The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บูรณาการภาษาไทย ป.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sawita Kachanta, 2024-02-28 13:12:02

บูรณาการภาษาไทย ป.2

บูรณาการภาษาไทย ป.2

บูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้จัดทำ นางสาวนริศรา หงษ์ทอง รหัสนักศึกษา 6494110071 อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.สมหวัง นิลพันธ์ วิชาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการณ์ในระดับประถมศึกษา รหัสวิชา13309 สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ก คำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ED13309 การจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การในระดับประถมศึกษา จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 และผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นๆได้ ให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-Book) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจ หรือกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 นี้ อยู่ไม่มากก็น้อย หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข 1.ความหมายบูรณาการ 1 2.หลักการแนวคิดทฤษฎีของการบูรณาการ 2 3.รูปแบบของบูรณาการ 3 4.วิธีการบูรณาการ 6 5.สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 9 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 6.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการภายในศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ป.2 14 7.การบูรณาการข้ามศาสตร์ 27 7.1ทฤษฎีการบูรณาการข้ามศาสตร์ 27 7.2ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์ 30 7.3ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ 31 อ้างอิง 45


1 1.ความหมายบูรณาการ ความหมายการบูรณาการตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Integration มีรากศัพท์มาจาก ภาษาลาติน ว่า Integrate คำว่าบูรณาการในความหมายทั่วไป หมายถึง การทำสิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์แบบ โดย การเพิ่มเติมบางส่วนที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์ หรือการนำส่วนประกอบย่อยมารวมกันตั้งแต่สองส่วน เพื่อทำให้ เป็นส่วนประกอบใหญ่ของทั้งหมด ดังนั้นการบูรณาการเป็นการเชื่อมสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเข้ามาเป็น ส่วนประกอบกับอีกสิ่งหนึ่งให้มี ความสมบูรณ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่ กว่า (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์,2546) (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การ ประสานกลมกลืนกันของแผนกระบวนการ สารสนเทศการจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และ การวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ที่สำคัญของสถาบัน(Organization-wide Goal) การบูรณาการที่ มีประสิทธิผลเป็นมากกว่าความสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน(Alignment) ซึ่งการดำเนินการของแต่ละ องค์ประกอบภายใน ระบบการจัดการ ผลการดำเนินการมีความเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ และคณะ, (กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , 2556), หน้า 13-14. การบูรณาการ หมายถึง การทำให้หน่วยย่อยทั้งหลายที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและ กันเข้ามาร่วมทำหน้าที่ประสานกลมกลืนเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว การบูรณา การนั้นเราจะเอาหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งมารวมเข้าในองค์รวมที่มีหน่วยย่อยอื่นอยู่แล้วก็ได้ หรือจะเอาหน่วย ย่อยทั้งหลายที่ต่างแยกกันอยู่มารวมเข้าด้วยกันเป็นองค์รวมก็ได้ซึ่งเรียกว่าบูรณาการทั้งสิ้น แต่ข้อสำคัญ จะต้องมีตัวยืนที่เป็นหลักอยู่ 3 อย่างในเรื่องบูรณาการ 1) มีหน่วยย่อยองค์ประกอบ ชิ้นส่วน อวัยวะ ชั้น ระดับ หรือแง่ด้านที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกัน อันนี้ เป็นสิ่งที่จะเอามาประมวลเข้าด้วยกันคือ สิ่งย่อย ส่วนย่อย 2) หน่วยย่อยเป็นต้นนั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอิงอาศัยซึ่งกันและกัน อันนี้อาจจะเลยไปถึงลักษณะที่ว่า ยืดหยุ่นปรับตัวได้ มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาด้วย 3) เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วก็จะเกิดความครบถ้วนเต็มบริบูรณ์ โดยมีความประสานกลมกลืนเกิดภาวะได้ที่ พอดีหรือสมดุลก็จะทำให้การรวมนั้นก็มีชีวิตด ารงอยู่และดำเนินไปด้วยดี อันจะเป็นภาวะของบูรณาการ ถ้าครบสามอย่างนี้ก็เป็นบูรณาการ สามอย่างนี้เป็นตัวยืนที่จำเป็นตามสภาวะ ส่วนในทางปฏิบัติจะ มีหลักและกระบวนวิธีอย่างไรก็พิจารณาว่าอันอีกส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่จะต้องเน้นก็คือ ความพอดีหรือความ สมดุล ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการของบูรณาการนั้น เราจะแสดงลักษณะออกมาให้เห็นเป็น ข้อสำคัญ ได้2 อย่างคือ เมื่อเป็นองค์รวมแล้วองค์รวมนั้นมีชีวิตหรือดำเนินไปด้วยดี องค์รวมนั้นเกิดมีภาวะและ คุณสมบัติของมันเองที่ต่างหากจากภาวะและคุณสมบัติขององค์ประกอบทั้งหลาย ขั้นตอนของวิธีคิดแบบบูรณาการประกอบด้วย3 ขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 ถอดกรอบ เพื่อที่จะให้หลุดจากกับดักทางความคิด ทางวัฒนธรรม ทางความรู้ทางประสบการณ์ เป็นต้น


2 ขั้นที่ 2 ขยายกรอบ โดยอาศัยฐานแนวคิดในเรื่ององค์รวม สหวิทยาการ คิดโดยวิธีอุปนัยการมองประสาน ขั้วตรงข้าม และมองแบบทุกฝ่ายชนะ ขั้นที่ 3 คุมกรอบ ซึ่งเป็นขั้นกลับมาบูรณาการอีกครั้ง โดยเงื่อนไขความสำเร็จของการบูรณาการสวัสดิการ ของชุมชนในระดับนโยบาย คือ 1) ผู้ดำเนินกิจกรรมหลักและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) เป้าประสงค์ 3) ทรัพยากร 4) กระบวนการและแนวทางการทำงาน 5) ผลกระทบ ผลผลิต และวิวัฒนาการ พรธิดา วิเศษศิลปานนท์ และคณะ,(กรุงเทพมหานคร : กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, 2556), หน้า 13-14. บีเน่ (Beane, 1991) การบูรณาการเป็นการเชื่อมโยงความรู้ ประสบการณ์ในลักษณะผสมผสาน เข้า ด้วยกันทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้อง สมบูรณ์โดยรวมกันมากกว่าการแยกส่วน การบูรณาการ (Integration) หมายถึง การประสานกลมกลืนกันของ แผนกระบวนการ สารสนเทศ การ จัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ ผลลัพธ์ และการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนเป้าประสงค์ที่สาคัญของสถาบัน (Organization-wide Goal) การบูรณาการที่มีประสิทธิผลเป็นมากกว่าความ สอดคล้องไปในแนวทาง เดียวกัน (Alignment) ซึ่งการดาเนินการของแต่ละ องค์ประกอบภายใน ระบบการจัดการ ผลการดาเนิน การมีความ เชื่อมโยง กันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ (คณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2557, หน้า 35) 2.หลักการแนวคิดทฤษฎีของการบูรณาการ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หรือการสอนแบบบูรณาการ มีนักการศึกษาหลายท่านที่ได้ให้ ความหมายไว้อย่างชัดเจนดังนี้ สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2564) ได้ให้ความหมายการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึงการจัดการ เรียนรู้แบบบูรณาการ (Integrated Instruction) เป็นการ สอนที่เชื่อมโยงความรู้ความคิดรวบยอด หรือ ทักษะเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการ เรียนรู้โดยองค์รวม ทั้งด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะ พิสัย ซึ่ง สอดคล้องตาม แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา 23 ที่เน้น ความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตาม ความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตาม สภาพจริงของสังคม การเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็น การเรียนรู้ที่เชื่อมโยง เนื้อสาระทั้งหลายเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตจริง อีกทั้งการบูรณาการหลักสูตรยังเป็นวิธีการสร้างการศึกษาให้มีความ หมายยิ่งขึ้นด้วยการบูรณา การ เป็นการเชื่อมโยงเนื้อหาสาระในหลักสูตรกับกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่นในระดับชั้นเดียวกันซึ่งอาจเป็น


3 ทั้งวิธีการสอนและวิธีการจัดโปรแกรม การสอนเนื้อหาวิชาต่าง ๆในหลักสูตรและทักษะสามารถเชื่อมโยง ให้เป็นสิ่ง เดียวกันได้ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของหัวข้อกิจกรรม โครงการ หรือหัวข้อเรื่อง (Theme) และ เป็นหลักสูตรที่จะช่วยขจัดความไม่สัมพันธ์และความไม่ต่อเนื่องของ เนื้อหาวิชาต่างๆ ที่เรียนให้หมดไป โดยหลักสูตรบูรณาการจะนำความคิดรวบ ยอด หรือปัญหาที่ เกิดขึ้นในชีวิตจริงของนักเรียนมาใช้ เพื่อให้ นักเรียนได้รู้จักใช้ ทักษะต่าง ๆอย่างเหมาะสม และนักเรียนยังสามารถเลือกหรือพัฒนาโครงงาน และ วิธีการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับการเรียนได้อย่างอิสระด้วยตนเอง วารุณี คงมั่นกลาง (2564: ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการ หมายถึง การเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้จากศาสตร์ในสาขาต่างๆที่ มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน โดยจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนตาม ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการ เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมทางด้านสติปัญญา ทักษะ และจิตใจ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ ปัญหา ในชีวิตประจำวันได้ สุพจน์ แก้วบุดดี (2551) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การ หมายถึงการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นองค์รวมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ของ แต่ละวิชาและเน้นถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งมี ความสำคัญกว่าการบอกเนื้อหา ของครู ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมทั้งรายเดี่ยวและรายกลุ่ม สาระ การเรียนรู้อาจมีการผสมผสานกันหลายวิชา การประเมินผลจะประเมินตามสภาพ จริงทั้งในส่วน การสอบความรู้และปฏิบัติกิจกรรม สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547 : 10) ได้ให้ความหมายของการ จัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเชื่อม โยงความรู้ ความคิด ทักษะ และ ประสบการณ์ที่มีความหมายหลากหลายและ สัมพันธ์กันเป็นองค์รวม เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการรู้แจ้งรู้จริงใน สิ่งที่ศึกษา สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553 : 129) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการว่าหมายถึง การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหัวข้อ หรือเนื้อหา สาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ เรียนเกิดความรู้แบบองค์รวม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 3.รูปแบบของบูรณาการ วิเศษ ชิณวงศ์(2544: 29) ได้กล่าวถึงการเรียนการสอนมีสองประเภท คือ บูรณาการ ภายในวิชาและ บูรณาการระหว่างวิชา โดยรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ (ModelsofIntegration) ระหว่างวิชามี4 รูปแบบดังนี้ 1. การสอนบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) เป็นการสอนที่ครูผู้สอนในวิชาหนึ่งสอดแทรก เนื้อหาของวิชาอื่นเข้าไปในการสอนของตน เป็นการวางแผนการสอนและสอนโดยครูคนเดียว 2. การสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel Instruction) เป็นการสอนที่ครูตั้งแต่สองคนขึ้นไป ที่สอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอน แต่มาวางแผนการสอนร่วมกัน โดยมุ่งสอนหัวเรื่องความคิดรวบยอด


4 ปัญหาเดียวกัน (Theme/Concept/Problem) ระบุสิ่งที่ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหานั้น ๆ อย่างไรในวิชาของแต่ละคนงานที่มอบหมายนักเรียนจะแตกต่างกันไปตาม ลักษณะวิชาแต่อยู่ภายใต้หัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือปัญหาเดียวกัน 3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) การสอนแบบนี้ คล้ายกับการสอนแบบคู่ขนาน กล่าวคือ เป็นการสอนที่ครูตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่สอนต่างวิชากันใช้หัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหาเดียวกัน ต่างคนต่างสอน แต่มีการมอบโครงการหรือโครงงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็น การเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ครูทุกคนต้องวางแผนร่วมกันในการสร้างโครงการเหมือนกันและ แบ่งโครงการย่อยให้นักเรียนปฏิบัติในแต่ละวิชา 4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชา (Trans disciplinary Instruction) การสอนตามรูปแบบนี้ ครู ที่สอนวิชาต่าง ๆ จะมาร่วมกันสอนเป็นคณะหรือทีม ร่วมกันวางแผน ปรึกษาหารือกันกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด ปัญหาร่วมกัน แล้วดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน อรัญญา สุธาสิโนบล (2545: 23) ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอนแบบบูรณาการมีรูปแบบดังนี้ 1. การสอนบูรณาการแบบครูผู้สอนเพียงคนเดียว หรือแบบ สอดแทรก ( InfusionInstruction) เป็นการสอนโดยครูผู้สอนจะสอดแทรกเนื้อหาสาระอื่น ๆ ให้เข้ากับ หัวข้อเรื่องหรือสาระที่กำหนดขึ้นมาทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม จากเนื้อหาสาระที่กำหนด 2. การสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel Instruction) เป็นการสอนโดยครูสอนตั้งแต่สองคน ขึ้นไปที่สอนวิชาต่างกัน ต้องวางแผนร่วมกันในการกำหนดหัวเรื่อง (Theme) สาระสำคัญหรือความคิด รวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกัน เมื่อวางแผนร่วมกันแล้วครูแต่ละคน ก็จะวาง แผนการสอนของแต่ละคนซึ่งจะแตกต่างกันไปตามลักษณะวิชา 3. การสอนบูรณาการแบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) เป็นรูปแบบการสอนที่ มีลักษณะคล้ายกับการสอนบูรณาการแบบคู่ขนาน โดยครูผู้สอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ร่วมกันวางแผนใน การกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาร่วมกัน แล้วแต่ละคนก็สอนตามลักษณะวิธีการของตน จากนั้นครูผู้สอนก็จะมีการกำหนดงานหรือโครงการให้นักเรียนปฏิบัติโดยกิจกรรมในโครงการนั้นจะต้อง เชื่อมโยงวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 4. การสอนบูรณาการแบบข้ามวิชาหรือการสอนเป็นคณะ (Transdisciplinary instruction) เป็น การสอนที่ครูผู้สอนในวิชาต่าง ๆ กันร่วมกันวางแผนเป็นคณะ (Team) โดยร่วมกันวางแผนปรึกษากันใน การกำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด และปัญหาร่วมกัน และดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มเดียวกัน สิริพัชร์เจษฎาวิโรจน์ (2549: 67) ได้กล่าวถึงวิธีการบูรณาการที่มีหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งบูรณาการ ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก คือบูรณาการตั้งแต่ภายในกลุ่มสาระเดียวไปจนถึง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และ แม้กระทั่งการบูรณาการที่สมบูรณ์สูงสุดด้วย ซึ่งเป็นวิธีการบูรณาการตามรูปแบบของ Robin Fogarty (2002) ได้เสนอวิธีการบูรณาการ 10 รูปแบบ ดังนี้การบูรณาการหลักสูตรสามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งมี


5 ลักษณะที่แตกต่างกันไป และเหมาะสมกับระดับชั้นต่าง ๆ กันไป Fogarty ได้เสนอรูปแบบการบูรณาการ หลักสูตรที่น่าสนใจไว้10 แบบ ดังนี้คือ 1. Cellular หรือ Fragmented เป็นรูปแบบการบูรณาการ เนื้อหาสาระภายในวิชาเดียวกันโดย สัมพันธ์ต่อเนื่องกันในลักษณะ ของการเรียงลำดับหัวข้อตามความเหมาะสม เช่น เรียงจากเรื่องที่ง่ายไปหา ยากเรื่องที่มีความซับซ้อนน้อยไปหาเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือเรียงจากเรื่องที่เป็นพื้นฐานไปหาเรื่องที่ สัมพันธ์ต่อเนื่องกันและกว้างขวางขึ้น ในการสอนจะสอนตามหัวข้อที่กำหนดเมื่อจบหัวข้อหนึ่งก็ขึ้นหัวข้อ ใหม่ต่อไป 2. Connected เป็นรูปแบบการบรณาการเนื้อหาสาระ ภายในเนื้อหาของแต่ละวิชาเช่นเดียวกัน แต่ในการสอนมีการเชื่อมโยงหัวข้อหรือความคิดรวบยอดถึงกัน เชื่อมโยงความคิดต่าง ๆให้สัมพันธ์กัน ทำ ให้เห็นความต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกันของเนื้อหาที่เรียนในหัวข้อต่าง ๆ เช่น หัวข้อร่างกายของฉัน และ อาหารที่มีประโยชน์ในการสอน 2 หัวข้อนี้ สามารถเชื่อมโยงให้เห็นว่าร่างกายต้องการอาหารเพราะอะไร และอาหารมีความจําเป็นต่อคนอย่างไรเป็นต้น 3. Nested เป็นรูปแบบการบูรณาการเนื้อหาสาระภายในวิชาเดียวกันอีกรูปแบบหนึ่งแต่เพิ่ม ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมากขึ้น คือ การบูรณาการทักษะหลาย ๆ ทักษะเข้าด้วยกันในการรวมเป็น เป้าหมายหลักของหัวข้อ เช่น หัวข้ออาหารที่มีประโยชน์ ครูนําทักษะต่าง ๆ มาบูรณาการสอนหัวข้อนี้ได้ หลายทักษะ ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคาดเดา ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการคิด ทักษะทาง สังคม ทักษะการจัดข้อมูล โดยตั้งประเด็นปัญหา หรือคําถามขึ้นแล้วให้นักเรียนนําทักษะเหล่านี้ไปฝึกคิด อภิปราย และหาคําตอบ 4. Sequenced รูปแบบนี้ เริ่มเป็นการบูรณาการระหว่าง 2 วิชารูปแบบนี้ สามารถทำได้ง่ายโดย การนําหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้สอนกันอยู่มาพิจารณาความคิดรวบยอด ทักษะหรือเจตคติของหน่วยใด คล้ายกันบ้างให้นํามาเชื่อมโยงบูรณาการกัน ซึ่งทั้ง 2 วิชายังสอนแยกกันอยู่แต่สอนในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ต้องมีการจัดลำดับ การสอนหัวข้อเรื่องหรือหน่วยการเรียนต่าง ๆ ใหม่ เพื่อจะได้สอนในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ อาจมีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้ชัดเจนขึ้นแล้ววางแผนว่าจะสอนในช่วงเวลาใด เพื่อสิ่งที่ นํามาบูรณาการกันนั้นจะได้ประสานกันอย่างกลมกลืน 5. Shared เป็นการบูรณาการระหว่าง 2วิชา โดยเนื้อหาสาระที่สอนนั้นมีสาระความรู้ หรือ ความคิดรวบยอด ที่คาบเกี่ยวกันอยู่ส่วนหนึ่งในการบูรณาการรูปแบบนี้ ต้องมีการวางแผนร่วมกันสอน ร่วมกันในส่วนที่คาบเกี่ยวกัน โดยอาจจัดเป็นหัวข้อร่วมกัน หรือทำโครงงานร่วมกัน และอีกส่วนหนึ่งที่ ไม่ได้คาบเกี่ยวกันนั้นครูก็สอนแยกกันไปตามปกติ 6. Webbed เป็นรูปแบบการบูรณาการระหว่างวิชาหลายวิชา มีลักษณะเป็นการกำหนดหัวข้อ เรื่อง (theme) ขึ้นมา แล้วเชื่อมโยงไปสู่วิชาต่าง ๆ ว่ามีประเด็นหรือเนื้อหาสาระใดที่เห็นว่ามีความสัมพันธ์ กัน คล้ายคลึงกัน หรือต่อเนื่องกัน ที่จะสามารถนํามาจัดรวมเป็นหัวข้อเรื่องเดียวกันเพื่อที่จะได้สอน รวมกันไปอย่างกลมกลืนได้ในการบูรณาการรูปแบบนี้ จะบูรณาการกี่วิชาก็ได้ขึ้นอยู่กับประเด็นเนื้อหา


6 สาระความคิดรวบยอดหรือทักษะ ส่วนเนื้อหาสาระใดของวิชาใดไม่สามารถนํามาบูรณาการกันได้ ก็ให้ สอนตามปกติ 7.Threaded เป็นรูปแบบการบูรณาการที่ใช้ทักษะใดทักษะหนึ่งที่ต้องการฝึกเป็นหลัก เช่นทักษะ การคาดเดา ทักษะการแก้ปัญหาทักษะการวิเคราะห์แล้วกำหนดเนื้อหา ตลอดจนจัดการเรียนการสอนใน แต่ละรายวิชาให้สัมพันธ์กับทักษะที่กำหนดซึ่งจะเป็นกี่วิชาก็ได้ 8. Integrated เป็นการจัดหลักสูตรบูรณาการ แบบสหวิทยาการที่นําเอาความรู้ ความคิดรวบยอด หรือทักษะที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ของวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษาภาษาไทย ศิลปศึกษามาวางแผนจัดสอนร่วมกันเป็นทีม การบูรณาการแบบนี้เป็นการช่วยสร้างความเข้าใจและความ ซาบซึ้งระหว่างวิชาต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน 9. Immersed เป็นรูปแบบบูรณาการที่นักเรียนได้ เรียนรู้เนื้อหาสาระในวิชาต่าง ๆ และมีความ สนใจในเนื้อหาวิชาด้านใดด้านหนึ่งแล้วนักเรียนใช้ความรู้เนื้อหานั้นในการศึกษาค้นคว้าซึ่งเปรียบเหมือน การใช้แว่นขยายประสบการณ์ของตนเอง สร้างประสบการณ์ให้กับตนเองโดยในการหาประสบการณ์นั้น นักเรียนอาจจะต้องบูรณาการข้อมูลที่เรียนรู้ทั้งหมดมาใช้ 10. Networked เป็นรูปแบบบูรณาการที่กลั่นกรองความรู้ที่มิใช่จากการศึกษาค้นคว้าของ นักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งการใช้เครือข่าย การเรียนรู้ เรียนรู้ทั้งภายในสาชาวิชาและนอกสาขาวิชา แล้วเชื่อมโยงความรู้เข้ารวมด้วยกันทั้งหมดเพื ่อก ระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดขยายออกไปเป็นแนวทางใหม่ ลักษณะและรูปแบบของการบูรณาการ หลักสูตรดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีวิธีการบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆเข้าด้วยกันได้หลายวิธี มีทั้งแบบบูรณา การภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน บูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ และบูรณาการจาก ความคิดของผู้เรียนเองการเลือกใช้รูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหาสาระ ความคิดรวบ ยอด เจตคติและทักษะที่ต้องการเน้นซึ่งผู้สร้างหลักสูตรบูรณาการจะต้องรู้ เนื้อหาสาระของหลักสูตรแล้ว พิจารณาเลือกรูปแบบใช้ให้เหมาะสม 4.วิธีการบูรณาการ 1. กำหนดเรื่องที่จะสอนโดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของ เนื้อหาที่มีความ เกี่ยวข้องกัน เพื่อนํามากำหนดเป็นหัวข้อเรื่องความคิดรวบยอดหรือปัญหา 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยการศึกษาจุดประสงค์วิชาหลัก และวิชารองจะนํามาบูรณา การ และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอนสำหรับหัวข้อเรื่องนั้น ๆ เพื่อการวัดและประเมินผล 3. กำหนดเนื้อหาย่อยเป็นการกำหนดเนื้อหาย่อย ๆ สำหรับการเรียนรู้ให้สนองกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่กำหนดไว้


7 4. วางแผนการสอนเป็นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการเขียนแผนการ สอน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญเช่นเดียวกับแผนการสอนทั่วไปนั่นคือ สาระสำคัญ จุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 5. ปฏิบัติการสอนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผนการสอน รวมทั้งมีการสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ความสอดคล้องกันของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผลสำเร็จของการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์โดยมีการบันทึกจุดเด่นจุดด้อยไว้สำหรับการปรับปรุง และพัฒนา 6. การประเมินปรับปรุงและพัฒนา เป็นการนําผลที่ได้จากการบันทึกรวบรวมไว้ในขณะปฏิบัติการ สอนมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงพัฒนาแผนการสอนแบบบูรณาการให้มีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น อัญชลี สารรัตนะ (2542: 29-31) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนและการจัดการเรียนการสอน แบบบูรณาการไว้ดังนี้ 1. กำหนดเรื่องที่จะสอน โดยการศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ เนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้อง กันเพื่อนํามากำหนดเป็นหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือปัญหาในการสอน หรืออาจกำหนดเรื่องที่จะสอน จากการเลือกจุดประสงค์รายวิชา 2 รายวิชาขึ้นไปและนํามาสร้างเป็น หัวเรื่องความคิดรวบยอดหรือ ปัญหาในการสอน 2. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ในการสอน สำหรับหัวเรื่องที่กําหนดให้ในขั้นที่ 1โดยกำหนดความรู้ และความสามารถที่ต้องการจะให้เกิดแก่ผู้เรียน ควรเขียนให้ชัดเจนเพื่อนําไปสู่การจัดกิจกรรมและการ ประเมินผล 3. วางแผนการสอนเป็นการกำหนดรายละเอียดของการสอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยการเขียนแผนการ สอนซึ่งอาจจัดในรูปแผนการสอนรายวิชาและแผนการสอนรายคาบ รวมทั้งระบุทรัพยากรแหล่งความรู้ อุปกรณ์หรือวัสดุอื่นที่ต้องใช้ 4. ปฏิบัติการสอนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการสอนกำหนด ขึ้นในขั้น ที่ 3 รวมทั้ง มีการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ความสอดคล้องสัมพันธ์กันของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ผลสำเร็จของการสอนตามจุดประสงค์โดยมีการบันทึกจุดเด่นจุดด้อยของกิจกรรมไว้ สำหรับการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น 5. การประเมินผลเป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนและการบรรลุผลตามจุดประสงค์การ เรียนรู้โดยใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลายและสอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง เช่นการสังเกต การ ปฏิบัติงาน ตรวจผลงาน ทดสอบและสัมภาษณ์ วิเศษ ชิณวงศ์ (2544: 31) ได้กล่าวถึงการสร้างบทเรียนแบบบูรณาการมี2 ลักษณะ คือการสอน บูรณาการตามรูปแบบที่ 1 และ 2 และการสอนบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 และ 4 การสอนบูรณาการตาม รูปแบบที่ 1 แบบสอดแทรก และ 2แบบคู่ขนาน มี2 วิธี คือ


8 วิธีที่ 1 เลือกหัวเรื่อง (Theme) ก่อนแล้วดำเนินการพัฒนาหัวเรื่องให้สมบูรณ์ มีการกำหนด วัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้ชัดเจน กำหนดแหล่งข้อมูหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้ แล้ว จึงพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนตามลำดับ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกหัวเรื่อง (Theme) โดยมีวิธีการต่อไปนี้ 1.1 ระดมสมองของครูและนักเรียน 1.2 เน้นให้สอดคล้องกับชีวิตจริง 1.3 ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.4 กำหนดหัวเรื่องให้แคบลง โดยให้สัมพันธ์กับชีวิตจริงตามความสนใจ 2. พัฒนาหัวเรื่องดังนี้ 2.1 เขียนวัตถุประสงค์โดยกำหนดความรู้และความสามารถที่ต้องการที่จะให้เกิดกับผู้เรียนเขียน วัตถุประสงค์ให้เชื่อมโยงระหว่างวิชาให้ชัดเจนเพื่อนําไปสู่กิจกรรม 2.2 กําหนดเวลาสอนให้เหมาะสมกับกําหนดการต่างๆ ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน 2.3 เตรียมสื่อ เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะใช้ในการดำเนินกิจกรรม 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ ควรคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น หาง่าย ประหยัด 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ 4.1 กำหนดกิจกรรมที่จะเชื่อมโยงกับเนื้อหาวิชาอื่น 4.2 กำหนดจุดมุ่งหมายของกิจกรรมให้ชัดเจน 4.3 เลือกวิธีที่ครูวิชาต่างๆจะทำงานร่วมกัน 4.4 เลือกวิธีสอนที่เหมาะสม 4.5 จัดทำเอกสารแนะนําการปฏิบัติกิจกรรม 4.6 ครูเตรียมสื่อ วัสดุ ล่วงหน้าได้แก่ ใบความรู้ใบงาน แบบบันทึก แบบประเมินแบบทดสอบและ อื่น ๆ 5. ดำเนินกิจกรรมตามรายการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด มีการตรวจสอบและร่วมมือกับครูคนอื่นอยู่เสมอ เพื่อความก้าวหน้าของกิจกรรม 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7. ประเมินกิจกรรมการสอน หาจุดเด่นจุดด้อย เพื่อนํามาปรับปรุง 8. แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน วิธีที่ 2 เลือกจุดประสงค์รายวิชาจาก 2 วิชาขึ้นไปแล้วนํามาสร้างเป็นหัวเรื่องร่วมกัน ระหว่างจุดประสงค์ที่เลือกไว้ กำหนดแหล่งข้อมูลหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการค้นคว้าและเรียนรู้แล้วจึง พัฒนาการเรียนการสอนตามลำดับ โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้จาก 2 รายวิชาที่มีความสัมพันธ์กัน


9 2. นําจุดประสงค์ตามขั้นตอนที่ 1 มาสร้างเป็นหัวเรื่อง 3. ระบุทรัพยากรที่ต้องการ 4. พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน 5. จัดกิจกรรมการเรียนการสอน 6. ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 7.ประเมินกิจกรรมการสอนหาจุดเด่นจุดด้อยเพื่อนำมาปรับปรุง 8.แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูด้วยกัน สำหรับการบูรณาการตามรูปแบบที่ 3 แบบสหวิทยาการ และรูปแบบที่ 4 แบบข้ามวิชาหรือสอนเป็น คณะที่เน้นงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามากกว่า 1 สาขาวิชาดังนั้นวิธีการสร้างบทเรียนบูรณา การในขั้นที่ 4 การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน จึงสร้างเป็นงานกิจกรรมหรือโครงการให้นักเรียนทำ เพราะจะส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยง และนำความรู้ความสามารถจากรายวิชามาสร้างกิจกรรมต่าง ๆ ใน โครงการได้อย่างดีจากขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จึงสรุปได้ว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการมีทั้งหมด 7 ขั้นตอนคือ 1.การกำหนดหัวเรื่องที่จะสอน 2.สอนการพัฒนาหัวเรื่องโดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. การกำหนดเนื้อหาย่อย 4 การวางแผนเตรียมสื่อทรัพยากรสำหรับการเรียนรู้ 5.การดำเนินกิจกรรมปฏิบัติการสอน 6.การประเมินผลปรับปรุงและพัฒนา 7.การประเมินผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 5.สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่2 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์


10 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมา ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนิน ชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 ท 1.1 ป.2/1 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อย กรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง ท 1.1 ป.2/2 อธิบายความหมายของ คำและข้อความที่อ่าน ˜ การอ่านออกเสียงและการบอกวามหมายของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป. 1 ไม่น้อยกว่า 800 คำ รวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ - คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรงตามมาตรา - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มีรร - คำที่มีพยัญชนะและสระที่ไม่ออกเสียง ท 1.1 ป.2/3 ตั้งคำถามและตอบ คำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ป.2/4 ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ป.2/5 แสดงความคิดเห็นและ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน ˜ การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทาน - เรื่องเล่าสั้น ๆ บทเพลงและบทร้อยกรองง่ายๆ - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน ท 1.1 ป.2/6 อ่านหนังสือตามความ สนใจอย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่อง ที่อ่าน ˜ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ท 1.1 ป.2/7 อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ ˜ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ - การใช้สถานที่สาธารณะ - คำแนะนำการใช้เครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้านและในโรงเรียน ท 1.1 ป.2/8 มีมารยาทในการอ่าน • มีมารยาทในการอ่าน เช่น -ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น -ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน -ไม่ทำลายหนังสือ -ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่


11 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 ท 2.1 ป.2/1 คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด ˜ การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ท 2.1 ป.2/2 เขียนเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์˜ การเขียนเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ ท 2.1 ป.2/3 เขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ ˜ การเขียนเรื่องสั้น ๆ ตามจินตนาการ ท 2.1 ป.2/4 มีมารยาทในการเขียน ˜ มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล - ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย


12 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 ท 3.1 ป.2/1 ฟังคำแนะนำ คำสั่งที่ ซับซ้อน และปฏิบัติตาม ˜ การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน ท 3.1 ป.2/2 เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง ท 3.1 ป.2/3 บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและ ดู ท 3.1 ป.2/4 ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังและดู ˜ การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่ เป็นความรู้และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน การ์ตูน และเรื่องขบขัน - รายการสำหรับเด็ก ท 3.1 ป.2/5 พูดแสดงความคิดเห็นและ ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - เพลง ท 3.1 ป.2/6 พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ ˜ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคำขอบคุณ - การกล่าวคำขอโทษ - การพูดขอร้องในโอกาสต่าง ๆ - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ท 3.1 ป.2/7 มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด ˜ มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไปรับประทานขณะที่ฟัง - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง ˜ มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิของผู้อื่น ˜ มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเสียหาย


13 สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 ท 4.1 ป.2/1 บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย ˜ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ˜ เลขไทย ท 4.1 ป.2/2 เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ ˜ การสะกดคำ การแจกลูก และการอ่านเป็นคำ ˜ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรงตาม มาตรา ˜ การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ ˜ คำที่มีตัวการันต์ ˜ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ ˜ คำที่มีอักษรนำ ˜ ความหมายของคำ ˜ คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน ˜ คำที่มีรร ท 4.1 ป.2/3 เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตามเจตนาของการสื่อสาร ˜ การแต่งประโยค ˜ การเรียบเรียงประโยคเป็นข้อความสั้น ๆ ท 4.1 ป.2/4 บอกลักษณะคำคล้องจอง ˜ คำคล้องจอง ท 4.1 ป.2/5 เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับ กาลเทศะ ˜ ภาษาไทยมาตรฐาน ˜ ภาษาถิ่น สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.2 ท 5.1 ป.2/1 ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็กเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน ˜ วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง สำหรับเด็ก เช่น - นิทาน - เรื่องสั้นง่าย ๆ - ปริศนาคำทาย - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน ท 5.1 ป.2/2 ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ˜ บทร้องเล่นที่มีคุณค่า - บทร้องเล่นในท้องถิ่น - บทร้องเล่นในการละเล่นของเด็กไทย ท 5.1 ป.2/3 ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ ˜ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ


14 6.ตัวอย่างหน่วยบูรณาการภายในศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ป.2 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้รูปแบบการสอนแผนภาพความคิด(Mind Mapping) โรงเรียน ประถม NEU ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รหัสวิชา ๑๖๑๐๑ รายวิชา ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง วรรณกรรมน่ารู้ ภาคเรียนที่ ๑ วันที่ เดือน พ.ศ. ๒๕๖๖ แผนการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง การอ่านในใจเรื่อง อ่านป้ายได้สาระ เวลา 1 ชั่วโมง ผู้สอน : นางสาวนริศรา หงษ์ทอง อาจารย์พี่เลี้ยง : ผศ.สมหวัง นิลพันธ์ อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.สมหวัง นิลพันธ์ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๑.๑ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ป.๖/๓ อ่านเรื่องสั้นๆ อย่างหลากหลายโดยจับเวลาแล้วถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ป.๖/๔ แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน ป.๖/๕อธิบายการนำความรู้และความคิด จากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหา ในการ ดำเนินชีวิต ป.๖/๙ มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ป.๖/๓. เขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน สาระที่ ๓ การฟัง การดูและการพูด มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๓.๑สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์


15 ตัวชี้วัด ป.๖/๒ ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล จากเรื่องที่ฟังและดู ป.๖/๖ มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด สาระที่5 วรรณคดีวรรณกรรม มาตรฐานการเรียนรู้ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด ป.๖/๑ แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดี หรือวรรณกรรมที่อ่าน ๒.สาระสำคัญ การอ่านในใจ ผู้อ่านต้องมีสมาธิ มีความตั้งใจ เอาใจใส่ในเรื่องที่อ่าน อ่านแล้วสามารถตั้ง คำถาม ตอบคำถาม เรียงลำดับเหตุการณ์ จับใจความสำคัญของเรื่อง คิดวิเคราะห์และสรุปใจความสำคัญ ของเรื่องได้ ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ผลของการกระทำ ข้อคิดที่ได้ ๓. จุดประสงค์การเรียนรู้ เมื่อนักเรียนอ่านในใจ เรื่องอ่านป้ายได้สาระแล้ว นักเรียนสามารถ ๑. อ่านในใจบทเรียนเพื่อจับใจความสำคัญได้ ( K ) ๒. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน โดยตั้งคำถามและตอบคำถามได้ ( P ) ๓. มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มารยาทการฟัง การดู การพูด การอ่านและ การเขียน ซื่อสัตย์ สุจริต กล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ ( A ) ๔. สาระการเรียน หลักเกณฑ์การอ่านในใจ เพื่อสรุปสาระสำคัญของเรื่องอ่านป้ายได้สาระ เพื่อให้ทราบว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ผลของการกระทำ ข้อคิดที่ได้ สามารถอ่านจับใจความสำคัญและ สรุปสาระสำคัญความให้ทราบถึง ตัวละครที่สำคัญ ตัวละครประกอบ สถานที่ เวลาที่เกิด เหตุการณ์ สาระสำคัญของแต่ละเหตุการณ์ ผลของการกระทำและข้อคิดที่ได้ ประโยชน์ในการ นำไปใช้ชีวิตประจำวัน ๕. กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ ๑ เตรียมความพร้อมกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยใช้เกม ลมเพลมพัด แบ่งกลุ่ม นักเรียนออกเป็น กลุ่มๆละ 5-6 คน และ แนะนำกติกาการเรียน ขั้นตอนการทำงาน และเอกสารบทอ่านเรื่อง อ่านป้ายได้สาระ ที่ กำหนดให้เป็น สถานการณ์ประเด็นปัญหา


16 ขั้นที่ ๒ ขั้นกำหนดสถานการณ์ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบงานที่ ๑ และเอกสารบทอ่านเรื่องอ่านป้ายได้สาระ แล้วปฏิบัติกิจกรรม ตามลำดับจากสถานการณ์ปัญหา เพื่อให้นักเรียนอ่านจับใจความสำคัญของ เรื่อง อ่านป้ายได้สาระและ สรุปประเด็นสาระสำคัญ ข้อคิดเห็นของเรื่องได้ - ตัวละครที่สำคัญ -ตัวละครประกอบ - สถานที่ -เวลาที่เกิดเหตุการณ์ -สาระสำคัญของแต่ละ เหตุการณ์ - ผลของการกระทำและข้อคิดที่ได้ ประโยชน์ในการนำไปใช้ชีวิตประจำวัน ขั้นที่ ๓ ขั้นทำกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ระดมการคิดวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของเรื่องที่ อ่านให้ เป็นประเด็นโดยใช้หลักเกณฑ์ หลักและการใช้ภาษาและมีเหตุผลประกอบให้ได้ประเด็นมากที่สุด แล้วให้นักเรียนทุกคนช่วยกันวิเคราะห์ประเด็นสำคัญของเรื่อง พ่อของแผ่นดิน โดยร่วมกันกำหนดหัวข้อ เรื่องที่จะทำจัดทำเป็นแผนภาพความคิดกลุ่ม เช่น - ตัวละครสำคัญ - เรื่องเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร - เหตุการณ์สำคัญของเรื่องมี - ผลของการกระทำ - ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง ขั้นที่ ๓ ขั้นทำกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ ระดมความคิดภายในกลุ่มสาระสำคัญจาก เรื่องที่อ่านให้เป็นประเด็น และช่วยกันตอบคำถามลงในใบงานแล้วสรุปออกมาเป็นแผนภาพ ความคิด ( Mind Mapping )


17 ขั้นที่ ๔ นำเสนอผลงานหน้าชั้น แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานจากกิจกรรมขั้นที่ ๑-๒ ขั้นที่ ๕ อภิปรายแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ทั้งชั้น ครูกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกัน แสดงข้อคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล จากประเด็น ที่ได้ เพื่อร่วมกันเพิ่มเติมรายละเอียดของข้อมูลในแต่ละประเด็นให้ได้องค์ความรู้ที่ชัดเจนขึ้น ขั้นที่ ๖ ขั้นสรุป นักเรียนสรุปความคิดรวบยอด/สาระสำคัญที่ได้แล้วเขียนเป็นแผนภาพความคิดเป็นของ ตนเองโดยสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้ จากการสรุปการคิดวิเคราะห์สาระสำคัญของเรื่องอ่านป้ายได้สาระ ๖. การวัดและการประเมินผล วัดและประเมิน(ตาม จุดประสงค์) วิธีการประเมิน เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน ๑. อ่านในใจบทเรียน เพื่อจับใจความส าคัญ/ หารายละเอียด/ เรียงล าดับเหตุการณ์ จากเรื่องที่อ่าน จากการสังเกตการณ์ การอ่านในใจ และการ ท างานกลุ่ม การสังเกตพฤติกรรม การอ่านในใจ และการ ท างานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์ตามใบงาน ๒. แยกข้อเท็จจริงและ ข้อคิดเห็นจากเรื่องที่ อ่าน โดยต้งัคา ถามและ ตอบค าถามได้ จากการแสดง ข้อคิดเห็นและการถาม ตอบ การสังเกตการแสดง ข้อคิดเห็นและการถาม ตอบ ผ่านเกณฑ์ตามใบงาน ๓. เขียนแผนภาพ ความคิด (Mind Mapping) เพื่อคิด จากการตรวจชิ้นงาน แผนภาพความคิด (Mind Mapping) แบบประเมินชิ้นงาน ผ่านเกณฑ์ตามใบงาน


วิเคราะห์จากเรื่องที่ อ่าน ๔. มีทักษะการคิด วิเคราะห์ ทักษะการ อ่าน การเขียน ฟังดู พูด และคิดสร้างสรรค์โดย ใช้แผนภาพความคิด ทักษะแสวงหาการ เรียนรู้และทักษะการ น าเสนอข้อมูล จากการประเมินทักษะ การคิดวิเคราะห์ ทักษะ การอ่าน และการเขียน แบบประเมินทักษะ การคิดวิเคราะห์ ทักษะ การอ่าน และการเขียน ผ่านเกณฑ์การ ประเมินในระดบัดีข้ึน ไป ๕. มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ มารยาทการ ฟัง การดู การพูด การ อ่านและ การเขียน ซื่อสัตย์สุจริต กล้า แสดงออก มีความคิด สร้างสรรค์และคิด สร้างสรรค์โดยใช้ แผนภาพความคิด ผลงานและการท างาน กลุ่มและน าเสนอ แบบประเมินชิ้นงาน และการน าเสนอ ผลงาน ผ่านเกณฑ์การ ประเมินในระดบัดีข้ึน ไป ๗. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ สื่อหลัก ๑. บทอ่าน เรื่อง อ่านป้ายได้สาระ ๒.ใบกิจกรรมที่ ๑ สื่อเสริม ๑.ตัวอย่างตัวอย่างแผนภาพความคิด ๒.อุปกรณ์ที่นำเสนอคริปชาร์ด ๘. บันทึกหลังสอน ....................................................................................................................................................................... ....................………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ……………………………ผู้บันทึก ( ……………………) …/……./......


19 ใบกิจกรรมที่ ๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ วรรณกรรมน่ารู้ เรื่องการอ่านในใจเรื่องอ่านป้าย ได้สาระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรมตามขั้นตอนต่อไปนี้ ๑. ให้นักเรียนอ่านบทอ่าน เรื่อง “อ่านป้ายได้สาระ” ๒. ให้นักเรียนทำภารกิจจากสถานการณ์ปัญหา ๓. แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานตามขั้นตอนดังนี้ ๓.๑ อธิบายขั้นตอนของกระบวนการคิด ๓.๒ สรุปประเด็นสาระสำคัญของเรื่องจากข้อ ๒ ๔. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเขียนสรุปประเด็นสาระสำคัญของเรื่องที่ได้จากข้อ ๑โดยเขียนเป็น แผนภาพความคิด ของตนเอง สถานการณ์ปัญหา “แต่ละกลุ่ม อ่านจับใจความ สรุปสาระส าคัญของเรื่องการอ่านในใจจากอ่านป้ายได้สาระ ให้ได้ อย่างน้อย ๗ ประเด็น พร้อมกับยกตัวอย่าง อธิบายประกอบแต่ละประเด็น” โดยเขียนเป็ น แผนภาพความคิดลงในกระดาษชาร์ดที่แจกให้


20 ให้หาแบบประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์หลักการอ่านและการเขียน โดยใช้แผนภาพความคิดอิสระ (Mind Mapping) โรงเรียน………………………………………………………………. รายการ 5 มากที่สุด 4 มาก 3 พอใช้ 2 ปรับปรุง 1 หมายเหตุ ระดับผลการประเมินขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สอนในการกำหนดช่วงคะแนน


21 ให้หาแบบประเมินผลงานนักเรียน แบบประเมินชิ้นงานแผนภาพความคิด(Mind Mapping) โรงเรียน……………………………………………… ชื่อผู้สอน...............................................................ชั้น............................................ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง.................................................................. วันที่.........เดือน..............................พ.ศ. .............เวลา………………… คำชี้แจง : โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่นักเรียนคิดว่าพฤติกรรมการสอนตาม รายการ การสังเกตพฤติกรรมการสอนดังต่อไปนี้ รายการ 5 มากที่สุด 4 มาก 3 พอใช้ 2 ปรับปรุง 1 ลงชื่อ......................................................... (.......................................................) ผู้ประเมิน


22 แบบบันทึกผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ป.6 แบบบันทึกผลการเรียนรู้ของ นักเรียน ครู วัน..................ที่.............เดือน........................................พ.ศ. 25.................................. 1. ขั้นตอนการทำงาน .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ........................................................................................ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ............................................ 2. ความรู้ที่ได้รับ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ........................................................................................ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ............................................ 3. ทักษะที่ได้รับ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ..................................................................


23 4 สมรรถนะที่ได้รับ .................................................................................................................................................... ...................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ............................................ .................................................................................................................................................... ...................... 5. คุณลักษณะที่ดี/ค่านิยม/คุณธรรม/จริยธรรม .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................. .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ............................................ 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................. .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ............................................ 7. ผลงาน .................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................


24 .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................... กลุ่มที่......................... สมาชิก 1. ................................................................................. เลขที่..................................... 2. ................................................................................. เลขที่..................................... 3. ................................................................................. เลขที่..................................... 4. ................................................................................. เลขที่..................................... 5. ................................................................................. เลขที่.....................................


25 บทอ่าน เรื่องอ่านป้ายได้สาระ บริน...เสียงเครื่องยนต์ดังแล้วเงียบไป บริ้น... บริ้น...เสียงเร่งเครื่องยนต์อย่างแรงแล้วผ่อนคันเร่ง แต่ คราวนี้เครื่องยนต์ ยังคงดังเบาๆ ต่อเนื่อง พร้อมที่จะใช้งาน นี่แหละครับ งานประจำทุกเช้าของคุณพ่อกับผมสองคนพ่อลูก คุณพ่อไม่ใช่ช่าง ซ่อมเครื่องยนต์ แต่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ส่วนผม มาคอยเป็น “ลูกมือ” ครับ“เจ้าโกร่ง” รถยนต์กระบะคันนี้เป็นสมบัติ ของคุณปู่ ยกให้คุณพ่อ ของผมหลังจากที่ท่านเกษียณอายุราชการ ถ้านับอายุจริงแล้ว เจ้าโกร่ง แก่กว่าผมหลายปีครับ สภาพรถจึงเก่า จะติดเครื่องทั้งทีก็สั่นไปทั้งคัน เผลอๆ จามดังๆ ประตูรถอาจจะหลุดก็ได้ แต่ถึงจะเก่าจะแก่อย่างไร เจ้า โกร่งก็ยังมีสิ่งทันสมัย เป็นสติกเกอร์รูปหัวใจสีชมพู มีข้อความว่า “รักเมืองไทย ร่วมใจทำดี” ติดที่รถให้เห็นเด่นสะดุดตา เชียวครับ คุณพ่อใช้ “เจ้าโกร่ง” เป็นพาหนะคู่ชีพไปทำงาน ให้ความรู้แก่ เกษตรกรในการประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ทำ สวน ซึ่งคุณพ่อเคยเล่า ว่า ได้น้อมนำแนวพระราชดำริการเกษตรทฤษฎีใหม่มาอบรมเกษตรกร ให้ทำเกษตรบนพื้นฐาน ความพอเพียง พึ่งพาตนเองและคำนึงถึงสภาวะ แวดล้อม บางทีก็ใช้เจ้าโกร่งบรรทุกสารพัดอย่าง เช่น ต้นกล้า ปุ๋ย ดิน เครื่องมือทางการเกษตร เกษตรกรที่นี่มีความพร้อมที่จะพัฒนาการทำงานของคุณพ่อไม่คำนึงถึงวันหยุด บางครั้งเกิด ปัญหา ภัยแล้ง น้ำท่วม ศัตรูพืชระบาด คุณพ่อจะรีบเร่งไปช่วยเหลือทันที แก้ปัญหาเท่าที่จะทำได้ไปก่อน บ่อยครั้งจนชิน ตาที่ผมเห็นคุณพ่อลงจากรถอย่างหมดแรง ผม เข้าไปช่วยรับกระเป๋าเอกสาร คุณพ่อก็จะบอกว่า “ถือให้ดี อย่าทำหล่น ใน นั้นมีโครงการที่จะต้องพัฒนาอยู่หลายโครงการ” ทำให้ผมเข้าใจว่า ไม่ใช่แต่นักเรียนเท่านั้นที่ทำโครงงาน ผู้ใหญ่ก็ต้องทำ เหมือนกัน วันนี้คุณพ่อจะขับ “เจ้าโกร่ง” พาผม น้องแป้งหอม และคุณแม่เดินทางไกล ไปชมงานมหกรรมยานยนต์ ที่ ศูนย์แสดงสินค้า คราวนี้คุณปู่ไป ด้วย ท่านบอกว่าจะไปช่วยดูรถเส้นทางออกจากหมู่บ้านเป็นถนนดินแคบๆ ข้างทางเป็น คูน้ำเล็กๆ ที่มีน้ำเอ่อล้นตลอดทั้งปี ทอดยาวขนานไปกับถนนของหมู่บ้าน จนถึงถนนใหญ่ ระหว่างเดินทางเราจะไม่นั่ง เฉยๆ แต่ชวนกันอ่านเลข จากป้ายทะเบียนรถคันหน้าบ้าง บวกเลขทะเบียนบ้าง ถอดรหัสตัว พยัญชนะหน้าตัวเลขป้าย ทะเบียนบ้างว่าอ่านอย่างไร เป็นพยัญชนะตัวที่ เท่าไร พอเบื่อก็พากันอ่านป้ายตามเส้นทางที่ผ่าน “ระวัง! รถสวน” เสียง แป้งหอมอ่านแล้วต่อด้วยคำถามที่เราต้อง ช่วยกันหาคำตอบ“หมู่บ้านของเรามีการทำงานหลายอย่าง ทำไมต้องระวังแต่ รถของชาวสวนล่ะคะ” คุณแม่ก็ต้องทำหน้าที่อธิบาย “คุณพ่อครับ ขับรถให้เร็วกว่านี้เถอะครับ มีป้ายบอกว่า ขับช้าๆ อันตรายครับ” ผมบอกด้วยความเป็นห่วง “ป้ายเตือนว่าให้ขับรถช้าๆ เพราะถ้ามีอันตรายจะได้หยุดรถ ได้ทัน ถ้าขับเร็วหยุดรถไม่ทันจะเกิดอันตราย” พ่ออธิบายซึ่ง ผมก็ยัง ไม่เข้าใจเท่าไร แล้วก็เข้าใจ เมื่อเห็นคุณพ่อขับรถช้าๆ หลบก้อนดินก้อน ใหญ่ๆ ที่หล่นขวางทางอย่างระมัดระวัง ก้อนดินนี่เองคืออันตราย ถ้ารถมาเร็วๆ หักหลบไม่ทันอาจเกิดอุบัติเหตุได้ คิดแล้วหวาดเสียว คุณพ่อขับรถมาถึงทางแยก ถนนใหญ่ มีสัญญาณไฟแดงทำให้ ต้องหยุดรถอยู่นาน “คุณปู่ครับ คุณปู่สังเกต เห็นเหมือนผมไหมครับ ทางแยก สามเส้นทางที่มีไฟแดงขึ้น รถติด ทุกทางเลยครับ เขาไม่น่าจะมี ไฟแดงเลยนะครับ รถจะได้ไม่ติด ผมพูดไปมองไฟแดงไป “ไม่ใช่อย่างนั้น แหลมเอ้ย” คุณปู่ท้วง “เขามีไฟแดงเอาไว้ห้ามรถ ไม่ให้วิ่งมาตรงทางแยกพร้อมๆ กัน เป็นการป้องกันการ เกิดอุบัติเหตุ แล้วเปิดไฟเขียวเฉพาะทางที่ให้รถวิ่ง สลับกันไป อุบัติเหตุก็จะไม่เกิด เอ...ถ้าคิดอย่างนี้ โตไปแหลมจะขับรถ ได้ไหมนี่” คุณปู่เป็นกังวล “เมาไม่ขับ” คราวนี้ผมอ่านในใจแล้วครับ ผมว่าป้ายข้อความนี้เป็น ปริศนา ผมไม่เข้าใจว่า เมา อะไร เมาจากการดื่มสุราอย่างเดียว หรือหมายรวมเมาอย่างอื่นด้วย เช่น เมาจากการเสพสิ่งเสพติด เมาใจ แต่ผมคิดว่า ไม่ ว่าจะเมา แบบไหน ก็ไม่ควรขับรถทั้งนั้น แหละครับ ปัญหาอยู่ที่คนเมา เขาไม่ยอมรับว่าเขาเมา มีแต่คนอื่น บอกว่าเขาเมา การแก้ปัญหาจากคนอื่นบอก ไม่ได้ผลเท่ากับตนเองรู้ปัญหาของตนเอง แล้วจะแก้ปัญหา กันให้ลุล่วงได้อย่างไรล่ะครับ นี่ แหละที่เป็นปริศนาค้างคาใจของผม“พี่แหลม ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนคะ” แป้งหอมถาม “ถ้าแป้งหอมอ่านป้ายโรงเรียน ป้าย


26 สถานีตำรวจ หรือป้าย สำนักงานของส่วนราชการนะ จะรู้ได้ว่าเป็นตำบล อำเภอ จังหวัดใด ส่วนป้ายอื่นๆ บอก รายละเอียดไม่ชัดเจน” ผมบอกน้องคุณพ่อขับรถด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อวิ่งมาถึงถนนสี่เส้นทาง ผมสังเกตเห็นว่า คุณพ่อขับรถตามเส้นทางที่บอกไว้บนแผ่นป้ายจราจร สีเขียวที่อยู่ข้างบนเหนือถนน และกำลังจะชิดซ้ายตามป้าย สัญลักษณ์ ขึ้นทางด่วน คุณแม่ส่งเงินให้คุณพ่อเป็นค่าผ่านทาง“ไชโย!” ผมร้องอยู่ในใจ พอขึ้นทางด่วนถนนโล่งมีรถน้อย ผม คิดว่าคุณพ่อคงจะเร่งความเร็วรถให้นิ้วปลิวลม แต่คิดผิดครับ ผม เห็นป้ายไฟกะพริบสีเหลืองบอกความเร็วไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง “เฮ้อ!” ผมแอบถอนใจ เพราะรู้ว่าคุณพ่อจะต้องปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างแน่นอน“ขับไว ไปวัด” ป้ายข้อความท้ายรถวัดคันหนึ่งที่แซงขึ้นไป เหมือน จะให้สติคนขับรถทั่วไปเรามาถึงสถานที่งานแสดง มหกรรมยานยนต์ ผมรู้สึก เหมือนหลุดโลกพลัดหลงเข้าไป ในอีกโลกหนึ่ง ก้าวแรกสัมผัส ไอเย็นฉ่ำจนหนาวเยือก แสงสว่างจ้าส่องวูบวาบไป ทั้งงาน มองละลานตาพร่าพราย เสียงประชาสัมพันธ์เชิญชวนด้วยภาษาไทยสำเนียงใหม่ที่ไม่คุ้นหู เสียงเพลงกระทึ่มโหม มารอบทิศทาง มีบริษัทต่างๆ นำรถยนต์ ที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศมาแสดง ทำให้เห็นความ ก้าวหน้า ของอุตสาหกรรมยานยนต์ แถมยังมีสาวสวยยืนข้างรถแจก ยิ้มหวานชวนมองทั้งรถทั้งคนคุณปู่และคุณพ่อเดินสอบถาม พนักงานขายรถและรับเอกสารแนะนำ รถยนต์มาศึกษา โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน สมรรถนะของ รถ ความ เหมาะสมกับรายรับรายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และยากที่จะ ตัดสินใจ ผมได้แต่ช่วยถือเอกสารให้และตั้งใจจะนำข้อมูลใน เอกสารไป ค้นคว้าทำโครงงานที่เกี่ยวกับรถยนต์ พฤติกรรมการขับรถยนต์ ป้าย ข้อความท้ายรถยนต์กับความหมาย ป้าย จราจรและป้ายของหน่วยงาน ต่างๆ ผมมีงานส่งคุณครูแล้วครับ ส่วนคุณปู่และคุณพ่อจะใช้ “เจ้าโกร่ง” รถกระบะ คู่ทุกข์คู่ยากของท่านต่อไปหรือซื้อรถคันใหม่ ผมไม่อาจเดาใจ ได้ครับ


27 7.การบูรณาการข้ามศาสตร์ 7.1ทฤษฎีการบูรณาการข้ามศาสตร์ 7.1.1ความหมายของสะเต็มศึกษา นักวิชาการทางการศึกษาได้ให้ความหมายของสะเต็มศึกษา ไว้หลายความหมาย (นัสรินทร์ บื อชา, 2558, น.10; พรทิพย์ ศิริภัทราชัย, 2556, น.49; พลศักดิ์ แสงพรมศรี, 2559, น. 11) ซึ่งสามารถ วิเคราะห์และสรุปความหมายได้ว่า สะเต็มศึกษา คือ การจัดการเรียนรู้ที่มีการบูร ณาการศาสตร์วิชาต่าง ๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (science) เทคโนโลยี (technology) วิศวกรรม (engineering) และคณิตศาสตร์ (mathematics) เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง ค้นคว้า สร้างสรรค์และออกแบบพัฒนา ผลงานหรือนวัตกรรมขึ้น เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนเกิด การพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่สำคัญ จากความหมายของสะเต็มศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า สะเต็มศึกษา หมายถึง การนำ ศาสตร์วิทยาทั้ง 4 มาบูรณาการการเรียนรู้เข้าด้วยกัน อันได้แก่ วิทยาศาสตร์ (science) เทคโนโลยี (technology) วิศวกรรม (engineering) และคณิตศาสตร์ (mathematics) เพื่อพัฒนา ให้นักเรียนมี ทักษะในศตวรรษที่ 21 7.1.2ศาสตร์สาขาของสะเต็มศึกษา นักวิชาการทางการศึกษาหลายท่านได้ให้ศาสตร์ของสะเต็มศึกษาไว้มากมาย ดังนี้ (พรทิพย์ ศิ ริภัทราชัย, 2556, น.50) ได้กล่าวถึงจุดเด่นของธรรมชาติตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละ ศาสตร์วิชา 4 ศาสตร์วิชาไว้ดังนี้ วิทยาศาสตร์ (S) เน้นเกี่ยวกับความเข้าใจในธรรมชาติ การสอนตามแนวทางสะเต็ม ศึกษาส่งผลให้ นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น รู้สึกท้าทาย และเกิดความมั่นใจในการเรียนรู้ ซึ่ง จะส่งผลให้ประสบ ความสำเร็จในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นที่สูงขึ้น เทคโนโลยี (T) เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ปัญหา ปรับปรุง พัฒนาสิ่งต่าง ๆ เพื่อ ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีที่เรียกว่าการ ออกแบบเชิง วิศวกรรม ซึ่งคล้ายกับกระบวนการสืบเสาะ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงไม่ได้หมายถึง คอมพิวเตอร์หรือไอซีที เท่านั้น 23 วิศวกรรมศาสตร์ (E) เป็นวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนา นวัตกรรม ต่าง ๆ โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ (M) ประการแรก เป็นวิชาที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ (mathematical thinking) ซึ่งได้แก่ การเปรียบเทียบ การจำแนก/จัดกลุ่ม การจัดรูปแบบ การระบุ รูปร่างและคุณสมบัติ ประการที่สองภาษาคณิตศาสตร์ เด็กสามารถถ่ายทอดความคิดหรือเข้าใจ ความคิด รวบยอด โดยการสื่อสารผ่านภาษาทางคณิตศาสตร์ได้ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เล็กกว่า ใหญ่กว่า เป็นต้น


28 ประการสุดท้ายคือการส่งเสริมคณิตศาสตร์ขั้นสูง (higher-level mathematical thinking) จากกิจกรรม การเล่นหรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เอกสารที่เกี่ยวข้องรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) โดยเรียงลำดับตามหัวข้อต่อไปนี้ 7.1.3ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) นักวิชาการหลายท่าน (กรมวิชาการ, 2546 น. 219; ทิศนา แขมมณี, 2553, น.141; พิม พันธ์ เดชะคุปต์, 2545, น.56) ได้กล่าวถึง ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการ เรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและสรุปได้ดังนี้ การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 31 5 ขั้น (5E) หมายถึงการดำเนินการเรียนการสอนโดยการแสวงหาความรู้โดยวิธีการเช่นเดียวกับ การทำงานของ นักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบและสรุป ด้วยตัวนักเรียนเอง โดยมีครูเป็น ผู้สนับสนุน โดยใช้ คำถามและการลงมือปฏิบัติ จากความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ข้างต้น จึงสรุปได้ ว่า การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ชั้น (5E) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้น นักเรียนเป็น ศูนย์กลาง โดยนักเรียนเป็นผู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ค้นคว้าหรือสร้างความรู้ด้วย ตนเองอย่างเป็น กระบวนการต่อเนื่องเป็นวัฏจักรโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมี ส่วนรับผิดชอบในการ จัดการเรียนรู้ทุกขั้นตอน ครูมีหน้าที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยาก เห็น แล้วลงมือสืบเสาะหา ความรู้โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นพบความรู้หรือ ประสบการณ์ที่มีความหมายด้วย ตนเอง 7.1.4ขั้นตอนการสอนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) รูปแบบการเรียนการสอน 5E เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีพื้นฐานมาจาก ทฤษฎีคอนสตรัคติ วิสต์ (constructivism) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการสืบสอบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ตามลำดับ ซึ่งนักการศึกษาและองค์กรทางการศึกษาได้อธิบายขั้นตอน การสอนตามรูปแบบการเรียนการ สอน 5E ไว้ ดังนี้: นักศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) BSCS (1997 อ้างถึงใน ประสาท เนื่องเฉลิม (2558, น.147-148)ได้แบ่งขั้นตอนของกระบวนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นนี้เป็นขั้นตอนการแนะนำบทเรียน หรือประเด็นที่สนใจ ประเด็นอาจมาจากการที่นักเรียนนำเสนอ หรือผู้สอนเป็นผู้เสนอแนะใน ห้องเรียนกิจกรรมการเรียนการสอนประกอบด้วยการซักถามประเด็นปัญหา การถกประเด็นปัญหา การทบทวนความรู้เดิม การกำหนดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนและ


29 เป้าหมายที่ ต้องการ ทำให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น ทั้งนี้กิจกรรมการเรียนการสอนควรจะอยู่ บน พื้นฐานของประสบการณ์เดิมที่นักเรียนได้เรียนมาแล้ว 2. ขั้นสำรวจ (Exploration) ขั้นนี้กระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดการปรับขยาย ความคิดโดยที่นักเรียนได้รับคำแนะนำ คำชี้แจงจาก ผู้สอน และมีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ไว้อย่าง เพียงพอ ผู้สอนไม่ควรบอกนักเรียนว่าจะต้องเรียนอะไรและ ต้องไม่อธิบายแนวคิดมากนัก เพื่อให้ นักเรียนได้ดำเนินการสำรวจต่อไป นักเรียนต้องมีบทบาทร่วมกันใน การรับผิดชอบต่อสิ่งที่สำรวจ การเก็บรวบรวม หรือการบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง 3. ขั้นอธิบาย (Eplanation) ขั้นนี้มุ่งหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนวางแนวคิดเกี่ยวกับบทเรียนด้วย ความร่วมมือระหว่างนักเรียนและผู้สอน ซึ่งมีส่วน ในการเลือกและจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมของชั้น เรียน ส่งผลให้นักเรียนเกิดการปรับขยาย โครงสร้างทางปัญญา สามารถกำหนดมโนทัศน์ตามความเข้าใจ ของตนเอง ผู้สอนเสนอแนะ แนวทางแก่นักเรียนจนสร้างคำอธิบายตามความเข้าใจหรือกรอบแนวคิดของ ตน 4. ขั้นขยายความรู้ (Expantion) ขั้นนี้มุ่งกระตุ้นความร่วมมือของกลุ่มนักเรียน จัดระเบียบประสบการณ์ทางความคิดผ่านการ ค้นพบ ทำการเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เดิม กับประสบการณ์ใหม่ในสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้ว มโนทัศน์ที่สร้างขึ้นต้องเชื่อมโยงกับความคิด อื่นหรือประสบการณ์อื่นที่สัมพันธ์กัน นักเรียนประยุกต์ใช้สิ่ง ที่ได้เรียนรู้ โดยการขยายความคิดจาก ตัวอย่างหรือจัดประสบการณ์เชิงสำรวจเพิ่มเติม สามารถค้นคว้าหา รายละเอียดในสิ่งที่ต้องการ ศึกษาและตรวจสอบได้มากขึ้น ตลอดจนมีการใช้ทักษะต่าง ๆ และมีการ อภิปรายแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นร่วมกับผู้อื่น 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการทดสอบความรู้ ความเข้าใจตาม มาตรฐานการเรียนรู้การประเมินผลควรต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช้การสิ้นสุดของบทเรียน


30 7.2ตัวอย่างหน่วยบูรณาการข้ามศาสตร์


31 7.3ตัวอย่างแผนบูรณาการข้ามศาสตร์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 รายวิชา ฟิสิกส์ 3 รหัสวิชา 232203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้บูรณาการแบบสะเต็ม เรื่อง เสียง เวลา 18 คาบ เรื่อง มาทำความรู้จักกับเสียง เวลา 2 คาบ วิทยาศาสตร์ สาระสำคัญ เสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกำเนิดเสียง และถ่ายโอนพลังงานการสั่นไปยังอนุภาค ตัวกลางที่อยู่ติดกับแหล่งกำเนิดเสียง ทำให้อนุภาคของตัวกลางสั่นและเกิดการถ่ายโอน พลังงาน ต่อไปยังอนุภาคที่อยู่ถัดกันไปเรื่อย ๆ จนถึงหูผู้ฟัง หากไม่มีตัวกลางเพื่อการถ่ายโอน พลังงานจาก แหล่งกำเนิดเสียง เราจะไม่สามารถได้ยินเสียงได้ ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด 2 5.1 ม.4-6/2, ว 5.1 ม.4-6/3, 2 8.1 ม.4-6/4 เทคโนโลยี สาระสำคัญ การใช้เทคโนโลยี ช่วยในการบันทึกข้อมูลผลการทดลองการมองเห็นคลื่นเสียง เป็น สิ่งจำเป็น เพราะลักษณะการสั่นอนุภาคของเสียงจากแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน จะได้ลักษณะของ คลื่นเสียงที่ต่างกัน และการใช้เทคโนโลยีในการบันทึกภาพ จะช่วยให้เห็นการเปรียบเทียบ รูปร่าง ของคลื่นเสียงได้ชัดเจน และ เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้งานอย่างมีคุณธรรม ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ง 3.1 ม.4-6/6 คณิตศาสตร์ สาระสำคัญ การมองเห็นคลื่นเสียง ต้องมีการออกแบบการทดลองโดยใช้วัสดุที่ช่วยทำให้เห็นเป็นภาพ คลื่น เสียงออกมา โดยวัสดุต้องมีการวัดขนาด และคำนวณพื้นที่ของวัสดุให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับ ภาพคลื่นเสียงที่ตกกระทบลงมา


32 ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ค 6.1 ม.4-6/2 วิศวกรรม สาระสำคัญ การนำความรู้เรื่องเสียงมาใช้ในการแก้ปัญหาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงใน ชีวิตประจำวัน อาศัยหลักการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเริ่มขั้นตอนการระบุปัญหา (Identify a challenge) เป็นขั้นตอนผู้แก้ปัญหาทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันโดยใช้ ความรู้ที่ศึกษามาแล้ว ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด ตัวชี้วัดเพิ่มเติม 1 ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดเสียง ลักษณะของคลื่นเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงได้ 2. ใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆได้ ความรู้เดิมที่ต้องมีมา ก่อน สมบัติของเสียง การได้ยินเสียง จุดประสงค์การเรียน ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ 1) อธิบายการเกิดเสียงและการถ่ายโอนพลังงานของเสียงผ่านอากาศได้ (วิทยาศาสตร์) 2) นำความรู้ด้านเทคโนโลยี แอพพลิเคชัน slow motion มาใช้ในการทดลอง เสียงที่ มองเห็น (เทคโนโลยี) 3) นำความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาใช้ในการคำนวณเกี่ยวกับการออกแบบชุดการ ทดลอง เรื่อง เสียงที่มองเห็น (คณิตศาสตร์) 4) ใช้หลักการออกแบบเชิงวิศวกรรมในขั้นตอน ระบุปัญหา (Identify a challenge) และการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้อง (Explore Ideas) ในการออกแบบห้องเก็บเสียง (วิศวกรรม) ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มีความสามารถ ออกแบบและเลือกใช้วัสดุในการสร้างชุดทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) มีความรับผิดชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สมบูรณ์ตรงตามที่กำหนดและตรงต่อ เวลา


33 หลักฐานร่องรอยการเรียนรู้ สิ่งที่ต้องการวัดและประเมินผล วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การวัดและ ประเมินผล ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถ 1. อธิบายการโอนพลังงานของเสียง ผ่านอากาศได้ 2. นำความรู้ด้านเทคโนโลยีโดยใช้ แอพพลิเคชัน slow motion สำหรับ นำมาใช้ในการทดลอง เสียงที่ มองเห็น 3. นำความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาใช้ใน การคำนวณ เกี่ยวกับการออกแบบ ชุดการทดลองเรื่อง เสียงที่ มองเห็น 4. ใช้หลักการออกแบบเชิงวิศวกรรม ในขั้นตอน ระบุ ปัญหา ในการ ออกแบบห้องเก็บเสียง - การตอบปัญหา และ อภิปรายในชั้น เรียน - ตรวจการตรวจใบ กิจกรรมที 1.1 และ1.2 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง เสียงที่ มองเห็น - ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่อง ปัญหาที่ เกิดขึ้นจากเสียง ระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไป ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) มี ความสามารถ 1. ออกแบบและเลือกใช้วัสดุในการ สร้างชุดทดลอง เรื่อง เสียงที่ มองเห็น การตรวจใบ กิจกรรมที่ 1.1 - ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง เสียงที่ มองเห็น ระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไป ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. มีความรับผิดชอบทำงานที่ได้รับ มอบหมายได้ สมบูรณ์ตรงตามที่ กำหนดและตรงต่อเวลา การสังเกต พฤติกรรม ของ นักเรียน แบบสังเกต พฤติกรรมของ นักเรียน ระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไป สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. วิดิทัศน์เกี่ยวกับการตีระฆัง จาก https://www.youtube.com/watch?v=VBMINEII9mA 2. ใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น 3. ใบกิจกรรมที่ 1.2 เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 4. ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง มาทำความรู้จักกับเสียง กิจกรรมการเรียนรู้ ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มละ 5 คน โดยแบ่งเป็นเด็กกลุ่มเก่ง กลาง อ่อน ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) (10 นาที)


34 1. ครูถามนักเรียนว่าเสียงที่เราได้ยินในชีวิตประจำวันนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โดย ยกตัวอย่างเช่น การนำไม้บรรทัดไว้ข้างโต๊ะแล้วกดไม้บรรทัดเพื่อให้เกิดการสั่น และ เปิดวีดีโอ การเคาะระฆัง HTTPS://WWW.YOUTUBE.COM/WATCH?V=VBMLNEII9MA แล้วถาม นักเรียนต่อว่าจากวีดีโอ ถ้าเณรไม่ได้นำไม้ไปกระทบกับระฆัง นักเรียนจะได้ ยินเสียงหรือไม่ (แนวคำตอบ ไม่ได้ยินเสียง) เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เสียงเกิดจากการ สั่นสะเทือนของวัตถุ วัตถุที่ มีการสั่นแล้วทำให้เกิดเสียง เรียกว่า แหล่งกำเนิดเสียง 2. ครูถามนักเรียนว่าเสียงของระฆังที่ได้ยิน เดินทางไปยังหูของเราได้อย่างไร และรู้ได้ อย่างไรว่าเสียงเดินทางไปถึงนักเรียนแล้ว (แนวคำตอบ นักเรียนได้ยินจากหูของ นักเรียน) 3. ครูถามนักเรียนว่าองค์ประกอบของการได้ยินมีอะไรบ้าง (แนวคำตอบ แหล่งกำเนิด เสียง ตัวกลาง หู) 4. ครูถามนักเรียนว่า แล้วนักเรียนทราบหรือไม่ว่าคลื่นเสียงที่ได้ยินมีลักษณะรูปร่าง เป็น อย่างไร ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที) 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบกิจกรรมที่ 1.1 เรื่องเสียงที่มองเห็น โดยครูชี้แจง จุดประสงค์ กิจกรรม คือให้นักเรียนสามารถเห็นรูปร่างของคลื่นเสียงได้ ให้นักเรียนออกแบบ การ ทดลอง และทำการทดลองตามที่กำหนดไว้ ขันอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (20 นาที) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลอง โดยให้ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย แสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทำกิจกรรม ครูถามนักเรียนว่า จากกิจกรรมการทดลองที่ นักเรียนออกแบบขึ้น นักเรียนสามารถปรับปรุงหรือพัฒนาการทดลองเพื่อให้เห็นผลที่ดีขึ้น ได้ หรือไม่ (ตอบตามแนวคิดของนักเรียน) 7. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า เสียงเกิดจากการสั่นของ แหล่งกำเนิด เสียง และถ่ายโอนพลังงานการสั่นไปยังอนุภาคของตัวกลางที่อยู่ติดกับ แหล่งกำเนิดเสียง ทำให้อนุภาคตัวกลางสั่นและเกิดการถ่ายโอนพลังงานต่อไปยังอนุภาคที่อยู่ ถัดกันเรื่อย ๆ จนถึงผู้ฟัง การที่คลื่นเสียงเคลื่อนที่แผ่ออกไป นักเรียนสามารถสังเกตได้จาก รูปร่างของ คลื่นเสียงที่เห็นส่วนที่คลื่นมีลักษณะชิดกันมาก เกิดจากความดันอากาศสูงกว่าปกติ เรียกว่าส่วนอัด และส่วนที่คลื่นมีลักษณะห่างกันเกิดจากความดันอากาศต่ำกว่าปกติ เรียกว่า ส่วนขยาย


35 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (35 นาที) 8. นักเรียนศึกษาสถานการณ์ปัญหาเรื่องเสียงในใบกิจกรรมที่ 1.2 ให้นักเรียนนำ ความรู้เรื่อง เสียงบอกปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด 9. ให้นักเรียนแต่ละ กลุ่มออกมานำเสนอปัญหาและสาเหตุปัญหาที่เกิดขึ้น โดยให้ครูและ นักเรียนร่วมกันแสดง ความคิดเห็น และร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาที่ควรแก้มากที่สุด และมี ความเป็นไปได้ในทาง ปฏิบัติจริง (การสร้างผนังกั้นเสียง) 10. ครูตั้งคำถามนักเรียนเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการค้นหาแนวคิดที่เกี่ยวข้องนักเรียน คิดว่าผนัง ของห้องนอกจากมีหน้าที่ในการกั้นระหว่างห้องหรือภายในตัวบ้านและนอกบ้าน แล้ว มี ความสำคัญอย่างไรบ้าง (ช่วยกั้นเสียงไม่ให้เกิดเสียงรบกวนจากภายนอกหรือภายใน ห้อง) 11. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยในการวัสดุที่ช่วยกันเสียง รบกวนที่ สามารถสร้างเป็นผนังกันเสียงได้ 12. ให้นักเรียนเลือกวัสดุที่จะนำมาสร้างเป็นผนังห้องเก็บเสียงพร้อมบอก คุณสมบัติ ขั้นประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 13. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากในคาบเรียนนี้ กลุ่มละ 1 ข้อ 14. ครูประเมินผลการทำกิจกรรมของนักเรียนในภาพรวม เช่น การตอบคำถาม ในชั้นเรียน การทำกิจกรรม ความถูกต้องของการตอบคำถามในใบกิจกรรม การมอบหมายงาน 1. นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 1.1 การทดลองเรื่อง เสียงที่มองเห็น 2. นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 1.2 ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเสียง 3. ให้นักเรียนออกมานำเสนอปัญหาที่พบจากสถานการณ์ที่กำหนดให้ในใบกิจกรรม ที่ 1.2 บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไข


36


37


38


39


40


41


42


43


44


45 อ้างอิง http://ir-ithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1275/1/gs591130127.pdf


Click to View FlipBook Version