การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการประยุกต์ใช้ภาระงานเป็นฐาน ( Task-based Learning) ที่เน้น ด้านสมรรถนะของผู้เรียน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อม เพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรี จันจิรา คงสาคร ครูช านาญการพิเศษ แผนกวิชา สามัญสัมพันธ์ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม อาชีวศึกษาจังหวัดราชบุรี สถาบันการอาชีวศึกษา ภาคกลาง 4 ส านักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ค กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการประยุกต์ใช้ ภาระงานเป็นฐาน ( Task-based Learning) ที่เน้นด้านสมรรถนะของผู้เรียน พร้อมกับเอกสาร ประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างานด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรีข้าพเจ้าขอขอบคุณหมวดวิชาภาษาอังกฤษ แผนกสามัญสัมพันธ์ นักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 แผนกวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ แผนกวิชาเคมี สิ่งทอ แผนกวิชาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม ที่ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ และนายสหรัฐ สีมานนท์ ผู้อ านวยการวิทยาลัย ที่ได้ให้ค าปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนและ แนวทางในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ท้ายนี้ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ที่ให้การอุปการะอบรมเลี้ยงดู ตลอดจน ส่งเสริมการศึกษา และให้ก าลังใจเป็นอย่างดี และขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุก ท่าน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้น ามาอ้างอิงในการท าวิจัย จนกระทั่งงานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยดี จันจิรา คงสาคร
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ค าอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 7 กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ (CEFR) 8 การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน 8 ค าจ ากัดความของภาระงาน 8 ประเภทของกิจกรรมเน้นภาระงาน 9 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน 10 การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน 12 การน าเสนองาน 13 ความหมายของการพูดน าเสนองาน 14 ขั้นตอนการเตรียมพูดน าเสนองาน 15 ภาษาเพื่อการพูดน าเสนองาน 17 เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ 21 ความพึงพอใจ 22 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 23 บทที่ 3 การด าเนินการศึกษาค้นคว้า 26 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 26 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 28 วิธีการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ 28 การเก็บรวบรวมข้อมูล 32 การวิเคราะห์ข้อมูล 35 ง
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 41 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 35 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 45 ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 41 บรรณานุกรม 42 ภาคผนวก 43 ประวัติผู้วิจัย
1 บทที่ 1 ที่มาและความส าคัญของปัญหา ในศตวรรษที่ 21 นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านข้อมูลข่าวสารถูกน ามาใช้อย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุดหรือสามารถใช้ได้ทั่วโลก โดยเทคโนโลยีใน ปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างมาก ส่งผลให้ภาษาอังกฤษเป็นเสมือนเครื่องมือส าคัญ ในการศึกษาหา ความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูล หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จากทั้งในและนอกประเทศ (Dolati & Mikaili, 2011; อารีรักษ์มีแจ้ง, ดุษฎีรุ่งรัตนกุล, นันทวัน ชุมตันติ, & อภิชัย รุ่งเรือง, 2554)นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษในปัจจุบันมีความส าคัญอย่างมากสาหรับประเทศไทยและประเทศ สมาชิกในประชาคม อาเซียน (ASEAN Community) เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการ ติดต่อสื่อสารและ ค้าขายระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความส าคัญและความจ าเป็น ของ ภาษาอังกฤษ จึงได้ก าหนดแผนพัฒนาการศึกษาโดยก าหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นสาระ การเรียนรู้ พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการเรียนรู้และมีการก าหนดมาตรฐานตัวชี้วัดความรู้ความสามารถใน การฟัง พูด อ่าน เขียนโดยก าหนดให้ผู้เรียนที่ผ่านการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องสามารถใช้ ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ประกอบอาชีพ และใช้ ภาษาต่างประเทศเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องราว และวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทย ไป ยังสมาคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาคุณภาพของเยาวชนให้มีความพร้อมด้านภาษาเพื่อ ก้าวสู่ การค้าเสรีสมาคมอาเซียนและเวทีโลกได้อย่างสง่างาม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2555) โดยทั่วไปแล้วการเรียนการสอน ในสถานศึกษา ที่สังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) มีการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ก าหนดให้วิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน รหัส 20000-1208 อยู่ในหลักสูตร มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทั้งนี้เนื่องจาก ภาษาต่างประเทศ และเป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างบุคคลในหลายประเทศ และในการ ประกอบอาชีพตลอดจน เพื่อให้สามารถนาประเทศไปสู่การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากอาชีวะมี ความร่วมมือกับ ต่างประเทศมากมายและเพื่อการผลิตและพัฒนาก าลังคนเข้าสู่สถานประกอบการ ซึ่งการมีความรู้ภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนมีมีความคิดกว้างไกล ติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติใน สถานการณ์ต่างๆได้ในชีวิตจริงและการประกอบอาชีพ และกระทรวงศึกษาธิการได้เห็นถึง ความส าคัญของการใช้ภาษาอังกฤษ จึงมีนโยบายให้จัดการเรียนการสอนการใช้ภาษาอังกฤษ โดยเป็น การจัดอย่างมีคุณภาพ และใช้ได้จริง และน าไปพัฒนาต่อยอดภาษาอังกฤษต่อไปได้อย่าง มีคุณภาพ ดังนั้นการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการพูดภาษาอังกฤษ จึงจ าเป็นใน ชีวิตประจ าวัน และการท างานเป็นอย่างมาก เนื่องจากการพูดเป็นสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจถึงสิ่งที่สื่อ ออกมา ไม่ว่าจะใน บริบท หรือแง่มุมใด เพราะไม่ว่าบุคคลใดก็สามารถเป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารได้โดยการพูดที่ คล่องแคล่วนั้นมาจากการฝึกฝน เรียนรู้จนเข้าใจในบริบทของทักษะการพูดจึงเรียบ เรียงออกมาเป็น
2 ข้อความหรือถ้อยคา ที่จะสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ แต่เนื่องจากการเรียนการสอน ใน ประเทศไทยเน้นแต่ ความถูกต้องของไวยากรณ์ผู้เรียนเรียนไปเพื่อสอบ เรียนจากการท่องจ า เมื่อ พบชาวต่างชาติก็จะไม่ กล้าพูดภาษาอังกฤษ หรือไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด เพราะกลัวการดูถูก สอดคล้องกับความเห็น ของ (เออร์, 1996; บราวน์, 1994) ที่กล่าวว่าสาเหตุที่ทา ให้ผู้เรียนที่เรียน ภาษาที่สองไม่ส าเร็จนั้นคือ ผู้เรียนเกิดความกังวลถึงการพูดผิด เรียบเรียงประโยคไม่ถูก และจะใช้ภาษาแม่ (Mother Language) ในขณะที่กาลังฝึกภาษาที่สองหรือภาษาเป้าหมาย (Target language) ในชั้นเรียน และ (กุลชนก ทิพ ฤาชา, 2550) ที่กล่าวว่าอุปสรรคของการพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษที่ส าคัญอย่าง หนึ่ง คือ นักเรียนไทยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ทาให้แทบจะไม่มีโอกาสพูด ภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากการเรียน ภาษาอังกฤษในห้องเรียน ซึ่งผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะ การพูดอย่างสม่ าเสมอ การเปิด โอกาสให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในสถานการณ์ที่คล้ายกันในชีวิตจริง จากความส าคัญของการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษดังกล่าว ท าให้ครูผู้สอนมีความ สนใจในการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารกับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดย ผู้วิจัยได้เลือกวิจัยกลุ่มประชากรนี้เนื่องจากผู้วิจัยมีความตระหนักได้ถึงปัญหา และต้องการ พัฒนา ความสามารถทางการสื่อสาร จึงใช้การเรียนรู้แบบแบบเน้นภาระงาน (Task-Based Learning) คือ การจัดการสอนที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาดังกล่าว เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้มี จุดเด่นดังนี้ 1) ผู้สอนสามารถเลือกเนื้อหาการเรียน จ าลองสถานการณ์ในชั้นเรียน และก าหนดชิ้นงาน ที่สอดคล้องกับชีวิตประจาวัน เพื่อส่งผลให้ผู้เรียนเห็นความส าคัญของสิ่งที่เรียนและท าให้เกิดแรงจูงใจ ในการเรียน 2) การสอนเรื่องหลักไวยากรณ์และการแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษาจะเกิดขึ้นหลังปฏิบัติ ชิ้นงานส าเร็จ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดความกังวลขณะปฏิบัติภาระงาน โดยการสอนหลักไวยากรณ์ในขั้น สุดท้ายมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความถูกต้องและความคล่องแคล่วทางภาษารวมทั้งสร้างความมั่นใจ 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ การสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยผู้สอนมีหน้าที่ให้ค าปรึกษาและสนับสนุนการเรียนรู้ 4) ส่งเสริมสนับสนุน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีเวลาเรียนรู้จากกันและกัน หรือคนเรียนเก่งช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อน กว่า (Brumfit, 1984; Ellis, 2003;Littlewood, 1981; Nunan, 2004; Prabhu, 1987; J. Willis, 1996) จากการค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานพบว่างานวิจัยส่วน ใหญ่จะมุ่งเน้นการพัฒนาด้านทักษะการพูดและการสื่อสาร เช่น การพัฒนาความสามารถทางการพูด ภาษาอังกฤษและทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา (นิลุบล จิตต์มั่น, 2547)การพัฒนาบทเรียน ภาษาอังกฤษที่ใช้กิจกรรมมุ่งปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียน ผู้ใหญ่ (ปิยธิดา วงศ์ไข่, 2547) การพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้กิจกรรมแบบ เน้นงานปฏิบัติของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (สุพัตรา กองทรัพย์, 2550) การใช้กิจกรรมมุ่ง ปฏิบัติงานที่เน้นประสบการณ์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและความเชื่อมั่นใน ตนเองของนักศึกษาวิชาการบัญชีและการท่องเที่ยว (ไชยยันต์ โตเทศ, 2551) การบูรณาการกิจกรรม มุ่งปฏิบัติงานกับกลวิธีเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษและความ เชื่อมั่นในตนเองของนักเรียนระดับก้าวหน้า (สุกานดา ญาติพร้อม, 2551) การพัฒนาความสามารถ ทางการฟัง พูดภาษาอังกฤษและความเชื่อมั่นในตนเอง โดยการเรียนแบบเน้นภาระงานด้านการ
3 ท่องเที่ยวของนักเรียนระดับก้าวหน้า (นนทพัทธ์ เมืองยศ, 2552) การส่งเสริมความสามารถในการพูด ภาษาอังกฤษและแรงจูงใจของผู้เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนที่เน้นภาระงานด้านการท่องเที่ยว (สุปรียา เตจ๊ะตา, 2552)การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารที่เน้นการใช้กิจกรรมภาระงานเพื่อการสื่อสาร (วัชราภรณ์ หนูหล่า, 2553)การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการบัญชีโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ เน้นภาระงานเพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร (ทัศนีย์ ธราพร, 2556) การพัฒนาการฟัง พูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้กิจกรรมการเรียนแบบเน้นภาระงาน (สราลี ทองแย้ม ,2556) แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นมิได้มุ่งเน้นพัฒนาความสามารถการพูดนาเสนอ ภาษาอังกฤษ รวมทั้งยังไม่มีงานวิจัยในประเทศไทยที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ เน้นภาระงานเพื่อ พัฒนาความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่ความสามารถนี้มีประโยชน์ต่อผู้เรียนทั้งใน ด้านการเรียน การทางาน และการใช้ชีวิตหลังจบการศึกษา จากการจัดการเรียนการสอนของข้าพเจ้า ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รายวิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ของนักเรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาวิชา เทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่มและสาขาเคมีสิ่งทอ ที่ผ่านมา พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มีผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการ สื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ต่ า ผู้เรียนไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้จากสื่อสารภาษาอังกฤษใน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในส่วนของศัพท์เทคนิคเฉพาะทางและบทสนทนาที่มีความจ าเป็นส าหรับ นักเรียนได้น าไปใช้ในการท างานในสถานประกอบการด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งมีความจ าเป็นที่ จะต้องให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง ซึ่งเอกสารหรือต าราเฉพาะทางด้าน สิ่งทอที่เป็นภาษาอังกฤษ ยังไม่มีผู้ใดได้จัดท าเอกสารหรือต าราที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียนที่ต้อง เตรียมความพร้อมก่อนออกไปสู่ตลาดแรงงานด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ดังนั้น ในฐานะครูผู้สอนในรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน ข้าพเจ้าจึงได้พัฒนาเอกสารประกอบการสอนเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ด้าน อุตสาหกรรมสิ่งทอ ส าหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา เทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่มและ สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ วิทยาลัยเทคนิคโพธารามเพื่อ เป็นเอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอนที่สามารถให้ผู้เรียนได้ศึกษาในรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างานในด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอและเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการ สื่อสารภาษาอังกฤษให้สูงขึ้นต่อไป จากสภาพปัญหาดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงต้องการที่จะริเริ่มพัฒนารูปแบบการ จัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นภาระงาน (Task-based Learning) เป็นการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาและได้เรียนรู้ภาษาในสถานการณ์จริง โดยการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติภาระงานตามที่ได้รับมอบหมายและได้ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภาระงาน เน้น ความหมายในการสื่อสาร (Meaning) มากกว่ารูปแบบภาษา(Form) ซึ่งมีขั้นตอนการเรียนการสอนไว้ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นเตรียมปฏิบัติงาน (Pre-task) เป็นขั้นตอนเตรียมตัวผู้เรียนในการปฏิบัติงาน ขั้น ระหว่างปฏิบัติงาน (During-task) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภาระ งาน และขั้นสุดท้าย คือ ขั้นหลังปฏิบัติภาระงาน (Post-task) เป็นขั้นที่ผู้เรียนต้องรายงานผลการ ปฏิบัติภาระงานของตนเองหรือของกลุ่มตนเอง นอกจากการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานที่จะ
4 พัฒนาด้านภาษาของผู้เรียน ส าหรับนักเรียนที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน 20000-1208 เกิดสมรรถนะที่ส าคัญ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นและผู้เรียนมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยการประยุกต์ใช้ภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) ที่เน้นด้าน สมรรถนะของผู้เรียน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้ได้มีการใช้ภาษาอังกฤษ เพื ่อการสื ่อสารอย ่างมีประสิทธิภาพและส ่งผลให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตนเองให้กลายเป็น แรงงานที่มีคุณภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต ่างประเทศ ต่อไปในอนาคตข้างหน้า วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้ภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning 2. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อผลการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการ สอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ สมมติฐานของการวิจัย 1. รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื ่อการสื ่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับพร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อผลการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการสอนทักษะการ พูดภาษาอังกฤษเพื ่อการสื ่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ อยู่ในระดับ มาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก ่นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 จ านวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ และสาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
5 2. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัว แป ร ต้น ( Independent Variables) คือรูป แบบ ก า ร ส อนทักษ ะ ก า ร พูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับพร้อมกับเอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มีดังนี้ ปฏิบัติเกี่ยวกับการฟัง-ดู พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับการสมัคร งานและการปฏิบัติงานอาชีพ การอ่านประกาศรับสมัครงาน การเขียนจดหมายสมัครงานและ ประวัติย่อผ่านระบบออนไลน์ การกรอกแบบฟอร์มใบสมัครงาน การสมัครงานออนไลน์ การ สัมภาษณ์งาน ค าศัพท์ ส านวนประโยคที่ใช้ในการปฏิบัติงาน การสนทนาตามสถานการณ์ใน ก า รปฏิบัติง านอาชีพและทักษะก า รสื ่อส า รด้านอุตสาหกร รมสิ ่งทอ ก า รใช้เทคโนโลยี สารสนเทศพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื ่อการสมัครงานและการปฏิบัติงานอาชีพ โดยมี เนื้อหาสาระดังนี้ 1.Jobs 2. Job Vacancies 3. Resume 4.Letters of Application 5.Job Applications 6. Applying for a Job Online 7. Job Interview 8. Type of fabric 4. ขอบเขตด้านระยะเวลาในการศึกษาวิจัย ระยะเวลาของแผนการด าเนินการวิจัย โดยจัดการเรียนการสอนใช้รูปแบบการ สอนทักษะก า รพูดภ าษ าอังกฤษเพื ่อก า รสื ่อส า รแบบเน้นภ า ร ะง าน พร้อมกับเอกส า ร ประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่ง ทอ 20000-1208 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนกับ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ และสาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 รวม ทั้งสิ้น 18 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ…2…..ชั่วโมง
6 กรอบแนวความคิดในการวิจัย แนวคิดเกี่ยวกับการวิจัยรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ เน้นภาระงาน (Task-based Learning) พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ 20000-1208 ภาพที่1 กรอบแนวคิดการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้ที่ใช้ภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) หมายถึง การเรียน การสอนโดยใช้ภาระงานน าไปสู่การเรียนรู้ภาษาเป้าหมาย และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง เพื่อ พัฒนาทักษะการสื่อความหมายมากกว่าความรู้ด้านไวยากรณ์ซึ่งมีขั้นตอนการสอน 4 ขั้นตอน คือ ขั้น ที่ 1 ขั้นอธิบายจุดประสงค์ในการปฏิบัติภาระงาน (Listing Task Objectives) ขั้นที่ 2 ปฏิบัติภาระ งาน (Observing and assisting students during the task) ขั้นที่ 3 ตรวจสอบความเข้าใจของ ผู้เรียน (Verifying student comprehension) และ ขั้นที่ 4 ประเมินชิ้นงานสุดท้ายของผู้เรียน (Evaluating final student output) และขั้นที่ 5 ขั้นน าเสนอชิ้นงาน/ภาระงาน 2. การน าเสนอ (Presentation) Presentation) Presentation) เป็นวิธีการหรือเครื่องมือ ในการติดต่อสื่อสาร ด้วยการถ่ายทอดข้อมูล แผนงาน โครงการ ข้อเสนอ จากผู้น าเสนอผลงานไปสู่ผู้ พิจารณาผลงาน หรือจากผู้น าเสนอไปสู่บุคคล กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ให้บุคคล กลุ่มเป้าหมายหรือผู้รับสาร เห็นด้วย คล้อยตาม สนับสนุนให้ด าเนินการ 3. ความพึงพอใจ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการท าแบบสอบถามความพึงพอใจด้าน ทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ภาระงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถการพูด น าเสนอ ภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ ระดับ พึงพอใจมากที่สุดจนถึงระดับพึงพอใจน้อยที่สุด รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารแบบเน้นภาระงาน (Task-based Learning) พร้อมกับเอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ 1. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระ งาน (Task-based Learning) ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อม เพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรม สิ่งทอ 20000-1208
7 4. นักเรียน หมายถึง ผู้ที่ก าลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ประโยชน์ที่ได้รับ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้รับประโยชน์ดังนี้ 1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ภาระงานเป็นฐานที่มีประสิทธิภาพด้านการพัฒนา ความสามารถการพูดภาษาอังกฤษ และเป็นประโยชน์ต่อการสอนภาษาอังกฤษ 2. เพื่อเป็นแนวทางส าหรับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษที่ต้องการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ เน้นภาระงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาความสามารถการพูดภาษาอังกฤษหรือทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 3. เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ภาระงานเป็นฐาน
7 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1โดยใช้การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Team-Based Learning)” ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1) ค าอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการ ท างาน (20000-1208) 2) กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ (CEFR) 3) การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นภาระงาน4) ความพึงพอใจ 6) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ค าอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 30000-1201 2. กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ (CEFR) 3. การจัดการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน 3.1 ค าจ ากัดความของทีมเป็นฐาน 3.2 ประเภทของกิจกรรมที่เน้นทีมเป็นฐาน 3.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน 3.4 การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน 4. การพูดการสื่อสาร 4.1 ความหมายของการพูดเพื่อการสื่อสาร 4.2 ขั้นตอนการเตรียมพูด 4.3 ภาษาเพื่อการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ 4.4 เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ 5. ความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ค ำอธิบำยรำยวิชำภำษำอังกฤษเพื่อกำรสื่อสำร ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวันการสอบถามและให้ข้อมูลบุคคล สถานที่ เวลา และสภาพอากาศ การสนทนาทาง โทรศัพท์ การอ่านข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ การเขียนข้อมูลบุคคล บันทึก และข้อความ บนสื่อสังคมออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ในชีวิตประจ าวัน 2. กรอบมำตรฐำนควำมสำมำรถภำษำอังกฤษ (CEFR) กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ ( CEFR) คือ การก าหนดมาตรฐาน ความสามารถทางภาษาอังกฤษของประชากรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เพื่อให้สถานศึกษา ในแต่ละประเทศออกแบบหลักสูตรการสอนวิชาภาษาอังกฤษ เพื่อให้ประชากรของประเทศนั้น ๆ สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรม รวมทั้งสามารถดาเนิน ธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษด้านความสามารถ
8 การพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ กรอบมาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษ CEFR ในระดับ B1 คือ ระดับความรู้พื้นฐาน ของผู้เรียนที่เพิ่งจบการศึกษาในอาชีวศึกษา และความรู้ระดับ B2 คือระดับ ความรู้ที่รายวิชา ภาษาอังกฤษอินเตอร์เน็ตคาดหวังไว้หลังผู้เรียนได้รับการศึกษารายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208โดยข้อมูลจากสถาบันภาษาอังกฤษ กรอบมาตรฐาน ความสามารถภาษาอังกฤษ CEFR ด้านความสามารถการพูดนาเสนอ ภาษาอังกฤษในระดับ B1, B1+ และ B2 ระบุไว้ว่า ผู้เรียนสามารถพูดนาเสนอผลงานที่ได้เตรียม ล่วงหน้าอย่างถูกขั้นตอน ชัดเจน ยกตัวอย่างประกอบอย่างเหมาะสม และตอบค าถามได้ถูกต้อง 3. กำรเรียนกำรสอนที่ใช้กำรเรียนรู้แบบทีมเป็นฐำน การเรียนการสอนที่ใช้การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Team-Based Learning) เป็นรูปแบบ การสอนหนึ่ง ที่ได้คิดค้นและพัฒนาของนักการศึกษาชาวอเมริกา คือ แลรี เค ไมเคิลเชน (Larry K. Michaelsen) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการร่วมมือ มีการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ ผ่านการ ท างานร่วมกันเป็นทีมขนาดเล็กตามความแตกต่างระหว่างผู้เรียน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนภายในทีม ต่างคนมีหน้าที่รับผิดชอบและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งพัฒนาการระหว่างบุคคลและของทีมถือเป็นการ พัฒนาผู้เรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ว่า ในการศึกษานั้นต้องพัฒนาทุก ด้านของคนให้เป็นคนดีคนเก่งและมีความสุข นอกจากนี้การจัดการศึกษาต้องเน้นให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองและพัฒนาตนเองได้ จากกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเนื้อหาและกิจกรรมที่ สอดคล้องกับความสนใจซึ่งการเรียนโดยใช้ทีมเป็นฐาน จะให้ความส าคัญและมีเป้าหมาย ดังนี้ 1. ผู้เรียนต้องได้เรียนรู้ตามหลักของรายวิชานั้น 2. พัฒนาซึ่งความสามารถการคิด และการแก้ไขปัญหา 3. พัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 4. เน้นการท างานเป็นทีม และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 5. ส่งเสริมความสุขในการเรียนของผู้เรียน การเปลี่ยนแปลงจากวิธีเก่าไปสู่วิธีการเรียนแบบทีมนั้น มีหลักส าคัญ 4 ข้อ ดังนี้ 1. มีการจัดทีมอย่างเหมาะสม แบ่งทีมย่อยตามความสามารถ (Group Formation) การจัดทีมควรเป็นทีมที่ถาวร ในชั่วโมงแรกของการสอน โดย 1.1 การก าหนดคุณลักษณะครูและผู้เรียนที่มีผลกับการเรียนรู้ เช่น ทักษะด้าน ผู้น าการสืบค้น การคิดวิเคราะห์ การน าเสนอ 1.2 การจัดกลุ่มเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง การเลือกปฏิบัติโดยมีครูช่วยดูแล ผู้เรียนต้องเรียนรู้การท างานต่างความคิด หรือ มุมมอง ต่างวัฒนธรรม ครูจะใช้กระบวนการข้อมูล กลุ่ม เพื่อ ผสมผสานนักเรียนในวิถีที่ให้กลุ่มสร้างตนเองขึ้นมาเป็นทีม 1.3 กระจายคุณสมบัติของสมาชิกในทีมเพื่อกลุ่มท า หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากประสบการณ์ของนักเรียนอาจไม่เพียงพอ ครูจึงต้องเข้ามาตัดสินใจว่าจะจัดตั้งกลุ่มอย่างไร 1.4 ควรเป็นกลุ่มถาวรเพื่อ ให้เกิดการเรียนรู้ การแก้ปัญหา เกิดการพัฒนา ตามลา ดับ หรืออาจใช้เวลาตลอดภาคเรียน
9 2. ผู้เรียนต้องเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน รับผิดชอบงานรายบุคคลและงานกลุ่ม (Accountable) ครูมอบหมายงานที่ต้องศึกษาด้วยตนเองล่วงหน้า ก่อนเข้าทีมเพื่อเกิดการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. การมอบหมายงาน แบบฝึกหัดกลุ่มต้องส่งเสริมการเรียนการสอนและการพัฒนาทีม (Assignment Quality) โดยการให้งานที่มีความยากพอสมควร โดย 3.1 มอบหมายงานที่เน้นการเรียนรู้ในทีม 3.2 มอบหมายงานที่มีความยาก ซับซ้อน เพื่อส่งเสริมให้เกิดกระบวนการคิด และ ตัดสินใจภายในกลุ่ม โดยงานที่มอบหมายควรประกอบด้วยหลักการ 4 Ssคือ 3.2.1 เป็นปัญหาที่ส าคัญของหน่วยการเรียนนั้น (Significant Problem) 3.2.2 เป็นปัญหาเดียวกันในทุกๆทีม (Same problem) 3.2.3 เป็นปัญหาที่มีแนวทางแก้ปัญหาและทางเลือกที่เฉพาะ (Specific Choice) 3.2.4 มีการรายงานพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน (Simultaneous Reporting) 3.3 น าเสนอผลการเรียนรู้ โดยปากเปล่าหรือรายงาน ที่ใช้เวลาไม่มาก 3.4 จัดให้มีการอภิปรายระหว่างทีม 4. ผู้เรียนจะได้รับการโต้กลับ (feedback) อย่างทันเวลา และสม่ าเสมอ โดยต้อง ครอบคลุมประเด็นส าคัญ โดย 4.1 ผลจากการเรียนรู้ที่เกิดจากทีม 4.2 ข้อเสนอแนะ หรือ feedback ต้องเกิดขึ้นทันทีหลังกระบวนการกลุ่มทุก ครั้งและสม่ าเสมอ ตลอดกระบวนการเรียนรู้ ที่มีการติดตามพัฒนาการกลุ่ม โดยการประเมินผล การเรียนรู้ควรครอบคลุมสาระการเรียนรู้นั้นๆด้วย ตามเป้าหมาย จุดประสงค์รายวิชา ทักษะต่างๆ เช่น การท างานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ ฯ 3.1 รูปแบบกำรเรียนกำรสอนที่ใช้กำรเรียนรู้แบบทีมเป็นฐำน 1. ขั้นเตรียมความพร้อม (Preparation) การมอบหมายงานศึกษาด้วยตนเองล่วงหน้า เป็น การศึกษานอกห้องเรียน (Individual Study) 2. ขั้นทดสอบความรู้ (Readiness Assurance Process) กระบวนการในการ ทดสอบความรู้ที่ศึกษาก่อนเข้าชั้นเรียน 2.1 การท าแบบทดสอบก่อนเรียนรายบุคคล (Individual Test) เพื่อทดสอบและท า ให้เกิดความตื่นตัวต่อความพร้อมของผู้เรียนก่อนเข้ากลุ่ม ในช่วงแรกของการสอนคือ แบบวัดความ พร้อมรายบุคคล (Readiness Assurance Test หรือ RAT) 2.2 การท าแบบทดสอบเดิมเป็นทีม (Team Test) โดยนาแบบทดสอบเข้าไปหารือใน กลุ่ม เพื่ออภิปรายและได้คา ตอบที่ดีจากทีม ทา ให้เกิดการแลกเปลี่ยน เกิดการเรียนรู้แบบทีมเป็น ฐาน 2.3 การท า ให้เห็นคุณภาพการเรียนรู้ผ่านการเรียนรู้แบบทีม (Appeals process) มีการปรึกษาในทีม หาไม่สามารถตัดสินใจได้ ค าตอบยังไม่ชัดเจน สามารถเขียนที่มาและให้ครู ช่วย
10 2.4 การให้ข้อเสนอแนะของครู (Corrective Instruction) ได้ความคิดกลับมาจากครู (feedback) มีข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังขัดแย้งกันในกลุ่ม และเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ เหมาะสม โดยวิธีการที่เหมาะสม 3. ขั้นประยุกต์ใช้ (Application) ในขั้นนี้นักเรียนจะได้ค า ตอบ การแก้ไขปัญหาที่แตกต่าง กัน ครูจะมีการเปรียบเทียบค าตอบที่ได้จากแต่ละทีม พร้อมมีfeedback เพื่อแต่ละทีมสามารถ พัฒนาค า ตอบและนักเรียนมีการดูแลอย่างใกล้ชิด 4. ขั้น ประเมินผล (Assessment) ภายหลังการหาค า ตอบและแก้ไขปัญหาแล้ว พร้อมที่ จะเรียนรู้ในบทเรียนต่อไปแต่มีการใช้วิธีการเดิม โดยมีการประยุกต์ความรู้เดิม เทคนิค สื่อ วิธีการ ต่างๆ เพื่อมาใช้กับบทเรียนใหม่
11
12 แลรี เค ไมเคิลเชน และคนอื่นๆ (2004, น. 257) อธิบายล าดับของกิจกรรมในชั้นเรียนของการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมให้มีการน า ความรู้ของนักเรียนที่ได้รับใหม่มาใช้กับการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน ดังนี้ภาพ ภาพประกอบ 2 ล า ดับกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน ที่มา : แลรี เค ไมเคิลเชน และคนอื่นๆ (2004, p.257) ดังนั้นการเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน จะมีการแบ่งทีมย่อยตามทักษะและความสามารถและ เป็นทีมถาวร โดยผู้เรียนจะได้รับมอบหมายงานล่วงหน้า เพื่อศึกษาแบบเดี่ยวก่อนเข้ากลุ่ม เพื่อให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีม โดยจะเป็นปัญหาเดียวกันทุกกลุ่ม จากนั้นเป็นขั้นตอนการน าเสนอ และ ผู้เรียนจะได้รับการ Feedback อย่างทันเวลา ท าให้สามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิด การแก้ปัญหาในการทา งานแต่ละครั้ง ส่งเสริมการท า งานร่วมกันเป็นทีม โดยมีครูเป็นผู้อ านวยความ สะดวก และมีการให้ข้อเสนอแนะเพื่อน าทีมไปสู่เป้าหมาย 4) กำรพูดน ำเสนอ ทักษะการพูดเป็นทักษะส าคัญที่สุดในการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากเป็นทักษะที่ใช้ ติดต่อสื่อสารในชีวิตประจ าวัน ถ่ายทอดความคิดเห็น ความเข้าใจ ความรู้สึก และช่วยพัฒนา ความมั่นใจของผู้พูด โดยเฉพาะความสามารถการพูดน าเสนอเป็นความสามารถที่ส าคัญต่อผู้เรียน และการประกอบอาชีพของผู้เรียนในอนาคต 4.1) ความหมายของการพูดน าเสนอ (ประวีณ ณ นคร, 2542) การพูดน าเสนอเป็นการพูดเสนอเรื่องข้อมูล หรือความรู้ หรือความเห็น หรือความต้องการต่อผู้ฟัง (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2543) การพูดน าเสนอ คือ การพูดเพื่อให้ความรู้ ซึ่งเป็นการพูด เรื่องที่ ได้ตระเตรียมไว้ โดยมีการวิเคราะห์ผู้ฟัง ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ชัดเจน ค้นคว้ารวบรวมเนื้อหาที่จะ พูด จัด ระเบียบเรียบเรียงเรื่องที่จะพูด ซึ่งการนาเสนอส่วนมากมักจะใช้วิธีการพูดจากความเข้าใจ
13 ตามที่ได้ เตรียมไว้เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ และผู้พูดคาดหวังว่าเมื่อเสร็จสิ้นการ พูด หรือจบการพูดแบบนี้แล้ว ผู้ฟังจะได้เรียนรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน หรือมีความ เข้าใจ ในเรื่องที่พูดนั้นดียิ่งขึ้น (งามพริ้ง รุ่งโรจน์ดี, 2546) การพูดนาเสนอ คือ การพูดเพื่อให้ความรู้หรือการพูด เพื่อให้เนื้อหาสาระแก่ผู้ฟัง ส่วนผู้ฟังจะเชื่อถือหรือไม่ปฏิบัติตามผู้พูดหรือไม่นั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์ หลักของการพูดประเภทนี้ ดังนั้นผู้พูดจึงต้องเรียบเรียงเนื้อหาสาระให้เป็นขั้นตอน หรือเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและจ าได้ง่าย ต้องทบทวนประเด็นส าคัญเป็นระยะ ๆ แล้วสรุปในตอนท้าย และอาจจะใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยให้การพูดไม่จืดชืดและง่ายแก่การเข้าใจ (Grice & Skinner, 2004) การพูดนาเสนอ คือ การพูดที่ประกอบไปด้วยผู้พูด เพียงคนเดียว โดยผู้ฟังอาจมีจ านวนน้อยหรือมากก็ได้ การพูดประเภทนี้เป็นการพูดประเภทเสนอ ข้อมูลหรือเรื่องราว และผู้พูดสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้มากกว่าการพูดประเภทอื่น (นุชรัตน์ สิริประภาวรรณ , 2549) การพูดนาเสนอเป็นการถ่ายทอดความคิดใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีวัตถุประสงค์แน่ชัดให้ผู้ฟังเข้าใจภายในเวลาที่จ ากัด กล่าวโดยสรุปการพูด น าเสนอ คือ ความสามารถ การสื่อ สารที่จ าเป็นต่อการใช้ชีวิตประจ าวัน การท างาน และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการศึกษา และเป็นการพูดเพื่อถ่ายทอด ความรู้ ความคิดเห็น ข้อเท็จจริงของเรื่องที่จะพูด ภายในเวลาที่ก าหนด โดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด และเป็นการพูดเรื่องที่ได้ตระเตรียมไว้ โดยมีการ เลือกเรื่องที่จะพูด การวิเคราะห์ผู้ฟัง การค้นคว้า รวบรวมเนื้อหา การจัดระเบียบเรียบเรียงเรื่องที่จะ พูด และอาจใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยเสริมความ เข้าใจของผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและเรียนรู้เรื่องใหม่ที่ ได้ฟัง หรือมีความเข้าใจในเรื่องที่ได้ฟังดียิ่งขึ้น 4.2) ขั้นตอนการเตรียมพูดน าเสนอ การพูดน าเสนอเปรียบเสมือนการแสดง หากผู้พูดมีการเตรียมการพูดหรือมีการ ฝึกซ้อม อย่างดี ก็จะส่งผลให้การพูดครั้งนั้น ๆ ประสบความส าเร็จ ดังนั้นการเตรียมพูดนาเสนอ จึงมี ความส าคัญมาก และเป็นปัจจัยส าคัญในการบรรลุเป้าหมายการพูด 4.2.1) การเลือกเรื่องที่จะพูด การเลือกเรื่องที่จะพูด คือ ขั้นตอนแรกของการพูดและเปรียบเสมือนการ ก าหนดทิศทาง หรือการก าหนดจุดประสงค์การพูดครั้งนั้น ๆ (วิรัช ลภิรัตนกุล, 2543) ได้กล่าวถึงหลักการคิดก่อนตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะ พูดไว้ 3 ประการ ดังนี้ 1) ขั้นแรกให้ผู้พูดถามตนเองก่อนว่าท าไมถึงเลือกเรื่องนี้ 2) เมื่อได้คาตอบจากคาถามแรก ให้ถามตนเองต่อว่ามีความรู้เรื่องนั้นดีแล้ว หรือยัง และเรื่องที่จะพูดนี้กลุ่มผู้ฟังมีความรู้มากน้อยเพียงใด 3) เมื่อได้คาตอบจากข้อที่สอง ให้ถามตนเองต่อว่าจะใช้วิธีพูดแบบใดเพื่อ สื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างชัดเจน หรือให้ผู้ฟังยอมรับสิ่งที่จะพูด (Grice & Skinner, 2004) ขั้นตอนแรกของเตรียมตัวพูดการพูด คือ การ เลือกเรื่อง ที่จะพูด โดย Grice ได้กล่าวถึงขั้นตอนเลือกเรื่องที่จะพูดไว้ 6 ขั้น ดังนี้
14 1) การท ารายการ (listing) เกี่ยวกับหัวข้อที่ผู้พูดสนใจโดยไม่ตัดสินหรือ ประเมิน สิ่งนั้นล่วงหน้า โดยค านึงถึงเรื่องที่ผู้พูดสนใจ เรื่องที่ผู้ฟังสนใจ เรื่องตามเหตุการณ์ส าคัญของ ผู้พูด หรือเรื่องที่มีงานวิจัยรองรับ 2) เลือกเรื่องที่จะพูด 3) ก าหนดขอบเขตของเรื่องให้กระชับ โดยขอบเขตของเรื่องไม่กว้างเกินไป หรือแคบจนเกินไป 4) ก าหนดจุดประสงค์ของเรื่องที่จะพูด เช่น การพูดเพื่อบอกเล่า การพูด เพื่อชักชวน หรือการพูดเพื่อความสนุกสนาน 5) ระบุชื่อเรื่องที่จะพูด 6) ระบุจุดประสงค์หลักของเรื่องที่จะพูด กล่าวโดยสรุป การเลือกเรื่องที่จะพูดควรค านึงถึงความรู้ที่ผู้พูดมีต่อเรื่องที่จะน าเสนอ ความสนใจของผู้พูดและผู้ฟัง ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ พื้นฐานความรู้ของผู้ฟังในเรื่องที่จะนาเสนอ และขอบเขตของเนื้อหาที่จะน าเสนอ นอกจากนั้นผู้พูดสามารถควรก าหนดจุดประสงค์ของเรื่องที่จะ พูด ระบุชื่อเรื่องที่จะพูด และระบุจุดประสงค์หลักของเรื่องที่จะพูด เพื่อช่วยเตือนให้ผู้พูดนาเสนอ เรื่องได้ตรงประเด็นตามที่ผู้พูดต้องการ 4.3) ภาษาเพื่อการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ การพูดน าเสนอ คือ การพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิดเห็น หรือข้อเท็จจริงของ เรื่องที่จะพูด โดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและเรียนรู้ในสิ่งที่ได้ฟัง ดังนั้นการพูดนา เสนอ ภาษาอังกฤษ ผู้พูดควรมีความรู้เกี่ยวกับวลีและประโยคภาษาอังกฤษที่สนับสนุนการสื่อ ความหมาย ในการพูดน าเสนอเพื่อการสื่อความหมายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์การพูด (Grussendorf, 2007; Storz, 2002; เคธี่เมียวแดน et al., 2550; งามพริ้ง รุ่งโรจน์ดี, 2546) ได้กล่าวถึงวลีและประโยคภาษาอังกฤษที่สนับสนุนการสื่อความหมายในการพูดนา เสนอไว้ดังนี้ 1) บทน า 1.1) การต้อนรับผู้ฟัง - Good morning / afternoon, professor and friends. - Good morning / afternoon, ladies and gentlemen. - Hello/ Hi everyone. 1.2) การแนะนาตัวเอง - Let me introduce myself. I am ……(name)……. - Let me just start by introducing myself. My name is ..(name).. 1.3) การแนะน าหัวข้อที่จะน าเสนอ - What I would like to present to you today is ………………………….. - I am here today to present …………………………. - Today’s topic is …………………………….. - The topic/ subject of my presentation is ………………………………..
15 - In my presentation, I would like to report on ………………………… - In my talk, I will tell you about ……………………………. - Today I am going to talk about ……………………………… - I will be talking about …………………………….. - I plan to speak about …………………………….. - The theme of my talk is …………………………….. 1.4) การกล่าวถึงความส าคัญของหัวข้อที่มีต่อผู้ฟัง - My topic is/ will be very important for you because ……………… - Today’s topic is of particular interest of those of you/ us who - My talk is particularly relevant to those of us who ……………… 1.5) การกล่าวถึงวัตถุประสงค์การน าเสนอ -The purpose/ objective/ aim of this presentation is to ………… - My goal is to determine how/ the best way to ……………………… - What I want to show is ……………………………… - My objective is to ……………………………… - Today I would like to give an overview of ……………………………… - Today I will be showing you/ reporting on ……………………………… - I would like to update you on/ inform you about ………………… - What I would like to do today is to give the essential background information on ……………………………… - What I want my listeners to get out of my speech is ………… - If there is one thing I would like to get across to you today it is that 1.6) การเสนอโครงเรื่องของการพูด - I have divided my presentation into three (main) parts. - In my presentation. I will focus on three major issues. - I have broken my speech down/up into three parts. - I have divided my presentation (up) into three parts. 1.7) การเริ่มพูดแต่ละหัวข้อ - I will begin/ start off by…….. Then I will move on to……….. I will end with………………. - Let’s start with… Now let’s move on to.… This leads me to…. - Point one deals with ……, point two ….., and point three ……… - First, I will looking at …………, second …………, and third ………… - In the first part …… In the next part ……… In the last part ………. 2) เนื้อเรื่อง
16 2.1) การเน้นเรื่องที่ส าคัญ - I would like to highlight/ emphasize the following point(s). - I would like to start by drawing your attention to ……………… - I would like you to focus your attention on ………………………… - I would like to emphasize the fact that ……………………………… - I would like to stress the importance of ……………………………… - Let me point out that ………………………… - Let’s look more closely at ………………………… - What is very significant is ……………………………… - What is important to remember ……………………………… - What we need to focus on ……………………………… - I think you will be surprised to see that ………………………… 2.2) การกล่าวซ้ าเพื่ออธิบายเพิ่มเติม - Let me rephrase that ……………………………… - In other words ……………………………… 2.3) การยกตัวอย่าง - Now let’s take an example ……………………………… - An example of this can be found ……………………………… - To illustrate this ……………………………… - Let’s see this through an example. - For example ……………………………… - For instance ……………………………… 2.4) การเสนอแนะ - We/ I would suggest ………………………… - We/ I therefore (strongly) recommend that ………………………… - In my opinion, we should ………………………… - Based on the figures we have, I am quite certain that …………… 2.5) การกล่าวสรุปในแต่ละประเด็น - Before I move on, I would like to recap the main points. - Let me briefly the main issues. - I would like to summarize what I have said so far. - Let me summarize by saying ……………………………… - So that concludes my overview ……………………………… - What I have tried to show in this part ……………………………… - To recap what we have seen so far ……………………………… 2.6) การกล่าวจบประเด็น
17 - This brings me to the end of my first/ second/ third point. - So, that is the background on ……………… - That is all I want to say about ……………….. 2.7) การกล่าวเปลี่ยนประเด็น - This leads directly to my next point. - This brings us to the next question. - Let’s now move on/ turn to ……………. - After examining this point, let’s turn to ………… - Let’s now take a look at ………… 2.8) การโยง/ กล่าวถึงสิ่งที่ได้นาเสนอไปแล้ว - As I said/ mentioned earlier, ………… - Let me come back to what I said before ………… - Let’s go back to what I were discussing earlier ………… - As I have already explained, ………… - As I pointed out in the first/ second section, ………… - As I have already said earlier ……………………………… - As we saw in the first/ second part ……………………………… 2.9) อ้างถึงสิ่งที่เห็นพ้องกันโดยทั่วไป - As you know ……………………….. - As am sure you are aware ………………………. - Have you ever heard of ……………………………..? - You may already know …………………………….. - I feel sure that some of you …………………………….. - Every day you encounter …………………………….. - As you all may well know ……………………………… - It is generally accepted that ……………………………… - As you are probably aware (of) ……………………………… 2.10) การพูดขณะใช้สื่อ/ อุปกรณ์โสตทัศน์ - Let’s now look at the next slide which shows ……………………… - To illustrate this, let’s have a closer look at ………………………… - If you look at this graph you can see …………………………... - What is interesting in this slide is ………………………… - The chart on the following slide shows ………………………… - I have a slide here that shows ………………………… - The problems/ information are illustrated in the bar chart. - According to this graph, our profit has doubled
18 - You can see the test results in this table - As you can see here, ………………………… 3) สรุป 3.1) การกล่าวน าเข้าสู่ช่วงสรุป - I am approaching/ nearing the end of my presentation. - Well, this brings me to the end of my presentation. - That covers just about everything I want to say about ………… - As a final part, I would like to ………………………… 3.2) การสรุปโดยรวม - To conclude/ In conclude, I would like to ………………………… - Just to summarize the main points of my talk …………………… - Before I stop, let me go over the key issues again. - I would like to run through my main points again. - To sum up (then), ………………………… - I would like to summarize/ sum up - At this stage I would like to run through/ over the main points…………….. 3.3) การสรุปโดยการอ้างอิงคาพูดผู้อื่น - As (someone) once said,... - To put the words of (someone),... - To quote the words of (someone),... - According to (someone),... 3.4) การขอบคุณผู้ฟัง - Thank you for you kind attention. - Thank you for your participation today. - Thank you for listening attentively. - Thank you for being such an attentive audience. 3.5) การกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ฟังซักถาม - Are there any questions? - I would be happy to answer any questions. - If there are any questions please feel free to ask. - And I will be happy to answer any questions you may have. 3.6) การพูดเพื่อขยายความคาถาม - I am afraid I did not catch that. - Would you mind rephrasing the question? - Could you repeat your question, please?
19 - Could you go over your question again? - Could you expand on that point? 3.7) การพูดเพื่อขอเวลาคิดค าตอบ - That is a good question/point. - That is a interesting question/point. - I am glad you asked that question. - There may be more than one way to answer that. - Just a minute please. 3.8) การพูดเพื่อขอตอบคาถามในโอกาสหน้า - I do not know the answer but I will try to find out for you. - If you do not mind, could we discuss that on another time? - Perhaps I could answer that question on another time. - Can I get back to you on that on another time? 4.4) การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ (Matthews & Marino, 1990) การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอ ภาษาอังกฤษ ส าหรับผู้เรียนต่างชาติมีหลักเกณฑ์การประเมินดังนี้ 1) เกณฑ์ด้านการส่งสาร ประกอบไปด้วย ความดังของการพูด การประสานสายตา กับผู้ฟัง ความเป็นธรรมชาติในการส่งสาร อัตราความเร็วในการพูด และการใช้ท่าทางประกอบ 2) เกณฑ์ด้านเนื้อหา ประกอบไปด้วย ความชัดเจนของใจความส าคัญ ความสัมพันธ์ ระหว่างหัวข้อกับใจความส าคัญ ความเหมาะสมระหว่างหัวข้อกับยุคสมัย ความเหมาะสมระหว่าง หัวข้อกับผู้ฟัง และระยะการน าเสนอเหมาะกับเวลาที่ก าหนด 3) เกณฑ์การจัดการการพูด ประกอบไปด้วย บทน า ค าเชื่อม ใจความส าคัญ การล าดับเนื้อหา และบทสรุป 4) เกณฑ์ด้านภาษา ประกอบไปด้วย ความถูกต้องด้านการสื่อความหมาย ความถูกต้องด้านหลักไวยากรณ์และค าศัพท์ ความเหมาะสมระหว่างค าศัพท์กับผู้ฟัง การออกเสียง และการใช้เสียงสูงต่ า และความหลากหลายด้านการสื่อสาร ( North Carolina Department of Public Instruction. [internet], 1 9 9 7 ) ได้สร้างแบบการประเมินความสามารถการพูดนาเสนอภาษาอังกฤษที่ประกอบไปด้วย 5 เกณฑ์การให้ คะแนน ได้แก่ 1) การล าดับเนื้อหา 2) ความรู้ผู้พูด 3) หลักไวยากรณ์ 4) ความลื่นไหลและบุคลิก และ 5) การออกเสียงและส าเนียง โดยมีรายละเอียดดังตารางที่ 1
20 ตำรำงที่ 1 เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษของ NCDP คะแนนเกณฑ์ 1 2 3 4 1) การล าดับเนื้อหา ผู้ฟังไม่เข้าใจ การ น าเสนอ เพราะไม่ มี การล าดับ ข้อมูล เข้าใจเนื้อหา ยาก เพราะผู้ พูดข้าม ประเด็นไปมา ล าดับเรื่องเป็น ล าดับ และ เข้าใจ ได้ ลาดับเรื่องเป็น ลาดับ น่าสนใจ และเข้าใจง่าย 2) ความรู้ผู้พูด ผู้พูดไม่ สามารถ ตอบ คาถามได้ ผู้พูดตอบได้ เพียง คาถาม พื้นฐาน ผู้พูดตอบคา ถาม ได้แต่ อธิบาย ครบถ้วน ผู้พูดตอบคา ถาม และ อธิบาย ครบถ้วน ตำรำงที่ 1 (ต่อ) เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษของ NCDP คะแนนเกณฑ์ 1 2 3 4 3) หลักไวยากรณ์ ผิดหลัก ไวยากรณ์ เกินสี่ครั้ง ผิดหลัก ไวยากรณ์เกิน สามครั้ง ผิดหลัก ไวยากรณ์เกิน สองครั้ง ไม่ผิดหลัก ไวยากรณ์ 4) ความลื่นไหล และบุคลิกภาพ ผู้พูดอ่านโน้ต และไม่สบ สายตา ผู้พูดอ่านโน้ต และ สบสายตา น้อย ครั้ง ผู้พูดมองโน้ต บ่อยครั้ง แต่สบ สายตาอย่าง เหมาะสม ผู้พูดมองโน้ต น้อยครั้ง และ สบ สายตา อย่าง เหมาะสม 5) การออกเสียงและ ส าเนียง ออกเสียงเบา เกินไปและใช้ ส าเนียงผิด ออกเสียงโทน เดียวและใช้ ส าเนียงผิด ออกเสียงดัง ชัดเจน และใช้ ส าเนียงส่วน ใหญ่ถูกต้อง ออกเสียงดัง ชัดเจน และใช้ ส าเนียงถูกต้อง กล่าวโดยสรุป ผู้วิจัยได้คัดเลือกเกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอ ภาษาอังกฤษที่นักการศึกษาและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกันอย่าง น้อย 5 ท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย 1) การล าดับเนื้อหา 2) เนื้อหาสาระ 3) การออกเสียง4) หลัก ไวยากรณ์ 5) ความลื่นไหลของการพูด และ 6) การสบตา จากนั้นผู้วิจัยได้จัดท าเกณฑ์การประเมิน ความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2
21 ตำรำงที่ 2 เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ คะแนนเกณฑ์ 4 3 2 1 0 1. การล าดับเนื้อหา และเนื้อหา -ล ำดับเนื้อหำ ส่วนน ำ เนื้อ เรื่อง และสรุป ครบและ ชัดเจน -เนื้อหำ ถูกต้อง และ สัมพันธ์กับ กำรพูด -ล ำดับเนื้อหำ ส่วนน ำเนื้อ เรื่อง และสรุป ครบ แต่ไม่ ชัดเจน -เนื้อหำ ถูกต้อง และ สัมพันธ์กับ กำรพูด -ล ำดับเนื้อหำ ส่วนน ำเนื้อ เรื่อง และสรุป ไม่ครบ -เนื้อหำ ถูกต้อง และ สัมพันธ์กับ กำรพูด ล ำดับเนื้อหำ ส่วนน ำ เนื้อ เรื่อง และสรุป ไม่ครบ -เนื้อหำ บำงส่วน ถูกต้องและ สัมพันธ์กับ กำรพูด -ไม่ล ำดับ เนื้อหำ ส่วน น ำ เนื้อเรื่อง และ สรุป -เนื้อหำไม่ ถูกต้อง ตำรำงที่ 2 (ต่อ) เกณฑ์การประเมินความสามารถการพูดน าเสนอภาษาอังกฤษ คะแนนเกณฑ์ 4 3 2 1 0 2. กำรออกเสียง ออกเสียง ถูกต้อง และ ไม่ส่งผลต่อ ความเข้าใจ ออกเสียงผิด บางครั้งแต่ ไม่ส่งผลต่อ ความ เข้าใจ ออกเสียงผิด บางครั้งและ ส่งผลให้ผู้ฟัง สับสน ออกเสียงผิด บ่อยครั้ง และ ส่งผล ให้ผู้ฟัง สับสน ออกเสียงผิด จน ไม่สามารถ เข้าใจเนื้อหา 3. หลักไวยำกรณ์ ใช้ภาษาถูก หลัก ไวยากรณ์ และไม่ ส่งผลต่อ ความ เข้าใจ ใช้ภาษาผิด หลัก ไวยากรณ์ บางครั้งแต่ ไม่ส่งผลต่อ ความ เข้าใจ ใช้ภาษาผิด หลัก ไวยากรณ์ บางครั้งและ ส่งผลต่อ ความ เข้าใจ ใช้ภาษาผิด หลัก ไวยากรณ์ บ่อยครั้ง และ ส่งผล ต่อความ เข้าใจ ใช้ภาษาผิด หลัก ไวยากรณ์ บ่อยครั้งจน ไม่สามารถ เข้าใจ เนื้อหา ได้ 4. ควำมลื่นไหลของ กำรพูด พูดราบรื่น อย่าง เป็น ธรรมชาติ พูดราบรื่น แต่อาจใช้ เวลานึก ข้อมูล บางครั้ง พูดราบรื่น แต่อาจดู กระดาษ โน้ตบางครั้ง อ่าน กระดาษ โน้ตบ่อยครั้ง อ่านกระดาษ โน้ต ตลอดเวลา 5. กำรสบตำ สบตากับ ผู้ฟัง อย่าง ทั่วถึงและ เหมาะสม สบตากับ ผู้ฟัง อย่าง ทั่วถึง สบตากับ ผู้ฟัง บางครั้ง สบตากับ ผู้ฟัง น้อย ครั้ง ไม่สบตาผู้ฟัง รวม (20)
22 5. ควำมพึงพอใจ ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในทางบวกหรือ ทางลบ โดยมีเป็นนามธรรมหรือไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ค าจ ากัดความจากนักการศึกษาดังนี้ (สุภาลักษณ์ ชัยอนันต์, 2540) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า เป็นความรู้สึกส่วนตัว ที่รู้สึกเป็นสุขหรือยินดีที่ได้รับความตอบสนองความต้องการในสิ่งที่ขาดหายไป หรือสิ่งที่ทาให้เกิด ความไม่สมดุล ความพึงพอใจเป็นสิ่งที่ก าหนดพฤติกรรมที่จะแสดงออกของบุคคล ซึ่งมีผลต่อการเลือก ที่จะปฏิบัติในกิจกรรมใด ๆ นั้น (อุทัยพรรณ สุดใจ, 2545) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินค่าว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อสิ่ง ๆ นั้นเป็นไป ในทางบวกหรือทางลบ (กาญจนา อรุณสุขรุจี, 2546) อธิบายความพึงพอใจว่า เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความต้องการของ บุคคล จึงจะทาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ (อรรถพร คาคม, 2546) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ทัศนคติหรือระดับความพึง พอใจของบุคคลต่อกิจการรมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกิจกรรมนั้น ๆ โดยเกิดจาก พื้นฐานของการรับรู้ค่านิยมและประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลจะได้รับ ระดับของความพึงพอใจจะ เกิดขึ้นเมื่อกิจกรรมนั้น ๆ สามารถตอบสนองความต้องการแก่บุคคลนั้นได้ (ชัญญวัลย์ เชิดชูกิจกุล, 2548) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกนึกคิดหรือ ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่ได้รับการตอบสนองความต้องการ ของบุคคลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ทาให้บุคคลเกิดความพึงพอใจจนบรรลุวัตถุประสงค์ โดยกล่าวได้ว่า ความพึงพอใจเป็นเรื่องทีเกี่ยวข้องกบความรู้สึกนึกคิดและค่านิยมของบุคคล ซึ่งเป็น เรื่องที่ละเอียดอ่อน (กชกร เบ้าสุวรรณ, ธนภัทร ปัจฉิม, & สุจิตรา ฉายปัญญา, 2550) กล่าวว่า ส่งที่ควรจะ เป็นไปตามความต้องการ ความพึงพอใจเป็นผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบ หนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณ์ที่มนุษย์เราได้รับอาจจะมากหรือน้อยก็ได้ และเป็นความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ แต่ก็เมื่อได้สิ่งนั้นสามารถ ตอบสนองความต้องการ หรือทาให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้ ก็จะเกิดความรู้สึกบวก เป็นความรู้สึกที่ พึงพอใจ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกผิดหวัง ก็จะทาให้เกิดความรู้สึกทางลบ เป็นความรู้สึกไม่พึงพอใจ (พรรณี ชูทัยเจนจิต, 2550) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจเป็น ความรู้สึกในทางบวกความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อสิ่งเร้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการ ราคาการ จัดจ าหน่าย และการส่งเสริมการตลาด กล่าวโดยสรุป ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกหรือทัศนคติที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากสิ่งนั้น สามารถตอบสนองความต้องการได้ จะส่งผลให้เกิดความพึงพอใจ ในทางตรงข้ามหากสิ่งนั้นทาให้เกิด
23 ความรู้สึกด้านลบ จะส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจ ซึ่งความรู้สึกหรือทัศนคตินี้สะท้อนให้เห็นถึง ประสิทธิภาพของสิ่งนั้น ๆ และยังมีผลต่อการเลือกปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ 6. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยศึกษางานวิจัย ที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อเชื่อมโยงแนวคิดกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะ การพูด โดยมีรายละเอียด ดังนี้ งำนวิจัยในประเทศ (นิลุบล จิตต์มั่น, 2547) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษ และทักษะชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา (Developing Mathayom SuksaStudents’ English Speaking Ability and Life Skills Through Local Products Task-Based Learning) โ ด ย ก า ร เรียนรู้แบบเน้นภาระงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถทางการ พูดภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต ด้านความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนแบบเน้นภาระ งานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน อุตถ์ดรุณี อ าเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จานวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการ เรียนรู้ที่ใช้การเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจ านวน 3 แผน 2) แบบประเมิน ความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษ แบบประเมินทักษะชีวิต ด้านความคิดสร้างสรรค์ แบบ ประเมินทักษะชีวิตด้านทักษะการแก้ปัญหา และแบบวัดทักษะชีวิตด้านทักษะทางสังคม โดยผู้วิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่านักเรียนมี ความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 หลังการเรียนแบบเน้นภาระงานเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิตด้านการแก้ปัญหาผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 เช่นกัน และพบว่านักเรียนมีทักษะชีวิตด้านทักษะทางสังคมสูงขึ้นหลังการเรียนรู้แบบเน้น ภาระงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (ปิยธิดา วงศ์ไข่, 2547) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้กิจกรรมมุ่ง ปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนผู้ใหญ่(Developing of English Lessons Using Task-Based Learning Activities to Promote English Speaking Ability of Adult Learners) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนภาษาอังกฤษ ที่ใช้กิจกรรมมุ่งปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนผู้ใหญ่ และเพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนผู้ใหญ่ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมมุ่งปฏิบัติงาน กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาในการวิจัยคือ ผู้เรียนผู้ใหญ่ชั้นปีที่ 1 (กศ.บป.) ที่ลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชา ภาษาอังกฤษฟัง-พูด 2 (อธ46. ศ4 002) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2546 สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ จานวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบส ารวจความต้องการของผู้เรียนผู้ใหญ่ โดยใช้ กิจกรรมมุ่งปฏิบัติงาน 2) หลักสูตรแม่แบบ 3) บทเรียนภาษาอังกฤษฟัง-พูด โดยใช้กิจกรรมมุ่ง ปฏิบัติงาน 5 บทเรียน 4) แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียน 5) แบบประเมินความสามารถทางการ พูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนระหว่างการปฏิบัติงานหลังจากเสร็จสิ้นการสอนในแต่ละแผน และ 6)
24 แบบวัดความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนผู้ใหญ่ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมมุ่ง ปฏิบัติงาน โดยทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ เมื่อ สิ้นสุดการทดลองพบว่า ความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษของผู้เรียนผู้ใหญ่สูงขึ้นหลังจากใช้ กิจกรรมมุ่งปฏิบัติงาน งำนวิจัยต่ำงประเทศ (Torky, 2006) ได้ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนแบบเน้นภาระงาน เพื่อพัฒนาทักษะการพูดของนักเรียน (The effectiveness of a task-based instruction program in developing the English language speaking skills of secondary stage students) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จานวน 76 คน จากโรงเรียน Saray ElKobba Secondary School ในประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วน โดยแบ่งผู้เรียนเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจ านวน (38 คนต่อกลุ่ม) เครื่องมือที่ใช้คือ 1) รายการทักษะการพูดที่ ส าคัญ 2) ข้อสอบวัดทักษะการพูดก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบประเมินทักษะการพูด 4) แผนการ สอนโดยการเน้นภาระงาน หลังจากการวิจัยประมาณ 3 เดือนพบว่าคะแนนการพูดหลังเรียนของกลุ่ม ทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมโดยมีนัยทางสถิติที่ระดับ .01 (Murad, 2009) ได้ท าการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อ พัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และศึกษาเปรียบเทียบทัศนคติของผู้เรียนเพศชายและเพศหญิงที่มี ต่อการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน (The effect of task-based language teaching on developing speaking skills among the Palestinian secondary EFL students in Israel and their attitudes towards English) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5จานวน 91 คน โดยการ สุ่มจาก 2 โรงเรียน คือ โรงเรียน Bueina-Nujidat และโรงเรียน Tamra โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จ านวน 50 คน และกลุ่มควบคุมจ านวน 41 คน ซึ่งเป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงาน 2) ข้อสอบพูดก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบประเมินการพูดที่ยึดเกณฑ์ความคล่องแคล่วทางภาษา และความถูกต้อง 4) แบบสอบถามทัศนคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงาน หลังการทดลอง พบว่าผู้เรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนหลังเรียนดีกว่าผู้เรียนกลุ่มควบคุมโดยมีนัยทางสถิติที่ระดับ .05 และยังพบว่าผู้เรียนทั้งเพศชายและเพศหญิงในกลุ่มทดลองต่างมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนแบบเน้น ภาระงาน
26 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยการประยุกต์ใช้ภาระงานเป็นฐาน ( Task-based Learning) ที่เน้นด้านสมรรถนะของผู้เรียน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื ่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ ่งทอ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จังหวัดราชบุรีมีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความ พร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อผลการ จัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับ เอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่ง ทอ โดยมีโดยมีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียม ความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ คู่มือ หนังสือ ต ารา สื่อออนไลน์ ผู้เชี่ยวชาญ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาเป็นแนวทางการวิจัย และการ วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียม ความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบและสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขั้นตอนที่ 4 ก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนที่ 5 น ารูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนที่ 6 ประเมินรูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงานพร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อม เพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ รายละเอียดระยะด าเนินการวิจัยเพื่อการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 ก า ร ศึ กษ า แ ล ะ วิ เ ค ร า ะห์ ข้ อ มู ลพื้น ฐ าน ( Analysis: A) ก า ร ด า เนิ น ก า รใน ระยะที่ 1 เป็นการก าหนดข้อมูลพื้นฐานเป็นการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาใช้ส าหรับการสังเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง 1) การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร 2) ด้านกระบวนการสอนแบบเน้นภาระงาน 3) ด้านการน าเสนอข้อมูล ร่วมกับการสอน 4) มีการ ก าหนดองค์ประกอบ ของการจัดการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แบบเน้นภาระงาน ร่วมกับการใช้สื่อ สังคมออนไลน์ ผู้วิจัยได้ศึกษาและประเมินสภาพปัจจุบันเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ จากนั้นน าข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์เพื่อน ามาเป็นข้อมูลพื้นฐานส าหรับการจัดการเรียนรู้
27 ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร แบบเน้นภาระงานร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยมี รายละเอียดดังนี้ 1) พิจารณาวัตถุประสงค์และสาระที่จะให้แก่ผู้เรียน และวิเคราะห์ว่าสามารถใช้ ขั้นตอนการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงานร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ขั้นตอนใดได้บ้างในการสอน ซึ่งอาจจะเน้นภาระงาน ร่วมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์บางขั้นตอน หรือครบทุก ขั้นตอน 2) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เพื่อการเรียนรู้สาระที่ต้องการตามแผน 3) ด าเนินกิจกรรม โดยเน้นภาระงานร่วมกับการเอกสารประกอบการสอน 4) ฝึกทักษะที่จ าเป็นต่อการด าเนินการตามภาระงาน ร่วมกับการเอกสารประกอบการ สอนให้แก่ผู้เรียน 5) วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000- 1208 ที่ใช้ในรูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ เน้นภาระงาน ร่วมกับเอกสารประกอบการสอน โดยวิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและ ค าอธิบายรายวิชา จากการศึกษาวิเคราะห์ได้ข้อสรุปสาระส าคัญ 4 ประเด็น คือ (1) อ่านประกาศรับสมัครงาน (2) เขียนจดหมายสมัครงานและประวัติย่อผ่านระบบออนไลน์ (3) กรอกแบบฟอร์มใบสมัครงาน (4) การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์งาน (5) สนทนาตามสถานการณ์ในการปฏิบัติงานอาชีพ (6) ทักษะการสื่อสารด้านอุตสาหกรมสิ่งทอ (7)ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสมัครงาน และการปฏิบัติงานอาชีพ 6) น าผลการวิเคราะห์มาก าหนดเนื้อหา แบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียน ให้ตรง และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและค าอธิบายรายวิชา จัดล าดับเนื้อหาตามความ ยากง่ายและตามขั้นตอนของการเรียนรู้ ตามลักษณะของวิชานี้โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 8 หน่วย จ านวน 36 ชั่วโมง ประกอบด้วยชื่อหน่วยการเรียนดังแสดงในตารางที่ 3.1 ตำรำงที่ 3.1 แสดงรายละเอียดหน่วยการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 หน่วยที่ ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ สมรรถนะหน่วยกำรเรียนรู้ 1 Jobs 1. ด้ำนควำมรู้: แสดงความรู้เกี่ยวกับค าศัพท์เกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ 2. ด้ำนทักษะ : จ าแนกค าศัพท์เกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆลักษณะ ขอบเขตของงานในแต่ละสาขาวิชาชีพ 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง
28 หน่วยที่ ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ สมรรถนะหน่วยกำรเรียนรู้ 2 Job Vacancies 1. ด้ำนควำมรู้: 1.แสดงความรู้และเข้าใจชื่อต าแหน่งงานที่เปิดรับใน ประกาศรับสมัครงาน 2.แสดงความรู้และเข้าใจองค์ประกอบและโครงสร้าง ของประกาศรับสมัครงาน 3.แสดงความรู้และเข้าใจค าศัพท์และส านวนที่พบ บ่อยในประกาศรับสมัครงาน 2. ด้ำนทักษะ : สามารถอ่านเพื่อท าความเข้าใจรายละเอียดใน ประกาศรับสมัครงานได้ 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง 3 Resume 1. ด้ำนควำมรู้: 1.1 แสดงความรู้องค์ประกอบของโครงสร้างประวัติย่อ 1.2. ใช้ค าศัพท์และส านวนในการเขียนประวัติย่อได้ ถูกต้องเหมาะสม 2. ด้ำนทักษะ : 1.อธิบายการน าเสนอแต่ละองค์ประกอบของ โครงสร้างประวัติย่อได้ 2.จ าแนกความแตกต่างของรูปแบบการน าเสนอ ประวัติย่อแบบต่างๆ ได้ 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง 4 Letters of Application 1. ด้ำนควำมรู้: แสดงความรู้เกี่ยวกับจดหมายธุรกิจ จดหมายสมัครงาน 2. ด้ำนทักษะ : เขียนจดหมายสมัครงาน 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง
29 ตำรำงที่ 3.1 แสดงรายละเอียดหน่วยการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 (ต่อ) หน่วยที่ ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ สมรรถนะหน่วยกำรเรียนรู้ 5 Job Applications 1. ด้ำนควำมรู้: แสดงความรู้เกี่ยวกับแบบฟอร์มใบสมัครงาน บริษัทจัดหางาน และค าศัพท์เกี่ยวกับการสมใครงาน 2. ด้ำนทักษะ : กรอกแบบฟอร์มใบสมัครงาน 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง 6 Applying for a Job Online 1. ด้ำนควำมรู้: แสดงความรู้เกี่ยวกับการสมัครงานแบบผ่านระบบ ออนไลน์(online) และเว็บไชต์จัดหางาน 2. ด้ำนทักษะ : การสมัครงานแบบผ่านระบบออนไลน์(online) 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง 7 Job Interview 1. ด้ำนควำมรู้: แสดงความรู้เกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน การแนะน า ตัวในการสัมภาษณ์งาน 2. ด้ำนทักษะ : แนะน าตัวในการสัมภาษณ์งานและการตอบค าถาม การสัมภาษณ์งาน 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายส าเร็จตามที่ก าหนดได้ ด้วยตนเอง
30 ตำรำงที่ 3.1 แสดงรายละเอียดหน่วยการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 (ต่อ) หน่วยที่ ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ สมรรถนะหน่วยกำรเรียนรู้ 8 Type of fabric 1. ด้ำนควำมรู้: 1 บอกความหมายของค าศัพท์ ประโยคเกี่ยวกับ Thai Silk Fabric ได้ 2 ด้ำนทักษะกระบวนกำร (Process) 1 เขียนแผนผังกระบวนการผลิตผ้าไหมไทย .2 น าเสนอกระบวนการผลิตผ้าไหมไทยได้ 3. ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์: ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความรอบคอบ มี ระเบียบ วินัย ตรงต่อเวลา ส าเร็จตามที่ก าหนดได้ด้วย ตนเอง ขั้นตอนที่2 ออกแบบและพัฒนำรูปแบบกำรเรียนกำรสอน การออกแบบและการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับเอกสารประกอบการสอน เป็นรูปแบบการสอนที่เกิด จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีการสอนแบบเน้น ภาระงาน (Task-based Learning) และ แนวคิด ทฤษฎีการสอนการพูดเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) รวมถึงขั้นตอนการสอนทั้งสอง ทฤษฎี พบว่า มีกระบวนการการ จัดการเรียนการสอนที่สามารถสอนร่วมกันได้ โดยแต่ละขั้นตอนของการสอน ทั้งสองทฤษฎี ได้มีการระบุบทบาทของผู้สอน และบทบาทของผู้เรียนในการปฏิบัติภาระงานไว้อย่างชัดเจน และเป็น กระบวนการที่ชี้น าให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน ดังนั้น ทุกขั้นตอนจึงสามารถน ามาผสมผสานกัน ได้อย่างลงตัว เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยจึงได้มีการผสมผสาน ระหว่าง วิธีการสอนแบบเน้นภาระงาน (TBL) และการสอนพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) ซึ่งผู้วิจัยสังเคราะห์จากการสอนแบบเน้นภาระงานจากแนวคิดของ Willis (2004) ประกอบไป ด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นอธิบายจุดประสงค์ในการปฏิบัติภาระงาน (L = Listing Task Objectives) เป็นส่วนของ Pre-task ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติภาระงาน (O = Observing and assisting Students during the Task) ขั้นที่ 3 ขั้นตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน (V = Verifying Student Comprehension) เป็นส่วน ของ Task cycle ที่ประกอบไปด้วย ภาระงาน (Task) การวางแผน (Planning) และการรายงาน (Report) ขั้นที่ 4 ขั้นประเมินชิ้นงานสุดท้ายของผู้เรียน (E = Evaluating Final Student Output) ที่ ประกอบไปด้วย การเน้นรูปแบบภาษา (Language focus) การวิเคราะห์ภาษา (Analysis) และการฝึกใช้ ภาษา (Practice) ส าหรับในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) ได้มีการวิเคราะห์ เพื่อน ามาปรับใช้ในการวิจัยครั้งนี้ โดยการน าขั้นตอนของการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มาใช้รูปแบบการ
31 ส อ น แ บ บ เ น้น ภ า ร ะ ง า น ร่ ว ม กั บ ก า ร ใ ช้ สื่ อ สั ง ค ม อ อ น ไ ล น์ ซึ่ ง ป ร ะ ก อ บ ไ ป ด้ ว ย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการน าเสนอเนื้อหา (Presentation) 2) ขั้นการฝึก (Practice) 3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร (Production) ผู้วิจัยได้น าขั้นตอนดังกล่าวมาเพื่อประยุกต์จัดการเรียนการสอนร่วมกับเอกสารประกอบการสอน ให้ สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน เพื่อให้ผู้เรียน เกิดความสนใจและสามารถที่จะเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์ของตนเองนอกเวลาเรียน หรือผู้เรียนมีความสะดวกสบาย ที่จะสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาภายหลังจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลในทุก ๆ ด้าน ในการออกแบบและหา องค์ประกอบของรูปแบบการสอนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสังคม ออนไลน์ พบว่าองค์ประกอบของรูปแบบการสอนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จะมีกระบวนการหลัก 4 ขั้น มีรายละเอียด ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นอธิบายจุดประสงค์ในการปฏิบัติภาระงาน (L = Listing Task Objectives)ขั้นตอนนี้เป็น ขั้นตอนที่ส าคัญ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะบอกจุดประสงค์และมีการตั้งค าถามของแต่ละบทเรียนผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ (Google Classroom) ก่อนเข้าชั้นเรียนหนึ่งสัปดาห์ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและเตรียมพร้อมกับ การเรียนรู้ในแต่ละจุดประสงค์และเกิดการกระตุ้นความรู้เดิมในแต่บทเรียนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร การน าเสนอเนื้อหา (Presentation) มี 2 กิจกรรมดังนี้ 1. การน าเข้าสู่เนื้อหา (Lead-in) 2. การดึงความรู้เดิม (Elicitation) ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติภาระงาน (O = Observing and assisting Students during the Task)ใน ขั้นตอนนี้ ผู้เรียนจะได้มีการพูดคุยกับสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย โดยมีผู้สอน เป็นผู้คอยสังเกตและช่วยเหลือเท่าที่จ าเป็น การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารการฝึก (Practice) มี 2 กิจกรรมดังนี้ 1. เริ่มต้นการฝึกแบบกลไก (Mechanism) 2. ฝึกพูดบทสนทนา (Micro Dialogue) ขั้นที่ 3 ขั้นตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน (V = Verifying Student Comprehension) ผู้เรียน จะน าความรู้เดิมและความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้มาปฏิบัติภาระงาน ต่อจากนั้นผู้เรียนจะน าเสนอภาระงานที่ได้รับ มอบหมายหน้าชั้นเรียน เพื่อให้เพื่อนร่วมชั้นรับทราบเพื่อทบทวน ปรับความรู้ต่อชิ้นงาน จากนั้นผู้สอนผู้สอน ได้สรุปโครงสร้างทางไวยากรณ์จากชิ้นงานของเพื่อนร่วมชั้นเรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และวิเคราะห์ โครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ถูกต้อง ซึ่งในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะโพสแบบฝึกหัดที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบและโครงสร้าง ทางไวยากรณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ (Google classroom) จากนั้น ผู้สอนจะตรวจงานและแก้ไขงานของผู้เรียน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และส่งกลับผู้เรียนรายบุคคล การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) มี 2 กิจกรรม ดังนี้ 1. ฝึกด้วยการเขียน (Written) 2. การแสดงบทบาทสมมติ (Role-play) รูปแบบและโครงสร้างทางไวยากรณ์ในสื่อสังคม ออนไลน์ (Google classroom) จากนั้นผู้สอนจะตรวจงานและแก้ไขงานของผู้เรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และ ส่งกลับผู้เรียนรายบุคคล
32 ขั้นที่ 4 ขั้นประเมินชิ้นงานสุดท้ายของผู้เรียน (E = Evaluating Final Student Output) ผู้สอนจะน าเสนอข้อผิดพลาดของผู้เรียนโดยรวม และน าเสนอข้อแนะน าที่จ าเป็นเพื่อให้ผู้เรียนได้ น าค าแนะน าไปแก้ไขในภาระงานชิ้นสุดท้าย และผู้เรียนจะโพสวิดีโอลงในสื่อสังคมออนไลน์ (Google classroom) การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) มี 1 กิจกรรมดังนี้ 1. เรียนรู้ภาษาในชั้นเรียนกับการน าภาษาไปใช้จริง ขั้นที่ 5 ขั้นน าเสนอชิ้นงาน/ภาระงาน (P=Presentation) ผู้เรียนจะน าเสนอภาระงานที่แก้ไข ปรับปรุง พร้อมสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากข้อผิดพลาดแล้วน ามาแก้ไขปรับปรุงออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เกิด ขึ้นกับผู้เรียน การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) มี 1 กิจกรรมดังนี้ 1. เรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นองค์ความรู้ใหม่ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ด้านการสอน รายวิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 ด้านเทคนิควิธีการสอน และด้านวัดประเมินผล เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ในแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจนความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้และความสอดคล้องด้วยดัชนีความ สอดคล้อง (IOC: Index of item Objectives Congruence) โดยก าหนดเกณฑ์การพิจารณา เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้องให้คะแนน -1 การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค านวณ ตามสูตร IOC = ∑ R N โดยที่ ∑ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ น าข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณหาค่า IOC โดยใช้ดัชนีค่าความ สอดคล้อง ของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณ แล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป
33 ไม่ผ่าน ผ่าน ตรวจสอบโดย ผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบและสร้ำงเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 1. กำรสร้ำงแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน ภำพที่ 3.2แสดงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จากภาพที่ 3.2 มีรายละเอียดดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลที่ใช้จัดท าแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน 2) สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้อง กั บ วั ต ถุ ป ร ะ สง ค์ ที่ ตั้งไ ว้ ซึ่ง ลั กษ ณ ะ เ ป็ น แ บ บ ป ร นั ย ใ ห้ เ ลื อ ก ก า ก บ า ท ข้ อ ที่ ถู ก ที่ สุ ด แ บ บ 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ ก าหนดการให้ค่าคะแนน ถ้าผู้เรียนตอบถูกได้ 1 คะแนน หากตอบไม่ถูก ได้ 0 คะแนน 3) ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ของแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อน าไปปรับปรุงต่อไป 4) ได้แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนที่พร้อมส าหรับทดสอบกับผู้เรียน เริ่ม สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ปรับปรุงแก้ไข แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่พร้อมน าไปใช้ จบ ศึกษาข้อมูลที่ใช้จัดท าแบบทดสอบ ฯ
34 เริ่ม สร้างแบบฝึกปฏิบัติฯ ตรวจสอบโดย ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ผ่าน ปรับปรุงแก้ไข ผ่าน แบบทดสอบการฝึกปฏิบัติที่พร้อมน าไปทดลองใช้ ศึกษาหลักการและเทคนิคในการสร้างฯ แบบทดสอบ ทดลองใช้กับนักศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง น าผลของคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ 2. กำรสร้ำงแบบฝึกปฏิบัติ จากภาพที่ 3.4 แบบทดสอบการฝึกปฏิบัติส าหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1) ศึกษาหลักการและเทคนิคในการสร้างแบบทดสอบจากเอกสารการวัดและประเมินผล ต่าง ๆ 2) สร้างแบบทดสอบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งลักษณะเป็นแบบทดสอบเติม ค า จ านวน 10 ข้อ ก าหนดการให้ค่าคะแนน ถ้าผู้เรียนค านวณถูกได้ข้อละ 2 คะแนน โดยการพิจารณาหาก ตอบไม่ถูกได้ 0 คะแนน จบ ภำพที่ 3.4 แสดงขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบการฝึกปฏิบัติ
35 3) น าแบบทดสอบที่สร้างเรียบร้อยแล้ว ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 5 ท่าน ด้านวัดผลให้ น้ าหนักคะแนนของดัชนีค่าความสอดคล้อง ตามเกณฑ์พิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจนความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้และความสอดคล้องด้วยดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of item Objectives Congruence) โดยก าหนดเกณฑ์การพิจารณา เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) ค านวณตามสูตร IOC = ∑ R N โดยที่ ∑ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ น าข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณหาค่า IOC โดยใช้ดัชนี ค่าความสอดคล้อง ของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณ แล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 4) น าแบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ซึ่งไม่ใช่ นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน 5) น าผลของคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (Difficulty index) ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปช่วยค านวณ โดยก าหนดค่า (p) เกณฑ์ความยากของข้อสอบไว้ระหว่างค่า 0.20 ถึง 0.80 ผลการค านวณได้ระดับค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.58 และการค านวณเพื่อหาค่าอ านาจจ าแนก (r) เกณฑ์อ านาจจ าแนกของข้อสอบก าหนดไว้ 0.20 ขึ้นไป ผลของการค านวณค่าอ านาจจ าแนกมีค่าเท่ากับ 0.47 การแบ่งช่วงของดัชนีความยากง่าย แสดงในตารางที่ 3.4 และการแปรค่าดัชนีของความยากง่ายสูตรที่ใช้ในการ ค านวณแสดงได้ดังนี้ P = R N โดยที่ P = ค่าดัชนีความยากง่าย R = จ านวนนักศึกษาที่ท าข้อนั้นถูก N = จ านวนนักศึกษาทั้งหมดที่ท าข้อสอบข้อนั้น ตำรำงที่3.4 แสดงการแปรค่า ดัชนีความยาก -ง่าย ดัชนีค่าความยาก-ง่าย ความหมาย มากว่า 0.8 0.60-0.80 0.40-0.60 0.20-0.40 น้อยกว่า 0.20 ง่ายมาก (ปรับปรุงหรือตัดทิ้ง) ค่อนข้างง่าย ปานกลาง ค่อนข้างยาก ยากมาก (ปรับปรุงหรือตัดทิ้ง)
36 ไม่ผ่าน ผ่าน ตรวจสอบโดย ผู้เชี่ยวชาญ 6) น าแบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายและอ านาจจ าแนกตามเกณฑ์ เพื่อหาค่าความ เชื่อมั่นแบบทดสอบโดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20 Reliability) ด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปตามเกณฑ์ การหาค่าความเชื่อมั่น ของข้อสอบก าหนดไว้ .80 ขึ้นไป ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ เท่ากับ .94 3.การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ภำพที่ 3.5แสดงขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากภาพที่ 3.5 แบบสอบถามความพึงพอใจมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1) ศึกษาหลักการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากหนังสือ ต ารา เอกสารการวัด และประเมินผลต่าง ๆ 2) สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาระงานเป็นฐาน เป็น มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ข้อค าถามจ านวน 10 ข้อ โดยแบบสอบถามนี้ก าหนดค่าระดับ ความพึงพอใจแต่ละช่วงคะแนนและความหมายดังนี้ ระดับ 1 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด ระดับ 2 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับ 3 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 4 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ 5 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เริ่ม สร้างแบบสอบถาม ปรับปรุงแก้ไข น าแบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จบ ศึกษาข้อมูลที่ใช้จัดท าแบบสอบถาม ฯ น าผลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น
37 ส าหรับการให้ความหมายของค่าระดับความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้ก าหนดช่วงของเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ ความหมาย โดยการก าหนดค่าเฉลี่ยเป็นรายด้านและรายข้อดังนี้ 1.00 -1.50 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด 1.51 -2.50 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย 2.51 -3.50 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 3.51 -4.50 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4.51 -5.00 หมายถึง นักศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 3) น าแบบทดสอบที่สร้างเรียบร้อยแล้ว ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3ท่าน ตามเกณฑ์พิจารณาความ ชัดเจนความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้และการประเมินที่ถูกต้อง และน ามาหาค่าความสอดคล้องด้วยดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of item Objectives Congruence) โดยก าหนดเกณฑ์การพิจารณา เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้องให้คะแนน -1 การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค านวณตามสูตร IOC = ∑ R N โดยที่ ∑ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ น าข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณหาค่า IOC โดยใช้ดัชนี ค่าความสอดคล้อง ของผู้เชี่ยวชาญมาค านวณ แล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 4) น าแบบสอบถามความพึงพอใจ ที่ปรับปรุงแล้วน าไปสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจาก นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมี สิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม ของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 30 คน 5) น าผลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ค ว า ม พึง พ อ ใ จ ข อง ผู้ เรี ย น ที่ มี ต่ อ ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น โ ด ย ใ ช้ ก ร ะ บ ว น ก า ร วิ จั ย โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α - Coefficient) ของ Cronbach เกณฑ์การหาค่าความเชื่อมั่นก าหนดไว้ 0.80 ขึ้นไปโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปช่วยค านวณได้ค่าเท่ากับ 0.89
38 3.4 ขั้นตอนที่ 4 กำรก ำหนดประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง และกำรก ำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชำญ กำรก ำหนดประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา จ านวน 254 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 กลุ่มตัวอย่างใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน โดยการเลือก ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กำรก ำหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชำญ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ก าหนดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญส าหรับการเกี่ยวกับความเป็นไปได้ความ เหมาะสมของรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัยและความสอดคล้องระหว่างกระบวนการ โดยมี ขั้นตอน ดังนี้ การก าหนดคุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 คน ที่มีคุณสมบัติจบการศึกษาใน ระดับปริญญาโท หรือระดับปริญญาตรี ที่มีประสบการณ์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ไม่น้อยกว่า 10 ปี ขั้นตอนที่ 5 น ำรูปแบบกำรสอนที่พัฒนำขึ้นไปใช้กับกลุ่มตัวอย่ำง 1. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ขั้นตอนด้วยกระบวนการวิจัยแบบการทดลองขั้นพื้นฐาน (PreExperimental Design) (Tuckman 1999 : 160) ดังภาพที่ 3.6 ภำพที่ 3.6 แสดงแบบแผนการวิจัย แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน การจัดกิจกรรมตามรูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ แทน การทดสอบหลังการเรียน 2. การจัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ที่ผ่านการปรับปรุง แก้ไขแล้ว 2.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจ X
39 3.6 ขั้นตอนที่6 ประเมินรูปแบบกำรเรียนกำรสอน 1. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับเอกสารประกอบการสอน โดยเก็บข้อมูลด้วยตนเองทุก ขั้นตอน 2. การวิเคราะห์ข้อมูล แบบทดสอบหลังเรียน โดยการน าคะแนนผลการสอบมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอน และทดสอบค่าที(t- test แบบ Dependent) การหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับเอกสารประกอบการสอน การหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบเน้นภาระงาน ร่วมกับกเอกสารประกอบการสอน เมื่อท าการปรับปรุงด้าน เนื้อหา ล าดับขั้นตอนอย่างละเอียดแล้วน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจ านวน 31 คน ได้ค่า E1 และค่า E2 เกินตาม มาตรฐานก าหนด 80/80 80 ตัวแรก (E1) หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 82.86 ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ก าหนดของคะแนนที่ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าได้จากแบบทดสอบหลังเรียน ที่ผ่านการจัดการเรียนรู้ 80ตัวหลัง (E2) หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.55 ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ก าหนดของคะแนนที่ นักศึกษากลุ่มตัวอย่างท าได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผ่านการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ มีดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538: 249) ค่าเฉลี่ย X̅ = ∑ X N โดย X̅ = ค่าเฉลี่ย ∑ X = ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N = จ านวนคะแนนทั้งหมด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S. D.= √ ∑(X−X̅) 2 (N−1) โดย S. D. = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X̅ = ค่าเฉลี่ยของคะแนนชุดนั้น
40 N = จ านวนข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง X = ข้อมูลแต่ละจ านวน ค่าร้อยละ P = F N × 100 โดย P = ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการหา F = ความถี่หรือจ านวนที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N = จ านวนความถี่ทั้งหมดหรือจ านวนกลุ่มตัวอย่าง การหาประสิทธิภาพหาประสิทธิภาพกระบวนการเรียนการสอนแบบใช้กระบวนการวิจัย(เสาวนีย์, 2528:294- 295) E1 = [ ∑ X N ] A × 100 โดย E1 = ประสิทธิภาพกระบวนการ ∑ X = คะแนนรวมของแบบทดสอบระหว่างเรียน A = คะแนนเต็มของแบบทดสอบระหว่างเรียน N = จ านวนผู้เรียน E2 = [ ∑ F N ] B × 100 โดย E2 = ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ X = คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B = คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N = จ านวนผู้เรียน
41 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลงานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาผลของการใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ และศึกษาผลความพึงพอใจต่อการเรียน การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่ง ทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชา ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อ การน าเสนอ 3) เกณฑ์การประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ และ 4) แบบสอบถามวัดความ พึงพอใจที่มีต่อการเรียน ภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็น ฐาน(Task-based Learning) ผู้วิจัยได้ด าเนินตามขั้นตอนและน า เสนอผลการวิจัย โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่1 ผลการศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของผู้เรียน ก่อนและ หลังเรียน โดย ใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน วิทยาลัยเทคนิคโพธราม ตอนที่2 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอ โดย ใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คนวิทยาลัยเทคนิคโพธราม สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล N แทน นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ̅ แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าของสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t-test df แทน ระดับขั้นของความเป็นอิสระ (degree of freedom) * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของผู้เรียน ก่อนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบ ภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) 2. ระดับความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ โดยใช้การเรียนรู้แบบ ภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่1 ผลการศึกษาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของผู้เรียน ก่อนและ หลังเรียน โดยใช้การ เรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตร
42 วิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน วิทยาลัยเทคนิคโพธราม จากการศึกษาผลคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ ของผู้เรียน ก่อน เรียนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) โดยกรรมการ จ านวน 3 ท่าน ประเมินและด าเนินการตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์หลังจากนั้นน า คะแนนของกรรมการทั้ง 3 ท่าน มา หาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยการให้คะแนน และใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์เพื่อ เปรียบเทียบความ แตกต่างด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของผู้เรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) ซึ่งผู้วิจัยดา เนินการทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนในตอนที่1และ ตอนที่2 ก่อน การทดลองและหลังการทดลอง ซึ่งในตอนที่1 มีคะแนนเต็ม 25 คะแนน และตอนที่2 มีคะแนนเต็ม 25 คะแนน ซึ่งรวมทั้งสองตอนจะมีคะแนนรวม 50 คะแนน จากผู้ให้คะแนนประเมิน 3 ท่าน จากนั้นนาค่าเฉลี่ย ของผลต่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบ ใช้สูตร t-test แบบ dependent ดัง ปรากฏในตาราง 3 ตาราง 3 แสดงผลการเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของนักเรียน ก่อน เรียนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) ผลการทดลอง จ านวน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน อัตราส่วน df P นักเรียน ̅ มาตรฐาน วิกฤต (N) S.D. t ก่อนเรียน 30 17.50 1.536 หลังเรียน 30 43.10 1.172 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลในตาราง 3 แสดงถึงทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนการ เรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.50 เมื่อ นักเรียนได้มี การเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน ที่ใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์12 ชั่วโมง นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย 43.10 โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 25.60 และจากค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานทั้งก่อนและ หลังเรียนเท่ากับ1.536 และ1.172 ตามล าดับ เป็นผลมาจากการ เรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็น ฐาน (Task-based Learning) ซึ่งมีทักษะการพูด ภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่2 ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอ โดย ใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน(Task-based Learning) โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คนวิทยาลัยเทคนิคโพธราม ดังข้อมูลในตารางที่ 4 -87.47* 30 .000
43 ตารางที่ 4 ความพึงพอใจที่มีต่อการพูดภาษาอังกฤษโดยการประยุกต์ใช้ภาระงานเป็นฐาน ( Taskbased Learning) ที่เน้นด้านสมรรถนะของผู้เรียน พร้อมกับเอกสารประกอบการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ เตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน ด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม หัวข้อ ̅ S.D. แปลความหมาย 1. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 1.1 เนื้อหาที่เรียนมีการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง 1.2 เนื้อหาที่เรียนมีความต่อเนื่องเป็นขั้นตอน 1.3 เนื้อหาที่เหมาะสมกับระดับชั้น 1.4 รูปแบบการเรียนการสอนแตกต่างจากที่เคยเรียน 1.5 มีการสรุปและอภิปรายภายในกลุ่มนักเรียนและครู 4.58 4.60 4.53 4.48 4.63 0.50 0.50 0.51 0.51 0.49 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มาก มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.56 0.50 มากที่สุด 2. ด้านบรรยากาศการเรียนการสอน 2.1 นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม 2.2 มีกิจกรรมหลากหลายในชั้นเรียน 2.3 นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่เรียน 2.4 นักเรียนมีอิสระในการแสดงออก 2.5 ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนมีความเป็นกันเอง 4.63 4.63 4.63 4.63 4.63 0.49 0.49 0.49 0.49 0.49 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมด้านบรรยากาศการเรียนการสอน 4.63 0.49 มากที่สุด 3. ด้านการใช้สื่อการเรียนการสอน 3.1 การใช้สื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอนเหมาะสมกับ เนื้อหาที่ เรียน 3.2 ครูมีการจัดเตรียมสื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนการสอน 3.3 นักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากสื่อการเรียนการสอน 3.4 ครูมีการแนะนา ให้นักเรียนค้นคว้าความรู้จากแหล่งอื่น 3.5 นักเรียนได้หาความรู้ศึกษาความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง 4.65 4.58 4.73 4.55 4.60 0.48 0.50 0.45 0.50 0.50 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมด้านการใช้สื่อการเรียนการสอน 4.62 0.49 มากที่สุด 4. ด้านรูปแบบการเรียนภาระงานเป็นฐาน 4.1 นักเรียนมีส่วนร่วมในการท างาน 4.2 นักเรียนท ากิจกรรมที่หลากหลาย 4.3 นักเรียนชอบรูปแบบการเรียนการสอนการพัฒนาทักษะ การพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอโดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน 4.4 นักเรียนมีความร่วมมือที่ดีในการเรียน 4.5 นักเรียนสามารถน า ความรู้จากรูปแบบการเรียนใช้ใชีวิตประจ า วันได้ 4.50 4.43 4.50 4.60 4.63 0.60 0.50 0.51 0.50 0.49 มาก มาก มาก มากที่สุด มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมด้านการประเมินผล 4.53 0.52 มากที่สุด รวม 4.59 0.50 มากที่สุด
44 จากตาราง 4 แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงาน เป็นฐาน (Task-based learning) ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่ง ทอ เคมีสิ่งทอและเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน ในภาพรวมของความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด (̅ = 4.59, S.D. = 0.50) และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความพึง พอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
45 บทที่5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ งานวิจัยเรื่องนี้เป็นการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอของนักเรียน ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่3 โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-Based Learning) ซึ่งผู้วิจัยได้ น าเสนอข้อสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ ความมุ่งหมายของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพต่อการเรียน โดยใช้การเรียนรู้ แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) วิธีการด าเนินการวิจัย 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที ่ 3 ที ่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาภาษาอังกฤษเตรียมความพร้อมเพื่อการท างาน 20000-1208 จ านวน 257 คน ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2566 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีสิ่งทอ สาขาเคมีสิ่งทอ และสาขาเทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม จ านวน 30 คน โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมการพูดเพื่อน าเสนอ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นหลัง ตรวจสอบ แก้ไขและน า ไปทดลองแล้วจึงน า มาปรับปรุง 2.2 แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อกน าเสนอจ านวน 10 ข้อ (รายบุคคล) ซึ่งแบบทดสอบได้ผ่านการตรวจสอบความเรียบร้อยจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว 2.3 เกณฑ์การประเมินทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อน าเสนอ 2.4 แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ น าเสนอโดยใช้การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Task-based learning) จ านวน 10 ข้อ 3. วิธีด าเนินการทดลอง 3.1 แจ้งจุดประสงค์ในการเรียนการสอน อธิบายเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน การสอบ การวัดและประเมินผล 3.2 ทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสอน(ก่อนเรียน)ของผู้เรียน โดยใช้ แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ โดยมีผู้วิจัย อาจารย์ที่สอนวิชา ภาษาอังกฤษ 1 ท่าน เป็นผู้ให้คะแนนในการทดสอบ 3.3 ด าเนินการสอนตามแผนการสอนที่ก าหนดไว้ทั้งหมด 12 ชั่วโมง
46 3.4 ทดสอบทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสอน(หลังเรียน) โดยใช้แบบวัด ทักษะการ พูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่น าเสอน ชุดเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน 3.5 ท าแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบภาระเป็นฐาน (Task-based learning) 3.6 รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทาง คอมพิวเตอร์ เพื่อประมวลผล SPSS 4. การจัดข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 หาค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยคะแนนทักษะการพูดเพื่อการน าเสนอ ใน ก่อนและหลังการทดลองของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง จากแบบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอ 4.2 หาค่าเฉลี่ยและความเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยมีคะแนนจากการประเมินความพึง พอใจ ของผู้เรียนต่อการเรียนการสอนที่ใช้การเรียนรู้แบบภาระงาน (Task-based learning) ก่อนและหลัง การทดลองจากแบบประเมินความพึงพอใจ ของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่าง 4.3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอ ในก่อน และหลังการทดลอง ที่ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Group 4.4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อการเรียนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอ ในก่อนและหลังการทดลอง เชิงพรรณนาเพื่อหาค่าเฉลี่ยรายข้อ รายด้านเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่ผู้วิจัยตั้งขึ้น สรุปผลการวิจัย 1. ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพโดยใช้โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) พบว่า นักเรียนที่ได้เรียนใน รูปแบบการเรียนการสอนนี้มีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงาน (Taskbased Learning) พบว่า ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (̅ = 4.59, S.D. = 0.03) และเมื่อพิจารณาราย ด้าน พบว่า ทุกด้านมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผล งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ น าเสนอของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่3 โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task- Based Learning) จากการสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลบทที่ 4 นั้น สามารถอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูด ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ก่อน เรียนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-based Learning) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบภาระงานเป็นฐาน (Task-Based Learning) มีทักษะการพูดเพื่อการ น าเสนอที่สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งระดับ ทักษะการพูดเพื่อการน าเสนอ ก่อนเรียนทั้งตอนที่1และ 2 อยู่ในระดับพอใช้มีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 17.50 และระดับทักษะการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการน าเสนอในหลังเรียนอยู่ในระดับ ดี โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 43.10 ซึ่งผลการวิจัย นี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ อภันตรีศรีปานเงิน (2551) วรพล มหาแก้ว (2552) บุศรา โขมพัตร (2563) ที่ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การเรียนรู้แบบทีมเป็นฐาน (Team-Based Learning)