The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-BOOK คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วชิรวิชญ์, 2020-08-30 09:25:35

E-BOOK คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

E-BOOK คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้า

ตรงตามตวั ชวี้ ดั ตรงตามส่อื DLTV

E-BOOK
บทเรียนออนไลน์ by.Vachirawit

โรงเรียนวัดพระแกว้ ดอนเตา้ สุชาดาราม

ตำบลเวียงเหนอื อำเภอเมืองลำปาง จังหวดั ลำปาง
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 คล่ืนและแสง มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1

2.คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า

คลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้

มนุษย์รจู้ ักและคุน้ เคยกบั คลน่ื กลมานานแลว้ จนกระทง่ั ในพ.ศ. 2416 เจมส์ คลารก์ แมกซ์เวลล์ (James
Clerk Maxwell) นกั ฟิสิกสแ์ ละคณติ ศาสตรช์ าวอังกฤษได้เสนอทฤษฎีคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า ซึ่งกล่าวว่า มีคล่ืนอีกชนดิ
หนึง่ ทีเ่ กิดจากการเปล่ียนแปลงของสนามไฟฟ้าและสนามแมเ่ หล็ก และสามารถเคล่ือนท่ีผ่านสญุ ญากาศไดโ้ ดยไม่
อาศยั ตวั กลางในการเคลอ่ื นที่ (จงึ ไม่ใช่คลนื่ กล) เรยี กว่า คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic wave)
2.1 ลกั ษณะของคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้

เม่อื พจิ ารณาภาพที่ 6.8 จะเห็นได้วา่ ทิศทางของสนามไฟฟ้า (E) และสนามแม่เหล็ก (B) จะตงั้ ฉากกันเสมอ
และจะตั้งฉากกับแนวการเคลื่อนท่ขี องคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้าด้วย ดงั นัน้ คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าจงึ จดั เปน็ คล่นื ตามขวาง
เน่ืองจากคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าเกดิ จากการเหน่ียวนำซ่งึ กนั และกนั ระหวา่ งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กแมว้ า่ บริเวณ
น้นั จะเป็นที่วา่ งเปลา่ หรือสุญญากาศ ด้วยเหตุน้ี คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าจึงสามารถเคลือ่ นท่ีและส่งผา่ นพลงั งานได้โดย
ไมจ่ ำเปน็ ต้องอาศัยตวั กลาง คล่นื แม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดในสุญญากาศจะเคลอื่ นท่ีดว้ ยอตั ราเรว็ ประมาณ 3 × 108
เมตรตอ่ วินาที แต่ในตัวกลางอ่ืน ๆ เชน่ อากาศ นำ้ แกว้ คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้าจะเคลือ่ นท่ีชา้ ลง

คลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ มีช่วงความถ่ตี ่าง ๆ ท้งั ที่
สามารถมองเหน็ ไดด้ ้วยตาเปลา่ เชน่ แสงและไม่สามารถ
มองเห็นได้ เชน่ รงั สอี ลั ตราไวโอเลต คลนื่ วิทยุ ตอ้ งใช้
อุปกรณ์อืน่ ๆ ช่วยในการตรวจสอบ ซ่ึงจะได้ศึกษาจาก
สเปกตรมั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าในหัวขอ้ ตอ่ ไป

1 โดย...พระใบฎกี าวชริ วิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 คล่ืนและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1

1 สนามแม่เหล็ก มีแหลง่ กำเนิดสำคญั 2 แหล่ง คือ แมเ่ หล็กธรรมชาติและกระแสไฟฟาทเี่ คลื่อนทผี่ ่านตัวนาํ โดย
ลักษณะของเสนสนามแมเ่ หล็ก พิจารณาไดจ้ ากการเรียงตัว
ของผงตะไบเหล็กที่โรยไวรอบ ๆ แทง่ แมเ่ หล็กหรือตัวนําท่ีมี
กระแสไฟฟาผ่าน แรงแมเ่ หล็กระหว่างขว้ั แมเ่ หลก็ คล้ายกับ
แรงกระทำระหว่างประจุไฟฟา คอื ขั้วเหมือนกันผลกั กนั
และขัว้ ต่างกนั ดดู กัน
2.2 สเปกตรัมคลน่ื แมเหลก็ ไฟฟา

ในป พ.ศ. 2431 ไฮนรชิ รดู อลฟ เฮิรตซ (Heinrich Rudolf Hertz) นกั วิทยาศาสตรชาวเยอรมันไดทดลอง
พสิ จู นทฤษฎีของแมกซเวลลแลวพบวา คล่ืนแมเหลก็ ไฟฟามอี ยูจริงในธรรมชาติไดสาํ เรจ็ เปนคนแรก โดยคล่ืนแม
เหล็กไฟฟาที่เฮิรตซคนพบในครงั้ นนั้ คอื คลน่ื วิทยุ สวนคล่ืนแมเหลก็ ไฟฟาทุกยานความถ่ีรวมกนั เรยี กวา สเปกตรัม
คลนื่ แมเหล็กไฟฟา (electromagnetic spectrum) ดงั ภาพท่ี 6.9

เมื่อพจิ ารณาสเปกตรัมคลื่นแมเหล็กไฟฟา จะเห็นไดวา คลนื่ แมเหล็กไฟฟามีความถต่ี อเน่ืองกันเปนชวงกว
างอยูในชวง 104-1023 เฮิรตซ และมีความยาวคลน่ื อยูในชวง 104-10-14 เมตร โดยแตละชวงมีชอื่ เรยี กแตกตางกนั
ตามแหลงกําเนิดและวธิ กี ารตรวจวัดคลืน่ ดงั ตารางท่ี 6.1

2 โดย...พระใบฎกี าวชิรวิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 คลืน่ และแสง มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1

3 โดย...พระใบฎีกาวชิรวชิ ญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 คลื่นและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1

2.3 ประโยชนของคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้
1. คล่นื วิทยุ (radio wave) สามารถเคล่ือนที่ได้ทั้งในบรรยากาศและอวกาศ จึงถูกนำมาใชป้ ระโยชน์

ในระบบสอ่ื สารวิทยุและโทรทัศน์ โดยทว่ั ไปใช้ในการส่งขา่ วสารและสาระบันเทิงจากสถานสี ่ง (วทิ ยหุ รอื โทรทศั น์)
ไปยังผ้รู บั โดยการแปลงสัญญาณข่าวสาร (เสยี ง หรือภาพและเสียง) ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าก่อน (โดยใช้ไมโครโฟน
สำหรับเสียงและใช้กล้องวดิ โี อสำหรบั ภาพ) แล้วนำไปผสม (modulate) กับคล่ืนวิทยุ ซึ่งเรยี กว่า คลน่ื พาหะ
(carrier wave) ดงั ภาพท่ี 6.10

คล่ืนผสมสัญญาณไฟฟ้าของข่าวสารกบั คลน่ื พาหะจะถกู ส่งออกจากสายอากาศของสถานีสง่ ไปยัง
เคร่ืองรับ เคร่ืองรับจะแยกสญั ญาณข่าวสารออกจากคล่นื พาหะแลว้ ขยายสญั ญาณขา่ วสารน้ันก่อนแปลงกลับเป็น
เสียง (ผ่านลำโพง) หรือภาพและเสยี ง (ผ่านหนา้ จอและลำโพง) ทีส่ ถานสี ่งมายังเครื่องรับ (วิทยุและโทรทัศน์) ตาม
สถานทต่ี า่ ง ๆ บนโลก แม้จะอยู่ใกล้หรือไกลจากสถานสี ง่ เปน็ รอ้ ยกิโลเมตรกส็ ามารถรบั ฟงหรือรับชมการออกอากาศ
รายการเดยี วกันไปพร้อม ๆ กันได้

4 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธปิ ญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 คล่ืนและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

ระบบเอเอ็มและเอฟเอ็ม
การผสมคล่ืนวิทยกุ บั การสง่ สัญญาณไฟฟา้ 2 แบบ คือ แบบเอเอม็ (Amplitude Modulation; AM) และ

แบบเอฟเอ็ม (FrequencyModulation; FM) โดยสญั ญาณที่เกิดจากการผสมแบบเอเอ็มสามารถส่งไปไดร้ ะยะไกล
ๆ เพราะสะท้อนได้ทีบ่ รรยากาศชัน้ ไอโอโนสเฟยร์ แต่สัญญาณทเี่ กดิ จากการผสมแบบเอฟเอม็ จะทะลุบรรยากาศชัน้
นี้ไดค้ ล่ืนวทิ ยุสะท้อนกลับส่ผู วิ โลก เรียกวา่ คลนื่ ฟา้ สว่ นคลน่ื ท่ีส่งตรงจากสถานีไปยังเคร่ืองรบั เรยี กวา่ คลื่นดนิ
ดงั นั้น ในระบบวิทยุแบบเอเอ็มมีทั้งคลืน่ ฟา้ และคล่ืนดนิ แต่ในระบบวิทยุแบบเอฟเอ็มจะมีเพยี งคลนื่ ดินเท่าน้ัน จงึ ทำ
ใหบ้ า้ นเรอื นที่อยู่ในระยะไกล ไมส่ ามารถรับคลืน่ วทิ ยใุ นระบบวิทยุแบบเอฟเอ็มได้ เพราะความโคง้ ของผวิ โลกบังคบั
คล่ืนนี้ไว้
***(ไอโอโนสเฟยร เปนชัน้ บรรยากาศท่ีมีแรงดึงดูดของโลกนอย และไดรบั พลังงานจากแสงอาทิตยมาก ทําให
โมเลกุลแกสแตกตวั เปนไอออน ซ่ึงสะทอนคลื่นวทิ ยุความถี่ตาํ่ ได และมีแสงเหนือแสงใตเกิดข้ึน)

2. คลนื่ ไมโครเวฟ (microwave) เป็นคลน่ื พาหะสำหรับการสื่อสาร เช่น โทรศพั ท์มือถือ ถูกนำมาใช้
ประโยชน์ในการสอื่ สารผา่ นดาวเทยี ม มสี มบัติสะท้อนผิวโลหะได้ดี จึงนำสมบัติน้ีไปผลิตอุปกรณ์สำหรบั ตรวจสอบ
ตำแหน่งและอตั ราเรว็ ของเครอื่ งบนิ เรือ หรือเรอื ดำน้ำท่ีอยู่ไกล ๆ ได้ ซ่ึงเรยี กว่า เรดาร์ (radar) รวมท้ังการระบุ
ตำแหน่งของวัตถุผ่านระบบระบุตำแหนง่ บนพ้ืนโลก (GPS)

นอกจากการนำคล่นื ไมโครเวฟไปใชใ้ นการสื่อสารแล้ว คลนื่ ไมโครเวฟ
ยังถกู นำมาใช้เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน เช่น ทำให้อาหารสกุ โดยใช้เตาอบ
ไมโครเวฟ โดยหลกั การทำงานของเตาอบไมโครเวฟ คอื แหล่งกำเนดิ ยงิ คล่นื
ไมโครเวฟไปยังพัดลมเพ่อื ให้พัดลมกระจายคลืน่ ไปทัว่ เตา คลื่นไมโครเวฟจะ
กระทบกับอาหารทำใหโ้ มเลกุลของน้ำที่อย่ใู นอาหาร เกิดการหมุนหรือสั่นทำให้
เกิดความร้อน อาหารจงึ มีอุณหภมู ิสงู และสุกได้

5 โดย...พระใบฎีกาวชริ วชิ ญ์ อธปิ ญโฺ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 คล่ืนและแสง มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 1

ในทางการแพทยม์ ีการใชค้ ล่นื ไมโครเวฟเพ่ือการรักษาโรคด้วยความรอ้ น (diathermy) โดยมีหลกั การ
คือ ความร้อนที่ได้รับจากคลืน่ ไมโครเวฟจะทำให้การหมนุ เวียนเลือดดีขึ้น เน่ืองจากการขยายตวั ของหลอดเลือด
นำไปส่ขู บวนการซ่อมแซมของร่างกายที่มีการอักเสบหรือไดร้ ับบาดเจ็บ ลกั ษณะของอาการที่สามารถนำคลืน่
ไมโครเวฟมาใชใ้ นการรักษา (microwave therapy) เช่น การบวมแดง เคล็ดขัดยอก ข้อกระดกู อักเสบ แต่ถ้า
รา่ งกายได้รบั คลืน่ ไมโครเวฟท่ีมีปริมาณมากเกนิ ขดี จำกัด อาจสง่ ผลเสียต่อรา่ งกายได้ เชน่ อาการปวดศีรษะ การ
เสอ่ื มสมรรถภาพของอวยั วะสืบพนั ธ์ุ

เรดาร (radar) ยอมาจากคาํ ในภาษาอังกฤษวา Radio Detection AndRanging เปนอุปกรณทใ่ี ช
ในระบบตรวจจบั วตั ถุทางอากาศ การนาํ รองทางการบิน การเดินเรอื หรือตรวจคนหาตําแหนง ทั้งทศิ ทางและ
ระยะทาง โดยสงคลน่ื ไมโครเวฟเปนหวงๆ ออกจากแหลงกําเนิดท่ีอยูที่โฟกสั ของจานเรดารเมอ่ื คล่ืนไมโครเวฟ
ไปกระทบกับวตั ถจุ ะสะทอนกลบั เขาจานเรดาร แลวสะทอนไปรวมกนั ทโี่ ฟกสั ของจานเรดารซึ่งมเี คร่ืองรับ
ไมโครเวฟติดต้ังอยู่

3. รงั สีอินฟราเรด (infrared ray) หรือรังสี
ความร้อน เกิดจากวัตถุแผ่ความรอ้ น หากวตั ถุต่าง ๆ
ดดู กลืนพลงั งานของรังสอี นิ ฟราเรดไว้จะทำให้อะตอมสั่น
และมีอณุ หภมู ิสงู ข้นึ รงั สีอินฟราเรดถกู นำมาใชป้ ระโยชน์
ทางดา้ นกายภาพบำบัด การมองวตั ถุในตอนกลางคนื ดว้ ย
กล้องอนิ ฟราเรด การถา่ ยภาพความร้อนดว้ ยอนิ ฟราเรด
หรือเครอ่ื งเทอร์โมสแกน (thermoscan) ท่ีใช้ใน
สนามบนิ เพื่อตรวจวดั อุณหภูมิของรา่ งกาย ซ่ึงมปี ระโยชน์
อย่างมากในชว่ งทเ่ี กิดโรคระบาดตา่ ง ๆ

อุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกสบ์ างชนิดและเคร่ืองใช้ไฟฟ้าไม่ต้องใช้สายไฟฟา้ แตก่ ็สามารถควบคุมได้ โดยใชร้ ีโมต
คอนโทรล ซึง่ จะส่งรังสอี ินฟราเรดไปยงั ตวั รบั แลว้ แปลงเป็นสญั ญาณไฟฟ้าสง่ ไปยงั อุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกสแ์ ละ
เคร่อื งใช้ไฟฟ้าทีต่ ้องการควบคมุ ได้ เชน่ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ เครือ่ งปรบั อากาศ

6 โดย...พระใบฎกี าวชิรวชิ ญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 คล่ืนและแสง มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1

นอกจากน้ี สายเคเบิลทมี่ ีแกนเปน็ เสน้ ใยนำแสง(optical fibre) ก็
สามารถสง่ สัญญาณรังสีอินฟราเรดได้ โดยขนาดของสายเคเบลิ ท่มี ีแกน
เป็นเสน้ ใยนำแสงจะมขี นาดเล็กกว่าสายเคเบลิ ที่มีแกนเปน็ ลวดทองแดง
และสามารถรับ-สง่ สัญญาณได้ชดั เจน จงึ ใช้งานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

รงั สีอินฟราเรดสามารถแบ่งชวงความยาวคลน่ื ไดเ้ ป็น 3 ชวง ไดแ้ ก
1. รังสีอนิ ฟราเรดชวงคลื่นสน้ั (Near Infrared; NIR) มคี วามยาวคล่ืนประมาณ 0.7-1.5 ไมโครเมตร มกั จะ

ประยกุ ตใชในงานถา่ ยภาพความรอ้ น
2. รังสีอนิ ฟราเรดชวงคลนื่ กลาง (Middle Infrared; MIR) มคี วามยาวคล่นื ประมาณ 1.5-5.6 ไมโครเมตร

มกั ประยุกตใชกับระบบนําวถิ ีของจรวดมสิ ไซล (Missile)
3. รงั สีอินฟราเรดชวงคล่นื ยาว (Far Infrared; FIR) มคี วามยาวคลืน่ ประมาณ 5.6 ไมโครเมตรข้นึ ไป รังสี

อินฟราเรดประเภทน้มี ีพลังงานความรอนไมมากนัก นิยมใชในการบาํ บดั ผูปวย เชน อาการปวดเม่อื ยเรือ้ รัง ผูปวย
ดว้ ยโรคความดนั โลหติ

4. แสงที่มองเหน็ ได (visible light) เป็นคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้าท่มี คี วามยาวคล่นื อยู่ในชว่ ง 400-700
นาโนเมตร ประสาทตาของมนษุ ย์ไวต่อคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าชว่ งนีม้ าก โดยวัตถุที่มีอุณหภูมิสงู มาก ๆ จะเปลง่ แสงท่ี
ตามองเหน็ ได้ เช่น ดวงอาทติ ย์ หลอดไฟ

แสงทม่ี คี วามยาวคลืน่ ประมาณ 700 นาโนเมตร ประสาทตาจะรับรู้เป็นแสงสีแดง แสงที่มีความยาวคลน่ื
น้อยลงกว่านปี้ ระสาทตาจะรับรู้เป็นแสงสีสม้ เหลอื ง เขียว น้ำเงิน จนถงึ แสงสีม่วงท่ีมีความยาวคล่นื 400 นาโนเมตร
แสงสีท้งั 7 สี เม่ือรวมกันจะได้แสงขาว

7 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 คลื่นและแสง มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1

แสงขาวจากแหลง่ กำเนดิ เชน่ แสงจากดวงอาทติ ย์ แสงจากหลอดไฟชนดิ ต่าง ๆ เปน็ แสงที่กระจาย
ออกได้ทุกทิศทาง ซ่ึงมีความถ่ีตา่ ง ๆ กันไป แตม่ แี หลง่ กำเนิดอกี ชนดิ หนง่ึ ท่ีให้แสงที่มคี วามถเ่ี ดียวกัน เคลื่อนท่ี
ไปทางเดยี วกนั และมีความเข้มสูง เราเรียกแสงน้ีวา่ เลเซอร (laser) ซ่ึงเปน็ แสงทม่ี คี วามยาวคล่ืนเพียงคา่ เดยี ว แสง
เลเซอรจ์ ึงเป็นแสงสเี ดยี ว

เมื่อสองแสงขาวผ่านปริซึม แสงขาว
สามารถแยกออกมาเป็นแสง 7 สี ซงึ่ เรยี กวา
สเปกตรมั

แสงเลเซอร์นำมาใชป้ ระโยชนห์ ลายดา้ นทั้งด้านการแพทย์ ดา้ นอตุ สาหกรรม และดา้ นอ่ืน ๆ ในด้าน
การแพทย์น้นั มีการนำเลเซอร์มาใชผ้ า่ ตดั หรือรักษาอาการผิดปกติที่บรเิ วณตา
เชน่ ต้อหนิ สายตาสนั้ โดยไม่ทำอันตรายเซลล์บรเิ วณรอบ ๆ

ดา้ นอตุ สาหกรรม ใชเ้ ลเซอร์ในการเชอ่ื มโลหะเขา้ ดว้ ยกนั ความร้อน
จากเลเซอรช์ ่วยละลายโลหะให้ผสมกัน การตัดหรอื เจาะโลหะ การเช่ือมวงจร
ไมโครอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากน้ี ยงั ใชเ้ ลเซอร์ในสถานบันเทิงอย่างกว้างขวาง เลเซอร์ที่
นยิ มใช้ เช่น เลเซอรช์ นดิ ฮเี ลยี ม-นอี อน (He-Ne laser) ซงึ่ จะใหแ้ สงสีแดงการ
เขยี นตวั หนังสือเปน็ ภาพ 3 มิติ รวมทง้ั การควบคมุ ให้ภาพ สี หรือ ตัวหนังสอื
เคล่ือนไหวได้ตามจังหวะดนตรปี ระกอบทต่ี ้องการ

8 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3 คล่ืนและแสง มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1

เลเซอร เทคนิคการเพ่มิ ความเข้มของเลเซอรพลงั งานสงู เรยี กวา Chirped Pulse Amplififification
(CPA) ซ่ึงใชการยืด ขยาย และบบี อดั สญั ญาณคลนื่ แสงเพื่อทำใหเลเซอรมีความถี่สงู ขน้ึ ถึงระดบั เฟมโตวินาที ลำแสง
เลเซอรท่ีไดจ้ ากกระบวนการนจี้ ะทรงพลงั และมีความแมน่ ยาํ สงู สามารถนาํ ไปใชในงานเจาะหรือตดั วัตถุต่าง ๆ โดย
ลดคลน่ื กระแทกที่ทำใหเกิดความเสียหายตอพนื้ ผิวลงได้มาก

5. รงั สอี ัลตราไวโอเลต (ultraviolet rays) หรอื รงั สียวู ี เปน็ คลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ ทสี่ ามารถพบได้
ตามธรรมชาติ โดยมดี วงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนดิ หรือพบได้จากอปุ กรณ์ที่มนษุ ยส์ รา้ งขึ้น รังสีอัลตราไวโอเลต
ท่ีมาจากดวงอาทิตย์จะถกู ดูดกลืนโดยช้นั บรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก เชน่ สตราโตสเฟยร์ (stratosphere) ที่
ประกอบดว้ ย แกสโอโซน (ozone; O3) ห่อห้มุ โลกไว้ แตย่ ังเหลือรังสบี างส่วนทส่ี ามารถผ่านมายังพน้ื ผิวโลกได้

9 โดย...พระใบฎกี าวชิรวิชญ์ อธปิ ญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 คลืน่ และแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1

รงั สีอัลตราไวโอเลตมีคณุ สมบัติกระตนุ้ ใหร้ า่ งกายสรา้ งวิตามินดี ซงึ่ เปน็ วติ ามินทส่ี ำคัญต่อการสร้างเมด็ เลือด
กระดูก และภมู ิคุ้มกัน นอกจากน้ี ยงั ใช้ในการฆ่าเช้ือโรคที่เป็นอันตราย ใชใ้ นการตกแต่งเวทกี ารแสดงต่าง ๆ
เครอื่ งตรวจธนบัตร และยังใช้ในด้านความงามอีกด้วย

1 สตราโตสเฟยร อยู่ถดั จากชัน้ โทรโพสเฟยรขึน้ ไปถึงระดับความสูงประมาณ50 กิโลเมตร ไมม่ ีไอน้ำอยู มี
แกสโอโซนปรมิ าณมาก ซึ่งจะช่วยดดู กลนื รงั สีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย และอณุ หภูมจิ ะเพมิ่ ตามความสงู จาก
ผวิ โลกเคร่อื งบินจะบินทีบ่ รรยากาศชัน้ น้ี

2 แกสโอโซน (ozone; O3) ประกอบด้วยอะตอมของออกซิเจนจำนวน 3 โมเลกุล อยู่เพียง 0.0008% ใน
บรรยากาศ โดยมีความสำคัญเปนเกราะปองกันรงั สีอลั ตราไวโอเลต ซง่ึ เป็นอนั ตรายตอสิ่งมชี ีวติ บนโลก โอโซนเป็น
แกสทไ่ี มมีเสถียรภาพ แกสโอโซนเปนแกสพิษทเี่ ปนอนั ตรายตอรางกาย และมสี มบัติเปนแกสเรือนกระจกดูดกลนื
รงั สีอนิ ฟราเรด ทําใหบรรยากาศมีอุณหภมู ิสงู และดดู กลนื รงั สอี ัลตราไวโอเลต

10 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 คลื่นและแสง มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

6. รงั สเี อกซ (X-rays) มีความสามารถในการทะลุทะลวงสงู ซง่ึ
สามารถทะลทุ ะลวงเน้ือเยอ่ื ที่มีความหนาแน่นน้อยไดด้ ีกว่าเนอ้ื เยื่อทมี่ ี
ความหนาแนน่ มาก ดังน้นั รังสเี อกซจ์ ึงนำมาใช้ในการวนิ ิจฉัยทาง
การแพทย์จากภาพรงั สี (radiography) เช่น การตรวจหามะเรง็ ปอด น่ิวใน
กระเพาะปสสาวะ การถ่ายภาพโครงสรา้ งกระดูกและฟน รวมทงั้ ในบาง
กรณีสามารถใช้ในการถ่ายภาพเนื้อเยื่อบางชนดิ เช่น สมอง กล้ามเนือ้

รงั สเี อกซ์นอกจากใช้ในทางการแพทยแ์ ล้ว ยังมีการใชป้ ระโยชน์ใน
ดา้ นอื่น ๆ อีกมากมาย ตัวอย่าง เชน่ การตรวจสอบรูร่ัวหรอื รอยร้าวภายใน
เนือ้ โลหะ เช่น ทอ่ เหล็กสำหรับส่งน้ำมันหรอื แกสธรรมชาติ การตรวจสอบ
ส่งิ แปลกปลอมหรืออาวุธในกระเปา๋ เดินทางตามด่านตรวจต่าง ๆ โดย
ผตู้ รวจไมต่ ้องเปิดกระเป๋า นอกจากนี้ รงั สเี อกซย์ งั มีประโยชน์ในดา้ นการ
วิเคราะห์โครงสรา้ งผลกึ ของสสารและชนิดของธาตุหรอื สารประกอบตา่ ง ๆ

7. รงั สแี กมมา (gamma ray) เปน็ คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ท่ีมคี วามถ่สี งู และมี
ชว่ งคล่นื ทีส่ ้นั มาก ทำให้มีพลังงานสงู ทส่ี ดุ เมื่อเทียบกับคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้าชนิดอนื่ ๆ
รังสแี กมมาเกดิ จากการสลายตวั ของนวิ เคลยี สในธาตกุ ัมมนั ตรงั สี ซึง่ เปน็ ธาตทุ ่ีมี
สมบตั ใิ นการแผ่รังสีไดเ้ อง เชน่ เรเดียม-226 (Raทะลุทะลวงสงู มาก จึงอนั ตราย
มากกว่ารงั สเี อกซ์

11 โดย...พระใบฎกี าวชิรวชิ ญ์ อธิปญโฺ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 คลนื่ และแสง มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1

นอกจากน้ี ยังมีรงั สีแกมมาท่ีไม่ไดเ้ กดิ จากการสลายตัวของธาตุกมั มนั ตรงั สี เช่น รังสแี กมมาที่มาจากอวกาศ
รงั สคี อสมิกนอกโลก อนุภาคประจไุ ฟฟ้าท่ถี ูกเรง่ ในเครอ่ื งเร่งอนภุ าคก็สามารถให้กำเนดิ รังสีแกมมาได้เช่นเดียวกนั

ในทางการแพทยม์ ีการใชร้ ังสีแกมมาชว่ ยรักษาโรคมะเรง็
เนอื่ งจากรังสแี กมมาจะไปทำปฏกิ ิรยิ าตอ่ เซลลม์ ะเร็ง ทำให้ลดการ
เจรญิ เตบิ โตของเซลลม์ ะเรง็ นั้นได้ เชน่ การใช้ไอโอดีน-131 (I-131)
ในการรักษามะเรง็ ของต่อมไทรอยด์ การใชโ้ คบอลต์-60 (Co-60)
ซึ่งมีท้งั แบบฝงแรเ่ ข้าไปในร่างกายและแบบทฉ่ี ายรังสีแกมมาจาก
ภายนอก เพ่ือบำบดั เนื้องอกส่วนท่ีเกี่ยวกบั ชว่ งอกและท้อง และยัง
สามารถใชร้ งั สีแกมมาจากโคบอลต์-60 ในกระบวนการปลอดเชือ้
จะมปี ระสิทธิภาพดีกว่าวิธกี ารอบด้วยความร้อน โดยเฉพาะ
ผลติ ภณั ฑท์ ี่มรี ปู ร่างซับซอ้ นหรอื อยูใ่ นบรรจุภณั ฑ์ท่ปี ิดสนิท ซง่ึ ทำ
ให้ปราศจากเช้ือ ช่วยให้มคี วามปลอดภยั ตอ่ ผ้ปู ว่ ย แพทย์ พยาบาล
และไม่ก่อให้เกดิ มลพิษต่อสิง่ แวดลอ้ ม

รงั สแี กมมายังใชใ้ นการศึกษาการดูดซึมแรธ่ าตุของรากพืชและการสังเคราะห์ดว้ ยแสง การรกั ษาโรคพชื
บางชนดิ การเปล่ียนแปลงพันธพุ์ ืช การฉายลงบนผลผลติ ทางการเกษตรบางชนดิ เพ่ือให้สามารถเก็บรกั ษา
ผลผลติ ไว้ไดเ้ ปน็ เวลานานขึน้

1 เรเดียม-226 มเี ลขอะตอม 88 มีสัญลกั ษณ์ คือ Ra เป็นธาตุโลหะแอลคาไลนเอริ ท ขณะบริสุทธิม์ ีสขี าว
และจะดำลงเม่ือสมั ผัสกับอากาศในธรรมชาติ พบอยู่กับแรยเู รเนยี ม เรเดียมเป็นธาตกุ ัมมันตรงั สชี นิดเข้มข้น
ไอโซโทปทเี่ สถยี ร คือ Ra-226 และจะกลายเปน็ แกส๊ เรดอน

2 ทอเรียม-232 มีเลขอะตอม 90 มสี ญั ลกั ษณ์ คือ Th เป็นโลหะกัมมนั ตรังสีตามธรรมชาติ เมื่อบรสิ ุทธิ์มี
สีเงินวาว อ่อนนุม เม่ือสมั ผสั กับอากาศจะหมองเป็นสีนำ้ ตาลหรอื สดี ำ มอี ตั ราการแผ่รังสีมากกวายูเรเนยี ม

3 ไอโอดนี -131 มเี ลขอะตอม 53 มีสัญลักษณ์ คือ I เป็นธาตุอโลหะ มลี ักษณะเป็นของแข็ง สีเทาดำเป็น
เงาวาว เมือ่ ระเหดิ เปน็ ไอจะใหไอสมี วง ไอโอดีนเป็นธาตุทสี่ ำคัญมากสำหรับตอมไทรอยด หากขาดธาตุน้ีจะทำให
เป็นโรคคอพอก

4 โคบอลต-60 มเี ลขอะตอม 27 มสี ญั ลกั ษณ์ คือ Co เป็นโลหะแข็งสีขาวเงิน ซง่ึ เป็นธาตุเสถยี รทม่ี ีอยู่ใน
ธรรมชาติ แตเ่ มือ่ จบั ยดึ นวิ ตรอนไวจะกลายเป็นโคบอลต-60 ซง่ึ เป็นไอโซโทป

นอกจากคลนื่ แมเหลก็ ไฟฟาจะนาํ ไปใชประโยชนไดแลว ยงั มโี ทษตอมนษุ ยอกี ดวย เชน คลน่ื จาก
โทรศัพทมือถอื สงผลตอการทํางานของสมอง เกิดการอักเสบของสมอง รังสีเอกซและรังสีแกมมา เมือ่ รางกายไดรบั
รังสีเขาไปอาจทําใหเซลลเสอื่ มสภาพ สงผลใหอวัยวะตาง ๆ ทํางานไมมีประสิทธภิ าพหรือไมสามารถทํางานได

12 โดย...พระใบฎกี าวชิรวิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 คลื่นและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1

อาจสงผลตอการเจริญเติบโตและพฒั นาการของทารกในครรภมารดา ทําใหพิการแตกาํ เนดิ และมคี วามเสยี่ งตอการ
เกิดโรคมะเร็ง ถาไดรับรังสปี ริมาณสูงแบบเฉียบพลันอาจทาํ ใหถึงแกชวี ิตได

ประสิทธภิ าพของครมี กันแดด

คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าทผี่ ่านมายังพน้ื โลกประกอบด้วยรงั สีอนิ ฟราเรด แสง
ทีม่ องเหน็ และรังสีอลั ตราไวโอเลตหรอื รงั สยี วู ี โดยรงั สที ม่ี ีความยาวคลื่นยาวท้ัง
แสงทมี่ องเหน็ และรังสอี นิ ฟราเรด มีโอกาสก่อให้เกิดความเสยี หายแกผ่ ิวได้นอ้ ย
สว่ นรังสยี ูวีเอ (UVA) และรังสียูวบี ี (UVB) มคี วามยาวคล่ืนส้ัน จงึ สามารถทะลุ
เขา้ ไปในเซลลผ์ ิว ก่อใหเ้ กิดปฏกิ ิริยาจากอนุมูลอิสระไดส้ งู ส่วนรังสียูวีซี (UVC)
นน้ั ถูกโอโซนในชัน้ บรรยากาศกรองไว้ จงึ ไม่สามารถผ่านมายงั พนื้ โลกได้ ปจจุ
บันบางพน้ื ท่ีมีโอโซนลดลง สง่ ผลใหแ้ สงยวู ีผ่านลงมาสู่พ้ืนโลกได้มากขึน้

แสงแดดแมจ้ ะมีประโยชน์หลายประการ แต่ก็เปน็ อนั ตรายตอ่ ผวิ หนังเชน่ กัน ผลข้างเคียงระยะส้นั เชน่
ผิวหนังแดง ผิวหนังแสบไหมผ้ ิวหนังคลำ้ ส่วนผลขา้ งเคยี งระยะยาว เช่น การเกดิ ริ้วรอยและโรคอื่น ๆ รวมถงึ
โรคมะเร็งผวิ หนัง จึงมีการป้องกนั ผิวหนังจากอันตรายจากแสงแดด ซ่ึงวธิ หี นึง่ ที่นิยมใช้ คอื ครีมกนั แดด

***อนั ตรายจากรังสียวู ีท่ีสงผลตอสายตาเด็กวารงั สียูวีเปนตวั ทําลายเซลลทีด่ วงตา ซ่ึงอันตรายเทากับการทํา
เซลลผิวหนงั ถาเดก็ ที่ไดรบั รังสยี ูวีจากแสงแดดมากกวาปกตจิ ะเสยี่ งตอการเกดิ โรคตอลม โรคตอกระจก ตาขนุ มัว
มองไมชัด อาจจะทําใหเลนสแกวตาเสยี สภาพความ ใสไปกลายเปนเลนสขุน ซ่ึงจะสงผลตอการมองเห็น***

13 โดย...พระใบฎีกาวชิรวชิ ญ์ อธปิ ญโฺ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 คล่นื และแสง มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1

แบบฝกึ หัด
คําช้แี จง: ใหนกั เรยี นตอบคําถามตอไปน้ี
1. ในสเปกตรัมของคล่นื แมเหลก็ ไฟฟา รังสีใดมคี วามยาวคลน่ื มากกวาแสงท่ีมองเห็น และรังสใี ดมีความยาวคลืน่
นอยกวาแสงที่มองเหน็
2. ประสาทสมั ผัสของมนษุ ยสามารถตรวจรบั คล่ืนแมเหลก็ ไฟฟาชนดิ ใดไดโดยตรง
3. ในชวี ติ ประจําวันนักเรยี นมีโอกาสไดรบั รังสีอนิ ฟราเรดจากสิง่ ใด
4. รงั สแี กมมาถูกนาํ มาใชประโยชนทางดานใด จงยกตัวอยาง
5. จงยกตวั อยางวิธีการปองกันอนั ตรายจากรังสีคลื่นแมเหล็กไฟฟา

14 โดย...พระใบฎกี าวชิรวชิ ญ์ อธิปญโฺ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 คลน่ื และแสง มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

15 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธปิ ญโฺ

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 คลื่นและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

ทบทวนความรกู้ ่อนเรยี น
เขยี นเคร่ืองหมาย √ หนา้ ข้อความทีถ่ ูกต้อง และเขยี นเครอื่ งหมาย X หนา้ ขอ้ ความทไ่ี ม่ถกู ต้อง
 1. คลืน่ นำ้ คลน่ื เสียง และคล่นื ในสปริงเปน็ คล่นื กลทีต่ ้องอาศัยตวั กลางในการสง่ ผา่ นพลงั งาน
 2. ความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ส่งผ่านมายังโลกได้โดยไม่อาศยั ตวั กลาง
 3. การแผ่รังสีความรอ้ นเป็นการส่งผา่ นพลังงานแบบอาศยั ตวั กลาง

1. คลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ คืออะไร

......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................

2. สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคอื อะไร

......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................

3. ประโยชน์และอันตรายของคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง

......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................

16 โดย...พระใบฎีกาวชิรวิชญ์ อธปิ ญฺโ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ า ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 คลน่ื และแสง มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

17 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธปิ ญโฺ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเนื้อหา DLTV 9
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 คล่ืนและแสง มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1

แบบฝึกหัดทา้ ยกิจกรรม
? ความถ่ี ความยาวคลนื่ และพลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ มคี วามสมั พนั ธก์ ันอยา่ งไร
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
? เรามองเห็นดาวฤกษบ์ างดวงเปน็ สนี ้ำเงนิ บางดวงมองเหน็ เปน็ สแี ดง นกั เรียนคดิ ว่าดาวทเ่ี หน็ เป็นสีแดง
หรือท่ีเหน็ เปน็ สนี ำ้ เงินมีอุณหภูมสิ งู กวา่ เพราะเหตุใด
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
? เสยี งที่ได้ยนิ จากเครื่องรับวิทยุเปน็ คลื่นกลหรือคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ เพราะเหตุใด
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................

18 โดย...พระใบฎกี าวชิรวชิ ญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 3 คล่ืนและแสง มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1

คำถามสำคญั ของบท

1. คลน่ื กลเกดิ ขนึ้ ได้อยา่ งไรและมสี ่วนประกอบอะไรบ้าง
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
2. คลนื่ กลและคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แตกต่างกันอยา่ งไร
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................

19 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธิปญฺโ

เอกสารประกอบการเรียน รายวชิ า ว23101(วทิ ยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 คล่ืนและแสง มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1

***โดยทั่วไปแหลง่ กำเนิดแสงทีพ่ บในชีวติ ประจำวนั จะให้สเปกตรัมของแสงเปน็ สแี ดงถึงสีมว่ ง แต่
แหลง่ กำเนิดแสงบางชนิดจะให้สเปกตรัมที่ตา่ งออกไป เชน่ หลอดไฟทางหลวงท่ีทำจากหลอดฮาโลเจนจะให้
สเปกตรมั สสี ้มเป็นส่วนใหญ*่ **
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
1. เม่ือใช้เครอื่ งมือตรวจสอบสเปกตรัมของแสงอย่างง่ายมองแสงจากหลอดไฟฟา้ สิ่งทน่ี ักเรียนเหน็ มลี ักษณะ
อยา่ งไร
2. สเปกตรมั ของแหล่งกำเนิดแสงต่าง ๆ รอบตวั เหมือนหรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร

20 โดย...พระใบฎีกาวชิรวชิ ญ์ อธปิ ญโฺ

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชา ว23101(วิทยาศาสตร์ 5) ตามเน้ือหา DLTV 9
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 คลื่นและแสง มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1

แบบฝกึ หัดทา้ ยบท

1. คลืน่ ก และ ข เปน็ คล่นื ท่ีเกิดขน้ึ ในเวลาท่เี ทา่ กัน ดงั ภาพ

ความยาวคลื่น แอมพลิจูด และความถ่ีของคล่ืนทั้ง 2 ขบวน แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
2. คลน่ื นำ้ เคลือ่ นที่จากจดุ กำเนิดไปทางขวาในเวลา 2 วินาที ได้ระยะทาง 40 เซนติเมตร ดังภาพ

2.1 แอมพลิจดู ของคล่นื มคี ่าเท่าใด
2.2 ความยาวคลน่ื มีคา่ เท่าใด
2.3 ความถ่ีของคล่ืนมีค่าเท่าใด
3. คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ ชนิดใดมีพลังงานมากท่ีสดุ เพราะเหตุใด
4. แสงเลเซอรค์ ืออะไรและอยูใ่ นความถี่ช่วงใดของสเปกตรมั ของคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า และเราสามารถนำไป
ประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจำวนั หรืออตุ สาหกรรมอย่างไรได้บา้ ง
5. เพราะเหตใุ ดยานอวกาศสำรวจดาวเคราะหจ์ งึ ตอ้ งใช้คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ ในการสง่ สัญญาณกลับมายงั โลก

21 โดย...พระใบฎีกาวชริ วิชญ์ อธปิ ญโฺ


Click to View FlipBook Version