The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วชิรวิชญ์, 2021-08-02 23:07:41

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.4

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.4

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วิชาประวัตศิ าสตร์ไทยk1 ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 4
สัปดาห์ที่ 10 ใบงานที่ 5 (หน่วยท่ี 2 สาระท่ี 1) เรื่อง การต้ังถิ่นฐานในดินแดนไทย

คาชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนบอกแนวคดิ เก่ียวกบั ถิ่นกำเนิดของชนชำติไทยและนกั วิชำกำรที่สนบั สนุนแนวคิด
ใหถ้ ูกตอ้ ง

แนวคิดท่ี 1 แนวคดิ ท่ี 2

แนวคดิ ที่ 3 แนวคดิ เกยี่ วกบั
ความเป็ นมาของ

ชนชาติไทย

แนวคดิ ท่ี 4

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
วชิ าประวัติศาสตร์ไทยk1 ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 4

สัปดาห์ที่ 11 ใบงานที่ 6 (หน่วยท่ี 2 สาระที่ 2) เรื่อง อทิ ธิพลของอาณาจักรโบราณท่มี ีต่อสังคมไทย
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนเขียนแผนภาพความคดิ และอธิบายเก่ียวกบั อิทธิพลของอาณาจกั รโบราณทมี่ ีต่อ

สงั คมไทย

อทิ ธิพลของ
อาณาจักรโบราณ
ท่ีมีต่อสังคมไทย

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
ใหน้ กั เรียนนาตวั อกั ษรทางดา้ นขวา มาเติมลงในช่องวา่ งทางดา้ นซา้ ยใหถ้ ูกตอ้ งสมั พนั ธก์ นั

ใหน้ กั เรียนทาเคร่ืองหมาย หนา้ ขอ้ ความทถี่ ูก และเคร่ืองหมาย หนา้ ขอ้ ความท่ผี ดิ

ใหน้ กั เรียนนาตวั อกั ษรทางดา้ นขวา มาเติมลงในช่องวา่ งทางดา้ นซา้ ยใหถ้ ูกตอ้ งสมั พนั ธก์ นั

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท…ี่ ……
วิชาประวัติศาสตร์ไทย 1k ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 4

สัปดาห์ที่ 12 ใบงานที่ 7 (หน่วยที่ 2 สาระท่ี 2) เร่ือง อิทธิพลของอาณาจกั รโบราณท่มี ีต่อ
สังคมไทย

8e

คาส่ัง ให้นักเรียนวาดภาพประกอบใบพงอาสนังทเขี่ ป1.แ2ละ(หคนดั ่ลวยอทกขี่ 1้อคสวาารมะดท้าี่ น4ล)่าง แล้วตอบคาถามด้านล่าง
เร่ือง เรพื่อรงะมถหิ่นาเดกิมษขัตอริยงช์ในนรชาาชตวิไงทศย์จักรี

การศึกษาเรื่องถิ่นกาเนิดของชนชาติไทย ไดเ้ ร่ิมข้ึนเม่ือประมาณ 100 ปี เศษมาแลว้ โดยนกั วิชาการชาวตะวนั ตก
ต่อมาไดม้ ีนกั วิชาการสาขาต่างๆ ท้งั คนไทยและชาวต่างประเทศไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ ต่อมาเป็นลาดบั จนถึงปัจจุบนั การศึกษา
คน้ ควา้ ได้อาศยั หลกั ฐานต่างๆ เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ เอกสารโบราณจีน หลกั ฐานทางภาษาและ
วฒั นธรรมทอ้ งถิ่น ผลจากการคน้ ควา้ ปรากฏว่านักวิชาการและผสู้ นใจเรื่องถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยต่างเสนอแนวคิดไว้
หลายอยา่ ง แต่ยงั ไมม่ แี นวคิดใดเป็นท่ยี อมรับกนั ในปัจจุบนั ในระยะแรกๆ นกั วชิ าการส่วนใหญ่เช่ือวา่ ถ่ินกาเนิดของชนชาติ
ไทยอยใู่ นดินแดนประเทศจีน ต่อมาไดอ้ พยพยา้ ยถิ่นกระจายออกไป และไดเ้ สนอแนวความคิดเก่ียวกบั ถิ่นกาเนิดของชน
ชาติไทย ดงั น้ี

แนวคดิ ท่ี 3 เชื่อว่าถิ่นกาเนิดของชนชาติไทยอยทู่ างตอนเหนือของประเทศจีนบริเวณมณฑลยนู นาน

ผสู้ นบั สนุนแนวคิดน้ี คือ อาร์ชิบลั ด์ รอสส์ คอลูน (Archibald Ross Colquhoun) นกั สารวจชาวองั กฤษ ซ่ึงไดพ้ บกลุ่มชน
ชาติไทยอาศยั อยบู่ ริเวณตอนใตข้ องจีน มภี าษาพูดและความเป็นอยคู่ ลา้ ยคลึงกนั ในบริเวณท่ีไดเ้ ดินทางสารวจ

๑.แนวคดิ น้ี ใหข้ อ้ คิดอะไรแก่นกั เรียน ............................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๒.แนวคิดน้ีมีขอ้ สรุปอยา่ งไร ...........................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท…ี่ ……
แนวคดิ ท่ี 4 เชื่อว่าถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยอยบู่ ริเวณดินแดนประเทศไทย มาราว 4,000 – 3,000 ปีมาแลว้

แผนที่แสดงแนวคิดถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยอยใู่ นประเทศไทย
ท่มี าภาพ นางพีรทพิ ย์ สุคนั ธเมศวร์

ผสู้ นบั สนุนแนวคิดน้ี คือ พอล เบเนดิกต์ (Paul Benedict) นกั วิชาการชาวสหรัฐอเมริกา, ศาสตราจารยน์ ายแพทยส์ ุดแสง
วิเชียร ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นกายวภิ าคศาสตร์ และ ศาตราจารยช์ ิน อยดู่ ี ผเู้ ชี่ยวชาญ ทางโบราณคดีสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ใน
ประเทศไทย

๑.แนวคิดน้ี ใหข้ อ้ คิดอะไรแก่นกั เรียน ..........................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๒.แนวคดิ น้ีมีขอ้ สรุปอยา่ งไร ...........................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
วิชาประวตั ศิ าสตร์ไทยk1 ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 4

สัปดาห์ท่ี 13 ใบงานที่ 8 (หน่วยท่ี 2 สาระท่ี 2) เรื่อง อทิ ธิพลของอาณาจกั รโบราณท่ีมีต่อ
สังคมไทย(ต่อ)

คาส่ัง ให้นักเรียนวาดภาพประกอบพอสังเขปและคดั ลอกข้อความด้านล่าง แล้วตอบคาถามด้านล่าง
เรื่อง ถ่ินเดมิ ของชนชาติไทย

การศกึ ษาเร่ืองถิ่นกาเนิดของชนชาติไทย ไดเ้ ริ่มข้ึนเม่ือประมาณ 100 ปี เศษมาแลว้ โดยนกั วิชาการชาวตะวนั ตก
ต่อมาไดม้ นี กั วิชาการสาขาต่างๆ ท้งั คนไทยและชาวต่างประเทศไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ ต่อมาเป็นลาดบั จนถึงปัจจุบนั การศึกษา
คน้ ควา้ ไดอ้ าศยั หลักฐานต่างๆ เช่น โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใช้ เอกสารโบราณจีน หลกั ฐานทางภาษาและ
วฒั นธรรมทอ้ งถิ่น ผลจากการคน้ ควา้ ปรากฏว่านักวิชาการและผสู้ นใจเร่ืองถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยต่างเสนอแนวคิดไว้
หลายอยา่ ง แต่ยงั ไม่มแี นวคิดใดเป็นที่ยอมรับกนั ในปัจจุบนั ในระยะแรกๆ นกั วิชาการส่วนใหญ่เช่ือว่าถ่ินกาเนิดของชนชาติ
ไทยอยใู่ นดินแดนประเทศจีน ต่อมาไดอ้ พยพยา้ ยถิ่นกระจายออกไป และไดเ้ สนอแนวความคิดเก่ียวกบั ถิ่นกาเนิดของชน
ชาติไทย ดงั น้ี

แนวคดิ ที่ 5 เชื่อว่าถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยอยบู่ ริเวณคาบสมทุ รอินโดจีนหรือคาบสมุทรมลายู และหมูเ่ กาะต่าง ๆ ใน

อินโดนีเซีย

แผนท่ีแสดงแนวคิดถ่ินกาเนิดของชนชาติไทยอยใู่ นคาบสมทุ รมลายแู ละหมู่เกาะอินโดนีเซีย
ทมี่ าภาพ นางพรี ทพิ ย์ สุคนั ธแมศวร์

ผสู้ นบั สนุนแนวคิดน้ี คือ นกั วิชาการทางการแพทยโ์ ดย นายแพทยส์ มศกั ด์ิ พนั ธุ์สมบญุ , นายแพทยป์ ระเวศ วะสี คณะ
นกั วิจยั ดา้ นพนั ธุศาสตร์มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

๑.แนวคิดน้ี ใหข้ อ้ คดิ อะไรแก่นกั เรียน ............................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

๒.แนวคดิ น้ีมีขอ้ สรุปอยา่ งไร ...........................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๓.นกั เรียนวา่ แนวคดิ ที่เชื่อวา่ ถิ่นกาเนิดของชนชาติไทยอยบู่ ริเวณใดน่าเช่ือถือทีส่ ุด เพราะอะไร
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๔.คาวา่ อินโดจีน มีความหมายวา่ อะไร
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๕.อิทธิผลแนวคิดของจีนทปี่ รากฏในดินแดนไทย ไดแ้ ก่
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
๖.อิทธิผลแนวคดิ ของดอนเดียทป่ี รากฏในดินแดนไทย ไดแ้ ก่
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วชิ าประวัติศาสตร์ไทkย 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 4
สัปดาห์ท่ี 14 ใบงานที่ 9 (หน่วยที่ 2 สาระท่ี 2) เร่ือง อทิ ธิพลของอาณาจกั รโบราณทม่ี ตี ่อ

สังคมไทย(ต่อ)
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นยกตวั อย่างหลกั ฐานทางโบราณคดที แ่ี สดงใหเ้ หน็ พฒั นาการของชมุ ชนโบราณใน

ภาคตา่ งๆ ของไทย พรอ้ มระบแุ หล่งทพ่ี บ

หลกั ฐำนทำงโบรำณคดีท่ีแสดงให้เหน็ พฒั นำกำรของชุมชนโบรำณในภำคต่ำงๆของไทย

อำณำจกั ร ภาคกลาง ภาคเหนอื ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ภาคใต้
เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ
ทวาราวดี เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั พบทถี่ ้าผแี มน เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขุด
ขวานหนิ พบที่ จ.แมฮ่ ่องสอน
ขวานหนิ พบที่ เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเม่น อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี
อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น

อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี

เครอื่ งมอื หนิ ขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ

ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ า้ ผแี มน เครอื่ งขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ

ขวานหนิ พบที่ จ.แม่ฮอ่ งสอน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์

ละโว้ ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น

อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี

อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี

เครอื่ งมอื หนิ ขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขุด
ขวานหนิ พบที่ เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ า้ ผแี มน เครอื่ งขุด สบั ตดั ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเม่น พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี จ.แมฮ่ ่องสอน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี
อโยธยา อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร

อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี

อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี

สุพรรณภูมิ เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ ้าผแี มน เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ขวานหนิ พบที่ จ.แม่ฮ่องสอน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่ อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

หลกั ฐำนทำงโบรำณคดีที่แสดงให้เหน็ พฒั นำกำรของชมุ ชนโบรำณในภำคต่ำงๆของไทย

อำณำจกั ร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคใต้

โยนกเชยี ง เครอื่ งมอื หนิ ขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
แสน ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ ้าผแี มน
ขวานหนิ พบที่ จ.แมฮ่ อ่ งสอน เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์

อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น

หรภิ ุญไชย เครอื่ งมอื หนิ ขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ ้าผแี มน เครอื่ งขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ลา้ นนา ขวานหนิ พบที่ จ.แมฮ่ ่องสอน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
สุโขทยั ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่ อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
โครตบูร อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ
ศรวี ชิ ยั พบทถี่ ้าผแี มน เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
พรลงิ ค์ เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั จ.แม่ฮ่องสอน เครอื่ งขดุ สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ขวานหนิ พบที่ พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
ขวานหนิ พบที่ อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเม่น อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี อ.บา้ นเก่า จ.กาญจนบุรี
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี พบทถี่ ้าผแี มน อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี จ.แมฮ่ อ่ งสอน
เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
ขวานหนิ พบที่ พบทถี่ ้าผแี มน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
ขวานหนิ พบที่ จ.แมฮ่ อ่ งสอน อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเม่น
อ.บ้านเกา่ จ.กาญจนบุรี เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขุด
พบทถี่ า้ ผแี มน เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
เครอื่ งมอื หนิ ขดุ สบั ตดั จ.แม่ฮ่องสอน พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
ขวานหนิ พบที่ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
ขวานหนิ พบที่ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่ พบทถี่ า้ ผแี มน เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขดุ
อ.บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี จ.แม่ฮ่องสอน เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
ขวานหนิ พบที่
ขวานหนิ พบที่ เครอื่ งมอื หนิ กะเทาะ เครอื่ งขุด
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเมน่ เครอื่ งขุด สบั ตดั เครอื่ งมอื สบั ตดั และ
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี พบที่อ.เชยี งคาน จ.เลย ทพี่ านกั อาศยั ของมนุษย์
อ.ดอนตาล จ.มกุ ดาหาร พบทถี่ ้าหลงั โรงเรยี น
เครอื่ งมอื หนิ ขุด สบั ตดั
ขวานหนิ พบที่
ขวานหนิ พบที่
ถ้าเขาทะลุ ถ้าเม่น
อ.บา้ นเกา่ จ.กาญจนบุรี

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

k วชิ าประวัตศิ าสตร์ไทย 1 ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4
สัปดาห์ท่ี 15 ใบงานที่ 9 (หน่วยที่ 3 สาระท่ี 1) เรื่อง รัฐไทยในดินแดนไทย

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปเขยี นตอบใหถ้ ูกตอ้ ง

1.แคว้นโยนกเชียงแสน ( ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 ) เก่าแก่ทส่ี ุด
- เดิมช่ือ นาคพนั ธ์สิงหนวตั ินคร ต่อมาเปลี่ยนเป็น โยนกนครธานีศรีชา้ งแส่น และจึงเป็นช่ือ แควน้ โยนกเชียง

แสน
- ต้งั เมอื งท่ี เชียงราย ริมแมน่ ้ากก
- การปกครอง โดยกษตั ริย์ ซ่ึงองคแ์ รกคือ พระเจา้ สิงหนวตั ิ มีกษตั ริยป์ กครองต่อถึง 45 พระองค์
- การรุกราน ชนพ้ืนเมอื งกล๋อมดา
- การล่มสลาย ถูกคุกคามจากอาณาจกั รพกุ าม และภยั ธรรมชาติ เมอื งจึงถล่มจมลงกลายเป็นหนองน้าขนาดใหญ่

พระเจา้ ไชยสิริอพยพคนไปสร้างเมืองใหม่คือ ไตรตรึงส์
2. แคว้นหิรัญนครเงนิ ยาง ( ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 – พ.ศ. 1893 )

- เกิดเมอ่ื ป่ ลู าวจง หวั หนา้ กลุ่มคนบนดอยตุงนาบริวารมาสร้างเมอื งทแี่ ม่น้ากก ก่อต้งั ราชวงศล์ วจกั ราช
- การขยายอานาจ ส่งลูกชายไปสร้างเมอื งใหม่ และให้อภิเษกสมรสกบั พระราชธิดารัฐอื่น เป็นการสร้างสัมพนั ธ์
ทางเครือญาติ
- กษตั ริย์ มี 25 พระองค์
- การสิ้นสุด พระยามงั รายรวบรวมเมืองใกลเ้ คียง ( อา้ งสิทธ์ิสายเลือด ) สร้างเป็นเชียงราย ( ราชธานีใหม่ ) ขยาย
อานาจถึงสร้างราชธานีใหม่ในลุ่มน้าปิง ยดึ แควน้ หริภุญชยั ( ส่งไสศ้ ึกไปอยู่ ) ไปสร้างเมอื ง เวียงกุมกาม ( อยแู่ ถวเชียงใหม่ )
แลว้ ก็สร้างนพบรี ีศรีนครพิงคเ์ ชียงใหม่ เกิดอาณาจกั รลา้ นนา แควน้ หิรัญนครเงินยางกลายเป็นส่วนหน่ึงของลา้ นนาไป
3. แคว้นพะเยา ( พ.ศ. 1640 - 1881 )
- ศูนยก์ ลางอยทู่ ี่ เมอื งพะเยา ( เชิงดอยแมน่ ้าอิง )
- เช้ือสาย ขุนจอมธรรมเป็นเช้ือสายของป่ ลู าวจง
- ความสัมพนั ธ์ พระยางาเมือง เรียนวชิ าสานกั สุกทนั ตฤาษีกรุงละโว้ ร่วมสานกั กบั พ่อขุนรามคาแหง อาณาจกั ร
สุโขทยั และพระยามงั ราย แห่งแควน้ หิรัญนครเงินยาง
- การรุกราน พระยามงั รายจะยดึ พะเยา พระยางาเมืองเจรจายอมยกเขตแดนคน 500 หลงั คาเรือนให้ ตอ่ มาสหายท้งั
3 พระองคท์ าสัญญาเป็นมติ รกนั เมอื่ พระยางาเมอื งสวรรคตความสัมพนั ธน์ ้ีกเ็ ส่ือมลง
- การสิ้นสุด พระยาคาฟแู ห่งลา้ นนาชวนพระยาน่านยกมาตีแควน้ พะเยา ทาให้ต่อมาถูกรวมเขา้ กบั อาณาจกั ร
ลา้ นนา
4. อาณาจกั รล้านนา ( พ.ศ. 1839 - 2442 )
-ยคุ ตน้ พระยามงั รายสร้างเมืองเชียงใหม่ ( ราชธานี ) ลาพนู เป็นศนู ยก์ ลางทางศาสนาพุทธ และเชียงรายเป็นเมือง
อุปราชพ้ืนท่ี ทิศเหนือ ติด เชียงรุ่ง เชียงตุง ทิศตะวนั ออก ติดแม่น้าโขง แต่ไมร่ วมปัว น่าน แพร่ ทิศใตต้ ิดลาปาง ทิตะวนั ตก
ติดแม่น้าสาละวิน ในการปกครอง ทรงตรากฎหมายที่เรียกว่า “ มงั รายศาสตร์ ” ในทางศาสนา สร้างเจดียก์ ู่คาหลวง วดั
เจดียเ์ หล่ียม (เวยี งกกุ กาม) พระอารามจดั กานโดม ( วดั ชา้ งคา ) ส้ินพระชนม์ พ.ศ. 1854
· ยคุ กลาง – พระเจา้ ถือนากษตั ริย์ ( กษตั ริยอ์ งคท์ ี่ 6 ) เขา้ อยยู่ คุ เจริญรุ่งเรือง
- ลา้ นนาเจริญสูงสุดสมยั พระเจา้ ติโลกราช ( กษตั ริยอ์ งคท์ ่ี 9 ) ทรงขยายอาณาเขตอย่างกวา้ งขวาง ทาสงคราม
ต่อเนื่องกบั อยธุ ยาไดน้ านถึง 14 ปี ในทางศาสนา ไดส้ ร้างวดั ป่ าแดง และวดั มหาโพธาราม ( เจ็ดยอด ) และจดั สังคายนา

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

พระไตรปิ ฎกท่ีวดั น้ีใน พ.ศ. 2020 และอญั เชิญพระแกว้ มรกตจากลาปางมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ดว้ ย มีการเขียนคมั ภีร์ทาง
ศาสนาไวม้ าก รวมถึงตานานและชาดกแบบลงั กา

ยคุ เส่ือม- ในสมยั พระยาเกศครองราชยจ์ นถึงช่วง พ.ศ. 2101 เกิดความเสื่อมถอยและการตกเป็นประเทศราชของ
พมา่ เหตุเพราะปัจจยั ภายใน ความสัมพนั ธ์ทางเครือญาติลดความสาคญั ลง ขนุ นางมาอานาจ กษตั ริยอ์ ่อนแอ เศรษฐกิจตกต่า
และการขยายอานาจของราชวงศต์ องอู สมยั ธนบุรีพ.ศ. 2317 ผูน้ าลา้ นนาสวามิภกั ด์ิต่อสมเด็จพระเจา้ ตากสินมหาราช
ลา้ นนาจึงเป็นประเทศราชของไทย จนกระทงั่ ถูกรวมเป็นส่วนหน่ึงของประเทศไทยใน พ.ศ. 2442 ( รัชกาลท่ี 5 )

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

๑)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั น์รัฐไทยในดินแดนไทย

รัฐในดินแดนไทย

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1)แควน้ โยนกเชียงแสน สร้างเม่ือไร? มีช่ือเดิมวา่ อะไร? ล่มสลายเพราะเหตุใด?
2.2)แควน้ หิรัญนครเงินยางมีประวตั ิความเป็นมาอยา่ งไร? มคี วามสาคญั ต่อมาอยา่ งไร?
2.3)แควน้ พะเยาโดยการนาของพระยางาเมืองมคี วามสมั พนั ธ์กบั สุโขทยั และเชียงใหมอ่ ยา่ งไร? อธิบาย
2.4) มงั รายศาสตร์ คืออะไร
2.5) พระเจา้ ติโลกราช มคี วามสาคญั อยา่ งไรในการทานุบารุงพระพุทธศาสนาในลา้ นนา

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................................... ..........
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................... ........................................
....................................................................................................................................................................................................................... ............
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................... .............................................................
.................................................................................................................................................................................................. .................................
......................................................................................................................................................................................................................... ..........
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………
วิชาประวัตศิ าสตร์ไทยk1 ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 4

สัปดาห์ที่ 16 ใบงานท่ี 10 (หน่วยท่ี 3 สาระที่ 2) เร่ือง รัฐโบราณในประเทศไทย
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนคน้ ควา้ ตามขอ้ มูลของ www.trueplookpanya.com/learning/detail/31286 แลว้ นามา
สรา้ งผงั มโนทศั น์และตอบคาถามทา้ ยบทเรียน
๑. ใหน้ กั เรียนสรา้ งผงั มโนทศั น์รัฐโบราณในประเทศไทย
๒. รฐั แควน้ อาณาจกั ร มีความหมายต่างกนั อยา่ งไร?
๓.ใหน้ กั เรียนอธิบายศลิ ปะ ท่ปี รากฏดา้ นล่างวา่ อยใู่ นสมยั ใด มีความสาคญั อยา่ งไร?

๔. ใหอ้ ธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแควน้ ละโวก้ บั หริภุญชยั วา่ เก่ียวขอ้ งกนั ไดอ้ ยา่ งไร?
๕. ใหน้ กั เรียนอธิบายพระพทุ ธศาสนาเกี่ยวขอ้ งในดา้ นใดต่อรัฐโบราณในประเทศไทย?

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

k วชิ าประวัติศาสตร์ไทย 1 ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 4
สัปดาห์ที่ 17 ใบงานท่ี 11 (หน่วยท่ี 4 สาระท่ี 1) เรื่อง ความสาคญั ของสถาบนั พระมหากษตั ริย์ฯ

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนศึกษำถึงบทบำทของพระมหำกษตั ริยไ์ ทยเรื่องดงั ต่อไปน้ี

ความสาคญั ของสถาบนั พระมหากษตั ริย์ต่อชาติไทย

กำรป้องกนั และรักษำเอกรำชของชำติ
นบั ต้งั แต่อดีตพระมหำกษตั ริยท์ รงอยใู่ นฐำนะจอมทพั เป็นผนู้ ำในกำรทำสงครำมเพ่ือป้องกนั บำ้ นเมืองและขยำย

อำนำจ เช่น
สมเด็จพระนเรศวรมหำรำชทรงประกำศอิสระภำพจำกพมำ่ และทำสงครำมเพ่อื สร้ำงควำมมน่ั คงและขยำยอำนำจ

ของกรุงศรีอยธุ ยำ
สมเด็จพระเจำ้ ตำกสินมหำรำช ทรงประกำศอิสรภำพจำกพม่ำและทำสงครำม เพ่ือสร้ำงควำมมน่ั คงและขยำยอำนำจ

ของกรุงศรีอยธุ ยำ ทรงเป็นผนู้ ำขบั ไล่พม่ำหลงั เสียกรุงศรีอยธุ ยำคร้ังท่ี 2 และสถำปนำกรุงธนบุรีเป็นรำชธำนีแห่งใหม่
พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำชก็ทรงเป็นแม่ทพั สำคญั มำต้งั แต่สมยั ธนบรุ ี ทรงทำสงครำมกบั

พม่ำ สงครำมคร้ังใหญ่ คือ สงครำมเกำ้ ทพั เมื่อ พ.ศ. 2328 ทรงสร้ำงกรุงเทพมหำนคร
พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว ทรงนำไทยเผชิญภยั คุกคำมจำกจกั รวรรดินิยมตะวนั ตกให้ผำ่ นพน้ ไป
พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจำ้ อยู่หัว ก็ทรงเป็ นผูน้ ำในกำรดำเนินนโยบำยต่ำง ๆ เพ่ือรักษำเอกรำชของ

ชำติ โดยใชน้ โยบำยทำงกำรทูต สร้ำงควำมสัมพนั ธ์กับรำชสำนักต่ำงชำติเมื่อเผชิญกับควำมขดั แยง้ กับชำติตะวนั ตก
เช่น รัฐบำลไทยใชก้ ำรเจรจำทำงกำรทตู ท้งั กำรเจรจำในเมืองไทยและในฝร่ังเศส ในกรณี ร.ศ. 112 โดยขุนนำงไทยและ
พระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว ไดท้ รงเจรจำกบั ฝรั่งดว้ ยพระองคเ์ อง เมื่อครำวเสด็จประพำสยุโรปคร้ังที่ 1 พ.ศ.
2440 นอกจำกน้ีทรงผกู มติ รกบั รัสเซีย เพ่อื ใหร้ ัสเซียช่วยเจรจำไกล่เกลี่ยกบั ฝรั่งเศสอีกทำงหน่ึง และทรงยอมเสียดินแดน
ส่วนนอ้ ยท่ไี ม่ใช่ดินแดนไทย

เพื่อรักษำดินแดนส่วนใหญ่ไว้ หรือในรัชสมยั พระบำทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลำ้ เจำ้ อย่หู ัว ทรงประกำศเขำ้ ร่วมกบั ฝ่ ำย
สัมพนั ธมิตรในสงครำมโลกคร้ังท่ี 1 (ค.ศ. 1914 - 1918) และส่งทหำรไทยไปยุโรปดว้ ย ทำให้ไทยไดป้ ระโยชน์จำกกำร
เขำ้ ร่วมกบั ฝ่ำยชนะสงครำม โดยไดย้ กเลิกสนธิสัญญำไม่เป็นธรรมท่ีเคยทำกบั ชำติตะวนั ตกไวใ้ นเวลำต่อมำ

พระมหำกษตั ริยไ์ ทยทุกยคุ ทุกสมยั เป็นองคอ์ ุปถมั ภแ์ ละส่งเสริมกำรเผยแผพ่ ระพุทธศำสนำ ท้งั กำรสร้ำงและ
บูรณปฏิสังขรณ์ศำสนสถำน กำรสงั คำยนำพระไตรปิ ฏก กำรแต่งวรรณกรรมทำงพระพุทธศำสนำ เช่น สมเด็จพระมหำ
ธรรมรำชำท่ี 1(ลิไทย) ทรงแต่งไตรภูมิพระร่วงหรือสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถทรงสนบั สนุนให้นักปรำชญร์ ำชบณั ฑิต
ร่วมกนั แต่งหนงั สือเรื่องมหำชำติคำหลวง

นอกจำกน้ี พระมหำกษตั ริยไ์ ทยทรงมีขนั ติธรรมทำงศำสนำ ทรงใหเ้ สรีภำพในกำรนบั ถือศำสนำแก่รำษฎร และ
ทรงสนบั สนุนศำสนำอ่ืน ๆ เช่น พระรำชทำนท่ดี ินให้สร้ำงเป็ นโบสถค์ ริสต์และมสั ยดิ ในศำสนำอิสลำมท้งั ในสมยั อยธุ ยำ
และรัตนโกสินทร์ เป็นตน้

พระมหำกษตั ริยท์ รงบำเพญ็ พระรำชกรณียกิจท้งั ปวงเพ่ือให้เกิดประโยชน์สุขและควำมเจริญแก่สังคม ไดท้ รง
ริเริ่มโครงกำรต่ำงๆทำให้เกิดกำรพฒั นำข้ึนท้งั ในดำ้ นเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ พระรำชดำริและโครงกำรที่ทรงริเร่ิม
มีมำกซ่ึงลว้ นแต่เป็ นรำกฐำนในกำรพฒั นำ ชำติท้งั สิ้น โครงกำรของพระมหำกษัตริยอ์ งค์ปัจจุบนั ท่ีสำคญั ได้แก่
โครงกำรอีสำนเขียว โครงกำรฝนหลวง โครงกำรปลูกป่ ำ โครงกำรขุดคลองระบำยน้ำ โครงกำรปรับปรุงแหล่งชุมชน
แออดั ในเมืองใหญ่ โครงกำรอนุรักษ์และพฒั นำสิ่งแวดลอ้ ม และอื่นๆ ทรงทำเป็นแบบอยำ่ งที่ดีประชำชนและหน่วย

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

รำชกำรนำไปปฏิบตั ิก่อใหเ้ กิดประโยชน์ในทำงกำรพฒั นำชำติข้ึนมำก นอกจำกน้ีทรงทำให้เกิดควำมคิดในกำรดำรงชีวิต
แบบใหมเ่ ช่น กำรประกอบอำชีพ กำรใชว้ ทิ ยำกำรมำช่วยทำใหส้ ังคมมกี ำรเปล่ียนแปลงไปในทำงท่ดี ีข้ึน

พระรำชกรณียกิจของพระมหำกษตั ริยแ์ มจ้ ะเป็นคนละยคุ คนละสมยั แต่แต่เป็นแนวพระรำชกรณียกิจเดียวกนั เน่ือง
ดว้ ยพระรำชกรณียกิจเหล่ำน้นั ลว้ นเป็นผลมำจำกแนวพระรำชดำริทีท่ รงมตี ่อศิลปวฒั นธรรมอย่ำงไรก็ดี ในท่ีน้ีจะกล่ำวถึง
แนวพระรำชดำริ และพระรำชกรณียกิจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในฐำนะที่ทรงเป็ นพระมหำกษัตริ ย์ ผู้ทรงทำนุ
บำรุง ส่งเสริมศลิ ปวฒั นธรรมของชำติ ไดแ้ ก่กำรฟ้ืนฟขู นบประเพณี ประวตั ิศำสตร์และกำรอนุรักษม์ รดกของชำติ และ
กำรอนุรักษภ์ ำษำไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

๑.ใหน้ กั เรียนสรำ้ งผงั มโนทศั น์กำรป้องกนั และรกั ษำเอกรำชของชำติของพระมหำกษตั ริยไ์ ทย
๒. จงตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี

๒.๑) ฐำนะจอมทพั คืออะไร?
๒.๒) พระรำชกรณียกิจ คืออะไร?
๒.๓) กำรฟ้ืนฟขู นบธรรมเนียมประเพณีของพระมหำกษตั ริย์ มีผลอยำ่ งไรต่อสังคมไทย?
๒.๔) กำรอนุรักษม์ รดกของชำติของพระมหำกษตั ริย์ มีผลอยำ่ งไรต่อสงั คมไทย?
๒.๕) โครงกำรตำมพระรำชดำริของพระมหำกษตั ริย์ มีผลอยำ่ งไรต่อสังคมไทย?

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วิชาประวัติศาสตร์ไทยk1 ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 4
สัปดาห์ที่ 18 ใบงานที่ 12 (หน่วยท่ี 4 สาระที่ 2) เรื่อง ภูมปิ ัญญาไทย

1)ใหน้ กั เรียนสรา้ งผงั มโนทศั น์ภมู ิปัญญาไทย โดยใหค้ น้ ควา้ ท่ี ww.youtube.com/watch?v=HFTYGmnu28o
แลว้ นาไปสรา้ งผงั มโนทศั น์

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

2)ใหน้ กั เรียนอธิบายความสาคญั ของภูมิปัญญาไทยมาพอเขา้ ใจ

2.1 ภูมิปัญญาไทยดา้ นการเมืองการปกครอง
2.2 ภมู ิปัญญาไทยดา้ นปัจจยั 4
2.3 ภูมิปัญญาดา้ นการอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ ม
2.4 ภมู ิปัญญาดา้ นการสาธารณสุข(หมอพ้ืนบา้ น)

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวัตศิ าสตร์ไทย 1 ช้ันkมัธยมศึกษาปี ที่ 4
สัปดาห์ที่ 19 ข้อทดสอบก่อนสอบปลายภาคเรียนที่ 1/2564 (หน่วยการเรียนที่ 2-4 )

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นเลือกคำตอบทถี่ ูกทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดียวแลว้ นำไปเขียนตอบ

๑.สำเหตุใดทท่ี ำให้เศรษฐกิจไทยเขำ้ สู่ระบบทุนนิยมโลก

ก. กำรทำสนธิสัญญำเบำวร์ ิง ข. กำรปรับปรุงระบบเงินตรำ

ค. กำรทำสนธิสญั ญำเบอร์นีย์ ง. กำรเขำ้ มำของชำติตะวนั ตก

คำตอบที่เลือกคือ .................................................................................................................... ........

๒.พระมหำกษตั ิยใ์ นสมยั โบรำณมีส่วนสำคญั ต่อกำรทำสงครำมอยำ่ งไร

ก. เป็นผนู้ ำทพั หลวงรบกบั ขำ้ ศึก ข. คอยบญั ชำกำรทพั อยใู่ นพระนคร

ค. เป็นประธำนในกำรทำพิธีสร้ำงขวญั และกำลงั ใจ ง. ถูกทกุ ขอ้

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๓.ใครเป็นผกู้ ำหนดวนั กองทพั ไทยเป็นคร้ังแรก

ก. นำยปรีดี พนมยงค์ ข. จอมพล ถนอม กิตติขจร

ค. จอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต์ ง. จอมพล ป. พบิ ลู สงครำม

คำตอบทเี่ ลือกคือ ............................................................................................................................

๔.สมยั สุโขไทยพระมหำกษตั ิพระองคใ์ ดท่มี ีบทบำทสำคญั ในกำรทำนุบำรุงพระพทุ ธศำสนำมำกทสี่ ุด

ก. พ่อขนุ ศรีอินทรำทิตย์ ข. พ่อขุนรำมคำแหงมหำรำช

ค. พระธรรมรำชำที่ 1 (ลิไทย) ง. พระธรรมรำชำท่ี 4 (บรมปำล)

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๕.มหำจุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลยั ต้งั ข้ึนในรัชกำลใด

ก. รัชกำลที่ 3 ข. รัชกำลที่ 4 ค. รัชกำลท่ี 5 ง. รัชกำลท่ี 6

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๖.กษตั ริยพ์ ระองคใ์ ดท่ีมีบทบำทสำคญั ในดำ้ นศิลปวฒั นธรรมมำกท่ีสุด

ก. สมเด็จพระเจำ้ ตำกสินมหำรำช ข. พระบำทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟำ้ จุฬำโลกมหำรำช

ค. พระบำทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลำ้ นภำลยั ง. พระบำทสมเด็จพระนง่ั เกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๗.กษตั ริยพ์ ระองคใ์ ดทม่ี บี ทบำทสำคญั ในดำ้ นกำรสงครำมมำกท่สี ุด

ก. สมเด็จพระเจำ้ ตำกสินมหำรำช ข. พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช

ค. สมเด็จพระศรีสุริโยทยั ง. พระบำทสมเด็จพระนง่ั เกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว

คำตอบทีเ่ ลือกคือ ............................................................................................................................

๘.ขอ้ ใดไม่ใช่สำเหตุทท่ี ำใหไ้ ทยตอ้ งเสียกรุงศรีอยธุ ยำคร้ังท่ี 2

ก.กษตั ริยอ์ ่อนแอ ข. ไทยขำดเสบยี งอำหำร ค. คนไทยขำดควำมสำมคั คี ง. ถูกทุกขอ้

คำตอบทเ่ี ลือกคือ .................................................................................................. ..........................

๙.วดั รำชนดั ดำสร้ำงข้ึนในรัชกำลใด

ก. รัชกำลท่ี 2 ข. รัชกำลท่ี 3 ค. รัชกำลที่ 4 ง. รัชกำลที่ 5

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๑๐.พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ทรงมบี ทบำทดำ้ นพระพุทธศำสนำอยำ่ งไร

ก. สร้ำงวดั เบญจมบพติ ร ข. พระรำชนิพนธ์เร่ืองไตรภูมิพระร่วง

ค. จดั ต้งั ธรรมยตุ ิกนิกำยในพระพุทธศำสนำ ง. อญั เชิญพระบรมสำรีริกธำตุใหป้ ระชำชนสกั กำระ

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๑๑.พระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ วั ทรงจดั ต้งั หอรัษฎำกรพิพฒั น์ในปีใด

ก. พ.ศ. 2414 ข. พ.ศ. 2416 ค. พ.ศ. 2418 ง. พ.ศ. 2420

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................. ...............

๑๒.พระมหำกษตั ริยพ์ ระองคใ์ ดเป็นผรู้ ิเร่ิมประเพณีบูชำรอยพระพุทธบำทสระบุรี

ก. สมเด็จพระเจำ้ ปรำสำททอง ข. สมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช

ค. สมเด็จพระเจำ้ ทรงธรรม ง. สมเด็จพระเจำ้ อยหู่ ัวบรมโกศ

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๑๓.กษตั ริยพ์ ระองคใ์ ดที่เกี่ยวขอ้ งกบั ประวตั ิศำสตร์เงินถุงแดง

ก. สมเด็จพระนเรศวรมหำรำช ข. พระบำทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้ำจุฬำโลกมหำรำช

ค. สมเด็จพระตำกสินมหำรำช ง. พระบำทสมเด็จพระนง่ั เกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๑๔.ใน.พ.ศ. 2430 กรมมหำดไทยมีหนำ้ ทอ่ี ะไร

ก. ดูแลกิจกำรในรำชสำนกั ข. ปกครองเมืองฝ่ำยเหนือและลำว

ค. รักษำควำมสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง ง. ปกครองเมืองฝ่ำยใต้ ตะวนั ออก ตะวนั ตก และมลำยู

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๑๕.ขอ้ ใดไมใ่ ช่เหตุกำรณท์ ี่เกิดข้ึนในสมยั รัชกำลท่ี 5

ก. กำรจดั ต้งั กองบรรณำธิกำรข่ำว ข. กำรออกพระรำชบญั ญตั ิลกั ษณะเกณฑท์ หำร

ค. กำรเร่ิมตน้ กิจกำรรถไฟคร้ังแรกในประเทศไทย ง. กำรออกพระรำชบญั ญตั ิพกิ ดั กระเษียรอำยลุ ูกทำสลกู ไทย

๑๖.ใครคือผสู้ ำเร็จรำชกำรแทนพระองคเ์ มอ่ื คร้ังท่พี ระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัวทรงยงั ไมบ่ รรลุนิติภำวะ

ก. กรมพระรำชวงั บวรวิชยั ชำญ ข. สมเดจ็ เจำ้ พระยำมหำสุรสิงหนำถ

ค. กรมพระรำชวงั บวรมหำเสนำรักษ์ ง. เจำ้ พระยำศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนำค)

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๑๗.พระรำชพงศำวดำรมเี น้ือหำกล่ำวถึงเร่ืองใด

ก. สถาบันกษัตริย์ ข. พระพุทธศำสนำ ค. สงครำมกบั อำณำจกั รอื่น ง. ควำมสมั พนั ธก์ บั ต่ำงประเทศ

คำตอบท่เี ลือกคือ ............................................................................................................................

๑๘.ขอ้ ใดคือพระรำชกรณียกิจสำคญั ในกำรเสด็จประพำสยโุ รปคร้ังแรกของรัชกำรท่ี 5

ก. กำรแสวงหำพนั ธมิตรจำกชำติยโุ รป ข. กำรศกึ ษำควำมเจริญของชำติในยโุ รป

ค. กำรเจรจำแกไ้ ขควำมขดั แยง้ กบั ชำติในยโุ รป ง. กำรแสดงฐำนะของไทยให้ชำติยโุ รปไดร้ ู้จกั

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๑๙.บทพระรำชนิพนธต์ ่ำงๆ มีประโยชนต์ ่อประชำชนในเรื่องใด

ก. ใหม้ ีศรัทธำต่อศำสนำ ข. ให้คตสิ อนใจเป็ นแบบอย่าง

ค. ให้ควำมบนั เทงิ สนุกสนำน ง. ให้ควำมรู้ดำ้ นภำษำศำสตร์

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

๒๐.ขอ้ ใดคือภูมปิ ัญญำไทย

ก. ผลงำนของคนไทยทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั กำรดำรงชีวิต

ข. เอกลกั ษณ์ที่ถ่ำยทอดจำกคนรุ่นหน่ึงสู่คนอีกรุ่นหน่ึง

ค. เอกลกั ษณ์เฉพำะและพ้นื ฐำนกำรใชช้ ีวติ ของคนไทย

ง. วธิ ีกำรและผลงำนของคนไทยท่ีเป็นประโยชน์ต่อกำรดำรงชีวิต

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ........................................................................................................ ....................

๒๑.เพรำะเหตุใดประเพณีในภำคต่ำงๆ ของไทยจึงมคี วำมใกลเ้ คียงกนั

ก. อยใู่ นประเทศเดียวกนั ข. อยใู่ นบริเวณใกลเ้ คียงกนั

ค. เป็นคนไทยเหมือนกนั ง. นบั ถือพระพุทธศำสนำเหมือนกนั

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๒๒. ทฤษฎีท่วี ำ่ คนไทยมำจำกตอนใตแ้ ละตะวนั ออกเฉียงใตข้ องจีนใชห้ ลกั ฐำนอะไรสนบั สนุน

ก. หนงั สือหลกั ไทย ข. เอกสำรทำงประวตั ิศำสตร์

ค. ฮีโมโกบนิ อี ในเลือด ง. โครงกระดกู มนุษยส์ มยั โบรำณ

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

๒๓.กงั หันน้ำชยั พฒั นำเป็นส่ิงประดิษฐท์ ำงภูมิปัญญำที่ใชป้ ระโยชนใ์ นเรื่องใด

ก. ผลิตฝนเทียม ข. ผลิตกระแสไฟฟ้ำ

ค. จดั สรรน้ำใหพ้ ้นื ท่เี กษตรกรรม ง. บำบดั น้ำเสียให้เป็นน้ำดีและนำกลบั มำใชใ้ หม่

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๒๔.เหตุใดทฤษฎีทว่ี ่ำชนชำติไทยอยใู่ นประเทศไทยมำต้งั แต่อดีตจึงยงั ไม่เป็นท่ียอมรับท้งั ท่ีมีกำรพบโครงกระดูกและเครื่องใชข้ องมนุษย์

โบรำณในไทย

ก. บริเวณที่พบอยหู่ ่ำงไกลจำกแหล่งที่ต้งั ชุมชนในปัจจุบนั

ข. เคร่ืองใชท้ ่ีพบไม่เหมอื นกบั เคร่ืองใชข้ องคนไทยในปัจจุบนั

ค. โครงกระดูกท่พี บไม่มีลกั ษณะที่เหมือนกบั คนไทยในปัจจุบนั

ง. ไมม่ ีหลกั ฐำนชดั เจนวำ่ โครงกระดูกและเครื่องใชท้ พ่ี บเป็นของชนชำติไทย

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๒๕.แนวคดิ ทวี่ ่าถนิ่ เดิมของชนชาตไิ ทยอยู่บริเวณหม่เู กาะแถบเส้นศูนย์สูตรของภูมภิ าคขดั กบั หลกั การทางมานุษยวทิ ยาในข้อใด

ก. กำรต้งั ถ่ินฐำนและกำรอพยพ ข. กำรรวมกลุ่มและกำรแบ่งชนช้นั

ค. ควำมเป็นมำทำงภำษำพดู และกำรประดิษฐต์ วั อกั ษร ง. ควำมอุดมสมบรู ณข์ องทรัพยำกรและกำรจดั กำรทรัพยำกร

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................. ...............

๒๖.พระราชนพิ นธ์ เรื่อง ไตรภูมพิ ระร่วง ของพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลไิ ทย) ได้รับอทิ ธิพลจากแนวคดิ ใดเป็ นหลกั

ก. ศำสนำพรำหมณ์-ฮินดู ข. พระพุทธศำสนำลทั ธิวชั รยำน

ค. พระพุทธศำสนำลทั ธิลงั กำวงศ์ ง. พระพุทธศำสนำลทั ธิสยำมวงศ์

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

๒๗. กฎหมายตราสามดวงเกดิ จากการตรวจชาระและรวบรวมกฎหมายขนึ้ ใหม่ในรัชกาลใด

ก. สมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ ข. สมเดจ็ พระนำรำยณม์ หำรำช

ค. พระบำทสมเด็จพระพุทธยอดฟำ้ จุฬำโลก ง. พระบำทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลำ้ เจำ้ อยหู่ ัว

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

๒๘. กจิ กรรมในข้อใดเป็ นการผสานภมู ปิ ัญญาไทยกบั สถานการณ์ปัจจุบัน
ก. กำรประกวดนกั ออกแบบผำ้ ไทยร่วมสมยั
ข. กำรจดั นิทรรศกำรภูมปิ ัญญำดำ้ นกำรดำรงชีวิตของทอ้ งถิ่น
ค. กำรส่งเสริมกำรใชส้ มนุ ไพรในกำรป้องกนั และรักษำโรค
ง. กำรศึกษำคน้ ควำ้ ดำ้ นนำฏศลิ ป์ ไทยสมยั รัตนโกสินทร์
คำตอบทีเ่ ลือกคือ ............................................................................................................................

๒๙. ความนิยมงานศิลปะปูนป้ันรูปพระนารายณ์ทรงครุฑประดบั หน้าบันโบสถ์วหิ ารในสมยั อยธุ ยาสะท้อนคติความเชื่อในเร่ืองใด
ก. ควำมเช่ือเรื่องภพ-ภูมิต่ำงๆ
ข. พระมหำกษตั ริยท์ รงเป็นสมมติเทพ
ค. ศำสนำพรำหมณ์-ฮินดู มอี ิทธิพลเหนือพระพุทธศำสนำ
ง. พระรำชอำนำจของพระมหำกษตั ริยเ์ หนือเมืองประเทศรำชท้งั ปวง
คำตอบทเี่ ลือกคือ ................................................................................................................ ............

๓๐ “…ถ้าเราขาดสุโขทยั อยธุ ยา และกรุงเทพฯ แล้วประเทศไทยกค็ งไม่มีความหมาย…” พระราชดารัสดงั กล่าวส่งเสริมแนวคดิ ในเร่ืองใด
ก. ควำมเป็นมำอนั ยำวนำนของประวตั ิศำสตร์ไทย
ข. กำรมีจิตสำนึกรักชำติจำกกำรศกึ ษำประวตั ิศำสตร์
ค. ควำมสำคญั ของประวตั ิศำสตร์และวฒั นธรรมกบั ควำมเป็นชำติ
ง.กำรมพี ฒั นำกำรอยำ่ งต่อเน่ืองของรัฐไทยต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบนั
คำตอบท่ีเลือกคือ ............................................................................................................................

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


Click to View FlipBook Version