หนว่ ยที่ 4
หลักการเขยี น
…………………………………………………...
ครนู ศิ า การญุ
ความหมาย HEALTHY จดุ มงุ่ หมยใน
การเขียน การเขียน
PET
ประเภท
หลักการเขยี น การเขียน
เทคนิคการเขยี น
ตามวตั ถุประสงค์
01
ความหมายของ
การเขยี น
ความหมายการเขียน
ราชบณั ทติ ยสถาน (2546 : 203) ใหค้ วามหมายการเขียนไวว้ า่ เขียน ก.
ขีดใหเ้ ป็นตวั หนงั สือหรอื เลข ขีดใหเ้ ป็นเสน้ หรอื รูปตา่ ง ๆ วาด แต่งหนงั สอื
วภิ า ฌานวังคะ และคณะ (2554) กลา่ ววา่ การเขียนเป็นการส่ือสาร
ความคดิ ความรู้ ประสบการณ์ ความรูส้ กึ และจินตนาการ โดยใชส้ ญั ลกั ษณค์ ือ
ตวั อกั ษร ถา่ ยทอดจากผเู้ ขียนไปสผู่ อู้ า่ น
สวนิต ยมาภยั และคณะ (2560) กลา่ ววา่ การเขียนเป็นการถ่ายทอด
ความคดิ ขอ้ มลู ความรู้ ความตอ้ งการ ความรูส้ กึ ออกมาเป็นตวั อกั ษร การอา่ น
งานเขียนจงึ เป็นการอา่ นความคดิ ของผเู้ ขียน
สรปุ ไดว้ า่ การเขียน คอื การแสดงความรู้ ความคดิ อารมณ์ ความรู้สกึ และ
ความตอ้ งการของผู้เขยี น ออกมาเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร เพอื่ ให้ผอู้ า่ น อ่านเข้าใจ
ไดร้ ับความรู้ ความคิด อารมณ์ ความร้สู ึกและความตอ้ งการตา่ ง ๆ
จดุ มงุ่ หมายการเขียน 02
การเขยี นมจี ดุ มุง่ หมาย 3 ประการ คอื
1. เขยี นเพอ่ื สร้างอารมณแ์ ละความรู้สึก มกั พบในงานเขียน
ประเภทบันเทงิ คดี เชน่ เรือ่ งส้นั นวนยิ าย บทภาพยนตร์ หรือเกย่ี วกบั
บนั ทึกสว่ นตวั บทสนทนา โดยใช้ถ้อยคาพรรณนาหรือวาดภาพให้
ผู้อ่านมองเห็นภาพ เกดิ ความรูส้ ึกตามตวั อักษร
ตวั อยา่ ง เขยี นเพ่อื สรา้ งอารมณแ์ ละความร้สู ึก
ลอออรรูส้ กึ ว่าหวั ใจทห่ี ยุดเตน้ ไปชวั่ ขณะก่อนหน้าน้ี กลบั พลกิ ฟน้ื ตวั อีกครัง้ มันเต้นแรงขน้ึ ...แรง
ขน้ึ ...จนเกือบจะโลดออกมานอกทรวงอก
ตรงข้ามกบั ลาคอทีแ่ หง้ ผาก
"เจา้ ...เจ้าจะให้ดิฉันไปอยเู่ ชยี งใหม่ ในฐานะอะไร" “ในฐานะภรรยาของผม เราจะแตง่ งานกนั
ถ้าไมอ่ ย่างนน้ั ผมจะพาคุณหญงิ ไปได้ยังไง” เจา้ ดเิ รกรุจตอบทนั ที
เขานงั่ ลงขา้ ง ๆ ควา้ มอื เธอมาบบี ไวแ้ นน่ ลอออรสะตุ้งสุดตวั พบว่าอ้งุ มืออกี ฝ่ายรอ้ นผา่ ว ตรงขา้ ม
กับมือเธอท่ีเย็นเฉยี บ
“ผมรวู้ า่ ใจคณุ หญงิ ไมไ่ ดร้ งั เกียจผม แต่ไม่อาจแหวกออกจากเกียรตขิ องโยธาบดี คุณหญงิ จึงต้อง
สงวนท่าทีไว้ โปรดรดู้ ว้ ยวา่ ผมกท็ รมานใจไมแ่ พ้กัน ผมพยายามหาทางออกทด่ี ีสาหรบั เราสองคน แตไ่ ม่
เหน็ ทางไหนดกี วา่ น้ี เราตอ้ งไปอยูใ่ นทท่ี ่ไี ม่มีใครมาสอดร้สู อดเห็นเรื่องของเรา คณุ หญิงโปรดตดั สินใจ
ผมไม่เรง่ รดั แต่ผมไมม่ เี วลามากนัก ถา้ ปลอ่ ยยืดเยือ้ คาราคาซงั ต่อไป ผมก็ทนไม่ไหว..."
ท่มี า : มาลยั สามชาย (2553 : 696)
2. เขียนเพอ่ื สร้างความรู้ความเข้าใจ การเขยี นในจดุ มงุ่ หมายนจี้ ะใช้
ในการเลา่ เร่อื งตามลาดบั ทีเ่ กดิ ข้ึนกอ่ นหลัง หรือตามเวลา มักพบในการ
เขยี นบทความ สารคดี ตารา รายงานสรปุ กลวิธีทใี่ ช้ในการเขียน
ประกอบด้วย การเล่าอยา่ งตอ่ เนื่อง การขยายความ การนิยาม การ
พรรณนา การยกตัวอย่าง
ตัวอยา่ ง เขียนเพอื่ สร้างความรู้ ความเข้าใจ
การเวยี นเทียน
การเวยี นเทียน เปน็ การบชู าพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัตบิ ูชา ซง่ึ พุทธศาสนิกชนแนวทางการปฏบิ ตั ิสาหรับพทุ ธศาสนิกชนจะปฏบิ ตั ิในวัน
สาคัญทางศาสนา ไดแ้ ก่ วนั มาฆบูชา วันวสั าขบูชา วนั อัฏฐมีบชู า และวนั อาสาฬหบชู า การเวียนเทยี น เปน็ พธิ กี รรมที่มีความสาคัญ พทุ ธศาสนิกชนควร
ปฏบิ ตั ิด้วยความสารวม เพอื่ สรา้ งความเลอ่ื มใสศรัทธาให้เกิดข้ึนแก่ผพู้ บเหน็ ท้ังชาวไทยทนี่ ับถือศาสนาอื่นและชาวต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมจงึ ขอ
เชญิ ชวนพุทธศาสนิกชนปฏิบตั ิดังน้ี
การเตรียมตวั ก่อนเวยี นเทยี น
1. อาบนา้ ชาระรา่ งกายใหส้ ะอาด ทาจิตใจใหเ้ บกิ บาน
2. แต่งกายใหส้ ภุ าพเรยี บรอ้ ย เหมาะสมกบั สถานท่ี
3. เตรยี มเครอ่ื งบชู าใหพ้ รอ้ ม เชน่ ดอกไม้ ธูป เทียน
4. ควรเดินทางมาถงึ วดั หรอื สถานท่ีประกอบพธิ ีเวียนเทียนก่อนเวลาเรม่ิ เวียนเทียน
5. เม่ือเดินทางถึงวดั ควรเขา้ ไปบชู าพระรตั นตรยั เพ่อื รว่ มศาสนพธิ ีตามลาดบั ขนั้ ตอนท่ีเหมาะสมเป็นอนั ดบั แรก จากน้ันจงึ ออกมาเตรยี มตวั
ดา้ นหนา้ พระอโุ บสถหรอื สถานท่ีประกอบพธิ ีเวียนเทียน
การปฏบิ ตั ติ นขณะเวยี นเทยี น
1. เม่ือเรม่ิ เวียนเทียนตอ้ งสารวมทงั้ กาย วาจา ใจ ใหส้ งบเรยี บรอ้ ย
2. ควรรกั ษาระยะการเดินใหห้ า่ งจากคนขา้ งหนา้ พอสมควร เพ่อื ไม่ใหธ้ ูป เทียน โดนผอู้ ่ืน
3. ควรเดินเวียนเทียนอยา่ งเป็นระเบียบ ไม่เรว็ หรอื ชา้ เกินไป หรอื เดินแซงกนั
4. เจรญิ ภาวนาระลกึ ถงึ พระพทุ ธคณุ ในรอบแรก
5. ไมห่ ยอกลอ้ พดู คยุ ในขณะเวียนเทียน
6. เม่ือเวียนเทียนครบ 3 รอบ ใหน้ าดอกไม้ ธปู เทียน ไปวางและปักบชู าในท่ีท่ีจดั เตรยี มไว้
ท่มี า : มารยาทไทย (2551 : 61)
3. เขียนเพอื่ ใหเ้ ชอ่ื และยอมรับ การจะทาให้ผู้อ่นื เช่อื และยอมรบั
การเขยี นของเราตอ้ งอาศัยเหตผุ ล และการใช้ภาษา สรา้ งอารมณ์
ความรู้สกึ ตลอดจนใหข้ อ้ มูลรายละเอียดอยา่ งเพียงพอ งานเขียนนีม้ กั พบ
ในโฆษณา สุนทรพจน์ทางการเมือง บทบรรณาธกิ าร เรือ่ งธรรมะ
บทวพิ ากษ์วจิ ารณ์
ตวั อย่าง เขียนเพ่อื ใหเ้ ชื่อและยอมรับ
วิธวี ิปสั สนากรรมฐานเบื้องตัน วธิ ีเดนิ จงกรม
ขั้นกาหนดยนื ก่อนเดนิ ใหย้ กมอื ไขวห้ ลงั มอื ขวาจับขอ้ มอื ซ้ายวางไวต้ รงกระเบนเหนบ็ ยนื ตัวตรง เงยหน้า หลบั ตา ให้สตจิ ับอยู่ท่ี
ปลายผม กาหนดวา่ ยนื หนอ ๆ 5 ครงั้ เรม่ิ จากศีรษะลงมาปลายเทา้ และปลายเทา้ ขนึ้ ไปบนศีรษะ กลบั ขนึ้ กลบั ลงจนครบ 5 ครง้ั แตล่ ะ
ครง้ั แบง่ กาหนดเป็น 2 ชว่ ง
ช่วงแรก กาหนดลง คาว่า ยนื จิตวาดมโนภาพรา่ งกายจากศรี ษะลงมาหยดุ ที่สะดอื คาวา่ หนอ จากสะดือลงไปปลายเท้า
ช่วงที่สอง กาหนดขนึ้ คาวา่ ยืน จากปลายเทา้ มาหยุดท่ีสะดอื คาวา่ หนอ จากสะดือข้ึนไปปลายผม กาหนดกลบั ไปกลับมา
จนครบ 5 ครง้ั ขณะนน้ั ใหต้ ง้ั สติอยทู่ ่ีรา่ งกาย อย่าใหอ้ อกนอกกายเสรจ็ แลว้ ลืมตาขนึ้ กม้ หนา้ ทอดสายตาไปขา้ งหนา้ ประมาณ 4 ศอก
สตจิ บั อย่ทู ่ีเทา้
ขั้นกาหนดเดนิ กาหนดคาว่า ขวา ยา่ ง หนอ กาหนดในใจ
คาวา่ ขวา ตอ้ งยกสันเทา้ ขวาขนึ้ จากพนื้ ประมาณ 2 นิว้ เทา้ กบั ใจนึกตอ้ งใหพ้ รอ้ มกนั คาวา่ ย่าง ต้องกา้ วเท้าขวาไปขา้ งหนา้ ชา้
ที่สดุ เทา้ ยงั ไม่เหยยี บพนื้ คาว่า หนอ เท้าลงถึงพ้ืนพร้อมกัน เวลายกเทา้ ชา้ ยก็เหมือนกัน กาหนดว่า ช้าย ย่าง หนอ ปฏบิ ัตเิ ชน่ เดยี วกับ
ขวา ยา่ งหนอ ระยะก้าวในการเดนิ หา่ งกันประมาณ 1 คืบ เพ่ือการทรงตวั ขณะกา้ ว เมอื่ เดินสุดสถานทใี่ ชแ้ ล้ว ให้นาเท้ามาเคยี งกัน เงย
หนา้ หลบั ตา กาหนดยืนหนอชา้ ๆ อกี 5 ครง้ั ดงั ไดอ้ ธิบายมาแลว้ ลมื ตา กม้ หนา้
ท่ากลบั กาหนดว่า กลับหนอ 4 ครงั้ คาว่ากลบั หนอครงั้ ท่ี 1 ยกปลายเทา้ ขวาใหส้ นั เทา้ ขวาหมนุ ตวั ไปทางขวา 90 องศา ครัง้ ท่ี 2
ลากเทา้ ชา้ ยมาตดิ กบั เทา้ ขวา คร้ังที่ 3 ทาเหมือนครงั้ ท่ี 1 คร้งั ที่ 4 ทาเหมือนครง้ั ท่ี 2 ขณะน้ีจะอยู่ในทา่ กลบั หลัง แลว้
กาหนดยนื หนออีก 5 ครงั้ ลืมตา กม้ หนา้ แลว้ กาหนดเดนิ ตอ่ ไป ทาเชน่ นีจ้ นหมดเวลาท่ีตอ้ งการ
ท่มี า : ทานศลี ภาวนา นามาพนั กรรม (2561 : 29)
ประเภทการเขียน 03
การเขยี นแยกตามประเภทต่าง ๆ ได้หลายแบบดงั นี้
1. แบ่งตามเนือ้ หา เป็นเรอ่ื งทแี่ ต่งจากจนิ ตนาการ กบั เรือ่ งทไ่ี ม่ได้แตง่ จาก
จนิ ตนาการ โดยมีรายละเอียดดังน้ี
1.1 เรื่องทแี่ ต่งจากจนิ ตนาการ เปน็ การเขยี นที่เน้นในทางบันเทิง
อาจเรยี กว่า บันเทิงคดีหรอื เรอ่ื งอา่ นเลน่ มีการสรา้ งตัวละคร สถานที่
สถานการณ์ และเง่ือนไขต่าง ๆ เพือ่ ใหเ้ ร่อื งดาเนินไปสจู่ ดุ หมายที่ผ้เู ขยี น
กาหนดไว้ องคป์ ระกอบของเร่อื งทแ่ี ต่งจากจินตนาการ ประกอบด้วย เคา้
โครงเรื่อง แกน่ ของเรื่อง ตวั ละครและบทบาทของตัวละคร บทบรรยาย บท
สนทนา สถานการณ์ ฉาก บรรยากาศของเรอ่ื ง วรรณศิลป์ แนวคิด คณุ ค่า
ของเรอ่ื ง บทสรุป เรื่องท่ีแตง่ จากจินตนาการแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1.1.1 เรื่องสั้น มีเคา้ โครงเร่อื งงา่ ย ๆ ไมช่ บั ช้อน ม่งุ ทีเ่ วลาและสถานที่
แห่งการกระทาของตวั ละครเสรจ็ ส้ินกระแสความในตัว ไมท่ ิ้งใหผ้ ู้อา่ นเกดิ
ข้อขัดข้องค้างคาใจ ตดิ คา้ ง มีเอกภาพเป็นอนั หน่งึ อนั เดยี ว ท้ังในเนือ้ เรือ่ งและ
ความรูส้ ึก จะเห็นได้จากรวมเร่ืองส้นั รางวัลชีไรตต์ อ่ ไปน้ี
- ดังเรือนร่างไรอ้ งคาพยพ ของ ภกู ระดาษ
- นกั แสดงสด ของ สาคร พลู สขุ
- สงิ โตนอกคอก ของ จดิ านนั ท์ เหลอื งเพยี รสมทุ
- กลางฝูงแพะหลังหกั ของ อมุ มีสาลาม อมุ าร
- กอ่ กองทราย ของ ไพฑรู ย์ ธญั ญา
- ชอยเดียวกนั ของ วาณิช จรุงกิจอนนั ต์
1.1.2 นวนิยายและนวนิยายขนาดสั้น นวนิยายสว่ นใหญ่เป็นการบอกเล่าเรอ่ื งราวความ
เปน็ ไปของมนษุ ย์ในบางชว่ งของชีวิต หรืออาจสืบเนือ่ งไปชว่ั อายุ ดงั น้ันนวนิยายจงึ มีการให้ภาพท่ผี อู้ า่ น
สามารถสมั ผัสบรรยากาศ สถานที่ และพฤตกิ รรมของตัวละคร สภาพแวดลอ้ มและแรงจงู ใจ ตา่ ง ๆ ได้
อยา่ งชดั เจน เพ่ือให้ผูอ้ า่ นเกิดความรูส้ กึ และอารมณค์ ล้อยตามจินตนาการของผ้เู ขียน นวนยิ ายมีหลาย
ประเภท เชน่ นวนิยายชีวิตรนั ทด นวนยิ ายรกั นวนิยายอุดมคติ นวนยิ ายผจญภยั ฯลฯ จะเหน็ ได้จาก
ตวั อย่างตอ่ ไปนี้
- กงกามเทพ ของ วลยั นวาระ
- กรรมเก่า ของ ดอกไมส้ ด
- กระเชา้ สดี า ของ กฤษณา อโศกสนิ
- ยอดรักนักสบื ของ ลกั ษณ์ โรจนา
- ใยเสน่หา ของ ทมยนั ตี
- รอยพรหม ของ ก่ิงฉตั ร
- ระบามาร ของ กฤษณา อโศกสิน
1.1.3 บทกวี จาแนกได้ 2 ประเภท คอื บทกวที ่ีมีฉนั ทลกั ษณบ์ งั คบั กบั บทกวีท่ีไม่มีฉนั ทลกั ษณบ์ งั คบั
- บทกวีท่มี ีฉนั ทลักษณ์ ได้แก่ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน รา่ ย เชน่ บทพระราชนพิ นธข์ องรัชกาลท่ี 2
จากเรอ่ื งอิเหนา
โอว้ ่าอนิจจาความรัก พ่งึ ประจกั ษด์ งั สายนา้ ไหล
ตง้ั แต่จะเชย่ี วเป็นเกลียวไป ท่ีไหนเลยจะไหลกลบั มา
สตรีใดในพภิ พจบแดน ไมม่ ีใครไดแ้ คน้ เหมือนอกขา้
ดว้ ยใฝ่รกั ให้เกนิ พักตรา จะมีแตเ่ วทนาเป็นเนืองนิตย์
โอ้วา่ น่าเสยี ดายตัวนัก เพราะเชือ่ ล้ินหลงรกั จงึ ชา้ จิต
เมอ่ื พลั้งคดิ ผิดแล้วจะโทษใคร จะออกช่ือลือช่วั ไปท่วั ทิศ
- บทกวที ่ีไมม่ ฉี ันลักษณ์ เช่น กลอนเปลา่ ไมเ่ น้นในเรอ่ื งตาแหน่งของเสียงทร่ี บั สมั ผสั ไม่เนน้ รปู แบบ
หรือความสน้ั ยาวแต่อยา่ งใด ตวั อยา่ งเชน่ กลอนเปลา่ จากบา้ นกลอนไทย
กลอนเปล่า ... ฉนั มีไวเ้ ลา่ ตอนอกหกั
ก็ใจมันร้าวหนัก ... เขียนใหถ้ กู ฉนั ทลกั ษณไ์ ม่คอ่ ยไหว
หัวใจเปลา่ ... กลอนเลยเปลา่ ... เปลา่ ... คลอ้ ยตามหวั ใจ
1.2 เรื่องทไี่ ม่ไดแ้ ตง่ จากจนิ ตนาการ เป็นการเขียนท่ีมงุ่ เนน้ เนอื้ หา สาระหรอื
ข้อเทจ็ จรงิ เปน็ หลกั มีชื่อเรียกวา่ สารคดี การเสนอวรรณกรรมสารคดมี ีจุดมงุ่ หมายตอ่
ผอู้ ่าน คอื ใหค้ วามบันเทงิ เสนอเรอื่ งราวบางประการ และเพ่ือชกั จูงใจ องคป์ ระกอบ
สาคญั ของเร่อื งท่ีไม่ได้แตง่ จากจนิ ตนาการ ประกอบด้วย ข้อมลู หลักฐาน ทัศนคติ ประเด็น
ทตี่ ้องการนาเสนอ ศลิ ปะการนาเสนอ และวรรณศลิ ป์ โดยแยกประเภทในการเขียนได้
ดังน้ี
1.2.1 สารคดบี ุคคล เปน็ เรอ่ื งเกี่ยวกับบุคคลท่ีนา่ สนใจ บคุ คลนนั้ มีจดุ เด่นและ
ได้รบั ความสนใจในขณะน้ัน เช่น นักการเมือง นักกฬี า พระภิกษุ หรอื เขยี นถงึ บคุ คล
สาคัญในอดีตทีค่ วรนามาสัมพันธ์กบั ยคุ ปจั จบุ นั ก็ได้ ตวั อยา่ งเชน่
- 28 บคุ คลสาคญั ของไทยท่ีไดร้ บั รางวลั ยเู นสโก
- 8 ปชู นียบคุ คลของสงั คมไทย นกั คิด นกั พฒั นา ผคู้ วรคา่ แก่การยกยอ่ ง
- บคุ คลสาคญั ในประวัตศิ าสตรไ์ ทย ประวัติศาสตร์โลก
1.2.2 สารคดที อ่ งเทย่ี ว ผเู้ ขยี นจะนาเสนอสถานท่ี
ท่องเทีย่ วตา่ ง ๆ โดยดึงเอาจุดเด่นและชแ้ี จงลกั ษณะเด่นให้
ผู้อ่านเห็น โดยมเี นื้อหาและรปู ภาพท่สี วยงามประกอบ ทาให้
ผู้อา่ นได้รับความร้สู ึกผ่อนคลาย เช่น
- ตลาดนา้ ดอนหวาย อ่ิมอรอ่ ยในย่านเก่า
- น่งั กระเช้าลอยฟา้ ชมววิ แบบ 360 องศาท่ีปซู าน
- น้าตกปลาบา่ ลาธาราแหง่ สายน้าสาน
- ราชนิ ีแห่งป่าฝน ณ ป่าชัยภูมิ
1.2.3 สารคดเี รื่องเล่า เปน็ การเขียนจากประสบการณ์ของ
ผู้เขียน มาเล่าในลกั ษณะต่าง ๆ กนั เล่าไปตามวัน - เวลา โดยเน้น
กิจกรรมทป่ี ระทบั ใจ หรือผเู้ ขยี นเลา่ แบบอนทุ นิ คอื บนั ทกึ
เหตุการณใ์ นแตล่ ะวนั แตล่ ะช่วงของชีวิต เช่น
- สีป่ ีนรกในเขมร
- การออกคา่ ยอาสาพฒั นาในช่วงฤดูร้อน
- เรอื่ งเล่าจากยอดภูเขาน้าแขง็
- เรือ่ งเล่าของการแพทย์แผนจนี
- หมู่บ้านหลากสีในเอเป่ย งดงามยามหนาวมาเยือน
1.2.4 สารคดวี ชิ าการ เรือ่ งทางวิซาการเปน็ เร่ืองหนกั แต่การ
เขยี นสารคดวี ิชาการจะเขยี นแบบเบาสมอง โดยคงเน้ือหาทเี่ ป็น
ข้อเทจ็ จรงิ ไว้ เชน่
- การตรวจเลือดเพอ่ื หาดี.เอน็ .เอ (D.N.A)
- พลังงานในโลกอนาคต
- สารคดเี ก่ียวกับเศรษฐกิจพอเพียง
- เทศกาลของชาวพงิ ค์
1.2.5 สารคดเี น่ืองในโอกาสพเิ ศษ คือสารคดีเก่ียวกบั
เหตกุ ารณใ์ นวาระพิเศษ เชน่ วนั ขนึ้ ปีใหม่ วนั สงกรานต์ วันแม่ วัน
เฉลมิ พระชนมพรรษา วันพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก พุทธศักราช2562
1.2.6 สารคดปี ระวัตศิ าสตร์ เป็นสารคดีท่ีวา่ ด้วยเรือ่ งราวที่เกิดข้ึนในอดตี
และมีคณุ คา่ ทางประวัตศิ าสตร์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมหลากหลายประเภท เช่น
- พระราชพิธแี ละเห่เรอื มาจากไหน
- สารคดีประวัตศิ าสตร์จากชายแดนใต้
- สารคดปี ระวตั ศิ าสตร์ชาตไิ ทย ชุด "จารึกแผน่ ดิน"
- 100 ปี วิถีชีวิตปากนา้ โพ
1.2.7 สารคดแี นะวิธีทา เป็นสารคดีท่ีเกยี่ วกบั การแนะนาหรอื ใหท้ าสิ่งใด
ส่ิงหนงึ่ เชน่ แนะนาการทาอาหารการรักษาเครอื่ งประดบั การดูแลรักษาสุขภาพ
ฯลฯ เทคนคิ การเขยี นจะเน้นข้นั ตอนและกระบวนการทาต้งั แต่ตน้ จนจบ
1.2.8 สารคดเี ดก็ เปน็ เรอื่ งราวเกี่ยวกับเดก็ เช่น การอบรมเลยี้ งดูเดก็
พฒั นาการของเดก็ วยั ตา่ ง ๆ ความสนใจของเด็ก เช่น
- เดก็ กรงุ เทพฯ สมยั นี้ - เมอ่ื ฉันลงมือปลูกต้นไม้
- เกดิ เปน็ เดก็ ตลาด - คณิตสุงเจ๋ง
- 61 ปีวนั เดก็ ไทย
1.2.9 สารคดสี ตรี ปัจจบุ นั ผูห้ ญงิ มบี ทบาทในสงั คมมากขน้ึ ดงั นน้ั เร่ือง
ของผหู้ ญิงจงึ มใี ห้เขยี นมากมายโดยเฉพาะกิจกรรม การทางาน และทศั นะ เชน่
- 100 ปี วนั สตรสี ากล - บทบาทสตรีไทยในยคุ เปลี่ยนผ่าน
- ผหู้ ญิงสวย หนา้ ใส ไมไ่ รส้ มอง
- คุยกับผหู้ ญิงเกง่ - รูปสีเฮฮา
1.2.10 สารคดเี กย่ี วกบั พชื และสัตว์ สัตวท์ ่ีนามาเขยี นเป็นสารคดี
มกั เปน็ สตั วเ์ ลยี้ งเพราะความนา่ รกั น่าเอ็นดู ซอ่ื สัตย์ นอกจากนอ้ี าจเขียน
เรือ่ งสัตว์ป่า สตั ว์ปา่ ทายาก วิถชี วี ติ ของสตั วต์ ่าง ๆ สว่ นเร่อื งพชื จะเขียนให้
แงม่ ุมสมุนไพรรกั ษาโรค พืชมงคล พชื ธรรมชาติ เช่น
- ฉลาม มหนั ตภัยใต้ทอ้ งทะเล
- เปิดโลกสัตวเ์ ลอื้ ยคลาน
- เหด็ ทม่ี รี าคาแพงทีส่ ดุ ในโลก
- 10 ไมด้ อกปลกู งา่ ย เหมาะสาหรบั มือใหมห่ ดั ปลกู
- ทวิ ลปิ ไมเ้ มอื งหนาว ถิน่ กาเนดิ ในยุโรป
2. การแบ่งตามลักษณะคาประพันธ์ ได้แก่
2.1 ร้อยแกว้ มที ้ังประเภทบนั เทงิ คดแี ละสารคดี ได้แก่ เรือ่ งสัน้
นวนยิ าย บทละคร
2.2 ร้อยกรอง ประกอบดว้ ยทง้ั ท่ีมีฉนั ทลักษณ์และไม่มฉี นั ทลักษณ์
3. การแบง่ ตามแบบแผนการเขยี น ประกอบด้วย
3.1 การเขียนทเ่ี ป็ นแบบแผน เชน่ การเขยี นเอกสารทางราชการ บทความ
รายงาน การประชุม รายงานทางวิชาการ ปาฐกถา เรยี งความ
3.2 การเขยี นกง่ึ แบบแผน เชน่ คากล่าวแสดงความรสู้ ึกในโอกาสตา่ ง ๆ
สนุ ทรพจน์
3.3 การเขียนทไี่ ม่เป็ นแบบแผน ไดแ้ ก่ การเขียนเรื่องสัน้ นวนิยาย บทละคร
สารคดี บนั ทึก
4. การแบ่งตามวัตถุประสงคก์ ารเขียน
4.1 การเขียนทเ่ี ป็ นงานทางวิชาการ วทิ ยานพิ นธ์ ตารา ผลการค้นควา้ วิจัย
รายงานทางวิชาการ บทความทางวชิ าการ
4.2 การเขียนทเ่ี ป็ นงานศิลปะ ได้แก่ การเขียนเร่อื งบนั เทิงคดีและสารคดี
5. การแบง่ ตามลักษณะของการสร้างสรรค์
5.1 การเขียนทเ่ี ป็ นศลิ ปะบริสุทธิ์ หมายถึง การสรา้ งสรรคง์ านทไี่ ม่ได้มี
วัตถุประสงค์ แรกเร่มิ ตน้ ในทางพาณิชย์ เปน็ ของบริสุทธ์ิท่ีอยู่นอกเหนอื อิทธพิ ลของ
ชีวิตในสังคม เปน็ ของทม่ี ีอยูไ่ ดเ้ องอย่างผดุ ผ่องใสสะอาด เช่น การเขียนรอ้ ยแก้วหรอื
รอ้ ยกรองจากความรู้สึกปล้มื ปิตยิ นิ ดีหรือจากความสะเทือนใจในเรื่องบางเรื่อง
5.2 การเขียนทเ่ี ป็ นพาณิชยศ์ ลิ ป์ ไดแ้ ก่ การเขียนที่มวี ัตถุประสงคแ์ ตแ่ รกเริ่ม
ในทางพาณิชย์ เชน่ การเขยี นโฆษณาสินคา้ บทละครโทรทศั น์ บทภาพยนตร์ หรอื
เขยี นนวนิยายในนติ ยสาร
04 เทคนิคการเขียนตามวัตถปุ ระสงค์
การเขยี นตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ใี ชก้ นั มากมี 4 ประเภท คอื เขียนเลา่
เรอ่ื ง เขยี นอธิบายใหข้ อ้ มลู เขียนโนม้ นา้ วใจ เขียนโตแ้ ยง้ และปฏเิ สธ มี
รายละเอียดดงั นี้
1. การเขยี นเล่าเร่ือง เป็นการถา่ ยทอดเหตุการณ์เรือ่ งราวทเี่ กดิ ขึน้ เปน็ ตัวอักษร เทคนิคในการเขยี น
ประเภทน้คี ือ การสร้างความน่าสนใจในเบื้องต้น แล้วลาดบั เรือ่ งด้วยระดบั ภาษา สานวนโวหารทเี่ หมาะสม
โดยมแี นวทางในการเขยี นดังน้ี
1.1 การรวบรวมขอ้ มูลทน่ี ามาใช้ในการเขยี น การเขียนเลา่ เร่อื งต้องตอบคาถามให้ได้วา่ ใคร
ทาอะไร ท่ีไหน เม่อื ไร อย่างไร เมอื่ รวบรวมขอ้ มูลได้แลว้ ตอ้ งมีการตรวจสอบขอ้ มูลก่อนทีจ่ ะลงมอื
เขยี น เพ่อื ให้ได้ช้อมูลที่ตรงกบั ความจรงิ มากทสี่ ุด
1.2 การกาหนดมุมมองในการเขยี น ผู้เขียนตอ้ งกาหนดมมุ มองการเขยี นใหช้ ัดเจนวา่ จะเขยี น
เล่าเร่อื งจากประสบการณ์ตรง คือพบเหตุการณ์นั้น ๆ ดว้ ยตนเอง หรอื เขียนจากประสบการณอ์ ้อม คือ
เขยี นจากการศึกษาค้นควา้ หรอื รบั ฟังเรอื่ งราวจากผู้อ่ืน
1.3 การลาดับเนือ้ หาใหเ้ ป็ นระบบ การเขียนเลา่ เร่อื งเป็นการถ่ายทอดเร่อื งราวหรอื เหตกุ ารณ์
ดงั นนั้ การนาเสนอเนื้อหาควรลาดบั เนื้อหาตามเวลา ตามเหตุการณ์ หรอื ลาดับเนื้อหาความน่าสนใจของ
ขอ้ มลู
1. 4 การนาเสนอข้อเทจ็ จริงใหม้ ากทส่ี ุด การนาเสนอข้อเท็จจรงิ ตอ้ งคานงึ ถงึ ความถูกต้อง
ของเนอ้ื หาอย่างเครง่ ครดั โดยเฉพาะอย่างย่ิงเร่ืองทเี่ ขียนจะสง่ ผลกระทบตอ่ บุคคลหรือองคก์ ร
ตัวอย่างการเขียนเลา่ เรอ่ื ง
ตัวอย่างการเขยี นเลา่ เรอ่ื งตอ่ ไปนี้ เป็นการเล่าเร่อื งจากการไดฟ้ ังมา โดยเลา่ ถึงความแตกตา่ งของโรงเรยี นดัดจรติ
และโรงเรียนดัดสนั ดาน พรอ้ มอธิบายความหมายของโรงเรยี นดัดจริตในปจั จุบันทาให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในความหมาย
ของคาไดด้ ีย่งิ ขึ้น
ท่านผู้ใหญ่ทา่ นหนง่ึ เลา่ ใหฟ้ ังว่า เมอ่ื หลายสบิ ปีมาแลว้ มีโรงเรยี นแห่งหนงึ่ ตั้งชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนตัดจริต ต้งั อยู่
ในกรุงเทพฯ นเี่ อง และอกี โรงเรียนหนงึ่ อยู่ในจังหวดั พระนครศรอี ยุธยา ชอ่ื วา่ โรงเรยี นดัดสันดาน โรงเรียนทงั้ สองน้จี ะ
แตกตา่ งก็เฉพาะเด็กทเี่ รียน โรงเรยี นดดั จรติ นน้ั มนี กั เรยี นธรรมดา คือนักเรยี นทพี่ ่อแม่ส่งไปเรียนหนงั สอื เหมือน
โรงเรียนอ่ืน ๆ ไม่เลอื กวา่ จะเปน็ เด็กเกเรหรือไม่ การปกครองก็เปน็ ไปตามธรรมดาไมไ่ ด้ใชอ้ านาจอะไร ส่วนโรงเรยี นดัด
สันดานน้ัน รบั เฉพาะนกั เรียนทเ่ี หลือขอ เปน็ เด็กเกเรท่ีพอ่ แม่ไมส่ ามารถบังคบั ส่งั สอนใหด้ ไี ดแ้ ลว้ ก็จะสง่ ไปอบรม สงั่
สอนทโี่ รงเรยี นน้ี เพ่อื จะดัดสันดานท่ไี มด่ ีให้ดีขนึ้
คาวา่ ดดั จรติ ถ้าฟงั กนั ในปัจจบุ ันน้จี ะมีความหมายไปในทางเสยี มากกว่าทางดี อนั ที่จรงิ คาดดั จริตแยกออกไป
สองคา คอื ดัด ซึ่งหมายถงึ ทาใหต้ รง ให้คด หรอื ทาให้น้อมไปตามตอ้ งการ อย่างพวกเล่นไม้ดดั กด็ ดั ก่งิ ไมใ้ ห้คด ใหง้ อ
หรือให้ตรงแลว้ แต่จะตอ้ งการ คาวา่ จรติ กห็ มายถงึ ความประพฤติ เมื่อรวมเขา้ ดว้ ยกนั แล้ว ดัดจรติ กห็ มายถงึ การ
ดดั แปลงความประพฤติให้เป็นไปตามความตอ้ งการ คือจะให้ดีหรอื ให้ช่วั กไ็ ด้ สาหรับช่ือโรงเรียนดดั จริตน้นั ก็คงจะ
หมายถึง ดดั แปลงความประพฤตใิ ห้ดนี นั่ เอง คงจะไม่ได้หมายความว่า จะเป็นโรงเรียนสอนใหเ้ ดก็ ดัดจริตตาม
ความหมายอย่างทกุ วนั น้เี ปน็ แน่
ทม่ี า : เกรด็ ภาษาหนังสอื ไทย เลม่ 1 (ส. พลายนอ้ ย. 2553 : 38)
2. การเขียนอธิบายใหข้ ้อมูล เปน็ การเขียนเพอ่ื แจกแจงความรู้
ขอ้ เทจ็ จริง อธบิ ายวิธีใช้ เพอื่ ให้ผู้อา่ นเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ืองใดเรอื่ งหนึ่ง
เช่น อธบิ ายวธิ กี ารใชส้ ินคา้ อธิบายวิธกี ารทาอาหาร อธบิ ายศพั ท์เฉพาะดา้ น
อธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการเขยี นอธิบายให้ขอ้ มูลตอ้ งคานึงถงึ
การใชภ้ าษาให้รัดกมุ ลาดบั ความให้เปน็ ระบบ เพอื่ ให้ผ้อู า่ นเข้าใจเน้ือหาได้
ถูกต้องชัดเจน โดยมวี ิธีการเขียนดังน้ี
2.1 การเตรียมข้อมูล ผู้เขยี นตอ้ งศึกษาคนั ควา้ เพื่อเตรยี มข้อมลู ทนี่ ่าเช่อื ถอื จากแหลง่
ต่าง ๆ เชน่ จากเอกสารสมั ภาษณ์ผรู้ ู้ หรอื จากประสบการณข์ องผ้เู ขียน เม่ือรวบรวมข้อมูลได้
แล้วควรคดั เลอื กข้อมูลทีส่ ามารถนาไปประกอบการเขียน
2.2 การกาหนดรูปแบบการเขยี น โดยกาหนดว่างานเขยี นนจี้ ะเสนอรปู แบบอยา่ งไร
เช่น จะเสนอเปน็ แผน่ พับ ใบปลวิ หรือสือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เพ่ือใหร้ ปู แบบการเขียนสมั พนั ธก์ ับ
ขนาดของเรื่อง และโครงเรือ่ งทจี่ ะตอ้ งกาหนดต่อไป
2.3 การเลอื กใช้ภาษาทสี่ ั้นและกระชับ ผเู้ ขียนตอ้ งเลือกสรรคาท่ีเข้าใจง่าย มี
ความหมายตรงไปตรงมา หลกี เล่ียงคาที่แสดงความหมายกากวม คลมุ เครือ และควรคานงึ ถงึ
ระดบั ภาษาท่ีเหมาะสมกบั กล่มุ ผอู้ า่ น
2.4 การแสดงความคดิ เหน็ ทปี่ ราศจากอคติ ในการเขียนอธบิ ายให้ข้อมลู ผู้เขียน
ตอ้ งมีใจเป็นกลาง ไม่แสดงความคิดเห็นท่โี น้มเอยี งไปดา้ นใดด้านหน่งึ พึงระลึกเสมอวา่ กาลงั
เขียนอธบิ ายใหข้ ้อมูล หรือให้ความรแู้ ก่ผ้อู า่ น
2.5 วธิ กี ารเขยี นอธิบายให้ข้อมูด มีวิธีการเขียนดังน้ี
2.5.1 การให้คาจากัดความ เป็นการเขียนเพ่ืออธิบายวา่ สง่ิ นนั้ คือ
อะไร หรอื หมายความวา่ อยา่ งไร จะพบคาจากดั ความมากท่ีสดุ ใน
พจนานกุ รม ซง่ึ เป็นแหลง่ อา้ งอิงท่ีเช่ือถือได้ การใหค้ าจากดั ความมีสอง
สว่ นคือ สว่ นท่ีตอ้ งการอธิบายและคาอธิบาย
ตวั อย่าง
หา้ งหนุ้ สว่ นจากดั คือ หา้ งหนุ้ สว่ นประเภทหน่งึ ซง่ึ มีผเู้ ป็นหนุ้ สว่ น 2 จาพวก คือ
(1) ผเู้ ป็นหนุ้ สว่ นคนเดียวหรอื หลายคน ซง่ึ จากดั ความรบั ผดิ เพียงไมเ่ กินจานวนเงิน
ท่ีตนรบั จะลงหนุ้ ในหา้ งหนุ้ สว่ นนนั้ และ (2) ผเู้ ป็นหนุ้ สว่ นคนเดียวหรอื หลายคน ซง่ึ
ตอ้ งรบั ผิดชอบรว่ มกนั ในบรรดาหนีข้ องหา้ งทนุ้ สว่ น โดยไมจ่ ากดั จานวนหา้ งหนุ้ สว่ น
จากดั นนั้ กฎหมายบงั คบั วา่ ตอ้ งจดทะเบียน
ท่ีมา : พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน (2546 : 1290)
2.5.2 การยกตวั อย่าง เป็นการเขียนโดยนาตวั อย่างมาแสดงให้ผ้อู า่ นเขา้ ใจสิ่งท่ผี ้เู ขียนอธบิ าย
โดยตัวอยา่ งที่นามาแสดงจะชว่ ยสนบั สนนุ ข้อความหลกั ที่ตอ้ งการกลา่ วถึง โดยปกตขิ อ้ ความหลกั กับ
ตัวอยา่ งท่ีนามาแสดงจะรว่ มกันแสดงความหมาย เพอ่ื ให้ผูอ้ า่ นเข้าใจดีย่งิ ขนึ้
ตวั อย่าง
2 สัปดาห์ เปลีย่ นชวี ติ สู่สุขภาพดี
วนั ท่ี 1 เตมิ ใยอาหาร รบั ประทานธญั พืชเต็มเมล็ดแทนธัญพืชขัดขาว เช่น ขา้ วกล้อง ขนมปังโฮลเกรนหรือซีเรยี ล
วันที่ 2 สบายทอ้ งทกุ เช้า ขบั ถ่ายใหไ้ ดท้ ุกเชา้ ตวั ชว่ ยดี ๆ คือดมื่ น้าวนั ละ 8 แกว้ รบั ประทานผกั ผลไมห้ รอื เคร่อื งด่ืม ธญั พชื ก็ชว่ ยได้
วนั ที่ 3 หวานใหน้ ้อย ไม่ดมื่ เครือ่ งดมื่ หวานจัด นา้ ตาลสงู แล้วหันมาด่มื นา้ เปลา่ หรือเครือ่ งดื่มทหี่ วาน
วนั ที่ 4 ฟิ ตกล้าม เพม่ิ กล้ามเนื้อแบบไม่พ่ึงฟติ เนส เริ่มจากยกดัมเบล หรือชติ อัปครง้ั ละ 12-15 ครง้ั ทาใหไ้ ด้ 3 รอบใน 1 วนั
วันท่ี 5 ผัก 50% ทกุ มือ้ หลกั ใหม้ ผี ักครึ่งจาน และสารพดั สสี ัน เพอื่ ประโยชนด์ ี ๆ ทห่ี ลากหลาย
วั่นที่ 6 มือ้ เช้าสาคัญทส่ี ุด วันไหน ๆ ก็ไม่พลาดม้อื เช้า อม่ิ ครบ หรอื แค่ชงเคร่ืองดืม่ ท่ีมีประโยชน์ รองท้องตามสะดวกทกุ เช้า
วนั ที่ 7 มือ้ ว่างพลังงานพอเหมาะ เติมพลังดว้ ยของวา่ งท่ใี หพ้ ลงั งานไมเ่ กนิ 150 กิโลแคลอรี หรอื เท่ากบั ช็อกโกแลต2 แท่งเลก็ หรอื ไอศกรมี 1 ลกู กลาง
วนั ท่ี 8 รับประทานอาหารปรุงเอง ปรุงดว้ ยชอสหอยนางรมที่ไม่มคี อเลสเตอรอล หรือซอสปรงุ อาหารท่หี มักจากถว่ั เหลอื งโดยวิธธี รรมชาติ
วนั ที่ 9 ใหเ้ วลาออกกาลังกาย ควรออกกาลงั กายที่ใช้พลงั งานตอ่ เนื่อง ไมห่ กั โหม เชน่ แอโรบกิ วิง่ จอ๊ กก้งิ แบดมินตัน ใหไ้ ด้ 150 นาทีต่อสปั ดาห์
วนั ที่ 10 ลดไขมันตัวร้าย เล่ยี งไขมนั อิม่ ตวั เช่น กะทิ เนย นม เป็นอาหารทีม่ ไี ขมันชนดิ ดี เช่น โอเมกา้ 3, 6,9 มีมากในปลา อลั มอนด์ ถ่วั เหลือง
วันที่ 11 ควบคุมนา้ หนัก ชงั่ นา้ หนกั บ่อย ๆ และออกกาลังกายเป็นประจา เมื่ออายุมากขนึ้ ระบบเผาผลาญจะไมด่ ีเทา่ เดิม
วันท่ี 12 สะสมแคลเซยี ม หมน่ั สะสมแคลเซียมให้กระดกู ด้วยการดืม่ นม หรือเครื่องดม่ื ทม่ี ีแคลเซียมสูงอยา่ งนอ้ ยวนั ละ 1 แกว้
วนั ที่ 13 เลีย่ งอาหารทอด ลดอาหารทอดหรือผัดท่ีใช้นา้ มนั มาก ๆ เปน็ แบบหงุ นึง่ ตม้ ตนุ๋
วนั ที่ 14 พลังผัก ผลไม้ 5 สี อรอ่ ยสวย ๆ กบั ผัก ผลไม้ 5 สี รวมใหไ้ ดค้ รง่ึ กิโลกรมั ตอ่ วนั ชว่ ยเพม่ิ ตา้ นทานโรคใหร้ า่ งกาย
ทมี่ า : เคล็ดลับดูแลสขุ ภาพ (2562 : 94-96)
2.5.3 การเปรยี บเทยี บ เปน็ การเขียนอธบิ ายโดยเปรยี บเทยี บสง่ิ ของ
สองส่ิง หากเปน็ การเปรียบสงิ่ หนง่ึ เหมอื นกบั อีกสง่ิ หน่งึ เรียกว่า "การเปรียบ
เหมือน" หากการเปรียบส่งิ หนง่ึ ตา่ งกับอีกสง่ิ หนึ่ง เรียกวา่ "การเปรยี บต่าง"
ตัวอย่าง
"การเปรียบเหมือน" และ "การเปรยี บต่าง"
หนิ งอก คอื คราบหนิ ปูนท่ที ับถมงอกจากพืน้ ถา้ ข้ึนไปหาเพดานถ้า
หินย้อย คอื คราบหินปนู ทีท่ บั ถมยอ้ ยลงมาจากเพดานถ้า
การเปรียบเหมือน คือ หนิ งอกและหินยอ้ ย เกดิ จากคราบหินปนู เหมือนกนั
การเปรยี บตา่ ง คอื หินงอก งอกจากพนื้ ถ้าข้นึ ไปหาเพดานถา้ หินยอ้ ย งอกจากเพดานถา้ ลง
มาหาพนื้ ถ้า
ทม่ี า : พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน (2546 : 1294)
2.5.4 การจาแนกประเภท เป็นการจัดกล่มุ สิ่งทต่ี อ้ งการอธบิ ายจดั
หมวดหมแู่ ละนาเสนอส่ิงท่อี ธบิ ายทลี ะประเภท โดยการเสนอภาพรวมก่อน
จากน้นั จึงเสนอรายละเอยี ดในแต่ละประเภททตี่ ้องการเขยี น
ตวั อยา่ ง
คดี หมายถึง เรอ่ื งหรอื ความที่ฟอ้ งร้อง หรือกลา่ วหากนั ทางกฎหมาย ซง่ึ ต้องดาเนินการตาม
กระบวนวิธีพจิ ารณาความตามกฎหมายท่ีกาหนด เชน่ คดแี พ่ง คดอี าญา ซึ่งแตล่ ะคดีแตกตา่ งกัน
ดงั น้ี
คดแี พง่ เปน็ คดีที่ฟอ้ งรอ้ งเกยี่ วกับสิทธสิ ่วนเอกชน
คดีอาญา เปน็ คดีท่ีเกยี่ วกบั การกระทาท่ีกฎหมายบัญญัตวิ า่ เปน็ ความผิดและมโี ทษทางอาญา
ที่มา : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 215)
2.5.5 การอธิบายขั้นตอน เปน็ การอธิบายให้ขอ้ มูลจากอันดบั แรกไปจนสุดท้าย
และข้อมูลนัน้ ตอ้ งถกู ต้อง โดยใชภ้ าษาที่เข้าใจง่าย กระชบั ไม่เยน่ิ เย้อ หากเปน็ การเขยี นทมี่ ี
ข้ันตอนมาก ผู้เขยี นต้องบอกขน้ั ตอนอย่างชัดเจน เชน่ ขัน้ ตอนท่ี 1 ขนั้ ตอนท่ี 2 เรยี งไป
ตามลาดบั เพ่ือใหผ้ อู้ า่ นสามารถปฏิบตั ิตามไดถ้ กู ตอ้ ง
ตวั อยา่ ง การรับสงิ่ ของขณะผใู้ หญ่น่งั เก้าอี้
การรบั ส่งิ ของขณะผูใ้ หญ่นัง่ เก้าอี้
ชาย เดินเข้าไปหา่ งจากผ้ใู หญ่พอประมาณ ยนื ตรง ค้อมตัวไหวต้ ามระดบั ก้าวเทา้ ขวาไปขา้ งหนา้ ลงเขา่ ซ้าย รบั สิ่งของ
ถอยเทา้ ขวากลับ ยนื ตรง ถอยพอประมาณ จงึ หนั หลงั กลับ ถา้ เป็นสิ่งของหนัก ใหร้ ับด้วยมอื ขวา แล้วใชม้ อื ซา้ ยช่วยประคอง
อกี แบบหน่งึ เดนิ เขา้ ไปห่างจากผู้ใหญ่พอประมาณ ยืนตรงคานบั กา้ วเทา้ ขวาไปขา้ งหนา้ ลงเข่าชา้ ย รับสงิ่ ของด้วยมือ
ขวา มอื ซ้ายแนบลาตัว ถอยเท้าขวากลบั ยนื ตรงคานับอกี 1 ครงั้ ถอยพอประมาณ จงึ หนั หลงั กลบั
หญงิ เดนิ เขา้ ไปห่างจากผู้ใหญพ่ อประมาณ ยืนตรง กา้ วเท้าขวาไปชา้ งหน้า ลงเข่าช้าย เปดิ สนั เทา้ ขวาเล็กน้อยพร้อม
กับไหว้ตามระดบั รับสงิ่ ของด้วยมือขวา มือซ้ายแนบลาตวั ถอยเท้าขวากลบั ยืนตรง ถอยพอประมาณ จงึ หันหลงั กลับ ถา้ เปน็
สง่ิ ของหนกั ให้รบั ดว้ ยมือขวาแล้วใชม้ ือซ้ายช่วยประคอง
3. การเขยี นโนม้ น้าวใจ มีจุดประสงคเ์ พื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและร้สู กึ คลอ้ ยตามกบั ผู้เขียน จนเกดิ
การเปลยี่ นแปลงความคดิ ความรูส้ กึ และพฤตกิ รรม การเขียนโน้มาวใจจะปรากฏในรูปแบบตา่ งๆ เช่น
การโฆษณา การขอร้อง การหาเสยี งโดยการอ่านส่ือหลายประเภท หลกั ในการเขยี นโนม้ น้าวใจควร
คานึงถงึ สิ่งต่อไปนี้
3.1 กลุ่มผู้อ่าน ต้องมกี ารวิเคราะห์ผ้อู า่ น เพ่ือทราบขอ้ มลู ว่า ผอู้ า่ นคือกลุม่ ใด มภี มู หิ ลงั
อยา่ งไร อายุ เพศ รสนยิ มอยา่ งไร เพอ่ื จะไดเ้ ลอื กเนอื้ หาและวธิ กี ารเขยี นโนม้ นา้ วใจใหเ้ หมาะกับกลุ่ม
ผูอ้ า่ น เชน่
- กลุ่มอาชพี ข้าราชการทั่วไป มีความสนใจความเปน็ ไปของบา้ นเมอื ง กฎเกณฑ์ของทางราชการ
- กลุ่มอาชพี ตารวจ มคี วามสนใจข้อกฎหมายท่ีควรเขา้ ใจ การบาบัดทุกขบ์ ารุงสขุ การกีฬาออกกาลงั กาย
- กลุม่ อาชีพนกั การเมอื ง มีความสนใจในการเปลยี่ นแปลงของบา้ นเมือง การบริหาร บ้านเมอื ง ราษฎร
- เพศชาย มักสนใจกฬี า การตอ่ สู้ การแข่งขนั การใช้กาลงั ความสวยงามของสตรีเพศ
- เพศหญิง มคี วามสนใจของสวย ๆ งาม ๆ งานศลิ ปะตา่ ง ๆ การแสดง การขับร้อง ดอกไม้ ใบตอง การ
เป็นผนู้ าของบุรษุ เพศ
3.2 หลักจติ วทิ ยา ผูเ้ ขยี นตอ้ งอาศัยหลกั จิตวิทยามากในการโน้มน้าวใจ เพอื่ ให้
ผ้อู า่ นเห็นพ้องหรือคลอ้ ยตาม และเกดิ ทศั นคติท่ีดีในขอ้ เสนอของผู้เขยี น เช่น การฝาก
เงินสงเคราะห์ชวี ิตและครอบครัว มีผลประโยชนค์ ือ ทุก ๆ 3 ปี จะไดร้ บั เงินปันผล
15% ของวงเงินสงเคราะห์ เม่ือครบสญั ญาจะไดร้ บั เงินสงเคราะห์ 150% ของวงเงิน
สงเคราะห์ เป็นตน้
3.3 การใช้เหตุผลในการเขยี น การเขยี นโนม้ นา้ วใจผเู้ ขยี นต้องใชเ้ หตผุ ล
ประกอบข้อเสนอของตน เพอื่ ให้ผู้อ่านเกดิ ความเชอ่ื ถือและยอมรบั เหตผุ ลท่ผี เู้ ขยี น
เสนอ โดยคานึงถึงความเหมาะสมและความเปน็ จริง
ตวั อย่าง
เลิกบุหรีด่ ว้ ยลูกอมสมุนไพร
ลกู อมสมุนไพรสาหรับผทู้ ตี่ อ้ งการเลิกบหุ รี่ เปน็ ลูกอมทส่ี กดั มาจากสมุนไพรไทยและ
ตา่ งประเทศกว่า 100 ชนิด เช่น รางจืด กานพลู หญา้ ดอกขาว มะขามปอ้ ม กวั รานา โปรง่ ฟา้
แคนเบอรร์ ี เลมอน มะนาว ใบสน วา่ นหางชา้ ง ชะเอมปา สมอดา นา้ ผงึ้ และลกู จนั โดย
สรรพคณุ ของไพรเหลา่ นี้ มีผลตอ่ ตา้ นกบั ใบพืชยาสบู ช่วยลดสารคารบ์ อนมอนอกไซด์ นิโคตนิ
ทารแ์ ละสารพิษอ่ืน ๆ ท่ีตกคา้ งอยใู่ นรา่ งกาย อนั มีสาเหตมุ าจากการสบู บหุ ร่ีใหห้ มดไป
ลกู อมสมนุ ไพรฟกิ ซ์ มีวติ ามินซีสูง ชว่ ยลดความอยากของนโิ คติน มสี ารตาั นอนมุ ลู อิสระ ชว่ ย
บารงุ รา่ งกาย สมุนไพรจะมผี ลต่อตอ่ มรับรส ทาใหร้ สชาติของบุหรีเ่ ปล่ียนไปในทางที่แยล่ ง จงึ ทา
ให้ไมอ่ ยากสบู บุหร่ี เมอ่ื อมแลว้ จะรสู้ กึ ช่มุ คอ ขับเสมทะ เม่ืออมติดตอ่ กัน ท่านจะรู้สึกว่าปริมาณ
การสูบบุหร่ีของทา่ นจะลดลงเร่ือย ๆ โดยทไ่ี ม่ทาให้รสู้ กึ หงดุ หงิด กระวนกระวาย หรือทรมาน
สินค้าสกดั จากสมนุ ไพรแท้ 100% ปลอดภยั มี อย. ขนาดบรรจุ 10 เมด็ /แผง 4 กรมั /เมลด็
4. การเขียนโตแ้ ย้งและปฏเิ สธ
4.1 การโต้แยง้ คอื การแสดงทศั นะท่ีแตกตา่ งกนั ระหวา่ งบุคคล 2 ฝ่าย
แตล่ ะฝ่ายจะตอ้ งพยายามหาหลกั ฐาน ข้อมูล เหตผุ ล มาสนบั สนุนทศั นะ
ของตนใหน้ ่าเชอ่ื ถอื ทั้งคัดค้านทศั นะของอกี ฝ่ายหนึง่ การโต้แยง้ เปน็ การเปดิ
โอกาสใหแ้ ตล่ ะฝา่ ยไดแ้ สดงความคิดเหน็ ของตนอยา่ งมเี หตผุ ล มีประโยชน์
ชว่ ยในการพจิ ารณาตัดสินใจดว้ ยความรอบคอบ การเขยี นโต้แยง้ ควร
คานงึ ถึงหัวข้อต่อไปนี้
4.1.1 การตงั้ ประเดน็ ในการโต้แย้ง ประเดน็ การโต้แย้ง หมายถึง คาถามท่กี อ่ ให้เกิดการโต้แยง้ ประเด็น
โต้แย้งจะเปน็ จดุ สาคัญทจ่ี ะนามาเป็นขอ้ โตแ้ ย้งกัน และตอ้ งรู้วา่ โด้แยง้ เก่ียวกับเรอื่ งอะไร เพือ่ จะได้ไม่โตแ้ ย้งออกนอก
ประเด็น การตงั้ ประเดน็ ส่วนมากจะเกี่ยวกบั นโยบาย ข้อเทจ็ จริงและคณุ คา่ ดงั น้ี
ก. การโตแ้ ยง้ เกีย่ วกบั นโยบาย หรือข้อเสนอเพ่อื ให้เปล่ยี นแปลงสภาพเดมิ การโตแ้ ย้งประเภทนีต้ อ้ งชใ้ี หเ้ หน็ วา่
หลกั การเดิมนนั้ มจี ดุ ออ่ น จาเปน็ ตอ้ งมีการเปล่ยี นแปลงแล้วเสนอหลกั การใหม่ ชีใ้ หเ้ หน็ ผลดีจากหลักการใหม่น้ัน ซ่งึ
ประเด็นการโต้แยง้ ลักษณะน้มี ีคาถามวา่
- สภาพเดมิ มขี อ้ บกพร่องหรือไม่ อย่างไร
- ขอ้ เสนอเพ่ือการเปล่ยี นแปลง แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งไดอ้ ย่างไร
- ผลดีท่ีเกิดจากขอ้ เสนอนนั้ มีอย่างไร
ข. การโตแ้ ยง้ เกย่ี วกบั ข้อเทจ็ จรงิ การโต้แย้งในหวั ข้อนี้ มปี ระเด็นสาคญั คือ
- ข้อเท็จจริงทอี่ า้ งถงึ มีหรอื เปน็ เช่นน้นั จริงหรือไม่ อยทู่ ีไ่ หน
- การตรวจสอบส่ิงท่อี า้ งถงึ น้นั ทาไดห้ รอื ไม่ ดว้ ยวธิ กี ารใด
ค. การโตแ้ ย้งเกยี่ วกบั คณุ ค่า การโตแ้ ย้งประเภทนจ้ี ะมีความร้สู ึกส่วนตวั แทรกอยดู่ ว้ ยความรู้สกึ ดหี รอื
ไม่ดี เหมาะสมหรอื ไม่เหมาะสมอย่างไร
4.1.2 การนิยามคาหรือกลุ่มคาสาคัญทอี่ ยใู่ นการโตแ้ ยง้ หมายถงึ การกาหนด
ความหมายของคา หรือกลมุ่ คาสาคัญท่ใี ช้ในการโต้แย้งใหช้ ัดเจน เขา้ ใจตรงกันไมใ่ ห้
สบั สน ซึ่งทาไดห้ ลายวธิ ีคอื
- อาศัยพจนานุกรมหรอื สารานกุ รม
- คาอธิบายของผู้รู้
- การเปรยี บเทียบด้วยวธิ กี ารยกตัวอย่าง
4.1.3 การคน้ หาและเรยี บเรยี งขอ้ สนบั สนนุ การโต้แยง้ ข้อสนับสนนุ การโต้แย้งอาจ
ไดม้ าจากหลกั ฐานทางสถติ ิ ขอ้ เท็จจริงตา่ ง ๆ ขอ้ มลู ทหี่ นกั แนน่ มีการอ้างทม่ี าตาม
ความเป็นจริง แล้วสรุปด้วยถอ้ ยคาท่กี ะทัดรดั ชดั เจน
4.1.4 การชใ้ี หเ้ ห็นจดุ อ่อนและความผดิ พลาดของฝา่ ยตรงกันข้าม การ
โตแ้ ยง้ จะต้องชใี้ ห้เห็นจดุ อ่อนของฝ่ายตรงกนั ข้ามคือ
ก. จดุ ออ่ นในนิยามคาสาคญั นิยามวกวน ไมช่ ดั เจน นยิ ามมีอคติ มงุ่ แต่
ประโยชนฝ์ ่ายตน
ข. จดุ อ่อนในดา้ นปริมาณและความถกู ต้องของขอ้ มลู ขอ้ มลู ทฝ่ี ่ายตรงข้าม
มขี อ้ มูลท่ผี ดิ พลาด ขอ้ มูลน้อยเกนิ ไป ข้อมลู ไม่น่าเชือ่ ถือ
ค. จุดอ่อนในดา้ นสมมตฐิ านและวธิ กี ารอนุมาน (การคาดคะเนตามหลัก
เหตผุ ล) ชใ้ี หเ้ หน็ ว่า สมมติฐานมจี ดุ ออ่ นอยา่ งไร ไม่ควรค่าแก่การยอมรับ วิธกี าร
อนมุ านผดิ พลาด ทาใหม้ นี า้ หนกั น้อย ไมน่ ่าเช่ือถอื
4.1.5 ขอ้ ควรระวังในการโตแ้ ยง้
ก. ไม่ใชอ้ ารมณ์ ควรทาใจเป็นกลาง มเี หตุมีผล ยอมรบั วา่ การโตแ้ ย้ง
ทเ่ี สนอไปนน้ั อาจไดร้ บั การยอมรับหรือไม่ยอมรบั กไ็ ด้
ข. มีมารยาทในการใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั บคุ คล สถานท่ี
และเนือ้ หาตอ้ งสภุ าพ แมว้ า่ ไมเ่ ห็นดว้ ย
ค.โตแ้ ยง้ ในประเด็นที่เป็นประโยชน์ ไม่โตแ้ ยง้ ในประเด็นท่ีทาให้เกิด
การแตกแยกเข้าใจผดิ
ตัวอย่างการเขียนโตแ้ ยง้
การโตแ้ ยง้ สภุ าษติ "ทาดไี ด้ดี ทาชั่วได้ช่ัว"
สุภาษติ ท่ีว่า "ทาดีได้ดี ทาชว่ั ได้ช่วั " เหน็ จะใช้ไมไ่ ดเ้ สยี แลว้ กับสงั คมในยุคปัจจบุ ันน้ี เพราะสงั คมไทย
มกี ารเปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเร็ว ผคู้ นในสงั คมตา่ งกแ็ กง่ แย่งแข่งขนั และดเู หมอื นว่าผลกรรมแหง่ ความดกี ็
เดินทางมาถึงช้าจนเกนิ รอ ดตู ัวอย่างของมัคนายกเพ่ือนบ้านของขา้ พเจา้ พ่อบา้ นเป็นคนธรรมะธมั โม
แมบ่ า้ นก็เปน็ แม่ศรเี รือน ส่วนลูก ๆ ก็เป็นเด็กดี ตงั้ ใจเรียนและชว่ ยพอ่ แม่ทางานบ้าน แต่สุดทา้ ยถึงคราวท่ี
ทางราชการเวนคืนท่ีดนิ เพอื่ ตดั ถนน ครอบครัวน้ีกต็ ้องไปอาศัยอยู่ทวี่ ดั ถ้ามัคนายกร้จู กั โกงเงินวดั บา้ งเลก็
ๆ นอ้ ย ๆ หรอื คราวทีใ่ ครทาบญุ กย็ กั ยอกไวบ้ ้าง มัคนายกคงจะมีเงนิ เกบ็ และหาทีท่ างขยบั ขยายที่อยู่ใหม่
ไดไ้ มย่ ากนัก ผดิ กบั บ้านตรงกันข้ามอกี ฝงั่ ถนน ครอบครวั น้ีทุจริตทุกทาง ถึงคราวเลอื กตง้ั กเ็ ปน็ หวั คะแนน
ซอ้ื เสียง โดยเฉพาะตอนน้เี พ่ิงกลับจากเทยี่ วตา่ งประเทศ เพราะมเี งนิ ร่ารวยจากการคา้ ยาเสพติด เวลาไป
ไหนมาไหนก็มีแตค่ นนบั หนา้ ถอื ตา เน่ืองจากทาบญุ เอาหนา้ บรจิ าคใหว้ ดั และหนว่ ยงานราชการครัง้ ละ
หลายแสนบาท แต่กระน้ันครอบครัวนก้ี อ็ ยู่กนั อย่างสบายตลอดมา
หมายเหตุ เป็นการเขียนโต้แย้งสว่ นบุคคลเก่ียวกบั สภุ าษติ กบั พฤตกิ รรมของคนในปจั จุบนั เท่าน้นั
หากมคี นอ่ืนทีโ่ ตแ้ ยง้ การเขียนน้กี อ็ าจทาได้ โดยมีขอ้ มูลหลกั ฐานทส่ี ามารถตรวจสอบได้มาโตแ้ ยง้
4.2 การเขยี นปฏเิ สธ
ปฏเิ สธ คอื การไมร่ บั ไมย่ อมรับขอ้ เทจ็ จรงิ ไม่ยอมรับข้อกล่าวหา การเขียนปฏเิ สธเปน็ การ
เขียนไม่ยอมรบั ในเร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ ท่ีไม่เป็นความจรงิ หรอื เขียนในลักษณะการช้แี จงเหตกุ ารณ์
เรอ่ื งราวท่เี กดิ ขน้ึ ผู้เขียนตอ้ งมีความชัดเจนในประเด็นทีจ่ ะปฏเิ สธ หรือชแ้ี จงใหเ้ ข้าใจพรอ้ มทั้งให้
เหตุผลหรือขอ้ มลู สนับสนนุ ทม่ี นี ้าหนัก ทตี่ ้งั อยบู่ นพน้ื ฐานของความเป็นจริง
ตัวอย่างการเขียนปฏเิ สธ
วัดปฏิเสธ ไมเ่ คยให้ลูกศษิ ยไ์ ปว่ารา้ ยใคร
จากกรณีเพจ Buddha Isara โพสตข์ อ้ ความ "สาวกวดั โวยวายไดไ้ งเน่ีย" และโพสตจ์ ดหมายท่ีมถี อ้ ยคาหยาบคาย
รวมทงั้ ส่ือออนไลนน์ าไปเผยแพรต่ ่อ อาทิ แนวหนา้ ออนไลน์ ท่ีน่ีดอทคอม นนั้
วัดขอปฏเิ สธว่า ไมเ่ คยสั่งหรือสง่ ลกู ศษิ ยไ์ ปวา่ ร้ายใคร และไมเ่ คยสอนใหใ้ ช้ถอ้ ยคาหยาบคาย จดหมายดงั กล่าวเป็นการ
แอบอา้ ง เพือ่ ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจผิด ทัง้ นี้ วดั หรอื ลกู ศษิ ย์วัดก็ไม่มขี ้อมูลอันใดเลยทีจ่ ะกระทาพฤตกิ รรมดังกล่าว
อนึง่ ตลอดระยะเวลา 44 กว่าปีของวดั โดยการนาของ…………...เจา้ อาวาสวดั …………..สอนใหอ้ ยใู่ นพระธรรมวนิ ยั ของ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ โดยใชห้ ลกั โอวาทปาฏิโมกขท์ ่ีวา่ "อนปุ วาโท การไมว่ า่ รา้ ยใคร อนปุ ฆาโต การไมท่ ารา้ ยใคร ปาตโิ มกเข
จะ สงั วโร การสารวมใหร้ ะวงั ในศีลของตน"
วดั ………..จงึ ช้แี จงมาเพอื่ ทราบและโปรดเผยแพรข่ ้อมลู ทีแ่ ทจ้ รงิ ตอ่ วญิ ญชู นท้ังหลายโดยทัว่ กนั
พระ.................
ผู้อานวยการสานกั สื่อสาร วดั ……………………………..
สรปุ
การเขยี น คือ การถา่ ยทอดความคดิ ข้อมูลความรู้ ความรูส้ ึกออกมาเปน็
ตัวอกั ษร การเขียนมคี วามสาคัญต่อบคุ คลและสังคม จดุ มุ่งหมายในการเขยี นน้นั
เพ่อื สรา้ งอารมณ์และความรสู้ กึ เพือ่ สรา้ งความรู้ความเขา้ ใจ เพื่อใหเ้ ชือ่ และยอมรบั
ประเภทของการเขียนประกอบดว้ ย การแบง่ ตามเนื้อหา การแบ่งตามลักษณะการ
ประพนั ธ์ การแบง่ ตามแบบแผนการเขยี น การแบง่ ตาม
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเขยี น และแบง่ ตามลักษณะของการสรา้ งสรรค์ ในการเขยี นผ้เู ขยี น
ตอ้ งมีเทคนคิ ในการเขยี น ไดแ้ ก่ การเขียนเลา่ เรอ่ื ง การเขยี นอธิบายให้ข้อมลู การ
เขยี นโนม้ นา้ วใจ การเขยี นโตแ้ ย้งและปฏิเสธ
The End