The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วชิรวิชญ์, 2021-08-03 11:44:31

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.2

ใบงานประวัติศาสตร์ ม.2

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

k วชิ าประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยธุ ยา ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ที่ 10 ใบงานที่ 5 (หน่วยท่ี 2 สาระที่ 2) เร่ือง การปกครองอยธุ ยาตอนต้น

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปสร้างผงั มโนมทศั น์ใหถ้ ูกตอ้ ง

ระบอบการปกครองในสมยั อยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อานาจอธิปไตยอยทู่ ่ีพระมหากษตั ริย์
เพียงพระองคเ์ ดียว เหมือนกบั สมยั สุโขทยั แต่แนวความคิดเกี่ยวกบั พระมหากษตั ริยไ์ ดเ้ ปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ซ่ึง
พวกขอมนามา โดยถือว่าพระมหากษัตริยท์ รงเป็ นผูท้ ่ีได้รับอานาจจากสวรรค์ตามแนวความคิดแบบลัทธิเทวสิทธ์ิ

ลกั ษณะการปกครองแบบเทวสิทธ์ิน้ีถือว่า พระมหากษตั ริยเ์ ป็นเสมือนเจา้ ชีวิต นอกจากจะมีพระราชอานาจ
เด็ดขาด สามารถกาหนดชะตาชีวติ ของผอู้ ยใู่ ตป้ กครองแลว้ ยงั ถือว่าอานาจในการปกครองน้นั พระมหากษตั ริยท์ รงไดร้ ับ
จากสวรรค์ หรือเป็นไปตามเทวโองการ การกระทาของพระมหากษตั ริยถ์ ือเป็นความตอ้ งการของพระเจา้ พระมหากษตั ริย์
ทรงเป็นเหมอื นสมมุติเทพ หรือพระเจา้ หรือผแู้ ทนพระเจา้ เพราะฉะน้นั พระมหากษตั ริยต์ ามแนวความคิดแบบเทวสิทธ์ิจึง
ทรงอานาจสูงสุดลน้ พน้ ลกั ษณะการปกครองเป็นแบบนายปกครองบ่าว หรือเจา้ ปกครองขา้

สาหรับเร่ืองการปกครองน้ัน เน่ืองจากสมยั อยธุ ยามีระยะเวลายาวนาน และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
หลกั เกณฑก์ ารปกครองบา้ งไม่ไดใ้ ชร้ ูปแบบเดียวตลอดสมยั จึงเห็นสมควรแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 สมยั คือ สมยั อยุธยา
ตอนตน้ ระหวา่ ง พ.ศ. 1893 – 1991 และสมยั อยธุ ยาตอนกลางและตอนปลาย เร่ิมแต่สมยั พระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991
จนกระทงั่ เสียกรุง เมื่อปี พ.ศ. 2310

สมยั อยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893 – 1991 ) สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) ไดท้ รงวางระบอบการปกครอง
ส่วนกลางเป็นแบบ จตุสดมภ์ ตามแบบ ขอม มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นผอู้ านวยการปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน

คือ ขุนเมือง (เวียง) ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา เป็ นผู้ช่วยดาเนินการเกี่ยวกับกิจการท้ัง 4 คือ
1. เมือง (เวียง) รับผดิ ชอบดา้ นรักษาความสงบและปราบปรามโจรผรู้ ้าย
2. วงั มีหนา้ ที่เก่ียวกบั ราชสานกั การยตุ ิธรรม และตดั สินคดีความต่างๆ
3. คลงั ไดแ้ ก่ งานดา้ นคลงั มหาสมบตั ิ การคา้ และภาษีต่างๆ
4. นา รับผดิ ชอบเกี่ยวกบั การเกษตร
สาหรับการจดั ระเบยี บการปกครองน้นั ไดน้ ารูปแบบในสมยั สุโขทยั มาใช้ โดยให้ กรุงศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี และ
เป็นศนู ยก์ ลางการปกครอง เมืองอ่ืนๆ แบง่ เป็น 3 ประเภท

1. หัวเมอื งช้นั ใน ประกอบดว้ ยเมอื งหนา้ ด่านช้นั ในสาหรับป้องกนั ในราชธานี 4 ทศิ คือ ลพบรุ ี นครนายก
พระประแดง และสุพรรณบรุ ี รวมท้งั หัวเมอื งช้นั ในเรียงรายตามระยะทางคมนาคม สามารถติต่อกบั ราชธานีไดภ้ ายใน 2
วนั เช่น นครพนม สิงห์บุรี ปราจีนบรุ ี ชลบรุ ี เพชรบรุ ี ราชบุรี เป็นตน้

2. หัวเมอื งช้นั นอก หรือเมืองพระยามหานคร ไดแ้ ก่ เมอื งซ่ึงอยนู่ อกเขตหัวเมืองช้นั ในออกไปตามทศิ ต่างๆ
ไดแ้ ก่ โคราช จนั ทบรุ ี ไชยา นครศรีธรรมราช พทั ลุง สงขลา ถลาง ตะนาวศรี ทวาย และเชียงกราน เมืองเหลา่ น้ีบางเมืองใน
สมยั สุโขทยั จดั ว่าเป็นเมืองประเทศราชแต่ในสมยั อยธุ ยาไดเ้ ปลี่ยนสภาพมาเป็นหัวเมอื งช้นั นอก

3. เมืองประเทศราช ไดแ้ ก่ เมอื งมะละกา ยะโฮร์ ทางแหลมมลายู และกมั พชู าดา้ นตะวนั ออกในสมยั อยธุ ยา
น้ี นอกจากจะจดั การปกครองส่วนภูมภิ าคเป็นหัวเมืองต่างๆ แลว้ ยงั มีการจดั ระเบยี บการปกครองทอ้ งท่ีในหวั เมอื งช้นั ใน
อีก โดยแบง่ ออกเป็นแขวง แขวงแบ่งออเกเป็นตาบล และตาบลแบง่ ออกเป็นหมู่บา้ น โดยมีผปู้ กครองตามระดบั ดงั น้ี
หมนื่ แขวง กานนั ซ่ึงมกั ไดร้ ับบรรดาศกั ด์ิเป็นพนั และผใู้ หญ่บา้ น

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………
1)ใหน้ กั เรียนสรา้ งผงั มโนทศั น์ตามท่ีกาหนด

การปกครองแบบ
จตุสดมภ์

2)ใหน้ กั เรียนสรา้ งผงั อาณาเขตการปกครองของกรุงศรีอยธุ ยา

การจดั ระเบียบการ
ปกครอง
สมยั อยธุ ยา

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วิชาประวตั ศิ าสตร์สมัยกรุงศรkีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ที่ 11 ใบงานที่ 6 (หน่วยท่ี 2 สาระที่ 2) เรื่อง การปกครองอยุธยาตอนกลาง

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความดา้ นล่างแลว้ นาไปเขียนตอบ

การปกครองสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนกลาง การปกครองเริ่มต้งั แต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นตน้ มา

หลงั จากที่ไดผ้ นวกเอาอาณาจกั รสุโขทยั มาเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจกั รอยธุ ยา โดยมลี กั ษณะสาคญั 2 ประการคือ

1. จดั การรวมอานาจเขา้ สู่ศูนยก์ ลาง

2. แยกกิจการฝ่ายพลเรือนกบั ฝ่ายทหารออกจากกนั

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯใหม้ ตี าแหน่งสมหุ กลาโหมรับผดิ ชอบดา้ นการทหาร นอกจากน้ียงั ไดท้ รงต้งั

หน่วยงานเพิม่ ข้ึนมา อีก 2 กรม คือ

กรมมหาดไทย มีพระยาจกั รีศรีองครักษเ์ ป็นสมหุ นายก มฐี านะเป็นอคั รมหาเสนาบดี มีหนา้ ทีค่ วบคุมกิจการพล

เรือนทวั่ ประเทศ

กรมกลาโหม มพี ระยามหาเสนาเป็นสมหุ พระกลาโหม มฐี านะเป็นอคั รมหาเสนาบดี มีหนา้ ทค่ี วบคุมกิจการทหาร

ทวั่ ประเทศ

นอกจากน้ีใน 4 กรมจตุสดมภท์ ม่ี ีอยแู่ ลว้ ทรงใหม้ กี ารปรับปรุงเสียใหม่ โดยต้งั เสนาบดีข้ึนมาควบคุมและ
รับผดิ ชอบในแต่ละกรมคือ

กรมเมอื งเวียง มพี ระนครบาลเป็นเสนาบดี กรมวงั มพี ระธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี

กรมคลงั มพี ระโกษาธิบดีเป็นเสนาบดี กรมนา มีพระเกษตราธิการเป็นเสนาบดี

การปกครองส่วนทอ้ งถิ่น แบง่ การปกครองเป็นหน่วยยอ่ ย โดยแบ่งเป็น

1. บา้ น หรือหม่บู า้ น มผี ใู้ หญ่บา้ น มีผวู้ ่าราชการเมืองเป็นหัวหนา้ จากการเลือกต้งั จากหลายบา้ น

2. ตาบล เกิดจากหลายๆ หมบู่ า้ นรวมกนั มีกานนั เป็นหวั หนา้ มบี รรดาศกั ด์ิเป็น พนั

3. แขวง เกิดจากหลายๆ ตาบลรวมกนั มหี มืน่ แขวงเป็นผปู้ กครอง

4. เมอื ง เกิดจากหลายๆ แขวงรวมกนั มผี รู้ ้ังหรือพระยามหานครเป็นผปู้ กครอง

ต่อมาในรัชกาลสมเดจ็ พระรามาธิบดีท่ี 2 ไดม้ ีการปรับปรุงระเบียบการปกครองทางดา้ นการทหาร ไดแ้ ก่

1. การจดั ทาสารบญั ชี (หรือสารบาญชี) เพอ่ื ให้ทราบวา่ มกี าลงั ไพร่พลมากนอ้ ยเพยี งใด

2. สร้างตาราพชิ ยั สงคราม ซ่ึงเป็นตาราที่วา่ ดว้ ยการจดั ทพั การเดินทพั การต้งั ค่าย การจู่โจมและการต้งั รับ ส่วนหน่ึง

ของตาราไดม้ าจากทหารอาสาชาวโปรตุเกส

3. การทาพธิ ีทุกหัวเมือง ซกั ซอ้ มความพร้อมเพรียงเพอื่ สารวจจานวนไพร่พล (คลา้ ยกบั พธิ ีถวายสัตยป์ ฏิญาณต่อธงชยั

เฉลิมพลในปัจจุบนั )

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

1) ให้นกั เรียนเขียนอธิบายการปกครองสมยั อยธุ ยาตอนกลาง

1)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั นก์ ารปกครองส่วนทอ้ งถิ่น

การปกครอง
ทอ้ งถ่ิน(ส่วนยอ่ ย)

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวัติศาสตร์สมยั กรุงศรkีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 2
สัปดาห์ท่ี 12 ใบงานท่ี 7 (หน่วยท่ี 2 สาระท่ี 3) เรื่อง การปกครองอยธุ ยาตอนปลาย

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปสร้างผงั มโนมทศั นใ์ หถ้ ูกตอ้ ง

การปกครองสมยั อยธุ ยาตอนปลาย
ในสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ไดป้ ฏิรูปการปกครองหัวเมอื งใหม่ โดยยกเลิกเมอื งพระยามหานคร และจดั แบ่ง

เมืองนอกเขตราชธานีออกเป็น 3 ช้นั คือ
1. หวั เมืองช้นั เอก มี เมือง คือ พษิ ณุโลกและนครศรีธรรมราช
2. หวั เมืองช้นั ใน มหี ลายเมอื ง เช่น สวรรคโลก สุโขทยั กาแพงเพชร เพชรบรุ ี เป็นตน้
3. หวั เมืองช้นั ตรี เช่น พิชยั นครสวรรค์ ไชยา พทั ลุง เป็นตน้
หัวเมอื งแต่ละช้นั ยงั มีเมืองยอ่ ยอยโู่ ดยรอบ เรียกเมอื งเหล่าน้ีว่า เมืองจตั วา การจดั การปกครองหวั เมอื งแบบน้ีมีมาโดย

ตลอด และไดย้ กเลิกไปในสมยั รัชกาลท่ี 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมยั พระเพทราชา ทรงสลบั สบั เปล่ียนหนา้ ทอ่ี คั รมหาเสนาบดี ดงั น้ี
1. สมุหนายก - ควบคุมหัวเมอื งดา้ นเหนือ
2. สมหุ กลาโหม - ควบคุมหัวเมอื งดา้ นใต้
3. พระยาโกษาธิบดี เสนาบดีกรมท่า – ควบคุมหัวเมืองดา้ นตะวนั ออก

ช่วงเวลาต้งั แต่สมยั สมเด็จพระเพทราชาถึงสมยั สมเดจ็ พระที่นง่ั สุริยาศนอ์ มรินทร์ หรือพระเจา้ เอกทศั (พ.ศ. 2231 –
2310) รูปแบบการปกครองในสมยั อยธุ ยาตอนปลาย ยงั คงยดึ รูปแบบการปกครองตามทสี่ มเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรง
จดั ระเบยี บไว้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองบางส่วนในสมยั สมเด็จพระเพทราชา ดงั น้ี
1. ยกเลิกการแยกความรับผดิ ชอบของอคั รมหาเสนาบดีดา้ นงานพลเรือน และดา้ นงานทหาร
2. ให้สมุหพระกลาโหมรับผดิ ชอบท้งั ดา้ นทหารและพลเรือน ปกครองหวั เมอื งฝ่ายใตต้ ้งั แต่เพชรบรุ ีลงไป
3. ใหส้ มหุ นายกรับผดิ ชอบทง้ ดา้ นทหารและพลเรือน ปกครองหวั เมืองฝ่ายเหนือและดูแลจตุสดมภใ์ นส่วนกลาง
4. ใหเ้ สนาบดีกรมคลงั รับผดิ ชอบท้งั ดา้ นายทหารและพลเรือน ปกครองหัวเมอื งชายฝั่งตะวนั ออก และดูแลเกี่ยวกบั รายได้
ของแผน่ ดินและการติดต่อคา้ ขายกบั ต่างประเทศ

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

รูปแบบการปกครองกรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย

1) ใหน้ กั เรียนสร้างผงั เหมือนขา้ งบนน้ี

2) ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
การปกครองสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนตน้ กบั ตอนปลาย แบบจตุสดมภม์ ีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..

การปกครองสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนตน้ กบั ตอนปลาย การปกครองหวั เมืองมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..

การปกครองสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนตน้ กบั ตอนปลาย แบบทอ้ งถ่ินมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร

………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………..

8e

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวัติศาสตร์สมยั กรุงศkรีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ที่ 13 ใบงานท่ี 8 (หน่วยที่ 3 สาระที่ 1) เร่ือง สังคมสมัยกรุงศรีอยธุ ยา

สงั คมไทยในสมยั อยธุ ยา ประกอบดว้ ยบคุ คล 5 กลุ่ม ไดแ้ ก่ พระมหากษตั ริย์ และเจา้ นายช้นั สูง ขุนนาง ไพร่ ทาสและ
ผทู้ ไี่ ดร้ ับการยกยอ่ งเลื่อมใสจากคนทกุ กลุ่มคือพระสงฆ์

ลกั ษณะการแบง่ ชนช้นั ในสงั คมไทยมีลกั ษณะไม่ตายตวั บคุ คลอาจจะเสื่อมตาแหน่งฐานะทางสังคมของตนได้ ท้งั น้ี
ข้ึนอยกู่ บั ความรู้ความสามารถ และคุณประโยชน์ที่มีต่อประเทศชาติ

1. พระมหากษตั ริย์ พระราชฐานะและอานาจของพระมหากษตั ริย์ ในสมยั อยธุ ยา
ทรงมฐี านะเป็นสมมติเทพ (ไทยไดร้ ับแนวความคิดน้ี มาจากคติความเช่ือของศาสนาพราหมณ์
ทรงเป็นประมุขของประเทศ มอี านาจสูงสุดในการปกครอง
ทรงมีพระราชอานาจในฐานะเป็นเจา้ ชีวติ และเจา้ แผน่ ดิน
ทรงเป็นผอู้ ุปถมั ภพ์ ระพทุ ธศาสนา
2. เจา้ นาย หมายถึง พระราชวงศข์ องพระมหากษตั ริย์ มสี กุลยศลดหลน่ั ตามลาดบั คือ เจา้ ฟ้า พระองคเ์ จา้ หม่อม
เจา้ ฯลฯ
3. ขนุ นาง มีบทบาทสาคญั ในการช่วยเหลือพระเจา้ แผน่ ดิน ในการปกครองประเทศ โดยพระเจา้ แผน่ ดินพระราชทาน
ศกั ดินา ใหเ้ ป็นเคร่ืองตอบแทนอานาจ และฐานะของขนุ นาง มดี งั น้ี
-ขุนนางเป็นชนช้นั ที่มอี านาจมากท้งั ในดา้ นการปกครองและการควบคุมพลเมอื ง
-ในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงออกกฎหมายศกั ดินา จดั ทาเนียบขนั นาง ขา้ ราชการ ซ่ึงประกอบดว้ ย
ตาแหน่ง ยศ ราชทินนาม
-ขุนนางท่ีมไี พร่พลมาก จะเป็นฐานแห่งกาลงั และอานายท่ีสาคญั ปัญหาความขดั แยง้ ในกลุ่มขนุ นางและเจา้ นายจึง
เกิดข้ ึนบ่อยคร้ ัง
4. ไพร่ หมายถึงสามญั ชนทว่ั ไป นบั ว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
ไพร่หลวง หมายถึง ไพร่ท่ขี ้ึนทะเบียนสังกดั ต่อรัฐ คือ องคพ์ ระมหากษตั ริย์ ตอ้ งมาเขา้ เวรเพื่อรับใชร้ าชการปี
ละ 6 เดือน
ไพร่สม หมายถึง ไพร่ท่ขี ้ึนทะเบียนต่อเจา้ นายและขุนนาง
ไพร่ส่วน หมายถึง ไพร่ทส่ี ่งผลิตผลมาแทนการเขา้ เวร เพ่อื ใชแ้ รงงาน
5. ทาส เป็นชนช้นั ท่ีต่าทส่ี ุดในสงั คม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ทาสที่ไถ่ถอนตวั ได้ เรียกว่า ทาสสินไถ่
ทาสทไ่ี ถ่ถอนตวั ไมไ่ ด้ เช่น ทาสเชลย ลูกทาสเชลย ฯลฯ
6. พระสงฆ์ พระสงฆไ์ ม่จากดั ชนช้นั ใดชนช้นั หน่ึง แต่เป็นทเี่ คารพของคนทุกชนช้นั บทบาทและความสาคญั ของ
พระสงฆ์ มดี งั น้ี
-.เป็ นที่พ่ึงทางใจของคนทุกชนช้ นั
-.เป็นบุคคลทีเ่ ปรียบเสมอื นตวั เชื่อมของชนช้นั สูง กบั ชนช้นั ต่า
-เป็นผใู้ ห้การศกึ ษา เพราะวดั เป็นศนู ยก์ ลางของการศกึ ษา ในสมยั ก่อน

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………
1)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั นอ์ านาจของพระมหากษตั ริย์

อานาจของ
พระมหากษตั ริย์

สังคมสมัยอยุธยา

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
พระสงฆใ์ นสมยั อยธุ ยาเป็ นใครและมีบทบาทอยา่ งไรในสงั คมสมยั อยธุ ยา

................................................................................................. .............................................................................................. ....
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................
................................................................................................. ..................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วิชาประวตั ิศาสตร์สมยั กรุงkศรีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ที่ 14 ใบงานท่ี 9 (หน่วยท่ี 3 สาระท่ี 2) เร่ือง เศรษฐกิจสมยั กรุงศรีอยธุ ยา

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นอ่านขอ้ ความดา้ นล่างแลว้ นาไปตอบคาถาม

เศรษฐกจิ สมัยกรุงศรีอยุธยา

ด้านการเกษตรกรรม ข้ึนอยู่กับลักษณะการเกษตรแบบ ด้ังเดิม คือยงั อาศยั ธรรมชาติ พืชเศรษฐกิจสาคัญ
เช่น ขา้ ว พริกไทย ฝ้าย หมาก มะพร้าว ไมฝ้ าง นอแรด หนังสตั ว์ และงาชา้ ง

ดา้ นการต่างประเทศ กรุงศรีอยธุ ยาติดต่อคา้ ขายกบั อินเดีย จีน ญี่ป่ ุน และอาหรับ การคา้ ขายกบั จีน เรียกว่า จ้ิมกอ้ ง
(การยอมรับเป็ นเมืองข้ึนของจีนโดยตอ้ งส่งเครื่องราชบรรณาการ แล้วจีนจะตอบแทนคืนที่มากกว่าในฐานะประเทศที่
ยง่ิ ใหญ่) สินคา้ ออก ทีส่ าคญั เช่น ของป่ า ดีบุก เงิน พลอย และเคร่ืองป้ันดินเผา เป็ นตน้ สินคา้ เขา้ ท่ีสาคญั เช่น แพร
เครื่องถว้ ยชาม ดาบ ทองแดง และเกราะ เป็นตน้ การคา้ กบั ชาติตะวนั ตก เร่ิมปรากฏต้งั แต่หลงั สมยั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
เป็ นต้นมา ชาติตะวันตกชาติแรกท่ีเข้ามาติดต่อค้าขาย ได้แก่ โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฮอลันดา ฝร่ังเศส และ
เดนมาร์ก สินคา้ ออกที่ชาวตะวนั ตกตอ้ งการ เช่น งาชา้ ง ไมก้ ฤษณา ไมจ้ นั ทน์ และไมห้ อม เป็นตน้ สินคา้ เขา้ เช่น กระสุน
ดินดา ปืนไฟ และกามะถนั เป็นตน้

ในสมยั ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้มีการต้งั พระคลังสินคา้ เพ่ือทาหน้าท่ีเป็ นตวั กลางในการซ้ือขาย
สินคา้ ทาให้การคา้ ของกรุงศรีอยธุ ยา เป็นระบบผกู ขาดมากข้ึน การคา้ กบั ต่างประเทส ของกรุงศรีอยธุ ยาเจริญรุ่งเรืองท่ีสุด
ในสมยั สมเด็จพระมหาจกั รพรรดิและ สมเดจ็ พระเอกาทศรถ และการคา้ กบั ต่างประเทศของกรุงศรีอยธุ ยาเสื่อมลง ในสมยั
สมเด็จพระเพทราชา เพราะนโยบาย ของผนู้ าท่ีไม่ตอ้ งการจะคบคา้ กบั ชาติตะวนั ตก จนเกิดความขดั แยง้ ระหว่างกรุงศรี
อยธุ ยากบั ฝรั่งเศส

รายไดแ้ ผน่ ดินของกรุงศรีอยธุ ยา รายไดข้ องกรุงศรีอยธุ ยาแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ 3 ประเภท คือ
1. รายไดจ้ ากภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ไดแ้ ก่
1.1) จงั กอบ คือค่าผา่ นด่านขนอนท้งั ทางบกและทางน้า รับจะเกบ็ จากราษฎรในอตั รา 10 ชกั 1 ถา้ เป็นภาษี

ขาเขา้ เรียกวา่ ภาษีร้อยชกั ถา้ เก็บตามความกวา้ งของปากเรือ เรียกวา่ ภาษีปากเรือ หรือ ภาษีเบิกร่อง
1.2 ) อากร คอื การเก็บภาษีจากราษฎรท่ไี มไ่ ดป้ ระกอบอาชีพคา้ ขายโดยตรง เช่น ทานา ทาสวน และทาไร่
1.3) ส่วย คือการเก็บสิ่งของแทนการเกณฑแ์ รงงานไพร่หลวง เช่น ดีบกุ มลู คา้ งคาว รังนก และส่วย

บรรณาการที่ไดจ้ าก เมืองประเทศราช
1.4) ฤชา คือ ค่าธรรมเนียมท่รี ัฐเก็บจากประชาชนที่มาใชบ้ ริการจากรัฐ เช่น การออกโฉนด และคา่ ธรรมเนียม

ในการฟอ้ งร้อง
2. ผลกาไรจากการคา้ ขายพระคลงั สินคา้ พระคลงั สินคา้ มีกาไรมากจากการซ้ือขายสินคา้ ตอ้ งห้าม เช่น มลู

คา้ งคาว งาชา้ ง และกระสุนดินดา ซ่ึงถือว่าเป็นรายไดห้ ลกั ทส่ี าคญั อยา่ งหน่ึงของแผน่ ดิน
3. รายไดจ้ ากการคา้ กบั ต่างประเทศ กรุงศรีอยธุ ยาคา้ ขายกบั ประเทศท้งั ในเอเชียและยโุ รป จึงมีรายไดเ้ ขา้

ประเทศท้งั ผลกาไร จากการคา้ ภาษีขาเขา้ และภาษีขาออก

จงตอบคำถำมต่อไปนี้

๑. พชื เศรษฐกิจทสี่ าคญั ของอยธุ ยาคือ...........................................................................................................

........................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………
๒. อยธุ ยาคา้ ขายกบั ชาตใิ ดบา้ ง......................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
๓. จ้มี กอ้ ง คือ.................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๔. อยธุ ยามีสินคา้ ออกทีส่ าคญั คอื ....................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๕. พระคลงั สินคา้ มีหนา้ ที่ คอื ....................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๖. รายไดส้ มยั อยธุ ยามีอยู่ 3 ประเภท คอื .........................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๗.สมยั อยธุ ยาภาษีอากรมีอยู่ 4 ประเภท ..........................................................................................................
......................................................................................................................................................................
๘. สมยั อยธุ ยาจงั กอบ หมายถึง........................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๙. สมยั อยธุ ยาส่วย หมายถึง........................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
๑๐. สมยั อยธุ ยาฤชา หมายถึง........................................................................................................................
........................................................................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

k วชิ าประวตั ิศาสตร์สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ที่ 15 ใบงานท่ี 9 (หน่วยที่ 4 สาระที่ 1) เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่าง แลว้ นาไปเขยี นตอบใหถ้ ูกตอ้ ง

ความสัมพันธ์กบั ต่างประ เทศสมยั กรุงศรีอยธุ ยา
ความสัมพนั ธก์ บั ต่างประเทศสมยั กรุงศรีอยธุ ยา มี ๓ กล่มุ คือ
กลุ่มที่ ๑ ความสมั พนั ธก์ บั ประเทศเพื่อนบา้ น มีท้งั ลกั ษณะเป็นไมตรีกนั และมีความขดั แยง้ จนทาสงครามต่อกนั

ผสมผสานกนั ไปตามสถานการณ์
กลุ่มที่ ๒ ความสมั พนั ธ์กบั จีนและญ่ีป่ นุ ซ่ึงเป็นประเทศท่ีมบี ทบาทสาคญั ทางเศรษฐกิจและการเมอื งในเอเซีย
กลุ่มท่ี ๓ ความสมั พนั ธก์ บั ชาติตะวนั ตกทเ่ี ร่ิมเขา้ มาสมยั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ลกั ษณะความสมั พนั ธ์และ

บทบาทของชาวตะวนั ตกแต่ละชาติ มรี ูปแบบแตกต่างกนั ออกไป รวมท้งั มเี หตุการณ์ความขดั แยง้ กนั เองระหวา่ งชาติ
ตะวนั ตกและระหว่างกรุงศรีอยธุ ยากบั ชาติตะวนั ตกทเ่ี กิดข้ึนหลายรูปแบบ เป็นเหตุให้ความสัมพนั ธเ์ ส่ือมคลายลงในช่วง
ปลายสมยั กรุงศรีอยธุ ยา

ความสัมพนั ธ์กบั ประเทศเพ่ือนบ้าน จานวน ๕ ประเทศ
ประเทศเพี่อนบา้ น หมายถึง ประเทศหรืออาณาจกั รที่มีอาณาเขตติดต่อกบั อาณาจกั รกรุงศรีอยธุ ยา ไดแ้ ก่ ทศิ เหนือ
ติดต่อกบั ลา้ นนาไทย ทิศตะวนั ออก ติดต่อกบั อาณาจกั รกมั พชู า ทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือติดต่อกบั อาณาจกั รลา้ นชา้ งหรือ ศรี
สัตนาคนหุต (ปัจจุบนั คือประเทศลาว) ทศิ ตะวนั ตกติดต่อกบั อาณาจกั รพม่าและดินแดนมอญ
ความสัมพนั ธ์กบั ประเทศจนี
ความสัมพนั ธก์ บั จีน เป็นลกั ษณะแลกเปลี่ยนการทตู แฝงดว้ ยระบบบรรณาการ (Tributary relation) หรือเจิงกุงซ่ึง
ไทยมกั อ่านวา่ จ้ิมกอ้ ง จีนและกรุงศรีอยธุ ยามีวตั ถุประสงคใ์ นการส่งทูตไปหากนั ไมเ่ หมือนกนั จีนมองประเทศท้งั หลายใน
เอเชียในลกั ษณะเป็นประเทศราช โดยจีนถือวา่ จีนเป็นแหล่งอารยธรรมในเอเชียตะวนั ออก มอี านาจทางการเมอื ง เศรษฐกิจ
เป็นประดุจอาณาจกั รกลาง (จุงกว๊ั ) ดินแดนต่าง ๆ ทล่ี อ้ มรอบดอ้ ยกว่า จึงตอ้ งมาสวามิภกั ด์ิยอมรับอานาจความเป็นเจา้
ประเทศราช โดยตอ้ งส่งเคร่ืองราชบรรณาการมาถวายจกั รพรรดิจีน จึงจะมีสิทธิติดต่อกบั จีนได้ และจีนกจ็ ะให้การตอบ
แทนโดยให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การคุม้ ครองทางการเมือง ดงั น้นั การมีสมั พนั ธไมตรีกบั จีนโดยการส่งของขวญั ไป
ยงั จีน จีนจะถือวา่ เป็นการส่งเคร่ืองราชบรรณาการเป็นการยอมรับอานาจเหนือกว่าของจีน ในขณะท่กี รุงศรีอยธุ ยาติดต่อเพ่ือ
ไมตรี และผลประโยชน์ทางการคา้ เป็นส่วนสาคญั มากกว่าจะเป็นเมอื งข้ึนจีน ตลอดสมยั กรุงศรีอยธุ ยาไดส้ ่งคณะทตู ไปจีน
ถึง ๘๙ คร้ัง จีนส่งทตู มา ๑๘ คร้ัง

ความสัมพนั ธ์กบั ประเทศญปี่ ่ ุน
สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ประวตั ิศาสตร์ของจีนและญี่ป่ ุนบนั ทึกไวท้ าให้ทราบว่า มีผแู้ ทนฝ่ ายกรุงศรีอยุธยาเดินทางไป
ญี่ป่ นุ พ.ศ. ๑๙๓๑ ต่อมาพ.ศ. ๑๙๔๑ มเี รือสินคา้ ไทยเดินทางมาแวะคา้ ขายทโ่ี อกินาวาในหมู่เกาะริวกิว ใชเ้ วลาเดินทาง ๔๐
วนั บรรทกุ สินคา้ ประเภทหนงั สัตว์ สุรา ไมจ้ นั ทน์ น้าตาล จากกรุงศรีอยธุ ยามาขาย มีผูค้ นสนใจซ้ีอกนั มาก สมยั โชกุนฮิเด
โยชิมี หลกั ฐานว่า พ.ศ. ๒๑๓๕ เรือสินคา้ ญ่ีป่ ุนเดินทางมาคา้ ขายกบั กรุงศรีอยุธยาที่นครศรีธรรมราช ปัตตานี และพ.ศ.
๒๑๔๗ พ่อคา้ จากญี่ป่ ุนไดร้ ับอนุญาตจากโชกุนอิเยยาสุใหต้ ้งั ภูมลิ าเนาในกรุงศรีอยธุ ยาได้
หลงั สมยั สมเด็จพระเจา้ ปราสาททอง ญ่ีป่ ุนหมดบทบาท หมูบ่ า้ นชาวญี่ป่ ุนท่ีต้งั อยชู่ านเมอื งรอบนอกทางทศิ ใตบ้ น
ฝั่งตะวนั ออกของแมน่ ้าเจา้ พระยา ในกรุงศรีอยธุ ยายงั คงมชี าวญ่ีป่ ุนหลงเหลืออยบู่ า้ ง ในทสี่ ุดไดผ้ สมกลมกลืนไปจนหมด
สิ้นในช่วงสมยั กรุงศรีอยธุ ยาน้นั เอง

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

ความสัมพันธ์กบั ล้านนาไทย
สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ลา้ นนาไทยมีสถานภาพเป็นอาณาจกั รท่ีมีขอบเขตกวา้ งขวางครอบคลุมพ้นื ทีบ่ ริเวณภาคเหนือของ
ไทย ๗ จงั หวดั คือ เชียงใหม่ ลาปาง ลาพูน เชียงราย แพร่ น่านและแมฮ่ ่องสอน รวมบางส่วนทางตะวนั ตกของประเทศลาว
และส่วนหน่ึงของประเทศพมา่ ซ่ึงอยทู่ างฝั่งตะวนั ออกของแมน่ ้าสาละวนิ ตอนเหนือ
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกรุงศรีอยธุ ยากบั ลา้ นนาไทย จึงเป็นลกั ษณะทาสงครามเป็นส่วนใหญ่และตลอดมา กรุงศรี
อยธุ ยามกั เป็นฝ่ายขยายอิทธิพลข้ึนไปมากกวา่ ลา้ นนาไทยจะยกมารุกรานกรุงศรีอยธุ ยา จะมกี ็นอ้ ยคร้ังมากเช่นสมยั พระเจา้ ติ
โลกราชแห่งลา้ นนาไทยที่ตรงกบั สมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยธุ ยา เป็นสงครามยดื เยอ้ื หลายปีเป็นปัจจยั
ทาใหส้ มเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเสดจ็ ไปประทบั ที่เมืองพิษณุโลกและสมยั สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๒ ลา้ นนาไทยยกมา
รุกรานกรุงศรีอยธุ ยาอีกหลายคร้ัง ทาใหต้ อ้ งสนพระทยั ควบคุมหวั เมืองทางเหนือใหเ้ ขม้ แข็งข้ึนโดยแต่งต้งั ให้พระมหา
อุปราช หรือขา้ ราชการผใู้ หญ่ไปครองเมอื งพิษณุโลกเพ่ือควบคุมหวั เมืองฝ่ายเหนือ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

๑)ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั น์ ความสัมพนั ธ์กบั ต่างประ เทศสมยั กรุงศรีอยุธยา

ความสัมพนั ธ์กบั ต่างประ เทศ
สมยั กรุงศรีอยุธยา

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

2)ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
2.1)สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไทยมีความสมั พนั ธก์ บั ประเทศเพอื่ นบา้ นอยา่ งไร?
2.2)สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไทยมีความสมั พนั ธก์ บั จีนอยา่ งไร?
2.3)สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไทยมีความสมั พนั ธก์ บั ญปี่ ่ ุนอยา่ งไร?
2.4) สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ไทยมีความสมั พนั ธก์ บั ลา้ นนาอยา่ งไร?
2.5) พระเจา้ ติโลกราช มีความสาคญั อยา่ งไรในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา?

๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙

.................................................................................................................................................................................................................. .................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................. ....................................................................... ..........
.............................................................................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................... .........................................................
...................................................................................................................................................................................................... .............................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................... .............................................................
.................................................................................................................................................................................................. .................................
......................................................................................................................................................................................................................... ..........
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวตั ิศาสตร์สมัยกรุงศรkีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 2
สัปดาห์ที่ 16 ใบงานท่ี 10 (หน่วยที่ 4 สาระท่ี 2) เร่ือง ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ

คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนอ่านขอ้ ความขา้ งล่างน้ี แลว้ นามาสร้างผงั มโนทศั น์และตอบคาถามทา้ ยบทเรียน

ความสัมพนั ธ์กบั พม่า
ความสัมพนั ธ์กบั พมา่ ส่วนใหญ่เป็นไปในรูปของความขดั แยง้ กนั มีการทาสงครามตลอดสมยั กรุงศรีอยธุ ยาเป็นราช

ธานีรวม ๒๔คร้ัง ส่วนใหญ่พม่าเป็นฝ่ายรุกราน กรุงศรีอยธุ ยาเป็นฝ่ายต้งั รับ มีเพยี งสองรัชกาลเท่าน้นั ที่กรุงศรีอยธุ ยามี
โอกาสแต่งทพั ไปรบถึงอาณาจกั รพม่า คือสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชและสมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สาเหตุของ
สงครามสรุปได้ ๒ ประการคอื ประการแรกมีสาเหตุมาจากอาณาจกั รมอญและอาณาจกั รลา้ นนาไทย ประการท่ี ๒ ความมี
ฐานะเทา่ เทียมกนั จนเป็นคู่แข่งแย่งชิงความเป็นใหญ่

๑. ปัญหาอาณาจกั รมอญและลา้ นนาไทย ถา้ ศึกษาจากแผนท่จี ะพบวา่ อาณาเขตทางทิศตะวนั ตกของกรุงศรีอยธุ ยา
มไิ ดต้ ิดต่อกนั กบั ดินแดนของพม่าโดยตรงทีเดียว แต่มีดินแดนของมอญก้นั อยู่ ส่วนทางเหนือมีอาณาจกั รลา้ นนาไทยก้นั อยู่
ถดั เขา้ ไปอีกยงั มีพวกไทยใหญ่อยรู่ ะหว่างพมา่ กบั ลา้ นนาไทยอีกช้นั หน่ึงดว้ ย ดงั น้นั สาเหตุสงครามระหวา่ งกรุงศรีอยธุ ยากบั
พมา่ มกั จะสืบเน่ืองมาจากการทีก่ รุงศรีอยธุ ยาหรือพม่าขยายอิทธิพลเขา้ ไปในดินแดนมอญหรือลา้ นนาไทย เม่อื ได้
ครอบครองแลว้ ทาใหเ้ ป็นฝ่ายไดเ้ ปรียบมฐี านทพั กาลงั คนพร้อมเสบยี งอาหาร สามารถโจมตีอีกฝ่ายหน่ึงไดส้ ะดวก สงคราม
จึงเกิดข้ึนเพราะเหตุน้ี

สาเหตุของสงครามคร้ังแรก มอญเป็นตน้ เหตุดว้ ยมนิ คยนิ โย กษตั ริยพ์ ม่าราชวงศต์ องอูต้งั ตนเป็นใหญ่แถบลุ่มแม่น้า
อิรวดีตอนบน มเี มืองตองอูเป็นราชธานี พ.ศ. ๒๐๒๙ แลว้ ไดข้ ยายอาณาเขตออกไปกวา้ งขวางข้ึน โดยมนี โยบายจะเขา้
ครอบครองมอญบริเวณตอนล่างซ่ึงมีความสาคญั ทางดา้ นยทุ ธศาสตร์และการคา้ ทางทะเล นโยบายน้ีสาเร็จใน พ.ศ. ๒๐๘๑
สมยั พระราชโอรสคือ พระเจา้ ตะเบงชะเวต้ี ชาวมอญอพยพหนีพมา่ เขา้ มาอยทู่ ่เี มอื งเชียงกราน ซ่ึงเป็นหวั เมืองมอญประเทศ
ราชของอาณาจกั รกรุงศรีอยธุ ยา พระเจา้ ตะเบงชะเวต้ีทรงยกทพั ติดตามมาถึงเมอื งน้ี สมเดจ็ พระชยั ราชาธิราชกษตั ริยแ์ ห่ง
กรุงครีอยธุ ยาจึงเสด็จยกทพั ไปป้องกนั เมืองเชียงกรานไวไ้ ด้

สมยั พระเจา้ หงสาวดีบุเรงนอง พม่าเขม้ แข็งมากขยายอาณาเขต กวา้ งขวาง ครอบครองหวั เมืองมอญและไทยใหญ่ ได้
อาณาจกั รลา้ นนาไทยใน พ.ศ. ๒๑๐๑ จากความไดเ้ ปรียบน้ีเองทาให้พระเจา้ หงสาวดีบุเรงนอง ยกทพั ใหญ่เขา้ มาตีกรุงศรี
อยธุ ยาในสมยั สมเด็จพระมหินทราธิราชไดใ้ น พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยธุ ยาเป็นเมอื งข้ึนของพมา่ ๑๕ ปี สมเดจ็ พระนเรศวร
มหาราชทรงประกาศอิสรภาพใน พ.ศ. ๒๑๒๗ จากน้นั ไดเ้ ขา้ ครอบครองเมืองของมอญคอื เมืองทวาย ตะนาวศรี โดยเฉพาะ
เมอื งเมาะตะมะแหล่งอู่ขา้ วอู่น้า และเมืองทา่ ตลอดจนเป็นท่ตี ้งั ฐานทพั ชุมนุมไพร่พลเขา้ ตีพม่าไดเ้ ป็นอยา่ งดี ส่วนทางเหนือ
เมืองเชียงใหม่ศูนยก์ ลางของอาณาจกั รลา้ นนาไทยมาสวามิภกั ด์ิดว้ ย รวมท้งั อาณาจกั รลา้ นชา้ งและแควน้ ไทยใหญ่ จากการ
ไดด้ ินแดนต่าง ๆ เป็นปัจจยั สนบั สนุนในการทาสงครามแผข่ ยายอาณาเขตไปยงั พม่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงเป็น
กษตั ริยอ์ งคแ์ รกแห่งกรุงศรีอยธุ ยาที่ทรงเขา้ ตีกรุงหงสาวดีของพมา่ ใน พ.ศ. ๒๑๓๘ คร้ังท่ี ๒ พ.ศ. ๒๑๔๒ และสวรรคตท่ี
เมอื งหางใน พ.ศ. ๒๑๔๘ ขณะเสดจ็ ไปตีพมา่ คร้ังที่ ๓

หัวเมืองมอญและหวั เมอื งของอาณาจกั รลา้ นนาไทย จะผลดั เปล่ียนกนั ข้ึนกบั กรุงศรีอยธุ ยาบา้ ง พมา่ บา้ งแลว้ แต่
เหตุการณ์ จนถึงสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช พม่าแตกแยกกนั ทางกรุงศรีอยธุ ยาจึงถือโอกาสยกทพั ไปตีเมอื งเมาะตะ
มะซ่ึงข้ึนกบั พม่าขณะน้นั ต่อมาสมยั สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ มอญรวมกาลงั กนั เขา้ ตีกรุงองั วะของพมา่ ไดใ้ นพ.ศ.
๒๒๙๕ มอญเป็นอิสระต้งั ตนเป็นใหญ่ได้ ๑๗ ปี ก็ตกอยใู่ นอานาจของพมา่ และเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจกั รพม่าแต่น้นั มา
ในช่วงน้นั กรุงศรีอยธุ ยาปลายราชวงศบ์ า้ นพลูหลวง มปี ัญหาการชิงราชบลั ลงั กแ์ ทบทุกรัชกาล เกิดความแตกแยกภายใน
อาณาจกั รอ่อนแอ ในทีส่ ุดเสียกรุงศรีอยธุ ยาแก่พม่าเมอ่ื พ.ศ. ๒๓๑๐

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

๒. ความมฐี านะเท่าเทยี มกนั จนเป็นคู่แข่งแยง่ ชิงความเป็นใหญ่ ความมีฐานะเทา่ เทยี มกนั มองได้ ๒ อยา่ งคือ ความมี
อานาจทางการเมอื งของอาณาจกั รและความสามารถของพระมหากษตั ริย์ กรุงศรีอยธุ ยาและพมา่ มี 2 อยา่ งน้ี ทาใหท้ ้งั กรุงศรี
อยธุ ยาและพมา่ อยใู่ นฐานะเท่าเทยี มกนั จนเป็นคู่แข่งแยง่ ชิงความเป็นใหญ่ โดยเฉพาะพม่าตอ้ งการเป็นใหญ่เหนือกรุงศรี
อยธุ ยา เพราะการมีอานาจเหนือกรุงศรีอยธุ ยาจะเป็นการข่มข่เู มืองข้ึนต่าง ๆของพมา่ มไิ ดค้ ิดแขง็ ขอ้ ต่อพมา่ ท้งั ๆ ทล่ี กั ษณะ
การขยายอาณาเขตจะไปคนละทาง คอื ไทยมกั ขยายอาณาเขตไปทางตะวนั ออก คือเขมรและลาว ส่วนพม่าขยายอาณาเขตไป
ทางอาณาจกั รมอญ ลา้ นนาไทยและดา้ นขา้ ง ดว้ ยเหตุทก่ี รุงศรีอยธุ ยาและพมา่ มีความยงิ่ ใหญ่เทา่ เทยี มกนั เป็นเหตุให้ท้งั สอง
กลายเป็นคู่แข่งโดยเฉพาะพม่าจะเป็นฝ่ายรุกก่อน โดยมจี ุดประสงคเ์ พือ่ ความเป็นใหญ่ของพมา่ จะเห็นไดว้ า่ เมี่อไดม้ องแลว้
มกั หาเหตุมาทาสงครามกบั กรุงศรีอยธุ ยาเพือ่ เป็นการเสริมพระเกียรติของกษตั ริยพ์ ม่า และสาเหตุสงครามกบั พม่าแต่ละคร้ัง
มกั จะมาจากสงครามคร้ังก่อนๆ เสมอ

กษตั ริยท์ ้งั ของกรุงศรีอยธุ ยาและพมา่ ต่างเป็นนกั รบมีชื่อเสียงหลายพระองค์ เช่น พมา่ มพี ระเจา้ ตะเบงชะเวต้ี พระเจา้
หงสาวดีบุเรงนอง พระเจา้ อลองพญา พระเจา้ มงั ระ ส่วนทางกรุงศรีอยธุ ยา มี สมเดจ็ พระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะ
งวั่ ) สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๒ (เจา้ สามพระยา) และสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช เป็นตน้ การมีกษตั ริยท์ ีม่ ีพระปรีชา
สามารถ ทาใหม้ ีการทาสงครามเพ่อื ความยงิ่ ใหญ่ของอาณาจกั รเพอื่ เสริมพระเกียรติของพระมหากษตั ริย์ น่ีเอง

การทาสงครามระหวา่ งอาณาจกั รกรุงศรีอยธุ ยากบั อาณาจกั รพมา่ จึงเกิดข้ึนรวม ๒๔ คร้ัง ดงั น้ี
๑. พมา่ ตีเมืองเชียงกราน พ.ศ. ๒๐๘๑
๒. สมเด็จพระศรีสุริโยทยั ขาดคอชา้ ง พ.ศ. ๒๐๙๑
๓. สงครามชา้ งเผอื ก พ.ศ. ๒๑๐๖
๔. สงครามเสียกรุงศรีอยธุ ยา คร้ังท่ี ๑ พ.ศ. ๒๑๑๑-๒๑๑๒
๕. สงครามประกาศอิสรภาพ พ.ศ. ๒๑๒๗
๖. สงครามกบั พระยาพะสิมทีเ่ มอื งสุพรรณ พ.ศ. ๒๑๒๗
๗. สงครามกบั พระเจา้ เชียงใหม่ที่บา้ นสระเกศ พ.ศ. ๒๑๒๘
๘. สงครามพระเจา้ หงสาวดีลอ้ มกรุงศรีอยธุ ยา พ.ศ .๒๑๒๙
๙. ทพั พระมหาอุปราชายกมาคร้ังแรก พ.ศ. ๒๑๓๓
๑๐. สงครามยทุ ธหัตถี พ.ศ. ๒๑๓๕
๑๑. ไทยตีเมอื งทวาย-ตะนาวศรี พ.ศ. ๒๑๓๕
๑๒. สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตีเมืองมอญ พ.ศ. ๒๑๓๗
๑๓. สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตีหงสาวดี คร้ังท่ี ๑ พ.ศ. ๒๑๓๘
๑๔. สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตีหงสาวดี คร้ังท่ี ๒ พ.ศ. ๒๑๔๒
๑๕. สงครามคร้ังสุดทา้ ยของรัชสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช พ.ศ. ๒๑๔๗
๑๖. พมา่ ตีเมืองทวาย พ.ศ. ๒๑๕๖
๑๗. พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๑๕๗
๑๘. พม่าตีเมืองทวาย พ.ศ. ๒๑๖๕
๑๙. พม่าตีเมอื งเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๒๐๕
๒๐. พมา่ ตีเมืองไทรโยค พ.ศ. ๒๒๐๖
๒๑. ไทยตีพม่า พ.ศ. ๒๒๐๗
๒๒. พม่าลอ้ มกรุงศรีอยธุ ยา พศ. ๒๓๐๒
๒๓. พม่าตีหวั เมอื งปักษใ์ ต้ พ.ศ. ๒๓๐๗
๒๔. เสียกรุงศรีอยธุ ยาแก่พม่า คร้ังท่ี ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

ลกั ษณะการทาสงคราม พม่าเป็นฝ่ ายรุก กรุงศรีอยธุ ยาเป็นฝ่ ายรับ การเสียกรุงศรีอยธุ ยาท้งั สองคร้ัง มใิ ช่เพราะชยั ภูมิ

กรุงศรีอยธุ ยาไม่ดี แต่พา่ ยแพพ้ มา่ เพราะเหตุอื่นโดยเฉพาะการแตกความสามคั คี ชิงดีชิงเด่นกนั และความเอาใจออกห่างของ

ขนุ นางช้นั สูงกรุงศรีอยธุ ยามีชยั ภูมเิ หมาะสาหรับการต้งั รับขา้ ศึกหลายประการ เช่น มแี มน่ ้าลอ้ มรอบตวั เมอื งทกุ ดา้ น ทาง

เหนือมแี มน่ ้าลพบุรี ทิศใต้ ทิศตะวนั ตกมีแม่น้าเจา้ พระยา ทิศตะวนั ออกมแี มน่ ้าป่ าสกั การรบสมยั ก่อนใชส้ ตั วพ์ าหนะและ

เดินเทา้ อาวธุ ส่วนมากเป็นลกั ษณะใชใ้ นระยะใกลป้ ระชิดตวั เช่น มีด ดาบ หอก ธนู ส่วนปืนใหญ่ใชแ้ พร่หลายเมอื่

ชาวตะวนั ตกเขา้ มา แต่ไมม่ ากนกั การมีคูเมอื งลอ้ มรอบยอ่ มเหมาะแก่ยทุ ธศาสตร์สมยั น้นั อีกท้งั กรุงศรีอยธุ ยาอยใู่ นท่ลี ุ่ม น้า

มกั ทว่ มทร่ี าบที่อยนู่ อกตวั เมอื ง ในช่วงน้าหลากประมาณเดือน ๘ ถึงเดอื น ๑๑ ตวั เมืองอยทู่ ่สี ูงกวา่ น้าไมท่ ่วม สาหรับขา้ ศึก

แลว้ จะไม่สะดวกในการต้งั ทพั เน่ินนานออกไปนอกจากจะหากลวธิ ีหนีน้าได้ จึงสามารถต้งั ลอ้ มไดจ้ นพน้ หนา้ น้า

นอกจากน้นั กรุงศรีอยธุ ยายงั เหมาะตรงที่มคี วามอุดมสมบรู ณด์ ว้ ยพชื พนั ธุธ์ ญั ญาหาร จึงสามารถสะสมเสบียงอาหารไวใ้ น

ยามศึกไดจ้ านวนมากและนานพอทจี่ ะปัองกนั ขา้ ศึกได้

ฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ

๑. ใหน้ กั เรียนสร้างผงั มโนทศั น์
การทาสงครามระหวา่ งอาณาจกั รกรุงศรีอยธุ ยากบั อาณาจกั รพม่า จงึ เกิดข้นึ รวม ๒๔ คร้ัง

๒. อาณาจกั รอยธุ ยามีความสมั พนั ธก์ บั พม่าอยา่ งไร?
๓.ใหน้ กั เรียนอธิบายการเสียกรุงศรีอยธุ ยาและการกูอ้ ิสรภาพมีความสาคญั อยา่ งไรต่อประวตั ิศาสตร์ไทย?

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

k วิชาประวตั ศิ าสตร์สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ช้ันมัธยมศึกษาปี ที่ 2

สัปดาห์ท่ี 17 ใบงานท่ี 11 (หน่วยท่ี 4 สาระท่ี 3) เร่ือง การเสียกรุงศรีอยธุ ยาคร้ังที่ 1

คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนศึกษำถึงกำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำคร้งั ที่ 1 แลว้ นำไปตอบคำถำมดำ้ นล่ำง

กำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำคร้ังที่หน่ึง เป็นส่วนหน่ึงของควำมขดั แยง้ ระหว่ำงอำณำจกั รพม่ำและอำณำจกั รอยธุ ยำ อนั
เป็นผลมำจำกควำมตอ้ งกำรของพระเจำ้ บุเรงนองซ่ึงต้องกำรไดก้ รุงศรีอยุธยำเป็นประเทศรำช และอำจถือไดว้ ่ำเป็นผลสืบ
เน่ืองมำจำกสงครำมชำ้ งเผอื ก ในปี พ.ศ. 2106 ทท่ี รงตีกรุงศรีอยธุ ยำไม่สำเร็จ

พระเจำ้ บุเรงนองทรงนำทพั เขำ้ รุกรำนกรุงศรีอยธุ ยำในเดือนตุลำคม พ.ศ. 2111 ยกเขำ้ มำทำงด่ำนแมล่ ะเมำ เมือง
ตำก รวมท้งั หมด 7 ทพั ประกอบดว้ ย พระมหำอุปรำชำ เจำ้ เมืองแปร เจำ้ เมืองตองอู เจำ้ เมืององั วะ เจำ้ เมืองเชียงใหม่ และ
เชียงตุง เขำ้ มำทำงเมืองกำแพงเพชร โดยไดเ้ กณฑห์ ัวเมอื งทำงเหนือรวมท้งั เมืองพิษณุโลกมำร่วมสงครำมดว้ ย รวมจำนวน
ไดก้ ว่ำ 500,000 นำย ยกทพั ลงมำถึงพระนครในเดือนธันวำคมปี เดียวกนั โดยให้พระมหำธรรมรำชำเป็นกองหลงั ดูแลคลงั
เสบยี ง ทพั พระเจำ้ บุเรงนองก็ต้งั ค่ำยรำยลอ้ มพระนครอยไู่ ม่ห่ำง กำรต้งั รับภำยในพระนครส่งผลให้มีกำรระดมยิงปื นใหญ่
ของขำ้ ศกึ ทำลำยอำคำรบำ้ นเรือนอยตู่ ลอด ทำใหไ้ ดร้ ับควำมเสียหำยอยำ่ งมำก

ฝ่ำยกรุงศรีอยธุ ยำเม่ือทรำบวำ่ หัวเมืองทำงเหนือเป็นของพม่ำแลว้ จึงเตรียมรบ อยู่ที่พระนคร นำปื นนำรำยณ์
สงั หำรยงิ ไปยงั กองทพั พระเจำ้ หงสำวดีท่ตี ้งั อยบู่ ริเวณทงุ่ ลุมพลี ถูกทหำร ชำ้ ง มำ้ ลม้ ตำยจำนวนมำก พม่ำจึงถอยทพั มำต้งั ที่
บำ้ นพรำหมณใ์ ห้พน้ ทำงปืน แลว้ พระเจำ้ หงสำวดีจึงเรียกประชุมกำรศึก พระมหำ อุปรำชเห็นสมควรให้ยกทพั เขำ้ ตีไทยทุก
ดำ้ นเพรำะมกี ำลงั มำกกวำ่ แต่พระเจำ้ หงสำวดีไม่เห็นดว้ ยเพรำะกรุงศรีอยุธยำมีทำเลดีมีน้ำลอ้ มรอบ จึงสั่งให้ตีเฉพำะดำ้ น
ตะวนั ออกเพรำะคูเมอื งแคบทส่ี ุด พม่ำพยำยำมจะทำสะพำนขำ้ มคูเมืองโดยนำดินมำถมเป็นสะพำน พระมหำเทพนำยกอง
รักษำด่ำนอยำ่ งเต็มสำมำรถ โดยให้ทหำรไทยใชป้ ืนยงิ ทหำรพม่ำที่ขนดินถมเป็นสะพำนเขำ้ มำ ทำให้พม่ำลม้ ตำยจำนวนมำก
จึงถอยขำ้ มคูกลบั ไป

พระเจำ้ บุเรงนองทรงพยำยยำมโจมตีอยนู่ ำนจนถึงเดือนเมษำยน พ.ศ. 2112 ก็ยงั ไม่ไดก้ รุงศรีอยุธยำ อีกท้งั ยงั
สูญเสียกำลงั พลเป็นจำนวนมำก พระองคท์ รงพยำยำมเปลี่ยนที่ต้งั ค่ำยอยูห่ ลำยระยะ โดยในภำยหลงั ทรงยำ้ ยค่ำยเขำ้ ไปใกล้
กำแพงเมอื งจนทำให้สูญเสียพลอยำ่ งมำก ระหวำ่ งกำรสงครำมสมเด็จพระมหำจกั รพรรดิประชวรและสวรรคตในเวลำต่อมำ
สมเด็จพระมหินทร์ข้ึนครองรำชและทรงบญั ชำกำรรบแทน

พระเจำ้ บุเรงนองจึงถำมพระมหำธรรมรำชำวำ่ จะ ทำอยำ่ งไรใหช้ นะศึกโดยเร็ว พระมหำธรรมรำชำทรงแนะ
วำ่ พระยำรำมเป็นแมท่ พั สำคญั หำกไดต้ วั มำกำรยดึ พระนครจกั สำเร็จ จึงมสี ำสนม์ ำถึงพระอคั รชำยำว่ำ "...กำรศึกเกิดจำกพระ
ยำรำมท่ยี ยุ งให้พนี่ อ้ งตอ้ งทะเลำะกนั ถำ้ ส่งตวั พระยำรำมมำ ให้พระเจำ้ หงสำวดีจะยอมเป็นไมตรี..." สมเด็จพระมหินทร์ฯ
ทรงอ่ำนสำสน์แลว้ ปรึกษำกบั ขำ้ รำชกำรต่ำงๆจึงเห็นสมควรสงบศึกเพรำะผคู้ นลม้ ตำยกนั มำกแลว้ สมเด็จพระมหินทร์ฯมี
รับส่ังใหส้ ่งพระสังฆรำชออกไปเจรจำและส่งตวั พระยำรำมให้พระเจำ้ บเุ รงนองเพื่อเป็นไมตรี แต่พระเจำ้ บุเรงนองตบตั สัตย์
ไมย่ อมเป็นไมตรี ทำให้สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงพโิ รธโกรธแคน้ ในกำรกลบั กลอกของพระเจำ้ บุเรงนองอยำ่ งมำก มีรับสั่ง
ใหข้ ุนศึกทหำรท้งั ปวงรักษำพระนครอย่ำงเขม้ แข็ง พระเจำ้ บุเรงนองเห็นว่ำยงั ไม่สำมำรถตีกรุงศรีอยธุ ยำไม่ได้ จึงส่งพระ
มหำธรรมรำชำมำเกล้ียกล่อมให้ยอมแพแ้ ต่ถูก ทหำรไทยเอำปืนไล่ยงิ จนตอ้ งหนีกลบั ไป

พระเจำ้ หงสำวดีจึงคิดอุบำยจะใชพ้ ระยำจกั รีที่จบั ตวั ไดเ้ ป็นประกนั เมื่อคร้ังสงครำมชำ้ งเผอื กเป็นใส้ศึก จึงให้
พระมหำธรรมรำชำทรงเกล้ียกล่อมพระยำจกั รีใหเ้ ป็นไสศ้ กึ ในกรุงศรีอยธุ ยำ แลว้ แกลง้ ปล่อยตวั ออกมำ รุ่งเชำ้ พม่ำทำทีเป็น
ตำมหำแต่ไมพ่ บเลยจบั ตวั ผคู้ ุมมำตดั หวั เสียบไวร้ ิมแม่น้ำเพือ่ ใหไ้ ทยหลงกล

สมเดจ็ พระมหินทร์ฯทรงดีพระทยั ทพ่ี ระยำจกั รีหนีมำไดจ้ ึงทรงแต่งต้งั ให้เป็นผูบ้ งั คบั บญั ชำกำรรบแทนที่พระ
ยำรำม คร้ันพระยำจักรีได้รับแต่งต้งั ให้ดำรงตำแหน่งรักษำพระนครแลว้ จึงดำเนินกำรสับเปล่ียนหนำ้ ที่ของฝ่ ำยต่ำง ๆ
จนกระทงั่ กำรป้องกนั พระนครอ่อนแอลง พระยำจกั รีไดใ้ ส่ ร้ำยให้พระศรีสำวรำชวำ่ เป็นกบฏจึงถูกสำเร็จโทษ เมอ่ื เห็นวำ่ ได้

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

เวลำอนั ควรพระยำจกั รีจึงให้สญั ญำณแก่พมำ่ เขำ้ ตีกรุงศรีอยุธยำทุกดำ้ น และทำให้กองทพั พม่ำเขำ้ สู่พระนครสำเร็จโดยใช้
เวลำเพยี ง 1 เดือน

ในวนั ที่ 7 สิงหำคม พ.ศ. 2112 (เดือน๙ไทย) พระยำจกั รีจึงใหส้ ัญญำณแก่พมำ่ เขำ้ ตีกรุงศรีอยธุ ยำและเปิดประตู
เมอื ง ทำให้ทพั พมำ่ เขำ้ ยดึ พระนครสำเร็จ กรุงศรีอยธุ ยำจึงตกเป็นเมืองข้ึนของพม่ำ
หลงั สงครำม

พระเจำ้ บเุ รงนองประทบั อยทู่ ่ีกรุงศรีอยธุ ยำจนกระทงั่ วนั ศกุ ร์ข้ึนหกค่ำ เดือนสิบสอง ปีมะเส็ง พ.ศ. 2112 ได้
อภิเษกใหส้ มเดจ็ พระมหำธรรมรำชำธิรำช ข้ึนเป็นกษตั ริยค์ รองกรุงศรีอยธุ ยำ ในฐำนะประเทศรำช ทรงพระนำมว่ำ สมเด็จ
พระสรรเพชญที่ 1 บำงแห่งเรียก ''พระสุธรรมรำชำ''

สมเดจ็ พระมหินทรำธิรำช พระบรมวงศำนุวงศ์ และขุนนำงนอ้ ยใหญ่ ไดถ้ ูกนำไปกรุงหงสำวดีดว้ ยแต่สมเดจ็
พระมหินทร์ประชวรและสวรรคตระหวำ่ งทำงไปกรุงหงสำวดี

พม่ำเขำ้ ยดึ ทรัพยส์ ินและกวำดตอ้ นผคู้ นกลบั ไปพม่ำเป็นจำนวนมำก โดยเหลือใหร้ ักษำเมอื งเพียง 1,000 คน คน
ท่เี หลือก็หนีไปหลบอำศยั อยทู่ ่ีอื่น บำ้ นเรือนและสิ่งปลูกสร้ำงท้งั หลำยไดร้ ับควำมเสียหำยเป็นอนั มำก อำณำจกั รอยธุ ยำจึง
ตกเป็นเมอื งข้ึนของพมำ่ เป็นเวลำนำน 15 ปี

สำเหตุกำรเสียกรุงฯ
1. เกิดควำมแตกสำมคั คีกนั ระหว่ำงสมเด็จพระมหินทรำธิรำชกับพระมหำธรรมรำชำเนื่องมำจำกกำรยุยงของข้ำศึก
2. ไทยขำดกำลงั ใจต่อสูเ้ น่ืองจำกสมเดจ็ พระมหำจกั รพรรดิสวรรคตในขณะบญั ชำกำรศึก
3. พระยำจกั รีซ่ึงเป็นแม่ทพั ไทยเป็นไสศ้ ึกใหแ้ ก่พมำ่

1)ใหน้ กั เรียนตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี
1.1) สงครำมระหวำ่ งอยธุ ยำกบั พม่ำเกิดข้ึนเพรำะอะไร .................................................................................................

........................................................................................... ........................................................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
............................................................................................................................................ .......................................................

2.2) พระเจำ้ บเุ รงนอง หมำยถึงใคร .................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................

2.3) สมเด็จพระสรรเพชญที่ 1 คอื ใคร.........................................................................................................................

................................................................................................................................................................................................. ..

2.4) กรุงศรีอยธุ ยำเสียใหแ้ ก่ เม่ือไร...................................................................................................................................

................................................................................................................................ ...................................................................

2.5) พระยำจกั รีคือใคร ........................................................................................................................................................

..................................................................................................... ..............................................................................................

2.6) นกั เรียนคดิ วำ่ สำเหตกุ ำรเสียกรุงศรีฯเพรำะเหตุอะไร..........................................................................................

............................................................................................................................................. ......................................................
............................................................................ .......................................................................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................
................................................................................................................................ ...................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

วชิ าประวัติศาสตร์สมยั กรุงศkรีอยธุ ยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 2
สัปดาห์ท่ี 18 ใบงานท่ี 12 (หน่วยที่ 4 สาระที่ 3) เรื่อง การเส่ือมอานาจของกรุงศรีอยธุ ยา

ใบงานที่ กำรเสียกรงุ ศรีอยธุ ยำ และกำรก้เู อกรำช

12

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาจาก th.wikipedia.org/wiki/การเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครงั้ ทห่ี นง่ึ
th.wikipedia.org/wiki/การเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครงั้ ทส่ี อง

แล้วสรปุ ขอ้ มูลความรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาลงในตาราง โดยสงั เขป

กำรเสีย สำเหตุ เหตกุ ำรณ์ก่อนกเู้ อกรำช กำรกอบก้เู อกรำช
กรงุ ศรี
อยธุ ยำ

ครงั้ ที่ 1

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

กำรเสีย สำเหตุกำรเสียกรงุ ศรฯี เหตุกำรณ์ก่อนก้เู อกรำช กำรกอบก้เู อกรำช
กรงุ ศรี
อยธุ ยำ

ครงั้ ท่ี 2

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

วิชาประวตั ศิ าสตร์สมัยกรุงศรีอยธุ kยา ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 2
สัปดาห์ท่ี 19 ข้อทดสอบก่อนสอบปลายภาคเรียนท่ี 1/2564 (หน่วยการเรียนท่ี 2-4 )

คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเลือกคำตอบทถ่ี ูกทสี่ ุดเพยี งขอ้ เดียวแลว้ นำไปเขยี นตอบ

1. “ใครคือแม่ทพั สำคญั ของอยธุ ยำในครำวเสียกรุงคร้ังที่ 2” เป็นข้นั ตอนใดของวธิ ีกำรทำงประวตั ิศำสตร์

ก.กำรกำหนดหวั เร่ืองที่จะศึกษำ ข.กำรเรี ยบเรี ยงหรื อกำรนำเสนอ

ค.กำรตรวจสอบหลกั ฐำน ง.กำรรวบรวมหลกั ฐำน

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

2. กำรศกึ ษำผลงำนวิจยั ที่มีขอ้ มลู เก่ียวกบั ประวตั ิศำสตร์ สมยั สมเด็จพระนำรำยณ์มหำรำช เป็นข้นั ตอนใดของวิธีกำรทำงประวตั ิศำสตร์

ก.กำรตรวจสอบ ประเมินควำมถูกตอ้ งของขอ้ มูล ข.กำรตรวจสอบขอ้ มูลและหลกั ฐำน

ค.กำรรวบรวมขอ้ มูลและหลกั ฐำน ง.กำรตีควำมและจดั ลำดบั ขอ้ มลู

คำตอบท่ีเลือกคือ ............................................................................................................................

3. ขอ้ ใดไม่เป็นหลกั ฐำนทำงประวตั ิศำสตร์สมยั อยธุ ยำ

ก.คำใหก้ ำรกรุงเก่ำ ข.กฎหมำยตรำสำมดวง ต.เจดียส์ ุริโยทยั ง.วดั มหำธำตุ

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

4. พระรำชพงศำวดำรฉบบั ใดไม่เก่ียวกบั อยธุ ยำ

ก.พงศำวดำรกรุงสยำมฉบบั บริติชมิวเซียม ข.พงศำวดำรฉบบั พระรำชหัตถเลขำ

ค.พงศำวดำรฉบบั ของฟำน ฟลีต ง.พงศำวดำรฉบบั สยำมรัฐ

คำตอบท่ีเลือกคือ ............................................................................................................................

5. พงศำวดำรกรุงเก่ำฉบบั หลวงประเสริฐอกั ษรนิต์ิ เป็นพงศำวดำรที่น่ำเช่ือถือทสี่ ุดในจำนวนพงศำวดำรต่ำงๆ ในสมยั อยธุ ยำ เป็นเพรำะ

เหตุใด

ก.บนั ทึกเหตุกำรณ์และศกั รำชถูกตอ้ ง ข.บนั ทึกศกั รำชถูกตอ้ งแต่เหตุกำรณ์ไม่ถูกตอ้ ง

ค.เรียงลำดบั รัชกำลไดถ้ ูกตอ้ งแต่ศกั รำชไม่ถูกตอ้ ง ง.อธิบำยเหตุกำรณ์ในแต่ละรัชกำลชดั เจนแต่ไม่บนั ทึกศกั รำช

คำตอบทเี่ ลือกคือ ............................................................................................................................

6. ขอ้ ใดเป็นหลกั ฐำนประวตั ิศำสตร์ทแ่ี ตกต่ำงจำกพวก

ก.พงศำวดำรฉบบั หลวงประเสริฐฯ ข.เคร่ืองถว้ ยชำมเบญจรงค์

ค.เจดียว์ ดั รำชบูรณะ ง.แผนที่อำณำจกั รอโยธยำ

คำตอบทีเ่ ลือกคือ ............................................................................................................................

7. หลกั ฐำนลำยลกั ษณ์อกั ษรมีควำมสำคญั ต่อกำรศึกษำประวตั ิศำสตร์อยำ่ งไร

ก.เป็นหลกั ฐำนท่ีให้ขอ้ มูลประวตั ิศำสตร์ดีท่ีสุด ข.เป็นหลกั ฐำนท่ีให้ขอ้ มูลง่ำยกว่ำหลกั ฐำนอื่น

ค.เป็นหลกั ฐำนท่ีมีจำนวนมำก หำง่ำย ง.เป็นหลกั ฐำนท่ีน่ำเช่ือถือท่ีสุด

คำตอบท่ีเลือกคือ ............................................................................................................................

8. ขอ้ ใดจดั เป็นหลกั ฐำนทำงโบรำณคดีท้งั หมด

ก.โครงกระดูก เคร่ืองมอื -เคร่ืองใช้ ข.ซุม้ ใบเสมำวดั มหำธำตุ กำแพงเมอื งเก่ำ

ค.พงศำวดำรอยุธยำ จดหมำยเหตุลำลูแบร์ ง.วีดิทศั น์เร่ืองรอยไทยสำมกรุงศรี

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

ชื่อ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขท่ี………

9. สำเหตุสำคญั ท่ีทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนำถทรงแบ่ง แยก หนำ้ ที่ระหวำ่ งฝ่ ำยทหำรกบั ฝ่ำยพลเรือน ออกจำกกนั คือขอ้ ใด

ก.เพ่ือให้หน้ำทข่ี องท้งั สองฝ่ ำยชดั เจนข้ึน ข.เพ่ือป้องกนั เหตุกระทบกระทงั่ กนั ระหว่ำงสองฝ่ ำย

ค.เพื่อป้องกนั ไม่ให้ฝ่ ำยใดฝ่ ำยหน่ึงมีอำนำจมำกจนเกินไป ง.เพื่อให้รำษฎรจดจำหนำ้ ที่ของท้งั สองฝ่ ำยไดง้ ่ำย

คำตอบทเี่ ลือกคือ ............................................................................................................................

10. กรุงศรีอยธุ ยำใชก้ ำรคำ้ รูปแบบใดในกำรติดต่อคำ้ ขำยกบั ประเทศจีน

ก.กำรคำ้ แบบบรรณำกำร ข.กำรคำ้ แบบต่ำงตอบแทน

ค.กำรคำ้ แบบใชท้ องคำเป็นสื่อกลำง ง.กำรคำ้ แบบแลกเปลี่ยนสินคำ้ ระหว่ำงกนั

คำตอบทเี่ ลือกคือ ............................................................................................................................

11. หน่วยงำนสำคญั ท่ีทำหนำ้ ท่ีในกำรติดต่อคำ้ ขำยกบั ต่ำงชำติ คือหน่วยงำนใด

ก.กรมพำณิชย์ ข.พระคลงั สินคำ้ ค.กองสำเภำหลวง ง.พระคลงั มหำสมบตั ิ

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

12. “โกษำธิบดี” ถือเป็นสิ่งใดที่กำหนดไวใ้ นพระรำชกำหนดศกั ดินำ *

ก.ยศ ข.ตำแหน่ง ค.บรรดำศกั ด์ิ ง.รำชทินนำม

คำตอบทีเ่ ลือกคือ ............................................................................................................................

13. ขอ้ ใดกล่ำวไดถ้ ูกตอ้ งเก่ียวกบั วฒั นธรรมในสมยั อยธุ ยำ

ก.อำชีพหลกั ในสมยั อยธุ ยำคือเกษตรกรรม ประเพณีส่วนใหญ่จึงเก่ียวขอ้ งกบั กำรเกษตร

ข.วฒั นธรรมส่วนใหญ่ในสมยั อยธุ ยำมกั เก่ียวขอ้ งกบั ชนช้นั สูงเป็นหลกั

ค.วฒั นธรรมจำกต่ำงชำติไม่ไดร้ ับกำรยอมรับจำกคนในกรุงศรีอยธุ ยำ

ง.ชำวอยธุ ยำนิยมควำมสนุกสนำนจึงมกั สร้ำงสรรค์ประเพณีที่ร่ืนเริง

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

14. ปัจจยั ที่มีอิทธิพลต่อกำรสร้ำงสรรคภ์ ูมิปัญญำและวฒั นธรรมไทยสมยั อยธุ ยำมหี ลำยประกำรยกเวน้ ขอ้ ใด

ก.กำรติดต่อกบั ชำวต่ำงชำติ ข.ลกั ษณะทำงสังคมและวฒั นธรรม

ค.ลกั ษณะทำงภูมิศำสตร์และส่ิงแวดลอ้ ม ง.กำรมีรำยไดจ้ ำกกำรเก็บภำษีบำงประเภท

คำตอบท่ีเลือกคือ ............................................................................................................................

15. กรุงศรีอยธุ ยำทำสงครำมคร้ังแรกกบั พม่ำในกรณีทีส่ ืบเน่ืองมำจำกเมอื งใด

ก.ญวน ข.มอญ ค.มลำยู ง.ลำ้ นชำ้ ง

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

16. ควำมสมั พนั ธ์ของอยธุ ยำกบั ประเทศใดมีลกั ษณะของกำรผกู มิตร และเช่ือมสัมพนั ธไมตรี

ก.พม่ำ ข.ญวน ค.ลำ้ นชำ้ ง ง.ลำ้ นนำ

คำตอบท่เี ลือกคือ ............................................................................................................................

17. ศิลปกรรมของไทยสมยั อยธุ ยำทต่ี กทอดมำจนถึงปัจจุบนั ไดแ้ ก่อะไร

ก.กำรทอผำ้ ไหม ข.ภำพวำดสีน้ำมนั ค.เคร่ืองถว้ ยชำมสังคโลก ง.เครื่องถว้ ยชำมเบญจรงค์

คำตอบทเี่ ลือกคือ ............................................................................................................................

18. กำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำ คร้ังท่ี 1 เกิดข้ึนในรัชสมยั ของกษตั ริยพ์ ระองคใ์ ด

ก.สมเดจ็ พระมหำจกั รพรรดิ ข.สมเด็จพระมหินทรำธิรำช

ค.สมเดจ็ พระรำเมศวร ง.สมเด็จพระเพทรำชำ

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

19. กำรเสียกรุงศรีอยุธยำ คร้ังที่ 1 เกิดจำกสำเหตุใด

ก.เกิดควำมแตกแยกในหมูร่ ำษฎร ข.หวั เมืองในส่วนภูมิภำคก่อกำรกบฏ

ค.พระมหำกษตั ริยอ์ ่อนแอ ง.มีไส้ศึกภำยในเป็นสำยให้กบั พม่ำ

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

20. ขอ้ ใดเป็นสถำปัตยกรรมสมยั อยธุ ยำในยคุ ท่ี 1

ก.เจดียใ์ หญ่วดั ภูเขำทอง ข.พระเจดียท์ ่ีวดั ใหญ่ชยั มงคล

ค.ปรำงค์ประธำนวดั พุทไธสวรรย์ ง.พระเจดียท์ ี่วดั ชุมพลนิกำยำรำม

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

21. อยธุ ยำกบั พม่ำมีกำรรบกนั ท้งั หมดก่ีคร้ัง

ก. 2 คร้ัง ข. 22 คร้ัง ค. 24 คร้ัง ง. 29 คร้ัง

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

22. สถำปัตยกรรมอยธุ ยำยคุ ใดที่มีกำรสร้ำงเจดียท์ รงลงั กำแบบสุโขทยั

ก.ยคุ ตน้ ข.ยคุ กลำง ค. ยคุ ปลำย ง.ยคุ สุดทำ้ ย

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

23. วรรณกรรมเร่ืองใดท่ีแต่งข้ึนเพอื่ สดุดีสมเด็จพระบรมไตรโลกนำถในกำรทำสงครำมกบั พระเจำ้ ติโลกรำช

ก.ลิลิตยวนพ่ำย ข.ลิลิตตะเลงพ่ำย ค.มหำชำติคำหลวง ง.ลิลิตโองกำรแช่งน้ำ

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ........................................................................................................................ ....

24. พระรำชพิธีพิรุณศำสตร์จดั ข้ึนในเดือนใด

ก.เดือนอำ้ ย ข.เดือน 5 ค.เดือน 6 ง.เดือน 9

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

25. หลกั กำรสำคญั ของระบบบรรณำกำรทจ่ี ีนกำหนดให้รัฐที่ตอ้ งกำรติดต่อกบั จีนตอ้ งปฏิบตั ิคืออะไร

ก. ยอมอ่อนนอ้ มและรับวฒั นธรรมจีน ข. สำเภำทไี่ ปคำ้ ขำยกบั จีนตอ้ งมีทตู เป็นผดู้ ูแล

ค. ยอมออ่ นนอ้ มและส่งของไปถวำยจกั รพรรดิจีน ง. รัฐทีเ่ ปล่ียนผปู้ กครองใหม่ ผปู้ กครองน้นั ตอ้ งไปคำรวะจกั รพรรดิจีน

คำตอบที่เลือกคือ .................................................................................................. ..........................

26. ในสมยั อยธุ ยำกำรแยง่ ชิงอำนำจกนั ในหมู่เจำ้ นำยและขุนนำงส่งผลต่อบำ้ นเมอื งอยำ่ งไร

ก. ไดผ้ นู้ ำทมี่ คี วำมสำมำรถ ข. เกิดควำมแตกแยกในหมูร่ ำษฎร

ค. หวั เมืองในส่วนภูมภิ ำคก่อกำรกบฏ ง. บน่ั ทอนกำลงั อำนำจทำงทหำรและผมู้ คี วำมสำมำรถ

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

27.สงครำมกบั พมำ่ ที่ทำให้ไทยตอ้ งสูญเสียสมเด็จพระสุริโยทยั เกิดข้ึนในสมยั ใด

ก.สมเดจ็ พระมหำจกั รพรรดิ ข.สมเด็จพระไชยรำชำธิรำช

ค.สมเด็จพระเจำ้ อยหู่ ัวทำ้ ยสระ ง.สมเด็จพระเจำ้ อยหู่ ัวบรมโกศ

คำตอบที่เลือกคือ ............................................................................................................................

28.ก่อนกำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำ คร้ังที่ 2 วีรกรรมของกลุ่มชนใดท่ีน่ำยกยอ่ งมำถึงปัจจุบนั

ก.ชำวบำ้ นค่ำยโพธ์ิสำมตน้ ข.ชำวบำ้ นค่ำยบำงระจนั

ค.เมอื งหนำ้ ด่ำนสกดั ก้นั กำรรุกรำนของพม่ำ ง.ชำวบำ้ นค่ำยพระยำตำก

คำตอบทเ่ี ลือกคือ ............................................................................................................................

ช่ือ.......................................นามสกลุ ..................................ช้ัน..................เลขที่………

29. กำรเสียกรุงศรีอยธุ ยำ คร้ังท่ี 2 เกิดข้ึนในรัชสมยั ของกษตั ริยพ์ ระองค์ใด

ก.สมเด็จพระเพทรำชำ ข.สมเด็จพระที่นั่งสุริยำศน์อมั รินทร์

ค.สมเดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั ทำ้ ยสระ ง.สมเดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั บรมโกศ

30. หลงั เสียกรุงศรีอยธุ ยำ คร้ังท่ี 2 สภำพบำ้ นเมอื งของอยธุ ยำมี ลกั ษณะอย่ำงไร

ก.ลำวต้งั ตนเป็ นอิสระจำกอยธุ ยำ ข.พม่ำยดึ อยธุ ยำเป็นเมอื งประเทศรำช

ค.เขมรเขำ้ ยดึ ครองหัวเมืองชำยฝ่ังตะวนั ออกของไทย ง.อยธุ ยำไดร้ ับควำมเสียหำยมำกจนไม่สำมำรถเป็นรำชธำนีได้

คำตอบท่เี ลือกคือ ............................................................................................................................

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


Click to View FlipBook Version