เผยอเกียรติก้องหล้า
สมเด็จพระนเรศวร
คำนำ
การจัดทำหนังสือเล่มเล็กนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วน
หนึ่งของวิชาภาษาไทย (ท๓๒๑๐๒) โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย
และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
คณะผู้จัดทำหวังว่า หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้จะเป็น
ประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียนที่กำลังหาข้อมูลเรื่อง
นี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด คณะ
ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
๑๐ มกราคม ๒๕๖๖
ก
สารบัญ หน้า
ก
เรื่อง ข
คำนำ ๑
สารบัญ ๒
พระราชประวัติ
ลิลิตตะเลงพ่าย ๑๕
สื่อดัดแปลงที่ปรากฎในปัจจุบัน ๑๖
เกร็ดความรู้
บรรณานุกรม ข
พระราชประวัติ
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็น
พระราชโอรสองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจุ้ย (ต่อมาได้
เลื่อนยศเป็นท้าวทรงกันดาล) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.
2333 มีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี
ผนวชเป็นสามเณรเมื่อพระชันษาได้ 12 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2345
ผนวชเป็นพระภิกษุ แล้วเสด็จไปประทับ ณ วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาราม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ. 2394 ถึงปี พ.ศ. 2396 รวม 2
ปี ทรงศึกษาหนังสือไทยและภาษาบาลีตลอดทั้งวิชาอื่น ๆ
จากสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน จนมีพระปรีชา
สามารถ ทั้งทางคดีโลก และคดีธรรม มีผลงานอันเป็นพระ
ราชนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก สิ้นพระชนม์เมื่อพระ
ชันษาได้ 62 ปี 364 วัน (9 ธันวาคม พ.ศ. 2396)
๑
ลิลิตตะเลงพ่าย
ความเป็นมา :
เป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชดำเนินเรื่องตามพระราช
พงศาวดารกรุงศรียุธยา เริ่มตั้งแต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาสวรรคตจนถึง
สมเด็จพระนเรศวรทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่าและพระมหาอุปราชา
สิ้นพระชนม์ โดยแต่งทำนองเดียวกับยวนพ่าย
ประวัติผู้แต่ง :
ผู้นิพนธ์เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส
พระราชโอรสองค์ที่ ๒๓ ในรัชกาลที่ ๑ ประสูติวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓
มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าวาสุกรี
ลักษณะคำประพันธ์ : แต่งเป็นลิลิตสุภาพประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพมี
๑๒ ตอน
๒
ตอตนอทีน่ ๑ที่ ๑เริ่มเรบิ่มทบกทวีกวี
สดุดีกษัตริย์ไทย ข้าศึกไม่กล้าเสี่ยงทำสงคราม ยอมเป็น
เมืองขึ้น กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองสงบ
ทั่วโลกล้วนสรรเสริญสดุดี เป็นบุญญานุภาพแห่งพระมหา
กษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ฤทธานุภาพเปรียบพระรามที่
ปราบทศกัณฐ์ เปรียบพระพุทธเจ้าที่ปราบพญามาร
เมื่อเสร็จศึกแล้วก็ขึ้นครองราชสมบัติ พระบารมีทำให้บ้าน
เมืองร่มเย็นดุจแสงจันทร์ที่ส่องอยู่บนท้องฟ้า ปราศจาก
ความทุกข์ จนเป็นที่สรรเสริญไปทุกแหล่งหล้า
๓
ตอนที่ ๒ตเอหนตทุี่ก๑ารเณริ์่มทบาทงกกวรีุงหงสาวดี
หงสาวดีทราบข่าวว่าพระมหาธรรมราชาสวรรคต
พระนเรศวรขึ้นครองราชสมบัติ จึงได้ประชุมหมู่อำมาตย์ว่า
โอรสทั้งสองพระองค์อาจแย่งชิงราชสมบัติ ควรยกทัพไปตี
แย่งชิงเอาบ้านเมือง จึงให้พระมหาอุปราชาจัดเตรียมทัพ
โหรทำนายว่าพระองค์มีเคราะห์ถึงตาย พระเจ้าหงสาวดีจึง
ตรัสเชิงประชดว่า ถ้าพระมหาอุปราชาเกรงเคราะห์ร้ายให้
เอาผ้าสตรีมานุ่งจะได้หมดเคราะห์ พระมหาอุปราชาทรง
อับอายมาก จึงทูลลาพระบิดาแล้วกลับตำหนักสั่งลาพระ
สนมทั้งหลาย รุ่งเช้าก็ไปเฝ้าพระราชบิดาเพื่อทูลลลาไปรบ
พระเจ้าหงสาวดีก็พระราชทานพรให้ชนะศึก แล้ว
พระราชทานโอวาทในการทำสงคราม ๘ ประการ
๔
ตอนที่ ๓ พรตะอมนหทีา่ ๑อุปเรริ่ามชบาทยกกวีทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี
พระมหาอุปราชายกทัพผ่านเจดีย์สามองค์ ระหว่างทาง
ก็ยังคิดถึงนางสนม พอถึงแม่น้ำลำกระเพิน ให้พระยาจิตต
อง ทำสะพานไม้ไผ่เพื่อยกพลเดินข้ามฟาก มาถึงเมือง
กาญจนบุรีบ้านเมืองว่างเปล่า จึงรู้ว่าคนไทยหลบหนีไป
หมด จึงยกทัพเข้าไปในเมือง ต่อไปถึงต.พนมทวน เกิดลม
เวรัมภาพัดฉัตรหักลง โหรไม่กล้าทูลความจริง เลยทำนาย
ว่า จะชนะศึกครั้งนี้ แต่พระมหาอุปราชาก็หวั่นไปแล้วว่าจะ
แพ้ แผ่นดินมอญจะต้องพินาศ หากสิ้นพระชนม์พระราช
บิดาที่ชราภาพไม่สามารถทำสงครามเพียงลำพังได้ และยัง
ทรงนึกถึงพระคุณของพระราชบิดา เกรงว่าจะไม่มีโอกาส
กลับไปตอบแทน
๕
ตอนที่ ๔ สมตเอดน็จทีพ่ ๑ระเนริ่เมรบศทวกรวที รงปรารภเรื่องตีเมืองเขมร
สมเด็จพระนเรศวรมีพระราชดำรัสถามถึง
ทุกข์สุขของปวงชน และมีพระราชดำรัสถึงการ
ยกทัพไปตีเขมร โดยกำหนดวันที่จะยกทัพออก
ไป ส่วนทัพเรือจะให้เกณฑ์หัวเมืองปักษ์ใต้เพื่อ
ยกไปตีเมืองพุทไธมาศและเมืองป่าสัก แล้วให้
เข้าล้อมเมืองหลวงของเขมรไว้ พระองค์ทรง
พระวิตกว่า พม่าจะยกกองทัพมา จึงให้พระยา
จักรีอยู่ป้องกันบ้านเมือง ขณะที่ทรงปรึกษากัน
อยู่นั้น ทูตเมืองกาญจนบุรีก็มาถึง และกราบทูล
เรื่องราวให้ทรงทราบ พระองค์กลับทรงยินดีที่
ได้รับข่าวศึก จึงให้พระเอกาทศรถเข้าเฝ้าเพื่อ
แจ้งข่าวให้ทราบ
๖
ตอนที่ ๕ สตมอเนด็ทีจ่ พ๑ รเะริ่นมเบรทศกววรี ทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ
สมเด็จพระนเรศวร ให้เมืองราชบุรีเกณฑ์ทหาร
๕๐๐ คน ไปซุ่มดูข้าศึกที่สะพานลำกระเพิน ตัดและ
เผาสะพานให้หมด แล้วหนีกลับมาอย่าให้ข้าศึกจับ
ได้ พอรับสั่งเสร็จ ทูตจากเมืองสิงห์ เมืองสรรค์
เมืองสุพรรณบุรี ถวายสารว่ากองทัพมอญ เข้ามา
ถึงเขตเมืองวิเศษไชยชาญ ขุนนางแนะนำให้ออกไป
รับข้าศึก แล้วมีรับสั่งให้จัดทัพกำลังพลห้าหมื่น
เกณฑ์จากหัวเมืองตรีและจัตวา ๒๓ หัวเมืองใต้ เป็น
ทัพหน้า พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพ พระราช
ฤทธานนท์เป็นปลัดทัพ ให้กองหน้าสู้ข้าศึก ถ้าไม่ได้
พระองค์จะออกไปสู้ในภายหลัง แม่ทัพรับ
ราชโองการแล้วก็ยกทัพไปตั้งที่ต.หนองสาหร่าย ตั้ง
ค่ายแบบพยุหไกรสร
๗
ตอนตทอี่ น๖ทีพ่ ๑ระเนริ่มเรบศทวกรวีทรงตรวจเตรียมทัพ
โหรหลวงญาณโยคและหลวงโลกทีป ให้ยกทัพออก
จากพระนคร วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ เวลา ๘
นาฬิกา ๓๐ นาที พระองค์ทรงพระสุบินว่า เห็นน้ำท่วมป่า
ทิศตะวันตก และได้ต่อสู้กับจระเข้ ใช้พระแสงดาบฟัน
จระเข้ตาย แล้วน้ำก็เหือดแห้งไป โหราธิบดีพยากรณ์ว่า
พระสุบินเกิดเพราะเทวดา น้ำท่วมป่าทิศตะวันตกคือทัพ
มอญ จระเข้คือพระมหาอุปราชา อาจได้ทำยุทธหัตถีกัน
ชนะจระเข้ได้แสดงว่าศัตรูสิ้นชีวิตด้วยพระแสงของ้าว
น้ำแห้ง หมายถึงพระองค์จะรุกไล่จนข้าศึกแตกพ่าย พอ
ใกล้ฤกษ์ สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ
เห็นพระบรมสารีริกธาตุส่องแสงเรืองงาม ทรงอธิษฐาน
ให้ชนะศึก ช้างทรงคือเจ้าพระยาไชยานุภาพและ
เจ้าพระยาปราบไตรจักร
๘
ตอนที่ ๗ พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะทัพหน้าของไทย
ฝ่ายตระเวนของมอญ สมิงอะคร้าน สมิง
เป่อ สมิงซายม่วน และกองกำลังม้า 500คน
พบกองทัพไทยตั้งค่ายที่หนองสาหร่าย จึงไป
ทูลพระมหาอุปราชา นายกองกราบทูลว่า กอง
กำลังไทยมี ๑ แสน ถึง ๑ แสนแปดหมื่นคน
พระมหาอุปราชาตรัสว่า กำลังของมอญ
มากกว่าหลายส่วน ต้องรีบโจมตี แล้วไปล้อม
กรุงศรีอยุธยาชิงราชสมบัติ พอ 5 นาฬิกา ก็ยก
ทัพไป พระมหาอุปราชาประทับช้างพลายพัธ
กอซึ่งกำลังตกมัน ส่วนพระยาศรีไสยณรงค์
และพระราชฤทธานนท์ เมื่อได้รับพระบรม
ราชโองการให้โจมตี จึงจัดทัพพร้อมด้วยกำลัง
พล ห้าหมื่น และจัดทัพแบบตรีเสนา
๙
ตอนที่ ๘ สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษายุทธวิธีเอาชนะข้าศึก
สมเด็จพระนเรศวรให้หมื่นทิพเสนาไปสืบข่าว
เห็นกองทัพไทยรับพลางถอยพลาง เมื่อเวลา 7
นาฬิกา ทัพไทยได้ปะทะกับทัพมอญที่ต.โคกเผา
ข้าว กำลังข้าศึกมีมากกว่า สมเด็จพระนเรศวร
จึงตรัสว่าทัพไทยกำลังแตกพ่าย ถ้าจะส่งทัพไป
ต้านอีก ก็จะแตกอีกครั้ง ควรล่าถอย เพื่อลวง
ข้าศึก ให้ยกทัพมาไม่เป็นขบวน แล้วให้ยกกำลัง
ส่วนใหญ่โจมตี แล้วให้หมื่นทิพเสนากับหมื่นรา
ชามาตย์ไปแจ้งทัพหน้าของไทยให้ล่าถอย ทัพ
พม่าไม่รู้อุบายก็รุกไล่ตามจนเสียกระบวน
๑๐
ตอนที่ ๙ ทัพหลวงเคลื่อนพลฯ
ขณะสมเด็จพระนเรศวรรอพิชัยฤกษ์
เคลื่อนทัพหลวง เกิดนิมิตที่แสดง
พระบรมเดชานุภาพและความมีโชคดี
จึงเคลื่อนพล จนปะทะกับกองทัพข้าศึก
ช้างพระที่นั่งทั้งสอง เกิดความคึก
คะนอง เพราะกำลังตกมัน มันวิ่งไปโดย
เร็ว จนเข้าไปใกล้กองหน้าของข้าศึก
๑๑
ตอนที่ ๑๐ ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย
สมเด็จพระนเรศวรทรงเชิญพระมหาอุปราชาที่
ประทับอยู่ใต้ร่มไม้ เสด็จมาทำยุทธหัตถี เพื่อ
แสดงเกียรติยศ เมื่อพระมหาอุปราชาได้ฟังก็
รับคำท้า ต่อสู้กันจนถูกพระแสงของ้าวของ
สมเด็จพระนเรศวรฟันพระอังสาขวาขาด
สะพายแล่ง พระวรกายก็เอนซบสิ้นพระชนม์อยู่
บนคอช้าง จากนั้นเมื่อกองทัพไทยติดตามมา
ทัน ต่างรีบเข้ามาช่วยรบ
๑๒
ตอนที่ ๑๑ สมเด็จพระนเรศวรสร้างสถูปและปูนบำเหน็จ
สมเด็จพระนเรศวร สร้างสถูปสวมทับที่
พระองค์ทรงทำยุทธหัตถี ณ ต.ตระพังตรุ เพื่อ
เป็นการเฉลิมพระเกียรติ จากนั้นแจ้งข่าวการ
แพ้สงครามและการสิ้นพระชนม์ของพระมหา
อุปราชาแก่พระเจ้าหงสาวดี แล้วพระองค์ก็
ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา จากนั้นก็ทรง
พระราชทานความดีความชอบแก่ ควาญช้าง
ทั้งสองเชือกพระองค์และพระเอกาทศรถ
ส่วนแม่ทัพ และนายทหารที่ตามเสด็จไม่ทัน
ถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต
๑๓
ตอนที่ ๑๒ ขอพระราชทานอภัยโทษ
สมเด็จพระวันรัต มาถวายพระพรและถามข่าวที่สมเด็จ
พระนเรศวรทรงมีชัยชนะ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรง
เล่าจบ พระวันรัตกราบทูลว่าเมื่อพระองค์ทรงมีชัยชนะ
เหตุใดจึงลงโทษข้าราชบริภารเหล่านั้น พระองค์ทั้งสอง
อย่าได้โทมนัสน้อยพระทัย ทั้งนี้เพราะบุญบารมีของทั้ง
สองพระองค์ ทวยเทพทั้งหลายจึงบันดาลให้เป็นไปดัง
นั้น อย่าได้ทรงขุ่นแค้นพระทัย สมเด็จพระนเรศวรได้
ทรงฟังก็ทรงเห็นด้วย จึงให้แม่ทัพ และนายทหารที่ตาม
เสด็จไม่ทันไปตีเมืองตะนาวศรี ทวาย และ มะริด
เป็นการชดเชยความผิด และพระราชทานอภัยโทษ
แม่ทัพ และนายทหาร แล้วมีพระราชดำริ ถึงศึกพม่า-
มอญว่าคงไม่น่ากลัวเท่าไหร่นัก
๑๔
สื่อดัดแปลงที่ปรากฎในปัจจุบัน
สื่อการสอนการ์ตูนแอนิเมชัน ภาพยนตร์ เรื่อง ตำนาน
วรรณคดีเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หนังสือเล่าเรื่องวรรณคดีไทย ภาค ๕ ยุทธหัตถี
ลิลิตตะเพลงพ่าย
๑๕
เกร็ดความรู้
๑) ข้อคิดที่ได้
- ลิลิตตะเลงพ่ายสะท้อนให้เห็นความรักชาติ ความเสียสละ ความกล้าหาญ
ของบรรพบุรุษ ซึ่งคนไทยควรภาคภูมิใจ
- พระราชภารกิจของกษัตริย์ไทยในสมัยก่อน คือการปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็น
เป็นสุขและรบเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย
๒) ความหมายของตะเลงพ่าย หมายความว่า มอญแพ้
๓) การนับโมงยามแบบโบราณ แบ่งช่วงเวลาดังนี้
ปฐมยาม ระหว่างเวลา ๑๘.๐๐– ๒๑.๐๐ น.
ทุติยาม ระหว่างเวลา ๒๑.๑๑– ๒๔.๐๐ น.
ตติยาม ระหว่างเวลา ๒๔.๐๐– ๐๓.๐๐ น.
ปัจฉิมยาม ระหว่างเวลา ๐๓.๐๐ – ๐๗.๐๐ น.
๔) พิธีต่าง ๆ
โขลนทวาร คือ ประตูป่าที่สร้างขึ้นเพื่อให้ทหารลอดผ่านไปประพรมน้ำมนต์
ละว้าเซ่นไก่ คือ พิธีทางไสยศาสตร์ที่บวงสรวงปีศาจหรือเจ้าป่าเจ้าเขาด้วยไก่
ตัดไม้ข่มหนาม คือ พิธีทางไสยศาสตร์ กระทำเพื่อให้มีชัยชนะแก่ข้าศึก
โดยเอาไม้ที่มีชื่อเดียวกับข้าศึกมาเข้าพิธี พอได้ฤกษ์จะฟันไม้และรูปปั้ นชื่อข้าศึก
เคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค คือ เคลื่อนทัพไปตามทิศหางนาค
๑๖
บรรณานุกรม
บ้านจอมยุทธ. (๒๕๔๓). ลิลิตตะเลงพ่าย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://www.baanjomyut.com/library_2/lilit_taelg_defeat/01.html.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๕).
Digital School Club. (๒๕๖๕). ลิลิตตะเลงพ่าย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://www.digitalschool.club/digitalschool/m1/th1_1/lesson3/content1/content0
6.php. (วันที่ค้นข้อมูล : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๕).
เรียนรู้ภาษาไทยกับครูต้น. (๒๕๖๐). เกร็ดความรู้ลิลิตตะเลงพ่าย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
https://teachertonthai.wordpress.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0
%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B
2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89-
%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B
8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%87/.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๕).
รายชื่อสมาชิก
๑.นายนันทกร บรรเจิดกิจ เลขที่ ๓
๒.นางสาวกานต์ชนก ศรศรี เลขที่ ๑๓
๓.นางสาวชนัญนิชา บางเขน เลขที่ ๑๕
๔.นางสาวณัฐชา โฉมงาม เลขที่ ๑๖
๕.นางสาวทัตพิชา อุดคำมี เลขที่ ๑๗
๖.นางสาวพัณณิตา สดชื่น เลขที่ ๒๐
๗.นางสาวนรานันท์ พระวงศ์ เลขที่ ๒๖
๘.นางสาวยิษฐา ชื่นภักตร์ เลขที่ ๒๗
๙.นางสาวบงกชกร วงษา เลขที่ ๒๘
ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๕/๑