The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanikanni2, 2023-07-04 03:23:07

วัฒนธรรมชองง

วัฒนธรรมชองง

วัฒนธรรมชอง


ค ำน ำ • ชาวชอง เป็ นชนเผ่าโบราณอีกเผ่าหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ ออสโตร-เอเชียติก ตระกูล มอญ- เขมร มีภาษาพูดของ ตนเองคือ ภาษาชอง แต่ไม่มีภาษาเขียน นับถือ ศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมประเพณีเป็ นเอกลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งอาจมีมา แต ่ ก ่ อนสมยัส ุ โขทยั สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การใช้ ตน ้ คล ุ ม ้ มาจกัสานสม ุ ก ชนาง เสว ี ยน ม ีประเพณ ี ผ ีโรงผ ี ห ิ ้ ง ท ามาหากินด้วยการหาของป่ า ล่าสัตว์ ท าไร่ ท านา และ ปลูกต้น กระวาน ซึ่งชาว อินเดีย และ อาหรับ ชอบมาก


สำรบัณ 1.ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ หน้า 1 2.วัฒนธรรมอาหารที่บอกเล่าวิถีชาวชอง รู้จักชอง หน้า2,2.1 3.ร่วมสืบสานวัฒนธรรม “ชอง” ชนพื้นเมืองจันทบุรี หน้า 3 4.การละเล่นชอง หน้า 4,4.1 5.การจักสาน หน้า 5,5.1,5.2


ข้อมูลพิพิธภัณฑ์ ศูนยก์ารเรียนรู้ฟ้ืนฟูภาษา-วฒันธรรมชอง หรือศูนยช์อง ต้งัอยู่ในตา บลคลองพลูอา เภอเขาคิชฌกูฏ จงัหวดัจนัทบุรีไดเ้ริ่มก่อต้งั และเปิ ดบริการเป็ นทางการเมื่อปี พ.ศ.2547 ระยะเวลาผ่านไป 1 ปี ชาวชองได้สังเกตและตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับ นิทรรศการในศูนยช์องไดร้ับความสนใจจากหน่วยงานการศึกษาในทอ้งถิ่นและมีการนา ไปใชจ้นมีความเสื่อมโทรม ประกอบ กบัคณะกรรมการมุ่งทา งานสวนผลไมเ้พื่อเล้ียงครอบครวัจึงไม่ค่อยมีเวลามาดูแลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกบัคณะกรรมการชอง เกิดการทอ้แทเ้หนื่อยลา้กบัการทา งานอนุรักษแ์ละฟ้ืนฟูภาษามานานหลายปีรวมท้งัยงัขาดผูท้ี่คอยบริหารจดัการศูนยช์องดว้ย ส่งผลให้ศูนยช์องไม่มีการดา เนินกิจกรรมและขาดความเคลื่อนไหวไม่มีชีวิตชีวา โครงการวิจยั“การพฒันาศูนยก์ารเรียนรู้ฟ้ืนฟู ภาษา-วัฒนธรรมชอง เป็ นแหล่งการเรียนรู้ชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วม” โดยมีคุณรุ่งเพ็ชร ผันผาย และคณะคนชองเป็ นทีมวิจัย มีวตัถุประสงคเ์พื่อศึกษาวิเคราะห์และพฒันาศูนยก์ารเรียนรู้ฟ้ืนฟูภาษา-วฒันธรรมชอง ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของชุมชน ท้งั ด้านภาษาและวัฒนธรรมชอง และกระบวนการให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดา เนินกิจกรรมศูนยก์ารเรียนรู้ฟ้ืนฟู ภาษา-วฒันธรรมชอง เพื่อสร้างความเขม้แข็งให้ชุมชนอย่างยงั่ยืน โดยใชพ้ ้ืนที่ศูนยก์ารเรียนรู้ชุมชนเป็นสถานที่ดา เนินการ ชาวชองทา งานวิจยัโดยใชก้ระบวนการมีส่วนร่วมของคนชองและคนในชุมชนท้งัตา บลตะเคียนทองและตา บลชองและจ าหน่าย ในรูปแบบสินคา้ที่ระลึกทางวฒันธรรมชองโดยเฉพาะผลิตภณัฑจ์ากคลุม้และคลา้พืชพ้ืนบา้นของชาวชอง น้า มนัสมุนไพรจาก หัวไพล พวงกุญแจลกูข่าง เส้ือภาษาชองเป็นตน้และกิจกรรมเพื่อฟ้ืนฟูประเพณีไหวบ้รรพบุรุษ ฟ้ืนฟูการละเล่นพ้ืนบา้น ฟ้ืนฟ


วัฒนธรรมอาหารที่บอกเล่าวิถีชาวชองร ้ ู จ ั กชอง อาหารพ้ืนบา้นชอง ตลอดจนการขยายเครือข่ายคนชองและเยาวชนในการผลิตหนงัสือภาษาชองการสร้างหลกัสูตรภาษาชอง อย่างง่ายๆ ส าหรับใช้สอนคนในชุมชนคลองพลูในทุกข้นัตอน ต้งัแต่การส ารวจความคิดเห็นและความตอ้งการเกี่ยวกบังานศูนย์ การเรียนรู้ฯ ก่อนจะด าเนินกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกบัศูนยฯ์การประชุมหาคณะกรรมการที่มาจากหมู่บา้นต่างๆ ท้งั 2 ต าบล และ แนวทางการบริหารจดัการศูนยก์ารเรียนรู้ฯ อย่างยงั่ยืน การรวบรวมขอ้มูลทางวฒันธรรมชองจากการบอกเลา่ของผูรู้้การเลา่สู่ กันฟังจากความทรงจ าและประสบการณ์จริง การเดินไปเก็บข้อมูลกิจกรรมจริงหรือลงไปเก็บขอ้มูลในพ้ืนที่จริงที่มีอยู่ในชุมชน ทอ้งถิ่นท้งั 2 ตา บลดว้ยเช่น เรื่องสมุนไพร สิ่งแวดลอ้ม ฯลฯ เพื่อนา มาเป็นขอ้มูลในการปรับปรุงหรือจดันิทรรศการในศูนย์ การเรียนรู้ฯ ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความต้องการของคนชอง ตลอดจนเป็ นข้อมูลในการจัดประชุมเพื่อท า กิจกรรมส่งเสริมอาชีพที่เกิดจากภูมิปัญญาคน ระยอง จันทบุรี และตราด แต่จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีชาวชองอาศัยอยู่มากกว่าจังหวัดอื่น ๆ โดยอาศัยอยู่หนาแน่นในเขตอําเภอ เขาคิชฌกูฏ โดยเฉพาะ 2 ตําบลทางตอนเหนือของอําเภอ คือ ตําบลตะเคียนทอง และตําบลคลองพลู ส่วนตําบลที่อยู่ทางตอน ใต้ คือ ตําบลพลวง และตําบลชากไทยมีประชากรชาวชอง เป็นชนเผ่าตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตะวันออกแนวเขาบรรทัดของ ประเทศไทย –กัมพูชา กระจัดกระจายอยู่บริเวณจังหวัดค่อนข้างเบาบางและตําบลทับไทรในอําเภอโป่งนํ้าร้อนนั้นมีประชากรที่ พูดภาษาชองเหลืออยู่น้อยมาก รวมไปถึงชาวชองที่บ้านคลองแสง บ้านด่านชุมพล บ้านปะเดา อําเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด แต่ ชื่อหมู่บ้านของสถานที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งในจังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง ชื่อหมู่บ้านในจังหวัดตราด ปรากฏร่องรอย ว่ามี ที่มาจากภาษาชองค่อนข้างชัดเจน จึงเป็นการชี้ชัดว่าชนที่พูดภาษาชองภาตะวันออกน่าจะมีการตั้งถิ่นฐานครอบคลุมพื้นที่ กว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขนบธรรมเนียมประเพณี คนชอง คนชองจะมีขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา เป็ นของตนเอง ชอง แปลว่า “คน” ปัจจุบันค า ๆ น้ีใชเ้ป็นท้งัชื่อเรียกกลุ่มชน ด้งัเดิม และเป็นชื่อของภาษาแต่ในหมู่คนชองเองน้นั ในเวลาที่ตอ้งการเนน้ความเป็นคนชองของตนกบัคนอื่นมกัจะ เรียกตนเองว่า “ช่ึมชอง” ซ่ึงแปลว่า “คนชองเชื่อกนัว่าเป็นคนพ้ืนเมืองด้งัเดิมของจนัทบุรีจากสภาพความเป็นอยอู่าชีพ สังคม วัฒนธรรมด้งัเดิมมีลกัษณะเป็นชาวป่า


การดํารงชีวิตชาวชอง เดิมชาวชองอาศยัอยใู่นป่า ดา รงชีวิตดว้ยการทา นา นอกจากน้นัยงัมีการเก็บของป่าไปขายในเมือง เช่น ไม้กันเกรา ยาง ชนัเครื่องเทศ หวาย นา มาแลกกบัสิ่งของเครื่องใชเ้ช่น เกลือยาฉุน หอม กระเทียม เป็ นต้น นอกจากน้ีมีการทา นา เป็น การทา เพื่อบริโภคพอกินเท่าน้นั ในการทา จะใชว้ิธีเอาแรงกนัต้งัแต่คราดนา เกี่ยวขา้ว นวดขา้วเอาขา้วข้ึนยงุ้แมแ้ต่การ สร้างบา้น ก็ใชว้ิธีการเอาแรงช่วยกนัสร้างโดยมีการเล้ียงอาหาร สุราสิ่งเหล่าน้ีจึงเกิดเป็นเรื่องราวของวถิชีาวชอง ที่ ความเป็ นอยู่ ชาวชองอยู่รวมกันเป็ นกลุ่มละประมาณ 20 – 30 ครอบครัวบ้านเรือนปลูกด้วยลักษณะง่าย ๆ วัฒนธรรมประเพณีเป็ นเอกลักษณ์ของตนเอง วัฒนธรรมชอง ชองแมจ้ะเป็นเพียงชนเผ่าเล็กแต่ไดม้ีพฒันาการทางวฒันธรรมของชาติพนัธุ์มาต้งัแต่ก่อนอาณาจกัร สยาม จากหลักฐานทางโบราณคดีและทางภาษาแสดงให้เห็นว่าพ้ืนที่ของภาคตะวนัออกตอนล่าง ชนเช้ือสายชองไดเ้ขา้ มาต้งัหลกัแหล่งมีวฒันธรรมประเพณีเป็นเอกลกัษณข์องตนเอง เช่นวฒันธรรมการเกิด การตายการแต่งงาน ความเชื่อ ในเรื่องผีบรรพบุรุษเป็ น ต้น ถึงแม้ว่าปัจจุบัน คน ชองมีจ านวนลดลงอย่างมากวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของคนชองเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงไป เลือนลางหายไปจากความทรงจ า กาลเวลาที่ผ่านไป ขนบประเพณี ประเพณีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชองที่เริ่มจะเลอืนลางและจางหายไปจากความทรงจา ประเพณีสงกรานต์ สืบสานชาติพันธุ์ -วันนี้ชาวบ้านตะเคียนทองได้ลุกขึ้นมาร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นเรื่องราววัฒนธรรมชองที่กําลังจะหายไป มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีเดิมของชนเผ่าตนไวให้กับมามีคุณค่าอีกครั้ง ผ่านกิจกรรม ประเพณีสงกรานต์ สืบสานชาติพันธุ์ กิน เล่น เป็นอยู่ เรียนรู้วิถีชอง


ร่วมสืบสานวัฒนธรรม “ชอง” ชนพื้นเมืองจันทบุรี ชาวชอง เป็นชนพ้ืนเมืองของชาวจงัหวดัจนัทบุรีมีวฒันธรรมและศิลปะการแสดงของบรรพบุรุษที่มีความเป็น เอกลักษณ์ของชุมชนมานานกว่า 50 ปีจึงอยากใหม้ีการจดัต้งัศูนยศ์ึกษาวฒันธรรมชอง เพื่อให้คนรุ่นหลงัไดส้ืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมสืบต่อไป ชอง ที่แปลว่า คน ชาวชอง เป็นชนพื้นเมือง ของชาวจังหวัดจันทบุรี ซึ่งอยู่ที่ บ้านจันตาแป๊ ะ หมู่ 5 ต.คลองพลู อ.เขาคิชกูฏ จ.จันทบุรี โดย มี คุณป้ารําแพน ศิลาปาน เป็นผู้นําชุมชนและยังเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมและศิลปะการแสดงของบรรพบุรุษที่มีความ เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนบ้านจันตาแป๊ ะมานานกว่า 50 ปี ป้ารําแพนได้กล่าวว่า อยากเผยแพร่วัฒนธรรมให้กับคนรุ่น ใหม่ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สําหรับชุมชน ปัญหาและความต้องการของคนในชุมชน คุณป้าร าแพน ศิลาปาน อยากให้ลูกหลานได้สานต่อศิลปวัฒนธรรมของชองจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้สูญหาย เพราะเคยท า มาหลายรุ่นแลว้แต่ยงัไม่เกิดผลสา เร็จจงึอยากให้มีการพฒันาไปในทางที่ดีข้ึน และอยากให้สถานที่แห่งน้ีเป็นศูนย์ เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวชอง เพื่อให้คนที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนที่นี่


กำรละเล่นชอง เล่นซ่อนหา หรือ โป้งแปะ "เล่นซ่อนหำ" หรือ "โป้งแปะ" เป็นหนึ่งในการละเล่นพื้นบ้านที่มีมาช้านาน และยังได้รับความนิยมอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะ กติกาง่าย แถมสนุก และต้องมีการกําหนดอาณาเขตเพื่อไม่ให้กว้างจนเกินไป จนถึงวันนี้ก็ยังมีเด็ก ๆ จับกลุ่มกันเล่นซ่อนหาให้เห็น กันอยู่ โดยกติกาก็คือ คนที่เป็น "ผู้หา" ต้องปิดตา และให้เพื่อน ๆ ไปหลบหาที่ซ่อน โดยอาจจะนับเลขก็ได้ ส่วน "ผู้ซ่อน" ใน สมัยก่อนจะต้องร้องว่า "ปิดตาไม่มิด สารพิษเข้าตา พ่อแม่ทํานาได้ข้าวเม็ดเดียว" แล้วแยกย้ายกันไปซ่อน เมื่อ "ผู้หา" คาดคะเนว่าทุกคนซ่อนตัวหมดแล้ว จะร้องถามว่า "เอาหรือยัง" ซึ่งเมื่อ "ผู้ซ่อน" ตอบว่า "เอาละ" "ผู้หา" ก็จะเปิด ตาและหาเพื่อน ๆ ตามจุดต่าง ๆ เมื่อหาพบจะพูดว่า "โป้ง..(ตามด้วยชื่อผู้ที่พบ)" ซึ่งสามารถ "โป้ง" คนที่เห็นในระยะไกลได้ จากนั้น "ผู้หา" จะหาไปเรื่อย ๆ จนครบ ผู้ที่ถูกหาพบคนแรกจะต้องเปลี่ยนมาเป็น "ผู้หา" แทน แต่หากใครซ่อนเก่ง "ผู้หา" หา อย่างไรก็ไม่เจอสักที "ผู้ซ่อน" คนที่ยังไม่ถูกพบสามารถเข้ามาแตะตัว "ผู้หา" พร้อมกับร้องว่า "แปะ" เพื่อให้ "ผู้หา" เป็นต่ออีกรอบหนึ่ง ได้ ประโยชน์จำกกำรเล่นซ่อนหำ ก็คือ ฝึ กให้เป็ นคนช่ำงสังเกต สำมำรถจับทิศทำงของเสียงได้รวมทั้งรู้จักประเมิน สถำนที่ซอ่นตัว จึงฝึกควำมรอบคอบได้อกีทำง นอกจำกนี้ยังทำ ให้ผู้เลน่สนุกสนำน อำรมณแ์จ่มใสเบิกบำนไปด้วย


เดินกะลา ดูจะเป็นการละเล่นพ้ืนบา้นที่หาดูไดไ้มบ่ ่อยนกัแต่หากเป็นสมยัก่อนจะเห็นเด็ก ๆ เดินกะลากนัทวั่ ไป โดยผูเ้ล่นจะตอ้งนา กะลามะพร้าว 2 อนัมาทา ความสะอาดแลว้เจาะรูตรงกลางร้อยเชือกให้แน่น เพอื่ป้องกนั ไม่ให้เชือกหลุดเวลาเดิน เวลาเดินให้ใชน้ ิ้ว หัวแม่เทา้กบันิ้วช้ีคีบเชือกเอาไว้แล้วเดิน หากมีเด็ก ๆ หลายคนอาจจัดแข่ง เดินกะลา ได้ด้วยการก าหนดเส้นชัยไว้ ใครเดินถึงก่อนก็ เป็ นผู้ชนะไป ประโยชน์ของการเดินกะลา ก็คือ ช่วยฝึ กการทรงตัว ความสมดุลของร่างกาย เพราะต้องระวังไม่ให้ตกกะลา ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกเจ็บเท้า แต่ถ้าฝึ กบ่อย ๆ จะชินและหายเจ็บไปเอง แถมยังทําให้ร่างกายแข็งแรง เพลิดเพลินอีกด้วย


การจักสาน 1 . ไผ่ โดยทั่วไปแล้ว ไม้ไผ่นั้นเป็นวัสดุในการจักสานที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตามากที่สุด เพราะนํามาใช้งานได้หลายอย่างและมีอยู่ทุกภาคใน ประเทศไทย ซึ่งไม้ไผ่นั้นยังแยกย่อยได้อีกหลายชนิด และแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะที่ต่างกันไปบ้าง อย่างเช่นไผ่ตง ที่มีลําต้นตรงและ ใหญ่ หรือไผ่ชาง ที่จะมีปล้องยาวและเนื้ออ่อน จะเหมาะกับการนํามาทําเครื่องจักสานได้เป็นอย่างดี โดยที่เห็นได้บ่อยก็จะมีทั้ง ตะกร้า กระจาด กระบุง ไปจนถึงสุ่มหรือกระชัง 2 . หวาย


หวายเป็นพนัธุ์ไมท้ ี่ข้ึนอยู่เป็นกอ มีใบเรียวยาวผิวเกล้ียง เน้ือเหนียวและยืดหยุ่นได้ดีกว่าวัสดุอื่น ๆ ท าให้สามารถจักหรือตอกเป็ นเส้น หรือแผ่นบาง ๆ ได้ง่ายการนา หวายไปทา เครื่องใช้จะมีต้งัแต่ตะกร้าหรือกระบุงที่จะใช้หวายเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้น ใหญ่อย่างโต๊ะหรือเกา้อ้ีที่จะมีการใช้หวายร่วมกับวสัดุอื่น ๆ อย่างไมไ้ผ่หรือใบตาล 3.กก วชัพืชน้า ที่จะออกดอกในฤดูฝน ซ่ึงนอกจะพบได้ทวั่ ไปตามหนองหรือริมบึงแลว้ก็มีการนา ต้นกกมาแต่งบ้านและสวนหย่อม รวมท้งั เป็ นอีกหนึ่งในวัสดุหลักของงานจักสานไทย เพราะด้วยล าต้นที่เหนียวและเรียวยาว จึงนา มาทา เป็นเครื่องใช้ได้หลากหลาย ท้งักระเชา้ กระสอบ หมวก หรือที่นิยมมากที่สุดก็คือการนา มาสานเป็นเสื่อนนั่เอง 4.ก้านมะพร้าว


อีกหนึ่งต้นไม้สารพัดประโยชน์ที่นํามาใช้งานได้แทบจะทุกส่วน โดยในงานจักสานก็ได้มีการนําก้านมะพร้าวหรือส่วนที่เป็นแกนใบมา ใช้เป็นวัสดุในการทําเครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างเช่น กระเช้า กระจาด ที่รองจานหรือเสวียนหม้อ ซึ่งส่วนที่นิยมใช้นั้นจะเป็นบริเวณยอดของ ต้นที่มีความนิ่ม เพราะเมื่อนํามาสานจะแข็งแรงและหักได้ยาก


บรรณานุกรม วันที่4 กรกฏาคม พ.ศ 2566 ที่มา https://www.museumthailand.com/th/ museum/Restoration-Learning-CenterLanguage-and-Culture-Cheong


Click to View FlipBook Version