The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วชิรวิชญ์, 2021-08-04 06:28:07

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.1

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.1

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

k วิชาประวตั ิศาสตร์กับเวลา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ท่ี 10 ใบงานท่ี 4 (หน่วยท่ี 2 สาระที่ 1) เรื่อง วิธีศึกษาประวตั ิศาสตร์

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปสรา้ งผงั มโนมทศั น์และตอบคาถามใหถ้ ูกตอ้ ง

หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ คือ ร่องรอยการกระทาของมนุษยใ์ นอดีตทีย่ งั หลงเหลืออยใู่ นปัจจุบนั เราใชห้ ลกั ฐาน

ทางประวตั ิศาสตร์เพือ่ การสืบคน้ ความจริง ขอ้ เทจ็ จริง ของเร่ืองราวและเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนแก่สังคมมนุษยใ์ นอดีต ถา้ ไม่มี
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์การศึกษาทางประวตั ิศาสตร์ก็จะทาไมไ่ ด้

หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ จาแนกได้ 2 ลกั ษณะ คือ
1. พิจารณาตามคุณค่าและความสาคญั ของหลกั ฐาน แบ่งออกไดเ้ ป็น

- หลกั ฐานช้นั ตน้ หรือหลกั ฐานปฐมภูมิ
- หลกั ฐานช้นั รองหรือหลกั ฐานทุติยภูมิ
2. พจิ ารณาตามยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์แบ่งออกเป็น
- หลกั ฐานลายลกั ษณ์อกั ษร
- หลกั ฐานท่ีไม่เป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
1. พจิ ารณาตามคุณค่าและความสาคญั ของหลกั ฐาน แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ
1. หลกั ฐานช้นั ตน้ หรือหลกั ฐานปฐมภูมิ เป็นหลกั ฐานทีม่ าจากเหตุการณท์ เ่ี กิดข้ึนในสมยั น้นั จริงๆ โดยมีการบนั ทึก
ของผทู้ ่ีเก่ียวกบั เหตุการณโ์ ดยตรง หรือผทู้ ่รี ู้เหตุการณน์ ้นั ดว้ ยตนเอง ดงั น้นั หลกั ฐานช่วงตน้ จึงเป็นหลกั ฐานทีม่ คี วามสาคญั
และน่าเช่ือถือมากที่สุด เพราะบนั ทึกของบุคคลท่เี กี่ยวขอ้ งกบั เหตุการณ์หรือผอู้ ยใู่ นเหตุการณ์บนั ทึกไว้ เช่น จดมายเหตุ คา
สัมภาษณ์ เอกสารทางราชการ บนั ทึกความทรงจา กฎหมาย หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ สไลด์ วีดีทศั น์ แถบบนั ทึกเสียง
โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี โบราณวตั ถุ
2. หลกั ฐานช้นั รองหรือหลกั ฐานทุติยภูมิ เป็นหลกั ฐานที่เขียนข้ึนโดยบุคคลที่ไม่ไดม้ ีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั เหตุการณ์
น้นั โดยตรง โดยมีการเรียบเรียงข้ึนภายหลงั จากเกิดเหตุการณน์ ้นั ๆ ส่วนใหญ่อยใู่ นรูปของบทความทางวชิ าการและหนังสือ
ต่างๆ เช่น พงศาวดาร ตานาน บนั ทึกคาบอกเล่า ผลงานทางการศึกษาคน้ ควา้ ของนกั วชิ าการ สาหรับหลกั ฐานช้นั รองน้นั มี
ขอ้ ดี คือ มีความสะดวกและง่ายในการศึกษาทาความเขา้ ใจ เนื่องจากเป็ นขอ้ มูลได้ผา่ นการศึกษาคน้ ควา้ ตรวจสอบ
ขอ้ มูล วเิ คราะห์เหตุการณแ์ ละอธิบายไวอ้ ยา่ งเป็นระบบ โดยนกั ประวตั ิศาสตร์มาแลว้

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
1)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั นต์ ามที่กาหนด

หลกั ฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1) หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ คอื ................................................................................................................................

............................................................................................. ......................................................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
............................................................................................................................................................................................ .......

2.2) หลกั ฐานช้นั ตน้ คือ .....................................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................
...................................................................................................................................... .............................................................
.................................................................................................................................................................................................. .

2.3) หลกั ฐานช้นั รอง คือ .....................................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................
............................................................................................................................................ .......................................................
.................................................................................................................................................................................................. .

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวตั ศิ าสตร์กับเวลkา ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ที่ 11 ใบงานที่ 5 (หน่วยที่ 2 สาระท่ี 2) เร่ือง วิธีศึกษาประวัติศาสตร์

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความดา้ นล่างแลว้ นาไปเขียนตอบ

หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ตามยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร์แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. หลกั ฐานท่ไี ม่ใช่ลายลกั ษณอ์ กั ษร ไดแ้ ก่
1.1 โบราณสถาน หมายถึง ส่ิงก่อสร้างโดยฝีมือมนุษยข์ นาดต่างๆกนั อยตู่ ิดกบั พ้นื ดินไมอ่ าจนาเคลื่อนทไ่ี ปได้

เช่น กาแพงเมือง คูเมือง วงั วดั ตลอดจนส่ิงก่อสร้างท่อี ยใู่ นวดั และวงั เช่น โบสถ์ วหิ าร เจดีย์ และทอี่ ยอู่ าศยั
การศกึ ษาคน้ ควา้ เก่ียวกบั โบราณสถาน จาเป็นตอ้ งเดินทางไปยงั สถานท่ตี ้งั ของโบราณสถานน้นั ๆ
1.2 โบราณวตั ถุ หมายถึง สิ่งของโบราณท่มี ลี กั ษณะต่างๆกนั สามารถนาติดตวั เคลื่อนยา้ ยได้ ไมว่ า่ ส่ิงของน้นั ๆ

จะเกิดข้ึนตามธรรมชาติ เป็ นส่ิงที่มนุษยป์ ระดิษฐข์ ้ึน หรือเป็ น ส่วนหน่ึงส่วนใดของโบราณสถาน และส่ิงของท่ีมนุษย์
ประดิษฐข์ ้ึนเหล่าน้ีเกิดข้ึนในสมยั ประวตั ิศาสตร์ เช่น พระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพต่างๆ เครื่องประดบั และเครื่องมือ
เครื่องใชต้ ่างๆ

เอกสารพ้นื เมอื งนบั ไดว้ ่าเป็นหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ท่ีเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรที่สาคญั ของประเทศไทย มกั
ปรากฏในรูปหนงั สือสมดุ ไทย และเรียกชื่อแตกต่างกนั ออกไป เช่น ตานาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ ดงั มรี ายละเอียด ดงั น้ี

1) ตานาน เป็นเร่ืองท่ีเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ทีเ่ กิดข้ึนในอดีต เล่าสืบต่อกนั มาแต่โบราณจนหาจุดกาเนิดไมไ่ ด้ แต่
ไม่สามารถรู้ไดว้ า่ ใครเป็นคนเล่าเรื่องราวเป็นคนแรก สิ่งทพ่ี อจะรู้ไดก้ ค็ ือ มีการเล่าเร่ืองสืบต่อกนั มาเป็นเวลานานพอสมควร
จนกระทงั่ มผี รู้ ู้หนงั สือไดจ้ ดจาและบนั ทึกลงเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ต่อมาจึงมกี ารคดั ลอกตานานเหล่าน้ันเป็นทอดๆไปหลาย
คร้ัง หลายครา ทาให้เกิดมีขอ้ ความคลาดเคลื่อนไปเร่ือย ๆ โดยสามารถจดั ประเภทของตานานไทยได้ 3 ลกั ษณะ คือ

1.1) ตานานในรูปของนิทานพ้นื บา้ น เช่น เร่ืองพญากง พญาพาน ทา้ วแสนปม
1.2) ตานานในรูปของการบนั ทึกประวตั ิของพระพทุ ธศาสนา จุดมุง่ หมายเพื่อรักษาศรัทธา ความเช่ือ สัญลกั ษณ์
ของพทุ ธศาสนา เช่น ตานานพระแกว้ มรกต
1.3) ตานานในรูปของการบนั ทกึ เรื่องราวเกี่ยวกบั เหตุการณบ์ า้ นเมอื ง ราชวงศ์ กษตั ริย์ และเหตุการณ์ท่เี ก่ียวกบั
มนุษยแ์ ละสตั วใ์ นอดีต เช่น ตานานสิงหนวตั ิกุมาร ตานานจามเทวีวงศ์ ตานานมลู ศาสนา ตานานชินกาลมาลีปกรณ์
2) พงศาวดาร พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงมีพระราชดารัสให้ความหมายของพงศาวดารว่า
หมายถึง เรื่องราวทีเ่ กี่ยวกบั พระเจา้ แผน่ ดิน ซ่ึงสืบสันติวงศล์ งมาถึงเวลาท่ีเขียนน้นั แต่ต่อมามีการกาหนดความหมายของ
พงศาวดารให้กวา้ งออกไปอีกว่าหมายถึง การบนั ทึกเหตุการณท์ ่เี ก่ียวกบั อาณาจกั รและกษตั ริยท์ ป่ี กครองอาณาจกั ร
3) จดหมายเหตุ ในสมยั โบราณจดหมายเหตุ หมายถึง การจดบนั ทึกข่าวคราวหรือเหตุการณเ์ ร่ืองหน่ึงๆ ท่ีเกิดข้ึน
ในวนั เดือน ปี น้ันๆ แต่ในปัจจุบนั น้ีความหมายของคาว่า จดหมายเหตุไดเ้ ปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หมายถึง เอกสารทาง
ราชการท้งั หมด เม่ือถึงสิ้นปี จะตอ้ งนาชิ้นที่ไม่ใช้แลว้ ไปรวบรวมเก็บรักษาไวท้ ่ีกองจดหมายเหตุแห่งชาติ มีคุณค่าดา้ น
คน้ ควา้ อา้ งอิงและเอกสารเหล่าน้ีเม่ือมอี ายตุ ้งั แต่ 25-50 ปีไปแลว้ จึงเรียกวา่ จดหมายเหตุหรือบรรณสาร

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
1)ใหน้ กั เรียนตอบวา่ หลกั ฐานน้ีเป็นหลกั ฐานชนิดใด

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1) โบราณสถาน หมายถึง ................................................................................................................................................

....................................................................................................................................... ............................................................
.................................................................................................................................................................................................. .

2.2) โบราณวตั ถุ หมายถึง ...................................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................
............................................................................................................................................. ......................................................

2.3) ตานาน คอื .....................................................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................

2.4) พงศาวดาร คือ ..............................................................................................................................................................

............................................................................................ .......................................................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................

2.5) จดหมายเหตุ คือ ...........................................................................................................................................................

................................................................................................................................................................. ..................................
................................................................................................ .................................................................................................. .

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วิชาประวัตศิ าสตร์กับเวลkา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 1
สัปดาห์ท่ี 12 ใบงานที่ 6 (หน่วยที่ 2 สาระที่ 3) เร่ือง วิธีศึกษาประวัตศิ าสตร์

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปสร้างผงั มโนมทศั น์และตอบคาถามใหถ้ ูกตอ้ ง

หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
1) แบ่งตามยคุ สมยั
 หลกั ฐานสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ คือ หลกั ฐานท่ีเกิดข้ึนในสมยั ทยี่ งั ไมม่ ีการบนั ทกึ เป็นอกั ษร แต่เป็นพวกซาก

โครงกระดูกมนุษย์ ซากสิ่งมชี ีวติ ต่างๆ เคร่ืองมือ เครื่องใช้ เคร่ืองประดบั ร่องรอยการต้งั ถ่ินฐานของชุมชน
ตลอดจนความพยายามทจี่ ะถ่ายทอดประสบการณ์ของมนุษยก์ ่อนประวตั ิศาสตร์ ในลกั ษณะของการบอกเล่าต่อๆ
กนั มา เป็นนิทานหรือตานานซ่ึงเราเรียกว่า “มขุ ปาฐะ”
 หลกั ฐานสมยั ประวตั ศิ าสตร์ คือ หลกั ฐานสมยั ทม่ี นุษยส์ ามารถประดิษฐต์ วั อกั ษร และบนั ทึกในวสั ดุต่างๆ มี
ร่องรอยทแ่ี น่นอนเก่ียวกบั สังคมเมือง มกี ารรู้จกั ใชเ้ หล็ก และโลหะอื่นๆ มาเป็นเคร่ืองมือใชส้ อยที่ปราณีต มี
ร่องรอยศาสนสถานและประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาอยา่ งชดั เจน
2) แบ่งตามลกั ษณะหรือวธิ กี ารบนั ทกึ
 หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์อกั ษร ไดแ้ ก่ จารึก ตานาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ บนั ทึกความทรงจา เอกสารทาง
วชิ าการ ชีวประวตั ิ จดหมายส่วนตวั หนงั สือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร กฎหมาย วรรณกรรม ตารา วิทยานิพนธ์
งานวจิ ยั ในการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์ในประเทศไทย มกี ารเนน้ การฝึกฝนทกั ษะการใชห้ ลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์
อกั ษร เป็นส่วนใหญ่ จนอาจกล่าวไดว้ ่าหลกั ฐานประเภทน้ีเป็นแก่นของงานทางประวตั ิศาสตร์ไทย
 หลกั ฐานไม่เป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร ไดแ้ ก่ หลกั ฐานโบราณคดี เช่น โบราณสถาน โบราณวตั ถุ เงินตรา หลกั ฐานจาก
การบอกเล่า ท่ีเรียกว่า “มขุ ปาฐะ” หลกั ฐานดา้ นภาษา เกี่ยวกบั พฒั นาการของภาษาพูด หลกั ฐานทางศิลปกรรม
ไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศลิ ป์ ดุริยางคศิลป์ หลกั ฐานประเภทโสตทศั น์ ไดแ้ ก่ ภาพถ่าย
ภาพสไสด์ แผนที่ โปสเตอร์ แถบบนั ทึกเสียง แผน่ เสียง ภาพยนตร์ ดวงตราไปรษณียากร
3) แบ่งตามลาดบั ความสาคญั
 หลกั ฐานช้ันต้นหรือหลกั ฐานปฐมภูมิ (Primary sources) หมายถึง หลกั ฐานทบี่ นั ทึก สร้าง หรือจดั ทาข้ึน โดย
ผเู้ ก่ียวขอ้ งกบั เหตุการณ์น้นั โดยตรง หรือบ่งบอกให้รู้ถึงเหตุการณ์ท่เี กิดข้ึนในสมยั น้นั จริงๆ ท้งั ที่เป็นลายลกั ษณ์
อกั ษร เช่น สนธิสญั ญา บนั ทึกคาให้การ จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทางราชการ ศลิ าจารึก จดหมาย
โตต้ อบ และท่ีไมเ่ ป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร เช่น ภาพเขียนสีผนงั ถ้า เคร่ืองมอื เคื่องใช้ เครื่องประดบั เจดีย์
 หลกั ฐานช้ันรองหรือหลกั ฐานทุตยิ ภูมิ (Secondary sources) หมายถึง หลกั ฐานท่เี กิดจากการนาหลกั ฐานช้นั ตน้
มาวิเคราะห์ ตีความเมอื่ เวลาผา่ นพน้ ไปแลว้ ไดแ้ ก่ ตานาน พงศาวดาร

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
1)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั นต์ ามทีก่ าหนด

หลักฐานทาง
ประวัตศิ าสตร์

8e

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1) หลกั ฐานสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ คือ ......................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................

2.2) หลกั ฐานช้นั ตน้ คือ ...................................................................................................................................................

.............................................................................................................. .....................................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................

2.3) หลกั ฐานช้นั รอง คือ ....................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................................................... ..............
.................................................................................................................... ...............................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วชิ าประวตั ิศาสตร์กับเวkลา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ท่ี 13 ใบงานท่ี 7 (หน่วยที่ 2 สาระท่ี 4) เรื่อง วิธีศึกษาประวัตศิ าสตร์

1)ใหน้ กั เรียนสรา้ งผงั มโนทศั นต์ ามขอ้ ความทก่ี าหนด

วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์
ข้นั ท่ี 1 กาหนดประเดน็ ปัญหา เป็นการกาหนดหวั ขอ้ ทเ่ี ราสนใจจะศกึ ษา
ข้นั ที่ 2 รวบรวมหลกั ฐาน(ไปหาตาราต่างๆทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั หัวขอ้ ที่ศกึ ษา)
ข้นั ที่ 3 การประเมนิ คุณค่าของหลกั ฐาน
- การประเมินค่าภายนอก (การวิพากษภ์ ายนอก) : ดูว่าหลกั ฐานจริงหรือปลอม
- การประเมินค่าภายใน (การวพิ ากษภ์ ายใน) : ดูวา่ หลกั ฐานน่าเช่ือถือไดม้ าก แค่ใหน
ข้นั ท่ี 4 ตีความหลกั ฐาน
- ตีความแนวราบ เป็นการตีความตามลาดบั เวลา (คน้ ควา้ แลว้ ตีความโดยเชื่อมโยงอยา่ งเป็นเหตุเป็ นผลเป็นพฒั นาการไป
เร่ือยๆ)
- ตีความแนวดิ่ง เป็นการลว้ งลึกลงไปในหลกั ฐานอยา่ งถึงลูกถึงคน จริงๆเป็นการ ชาแหละหลกั ฐานน้นั ว่ามี “นยั ยะ” อะไร
แอบแฝงหรือไม่
- ตอ้ งใชห้ ลกั ฐานหลายๆประเภทมาประกอบการตีความของเรา
ข้นั ท่ี 5 เรียบเรียงแลว้ นาเสนอ การเรียบเรียงตอ้ งใช้ 2 วธิ ี คือ
- วเิ คราะห์ = แยกจดั หมวดหมู่ตามประเด็นที่วางไว้ - สงั เคราะห์ = ประมวลภาพท้งั หมดท่เี ราศึกษามาและกาลงั จะนาเสนอ
ส่ิงใหมๆ่ ให้คนอ่ืนไดร้ ู้

วธิ กี ารทาง
ประวตั ิศาสตร์

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1) การประเมินภายนอก คอื ............................................................................................................................................
2.2) การประเมินภายใน คือ .............................................................................................................................................
2.3) การตีความแนวราบ คือ .............................................................................................................................................

............................................................................................................................................................................................ .......

2.4) การตคี วามแนวด่ิง คอื .............................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................

2.5) การวเิ คราะห์ คอื ...........................................................................................................................................................

........................................................................................... ........................................................................................................

2.6) การสงั เคราะห์ คือ .........................................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวตั ศิ าสตร์กบั kเวลา ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ที่ 14 ใบงานท่ี 8 (หน่วยที่ 2 สาระท่ี 5) เร่ือง วธิ ีศึกษาประวัตศิ าสตร์

คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบทีส่ ุดเพยี งขอ้ เดียวแลว้ นำไปเขียนตอบคำถำม

1. เรำสำมำรถศกึ ษำเร่ืองรำวของมนุษยส์ สมยั ก่อน ประวตั ิศำสตร์ไดจ้ ำกสิ่งใด

ก. ศิลำจำรึก ข. พงศำวดำร ค. โครงกระดูก ง. บนั ทกึ ช่วยจำ

คำถำมน้ีมีคำตอบท่ถี ูกตอ้ งคือ____________________________________

2. นกั เรียนสำมำรถศึกษำเร่ืองรำวทีว่ ำ่ กรุงสุโขทยั สรำ้ งข้ึนเม่ือใดจำก

ก. ศิลำจำรึก ข. พระรำชพงศำวดำรกรุงศรีอยธุ ยำ ค. บนั ทึกวนั วสิต ง. ตำนำนทำ้ วแสนปม

คำถำมน้ีมีคำตอบที่ถูกตอ้ งคอื ____________________________________

3. กำรวเิ ครำะหต์ คี วำมหลกั ฐำนทำงประวตั ศิ ำสตร์ ทถี่ ูกตอ้ ง คอื ขอ้ ใด

ก. วิเครำะหห์ รือตคี วำมหลกั ฐำนที่หลำกหลำยใหเ้ ก่ียวขอ้ งสมั พนั ธก์ นั

ข.วิเครำะห์หรือตคี วำมหลกั ฐำนเพยี งอยำ่ งเดียวทีค่ ิดวำ่ ดีท่สี ุด

ค. วเิ ครำะห์หรือตีควำมหลกั ฐำนอำศยั ควำมรู้เท่ำน้นั

ง. วเิ ครำะห์หรือตีควำมหลกั ฐำนโดยอำศยั หลกั วทิ ยำศำสตร์เพยี งอยำ่ งเดียว

คำถำมน้ีมีคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งคอื ____________________________________

4. บนั ทึกควำมทรงจำตำ่ งจำกจดหมำยเหตุอยำ่ งไร

ก. เป็ นกำรบนั ทึกในวนั เวลำทม่ี ีเหตกุ ำรณ์เกิดข้นึ

ข. เป็ นกำรบนั ทกึ เหตุกำรณ์ยอ้ นหลงั

ค. เป็ นเรื่องที่ใชบ้ อกเหตกุ ำรณ์หรือปรำกฏกำรณ์ในสงั คม

ง. เป็นเร่ืองที่เกี่ยวเน่ืองกบั องคพ์ ระมหำกษตั ริย์

คำถำมน้ีมีคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งคอื ____________________________________

5. ขอ้ ใดไม่ใช่ควำมหมำยของหลกั ฐำนทำงประวตั ศิ ำสตร์

ก. ร่องรอยที่แสดงถึงกำรกระทำของมนุษยใ์ นอดีต

ข. สิ่งทีแ่ สดงถึงอำรมณ์ควำมคิด ควำมเชื่อ หรือส่ิงท่ีมนุษยจ์ บั ตอ้ งไดแ้ ละท้ิงร่องรอยไว้

ค. ส่ิงทม่ี ีควำมเก่ียวขอ้ งกบั เรื่องรำวหรือเหตกุ ำรณ์ในอดีต

ง. ส่ิงทต่ี อ้ งไดร้ ับกำรพสิ ูจนแ์ หล่งท่มี ำอยำ่ งชดั เจน

คำถำมน้ีมีคำตอบที่ถูกตอ้ งคอื ____________________________________

6. หลกั ฐำนประเภทพงศำวดำร เป็ นบนั ทกึ ประเภทใด

ก. บนั ทกึ เรื่องรำวกำรเดินทำงไปยงั สถำนท่ีสำคญั ตำ่ งๆ

ข. บนั ทึกเร่ืองรำวควำมเป็นอยขู่ องประชำชนทวั่ ไป

ค. บนั ทึกเร่ืองรำวที่เกิดข้ึนในรำชสำนกั

ง. บนั ทกึ ขอ้ ควำมโตต้ อบระหวำ่ งบุคคลสำคญั ในอดีต

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

คำถำมน้ีมีคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งคอื ____________________________________
7. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะทถ่ี ูกตอ้ งของกำร วเิ ครำะห์ขอ้ มูลและกำรตีควำมทำงประวตั ิศำสตร์

ก. อำ้ งอิงหลกั กำรวเิ ครำะห์และตคี วำมจำกค่ำนิยมในปัจจบุ นั
ข. กำรวเิ ครำะห์และตคี วำมไปตำมเร่ืองรำว ท่ีปรำกฏอยใู่ นหลกั ฐำน
ค. ทำใจเป็นกลำงไม่ลำเอียงหรือเขำ้ ขำ้ งตนเอง
ง. สำมำรถแยกแยะระหวำ่ งขอ้ มูลควำม คิดเห็น และขอ้ เทจ็ จริงได้
คำถำมน้ีมีคำตอบท่ีถูกตอ้ งคอื ____________________________________
8. กำรศกึ ษำหลกั ฐำนประเภทจดหมำยเหตุ ควรคำนึงถึงสิ่งใดมำกท่สี ุด
ก.กำรตรวจสอบช่วงเวลำในหลกั ฐำน เพรำะอำจถูกบิดเบือน
ข. ยดึ เอำควำมคิดและควำมเขำ้ ใจของผูบ้ นั ทึกเป็ นหลกั
ค.กำรประเมินควำมน่ำเชื่อถือ ดว้ ยกำร เทียบเคียงกบั หลกั ฐำนอ่ืน ๆ ควบคูไ่ ปดว้ ย
ง. ทศั นคตขิ องผศู้ กึ ษำวำ่ สมเหตุสมผลหรือไม่
คำถำมน้ีมีคำตอบทถี่ ูกตอ้ งคอื ____________________________________
9.ขอ้ ใดคือหลกั ฐำนช้นั ปฐมภมู ิ
ก. จดหมำยเหตุ ข. วทิ ยำนิพนธ์ ค. อนุสำวรีย์ ง. บนั ทกึ คำบอกเล่ำ
คำถำมน้ีมีคำตอบทถี่ ูกตอ้ งคือ____________________________________
10. หำกตอ้ งกำรประเมินควำมน่ำเช่ือถอื ของหลกั ฐำนที่เป็ นผลงำนทำงศิลปกรรม ตอ้ งพจิ ำรณำ อยำ่ งไร
ก. พจิ ำรณำวำ่ ลกั ษณะของภำพทป่ี รำกฏใน หลกั ฐำนมีควำมสอดคลอง้ กบั ยคุ สมยั น้นั หรือไม่
ข. พจิ ำรณำวำ่ วสั ดุท่ีใชม้ ีควำมเก่ำแก่หรือ เพง่ิ ทำข้นึ ใหม่
ค. พจิ ำรณำวำ่ ลกั ษณะทำงศลิ ปะตรงกบั ยคุ สมยั น้นั หรือไม่
ง. ถูกตำมที่กล่ำวมำทกุ ขอ้
คำถำมน้ีมีคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งคือ____________________________________

ช่ือ.......................................นามสกุล..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวตั ศิ าสตร์กบั kเวลา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 1
สัปดาห์ที่ 15 ใบงานที่ 9 (หน่วยท่ี 3 สาระที่ 1) เรื่อง อาณาจักรโบราณในประวตั ศิ าสตร์ไทย

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนอา่ นขอ้ ความ อาณาจกั รทวารวดี แลว้ นาไปเขียนตอบคาถาม

อาณาจกั รทวารวดี เป็ นที่น่าเช่ือถือเม่ือ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายรุ าวพุทธศตวรรษท่ี 13 จากเมืองนครปฐม
โบราณ มีขอ้ ความวา่ ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซ่ึงแปลไดว้ า่ บุญกศุ ลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผเู้ ป็ นเจา้ แห่ง
ศรีทวารวดี หรือ พระเจา้ ศรีทวารวดีผมู้ ีบุญอนั ประเสริฐ อาณาจกั รทวารวดีจึงเป็ นที่ยอมรับกนั ทวั่ ไปวา่ มีอยจู่ ริง และยงั เชื่อ
กนั อีกดว้ ยวา่ เมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็ นศูนยก์ ลางหรือเมืองหลวงของอาณาจกั ร

สภาพสังคมทวารวดีน้ันลกั ษณะไม่น่าจะเป็ นอาณาจกั ร คงเป็ นเมืองขนาดต่าง ๆ ซ่ึงพฒั นาขยายตวั จากสังคม
ครอบครัว และสังคมหมู่บา้ นมาเป็ นสังคมเมืองที่มีชุมชนเล็ก ๆ ลอ้ มรอบ มีหัวหนา้ ปกครอง มีการแบ่งชนช้นั ทางสังคม
นอกจากน้ียงั มีการใช้ศาสนาเป็ นเครื่องมือในการปกครอง ความสัมพนั ธ์ระหว่างเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่
ความสมั พนั ธ์โดยการเมือง แต่โดยการคา้ ศาสนา และความเหมือนกนั ทางวฒั นธรรม

เศรษฐกิจของชุมชนทวารวดีคงจะมีพ้นื ฐานทางการเกษตรกรรม มีการคา้ ขายแลกเปลี่ยนระหวา่ งเมือง หรือการคา้
ขายแลกเปลี่ยนกบั ชุนชนภายนอก ชุมชนทวารวดีเริ่มตน้ แนวความเชื่อแบบพทุ ธศาสนาในลทั ธิเถรวาท ควบคู่ไปกบั การนบั
ถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ท้ังลัทธิไศวนิกาย และลัทธิไวษณพนิกาย โดยศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู จะ
แพร่หลายในหม่ชู มชนช้นั ปกครอง ในระยะหลงั เมื่อเขมรเขา้ สู่สมยั เมืองพระนคร เศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรมทวารวดี
กถ็ กู ครอบงาโดยเขมร และในตอนทา้ ยคติความเชื่อเดิมกไ็ ดเ้ ปล่ียนแปลงไป

ชาวทวารวดีไดม้ ีการพฒั นาการทางเทคโนโลยีอนั กา้ วหน้าจากการจดั ระบบชลประทานท้งั ภายในและภายนอก
เมือง มีการขดุ คลอง สระน้า การทาคนั บงั คบั น้าหรือทานบ ซ่ึงส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้ีไดถ้ ่ายทอดสู่ชนรุ่นหลงั ในสมยั ลพบุรี และ
สมยั อาณาจกั รสุโขทยั ดา้ นการคมนาคม คนในสมยั ทวารวดีมีการสญั จรท้งั ทางน้าและทางบก นอกเหนือจากการติดต่อกบั
ชาวเรือท่ีเดินทางคา้ ขายแลว้ ยงั ปรากฏร่องรอยของคนั ดินซ่ึงสันนิษฐานว่าอาจเป็ นถนนเชื่อมระหวา่ งเมือง นอกจากน้ี
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบไม่ว่าจะเป็ นสถาปัตยหรื อประติมากรรมล้วนแล้วแต่แสดงความเจริญก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี และศิลปกรรม เช่น เทคนิคตดั ศิลาแลง การสกดั หิน การทาประติมากรรม การหล่อสาริด การหลอมแกว้

................................................................................................

คาส่งั ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ีหลงั จากอ่านขอ้ ความแลว้
๑.อาณาจกั รทวารวดีมีอายอุ ยใู่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ ..................................................................................................
๒.อาณาจกั รทวารวดีมีศูนยก์ ลางอยทู่ ่ีเมือง ....................................................................................................................
๓.อาณาจกั รทวารวดีมีหลกั ฐานใด ที่น่าเช่ือถือวา่ มีอยจู่ ริง ....................................................................................

............................................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. ............................................................................

๔.อาณาจกั รทวารวดีมีแนวคิดความเชื่อแบบใด .........................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

๕.อาณาจกั รทวารวดีมีการขุดพบหลกั ฐานที่เป็ นศิลปกรรมใด ............................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกุล..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวตั ิศาสตร์กบั kเวลา ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 1
สัปดาห์ท่ี 16 ใบงานที่ 10 (หน่วยที่ 3 สาระที่ 1) เรื่อง อาณาจักรโบราณในประวัติศาสตร์ไทย

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนอา่ นขอ้ ความ อาณาจกั รละโว้ แลว้ นาไปเขียนตอบคาถาม

ตามขอ้ มูลท่ีปรากฏเก่ียวกบั เมืองละโว้ มีขอ้ มูลอยู่ในพงศาวดารเหนือพอจะสรุปไดว้ า่ เมืองละโวม้ ีมาต้งั แต่ พ.ศ.
1002 แลว้ มีเมืองลพบุรีเป็ นเมืองหลวงต้งั อยทู่ างภาคกลางในบริเวณลุม่ แมน่ ้าเจา้ พระยา มีอาณาเขตต้งั แต่ชยั นาทลงมาจนถึง
เขตประจวบคีรีขนั ธ์ ทางดา้ นตะวนั ตกจดมะริด ทวาย ดา้ นตะวนั ออกจดนครราชสีมา

ลพบุรีเคยเป็ นเมืองสาคญั ของอาณาจกั รทวารวดีมาก่อน เคยมีความรุ่งเรืองในดา้ นพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ
ตานานมูลศาสนา กล่าววา่ พระเจา้ กรุงละโวไ้ ดส้ ่ง พระนางจามเทวี ราชธิดาไปครองเมืองหริภุญชยั (ลาพูน) เพ่ือเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาในดินแดนภาคเหนือ

จากการขดุ คน้ ทางโบราณคดีปรากฏวา่ ต้งั แตอ่ าเภอชยั บาดาลถึงอาเภอพฒั นานิคม จงั หวดั ลพบุรี ลว้ นแต่มีหลกั ฐาน
เก่ียวกบั มนุษยใ์ นอดีตที่ยาวนานมาแลว้ จากชุมชนขนาดยอ่ มขยายเป็ นเมืองเล็ก ๆ จนกระทงั่ รวมตวั กนั เป็ นอาณาจกั รหรือ
เขตปกครองที่เป็ นส่วนยอ่ ยของประเทศราวพุทธศตวรรษที่ 10-12 ละโวก้ ลายเป็ นอาณาจกั รหรือเมืองขนาดใหญ่แลว้ และ
ในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี 13-14 อาณาจกั รละโวม้ ีความรุ่งเรืองอยา่ งมากโดยเฉพาะดา้ นพระพทุ ธศาสนา

อาณาจักรละโว้ มีความเจริญมากข้ึนเรื่อย ๆ จนมีอิทธิพลครอบคลุมดินแดนภาคกลางตอนบนต้งั แต่จงั หวดั
นครสวรรค์ เรื่อยมาจนถึงภาคตะวนั ออกและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบางส่วน ศูนยก์ ลางของอาณาจกั ร
ละโวใ้ นตอนตน้ สนั นิษฐานวา่ อยทู่ ่ีเมืองลพบุรี และประมาณพุทธศตวรรษท่ี 17 ไดย้ า้ ยมาอยทู่ ่ีเมืองอโยธยา ภายหลงั ต่อมา
เม่ือใน พ.ศ. 1893 ไดม้ ีการสถาปนาอาณาจกั รอยธุ ยาข้ึนทาใหล้ ะโวก้ ลายเป็ นส่วนหน่ึงของอาณาจกั รอยธุ ยา

................................................................................................

คาส่งั ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ีหลงั จากอา่ นขอ้ ความแลว้
๑.อาณาจกั รละโวม้ ีอายอุ ยใู่ นราวพุทธศตวรรษท่ี ......................................................................................................
๒.อาณาจกั รละโวม้ ีศูนยก์ ลางอยทู่ ี่เมือง .........................................................................................................................
๓.อาณาจกั รละโวม้ ีหลกั ฐานใด ที่น่าเชื่อถือวา่ มีอยจู่ ริง ..........................................................................................

............................................................................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................................................................

๔.อาณาจกั รละโวม้ ีแนวคิดความเชื่อศาสนาแบบใด .................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

๕.อาณาจกั รละโวม้ ีความเกี่ยวพนั ธ์กบั เมืองหริภุญไชยหรือลาพนู ในเรื่องใด ..............................................

............................................................................................................................. ............................................................................

ชื่อ.......................................นามสกุล..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวตั ิศาสตร์กบั kเวลา ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ที่ 17 ใบงานท่ี 11 (หน่วยที่ 3 สาระที่ 1) เรื่อง อาณาจักรโบราณในประวัติศาสตร์ไทย

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความ อาณาจกั รลา้ นนา แลว้ นาไปเขียนตอบคาถาม

อาณาจักรล้านนา (คาเมือง: ) คือ ราชอาณาจกั รของชาวยวนในอดีต ต้งั อยบู่ ริเวณภาคเหนือ

ตอนบนของประเทศไทย ตลอดจนสิบสองปันนา เช่น เมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) มณฑลยูนนาน ภาคตะวนั ออกของพม่า ฝ่ัง

ตะวนั ออกของแม่น้าสาละวิน ซ่ึงมีเมืองเชียงตุงเป็ นเมืองเอก ฝ่ังตะวนั ตกแม่น้าสาละวิน มีเมืองนายเป็ นเมืองเอก และ

ครอบคลมุ แปดจงั หวดั ในปัจจุบนั ไดแ้ ก่ จงั หวดั เชียงใหม่ ลาพนู ลาปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน โดยมี

เมืองเชียงใหม่ เป็ นราชธานี สร้างเมืองชียงใหม่ เม่ือ พ.ศ.1839 ต่อมาถูกปกครองในฐานะรัฐบรรณาการหรือรัฐส่วยของ

อาณาจกั รตองอู โดยเคยเป็ นเมืองข้ึนของพม่าอยปู่ ระมาณ 216 ปี ลา้ นนา หมายถึง ดินแดนท่ีมีนานบั ลา้ น หรือมีท่ีนาเป็ น

จานวนมาก คูก่ บั ลา้ นชา้ ง คือดินแดนที่มีชา้ งนบั ลา้ นตวั เมื่อปี พ.ศ. 2530 คาวา่ "ลา้ นนา" กบั "ลานนา" เป็ นหวั ขอ้ โตเ้ ถียงกนั

ซ่ึงคณะกรรมการชาระประวตั ิศาสตร์ไทย ซ่ึงมี ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็ นประธาน ไดใ้ หข้ อ้ ยตุ ิวา่ "ลา้ นนา" เป็ นคาท่ีถูกตอ้ ง

และเป็ นคาที่ใชก้ นั ในวงวชิ าการ

ปัญหาที่นาไปสู่การโตเ้ ถียงกนั น้นั สืบเนื่องมาจากในอดีตการเขียนมกั ไมค่ ่อยเคร่งครัดในเร่ืองวรรณยกุ ต์ แต่ก็เป็ นท่ี

เขา้ ใจกนั วา่ แมจ้ ะเขียนโดยไมม่ ีรูปวรรณยกุ ตโ์ ทกากบั แต่ใหอ้ ่านเหมือนมีวรรณยกุ ตโ์ ท สาหรับคา "ลานนา" น่าจะมาจาก

พระบรมราชวนิ ิจฉยั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ที่วา่ "ลานนาหมายถึงทาเลทานา" ซ่ึงทาให้คาวา่ ลานนา

ใชก้ นั มาเป็ นเวลาเกือบหน่ึงศตวรรษ ภายหลงั พ.ศ. 2510 นกั วชิ าการระดบั สูงพบวา่ ลา้ นนาเป็ นคาที่ถูกตอ้ งแลว้ และชดั เจน

ยิ่งข้ึนเม่ือ ดร. ฮนั ส์ เพนธ์ คน้ พบคาวา่ "ลา้ นนา" ในศิลาจารึกท่ีวดั เชียงสา ซ่ึงเขียนข้ึนในปี พ.ศ. 2096 อยา่ งไรก็ดี การ

ตรวจสอบคาวา่ ลา้ นนา ไดอ้ าศยั ศพั ทภ์ าษาบาลี โดยพบวา่ ทา้ ยคมั ภีร์ใบลานจากเมืองน่านและท่ีอื่นๆ จานวนไม่นอ้ ยกวา่ 50

แห่ง เขียนวา่ ทสลกฺขเขตฺตนคร ( ) /ทะสะลกั ขะเขตตะนะคอน/ แปลวา่ เมืองสิบแสนนา เป็ นคาคู่กบั เมือง

หลวงพระบางที่ชื่ออาณาจกั ร ศรีสตนาคนหุต หรือชา้ งร้อยหม่ืน

................................................................................................

คาสง่ั ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ีหลงั จากอา่ นขอ้ ความแลว้
๑.อาณาจกั รลา้ นนา ประกอบดว้ ยจงั หวดั ใดบา้ งในภาคเหนือ ............................................................................

............................................................................................................................. ............................................................................

๒.อาณาจกั รลา้ นนามีศนู ยก์ ลางอยทู่ ี่เมือง ......................................................................................................................
๓.คาวา่ ลา้ นนา กบั ลานนา มีเหตุใดใหเ้ กิดขอ้ โตถ้ ึงกนั ..........................................................................................

............................................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. ............................................................................

๔.อาณาจกั รลา้ นนา คาเมืองเขียนวา่ ...............................................................................................................................

.........................................................................................................................................................................................................

๕.เมืองเชียงใหม่ สร้างเม่ือ พ.ศ. ...................................... เทียบเป็ น ค.ศ.คือ ......................................
เทียบเป็ น จ.ศ.คือ ...................................... ปัจจุบนั เมืองมีอายทุ ้งั หมดกี่ปี ..............................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวตั ศิ าสตร์กบั kเวลา ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 1
สัปดาห์ท่ี 19 ข้อทดสอบก่อนสอบปลายภาคเรียน 1/64 (หน่วยที่ 1-3 )

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนอ่านคาถามใหเ้ ขา้ ใจแลว้ นาไปเขียนตอบคาถาม

1. ขอ้ ใดเป็นสิ่งท่ีจาเป็นในการศึกษาประวตั ิศาสตร์

ก. รู้เวลาหรือช่วงเวลาท่ีเกิดเหตุการณ์น้นั ข. มีหลกั ฐานช้นั ตน้ ให้คน้ ควา้ มากเพียงพอ

ค. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในสมยั ประวตั ิศาสตร์ ง. ยงั ไมเ่ คยมีใครศึกษาเหตุการณ์น้นั มาก่อน

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

2. ทุกขอ้ เป็นความสมั พนั ธ์ของเวลาหรือช่วงเวลาท่ีมีต่อประวตั ิศาสตร์ ยกเว้นขอ้ ใด

ก. บอกใหร้ ู้วา่ เหตุการณ์ตา่ ง ๆ เกิดมานานแลว้ เทา่ ใด

ข. บอกใหร้ ู้วา่ เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดข้ึนและสิ้นสุดเมื่อใด

ค. บอกใหร้ ู้วา่ เหตุการณ์ใดเกิดก่อนหลงั เม่ือเปรียบเทียบกนั

ง. บอกใหร้ ู้วา่ เหตุการณ์ใดเป็ นจริงเหตุการณ์ใดเป็นเทจ็

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

3. ขอ้ ความใดต่อไปน้ีไม่อาจระบุเวลาทางประวตั ิศาสตร์ได้

ก. กาลคร้ังหน่ึงนานมาแลว้ ข. ก่อนสงครามเวยี ดนามยตุ ิลง

ค. แรกต้งั กรุงละโวเ้ ป็ นราชธานี ง. สมยั สมเด็จพระเจา้ ปราสาททอง

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

4. ศกั ราชใดต่อไปน้ีท่ีมีอายยุ าวนานที่สุด

ก. มหาศกั ราช ข. คริสตศ์ กั ราช ค. พทุ ธศกั ราช ง. ฮิจเราะห์ศกั ราช

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

5. เพราะอะไรเราจึงควรรู้จกั วธิ ีการเทียบศกั ราช

ก. ช่วยป้ องกนั มิใหต้ ีความหลกั ฐานผดิ ข. จะไดใ้ ชเ้ อกสารที่มีศกั ราชต่างกนั ได้

ค. เพื่อประหยดั เวลาในการตีความหลกั ฐาน ง. จะไดใ้ ชเ้ อกสารท่ีเป็ นของชนชาติอ่ืนได้

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

6. ในการศึกษาประวตั ิศาสตร์ไทย เราควรกาหนดศกั ราชในการศึกษาเป็นอะไร เพอ่ื สะดวก

แก่การทาความเขา้ ใจของผอู้ ื่น

ก. มหาศกั ราช เพราะเป็นศกั ราชที่ใชม้ าแตค่ ร้ังสุโขทยั

ข. จุลศกั ราช เพราะสามารถเทียบเป็นศกั ราชอ่ืนไดง้ ่าย

ค. พทุ ธศกั ราช เพราะผคู้ นสมยั ปัจจุบนั นิยมใชศ้ กั ราชน้ี

ง. คริสตศ์ กั ราช เพราะถือเป็ นส่วนหน่ึงของประวตั ิศาสตร์สากล

คาตอบของนกั เรียน คือ ..............................................................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

7. หลกั ฐานในขอ้ ใดท่ีมไิ ด้นามาใชใ้ นการแบ่งยคุ สมยั ของประวตั ิศาสตร์สากล

ก. เทคโนโลยที ี่ทาเครื่องมือเครื่องใช้ ข.เหตุการณ์สาคญั ที่เกิดกบั มนุษยชาติ

ค. มีหลกั ฐานบง่ บอกถึงการใชต้ วั อกั ษร ง. การประกอบพธิ ีกรรมดา้ นลทั ธิความเช่ือ

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

8. เร่ืองราวสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ แรกเริ่มสุดเราจะคน้ พบหลกั ฐานตามขอ้ ใด

ก. ใชส้ ีแดงวาดภาพไวต้ ามฝาผนงั ถ้า ข. นาหินมากะเทาะทาเป็นขวานหิน

ค. รู้จกั นากระดูกสตั วม์ าทาเคร่ืองประดบั ง. การประดิษฐ์เคร่ืองดนตรีประเภทกลอง

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

9. ในการศึกษาประวตั ิศาสตร์ ควรเร่ิมตน้ ท่ีข้นั ตอนใดเป็ นลาดบั แรก

ก. สารวจตนเองวา่ ตอ้ งการทราบเรื่องราวใด ข. คน้ ควา้ หาหลกั ฐานแลว้ ต้งั ประเด็นคาถาม

ค. ตรวจดูวา่ มีใครศึกษาเรื่องใดมาก่อนแลว้ บา้ ง ง. สอบถามผรู้ ู้วา่ อยากใหเ้ ราศึกษาประเด็นอะไร

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

10. ขอ้ ใดถือเป็ นหลกั ฐานช้นั ตน้ ทางประวตั ิศาสตร์

ก. ผลสารวจของนกั โบราณคดี ข. พพิ ธิ ภณั ฑท์ างประวตั ิศาสตร์

ค. คาแปลศิลาจารึกท่ีอยใู่ นเวบ็ ไซด์ ง. คาใหก้ ารของผทู้ ่ีอยใู่ นการชุมนุม

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

11. วตั ถุประสงคข์ องการใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ในการศึกษาประวตั ิศาสตร์คืออะไร

ก. ใหต้ ระหนกั ในความพากเพียรของบรรพบุรุษไทย

ข. เห็นคุณค่าและความสาคญั ของวชิ าประวตั ิศาสตร์

ค. ไดร้ ับทราบเรื่องราวท่ีเป็ นจริงมีหลกั ฐานมายนื ยนั

ง. เพอื่ ฝึกใหเ้ รียนรู้แลว้ นาไปใชก้ บั การศึกษาวชิ าอื่น

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

12. พ้นื ท่ีแถบดินแดนไทยในสมยั โบราณถูกเรียกขานวา่ สุวรรณภมู ิ เพราะเหตุใด

ก. เป็นแหล่งผลิตทองคาที่มีคุณภาพ ข. ผคู้ นใชเ้ หรียญทองคาในการซ้ือขาย

ค. เรียกตามช่ืออาณาจกั รท่ีมีความยง่ิ ใหญ่ ง. เป็นดินแดนท่ีมีทรัพยากรอุดมสมบรู ณ์

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

13. วถิ ีการดารงชีวิตของมนุษยย์ คุ หินเก่ามีลกั ษณะสอดคลอ้ งกบั ขอ้ ใด

ก. เกบ็ ของป่ า ล่าสัตว์ อยอู่ าศยั ตามเพิงผา ข. เพาะปลูก เล้ียงสัตว์ อยตู่ ามท่ีราบริมน้า

ค. จบั ปลา เล้ียงสัตว์ เร่ร่อนไปตามทุง่ กวา้ ง ง. ทาหตั ถกรรม คา้ ขาย ต้งั บา้ นเรือนเป็นกลุ่ม

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

14.พฒั นาการดา้ นใดของมนุษยท์ ี่มีความสาคญั ยง่ิ ต่อการสร้างสมและสืบทอดทางวฒั นธรรม

ก. รู้จกั ใชภ้ าษาพดู เพ่ือสื่อสาร ข. การนาดินมาทาเคร่ืองป้ันดินเผา

ค. ทาการเพาะปลูกและต้งั บา้ นเรือน ง. อยรู่ วมกนั เป็นกลุ่มมีหวั หนา้ ปกครอง

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

15. “หลกั ฐานที่สารวจพบในชุมชน มีส่ิงของเคร่ืองใชท้ าจากสาริด เหลก็ รวมท้งั เสมา

ธรรมจกั รและกวางหมอบท่ีทามาจากศิลา” จากหลกั ฐานที่ปรากฏ พอจะสันนิษฐานไดว้ า่

ชุมชนแห่งน้ี น่าจะไดร้ ับอิทธิพลจากอาณาจกั รใด

ก. ศรีวชิ ยั ข. ทวารวดี ค. สุพรรณภูมิ ง. โยนกเชียงแสน

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

16. สาเหตุท่ีอาณาจกั รพรลิงคเ์ ส่ือมอานาจจากคาบสมุทรมลายู น่าจะเกิดจากปัจจยั ใด

ก. กษตั ริยล์ งั กายกกองทพั เรือเขา้ มาโจมตี ข. ไดร้ ับความเสียหายจากภยั แผน่ ดินไหว

ค. จีนส่งเรือสาเภาออกมาคา้ ขายเองโดยตรง ง. ไม่อาจแข่งอานาจกบั อาณาจกั รท่ีเกิดภายหลงั

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

17. ขอ้ ใดเป็นหลกั ฐานที่แสดงใหเ้ ห็นวา่ อาณาจกั รละโวเ้ คยตกอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของขอม

ก. ลกั ษณะการแต่งกายของชนช้นั สูง ข. การปกครองที่นาระบอบกษตั ริยม์ าใช้

ค. ขอ้ ความในศิลาจึกที่บนั ทึกดว้ ยอกั ษรขอม ง. มีศาสนสถานและเทวรูปแบบขอมหลายแห่ง

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

18. เรื่องราวของอาณาจกั รโบราณกบั จงั หวดั ในขอ้ ใดที่สัมพนั ธ์กนั

ก. ลา้ นนา : นครพนม ข. ลงั กาสุกะ : สุราษฎร์ธานี

ค. ละโว้ : ลาปาง ง. พรลิงค์ : นครศรีธรรมราช

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

19. ภาพรวมการต้งั ราชธานีของอาณาจกั รโบราณ ส่วนใหญม่ กั จะเลือกต้งั ในพ้นื ที่ทาเลใด

ก. พ้นื ที่ราบขนาบดว้ ยภูเขา ข. ท่ีราบลุ่มมีแมน่ ้าไหลผา่ น

ค. ท่ีดอนกวา้ งน้าทว่ มไม่ถึง ง. ชายฝ่ังทะเลที่พ้นื ท่ีเป็นทราย

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

20. ขอ้ ใดเป็นเหตุผลสาคญั ที่ทาใหก้ ารศึกษาเร่ืองราวของอาณาจกั รโบราณในดินแดนไทยจึงยงั

ไมใ่ คร่มีความกระจา่ งชดั มากนกั

ก. ยงั ไมม่ ีผใู้ ดทาการศึกษาอยา่ งจริงจงั

ข. ขาดแคลนบุคคลากรและงบประมาณ

ค. หลกั ฐานที่จะใชส้ ืบคน้ หลงเหลืออยนู่ อ้ ย

ง. มีขอ้ จากดั ดา้ นตวั อกั ษรที่ไมอ่ าจแปลความได้

คาตอบของนกั เรียน คือ ........................................................................................................................................................................

999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999999


Click to View FlipBook Version