะตวั แทนทีเ่ ป็นตัวแทนของผู้ขาย แตใ่ น
ลกั ษณะที่มสี ิทธิขายอย่างเป็นของตนเอง ในกรณีนเี้ ชน่ นี้ “เงิน” ที่ขายได้ก็เป็นกรรมสิทธิ์ของ
ผรู้ ับมอบของมาขาย มิใช่เป็นกรรมสทิ ธิข์ องเจ้าของทรัพย์ โดยผู้รับมอบของมาขาย มีหนีท้ ี่
จะต้องชําระให้แก่เจา้ ของทรพั ย์นนั้ หากผู้รับของมาขายเบียดบงั ทรพั ย์นน้ั โดยทจุ รติ ก็ไม่ผิด
ฐานยักยอก
ฎีกาที่ 1607/2532 โจทก์มอบพลอยจาํ นวน 3 หมใู่ ห้จําเลยไปขาย โดยกาํ หนดราคาขน้ั
ตํ่าไว้ จาํ เลยจะขายในราคาสูงกว่าก็ได้ ลกั ษณะเชน่ นจี้ าํ เลยย่อมมสี ิทธิขายพลอยอย่างเปน็ ของ
ของตนเอง หาใช่เปน็ ตวั แทนไปขายในนามของโจทก์ไม่ แม้จะมีขอ้ ตกลงใหค้ ่าตอบแทนแก่
จาํ เลยเปน็ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ของเงนิ ที่ขายได้ ก็ไม่ทาํ ใหค้ วามสัมพนั ธ์ระหว่างโจทก์จําเลย
เปลีย่ นแปลงไป เม่อื ครบกาํ หนดแล้วจําเลยไม่ยอมคืนพลอยหรือใช้ เงินใหโ้ จทก์เปน็ เพียงผดิ
ข้อตกลงกนั ซึ่งโจทก์จะต้องใช้สทิ ธิเรียกร้องแก่จาํ เลยในทางแพ่ง หาเป็นเรื่องมีมลู ความผิด
ในทางอาญาฐานยักยอกไม่
ฎีกาที่ 205/2488 จาํ เลยได้รบั มอบตะปไู ปขายแทน แล้วจําเลยยักยอกเงินคา่ ขายตะปู
ดงั น้ีถือวา่ เปน็ ฟ้องทีล่ งโทษฐานยกั ยอกตะปูได้ เพราะการมอบหมายใหร้ ับเงนิ น้ันอาจมไี ด้ท้ัง
โดยตรงและโดยปริยาย
**ในเร่อื งน้ี จะต้องพิจารณาไปถึงพฤติกรรม “จาํ เลยรบั มอบตะปู 2 ถงั ของนางบํารุง
ไปเพื่อจดั การขายให้” น้ัน ว่าเปน็ การที่นางบํารงุ มอบกรรมสทิ ธิ์ในตะปู 2 ในตะปู 2 ถังนั้นให้ไป
เด็ดขาด โดยให้จาํ เลยไปขายอย่างเปน็ ตะปูของจาํ เลยเอง หรอื เพียงแต่วา่ มอบความ
ครอบครองในตะปูใหไ้ ปอันเปน็ ตะปูให้ไปอนั เป็นการมอบหมายเพียงแตใ่ ห้เป็นผู้จัดการขายแทน
นางบาํ รุง แล้วจงึ จะวินจิ ฉัยได้วา่ การทีจ่ ําเลยรับเงนิ มาน้ันเป็นการทีจ่ ําเลยรับเงนิ มาน้ันเปน็ การ
ที่จําเลยรับมาโดยได้รบั มอบหมายให้รับหรอื รบั โดยเอกเทศของจําเลยเอง ศาลฎีกาได้พรอ้ มกนั
ประชมุ ปรึกษาพิเคราะหต์ ามคําบรรยายฟ้องของโจทก์แล้วเหน็ ว่า คาํ ที่วา่ จําเลยรับมอบตะปู 2
ถังของนางบํารงุ ไปเพือ่ จดั การขายใหน้ ั้น อาจหมายความว่านางบาํ รุงมอบกรรมสทิ ธิ์ตะปใู หเ้ ป็น
ของจําเลย โดยจาํ เลยตกลงว่าเมื่อจําเลยขายใหใ้ ครแลว้ จําเลยจะชําระราคาตะปูให้นางบาํ รุงก็
ได้ หรอื อาจหมายความเพียงว่า นางบาํ รงุ ใช้ใหจ้ าํ เลยเปน็ ผู้จัดการขายตะปู 2 ถงั นั้นแทนตวั
นางบํารงุ โดยนางบํารงุ ยังยึดถือกรรมสทิ ธิใ์ นตะปนู ั้นอยู่ก็ได้
คาํ พิพากษาที่ถือวา่ เป็นการมอบของมาขายอย่างเปน็ สิ่งของของตนเอง
ฎีกาที่ 1219/2502 ผเู้ สียหายมอบวิทยุใหจ้ าํ เลยนําไปขายโดยไม่ได้จํากัดว่า จะต้องขาย
ราคาเท่าใด เปน็ แตว่ ่าจําเลยจะต้องชาํ ระราคาเครอื่ งวิทยุ 2,500 บาทแก่ผู้เสียหาย ดงั นแี้ สดง
ว่า จําเลยจะขายวิทยใุ นราคาเท่าใดกแ็ ล้วแต่จาํ เลยเงินที่ขายได้ย่อมตกเป็นของจาํ เลย จําเลยมี
ความผูกพันที่จะต้องรบั ผิดใชร้ าคาเครอื่ งวิทยุ 2,500 บาท แก่ผเู้ สียหายเท่าน้ันมิใชเ่ รือ่ งจําเลย
ได้รบั มอบหมายราคาเครือ่ งวิทยุไว้แทนผเู้ สียหายกรณีไม่เปน็ ความผิดฐานยกั ยอกเงิน(อ้างฎกี า
ที2่ 05/2488)
ฎีกาที่ 1311/2518 ส. มอบแหวนและสร้อยให้จําเลยไปขาย ขายราคาเท่าใดไม่จาํ กัด แต่
จาํ เลยต้องให้เงิน 18,000 บาทแก่ ส. จาํ เลยไม่คืนแหวนและว่าเอาเงนิ ใช้หมดแลว้ ไม่เปน็
ยกั ยอก
ฎีกาที่ 840/2522 จําเลยมีอาชีพรับซือ้ สุกรไปขายจาํ เลยได้รบั สกุ รจากโจทก์ไปเพือ่ ขาย
โดยกําหนดราคาสุกรไว้ หากจาํ เลยขายสุกรได้สงู กว่าราคาทีก่ าํ หนดส่วนที่เกินตกเป็นของ
จาํ เลยและโจทก์ตกลงให้คา่ จา้ งแก่จาํ เลยอีกร้อยละห้าของราคาสุกรด้วย จาํ เลยขายสกุ รของ
โจทก์ได้เงนิ แลว้ จาํ เลยขอผัดผ่อนยงั ไม่สง่ เงนิ ค่าสกุ รทีข่ ายได้ตามกาํ หนดที่นัดไว้โจทก์ก็ยอมให้
จําเลยผดั ไปหลายคร้ังดงั น้ี เปน็ เรือ่ งผดิ สญั ญาทางแพ่งไม่ใช่เปน็ เร่อื งจาํ เลยมีอาชีพหรอื ธุรกิจ
อันย่อมเป็นทีไ่ ว้วางใจของประชาชนแลว้ ได้รบั มอบหมายใหจ้ ดั การทรัพย์สนิ ของโจทก์และ
กระทําผิดหน้าที่อันจะเป็นความผิดฐานยักยอกแตอ่ ย่างใด
ฎีกาที่ 137/2525 ฟ้องวา่ จาํ เลยรับเสื่อจากผู้เสียหายไปขายคิดราคาเป็นเงนิ 440 บาท
เมือ่ ขายได้แลว้ จาํ เลยจะต้องนาํ เงิน 440 บาทไปชาํ ระให้แก่ผู้เสียหาย จงึ เปน็ เรอ่ื งมอบเสื่อให้
จําเลยไปขายโดยประสงค์ได้รับเงนิ ราคาเสือ่ มิใช่มอบให้จาํ เลยเป็นตัวแทนไปขายเสือ่ ของ
ผเู้ สียหาย จาํ เลยจงึ มใิ ช่เป็นผคู้ รอบครองเงนิ ทีข่ ายได้แทนผเู้ สียหาย เม่อื จําเลยไม่ชาํ ระเงินคา่
เสื่อ จึงเปน็ เรือ่ งผดิ สญั ญาไม่ชําระหน้ีในทางแพ่งไม่ผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
ฎีกาที่ 3812/2527 จําเลยรับสร้อยคอและสร้อยข้อมอื ทองคําของโจทก์ไปจาํ หนา่ ย โดย
กําหนดราคากันไว้จะขายเกินหรอื ตาํ่ กว่าราคาทีโ่ จทก์กําหนดก็ได้เมอ่ื ขายได้แลว้ ต้องส่งเงิน
ให้แก่โจทก์ตามราคาทีก่ าํ หนดโดยได้เปอร์เซ็นถ้าขายไม่ได้กน็ ํามาคืน ดงั น้ีไม่ใชเ่ รื่องตวั แทน
หรอื จําเลยได้รบั มอบหมายให้รบั ราคาสร้อยไว้แทนโจทก์ เมอ่ื จาํ เลยไม่คืนสรอ้ ยและวา่ เอาเงนิ
ไปใช้หมดแลว้ เป็นเรื่องผดิ สญั ญาทางแพ่งเท่านั้น ไม่มคี วามผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา 352
ฎีกาที่ 5651/2541 โจทก์ร่วมได้มอบทรัพย์แก่จําเลยเพือ่ ให้จําเลยนาํ ไปขาย โดยจําเลย
จะกําหนดราคาขายมากหรอื น้อยหรอื จะจัดการแก่ทรัพย์นั้นอย่างไรก็ได้ จําเลยเพียงแต่มี
หนา้ ที่ตอ้ งนาํ เงินตามราคา ที่โจทก์รว่ มกาํ หนดไว้หรอื นาํ ทรัพย์สินมาคืนแก่โจทก์รว่ มเท่าน้ัน
การทีจ่ าํ เลยไม่ยอมนําทรพั ย์ตามฟ้องมาคืนหรอื มอบเงนิ แก่ โจทก์ร่วมถือได้ว่าจําเลยเป็นฝ่าย
ผดิ สัญญาทางแพ่งตอ่ โจทก์ร่วม เท่าน้ัน ไม่เป็นความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 5043/2542 การทีโ่ จทก์ร่วมมอบเศษอคริลิคไฟเบอร์ใหจ้ ําเลยนําไปขายน้ัน เป็น
กรณีที่จําเลยสามารถขายเศษอคริลิคไฟเบอร์ได้ตามราคาทีจ่ าํ เลยได้ตอ่ รองกบั ฝา่ ยผู้ซือ้ และ
เปน็ การขายในนามของร้านค้าจาํ เลยเอง มใิ ช่ในนามของโจทก์รว่ ม เงนิ ทีไ่ ด้จากการขายเศษอค
ริลคิ ไฟเบอร์จึงตกเปน็ ของจําเลยจาํ เลยมีหน้าทีต่ อ้ งชดใช้ราคาเศษอคริลิคไฟเบอร์และแบ่งผล
กาํ ไรทีไ่ ด้ให้แก่โจทก์รว่ มเท่าน้ัน จาํ เลยมิได้ครอบครองเงนิ ที่ได้จากการขายเศษอคริลิคไฟเบอร์
ไว้แทนโจทก์ร่วม เมือ่ จาํ เลยไม่คืนเงนิ นั้นให้แก่โจทก์รว่ ม จึงเป็นการผิดสญั ญาในทางแพ่ง
เท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก
ฎีกาที่ 4932/2543 โจทก์ร่วมและจาํ เลยค้าขายเพชรดว้ ยกัน และโจทก์รว่ มเป็นหน้ี
จําเลย การทีโ่ จทก์รว่ มมอบแหวนเพชรให้จําเลยไปจําหนา่ ย จาํ เลยจะต้องนาํ เงินมาชําระค่า
แหวนเพชรตามที่ได้ตกลงกัน กรณีมใิ ช่จาํ เลยได้รบั มอบหมายให้รบั แหวนเพชรไว้ในฐานะ
ตวั แทนโจทก์ร่วม แตเ่ ปน็ กรณีทีโ่ จทก์รว่ มให้นาํ ไปจาํ หนา่ ยแม้เม่อื ถึงกําหนดชาํ ระราคาจําเลย
ไม่นาํ เงินไปชําระให้โจทก์ร่วม กเ็ ป็นเรื่องผดิ สญั ญาทางแพ่ง จงึ ไม่มคี วามผิดฐานยักยอกทรพั ย์
ปญั หาวา่ จาํ เลยกระทาํ ผิดหรือไมเ่ ป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกีย่ วกับความสงบเรียบร้อย ถึงแม้
จาํ เลยจะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกากส็ ามารถหยิบยกขึน้ วินจิ ฉัยได้
สรุปหลกั
หากรบั มอบของมาขายอย่างเป็น “ตัวแทน” ของผู้ขาย
หากผู้รบั มอบเบียดบัง “ของ” นั้นโดยทจุ รติ ก็ผดิ ฐานยกั ยอก เพราะ “ของ” นั้นเปน็
กรรมสิทธิข์ องตัวการ ซึง่ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 810 ตัวแทนต้องสง่ ให้แก่ตวั การ / หากเบียดบัง
“ของ” และผดิ ฐานยกั ยอกของไปแล้ว ต่อมา เอาของนนั้ ไปขายได้เงนิ มา ก็ไม่เปน็ ความผิดฐาน
ยักยอก “เงิน” นั้นอกี
หากผู้รบั มอบของ เอาของไปขายในราคาต่ํากว่าที่เจา้ ทรพั ย์กําหนดถือเป็นการ “เบียด
บัง” ทรัพย์นน้ั ไปโดยทจุ รติ มีความผิดฐานยกั ยอก “ของ” นั้นได้
หากผู้รับมอบขายของตามทีไ่ ด้รับมอบหมายแลว้ แต่เบียดบงั เงนิ น้ันโดยทจุ รติ กเ็ ปน็
ยักยอกเงิน
หากมีสิทธิขายของได้อย่างเปน็ ของตนเอง
หากผู้รบั มอบไม่ขายของน้ัน แตเ่ บียดบงั “ของ” น้ันโดยทุจรติ เช่นเอาไว้ใชเ้ สียเอง ผรู้ ับ
มอบไม่ผิดฐานยักยอก ศาสตราจารย์จติ ติ ติงศภัทิย์ ให้เหตผุ ลว่า “การทีข่ องตกมาอยู่ในมือ
ของผู้ใด(แมผ้ นู้ ั้นจะไม่ใช่ตวั แทนของเจ้าของทรัพย์) โดยอาการซึ่งผู้นนั้ อาจโอนกรรมสทิ ธิต์ ่อไป
ได้ โดยปกติไม่ถือเป็นการยกั ยอก”
หากผู้รบั มอบขายของนั้นและได้เงนิ มาแล้ว แตเ่ บียดบังเงนิ น้ันโดยทจุ รติ ไม่ผิดฐาน
ยกั ยอก “เงิน” เหตุผลคือ เพราะเงินทีไ่ ด้มาน้ันเปน็ กรรมสทิ ธิข์ องตนเอง ผรู้ บั มอบมีหนีต้ ้อง
ชาํ ระให้แก่เจา้ ทรัพย์เท่าน้ัน
10. หากทรพั ย์น้ันไม่ใชก่ รรมสิทธิ์ของผเู้ สียหาย จะถือว่าจาํ เลยยกั ยอกผเู้ สียหายไม่ได้
เพราะความผิดฐานยักยอกเป็นการทํารา้ ยกรรมสทิ ธิ์ของผู้อ่นื บคุ คลน้ันจะต้องมีกรรมสทิ ธิใ์ น
ทรพั ย์น้ัน
ฎีกาที่ 171/2544 จาํ เลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีน้เี ปน็ จาํ เลยต่อศาลในข้อหาละเมดิ
และเรียกค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณา ศาลแพ่งได้มคี ําสงั่ คุ้มครองประโยชน์ช่วั คราวโดยให้
จําเลยที่ 1 จัดการเกบ็ เงินคา่ เชา่ อาคาร ร้านค้าและแผงลอยในตลาดของโจทก์แล้วนําเงินมา
วางศาลทุกเดือน จําเลยท้ังสามได้เก็บเงินคา่ เชา่ แผงลอยในตลาดจํานวน 11,565 บาท แล้วไม่
นาํ ไปวางศาลตามคาํ ส่งั ศาลแพ่งในคดีดังกล่าว แตเ่ งินคา่ เชา่ ที่จาํ เลยท้ังสามรบั ไว้ดังกล่าวยงั
มิใช่เปน็ เงนิ ของโจทก์ ดงั นั้น ไม่ว่าจําเลยทั้งสามจะได้รว่ มกนั เบียดบังเอาเงินทีไ่ ด้รับไว้นนั้ เป็น
ของตนโดยทจุ รติ จรงิ หรอื ไม่กต็ าม กไ็ ม่อาจเป็นความผิดฐานยักยอกทรพั ย์ของโจทก์ได้ โจทก์
ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีสทิ ธินาํ คดีมาฟ้อง
ฎีกาที่ 2926/2544 เงินคา่ แชร์แต่ละงวดทีผ่ เู้ สียหายท้ังสิบเอด็ และโจทก์ร่วมสง่ ให้
จําเลย เม่อื ผใู้ ดประมลู แชร์ได้ก็จะตกได้แก่ผู้นน้ั กรรมสิทธิ์ในเงินที่ส่งไปแล้วมไิ ด้เปน็ ของ
ผเู้ สียหายท้ังสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมตอ่ ไปอีก และหากผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมไม่
สามารถประมลู แชร์ได้เพราะแชร์ลม้ เลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด จาํ เลยในฐานะทีเ่ ปน็ เจา้ มอื แชร์ก็ต้อง
รับผิดแทน ซึ่งเปน็ ความผิดในทางแพ่งจาํ เลยไม่มคี วามผิดฐานยกั ยอก
11.ความผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา 352 โดยสภาพไม่นา่ จะมีการพยายามกระทํา
ความผิดได้ หากพิสจู น์ได้ว่ามีเจตนาทุจรติ เมือ่ ใด กเ็ ปน็ ความผิดสาํ เรจ็ แต่ความผิดฐานยักยอก
ตามมาตรา 353 มีพยายามกระทําความผิดได้ เพราะเป็นความผิดทีต่ ้องการผล
มาตรา 352 วรรคสอง
ยักยอกทรพั ย์สินหาย
1.ทรัพย์สินหาย คือ ทรพั ย์ทีม่ เี จ้าของ แตไ่ ม่มผี ใู้ ดครอบครองทรัพย์นนั้
2.ไม่เป็นความผิดฐานลกั ทรพั ย์ เพราะจะผดิ ฐานลักทรพั ย์ได้ จะต้องมีผู้ครอบครอง
ทรพั ย์นั้นก่อนและผู้กระทาํ ผดิ เข้าครอบครองทรพั ย์นนั้ “โดยการแย่งการครอบครอง”
3.การได้มาซึ่งการครอบครองตามมาตรา 352 วรรคสอง ตา่ งจากวรรคแรก เพราะ
ได้มาจากการสาํ คญั ผิดหรอื เปน็ ทรพั ย์สินหาย แตว่ รรคแรกได้มาเพราะมีผู้สง่ มอบการ
ครอบครองให้ความรับผดิ จึงแตกต่างกนั
4.ความผิดตามาตรา 352 วรรคสอง คอื ความผิดตามหลกั ท่ัวไปที่บญั ญตั ิไว้ในวรรค
หน่งึ แตว่ ิธีการได้มาซึง่ การครอบครองได้กาํ หนดไว้เปน็ พิเศษเท่าน้ัน ดังนน้ั จะต้องมี
องค์ประกอบความผิดครบถ้วนตามวรรคหนง่ึ ดว้ ย
5.อย่างไรจงึ จะเป็นทรัพย์สินหาย
“ทรพั ย์สินหาย” คอื ทรัพย์ทีห่ ลุดพ้นไปจากความยึดถือของผู้เป็นเจา้ ของโดยมิได้ตงั้ ใจ
ไม่ใช่เร่อื งสละการครอบครอง
1.ทรพั ย์น้ันหลดุ พ้นไปจากการครอบครองของผู้ครอบครอง โดยผคู้ รอบครองอาจเป็น
เจ้าของทรพั ย์นน้ั หรอื อาจเปน็ บุคคลอืน่ กไ็ ด้
2. “โดยมิได้ตั้งใจ” หมายความว่าไม่สมัครใจ เชน่ ของตกหาย
3. ทรัพย์น้ันตอ้ งมไิ ด้หลุดพ้นไปจากการครอบครองเพียงชัว่ คราว กล่าวคือ ถ้าตกหาย
โดยลักษณะที่ผู้ครอบครองยังสามารถติดตามเอาคนื ได้อยู่ ยังถือไม่ได้ว่าผคู้ รอบครองขาด
ความครอบครองโดยแท้จริง จึงยังไม่ใช่ทรัพย์สนิ หาย
4. ถ้าเปน็ การ “สละการครอบครอง” ในทรัพย์สินนนั้ ทรพั ย์สนิ น้ันก็ไม่ใช่ทรพั ย์สนิ หาย
5. ทรพั ย์ทีถ่ กู แย่งการครอบครอง ไม่ใช่ทรัพย์สนิ หาย ทรัพย์สินที่ถกู ขโมยไป จึงไม่ใช่
ทรพั ย์สินหาย
6.บรรทดั ฐานของศาลฎีกาที่ถือวา่ การเก็บเอาของตกหายเป็นทรัพย์ของตนโดยทจุ รติ
จะเป็นลกั ทรัพย์หรอื จะเป็นยักยอกทรัพย์สินหาย
* โดยหลกั แล้ว การเก็บของตกหายโดยทจุ รติ จะผดิ ฐานลักทรพั ย์ได้ ก็ต่อเมือ่
1.ของนน้ั ยงั มใิ ช่ทรพั ย์สนิ หาย กล่าวคือ เจา้ ของยังตามหายอยู่โดยใกล้ชิด ของนน้ั จงึ ยงั
ไม่ขาดไปจากการครอบครอง และ
2.ผเู้ กบ็ ได้รอู้ ยู่แล้ววา่ เจ้าของยังตดิ ตามอยู่ใกล้ชิด
ฎีกาที่ 1745/2514 ผเู้ สียหายกบั คณะกลองยาวไปวัดในพิธีอุปสมบท คณะกลองยาว
เล่นกลองยาวบนศาลาอยู่กับผเู้ สียหายและญาติ ตอ่ มาคณะกลองยาวกล็ งจากศาลาประโคม
กลองยาวนําหนา้ นาคโดยมีผู้เสียหายเดินตามไปผเู้ สียหายไปได้ 2 เส้น รู้สกึ ตัวว่าสายสร้อย
ข้อมอื ทองคาํ หายจึงกลบั ขึน้ ไปหาบนศาลา ปรากฏว่า ส. อายไุ ม่เกิน 7 ปี เก็บสร้อยนั้นได้บน
ศาลาแล้วเอาไปให้จาํ เลยที่ 2 อายุ 13 ปี ซึง่ เป็นพีส่ าวจาํ เลยที่ 2 เอาไปให้จาํ เลยที่ 1 ซึ่งเปน็
มารดาที่ขา้ งศาลาในเวลากระช้ันชิดกัน จาํ เลยที่ 1 เอาสรอ้ ยห่อพกออกจากวัดไปทนั ที เมือ่
ผเู้ สียหายไปสอบถาม จาํ เลยที่ 1ว่าไม่รู้เหน็ พฤติการณเ์ ชน่ นถี้ ือว่าสร้อยน้ันยงั อยู่ในความยึดถือ
ของผู้เสียหาย ไม่ใช่ทรพั ย์ตกหาย จาํ เลยที่ 1 น่าจะทราบว่าทรัพย์นั้นเปน็ ของพวกทีม่ าในคณะ
กลองยาวและเจา้ ของจะติดตามเอาคนื จําเลยที่ 1 จงึ มคี วามผิดฐานลักทรัพย์ ส่วน ส. และ
จําเลยที่ 2 ไม่มเี จตนาทจุ รติ จึงไม่มคี วามผิด (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 25/2514)
ฎีกาที่ 1363/2503 ทรพั ย์สินหายเปน็ เรือ่ งที่ทรัพย์หลุดพ้นไปจากความยึดถือของ
เจ้าของหรอื ผคู้ รอบครองโดยมิได้ตง้ั ใจ ไม่ใช่เรอ่ื งสละการครอบครอง ผู้ใดเกบ็ เอาทรพั ย์นนั้ ไป
จะเป็นลกั ทรพั ย์หรอื ยกั ยอกทรพั ย์สินหาย ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เปน็ รายๆ ไป คอื ถ้า
เกบ็ เอาไปโดยรู้หรอื ควรรู้ว่าทรพั ย์น้ันเจา้ ของกาลังติดตามหรอื จะติดตามเพื่อเอาคนื ก็เปน็ ลกั
ทรัพย์ ถ้าไม่รู้หรอื ไม่มเี หตุอนั ควรรู้กเ็ ปน็ ยักยอกทรพั ย์สินหาย
รถทหารคว่าํ ทําให้ปืนทหารตกน้ํา 1 กระบอก ทหารงมหา 2 คร้ังไม่พบ จึงไปแจ้งความ
ที่อาํ เภอ ตอ่ มาตอนค่าํ วันเดียวกันน้ันเอง จาํ เลยไปงมเอาปืนนนั้ มาขายเสีย แสดงว่าจาํ เลยรู้
หรอื ควรรู้ว่ารถทหารควํ่าปืนจมนาํ้ อยู่ แล้วถือโอกาสตอนปลอดผคู้ นไปงมเอาปืนที่อยู่ใน
ระหว่างเจา้ ของกําลังติดตามเพือ่ เอาคนื จึงผดิ ฐานลกั ทรัพย์ (ประชุมใหญ่คร้ังที่ 25/2503)
ข้อสังเกต ฎกี านี้ ให้เหตผุ ลของการเปน็ ทรัพย์สินหายโดยพิจารณาว่า “ถ้าเก็บเอาไป
โดยรู้หรอื ควรรู้ว่าทรพั ย์น้ันเจา้ ของกําลังติดตามหรอื จะติดตามเพื่อเอาคนื กเ็ ป็นลกั ทรพั ย์ ถ้าไม่
รู้หรอื ไม่มเี หตุอนั ควรรู้ก็เปน็ ยกั ยอกทรัพย์สินหาย ” เปน็ การพิจารณาจากความเข้าใจของ
ผกู้ ระทาํ ซึ่งในเร่อื งน้ี ศาสตราจารย์ประมลู สวุ รรณศร ศาสตราจารย์จติ ติ ติงศภัทิย์และรอง
ศาสตราจารย์ ดร.เกียรตขิ จร วจั นะสวัสดิ์ เหน็ ว่า การเปน็ ทรพั ย์สินหาย ควรพิจารณาจากตัว
ทรัพย์ สาํ หรบั ความเข้าใจของผู้กระทาํ นั้น น่าจะเปน็ เรือ่ งของเจตนา หรอื สาํ คัญผดิ ใน
ข้อเท็จจริงมากกว่า
1.หากความจรงิ ไม่ใชท่ รัพย์สินหาย แตผ่ กู้ ระทําเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สินหาย กต็ ้องถือ
ตามทีผ่ กู้ ระทาํ สําคญั ผิดในข้อเทจ็ จริง
ฎีกาที่ 1628/2509 เจ้าทรัพย์เอาเงนิ เหนบ็ ไว้ชายผ้าแล้วเดินไปธรุ ะ จาํ เลยเดินมาตาม
ถนนพบธนบตั รตกอยู่ก็เก็บเอาเสีย เจา้ ทรัพย์พอรู้สึกว่าเงินทีเ่ หน็บไว้หายไปก็รีบไปดตู ามทาง
เพราะไม่รู้วา่ ตกทีไ่ หน ไปสอบถามจาํ เลยว่าเห็นเงินตกตามทางบ้างไหม จาํ เลยปฏิเสธ ดงั น้ี
เห็นว่าตอนจาํ เลยเกบ็ เงินไปนั้นก็ไม่รวู้ ่าเป็นของใคร และกไ็ ม่รู้วา่ เจ้าของกําลังติดตามอยู่ ฉะนน้ั
เมือ่ จาํ เลยเกบ็ เงินตกกลางทางได้ และเอาเปน็ ประโยชน์ของตนเสียโดยเจตนาทจุ รติ เปน็
ความผิดฐานยกั ยอกทรพั ย์สินหายซึ่งจําเลยเก็บได้
ฎีกาที่ 156/2487 การวินจิ ฉัยความผิดของผเู้ ก็บของตกน้ัน หากผู้เก็บไม่รู้วา่ เจ้าของเขา
กาํ ลังตดิ ตามอยู่ อาจเป็นยกั ยอกเก็บของตกได้ (ประชุมใหญ่ ครงั้ ที่ 1/2487)
ฎีกาที่ 34/2503 จําเลยเกบ็ ขวดใส่ทองรูปพรรณของผู้เสียหายซึ่งทาํ ตกหายทีห่ นา้
บันไดกฏุ ิวัดไปโดยจําเลยไม่ทราบว่าเปน็ ของใครและไม่ทราบว่า เจา้ ของยงั ตดิ ตามหาอยู่หรอื ไม่
จาํ เลยเอาเปน็ ประโยชน์ของตนเสียโดยเจตนาทุจรติ ตอ้ งมคี วามผิดฐานเก็บทรัพย์ที่หายแล้ว
เบียดบังเอาเปน็ ของคนอันเปน็ ความผดิ ฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
วรรค 2 (อ้างฎกี าที่ 448/2488)
ฎีกาที่ 448/2488 จําเลยเกบ็ ของตกได้โดยไม่รู้วา่ เจ้าของกําลงั ติดตามอยู่และสถานทีๆ่
เก็บได้กเ็ ปน็ ถนนหลวง ดังนีจ้ ําเลยมีความผิดฐานยักยอกเก็บของตกไม่ใช่ลักทรัพย์
2.หากความจรงิ เปน็ ทรัพย์สินหาย แตผ่ กู้ ระทําเข้าใจว่าเจ้าของยังตดิ ตามหา ก็ต้อง
ลงโทษตามความเปน็ จริง เพราะเป็นคุณมากกว่า
7.คําพิพากษาฎีกาทีไ่ ม่ถือวา่ ของที่ตกเปน็ ทรัพย์สินหาย
ฎีกาที่ 1363/2503 รถทหารคว่าํ ทาํ ให้ปืนทหารตกน้ํา 1 กระบอก ทหารงมหา 2 คร้ังไม่
พบ จึงไปแจ้งความที่อาํ เภอ ตอ่ มาตอนคา่ํ วนั เดียวกันน้ันเอง จาํ เลยไปงมเอาปืนนน้ั มาขายเสีย
แสดงวา่ จําเลยรู้หรอื ควรรู้ว่ารถทหารควํ่าปืนจมนาํ้ อยู่ แล้วถือโอกาสตอนปลอดผคู้ นไปงมเอา
ปืนที่อยู่ในระหว่างเจา้ ของกาํ ลังติดตามเพื่อเอาคนื จึงผดิ ฐานลกั ทรัพย์
8.คาํ พิพากษาฎีกาทีถ่ ือวา่ เปน็ ทรพั ย์สินหาย
ฎีกาที่ 324/2491 เจ้าทรัพย์นง่ั รถ 3 ล้อของจําเลยแล้วลมื ผ้าขาวม้าไว้ในรถ 3 ล้อนน้ั
จาํ เลยเก็บผา้ ของกลางน้ันไว้ โดยไม่ทราบว่าเปน็ ของผู้ใด และไม่ทราบว่าเจ้าของทําหลงลมื ไว้
แตเ่ มือ่ ใดดงั นี้ เป็นเร่อื งเก็บของตกของหายตามมาตรา 318 หาใช่เรอ่ื งลักทรพั ย์ไม่ เมื่อโจทก์
ฟ้องหาว่าจาํ เลยลกั ทรัพย์ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจาํ เลยไม่ได้
ข้อสังเกต ศาสตราจารย์จติ ติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายว่าของทีว่ างลืมไว้ในยวดยาน
สาธารณะในเบอื้ งตน้ คงตอ้ งถือวา่ ไม่ใช่ทรพั ย์สนิ หาย คือ ต้องพิจารณาว่าถึงขนาดที่
ยานพาหนะนั้นเคลื่อนที่สับสนไปจนไม่รวู้ ่าเปน็ คนั ไหนที่ของตกหาย ก็คงต้องถือว่าไม่สามารถ
ติดตามเอาได้ กล่าวคือ ต้องไม่ใช่เหตุที่มาขัดขวางเพียงช่วั คราว
9.หากผู้ที่ครอบครอง “ทรัพย์สินหาย ” มใิ ช่ผู้เก็บได้ แล้วยกั ยอกทรพั ย์น้ัน มีความผิด
ตามมาตรา 352 วรรคแรก มใิ ช่วรรคสอง
ฎีกาที่ 775/2506 นาฬิกาขอ้ มอื ของผู้เสียหายตกหายโดยผู้เสียหายไม่ทราบว่าตกหาย
ณ ทีใ่ ด ในวนั เดียวกนั นั้นเอง บุตรจาํ เลยเก็บนาฬิกาดังกล่าวได้แลว้ นาํ ไปมอบแก่จาํ เลย ซึง่ เป็น
มารดาเกบ็ ไว้วนั รงุ่ ข้ึนผู้เสียหายทราบจงึ ไปขอนาฬิกาคืนจากจาํ เลยจาํ เลยได้เอานาฬิกาซึง่ มใิ ช่
ของผู้เสียหายมาให้ดู และยืนยันว่าเปน็ นาฬิกาทีบ่ ตุ รจําเลยเก็บได้ไม่ยอมคืนนาฬิกาของ
ผเู้ สียหายให้ดังน้กี ารกระทําของจําเลยย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352
วรรคแรก
เนื่องจากหลักเกณฑก์ ารยักยอกทรัพย์สินหาย
1.ของนน้ั ต้องเป็น “ทรัพย์สินหาย”
2.มีผู้ “เก็บได้”
3.การ “เกบ็ ได้” คือการเข้าครอบครองทรัพย์สนิ หาย
4.ผเู้ กบ็ ได้ซึง่ ครอบครองทรพั ย์สินหายอยู่นน้ั “เบียดบัง” ทรัพย์นน้ั เป็นของตนหรอื ของ
บุคคลทีส่ ามโดยทจุ รติ
5. การ “เบียดบัง” ดงั กล่าวอาจจะกระทําในทนั ทีที่เกบ็ ได้ หรอื ภายหลงั จากการเกบ็ ได้
แล้วช่วั ขณะ
ข้อเทจ็ จริงตามฎกี านี้ จําเลยมิได้เป็นผู้เก็บได้
ฎีกาที่ 47/2483 จําเลยพดู กับเด็กที่เกบ็ แหวนตกได้ว่า จะนําแหวนทีเ่ กบ็ ได้นน้ั ไปให้พ่อ
แมเ่ ดก็ แล้วจําเลยเบียดบังเอาเสียเองเม่อื ถูกทวงจําเลยก็ว่าเป็นแหวนไม่ดนี ้ัน เป็นผิดฐาน
ยักยอก ผเู้ กบ็ ของตกได้ย่อมมีสทิ ธิ์ดีกว่าว่าบุคคลอืน่ เว้นแต่เจา้ ของอนั แท้จริงฉะน้ันผเู้ กบ็
ของตกได้จงึ มสี ิทธิ์มอบคดีให้เจ้าพนกั งานฟ้องร้องจาํ เลยผยู้ กั ยอกของนน้ั ไปอีกทอดหน่งึ ได้
ทรพั ย์น้ันได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทําความผิด
เพราะผอู้ ื่นส่งมอบใหโ้ ดยสําคญั ผิดดว้ ยประการใด มาตรา 352 วรรคสอง
1.ตัวอย่าง
ฎีกาที่ 2544/2529 จําเลยเขียนเชค็ ส่งั จา่ ยเงนิ 10,000 บาทโดยเขียนจาํ นวนเงินดว้ ย
อกั ษรว่า 'หนง่ึ หม่นื บาท' แตจ่ าํ นวนเงินที่เขียนด้วยตัวเลขได้ใส่เครือ่ งหมายจุลภาคผดิ ตาํ แหนง่
โดยใส่ไว้หลงั เลขศูนย์ตัวทีส่ องนบั จากเลข 1 (คือเขียน 100 ,00) แล้วนาํ มาขอเบิกเงินจาก
ธนาคารพนักงานธนาคารสําคญั ผิดว่าจาํ เลยขอเบิกเงิน 100,000 บาทจงึ จ่ายเงนิ ให้จาํ เลย
100,000 บาทถือได้ว่าเงินจํานวน 90,000 บาทเป็นเงินทีส่ ง่ มอบใหอ้ ยู่ในความครอบครองของ
จําเลยโดยสาํ คญั ผิดไปแมจ้ ะด้วยการใดก็ตามเมือ่ จําเลยเบียดบงั เอาเป็นของตนการกระทําของ
จาํ เลยจงึ เป็นความผดิ ตามมาตรา 352 วรรคสอง
ฎีกาที่ 703/2539 พนักงานของโจทก์รว่ มส่งมอบเงนิ ให้แก่จาํ เลยที่นําเชค็ มาเบิกเงิน
เกินจํานวนไปเนื่องจากมิได้ดูจํานวนเงินในเช็คให้รอบคอบ คอื สง่ั จายเงนิ จาํ นวน 63 ,263 แต่
เผอเรอจา่ ยเงนิ จาํ นวน 103 ,263 บาท ถือวา่ เป็นการสง่ มอบเงินจํานวน 40 ,000 บาท ให้โดย
สาํ คญั ผดิ ไป เมอ่ื จําเลยเบียดบงั เอาเป็นของตนจึงเป็นความผิดฐานยกั ยอก
ฎีกาที่ 2135/2539 เจ้าหนา้ ทีข่ องธนาคารผเู้ สียหายได้นําเงนิ ฝากจาํ นวน 60,000 บาท
ของลูกค้ารายอืน่ เข้าบัญชขี องจาํ เลยโดยผิดพลาด ปรากฏว่าจาํ เลยประกอบกิจการตดั เย็บ
เสื้อผ้าซึ่งเปน็ กิจการเล็กๆมีเงินทนุ หมนุ เวียนเข้าออกบญั ชจี ํานวนเล็กน้อยสามารถตรวจสอบ
และรู้ถึงการนาํ เงินเขา้ ออกบญั ชไี ด้โดยงา่ ย จึงฟงั ได้ว่าจําเลยรู้วา่ มีการนําเงินของผอู้ ื่นเข้าบัญชี
ของจาํ เลยโดยผิดพลาดการที่จําเลยออกเชค็ สั่งจา่ ยเงนิ ดังกล่าวออกไปจากบัญชขี องจาํ เลย
เปน็ การเบียดบังเอาเงินนั้นไปโดยทจุ รติ จึงเปน็ ความผิดฐานยกั ยอกตามมาตรา 352 วรรคสอง
ฎีกาที่ 4442/2540 พนกั งานของธนาคารโจทก์ร่วมรับฝากเงนิ จากบริษัท ท. จาํ นวน
2,132,770 บาท เพือ่ โอนเข้าบัญชอี อมทรัพย์ของบริษัท ท.แตพ่ นกั งานของโจทก์รว่ มป้อนขอ้ มลู
เข้าเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ผิดพลาดไปเป็นเลขที่บัญชีออมทรพั ย์ของจําเลยที่ธนาคารโจทก์ร่วม
สํานกั งานใหญ่ ตอ่ มาเมื่อจาํ เลยนําเงินฝากเข้าบญั ชใี นวนั ดงั กล่าวจึงทราบว่ามีเงินมาเข้าบัญชี
ของจาํ เลยโดยการผิดพลาด จากนั้นจําเลยได้ถอนเงินจาํ นวนดงั กล่าวในบัญชีของจาํ เลยไปจาก
ธนาคารของโจทก์รว่ มสาํ นักงานใหญ่ โดยการปิดบัญชี การทีจ่ าํ เลยได้ถอนเงินที่เข้าบญั ชี
ผดิ พลาดน้ันออกไปตั้งแตใ่ นขณะทีโ่ จทก์ร่วมก็ยังไม่ทราบว่าเงินจํานวนน้ันไมใ่ ช่เป็นเงนิ ของ
จาํ เลยกต็ ามแม้จําเลยจะเปน็ ฝ่ายทราบแตเ่ พียงฝา่ ยเดียวโดยโจทก์รว่ มยงั ไม่ทราบว่าเงินจาํ นวน
2,132,770 บาท นนั้ เข้าบญั ชขี องจําเลยผดิ พลาดกต็ าม แตเ่ มือ่ จําเลยมีเจตนาทจุ รติ ถอนเงนิ
ดงั กล่าวไป และโจทก์รว่ มได้มอบเงินใหแ้ ก่จําเลยไปแล้วเช่นน้ี กรณีถือได้ว่าเงินจาํ นวน
2,132,770 บาท นนั้ ได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของจําเลยเพราะโจทก์ร่วมได้ส่งมอบให้
โดยสาํ คญั ผิด การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ เปน็ ความผดิ ตามมาตรา 352 วรรคสอง
2.ความสาํ คัญผิดในมลู เหตุ
ต้องถือว่าไม่ใช่การสาํ คัญผิดในการส่งมอบ เชน่
ก. นายแดงส่งมอบทรัพย์ทีข่ ายใหแ้ ก่นายขาวโดยสําคัญผดิ ว่านายขาวชาํ ระราคาแล้ว
ข. นายดําส่งมอบธนบัตรใบละ 1,000 บาทให้นายเขียว เพราะสําคัญผดิ ว่าตนตดิ หน้ีอยู่
1,000 บาท แต่จริงๆ แล้วเป็นหน้ีอยู่เพียง 100 บาท
เชน่ นี้ เปน็ การสําคัญผิดในมูลเหตุ แต่ผู้สง่ มอบการครอบครองนนั้ ไม่สาํ คญั ผิดในตัว
ทรพั ย์ทีส่ ง่ มอบให้
3. การส่งมอบการครอบครองอาจเกิดจากการหลอกหรอื ไม่หลอกก็ได้
เชน่ แดงส่งมอบของใหด้ าํ โดยเข้าใจว่าดําคอื ขาว หรือขณะที่แดงหาขาวเพื่อจะส่งมอบ
ของให้ แดงถามดาํ ว่ารู้จักขาวหรอื ไม่ ดําหลอกแดงว่าตนคือขาว แดงหลงชือ่ จึงส่งมอบของให้
เชน่ นี้ หากดาํ เบียดบงั เอาทรพั ย์นั้นโดยทุจรติ ก็เปน็ กรณีตามมาตรา 352 วรรคสอง
4.หลอกเอากรรมสิทธิ์ หลอกเอาการครอบครอง หลอกใหม้ ีการส่งมอบทรพั ย์โดย
สําคญั ผดิ
หลอกเอากรรมสิทธิ์ เป็นการ “ได้ไป” ซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง เปน็ ฉ้อโกง
หลอกเอาการครอบครอง เป็นฉ้อโกงไม่ได้เพราะไม่ “ได้ไป ” กล่าวคือไม่ได้
“กรรมสิทธิ์” แต่เป็นการลกั ทรัพย์เพราะเป็นการแย่งการครอบครอง เพราะผคู้ รอบครองมไิ ด้
เต็มใจส่งมอบการครอบครอง แตท่ ีม่ อบให้เพราะถกู หลอก จงึ ถือวา่ สมัครใจส่งมอบการ
ครอบครองให้ไม่ได้
หลอกใหส้ ่งมอบทรพั ย์ใหโ้ ดยสําคัญผิด แล้วเบียดบงั ทรพั ย์นน้ั ไปโดยทุจรติ เปน็
ความผิดตามมาตรา 352 วรรคสอง
*** ทั้งนี้ ตอ้ งถือวา่ กรณีความผิดตามมาตรา 352 วรรคสอง เปน็ ข้อยกเว้นฉ้อโกง
ตามมาตรา 341 และยกเว้นจากลักทรพั ย์ตามมาตรา 334***