ทฤษฎีวฎีรรณกรรม ทฤษฎีวฎีรรณกรรม การวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ แ ณ์ แนวสัสั สังสัคม
การวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ ต ณ์ ตามแนวมาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ต์ ต์ต์ (Martist Criticim) การวิจารณ์ตามแนวทฤษฎีมาร์กซิสต์ เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการวิจารณ์ในแนวสัจนิยม (Realisn) ใน ศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวอย่างมากในการศึกษาวรรณคดีกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม นักเขียนส่วนหนึ่งมี ความเชื่อมั่นว่า วรรณคดีสามารถเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติสังคมได้ ผู้นำ คนสำ คัญ ที่ว่างรากฐานการวิจารณ์แนวนี้คือ มาร์กซ์ (Cale Mark) และ เองเกลส์ (Frederic Engels) ซึ่งได้วางแนวคิดในด้านเศรษฐกิจการเมืองและศิลปวรรณกรรมทฤษฎีการวิจารณ์ตามแนวทฤษฎี มาร์กซ์ได้แพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ เช่น ในประเทศเยอรมัน โดยการนำ ของ เมริ่ง (Franz Mehring, 1846-1916) และ เพลคานอฟ (Georgi Plekhanov) 1856-1918 เป็นผู้นำ ไปเผยแพร่ในประเทศ รัสเซีย และแนวคิดดังกล่าวนับว่ามีผลต่อการพัฒนาการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศรัสเชียมากที่สุด
การวิจารณ์ตามแนวทฤษฎีมาร์กซิสต์ในรัสเซียในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ยังคงมีความขัดแย้งและ ถกเถียงกันในทรรศนะต่าง ๆ แต่ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่โดยการนำ ของพรรค บอลเชวิก แนวคิดเกี่ยวกับศิลปวรรณกรรมก็ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของระบบ สังคม นิยมมากขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ.1932 และหลังจากการปรับแนวคิดดังกล่าวแล้วก็เปลี่ยนชื่อ เป็น "ลัทธิสัจสังคม" (Socialist Realism) ซึ่งมีความหมายครอบคลุมทฤษฎีทางศิลปวรรณกรรม ที่เรียกร้องให้นักเขียนทำ หน้าที่ถ่ายทอดความจริงต่าง ๆ ในเรื่องที่เขียนให้ถูกต้องและตรงกับความ เป็นจริงทางสังคมให้มากที่สุด
แนวคิดสำ คัญของการวิจารณ์ตามแนวทฤษฎีมาร์กชิสต์ ต่างจากวรรณคดีวิจารณ์สำ นักอื่น ๆ ในส่วนที่การวิจารณ์นั้นต้องอ้างอิ่งกับภววิสัยทาง สังคมวิทยา ซึ่งเป็นสังคมวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามแนวของมาร์กซ์และเลนิน ดังนั้นในทางปฏิบัติผู้วิจารณ์จะต้องทำ การวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาเป็นอันดับแรก เนื่องจากแนวคิดของมาร์กซ์ถือว่า งานศิลปะขึ้นต่อระบบการผลิตโดย ผ่านโครงสร้างทาง ชนชั้นของสังคม สภาพความคิดจิตใจและอุปนิสัยของชนชั้น งานวรรณกรรมจึงสะท้อน สภาพจิตทางชนชั้นโดยมีนักเขียนเป็นตัวแทนเสมอ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม แนวคิคิ คิ ดคิ ดสำสำสำสำคัคั คั ญคั ญของการวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ณ์ ตามแนวทฤษฎีฎี ฎี มฎี มาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ต์ ต์ต์
หลัลั ลักลัการสำสำสำสำคัคั คั ญคั ญในการวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ ว ณ์ วรรณกรรม ตามแนวทฤษฎีฎี ฎี มฎี มาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ต์ ต์ต์ สิ่งที่จะต้องกระทำ เป็นอันดับแรกคือ "การวิเคราะห์เนื้อหาวรรณกรรม" และ "นัยสำ คัญทางสังคม" ในด้านเนื้อหาจะมุ่งพิจารณาความเชื่อมโยงของเนื้อหากับสังคม และรวมถึงอิทธิพลที่วรรณกรรมชิ้นนั้น ๆ จะมีผลกระทบ ต่อชีวิตทางสังคม จากนั้นจึงหันมาพิจารณารูปแบบ พิจารณาว่ารูปแบบบรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ เพียงใด กล่าวคือ รูปแบบของงานจะต้องเป็นที่ประทับใจและจูงใจผู้อ่านได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลักสำ คัญในการวิเคราะห์รูปแบบจะต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาและปัจจัย สำ คัญอื่น ๆ เช่น ขบวนการคิดทางจิตใจ รูปแบบการใช้ชีวิตของชนชั้น รวมทั้งวัฒนธรรมและอิทธิพลของสังคม ลักษณะของรูปแบบไม่อาจแยกออกจากสังคมได้จึงต้องตีความในส่วนที่เกี่ยวพันกับสังคมเสมอ
การประเมิมิ มิ นมิ นค่ค่ ค่ า ค่ าในการวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ ว ณ์ วรรณกรรม ตามแนวทฤษฎีฎี ฎี มฎี มาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ต์ ต์ต์ สำ หรับการประเมินค่าในการวิจารณ์วรรณกรรมนั้น มีมาตรการที่เป็นหลักในการประเมินค่า คือ การประเมินค่าทางรูปแบบและเนื้อหา 1.การประเมินค่าทางเนื้อหา วรรณกรรมต้องสัมพันธ์กับสังคม วรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าจะ ต้องเป็นวรรณกรรมที่มีเนื้อหาช่วยส่งเสริมการพัฒนาและชัยชนะของชนชั้นกรรมาชีพ และถ้าวรรณกรรม เรื่องใดไม่เป็นไปตามลักษณะดังกล่าวก็ถือว่าด้อยคุณค่า การประเมินค่าทางด้านเนื้อหา จึงพยายาม ค้นหาคุณค่าในแง่มุมต่าง ๆ ของวรรณกรรมในส่วนที่เป็นประโยชน์กับสังคมนิยมให้มากที่สุด
การประเมิมิ มิ นมิ นค่ค่ ค่ า ค่ าในการวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ ว ณ์ วรรณกรรม ตามแนวทฤษฎีฎี ฎี มฎี มาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ต์ ต์ต์ 2.การประเมินค่าทางด้านรูปแบบ จะต้องเป็นไปตามหลักการของเพลคานอฟที่กำ หนดว่า รูปแบบต้องกลมกลืนกับเนื้อหามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมกันนั้นก็จะต้องมีส่วนสร้าง เนื้อหาให้มีความประทับใจสูงสุดและเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้อ่านซึ่งนำ ไปสู่อุดมคติ ทางสั่งคมนิยม นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงความริเริ่มแปลกใหม่ จะต้องประกอบด้วยความ เป็นเอกภาพระหว่างรูปแบบ ความคิด และเนื้อหา งานศิลปะที่แท้จริงควรจะใหม่ในเนื้อหา
ลัลั ลักลัษณะของการวิวิ วิ จวิ จารณ์ณ์ ณ์ ว ณ์ วรรณกรรม ตามแนวมาร์ร์ ร์ ก ร์ กซิซิ ซิสซิต์ ต์ 1. การตรวจสอบแนวคิดหรือ ทรรศนะของผู้เขียนว่ามีความ สอดคล้องหรือขัดแย้งกับ อุดมการณ์สังคมนิยมเช่นไร โดยทั่วไปแล้วท่าทีในการ วิจารณ์มักก้าวร้าว รุนแรง และเป็นการประเมินค่าใน เชิงลบเป็นส่วนใหญ่ 2. ให้ความสำ คัญในด้านเนื้อหา มากกว่ารูปแบบของวรรณกรรมโดย มากจะพิจารณาถึงลักษณะเด่นและ ด้อยของเนื้อหา โดยพิจารณาจาก ลักษณะที่เห็นว่ามีคุณค่าในเชิง สะท้อนชีวิตและการต่อสู้ของ ประชาชนอันเป็นหลักใหญ่ของ วรรณกรรมสัจสังคม 3. เพ่งเล็งบทบาทของนักเขียน คอยชีแนะและสนับสนุนให้ นักเขียน หันมาสร้างงานวรรณกรรม แนวประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ ประการหนึ่งของนักวิจารณ์ วรรณกรรมตามแนวลัทธิมาร์กซ์ เช่นแสดงความ ชื่นชมต่อนักเขียนที่ แสดงออกถึงแนวคิด
แนวทางการพิพิ พิ จพิ จารณาความสัสั สั มสั มพัพั พั นพั นธ์ธ์ ธ์ธ์ ของวรรณกรรมกักั กั บกั บสัสั สังสัคม 1. สังเกตฉากและบรรยากาศ ฉาก คือ พื้นที่ที่ตัวละครโลดแล่นและใช้ชีวิต เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าให้ผู้อ่านเห็นสถานที่ที่หล่อหลอมชีวิตหรือเปลี่ยนแปลงชีวิต ของตัวละครในเรื่องจนเกิดเป็นโครงเรื่อง การพิจารณาจับตาการบรรยายหรือ พรรณนาเนื้อความถึงฉากและบรรยายในเรื่อง เช่น สถานที่พักอาศัย การแต่ง กายขนบธรรมเนียมประเพณี ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ตัวละครเติบโต ฯลฯ จะช่วยขยายให้เห็น บุคลิกลักษณะและแรงจูงใจในชีวิตของตัวละคร
2.สังเกตค่านิยมและทัศนคติของตัวละคร ค่านิยมและทัศนคติของตัวละครสังเกตได้ โดยตรงจากการบรรยายความคิดของตัวละคร ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือต่อสังคม บางครั้ง อาจปรากฏในรูปบทสนทนาที่สะท้อนให้เห็น ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมของคนใน สังคม 3.สังเกตภูมิหลังและสภาพสังคมในยุคสมัยของ นักเขียน การศึกษาวรรณกรรมที่มุ่งสืบสาวที่มาแห่งความ คิดของนักเขียน เช่น สภาพสังคมเหตุการณ์ สำ คัญ การศึกษา ฐานะทางสังคม ภูมิหลังครอบ ครัว ประสบการณ์ ฯลฯ ส่วนใหญ่มัก ศึกษา ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่อง อันจะทำ ให้ผู้เรียนผู้ศึกษาเข้าใจ แนวคิดและค่านิยมของนักเขียนที่เสนอไว้ใน ผลงานมากขึ้น
ในการวิจารณ์เนื้อหา จะให้ความสำ คัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาวรรณกรรมกับ สังคม ตามหลักการปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เป็นกรอบในการวิเคราะห์ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึง ความสำ คัญระหว่างยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ชนชั้น กับการสร้างสรรค์เนื้อหาของวรรณคดี นอกจากนี้เเล้วยังพิจารณาในด้านของศีลธรรมด้วย เช่น อัศนี พลจันทร์ วิจารณ์วรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เเละโจมตีว่าวรรณคดีเรื่องนี้ เเสดงความเหลวเเหลกของระบบศีลธรรมในราชสำ นัก ดังตัวอย่างตอนหนึ่งของบทวิจารณ์
สมัยของลิลิตพระลอเป็นสมัยศักดินา และโดยที่วรรณคดีเรื่องนี้เป็นวรรณคดีที่รับใช้ชนชั้น ปกครอง ศักดินา ทรรศนะต่าง ๆ จึงพลอยผิดไปจากทรรศนะของประชาชนหมด เช่น ความงามของบุรุษแทนที่จะเป็น ความสง่าสมลักษณะชาย กลับกลายเป็นความงามอย่างกล้องแกล้ง อย่างนักเลงฝืน กัญชา และนักเลง ผู้หญิง หาค่ามิได้... ดังตัวอย่างตอนหนึ่งของบทวิจารณ์ที่ว่า
สรุป นักเขียน วรรณกรรม เเละสังคม มีประติสัมพันธ์กันโดยตรง วรรณกรรมเป็นผลผลิตของนักเขียน นักเขียนนำ ข้อมูลที่เขียนวรรณกรรมมาจากประสบการณ์ในสังคมขณะเดียวสังคมก็ใช้ประโยชน์จาก วรรณกรรม การปรับเลี่ยนความคิดพฤติกรรมเเละสร้างสำ นึกในการเป็นชาติ การศึกษาวรรณกรรม ในเชิงสังคมวิทยา จะทำ ให้ผู้อ่านมองเห็นภาพของสังคมตามทัศนะของนักเขียน ตลอดจนเข้าใจ วรรณกรรมได้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
นางสาวชัญญพิชญ์ แก่นบุญ 08 นางสาวชุติมา สุพรรณ์ 09 นางสาวพิชญธิดา มุ่งทุ่งกลาง 15 นางสาวโชติกา สุพรรณ์ 29 สมาชิชิ ชิ กชิ ก