The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nasuha Hayee-awae, 2023-07-09 03:19:51

ทดลอง

วิทยาศาสตร์

à·¤¹Ô¤ ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ รูปร่างและส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ กิจกรรม ศึกษาเซลล์เยื่อหัวหอมแดง ศึกษาเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก 1.  น�้า  7.  ปากคีบปลายแหลม 2.  เข็มเขี่ย  8.  สารละลายไอโอดีน 3.  ก้านส�าลี  9.  น�้าเกลือเข้มข้น 0.85% w/v 4.  หลอดหยด  10.  กระจกสไลด์และกระจกปดสไลด์ 5.  กระดาษทิชชู  11.  หัวหอมแดง 6.  กล้องจุลทรรศน์  12.  สาหร่ายหางกระรอก ตอนที่ 1. ผ่าหัวหอมแดง แล้วใช้ปากคีบปลายแหลมหรือเข็มเขี่ยลอกเยื่อด้านในหัวหอมแดง จากนั้นตัดเนื้อเยื่อที่ลอกได้เป็นชิ้นเล็ก ๆ 2. วางเนื้อเยื่อหัวหอมแดงลงบนกระจกสไลด์ที่มีหยดน�้า แล้วหยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด บนเยื่อหัวหอมแดง 3. ปดด้วยกระจกปดสไลด์ โดยวางกระจกปดสไลด์เอียงท�ามุม 45 องศากับกระจกสไลด์ แล้วค่อย ๆ ปดไปบนแผ่นสไลด์ 4.  ใช้กระดาษทิชชูแตะข้าง ๆ กระจกปดสไลด์เพื่อซับน�้าส่วนเกินออก แล้วน�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ สังเกตและบันทึกภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 5.  ใช้ปากคีบปลายแหลมเด็ดใบสาหร่ายหางกระรอกบริเวณใกล้ส่วนยอด 1 ใบ 6. วางบนหยดน�้าบนกระจกสไลด์ และปดด้วยกระจกปดสไลด์ 7.  น�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ สังเกตและบันทึก ภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 1 ศึกษาเซลล์พืช วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ์ จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้   อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การจ�าแนกประเภท - การลงความเห็นจากข้อมูล สารละลาย ไอโอดีน  เยื่อหัวหอมแดง กระจกปดสไลด์ เนื้อเยื่อด้านใน หัวหอมแดง สาหร่ายหางกระรอกสาหร่ายหางกระรอก  ภาพที่ 2.10  ภาพที่ 2.11 36 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน ทํากิจกรรม เรื่อง รูปรางและสวนประกอบของเซลลพืช และเซลลสัตว โดยใหนักเรียนแบงหนาที่ ดังนี้ - สมาชิก 2 คน : ศึกษาสไลดของเซลลพืช เชน เซลลใบสาหรายหางกระรอก เซลลเยื่อ หัวหอมแดง เปนตน - สมาชิก 2 คน : ศึกษาสไลดของเซลลสัตว เชน เซลลเยื่อบุขางแกม เปนตน หองปฏิบัติการ การเตรียมสไลดตัวอยางในขั้นตอนการปดกระจกปดสไลด ครูอาจแนะนํา วิธีการปดกระจกปดสไลด เพื่อไมใหเกิดฟองอากาศภายในสไลด โดยการใชเข็ม เขี่ยรองรับแผนกระจกปดสไลดไวดานหนึ่ง สวนอีกดานหนึ่งของกระจกปดสไลด แตะอยูบนหยดนํ้าตัวอยาง จากนั้นคอยๆ ลดระดับเข็มเขี่ยใหตํ่าลง จนกระทั่ง กระจกปดสไลดปดลงบนหยดนํ้าทั้งหมด ซึ่งหากไมใชเข็มเขี่ย อาจใชคีมปลายแหลม หรือเข็มหมุดแทนได ภาพที่เห็นภายใตกลองจุลทรรศน (ตอนที่ 1) เซลลเยื่อหัวหอมแดง เซลลใบสาหรายหางกระรอก บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T42


  8.  เปรียบเทียบเซลล์พืชทั้ง  2  ชนิด  ที่นักเรียนสังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์กับภาพต่อไปนี้  แล้วระบุส่วนประกอบในภาพ ที่นักเรียนวาด เซลล์เยื่อหัวหอมแดง ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ผนังเซลล์ เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม คลอโรพลาสต์ นิวเคลียส   1.  ใช้ก้านส�าลีที่สะอาดขูดเบา ๆ ที่ด้านในของกระพุ้งแก้ม แล้วน�าไปแตะลงบนกระจกสไลด์ที่มีหยดน�้าเกลือเข้มข้น 0.85% w/v   2. หยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด ลงบนเซลล์เยื่อบุข้างแก้มบนกระจกสไลด์ แล้วปดด้วยกระจกปดสไลด์   3.  น�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง  ตามล�าดับ  สังเกตและบันทึก ภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์   4. เปรียบเทียบเซลล์ที่สังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์กับภาพต่อไปนี้ แล้วชี้ส่วนประกอบในภาพที่นักเรียนวาด ตอนที่ 2 ศึกษาเซลล์สัตว์ เยื่อหุ้มเซลล์ นิวเคลียส ไซโทพลาซึม  ภาพที่ 2.14 เซลล์เยื่อบุข้างแก้มภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ก้านส�าลี เซลล์เยื่อบุ ข้างแก้ม สารละลาย ไอโอดีน   ภาพที่ 2.12  ภาพที่ 2.13 37 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต ขั้นสอน สํารวจคนหา 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมเปรียบเทียบเซลลพืช และเซลลสัตวที่สังเกตเห็นภายใตกลองจุลทรรศน พรอมบันทึกผลและตอบคําถามทาย กิจกรรมลงในแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูถามนักเรียนวา เซลลพืชและเซลลสัตวมี ออรแกเนลลใดบางที่แตกตางกัน (แนวตอบ เซลลพืชจะพบผนังเซลลและ คลอโรพลาสต สวนเซลลสัตวจะพบเซนทริโอล) 2. ครูใหนักเรียนทําแผนพับ เรื่อง เซลลพืชและ เซลลสัตวในประเด็นตางๆ ไดแก โครงสราง หนาที่ สวนประกอบตางๆ ของเซลล และ ความแตกตางระหวางเซลลพืชและเซลลสัตว 3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET หากนําเซลลชนิดหนึ่งไปศึกษาดวยกลองจุลทรรศน นักเรียนจะ มีวิธีการสังเกตอยางไรวาเซลลนั้นเปนเซลลพืชหรือเซลลสัตว (วิเคราะหคําตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูใน ดุลยพินิจของครูผูสอน ซึ่งความแตกตางระหวางเซลลพืชและ เซลลสัตวนั้นสามารถสังเกตไดจาก • รูปรางของเซลล (รูปรางกลมหรือเหลี่ยม) • ผนังเซลล (มีผนังเซลลหรือไม) • คลอโรพลาสต (มีคลอโรพลาสตหรือไม) • แวคิวโอล (มีแวคิวโอลขนาดใหญหรือเล็ก) อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอ ขอมูลการเปรียบเทียบเซลลพืชและเซลลสัตว และอธิบายหนาที่ของสวนประกอบตางๆ ของ เซลล 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการทํา กิจกรรม และเฉลยคําตอบจากคําถามทาย กิจกรรม ภาพที่เห็นภายใตกลองจุลทรรศน (ตอนที่ 2) เซลลเยื่อบุขางแกม บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T43


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จากผลกิจกรรมตอนที่ 1 พบว่า เซลล์เยื่อหัวหอมแดงและเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นเซลล์พืช จะมีลักษณะค่อน ข้างเหลี่ยม ประกอบด้วยส่วนประกอบส�าคัญ คือ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสเหมือนกัน แต่เซลล์ใบสาหร่าย หางกระรอกจะพบคลอโรพลาสต์ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อหัวหอมแดง จากผลกิจกรรมตอนที่ 2 พบว่า เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม ซึ่งเป็นเซลล์สัตว์ จะมีลักษณะค่อนข้างกลม ประกอบด้วยส่วนประกอบ ส�าคัญ คือ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส จากผลกิจกรรมทั้งสอง พบว่า เซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะมีรูปร่างเซลล์ที่แตกต่างกัน และจะพบเยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสเหมือนกัน แต่ในเซลล์พืชจะพบผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ซึ่งไม่พบในเซลล์สัตว์ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. จงอธิบายส่วนประกอบของเซลล์เยื่อหัวหอมแดง เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก และเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 2. จงเปรียบเทียบรูปร่างของเซลล์เยื่อหัวหอมแดง เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก และเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 3. จากการศึกษาเซลล์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนประกอบใดที่พบในเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อหัวหอมแดง 4. จากการศึกษาเซลล์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนประกอบใดที่พบในเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 5. เพราะเหตุใดจึงต้องหยดสารละลายไอโอดีนในการศึกษาเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ อภิปรายผลกิจกรรม นอกจากกล้องจุลทรรศน์ใช้แสงที่ใช้ในการทดลองแล้ว ยังมีกล้องจุลทรรศน์อีกหลายประเภท ซึ่งแต ่ละ ประเภทถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เป็นกล้องจุลทรรศน์ที่มีก�าลังขยาย สูงกว่ากล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง สามารถแสดงโครงสร้างของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากจนถึงระดับนาโนเมตรได้ เนื่องจากใช้ล�าอนุภาคอิเล็กตรอนซึ่งมีพลังงานสูงในการตรวจสอบวัตถุแทนแสงธรรมดา มีทั้งแบบที่แสดงตัวอย่าง ภาพ 2 มิติ เรียกว่า กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (transmission electron microscope) และตัวอย่าง ภาพ 3 มิติ เรียกว่า กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscope) Focus Science กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอน (electron microscope) ภาพที่ 2.16 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน ภาพที่ 2.15 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ภาพที่ 2.17 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ตัวอย่างเซลลเม็ดเลือดของมนุษยเมื่อศึกษาดวยกลองจุลทรรศนประเภทต่าง ๆ 38 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. เซลลเยื่อหัวหอมแดง เซลลใบสาหราย หางกระรอก และเซลลเยื่อบุขางแกม มีนิวเคลียส ไซโทพลาซึม และเยื่อหุมเซลลเปนสวนประกอบของ เซลลพื้นฐานเหมือนกัน แตผนังเซลลจะพบเฉพาะ ในเซลลพืช คือ เซลลเยื่อหัวหอมแดง และเซลล ใบสาหรายหางกระรอก และคลอโรพลาสตเปน ออรแกเนลลที่เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง ซึ่งมีสารสีเขียวหรือสารคลอโรฟลลอยู ภายในจะพบอยูในเซลลใบสาหรายหางกระรอก เทานั้น 2. เซลลเยื่อหัวหอมแดงและเซลลใบสาหราย หางกระรอกจะคอนขางเหลี่ยม สวนเซลลเยื่อบุขาง แกมจะคอนขางกลม 3. คลอโรพลาสต 4. ผนังเซลลและคลอโรพลาสต 5. เพื่อใหเห็นสวนประกอบของเซลลไดชัดเจน ยิ่งขึ้น ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบแบบบันทึกกิจกรรมในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัดใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแผนพับ เรื่อง เซลลพืชและเซลลสัตว แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง โครงสรางของเซลล ไดจาก แบบประเมินการปฏิบัติการ จากกิจกรรม เรื่อง รูปรางและสวนประกอบของ เซลลพืชและเซลลสัตว และจากแบบประเมินการนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวย การเรียนรูที่ 2 จากการทดลองเปรียบเทียบลักษณะของเซลลพืชและเซลลสัตว ในขั้นตอนที่ 3 เพราะเหตุใดตองหยดสารละลายไอโอดีนลงไป บนเซลล 1. เพื่อลางทําความสะอาดเซลล 2. เพื่อหยุดการทํางานของเซลล ณ ขณะนั้น 3. เพื่อทําใหเซลลพืชและเซลลสัตวมีการกลายพันธุ 4. เพื่อทําใหสามารถมองเห็นเซลลพืชและเซลลสัตวไดชัดเจน ยิ่งขึ้น (วิเคราะหคําตอบ เนื่องจากเซลลมีลักษณะใส สังเกตเห็นไดยาก จึงตองหยดสารละลายไอโอดีน เพื่อชวยยอมสีเซลลใหสามารถ สังเกตเห็นโครงสรางของเซลลไดชัดเจน ดังนั้น ตอบขอ 4.) แบบประเมินการปฏิบัติการ แผนฯ ที่ 2,3 ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติการของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการทดลอง 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติการ 3 การน าเสนอ รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติการ ทดลอง ท าการทดลองตาม ขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ ได้อย่างถูกต้อง ท าการทดลองตาม ขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ ได้อย่างถูกต้อง แต่อาจ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท าการ ทดลอง และการใช้ อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท าการ ทดลอง และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะ ปฏิบัติการ มีความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง โดยไม่ต้องได้รับค า ชี้แนะ และท าการ ทดลองเสร็จทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง แต่ต้องได้รับค าแนะน า บ้าง และท าการทดลอง เสร็จทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง จึงท าการทดลองเสร็จ ไม่ทันเวลา ท าการทดลองเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ทดลองได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการทดลอง เป็นขั้นตอนชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ทดลองได้ถูกต้อง แต่ การน าเสนอผลการ ทดลองยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการทดลอง ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การทดลอง เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T44


สารทุกชนิดถูกล�าเลียง เข้าและออกจากเซลล์ ได้หรือไม่ Prior Knowledge 2 การล�าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ในการด�ารงชีวิตของเซลล์ เซลล์จ�าเป็นต้องได้รับแก๊สออกซิเจนและ อาหารจากภายนอกเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์ และก�าจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียออกสู่ภายนอกเซลล์ซึ่งเซลล์จะมีกลไกต่างๆในการรับและก�าจัด สารต่าง ๆ เหล่านั้น ลูกเหม็นดับกลิ่น ถูกน�ามาใช้ ป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้า และดับกลิ่น ในห้องนา �้ซึ่งลูกเหม็นประกอบด้วยสาร แนฟทาลีน (naphthalene) ที่สามารถ เปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็น ไอ (การระเหิด) ที่อุณหภูมิห้องได้ และ จะแพร่กลิ่น (ความเข้มข้นของสารสูง) ออกสู่อากาศ (ความเข้มข้นของสารต�่า) ไปทั่วบริเวณนั้นได้ การแพร่สามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิต เช่น การแพร่ของธาตุอาหารในดินเข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช การแพร่ ของแก๊สออกซิเจนเข้าสู่เซลล์พืชและเซลล์สัตว์เพื่อใช้ในกระบวนการหายใจ การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ใบเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นต้น อนุภาคสีผสมอาหาร อนุภาคน�้า 2.1 การแพร่ การแพร่ (diffusion) เป็นกระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจาก บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต�่า จนกระทั่งความเข้มข้นของสารทั้งสองบริเวณสมดุลกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อใส่สีผสมอาหารลงในน�้าที่บรรจุในบีกเกอร์ ในระยะแรกสีผสมอาหาร จะยังไม่กระจายไปทั่วน�้าในบีกเกอร์ แต่เมื่อทิ้งไว้สักระยะ สีผสมอาหาร จะกระจายไปทั่วน�้าในบีกเกอร์ จนน�้ามีสีเดียวกันทั้งบีกเกอร์ การเปลี่ยนสีของน�้าหลังจากใส่สีผสมอาหารลงไป เกิดจากอนุภาคของ สีผสมอาหาร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเข้มข้มของอนุภาคสารสูง แพร่ออกไป ปะปนกับอนุภาคของน�้าซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเข้มข้นของอนุภาคสารต�่า จนกระทั่งการแพร่อนุภาคของสีผสมอาหารในน�้าสมดุลกันทั่วทั้งบีกเกอร์ Science in Real Life ภาพที่ 2.18 การแพร่ของสีผสมอาหารในน�้า 39 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต เข้าสู่ใบเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขนรากของพืชสามารถลําเลียงธาตุอาหารเขาสูเซลลโดยวิธีการใด 1. การแพร 2. การไหลซึม 3. ออสโมซิส 4. การลําเลียงสารแบบไมใชพลังงาน (วิเคราะหคําตอบ การลําเลียงธาตุอาหารของขนรากของพืช เปนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารจากบริเวณที่มีความเขมขนสูง (ดิน) ไปยังบริเวณที่มีความเขมขนตํ่า (เซลลพืช) ซึ่งการลําเลียงรูปแบบนี้ เปนรูปแบบของการแพร ดังนั้น ตอบขอ 1.) นักเรียนควรรู 1 กระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ กระบวนการสรางอาหารของพืช โดยใชแกสคารบอนไดออกไซดและนํ้าเปนวัตถุดิบ โดยมีคลอโรฟลลกับแสง เปนตัวเรงปฏิกิริยา ซึ่งผลิตภัณฑที่ได คือ นํ้าตาลกลูโคส แกสออกซิเจน และนํ้า ขั้นนํา กระตุนความสนใจ ครูถามคําถามเพื่อกระตุนความสนใจและ ทบทวนความรูของนักเรียนวา พืชสามารถดูดนํ้า และธาตุอาหารจากดินเขาสูลําตนผานอวัยวะใด (แนวตอบ พืชจะดูดนํ้าและธาตุอาหารจากดิน เขาสูลําตนผานทางราก โดยในรากจะมีทอลําเลียงนํ้า หรือไซเล็ม (xylem) ทําหนาที่ในการลําเลียงนํ้า และธาตุอาหาร) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาหลักการแพร และตัวอยาง การแพรที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน และใน สิ่งมีชีวิต จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T45


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET   การแพร่ของอนุภาคสารต่าง ๆ ผ่านเข้าและออกจากเซลล์เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อความเข้มข้นของ สารภายนอกเซลล์มากกว่าภายในเซลล์  สารจะแพร่เข้าสู่เซลล์ ในทางตรงกันข้าม เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอก เซลล์น้อยกว่าภายในเซลล์ สารจะแพร่ออกจากเซลล์ โดยมีกลไก ดังนี้   ในสภาพแวดล้อมที่ความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์ใกล้เคียงกัน  อนุภาคสารที่เคลื่อนที่เข้าและออกจากเซลล์จะใกล้เคียงกัน   อนุภาคสารที่ออกจากเซลล์จะน้อยกว ่าอนุภาคสารที่ เข้าสู่เซลล์   อนุภาคสารที่ออกจากเซลล์จะมากกว่าอนุภาคสารที่เข้าสู่ เซลล์   เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์อยู่ ในระดับที่ใกล้เคียงกันอีกครั้ง  การเคลื่อนที่ของอนุภาคสาร เข้าและออกจากเซลล์จะเท่ากันอีกครั้ง   เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์อยู่ ในระดับที่ใกล้เคียงกันอีกครั้ง  การเคลื่อนที่ของอนุภาคสาร เข้าและออกจากเซลล์จะเท่ากันอีกครั้ง 2 2 3 3 ความเขมขนของสารภายนอกเซลลมากกว่าภายในเซลล์ ความเขมขนของสารภายนอกเซลลน้อยกว่าภายในเซลล์ การแพร่ของสารเข้าและออกจากเซลล์ 1  ในสภาพแวดล้อมที่ความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์ใกล้เคียงกัน    การแพร่ของสารจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความเข้มข้นของสาร สารที่มีความเข้มข้นมาก จะแพร่ได้เร็วกว่าสารที่มีความเข้มข้นน้อย 2) อุณหภูมิ การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับอนุภาคสารที่จะแพร่ จึงท�าให้การแพร่เกิดได้เร็วขึ้น 3) ขนาดอนุภาคของสาร สารที่มีอนุภาคขนาดเล็ก จะแพร่ได้เร็วกว่าสารที่มีอนุภาคขนาดใหญ่ 4) ความสามารถในการละลายของสาร สารที่สามารถละลายได้ดี จะมีอัตราการแพร่สูง Focus Science ปจจัยควบคุมกำรแพรของสำร  ภาพที่ 2.19 การแพร่ของสารเข้าและออกจากเซลล์ 40   การแพร่ของอนุภาคสารต่าง ๆ ผ่านเข้าและออกจากเซลล์เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อความเข้มข้นของ  การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับอนุภาคสารที่จะแพร่ จึงท�าให้การแพร่เกิดได้เร็วขึ้น 1 2 นักเรียนควรรู 1 อนุภาค คือ สสารที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจหมายถึงอะตอม อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน แตในหนวยการเรียนรูนี้จะหมายถึงโมเลกุลของสาร ซึ่งเปน หนวยที่เล็กที่สุดของสาร สามารถอยูเปนอิสระและรักษาสมบัติทางเคมีของ สารนั้นไวได 2 พลังงานจลน คือ พลังงานของวัตถุ หรืออนุภาคซึ่งกําลังเคลื่อนที่ โดยขึ้นอยู กับมวลและความเร็วของวัตถุ หรืออนุภาคนั้น การแพรของสารเขาและออกจากเซลลเกิดขึ้นเมื่อใด (วิเคราะหคําตอบ การแพรของสารเขาสูเซลลเกิดขึ้นเมื่อสาร ภายนอกเซลลมีความเขมขนมากกวาภายในเซลล สวนการแพร ของสารออกจากเซลลจะเกิดขึ้น เมื่อสารภายในเซลลมีความ เขมขนมากกวาสารภายนอกเซลล) ขั้นสอน สํารวจคนหา 2. ครูใหนักเรียนศึกษากระบวนการแพรของสาร ผานเขา-ออกจากเซลล เมื่อความเขมขนของ สารภายนอกและภายในเซลลแตกตางกัน รวมถึงปจจัยที่มีผลตอการแพรของสาร จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม นํา สอน สรุป ประเมิน T46


à·¤¹Ô¤ ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ การแพร่ของสาร กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ 1.  น�้า  4.  เกล็ดด่างทับทิม 2.  ช้อนตักสาร  5.  บีกเกอร์ขนาด 50 ml 3.  เครื่องชั่งสาร 1.  ใส่น�้าปริมาณ 30 มิลลิลิตร ลงในบีกเกอร์ 2.   ใช้ช้อนตักสารตักเกล็ดด่างทับทิม 0.5 กรัม ใส่ลงในบีกเกอร์ที่บรรจุน�้า 30 มิลลิลิตร สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน  5 นาที   จากผลกิจกรรม เมื่อใส่เกล็ดด่างทับทิมลงในน�้า ในระยะแรก อนุภาคของเกล็ดด่างทับทิมจะยังไม่เกิดการแพร่ แต่เมื่อเวลา ผ่านไป  อนุภาคของเกล็ดด่างทับทิมจะแพร่จากบริเวณที่มี ความเข้มข้นสูงไปสู ่บริเวณที่มีความเข้มข้นต�่า  จนกระทั่ง ความเข้มข้นของสารในบีกเกอร์เข้าสู ่สภาวะสมดุล  น�้าใน บีกเกอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ดังรูป วิธีปฏิบัติ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. หลังจากใส่เกล็ดด่างทับทิมลงในน�้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. ถ้าตั้งบีกเกอร์ไว้นาน 5 นาที สีของสารละลายจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะเหตุใด อภิปรายผลกิจกรรม   ภาพที่ 2.21 การแพร่ของด่างทับทิม 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง   สร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 เกล็ดด่างทับทิม ช้อนตักสาร  ภาพที่ 2.20 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 น�้า 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 41 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต หองปฏิบั ติการ การทําการทดลองที่ตองใชดางทับทิมตองระวังไมใหดางทับทิมสัมผัสกับ ผิวโดยตรง เพราะจะทําใหผิวหนังแหงเปนขุย หรือถาสารละลายมีความเขมขน มากก็จะทําใหเปนผื่นแดง มีอาการปวด เปนแผลไหม หรือเปนจุดดางสีนํ้าตาล ดังนั้น จึงไมควรใชมือหยิบดางทับทิม ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูจัดกิจกรรม โดยใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน ทํากิจกรรมการแพรของสาร สังเกต และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายผล การแพรของสาร และสิ่งที่สังเกตไดจาก กิจกรรม พรอมตอบคําถามทายกิจกรรมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอ ผลการอภิปรายจากกิจกรรมการแพรของสาร และตอบคําถามทายกิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการ ทํากิจกรรมและเฉลยคําตอบของคําถามทาย กิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม เมื่อใสเกล็ดดางทับทิมลงในนํ้าในระยะแรก อนุภาคของเกล็ดดางทับทิมจะยังไมแพรปะปนกับ อนุภาคนํ้าโดยรอบ แตเมื่อเวลาผานไป อนุภาคของ เกล็ดดางทับทิมจะเริ่มแพรออกไปปะปนกับอนุภาค ของนํ้าโดยรอบ จนกระทั่งนํ้าในบีกเกอรเปลี่ยนเปน สีมวงทั้งหมด เวลา (นาที) การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได 1 นํ้าบริเวณรอบเกล็ดดางทับทิมที่อยูกนบีกเกอรมีสีมวง 2 นํ้าบริเวณใกลกับเกล็ดดางทับทิมโดยรอบเริ่มมีสีมวงออน 3 สีของสารละลายบางสวนมีสีมวงออน และมีสีมวงเขม บริเวณที่มีเกล็ดดางทับทิม 4 เมื่อเกล็ดดางทับทิมละลายหมด สีของสารละลายเริ่มมี สีเขมขึ้น 5 สีของสารละลายมีสีมวงเขมทั่วทั้งบีกเกอร บันทึก กิจกรรม หมายเหตุ : บันทึกผลตามภาพที่เห็นจากการทดลองจริง นํา สอน สรุป ประเมิน T47


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET  ภาพที่ 2.22 การเคลื่อนที่ของน�้าผ่านเยื่อเลือกผ่าน โดยไม่ยอมให้โปรตีนซึ่งเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ผ่าน การออสโมซิสเป็นกระบวนการที่ส�าคัญอย่างมากในการด�ารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีน�้าเป็นส ่วนประกอบหลัก และเซลล์จะอยู ่ในสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสกับน�้าอยู ่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับ กระบวนการล�าเลียงสารต่าง ๆ ในพืชอีกด้วย 2.2 การออสโมซิส การออสโมซิส (osmosis) เป็นกระบวนการเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายต�่าไป สู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูง หรือบริเวณที่มีโมเลกุลของน�้ามากไปสู่บริเวณที่มีโมเลกุลของน�้าน้อย โดยผ่านเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) ซึ่งมีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ที่ยอมให้ของเหลวหรือน�้าแพร่ผ่าน  เข้าและออกได้ แต่ไม่ยอมให้สารอื่น ๆ ผ่านได้ โมเลกุลน�้าสามารถเคลื่อนที่ ผ่านเยื่อเลือกผ่านได้ โปรตีน น�้า โมเลกุลโปรตีน มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านเยื่อเลือกผ่านได้ เยื่อเลือกผ่าน ปัจจัยควบคุมการออสโมซิส การออสโมซิสของสารจะเกิดขึ้นได้ช้าหรือเร็ว ซึ่งมีหลายปัจจัยมา เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) ความเข้มข้นของสาร ถ้าความเข้มข้นของสารละลายระหว่าง สองบริเวณแตกต่างกันมาก การออสโมซิสจะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้า ความเข้มข้นของสารละลายสองบริเวณใกล้เคียงกัน การออสโมซิสจะเกิดช้า 2) อุณหภูมิการเพิ่มอุณหภูมิเสมือนเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้แก่ อนุภาคสาร ท�าให้อนุภาคสารเคลื่อนที่ได้เร็วกระบวนการออสโมซิสจึงเกิดขึ้น เร็ว การยืดอายุความสดของผักและ ผลไม้หลังจากเก็บเกี่ยว  โดยน�าผักและ ผลไม้ไปแช ่ในน�้า ซึ่งน�้าจะถูกดูดซึม เข้าสู่เซลล์ด้วยกระบวนการออสโมซิส เพื่อทดแทนน�้าที่สูญเสียไป  ท�าให้ สามารถยืดอายุความสดของผักและ ผลไม้ได้นานขึ้น Science in Real Life 42 2.2 การออสโมซิส 1 นักเรียนควรรู 1 การออสโมซิส เปนกระบวนการดูดนํ้าที่พบมากที่สุดในพืชทั่วๆ ไปใน สภาวะปกติ และเกิดขึ้นอยางตอเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากสารละลายในดินทั่วไป จะมีความเขมขนนอยกวาสารละลายในเซลลราก ทําใหเกิดการออสโมซิส โดยนํ้า ในดินจะแพรเขาสูเซลลราก ทําใหเซลลรากที่รับนํ้าจากดินเขาไปมีความเขมขน ของสารนอยกวาเซลลที่อยูถัดไป จึงเกิดการออสโมซิสตอไป โดยนํ้ามีการแพร ไปยังเซลลที่อยูถัดไป เปนเชนนี้อยางตอเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนถึงทอลําเลียงนํ้า ซึ่งจะลําเลียงนํ้าสงไปยังสวนตางๆ ของพืชตอไป การทดลองเพื่อศึกษาการแพรของดางทับทิม 3 ชุดทดลอง ไดผลการทดลอง ดังนี้ ชุดการ ทดลอง สาร ละลาย ผลการทดลอง 1 A สีมวงของดางทับทิมกระจายไปทั่วทิศทางอยางรวดเร็ว 2 B สีมวงของดางทับทิมกระจายไปทั่วทิศทางอยางชาๆ 3 C อนุภาคของดางทับทิมไมมีการเคลื่อนที่ ขอใดตอไปนี้ไมควรเปนตัวแปรควบคุมในการทดลองนี้ 1. ชนิดสารละลาย 3. ปริมาณของดางทับทิม 2. ระยะเวลาในการสังเกต 4. ปริมาณของสารละลาย (วิเคราะหคําตอบ ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของสารละลาย ซึ่งควบคุมใหทั้ง 3 การทดลองเหมือนกัน ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูทบทวนความรูเดิมจากชั่วโมงที่แลวเกี่ยวกับ กระบวนการแพรของสาร พอสังเขป 2. ครูใหนักเรียนศึกษาหลักการออสโมซิส และ ตัวอยางการออสโมซิสที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต และในชีวิตประจําวัน รวมถึงปจจัยที่มีผลตอ การออสโมซิสของนํ้า จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตร สารคดีสั้น Twig เรื่อง เยื่อหุมเซลล https://www.twig-aksorn.com/film/ the-cell-membrane-7927/ นํา สอน สรุป ประเมิน T48


  ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ร่วมกันอภิปรายในหัวข้อ “นักเรียนมีประสบการณ์เกี่ยวกับการแพร่ของสาร และการออสโมซิสของสารในชีวิตประจ�าวันหรือไม่”  อธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ  แล้วส่งตัวแทนกลุ่มน�าเสนอ หน้าชั้นเรียน Science Activity 1.   น�าเซลโลเฟนชุบน�้าให้เปยก บุลงในบีกเกอร์ แล้วน�าสารละลายน�้าตาลทรายเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวลต่อปริมาตร ปริมาตร  30 มิลลิลิตร เทลงในเซลโลเฟน 2.   น�าหลอดแก้วจุ่มลงในสารละลายน�้าตาลในเซลโลเฟน รวบปากถุงแล้วใช้ยางรัดปากถุงเซลโลเฟนติดกับหลอดแก้วให้แน่น  โดยพยายามอย่าให้มีฟองอากาศเกิดขึ้นทั้งในหลอดแก้ว และในถุงเซลโลเฟน 3.   ยึดหลอดแก้วกับขาตั้งให้ตั้งตรง  ท�าเครื่องหมายแสดงระดับของเหลวในหลอด  แล้วใส่น�้าลงในบีกเกอร์  ให้ระดับน�้าอยู่ใต้ ยางรัดปากถุงเล็กน้อย และสังเกตการเปลี่ยนแปลงในเวลา 5 นาที บันทึกผล    จากผลกิจกรรม  พบว่า ระดับของเหลวในหลอดแก้วจะเพิ่มสูงขึ้น  ซึ่งเกิดจากการแพร่ของน�้าจากภายนอกถุงเซลโลเฟน  (ความเข้มข้นของสารละลายต�่า) ผ่านเข้าไปในถุง (ความเข้มข้นของสารละลายสูง) โดยถุงเซลโลเฟนจะท�าหน้าที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน ที่ยอมให้อนุภาคของน�้าผ่านเข้าไปได้  แต่ไม่ยอมให้อนุภาคของน�้าตาลที่มีขนาดใหญ่ผ่านออกมา  ซึ่งอนุภาคของน�้าที่ผ่านเข้าไป จะท�าให้ระดับของเหลวในหลอดแก้วเพิ่มสูงขึ้น วัสดุอุปกรณ์ 1.  น�้า  6.  เซลโลเฟนขนาด 15 × 15 เซนติเมตร  2.  ยางรัด  7.  หลอดแก้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร 3.  ขาตั้งและที่ยึด   8.  สารละลายน�้าตาลทรายเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวล 4.  บีกเกอร์ขนาด 100 ml    ต่อปริมาตร 5.  ไม้บรรทัด วิธีปฏิบัติ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. ระดับของเหลวในหลอดแก้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 2. หากเปลี่ยนน�้าในบีกเกอร์เป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่าสารละลายน�้าตาลทรายระดับของเหลวในหลอดแก้วมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใด อภิปรายผลกิจกรรม การแพร่ผ่านเยื่อเลือกผ่าน กิจกรรม จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง   สร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การวัด 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 เซลโลเฟน บีกเกอร์ ยางรัด หลอดแก้ว ขาตั้ง น�้า สารละลายน�้าตาลทราย สารละลายน�้าตาลทราย  ภาพที่ 2.23 43 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถุงกระดาษเซลโลเฟนมีคุณสมบัติเหมือนกับโครงสรางใดใน เซลลของสิ่งมีชีวิต 1. ผนังเซลล 2. เยื่อหุมเซลล 3. ไซโทพลาซึม 4. คลอโรพลาสต (วิเคราะหคําตอบ ถุงกระดาษเซลโลเฟนมีคุณสมบัติยอมใหสาร บางชนิดเคลื่อนที่ผานได จึงทําหนาที่เปนเยื่อเลือกผานเหมือนกับ คุณสมบัติของเยื่อหุมเซลล ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน ทํา กิจกรรม เรื่อง การแพรผานเยื่อเลือกผาน สังเกต และบันทึกผลกิจกรรมลงในแบบบันทึก กิจกรรมในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูถามคําถามนักเรียนวา การแพรและการออสโมซิสมีความแตกตางกันอยางไร (แนวตอบ การแพร เปนการเคลื่อนที่ของอนุภาค สาร แตการออสโมซิส เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลนํ้า) 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมทํารายงาน เรื่อง การแพร และการออสโมซิส 3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอผล จากกิจกรรม เรื่อง การแพรผานเยื่อเลือกผาน และใหนักเรียนตอบคําถามทายกิจกรรมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการ ทํากิจกรรม และเฉลยคําตอบของคําถามทาย กิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. ระดับของเหลวในหลอดแกวจะสูงขึ้น เพราะเกิด จากการออสโมซิสของนํ้าภายนอกถุงเซลโลเฟน ผานเขาไปในถุง 2. ระดับของเหลวในหลอดแกวจะลดลง เพราะเกิด จากการออสโมซิสของนํ้าภายในถุงเซลโลเฟน ออกไปยังบริเวณที่มีสารละลายความเขมขนสูง หรือบริเวณที่มีปริมาณนํ้านอย ขั้นตอนปฏิบัติ ระดับของสารละลายนํ้าตาลทราย จากปากบีกเกอร กอนเติมนํ้าลงในบีกเกอร ตัวอยางเชน 15 เซนติเมตร 5 นาทีหลังเติมนํ้าลงในบีกเกอร ตัวอยางเชน 20 เซนติเมตร บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T49


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2 เซลล์ของสิ่งมีชีวิต การล�าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ Summary หน่วยของสิ่งมีชีวิต อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาวัตถุขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กล้องจุลทรรศน์ ประเภทของสิ�งมีชีวิต โครงสร้างของเซลล์ การแพร่ การออสโมซิส สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ร่างกายประกอบด้วยเซลล์จ�านวนมาก โดยเซลล์ชนิดเดียวกันหรือมีลักษณะคล้ายกัน จะมาอยู่รวมกันเพื่อท�าหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น พืช สัตว์ เป็นต้น สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การด�ารงชีวิตจะเกิดขึ้นภายในเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย พารามีเซียม เป็นต้น เยื่อหุ้มเซลล์ : ท�าหน้าที่ห่อหุ้มส่วนที่อยู่ ภายในเซลล์ และควบคุมการผ่านเข้า-ออก ของสารระหว ่างเซลล์  แต ่เซลล์พืชมี ผนังเซลล์หุ้มอีกชั้น ไซโทพลาซึม : มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ภายในประกอบด้วยออร์แกเนลล์ต่าง ๆ  เช่น แวคิวโอล ไรโบโซม ไมโทคอนเดรีย เป็นต้น นิวเคลียส :มีลักษณะค่อนข้างกลม ภายใน มีสารควบคุมลักษณะพันธุกรรมและ กิจกรรมของเซลล์ ผนังเซลล์ : ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ด้านนอก ของเซลล์พืช ท�าให้เซลล์มีความแข็งแรง  ช่วยให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ คลอโรพลาสต์ : ภายในมีรงควัตถุสีเขียว เรียกว ่า  คลอโรฟลล์  ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของ สารละลายต�่าไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูงโดย ผ่านเยื่อเลือกผ่าน กระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจากบริเวณที่มี ความเข้มข้นสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นต�่า เซลล์สัตว์ เซลล์พืช  ภาพที่ 2.24  ภาพที่ 2.25  ภาพที่ 2.26 44 วันหนึ่งพี่พรพุทธเห็นวาตนไมหนาบานเหี่ยวกําลังจะตาย จึง หยิบสายยางมาฉีดรดนํ้าตนไมใหมีความชุมชื้นขึ้น (1) แลวเดิน กลับไปเพื่ออาบนํ้าแตงตัวไปทํางาน กอนออกจากบาน พี่พรพุทธ หยิบนํ้าหอมมาฉีดที่เสื้อ (2) แลวออกไปทํางาน จากกิจวัตรในชีวิตประจําวันที่ขีดเสนใตทั้ง (1) (2) จัดเปน การลําเลียงสารแบบใด 1. การแพรและฟาซิลิเทต 3. ออสโมซิสและออสโมซิส 2. ออสโมซิสและการแพร 4. ออสโมซิสและฟาซิลิเทต (วิเคราะหคําตอบ กิจวัตรหมายเลข (1) เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลนํ้าจากบริเวณที่มีนํ้ามากไปสูบริเวณที่มีนํ้านอย จึงจัดเปน การออสโมซิส สวนกิจวัตรหมายเลข (2) เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลสารจากความเขมขนของสารมากไปสูความเขมขนนอย จึงจัดเปนการแพร ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสรุป ขยายความรู 4. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน 5. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายหนวยที่ 2 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 6. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายเลม 7. ครูใหนักเรียนตรวจสอบตนเองดวยการทํา Self-Check และตอบคําถาม Unit Question ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูตรวจแบบทดสอบทายเลม 3. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียน 4. ครูตรวจแบบทดสอบทายหนวยที่ 2 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 6. ครูตรวจกิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง H.O.T.S. 7. ครูประเมินรายงาน เรื่อง การแพรและการ ออสโมซิส 8. ครูประเมินการปฏิบัติการจากการทํากิจกรรม การแพรของสาร และการแพรผานเยื่อเลือก ผาน แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การลําเลียงสารเขาและ ออกจากเซลล ไดจากแบบประเมินการปฏิบัติการ จากกิจกรรม เรื่อง การแพรของ สาร และจากแบบประเมินการนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัด และประเมินที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T50


Unit Question ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1.  ยูกลีนาเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ สามารถด�ารงชีวิตอยู่ได้ด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว  1.1 2.  หากต้องการเห็นภาพภายใต้กล้องจุลทรรศน์ให้ชัดเจนขึ้นควรหมุนเลนส์ใกล้วัตถุที่มีก�าลัง ขยายสูงเข้าในแนวล�ากล้อง แล้วหมุนปุ่มปรับภาพหยาบ 1.2 3.  เซลล์สัตว์มีผนังเซลล์ แต่เซลล์พืชไม่มีผนังเซลล์ 1.3 4. เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกเซลล์มากกว่าภายในเซลล์ สารจะแพร่เข้าสู่เซลล์ 2.1 5.  ออสโมซิส  คือ  การเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายต�่าไปสู่ บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูง 2.2 1   จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ พร้อมยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิต 2  จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์ 3  จากภาพที่ก�าหนดให้ จงตอบค�าถามต่อไปนี้     3.1  จากภาพคือเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ เพราะเหตุใด     3.2  ออร์แกเนลล์หมายเลข 1 คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร 4   พารามีเซียมเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ใช้แก๊สออกซิเจนในกระบวนการหายใจ  และจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นจากกระบวนการนี้ จงเขียนแผนผังการแพร่ของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้า  และออกจากเซลล์พารามีเซียม พร้อมเขียนค�าอธิบายประกอบ 5   จากการทดลองหยดเลือดตัวอย่างลงบนสไลด์ที่มีน�้ากลั่น แล้วน�าไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์พบว่า    เซลล์เม็ดเลือดแดงบนสไลด์แตกหมดทุกเซลล์ จงตอบค�าถามต่อไปนี้   5.1  ความเข้มข้นของสารละลายภายนอกและภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นอย่างไร   5.2  เพราะเหตุใดเซลล์เม็ดเลือดแดงจึงแตก บันทึกลงในสมุด Self-Check ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่กําหนดให้ คําชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้     3.1  จากภาพคือเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ เพราะเหตุใด     3.2  ออร์แกเนลล์หมายเลข 1 คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร 1  ภาพที่ 2.27 45 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต เกร็ดแนะครู เมื่อจบการเรียนการสอนในหนวยการเรียนรูที่ 2 แลว ครูอาจจะใหนักเรียน เขียนสรุปเนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดที่ไดในหนวยการเรียนรูที่ 2 ออกมาเปนแผนผัง ความคิดในรูปแบบที่งายตอการเขาใจ แลวนําสงครูผูสอน เพื่อใหครูไดตรวจสอบ ความเขาใจของนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง และนักเรียนสามารถนําแผนผังนี้ไปใชอาน ประกอบเพื่อเตรียมตัวสอบได แนวตอบ Unit Question 1. รางกายของสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว ประกอบดวย เซลลเพียงเซลลเดียว ซึ่งกิจกรรมตางๆ จะเกิด ขึ้นภายในเซลลเดียว แตรางกายของสิ่งมีชีวิต หลายเซลลจําเปนตองมีหลายเซลลมาทําหนาที่ ประสานกันเพื่อทํากิจกรรมตางๆ 2. เซลลพืชและเซลลสัตว มีนิวเคลียส ไซโทพลาซึม และเยื่อหุมเซลลเหมือนกัน ซึ่งผนังเซลล และ คลอโรพลาสตจะพบเฉพาะในเซลลพืช สวน เซนทริโอลจะพบเฉพาะในเซลลสัตว 3. 3.1 เซลลพืช เพราะเซลลพืชมีรูปรางเหลี่ยม และมีคลอโรพลาสต 3.2 คลอโรพลาสต ทําหนาที่เกี่ยวของกับ กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 4. แกสออกซิเจนจะแพรเขาสูเซลล ขณะที่แกส คารบอนไดออกไซดจะแพรออกจากเซลล (แผนผังการแพรอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน) 5. 5.1 สารละลายภายในเซลลเม็ดเลือดแดงมี ความเขมขนมากกวาสารละลายภายนอก เซลล 5.2 เนื่องจากสารละลายภายในเซลลเม็ดเลือด แดงมีความเขมขนมากกวาสารละลาย ภายนอกเซลล นํ้าจึงออสโมซิสเขาสูเซลล เม็ดเลือดแดง จึงทําใหเซลลเม็ดเลือดแดง แตก กิจกรรม 21st Century Skills ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน ศึกษาคนควาเกี่ยวกับ กระบวนการออสโมซิส จากนั้นใหนักเรียนถนอมอาหารประเภทใด ก็ไดที่อาศัยหลักการออสโมซิส จากนั้นรวมกันอภิปราย และนําเสนอ หนาชั้นเรียน แนวตอบ Self-Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก นํา สอน สรุป ประเมิน T51


แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 1 การสังเคราะห์ ด้วยแสง 4 ชั่วโมง - แบบทดสอบก่อนเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ตัวอย่างพืช และ สิ่งมีชีวิต - อุปกรณ์การทดลอง 1. ระบุปัจจัยที่จ�ำเป็นใน การสังเคราะห์ด้วยแสง และผลผลิตที่เกิดขึ้น จากการสังเคราะห์ ด้วยแสงได้(K) 2. อธิบายความส�ำคัญของ การสังเคราะห์ด้วยแสง ของพืชต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมได้(K) 3. สามารถออกแบบ สภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อการปลูก ต้นไม้ได้(P) 4. ตระหนักในคุณค่าของ พืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจใบงาน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของพืช - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินรายงาน เรื่อง ปัจจัยที่จ�ำเป็นต่อ กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสง - ประเมินรายงาน เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจากระบวน การสังเคราะห์ด้วยแสง - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 2 การล�ำเลียงสาร ในพืช 5 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - อุปกรณ์การทดลอง - ตัวอย่างใบไม้ - สไลดตัวอยางโครงสราง ของระบบทอล�ำเลียงใน พืชใบเลี้ยงเดี่ยว และ พืชใบเลี้ยงคู 1. บรรยายลักษณะและ หน้าที่ของไซเล็มและ โฟลเอ็มได้(K) 2. บรรยายทิศทางการ ล�ำเลียงสารในไซเล็ม และโฟลเอ็มของพืช เป็นแผนภาพได้(K) 3. เปรียบเทียบโครงสร้าง ระบบท่อล�ำเลียงในพืช ใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบ เลี้ยงคู่ได้(P) 4. รับผิดชอบต่อหน้าที่ และงานที่ได้รับ มอบหมายได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจใบงาน เรื่อง การล�ำเลียงน�้ำและ แร่ธาตุของพืช - ตรวจแบบฝึกหัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 3 การเจริญเติบโต ของพืช 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - อุปกรณ์เพาะถั่วเขียว 1. อธิบายความส�ำคัญของ ธาตุอาหารบางชนิดที่มี ผลต่อการเจริญเติบโต และการด�ำรงชีวิตของ พืชได้(K) 2. เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหาร เหมาะสมกับพืชใน สถานการณ์ที่ก�ำหนด(P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช - ประเมินป้ายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่เหมาะสม ต่อการปลูกต้นพริก - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน Chapter Overview T52


แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 4 การสืบพันธุ์ แบบไม่อาศัยเพศ ของพืช 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ภาพน�ำเสนอการขยาย พันธุ์แบบไม ่อาศัยเพศ ของพืช (PowerPoint) 1. อธิบายการสืบพันธุ์แบบ ไม่อาศัยเพศของพืชดอก ได้(K) 2. เลือกวิธีการขยายพันธุ์ พืชให้เหมาะสมกับ ความต้องการของ มนุษย์ได้(P) 3. ตระหนักถึงประโยชน์ ของการขยายพันธุ์พืช ได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอ ผลวิธีการขยายพันธุ์พืช แบบไม่อาศัยเพศของพืช - ประเมินรายงาน เรื่อง การขยายพันธุ์พืชแบบ ไม่อาศัยเพศ - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 5 การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ ของพืช 5 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ตัวอย่างดอกไม้เช่น ดอกชบา ดอกพู่ระหง เป็นต้น - ตัวอย่างเมล็ดพืช เช่น เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดข้าวโพด เป็นต้น - ภาพน�ำเสนอการงอก ของเมล็ดพืชชนิดต่างๆ (PowerPoint) 1. อธิบายการสืบพันธุ์แบบ อาศัยเพศของพืชดอกได้ (K) 2. อธิบายลักษณโครงสร้าง ของดอกที่มีส่วนท�ำให้ เกิดการถ่ายเรณูได้(K) 3. บรรยายการปฏิสนธิ การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และ การงอกของเมล็ดของ พืชดอกได้(K) 4. เปรียบเทียบลักษณะ โครงสร้างและการงอก ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่ (P) 5. ตระหนักถึงความส�ำคัญ ของสัตว์ที่ช่วยในการ ถ่ายเรณูของพืชดอก(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินผังสรุป เรื่อง โครงสร้างเมล็ดของพืช - ประเมินผังสรุป เรื่อง การงอกเมล็ดของพืช - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - ทักษะการระบุ - ทักษะส�ำรวจค้นหา - ทักษะการเรียง ล�ำดับ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 6 เทคโนโลยี ชีวภาพของพืช 3 ชั่วโมง - แบบทดสอบหลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ภาพน�ำเสนอตัวอย่าง เทคโนโลยีชีวภาพของ พืช (PowerPoint) 1. อธิบายความส�ำคัญของ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช ในการใช้ ประโยชน์ด้านต่างๆ ได้ (K) 2. เลือกวิธีการขยายพันธุ์ หรือปรับปรุงพันธุ์พืชให้ เพียงพอกับความต้องการ ของมนุษย์ได้(P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ งานที่ได้รับมอบหมายได้ (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - ประเมินป้ายนิเทศ เรื่อง ฟาร์มในฝันของฉัน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Self-Check และ Unit Question - ตรวจแบบทดสอบ ท้ายหน่วย - ทักษะส�ำรวจค้นหา - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T53


Chapter Concept Overview การสังเคราะหดวยแสง การลําเลียงสารในพืช กระบวนการสังเคราะหดวยแสง แกสคารบอนไดออกไซด + นํ้า แสง คลอโรฟลล นํ้าตาลกลูโคส + แกสออกซิเจน ปจจัยที่สําคัญตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสง 1. แสง เมื่อความเขมของแสงเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะหดวยแสงไดมากขึ้น แตถาพืชไดรับความเขมของแสงมากเกินไป กระบวนการ สังเคราะหดวยแสงจะหยุดลง 2. คลอโรฟลล เปนรงควัตถุสีเขียว ทําหนาที่ดูดกลืนแสงจากดวงอาทิตยมาใชในการสังเคราะหดวยแสง 3. นํ้า มีสวนเกี่ยวของกับการเปด-ปดของปากใบ ซึ่งควบคุมอัตราการระเหยของนํ้า และปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดที่เขาสูใบ 4. แกสคารบอนไดออกไซด เมื่อความเขมขนของแกสคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะหดวยแสงเพิ่มขึ้น การเจริญเติบโตของพืช 1. การแบงเซลล ทําใหมีจํานวนเซลลเพิ่มมากขึ้น โดยเซลลที่เกิดขึ้นใหมจะมีลักษณะไมแตกตางไปจากเซลลเดิมแตจะมีขนาด เล็กกวา 2. การเพิ่มขนาดของเซลล ทําใหเซลลมีขนาดใหญขึ้น 3. การเปลี่ยนรูปรางของเซลล เพื่อไปทําหนาที่เฉพาะตาง ๆ เชน เนื้อเยื่อลําเลียง เปนตน การลําเลียงอาหาร • อาหารถูกลําเลียงไปสูสวนตาง ๆ ของพืช โดยใชเนื้อเยื่อลําเลียง เรียกวา โฟลเอ็ม ประกอบดวย เซลล 2 ชนิด คือ เซลลตะแกรงและคอมพาเนียนเซลล ซึ่งเปนกลุมของเซลลที่มีชีวิต • พืชจะลําเลียงอาหารในรูปของนํ้าตาลซูโครส โดยจะแพรเขาสูโฟลเอ็มดวยกระบวนการลําเลียง สารแบบใชพลังงาน การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร • นํ้าและธาตุอาหารจะถูกลําเลียงผานเนื้อเยื่อลําเลียง เรียกวา ไซเล็ม ซึ่งมีลักษณะเปน ทอกลวงยาวตั้งแตรากจนถึงใบ ประกอบดวยกลุมเซลลไมมีชีวิต ผนังเซลลมีชองวาง เรียกวา พิธ • นํ้าเขาสูเซลลขนรากดวยกระบวนการออสโมซิส • ธาตุอาหารเขาสูเซลลขนรากดวยกระบวนการแพร T54


หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การสืบพันธุของพืช เทคโนโลยีชีวภาพของพืช การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศของพืช เปนการขยายพันธุของพืชที่ไมไดมาจากการปฏิสนธิระหวางสเปรมกับเซลลไข ทําใหพืชตนใหมจะมีลักษณะคลายกับตนเดิมทุกประการ ซึ่งมี 2 วิธี ดังนี้ 1. การขยายพันธุพืชดวยโครงสรางพิเศษ มีโครงสรางพิเศษจากลําตน โครงสรางพิเศษจากราก และโครงสรางพิเศษจากใบ 2. การขยายพันธุพืชดวยวิธีของมนุษย เปนการนําสวนตาง ๆ ของพืช เชน ราก ลําตน ใบ เปนตน มาทําใหเกิดเปนตนใหมที่มี ลักษณะคลายกับตนเดิมทุกประการ มีหลายวิธี ไดแก การปกชํา การติดตา การตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืช เปนการสืบพันธุที่เกิดจากการปฏิสนธิระหวางสเปรมกับเซลลไขภายในดอก ซึ่งเปนอวัยวะสืบพันธุของพืช โดยพืชตนใหมจะมีลักษณะ ที่หลากหลาย หรือแตกตางไปจากตนพอและตนแม • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปนการนําสวนใดสวนหนึ่งของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห • การดัดแปรพันธุกรรมของพืช เปนการนํายีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อใหพืชแสดงลักษณะที่ตองการออกมา เชน พืช GMOs เปนตน เกสรเพศเมีย ผล โครงสรางดอก ดอกไมประกอบไปดวย 4 สวนหลัก ดังนี้ 1. กลีบเลี้ยง ทําหนาที่ปองกันอันตราย 2. กลีบดอก มีสีสันตาง ๆ สําหรับลอแมลง 3. เกสรเพศผู ประกอบดวย 2 สวน คือ กานชูเกสรเพศผู ทําหนาที่ชูอับเรณู และ ภายในอับเรณู ทําหนาที่สรางเรณู 4. เกสรเพศเมีย ประกอบดวย 3 สวน คือ ยอดเกสรเพศเมีย มีสารเหนียว เพื่อดัก จับเรณู กานชูเกสรเพศเมียทําหนาที่ชูเกสรเพศเมีย และรังไขทําหนาที่สรางออวุล การถายเรณู เกิดขึ้นเมื่อเรณูที่สรางขึ้นจากเกสรเพศผูไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย โดยมีลมและ แมลงเปนพาหะ ชวยใหเกิดการผสมเกสรของดอกไม กระบวนการสืบพันธุของพืชดอก ดอกที่ไดรับการผสมเกสร จะมีเพียงแคเกสรเพศเมียเทานั้นที่พัฒนาตอไป โดยออวุล จะเจริญเปนไซโกต แลวพัฒนากลายเปนตนออนอยูภายในเมล็ด สวนรังไขจะพัฒนา กลายเปนผลหอหุมเมล็ด 3 2 4 1 T55


3 หนวยการเรียนรูที่ การด�ารงชีวิตของพืช ภายในล�าต้นมีท่อล�าเลียงไซเล็ม ช่วยล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร และมีท่อล�าเลียงโฟลเอ็มช่วย ล�าเลียงอาหาร ราก ภายในรากมีท่อล�าเลียงไซเล็ม และโฟลเอ็ม ช่วยล�าเลียงน�้า และธาตุอาหารที่อยู่ภายในดิน จากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช ¾×ª ´ÓçªÕÇÔµ ÍÂً䴌͋ҧäà โดยไม่มีกำร เคลื่อนที่ กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงของพืช กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ใบไม้ ซึ่งภายในใบ มีรงควัตถุสีเขียว ท�าหน้าที่ดูดกลืนแสง มาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ท่อล�าเลียง ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.1/6 ระบุปัจจัยที่จ�าเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสงและผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ว 1.2 ม.1/7 อธิบายความส�าคัญของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ว 1.2 ม.1/8 ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยการร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในโรงเรียนและชุมชน ว 1.2 ม.1/9 บรรยายลักษณะและหน้าที่ของไซเล็มและโฟลเอ็มว 1.2 ม.1/10 เขียนแผนภาพที่บรรยายทิศทางการล�าเลียงสารในไซเล็มและโฟลเอ็มของพืช ว 1.2 ม.1/11 อธิบายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพืชดอก ว 1.2 ม.1/12 อธิบายลักษณะโครงสร้างของดอกที่มีส่วนท�าให้เกิดการถ่ายเรณู รวมทั้งบรรยายการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด ว 1.2 ม.1/13 ตระหนักถึงความส�าคัญของสัตว์ที่ช่วยในการถ่ายเรณูของพืชดอก โดยการไม่ท�าลายชีวิตของสัตว์ที่ช่วยในการถ่ายเรณู ว 1.2 ม.1/14 อธิบายความส�าคัญของธาตุอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการด�ารงชีวิตของพืช ว 1.2 ม.1/15 เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเหมาะสมกับพืชในสถานการณ์ที่ก�าหนด ว 1.2 ม.1/16 เลือกวิธีการขยายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช ว 1.2 ม.1/17 อธิบายความส�าคัญของเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ว 1.2 ม.1/18 ตระหนักถึงประโยชน์ของการขยายพันธุ์พืช โดยการน�าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน เพทโดยเลือก Trim ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน 3. ครูถามคําถาม Big Question เกร็ดแนะครู ในหนวยการเรียนรูนี้ การจัดการเรียนการสอนในแตละหัวขอจะแตกตาง กันไป ดังนี้ 1. หัวขอการสังเคราะหดวยแสงและการลําเลียงสารในพืช ควรใหนักเรียน ไดศึกษาเนื้อหาควบคูกับการทําการทดลอง เพื่อใหเกิดความเขาใจไดงายขึ้น ครู จึงควรจัดการเรียนการสอนโดยเนนการทํากิจกรรมการทดลองเปนกลุม และเนน การใชทักษะทางวิทยาศาสตร 2. หัวขอการเจริญเติบโตของพืชและการสืบพันธุของพืช ควรใหนักเรียน ไดศึกษาเนื้อหาควบคูกับการศึกษาโครงสรางของดอกไมจริง 3. หัวขอเทคโนโลยีชีวภาพของพืช ควรเนนใหนักเรียนใชกระบวนการกลุม และเนนการใชเทคโนโลยีตางๆ ในการสืบคนขอมูล แนวตอบ Big Question พืชจะใชสวนประกอบตางๆ เชน ใบ ทําหนาที่ สังเคราะหดวยแสงเพื่อผลิตอาหารใหกับพืช ราก ทําหนาที่ดูดนํ้าและธาตุอาหารซึ่งเปนสารตั้งตน ในการผลิตอาหารของพืช และอาศัยเนื้อเยื่อลําเลียง ที่อยูภายในราก ลําตน และใบชวยลําเลียงอาหาร ไปยังสวนตางๆ ของพืช เพื่อใชในการเจริญเติบโต ดังนั้น พืชจึงเปนสิ่งมีชีวิตที่สามารถสรางอาหาร เองได ซึ่งแตกตางจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่จําเปนตอง มีการเคลื่อนที่เพื่อหาอาหาร เปนตน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T56


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1 การสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นกระบวนการที่ส�าคัญต่อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ใช้ในการผลิตอาหารของพืช ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ แหล่งอาหารและพลังงานที่ส�าคัญของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ นอกจากนี้กระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชยังเป็นกระบวนการหลักในการสร้างแก๊สออกซิเจน ให้กับบรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งส�าคัญต่อกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต Prior Knowledge พืชใช้กระบวนการใด ในการสร้างอาหาร ดวงอาทิตย์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 แก๊สออกซิเจน O2 น�้าตาลกลูโคส C6 H12 O6 แสง ภาพที่ 3.1 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 1.1 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช คือ กระบวนการที่พืชอาศัยสารประกอบคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในคลอโรพลาสต์ ช่วยดูดกลืนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของสารประกอบอินทรีย์ และเก็บสะสม ไว้ในโครงสร้างต่าง ๆ ของพืช โดยมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน�้าเป็นสารตั้งต้นในปฏิกิริยา แล้วได้น�้าตาลกลูโคส และแก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์ โดยแก๊สออกซิเจนจะถ่ายเทออกสู่อากาศภายนอกผ่านทางปากใบของพืช ส่วนพืชน�้า จะปล่อยแก๊สออกซิเจนออกสู่น�้า ท�าให้น�้าไม่เน่าเสีย และท�าให้สัตว์น�้าด�ารงชีวิตอยู่ได้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น�้า น�้าตาลกลูโคส แก๊สออกซิเจน 6CO2 + 6H2 O C6 H12 O6 + 6O2 ปฏิกิริยาของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น�้า H2 O 47 การด�ารงชีวิต ของพืช ช่วยดูดกลืนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของสารประกอบอินทรีย์ 1 ขั้นสรุป ขยายความรู ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนสงตัวแทน 4-5 คน ออกมานํา เสนอใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของ พืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถาม prior knowledge 2. ครูถามคําถามนักเรียน ดังนี้ • อาหารที่ไดจากการผลิตของพืชคืออะไร (แนวตอบ นํ้าตาล) • พืชหาอาหารไดอยางไร (แนวตอบ พืชใชรากในการดูดซึมนํ้าและ ธาตุอาหารที่อยูในดิน เพื่อเปนสารตั้งตน ใหกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสงที่ใช ในการผลิตอาหารของพืช) 3. ครูใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ 4-5 คน ชวยกัน ศึกษา เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวทํา ใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช แนวตอบ prior knowledge กระบวนการสังเคราะหดวยแสง สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การสังเคราะหดวยแสง https://twig-aksorn.com/film/photosynthesis-8056/ นักเรียนควรรู 1 สารประกอบอินทรีย สารที่มีคารบอนเปนองคประกอบหลัก และมีธาตุ อื่นๆ เปนองคประกอบรวม เชน ธาตุไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กํามะถัน คลอรีน โบรมีน เปนตน ดังนั้น สารอินทรียทุกชนิดจะตองมีธาตุคารบอน อยูดวยเสมอ จึงกลาวไดวา สารอินทรีย คือ สารประกอบของคารบอน กระบวนการสังเคราะหดวยแสงมีความสําคัญตอพืชอยางไร 1. ทําใหพืชมีอากาศหายใจ 2. ทําใหพืชมีการสรางอาหาร 3. ชวยระบายความรอนจากตนพืช 4. ชวยใหพืชไดสารอาหารครบถวน (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงทําใหพืช มีการสรางอาหาร เกิดผลผลิตเปนนํ้าตาล แกสออกซิเจน และไอนํ้า ที่พืชและสิ่งมีชีวิตอื่นนําไปใชในการดํารงชีวิต ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T57


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 3.2 โครงสร้างของใบไม้ ใบเป็นส่วนประกอบของพืชที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งโครงสร้างของใบพืชมีองค์ประกอบ ดังนี้ ปากใบ CO2 H2 O O2 คลอโรพลำสต์ เซลล์คุม เซลล์ชั้นที่ 3 เซลล์มีรูปร่างค่อนข้างกลม เรียงตัวอย่าง หลวม ๆ คล้ายฟองน�้า ท�าหน้าที่กักเก็บน�้า ที่ล�าเลียงขึ้นมาจากราก เพื่อใช้ในการ สังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้เซลล์ใน ชั้นนี้ยังประกอบด้วยกลุ่มของมัดท่อล�าเลียง เซลล์ชั้นที่ 4 ประกอบด้วยเซลล์ชั้นเดียว บางเซลล์ เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเซลล์คุม ตรงกลางระหว่างเซลล์คุมจะมีช่องว่าง เรียกว่า ปำกใบ ซึ่งท�าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส และ ควบคุมการคายน�้าที่ได้จากกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง เซลล์ชั้นที่ 2 เซลล์มีรูปร่างยาว เรียงตัวแถวเดียว มี คลอโรพลำสต์ ซึ่งภายในมีคลอโรฟิลล์ เซลล์ชั้นนี้จึงสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เซลล์ชั้นที่ 1 มีสารคิวตินเคลือบอยู่ ช่วย ป้องกันการซึมผ่านของน�้า และแก๊ส 48 เซลล์คุม 1 2 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามวา พืชใชสวนใดในการ สังเคราะหดวยแสง (แนวตอบ ใบ ลําตน และรากพืชที่มีสีเขียว) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาใบไมตัวอยาง และถามวา กระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนใหญจะ เกิดขึ้นที่ทองใบ หรือหลังใบ (แนวตอบ ทองใบ เนื่องจากเปนบริเวณที่ไมถูกกับ แสงโดยตรง เพื่อลดการสูญเสียนํ้าออกทาง ปากใบ) 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม ศึกษา เซลลใบไม 4 ชั้น ตามลําดับ 4. ครูใหนักเรียนจับกลุมใหม 4 คน โดยสมาชิก ในกลุมประกอบดวยสมาชิกที่มาจากกลุมที่ 1 2 3 และ 4 มาแลกเปลี่ยนขอมูลและสรุปความ สัมพันธระหวางเซลลของใบไมในแตละชั้นกับ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงลงในกระดาษ A4 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 คิวติน สารประเภทขี้ผึ้ง พบมากในคิวทิเคิล ทําหนาที่ปองกันการซึมผาน ของนํ้าและแกส 2 เซลลคุม เซลลที่มีลักษณะคลายเมล็ดถั่ว อยูดวยกันเปนคูๆ โดยหันดานเวา เขาหากัน ทําหนาที่ควบคุมการเปด-ปดของปากใบซึ่งเปนชองอยูระหวางเซลล คุมทั้ง 2 เซลล ตนออนของพืชจําเปนตองสรางอาหารดวยการสังเคราะหดวย แสงหรือไม เพราะเหตุใด 1. จําเปน เพราะตองเรงการเจริญเติบโต 2. ไมจําเปน เพราะมีอาหารสะสมอยูแลว 3. จําเปน เพราะพืชทุกชนิดตองสรางอาหาร 4. ไมจําเปน เพราะรากสามารถหาอาหารได (วิเคราะหคําตอบ เพราะกระบวนการสังเคราะหดวยแสงเปนการ สรางอาหารของพืชทุกชนิด ดังนั้น ตอบขอ 3.) อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนสงตัวแทนกลุมออกมานําเสนอ โครงสรางและหนาที่ของเซลลใบไม นํา สอน สรุป ประเมิน T58


ภาพที่ 3.3 แสงเป็นปัจจัยส�าคัญในการผลิต อาหารของพืช พืชจึงเอนเข้าหาแสง 1.2 ปัจจัยที่ส�าคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ปัจจัยที่ส�าคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช มีดังนี้ 1. แสง เมื่อความเข้มของแสงเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะห์ด้วยแสงได้ มากขึ้น แต่ถ้าพืชได้รับความเข้มของแสงมากเกินไป กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงจะหยุดลง อย่างไรก็ตาม พืชแต่ละชนิดจะเจริญได้ในที่ที่มีความเข้ม ของแสงแตกต่างกัน เช่น พืชในร่มจะเจริญได้ดีในบริเวณที่มีความเข้มของ แสงน้อย พืชกลางแจ้งจะเจริญได้ดีในบริเวณที่มีความเข้มของแสงมาก เป็นต้น 2. คลอโรฟิลล์ เป็นรงควัตถุที่มีสีเขียว ท�าหน้าที่ดูดกลืนแสงจาก ดวงอาทิตย์มาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ภาพที่ 3.4 การปิดปากใบของพืช ภาพที่ 3.5 การเปิดปากใบของพืช อุณหภูมิเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากเอนไซม์ หรือสารเคมีเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น สารที่ท�าหน้าที่ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะท�างานได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากอุณหภูมิ สูงหรือต�่าเกินไปกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจะชะงักลง Focus Science ผลของอุณหภูมิต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช H2 O H2 O H2 O H2 O K+ K+ H2 O H2 O H2 O H2 O H2 O 3. น�้ำ มีส ่วนเกี่ยวข้องกับการปิด-เปิดปากใบของพืช ซึ่งควบคุมอัตราการคายน�้า และปริมาณแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าสู่ใบ 4. แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์เมื่อความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมากขึ้น พืชจะมี อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง แล้วจะไม่เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงที่อยู่ในพืชมีจ�ากัด 49 การด�ารงชีวิต ของพืช หน้าที่ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะท� 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามนักเรียนวา ปจจัยใดที่สําคัญตอ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช (แนวตอบ แสง สารคลอโรฟลล นํ้า และ แกสคารบอนไดออกไซด) 2. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูล หรือศึกษาปจจัยที่ สําคัญตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสงใน หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 แกสคารบอนไดออกไซด แกสในบรรยากาศ ประกอบดวยคารบอน 1 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอมตอหนึ่งโมเลกุล สูตรเคมี คือ CO2 เกิดขึ้นไดจาก เหตุการณตางๆ เชน ภูเขาไฟปะทุ การหายใจของสิ่งมีชีวิต การเผาไหม ของสารประกอบอินทรีย เปนตน แกสนี้เปนวัตถุดิบสําคัญที่พืชนําไปใชใน กระบวนการสังเคราะหดวยแสง ซึ่งเปนการลดปริมาณแกสเรือนกระจกลงได เนื่องจากแกสคารบอนไดออกไซดเปนสาเหตุหนึ่งของปรากฏการณเรือนกระจก ปจจัยภายในขอใดที่ทําใหเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ของพืช 1. แสงแดด 2. แวคิวโอล 3. แกสออกซิเจน 4. คลอโรฟลล (วิเคราะหคําตอบ แสงแดดเปนปจจัยภายนอก แวคิวโอลไม เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนแกสออกซิเจน เปนผลิตภัณฑที่ไดจากการสังเคราะหดวยแสง ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital นํา สอน สรุป ประเมิน T59 www.aksorn.com/interactive3D/RK732 การสังเคราะหดวยแสง


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ปัจจัยบางประการที่จ�าเปนต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กิจกรรม 1. บีกเกอร์ 7. คีมคีบ 2. ต้นผักบุ้ง 8. หลอดหยด 3. กระจกนาฬิกา 9. หลอดทดลอง 4. ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น 10. ตะเกียงแอลกอฮอล์ 5. ถุงพลาสติกใส 11. สารละลายไอโอดีน 6. ถุงพลาสติกสีด�า 12. สารละลายแอลกอฮอล์ 1. น�าต้นผักบุ้งไปไว้ในห้องมืดเป็นเวลา 1 คืน แล้วน�าถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น และถุงพลาสติกสีด�าชนิดละ 1 ถุง คลุมที่ใบของต้นผักบุ้งอย่างละ 1 ใบ ผูกปากถุงให้สนิท จากนั้นน�าต้นผักบุ้งไปวางไว้ที่กลางแจ้งเป็นเวลา 3 ชั่วโมง 2. เด็ดใบผักบุ้งที่อยู่ในถุงแต่ละใบมาเขียนหมายเลข 1 2 และ 3 ก�ากับไว้บนใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น และถุงพลาสติกสีด�า ตามล�าดับ จากนั้นน�าแต่ละใบมาสกัดสารคลอโรฟิลล์ โดยน�าไปต้มเป็นเวลา 1 นาที 3. คีบใบผักบุ้งต้มสุกใส่ลงในหลอดทดลอง ใบละ 1 หลอด จากนั้นเติมแอลกอฮอล์ลงไปในหลอดทดลองให้ท่วม แล้วน�าหลอด ทดลองไปแช่ในน�้าร้อนประมาณ 2 นาที จนกระทั่งใบซีด สังเกตสีของแอลกอฮอล์ในหลอดทดลอง แล้วคีบใบผักบุ้งมาจุ่มใน น�้าเย็น 4. แผ่ใบผักบุ้งบนกระจกนาฬิกา แล้วหยดสารละลายไอโอดีนบนใบผักบุ้ง สังเกตและบันทึกผล จากกิจกรรม พบว่า เมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงบนใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกใส และถุงพลาสติกสีขาวขุ่นซึ่งได้รับ แสงปริมาณน้อยกว่า สารละลายไอโอดีนจะเปลี่ยนเป็นสีน�้าเงินเข้ม แสดงว่า มีแป้งเกิดขึ้น แต่เมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงบน ใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกสีด�าซึ่งไม่ได้รับแสง สารละลายไอโอดีนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แสดงว่า ไม่มีแป้งเกิดขึ้นกับใบที่ไม่ ได้รับแสง ดังนั้น แสงจึงเป็นปัจจัยส�าคัญในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. เพราะเหตุใดจึงต้องเก็บต้นผักบุ้งไว้ในห้องมืดเป็นเวลา 1 คืน 2. เพราะเหตุใดจึงต้องสกัดสารคลอโรฟิลล์ออกจากใบผักบุ้งก่อนน�าไปทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีน 3. เมื่อทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีนกับใบผักบุ้งทั้ง 3 ใบ ให้ผลต่างกันหรือไม่ อย่างไร อภิปรายผลการทดลอง จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต ถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ใบผักบุ้ง น�้ากลั่น สารละลาย แอลกอฮอล์สารละลาย ไอโอดีน ถุงพลาสติก สีด�า ภาพที่ 3.6 50 พืชในขอใดเมื่อนํามาทดสอบดวยสารละลายไอโอดีน แลว สารละลายจะเปลี่ยนเปนสีนํ้าเงิน 1 พืชที่ปลูกในที่มีแสง ใสปุย และไมรดนํ้า 2. พืชที่ปลูกในหองมืด ไมใสปุย และไมรดนํ้า 3. พืชที่ปลูกในหองมืด ใสปุย และรดนํ้าทุกวัน 4. พืชที่ปลูกในที่มีแสง ไมใสปุย และรดนํ้าทุกวัน (วิเคราะหคําตอบ พืชที่นํามาทดสอบกับสารละลายไอโอดีนแลว สารละลายเปลี่ยนเปนสีนํ้าเงิน แสดงวาพืชชนิดนั้นมีแปงเปน องคประกอบ โดยแปงนั้นเกิดมาจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง ซึ่งปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดการสังเคราะหดวยแสง คือ แสงแดด นํ้า คลอโรฟลล และแกสคารบอนไดออกไซด ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม ศึกษาและทํากิจกรรม เรื่อง ปจจัยบางประการที่จําเปนตอกระบวน การสังเคราะหดวยแสง แลวบันทึกผลลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. เพื่อไมใหใบผักบุงสังเคราะหดวยแสงไดนํ้าตาล เปนผลิตภัณฑซึ่งจะสะสมไวในรูปของแปง สงผลกระทบตอการทดลอง 2. เพราะคลอโรฟลลจะบดบังสีที่เกิดจากปฏิกิริยา ระหวางแปงกับไอโอดีน ทําใหสังเกตสีไดยาก 3. ใหผลแตกตางกัน ผักบุงใบที่ 1 และใบที่ 2 จะเปลี่ยนสารละลายไอโอดีนจากสีนํ้าตาลเปน สีนํ้าเงินเขม แตผักบุงใบที่ 3 จะไมเปลี่ยนแปลง สีสารละลายไอโอดีน ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทํารายงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปน ตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสง 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมทาทายความคิด ขั้นสูงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก การทํากิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทาย กิจกรรม ใบผักบุง การเปลี่ยนสีของสารละลายไอโอดีน ใบที่ 1 สีนํ้าตาล สีนํ้าเงิน ใบที่ 2 สีนํ้าตาล สีนํ้าเงิน ใบที่ 3 ไมเกิดการเปลี่ยนแปลง บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T60


ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กิจกรรม 1. น�้า 4. หลอดทดลอง 2. อ่างแก้ว 5. ต้นสาหร่ายหางกระรอก 3. กรวยแก้วก้านสั้น 1. ใส่ต้นสาหร่ายหางกระรอกไว้ในกรวยแก้วก้านสั้นแล้วคว�่าลงในอ่างแก้วซึ่งมีน�้าอยู่ โดยให้ปากของกรวยแก้วจมอยู่ในน�้า 2. ใส่น�้าจนเต็มหลอดทดลองที่มีขนาดใหญ่กว่าก้านกรวยแก้วเล็กน้อย คว�่าหลอดทดลองครอบก้านกรวยแก้ว ดังรูป (ระวังอย่าให้ มีฟองอากาศเกิดขึ้นในหลอดทดลอง) 3. น�าอ่างนี้ไปตั้งไว้กลางแดดประมาณ 3-4 ชั่วโมง สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลอดทดลอง 4. ท�าการทดลองซ�้าข้อ 1.-2. แต่น�าชุดการทดลองนี้ไปไว้ในห้องมืด เปรียบเทียบผลการทดลอง และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในหลอดทดลอง จากกิจกรรม พบว่า อ่างน�้าที่ตั้งไว้กลางแดดจะมีระดับน�้าในหลอดทดลองลดลง และมีฟองอากาศเกิดขึ้นที่ปลายโคนของกรวยแก้ว และที่ใบของต้นสาหร่ายหางกระรอก หากน�าแก๊สที่ได้มาทดสอบกับธูปที่ติดไฟจะท�าให้เกิดเปลวไฟลุกขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ แก๊สออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด ส่วนอ่างน�้าที่ตั้งไว้ในห้องมืด จะมีระดับน�้าในหลอดทดลองเท่าเดิม เพราะไม่มีแก๊สออกซิเจนเกิดขึ้น ดังนั้น ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจะได้แก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ผลการทดลองทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร 2. สาเหตุที่ท�าให้ระดับน�้าในหลอดทดลองลดลงคืออะไร เพราะเหตุใด 3. แก๊สที่ได้จากการทดลองคืออะไร มีวิธีทดสอบอย่างไร อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต ต้นสาหร่าย หางกระรอก กรวยแก้ว ก้านสั้นหลอดทดลอง ภาพที่ 3.7 51 การด�ารงชีวิต ของพืช 5. ต้นสาหร่ายหางกระรอก 1 แก๊สออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด ส่วนอ่างน�้าที่ตั้งไว้ในห้องมืด จะมีระดับน�้าในหลอดทดลองเท่าเดิม เพราะไม่มีแก๊สออกซิเจนเกิดขึ้น 2 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถาพืชขาดสิ่งใดจะสงผลกระทบตอกระบวนการสังเคราะหดวย แสงของพืชนอยที่สุด 1. แสงแดด 2. คลอโรฟลล 3. แกสออกซิเจน 4. แกสคารบอนไดออกไซด (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช จะเกิด ขึ้นโดยคลอโรฟลลที่ใบจะดูดซับพลังงานแสงเขามาทําปฏิกิริยากับ แกสคารบอนไดออกไซดที่รับมาทางปากใบ และนํ้าที่ดูดมาจากราก แลวเปลี่ยนเปนกลูโคสสะสมอยูตามสวนตางๆ ของพืช พรอมทั้ง ไดแกสออกซิเจน และนํ้าตาลออกมา ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามเกริ่นนํา ดังนี้ • ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสงของพืชมีอะไรบาง (แนวตอบ นํ้าตาล แกสออกซิเจน นํ้า) • แกสออกซิเจนสําคัญอยางไรตอสิ่งมีชีวิต (แนวตอบ สิ่งมีชีวิตสวนใหญนําแกสออกซิเจน ไปใชในกระบวนการหายใจ) 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมศึกษากิจกรรม เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง 3. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม แลวบันทึกผลลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลกิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม และตอบคําถามทายกิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. ตางกัน อางนํ้าที่วางไวกลางแดด ระดับนํ้าใน หลอดทดลองจะตํ่ากวาอางนํ้าที่วางไวในหองมืด 2. แกสออกซิเจน เนื่องจากแกสออกซิเจนที่เกิด 3. แกสออกซิเจน ตรวจสอบดวยการนํากานธูป ที่ติดไฟไปใกลกับบริเวณที่เกิดแกส หากเปน แกสออกซิเจนบริเวณปลายธูปไฟจะลุกมากขึ้น เนื่องจากแกสออกซิเจนมีสมบัติชวยใหไฟติด ภาพระดับนํ้าในชุดการทดลอง ที่กลางแจง ที่หองมืด วาดภาพชุดการทดลองใหมีระดับนํ้า ในหลอดทดลองลดลง และมีฟอง แกสเกิดขึ้น วาดภาพชุดการทดลองใหมีระดับนํ้า ในหลอดทดลองเทาเดิม และไมมีฟอง แกสเกิดขึ้น บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T61


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงของพืชมีความส�าคัญต่อสิ่งแวดล้อม และการ ด�ารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งส ่วนประกอบของพืช สามารถน�ามาสร้างที่อยู่อาศัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์กระดาษ ฟืน เป็นต้น น�ามาเป็นอาหาร หรือ ใช้ท�ายารักษาโรคได้ เช่น ยาสมุนไพรต่าง ๆ และเส้นใยที่ ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์สามารถน�ามาถัก หรือทอ เป็นเครื่องนุ่งห่มได้ นอกจากนี้แล้วพืชที่อยู่รวมกันเป็นป่าไม้จะเป็น ต้นก�าเนิดแหล่งน�้า ล�าธาร ช่วยควบคุมสภาวะอากาศ ท�าให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ท�าให้เกิดความชุ่มชื้นช่วยลด ระดับความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ช่วยป้องกันการเกิด อุทกภัย ป้องกันการเกิดภาวะโลกร้อน และเป็นแหล่ง ความรู้ให้มนุษย์ได้ศึกษา พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์พืช ให้มีคุณภาพเพื่อเพียงพอต ่อความต้องการของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันป่าไม้ถูกท�าลายมากขึ้น ส่งผลให้ สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง มลพิษทางอากาศ ภาวะโลกร้อน เป็นต้น ภาพที่ 3.8 ส่วนใบและล�าต้นของพืชน�ามาสร้างบ้าน ภาพที่ 3.9 ส่วนต่าง ๆ ของพืชสามารถน�ามาประกอบอาหาร และ รับประทานได้ ภาพที่ 3.10 อุทกภัยที่เกิดจากการตัดไม้ท�าลายป่า ภาพที่ 3.11 การเผาป่าก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราทุกคนจึงมีหน้าที่ช่วยกันอนุรักษ์ต้นไม้ไม่ให้ถูกท�าลายไปมากกว่านี้ด้วยการปลูกต้นไม้ขึ้นมา ทดแทนในส่วนของต้นไม้ที่ถูกตัดไปให้ได้มากที่สุดเริ่มจากการดูแลรักษาต้นไม้ในบริเวณรั้วโรงเรียนไปจนถึงบริเวณ ภายในชุมชนของตนเองและร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการลักลอบตัดไม้ ท�าลายป่าการท�าไร่เลื่อนลอยการท�าเหมืองแร่ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อปลูกจิตส�านึกให้ทุกคนรู้จักคุณค่าของป่าไม้ และโทษของการท�าลายป่า เพื่อด�ารงรักษาทรัพยากรป่าไม้ที่ทรงคุณค่าไว้ให้อยู่กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน 52 ปจจัยภายในที่ทําใหเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช มีอะไรบาง 1. แสงแดด 2. แวคิวโอล 3. ออกซิเจน 4. คลอโรฟลล (วิเคราะหคําตอบ แสงแดดเปนปจจัยภายนอก แวคิวโอลไม เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนออกซิเจนเปน ผลิตภัณฑที่ไดจากการสังเคราะหดวยแสง ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 4. ครูใหนักเรียนสืบคน หรือศึกษาความสําคัญ ของพืชในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมทํากิจกรรมที่ชวย อนุรักษตนไม และตระหนักถึงความสําคัญของ ตนไม ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด 3. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสง ของพืช 4. ครูตรวจกิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง H.O.T.S. เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 5. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปนตอ กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 6. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจาก กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 7. ครูประเมินการปฏิบัติการ 8. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 9. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 10. ครูประเมินการนําเสนอแนวทางการอนุรักษ ตนไม แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง กระบวนการสังเคราะห ดวยแสง จากแบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปนตอกระบวนการ สังเคราะหดวยแสง โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการ เรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่1,4 แบบประเมินรายงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความสมบูรณ์ของรูปเล่ม 3 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินรายงาน ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องเป็นส่วน ใหญ่ เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องบาง ประเด็น เนื้อหาสาระของ รายงานไม่ถูกต้องเป็น ส่วนใหญ่ 2. ความสมบูรณ์ ของรูปเล่ม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ และรูปเล่ม สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ แต่รูปเล่มไม่ สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ยังไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม องค์ประกอบไม่ ครบถ้วน ไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม 3. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T62


2 การล�าเลียงสารในพืช การล�าเลียงสารเป็นกระบวนการที่ส�าคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีวิธีการล�าเลียงสารที่แตกต่างกัน พืชจ�าเป็นต้องมีระบบ ล�าเลียงไว้ใช้ในการล�าเลียงน�้าและล�าเลียงอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช โดย พืชจะอาศัยเนื้อเยื่อที่ท�าหน้าที่เฉพาะในการล�าเลียงสาร เรียกว่า เนื้อเยื่อล�ำเลียง Prior Knowledge พืชจะนํานํ้าและ ธาตุอาหารที่อยู่ในดิน ไปใช้ได้อย่างไร การคายน�้าของพืชท�าให้เกิดแรงดึงจากการคายน�้า (transpiration pull) ส่งผลให้น�้าออสโมซิสเข้าสู่รากมากขึ้น ซึ่งอัตราการคายน�้าของพืชจะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. ควำมชื้น ถ้าความชื้นสูง อัตราการคายน�้าของพืชจะต�่า 2. ควำมเข้มของแสง ถ้าความเข้มของแสงมาก ปากใบจะเปิดกว้าง อัตราการคายน�้าของพืชจะสูง 3. อุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูง อัตราการคายน�้าของพืชจะสูง 4. กระแสลม ส่งผลให้ไอน�้าบริเวณโดยรอบปากใบมีปริมาณลดลง หรือ บริเวณนั้นมีความชื้นต�่าลง ซึ่งท�าให้พืชมีอัตราการคายน�้าสูงขึ้น 2.1 การล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร ท่อไซเล็ม (xylem) มีหน้าที่ล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น�้าจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืชด้วยกระบวนกำรออสโมซิส (osmosis) ส่วนธาตุอาหารซึ่งอยู่ในรูป ของสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช ด้วยกระบวนกำรแพร่แบบแอกทีฟทรำนสปอร์ต (active transport) น�้ำและธำตุอำหำร โครงสร้ำงของท่อไซเล็ม เวสเซล เทรคีด พิธ พืชส่วนใหญ่จะอาศัยกระบวนการแพร่ของน�้าออกทางปากใบในรูปแบบของไอน�้า หากในวันที่อากาศมีความชื้นมาก อุณหภูมิต�่า และลมสงบ พืชจะคายน�้าในรูปแบบของหยดน�้า เรียกว่า ไฮดาโทด (hydathode) ออกทางบริเวณรูเปิดเล็กตามขอบใบ เรียก กระบวนการคายน�้านี้ว่า กัตเตชัน (guttation) นอกจากนี้พืชสามารถคายน�้าในรูปแบบของไอน�้าออกทางต�าแหน่งอื่น ๆ ได้ เช่น บริเวณรอยแตกของล�าต้น (lenticel) และบริเวณผิวใบที่มีสารคิวตินเคลือบอยู่ เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการคายน�้าที่เกิดขึ้นกับพืช ค่อนข้างน้อย Focus Science ประเภทของการคายนํ้า ภาพที่ 3.12 และกระบวนการอื่น ๆ ท่อไซเล็มมีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวตั้งแต่รากจนถึงใบ ประกอบด้วย กลุ่มเซลล์ไม่มีชีวิต บางเซลล์เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียสจะสลายไป ท�าให้ภายในเซลล์กลวง ซึ่งเหมาะแก่การล�าเลียงน�้าและธาตุอาหารจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากนี้ ผนังเซลล์ยังมีช่องว่าง เรียกว่า พิธ (pith) ซึ่งท�าให้เซลล์สามารถล�าเลียงน�้าไปยังเซลล์ ด้านข้างได้ การลําเลียงสารในพืช 53 สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจาก ภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง ขนราก https://www. twig-aksorn.com/film/roothairs-8599/ นักเรียนควรรู 1 ขนราก เปนสวนหนึ่งของเซลลนอกสุดของรากที่ยื่นออกมา ทําหนาที่ดูด ซึมนํ้าและธาตุอาหารที่มีอยูในดินเขาสูตนพืช มีลักษณะเปนขนเสนเล็กๆ และ มีจํานวนมาก ทําใหสามารถชอนไชเขาไปในดินได การดูดนํ้าและธาตุอาหาร ในดินจึงเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และชวยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของรากกับนํ้า และธาตุอาหารในดิน ทําใหพืชสามารถดูดนํ้าและธาตุอาหารในดินไดมากชึ้น ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขอใดสรุปเกี่ยวกับไซเล็มไมถูกตอง 1. ใชลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร 2. ประกอบดวยเซลลที่ตายแลว 3. มีขนาดเล็กและอยูใกลเปลือกลําตน 4. มีการลําเลียงสารภายในที่มีทิศทางขึ้นสูยอดพืช (วิเคราะหคําตอบ ไซเล็มเปนทอกลวงยาวตั้งแตรากจนถึงใบ ประกอบดวยกลุมเซลลที่ตายแลว อยูดานในของราก ทําหนาที่ ลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร โดยมีทิศทางการลําเลียงขึ้นสูยอดพืช ดังนั้น ตอบขอ 3.) ) ส่วนธาตุอาหารซึ่งอยู่ในรูป ของสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช กระบวนกำรแพร่แบบแอกทีฟทรำนสปอร์ต 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge 3. ครูนําผักกาดสีรุงซึ่งแชในนํ้าสีผสมอาหาร มา ใหนักเรียนศึกษา แลวถามคําถาม ดังนี้ • พืชใชสวนใดทําหนาที่ดูดนํ้า (แนวตอบ ราก) • ทิศทางการลําเลียงนํ้าเปนอยางไร (แนวตอบ จากรากไปสูใบ) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามทบทวนความรูเดิมนักเรียน ดังนี้ • การออสโมซิสคืออะไร (แนวตอบ การเคลื่อนที่ของโมเลกุลนํ้าจาก บริเวณที่มีโมเลกุลนํ้ามากไปยังบริเวณที่มี โมเลกุลนํ้านอย) • กระบวนการลําเลียงสารแบบแอคทีฟทราน สปอรต คืออะไร (แนวตอบ การลําเลียงอนุภาคของสารจาก บริเวณที่มีความเขมขนตํ่าไปสูบริเวณที่มี ความเขมขนสูง โดยใชพลังงาน) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาโครงสรางของทอลําเลียงนํ้า และธาตุอาหาร ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารของพืช นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T63


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การล�าเลียงน�้าของพืช กิจกรรมเพิ่มเติม 1. ต้นกระสัง 6. มีดโกน 2. หลอดหยด 7. แว่นขยาย 3. สีผสมอาหาร 8. แผ่นสไลด์ 4. แท่งแก้วคนสาร 9. กระจกปิดสไลด์ 5. บีกเกอร์ขนาด 250 ml 10. กล้องจุลทรรศน์ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. น�้าสีมีล�าดับการเคลื่อนที่จากบริเวณใดไปยังบริเวณใดของต้นกระสัง 2. ส่วนของล�าต้นที่ติดสีคืออะไร มีหน้าที่อย่างไร 3. ส่วนของล�าต้นที่ตัดตามแนวยาวและตัดตามแนวขวางมีการติดสีอย่างไร อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต 1. ใส่น�้าลงในบีกเกอร์ขนาด 250 ml ประมาณ 3 4 ของบีกเกอร์ และหยดสีผสมอาหารสีแดงลงไป 20 หยด แล้วคนสารให้เข้ากัน 2. น�าต้นกระสังที่มีรากติดอยู่ มาสังเกตและบันทึกลักษณะของราก ล�าต้น และใบ 3. แช่ต้นกระสังจากข้อ 2. ลงในบีกเกอร์ข้อ 1. จนกระทั่งเห็นสีเคลื่อนไปยังบริเวณต่าง ๆ ของต้น 4. น�าต้นกระสังขึ้นจากน�้าสี สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของต้นกระสัง จากนั้นใช้มีดโกนแบ่งล�าต้นออกเป็น 2 ท่อน แล้ว ปฏิบัติ ดังนี้ ท่อนที่ 1 ใช้มีดโกนตัดตามแนวยาว แล้วใช้แว่นขยายส่องดูบริเวณที่ติดสี สังเกตและบันทึกผล ท่อนที่ 2 ใช้มีดโกนตัดตามแนวขวางให้มีความบางที่สุด แล้วน�าไปวางบนหยดน�้าบนสไลด์ ปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ น�าไปส่องดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์ก�าลังขยายต�่า สังเกตส่วนที่ติดสี วาดภาพ และบันทึกผล จากกิจกรรม พบว่า น�้าสีจะเคลื่อนที่จากส่วนของรากไปยังล�าต้น กิ่งก้าน และยอดของต้นกระสัง ตามล�าดับ เมื่อน�าส่วนล�าต้น มาตัดตามแนวยาวแล้วส่องดูด้วยแว่นขยาย พบว่า บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ ต่อเนื่องกัน แต่เมื่อน�าส่วนล�าต้นมา ตัดตามแนวขวางให้บางที่สุด แล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า จะเห็นสีเป็นจุด ๆ ติดเนื้อเยื่อเฉพาะบางส่วนของล�าต้น แสดง ให้เห็นว่า พืชมีการล�าเลียงน�้าผ่านเซลล์ขนรากขึ้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยมีเนื้อเยื่อล�าเลียงที่ท�าหน้าที่เฉพาะ วิธีปฏิบัติ ต้นกระสัง น�้าสีแดง สีผสมอาหาร สีแดง ต้นกระสัง มีดโกน ภาพที่ 3.13 54 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามนักเรียนวา การคายนํ้าของพืชเกิดขึ้นที่ ใดและสวนใดของพืช (แนวตอบ เกิดที่บริเวณปากใบ มักพบบริเวณ ใตทองใบ) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาปจจัยที่มีผลตอการคายนํ้า จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 4. ครูใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ 5-6 คน ทํา กิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช แลว บันทึกผลกิจกรรมลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. นํ้าจะเคลื่อนที่จากรากไปยังสวนตางๆ ของ ตนกระสัง 2. ไซเล็ม ทําหนาที่ลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร 3. ลําตนที่ผาแนวตามยาว บริเวณที่ติดสีจะมี ลักษณะเปนเสน แตลําตนที่ผาตามขวางจะมี ลักษณะเปนจุดสี พบเซลลนี้ที่บริเวณผิวใบ ดานลาง อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก กิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลของที่เกิด ขึ้นจากกิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทายกิจกรรม ลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ในการทดลองการลําเลียงนํ้าของพืชโดยนําตนกระสังแชลง ในนํ้าหมึกสีแดง ถาตองการทําใหนํ้าหมึกสีแดงเคลื่อนที่เขาสู ตนกระสังเร็วขึ้น ควรทําอยางไร 1. เพิ่มปริมาณนํ้าหมึกสีแดง 2. เพิ่มความเขมขนของนํ้าหมึกสีแดง 3. นํ้าตนกระสังที่เปนตนออนมาทดลอง 4. นํ้าขวดที่แชตนกระสังไปวางไวในบริเวณที่มีแสง (วิเคราะหคําตอบ เมื่อนําขวดที่แชตนกระสังไปวางไวในบริเวณที่ มีแสง จะทําใหปากใบของตนกระสังเปดกวาง ตนกระสังจึงมีอัตรา การคายนํ้าสูง สงผลใหเกิดการออสโมซิสนํ้าหมึกสีแดงเขาสูราก ตนกระสังมากขึ้น ดังนั้น ตอบขอ 4.) ภาพตนกระสังทอนที่ 1 ลักษณะตนกระสังทอนที่ 1 บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเปนเสนตอเนื่อง กันๆ ภาพตนกระสังทอนที่ 2 ลักษณะตนกระสังทอนที่ 2 บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเปนจุดๆ ติดเนื้อเยื่อเฉพาะบางสวนของลําตน บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T64


1. แผ่นสไลด์ 2. ใบว่านกาบหอย 3. กระจกปิดสไลด์ 4. กล้องจุลทรรศน์ จากกิจกรรม พบว่า ลักษณะผิวใบด้านบนมีสีเขียว เป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างมีสีม่วง แสดงให้เห็นว่า บริเวณที่เกิดการสังเคราะห์ ด้วยแสงของใบว่านกาบหอย คือ ส่วนผิวใบด้านบนที่มีสีเขียว และมีไข (wax) เคลือบอยู่ เพื่อป้องกันการระเหยของน�้า ท�าให้มอง เห็นใบมีลักษณะเป็นมัน เมื่อน�าผิวใบทั้งสองด้านมาศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า ผิวใบทั้งสองด้านมีเซลล์เรียงตัวกันเป็นแผ่น มีลักษณะเซลล์คล้ายกัน แต่บางเซลล์มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วประกับกันเป็นคู่ เรียกว่า เซลล์คุม (guard cell) และมีช่องว่างอยู่ ตรงกลางเซลล์คุม เรียกเซลล์คุมกับช่องว่างระหว่างเซลล์คุมว่า ปากใบ (stomata) ซึ่งพบมากบริเวณผิวใบด้านล่าง 1. สังเกตแล้วบันทึกลักษณะผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่างของใบว่านกาบหอย 2. น�าใบในข้อ 1. มาฉีกแฉลบ ให้เนื้อเยื่อผิวใบด้านล่างลอกออกเป็นแผ่นบางติดอยู่กับรอยฉีก ตัดเนื้อเยื่อผิวด้านล่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ น�าไปวางบนแผ่นสไลด์ หยดน�้าลงบนแผ่นสไลด์แล้วปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ 3. น�าไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ แล้ววาดภาพเซลล์ที่เห็น 4. ตรวจดูเนื้อเยื่อผิวใบด้านบนโดยปฏิบัติตามข้อ 1.- 3. วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ลักษณะของผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่างแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 2. ลักษณะของผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่าง เมื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 3. จากการส่องดูเนื้อเยื่อผิวใบ พบเซลล์ที่มีลักษณะแตกต่างกับเซลล์อื่นหรือไม่ อย่างไร และเซลล์นี้พบมากที่บริเวณใดระหว่าง ผิวใบด้านบนกับผิวใบด้านล่าง อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต วิธีปฏิบัติ กระจกปิดสไลด์ ใบว่านกาบหอย เนื้อเยื่อผิวด้านล่าง กิจกรรมเพิ่มเติม เซลล์คุม 55 การด�ารงชีวิต ของพืช ภาพที่ 3.14 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรม เรื่อง เซลลคุม 2. ครูใหนักเรียนจับกลุม 5-6 คน ทํากิจกรรม เรื่อง เซลลคุม แลวบันทึกผลกิจกรรมลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นําลําตนและรากพืช 4 ชนิด มาสองดูดวยกลองจุลทรรศน พบวา ลําตนพืชชนิดที่ 1 มีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวอยูทัวลําตน ลําตนพืชชนิดที่ 2 มีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวเปนวงรอบลําตน รากพืชชนิดที่ 3 มีไซเล็มเรียงตัวอยูรอบพิธ และมีโฟลเอมแทรก รากพืชชนิดที่ 4 มีไซเล็มเรียงตัวเปนแฉกออกมาจากกึงกลางราก โดยมีโฟลเอ็มแทรกอยูระหวางแฉกของไซเล็ม อยากทราบวาพืชชนิดใดเปนพืชประเภทเดียวกัน 1. พืชชนิดที่ 1 และ 3 2. พืชชนิดที่ 1 และ 4 3. พืชชนิดที่ 2 และ 3 4. พืชชนิดที่ 3 และ 4 (วิเคราะหคําตอบ พืชชนิดที่ 1 และ 3 เปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากที่ลําตนมีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวกระจัดกระจาย และ ที่รากมีไซเล็มเรียงตัวอยูรอบพิธ โดยมีโฟลเอ็มแทรกอยู ดังนั้น ตอบขอ 1.) อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก กิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลของที่เกิด ขึ้นจากกิจกรรม 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทายกิจกรรม ลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. แตกตางกัน ลักษณะผิวใบดานบนมีสีเขียว เปนมัน สวนผิวใบดานลางมีสีมวง 2. ไมแตกตางกัน ผิวใบทั้งสองดานมีเซลลเรียงตัว เปนแผน มีลักษณะเซลลคลายกัน 3. แตกตางจากเซลลอื่น เนื่องจากมีเซลลลักษณะ คลายเมล็ดถั่วประกับกันเปนคู เรียกวา เซลลคุม (guard cell) และมีชองวางอยูตรงกลางเซลลคุม เรียกวา ปากใบ (stomata) ซึ่งพบมากที่บริเวณ ผิวใบดานลาง ตรงกลางเซลล์คุม เรียกเซลล์คุมกับช่องว่างระหว่างเซลล์คุมว่า ปากใบ ( 1 วิธีที่ใชศึกษา ใบวานกาบหอย ผิวใบดานบน ผิวใบดานลาง ลักษณะทางกายภาพ ผิวใบดานบนมีสีเขียว เปนมัน ผิวใบดานลางมีสีมวง ภาพภายใต กลองจุลทรรศน บันทึก กิจกรรม (บันทึกผลตามภาพที่เห็นจากการทดลองจริง) นํา สอน สรุป ประเมิน T65


กิจกรรม ทาทาย Focus Science 2.2 การล�าเลียงอาหาร พืชล�าเลียงอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของ พืช โดยใช้เนื้อเยื่อล�าเลียง เรียกว่า โฟลเอ็ม (phloem) ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์ตะแกรง (sieve cell) และคอมพำเนียนเซลล์ (companion cell) ซึ่งเป็นกลุ่มของเซลล์ที่มีชีวิต โดยเซลล์ตะแกรงเป็นเซลล์ที่มีลักษณะเป็น แท่งยาว แต่ไม่มีนิวเคลียส หัวและท้ายเป็นรูพรุน (sieve plate) ท�าหน้าที่ ล�าเลียงอาหาร ส่วนคอมพาเนียนเซลล์เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส และอยู่ใกล้ เซลล์ตะแกรง ท�าหน้าที่ควบคุมการท�างานของเซลล์ตะแกรง ภาพที่ 3.15 โครงสร้างของท่อโฟลเอ็ม พืชจะล�าเลียงอาหารในรูปของน�้าตาลซูโครส โดยน�้าตาลซูโครสที่ผลิตขึ้นจากใบจะแพร่เข้าสู่โฟลเอ็ม ด้วยกระบวนกำรแพร่แบบใช้พลังงำน (active transport) โดยน�้าจากท่อไซเล็มจะออสโมซิสเข้าสู่ท่อโฟลเอ็ม ท�าให้ เกิดแรงดันภายในท่อโฟลเอ็ม ส่งผลให้พืชล�าเลียงน�้าตาล ซูโครสไปยังเซลล์เป้าหมายได้ เรียกกระบวนการนี้ว่า ทรำนสโลเคชัน (translocation) ภาพที่ 3.16 กระบวนการล�าเลียงอาหารของพืช อาหารที่พืชสร้างขึ้นจะสะสมไว้ในรูปต่าง ๆ เช่น แป้ง น�้าตาล ไขมัน โปรตีน เป็นต้น จะถูกน�ามาใช้เป็นอาหารของมนุษย์และ สัตว์ โดยพืชจะล�าเลียงอาหารไปเก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนี้ อาหารสะสมของพืช ภาพที่ 3.19 ข้าวโพดสะสมอาหาร ไว้ที่เมล็ด ภาพที่ 3.18 ผักกาดหัวสะสมอาหาร ไว้ที่ราก ภาพที่ 3.20 หัวหอมสะสมอาหาร ไว้ที่ล�าต้นใต้ดิน ภาพที่ 3.17 มันส�าปะหลังสะสม อาหารไว้ที่ราก 1. ส่วนของผลที่สะสมอาหาร ได้แก่ ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วย เงาะ ล�าไย ขนุน เป็นต้น 2. ส่วนของเมล็ดที่สะสมอาหาร เช่น ข้าว ข้าวโพด ละหุ่ง ถั่วต่าง ๆ เป็นต้น 3. ส่วนของรากที่สะสมอาหาร เช่น ผักกาดหัว มันเทศ แคร์รอต เป็นต้น 4. ส่วนของล�าต้นที่สะสมอาหาร เช่น อ้อย เป็นต้น 5. ส่วนของล�าต้นใต้ดินที่สะสมอาหาร เช่น เผือก มันฝรั่ง แห้ว หัวหอม เป็นต้น ไซเล็ม คอมพาเนียมเซลล์ เซลล์สะสมอาหาร ซีฟเพลท เซลล์ตะแกรง โฟลเอ็ม คอมพาเนียนเซลล์ ใบ ราก น�้า น�้า 56 เซลล์ตะแกรง ( คอมพำเนียนเซลล์ ( 1 2 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษา เรื่อง การลําเลียง อาหาร ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 โดยใหคนหนึ่งศึกษาลักษณะของเนื้อเยื่อ ลําเลียง อีกคนหนึ่งศึกษา เรื่อง ทิศทางการ ลําเลียงอาหาร จากนั้นใหนักเรียนแลกเปลี่ยน ขอมูลกับคูของตนเอง 2. ครูอธิบาย เรื่อง อาหารสะสมของพืชจาก Science Focus ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 เซลลตะแกรง เซลลพวกหนึ่งของเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม มีลักษณะเปนทอยาว ปลายดานบนและดานลางของเซลลมีรูเล็กๆ คลายตะแกรง เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียสจะเสื่อมสลายไป 2 คอมพาเนียนเซลล เซลลพวกหนึ่งของเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม มีขนาดคอนขางเล็ก อยูชิดดานขางของซีฟทิวบ อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนใหออกมาเขียนแผนผัง การลําเลียงสารในพืชหนาชั้นเรียน จากนั้น ใหตัวแทนเลือกเพื่อน 1 คน มาอธิบายความ สัมพันธระหวางการลําเลียงสาร 2. ครูสุมนักเรียนออกมา 3-5 คู ออกมาสรุป เรื่อง การลําเลียงอาหาร หนาชั้นเรียน จากนั้นครู ชวยเสริมความรูใหกับนักเรียนกิจกรรม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนจับคูกันระดมความคิดเพื่อหาวิธีการทดลองเกี่ยว กับกระบวนการลําเลียงสารในพืช โดยเขียนขั้นตอนการทดลองลง ในกระดาษรายงาน ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการลําเลียง สารในสัตว ซึ่งตองอาศัยระบบหมุนเวียนเลือด ทั้งสัตวที่มีระบบ เลือดแบบเปด และสัตวที่มีระบบเลือดแบบปด รวมทั้งกระบวนการ ลําเลียงสารในสัตวที่ไมมีระบบเลือด วามีกระบวนการเชนเดียวกับ การลําเลียงสารในพืชหรือไม อยางไร ทําเปนรายงานสงครูผูสอน นํา สอน สรุป ประเมิน T66


กิจกรรม 21st Century Skills Focus Science พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) เป็นพืชที่มีใบเลี้ยง 1 ใบ มีเส้นใบขนานกัน ล�าต้นมีข้อและปล้อง มีระบบรากเป็นแบบ รากฝอย เช่น ข้าว ตาล ข้าวโพด อ้อย หญ้า ไผ่ เป็นต้น พืชใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) เป็นพืชที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ มีเส้นใบเป็นแบบร่างแห ล�าต้นไม่มีข้อและปล้อง มีระบบรากเป็นแบบ รากแก้ว เช่น ถั่ว ยางพารา กระสัง มะขาม เป็นต้น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) ล�ำต้น (stem) รำก (root) รำก (root) ล�ำต้น (stem) พืชใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) ท่อไซเล็มและท่อโฟลเอ็มอยู่รวมกัน และเรียงตัวไม ่เป็นระเบียบ ซึ่งอยู ่ กระจัดกระจายทั่วล�าต้น ท่อไซเล็มเรียงตัวรอบพิธ ส่วนท่อ โฟลเอ็มจะแทรกตัวอยู่ระหว่างท่อ ไซเล็ม ท่อไซเล็มเรียงตัวเป็นแฉก 3-5 แฉก ออกมาจากกึ่งกลางราก ส่วนท่อโฟลเอ็ม จะแทรกตัวอยู่ระหว่างแฉกของท่อไซเล็ม ท่อไซเล็มและท่อโฟลเอ็มอยู่ด้วยกัน และ เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ มีท่อโฟลเอ็ม อยู่ด้านนอก ส่วนท่อไซเล็มอยู่ด้านใน และ มีเนื้อเยื่อแคมเบียม (cambium) โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม ไซเล็ม ไซเล็ม ไซเล็ม ไซเล็ม โครงสร้างของระบบลําเลียงในพืช ภาพที่ 3.21 ระบบล�าเลียงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ภาพที่ 3.22 ระบบล�าเลียงในพืชใบเลี้ยงคู่ 57 การด�ารงชีวิต ของพืช มีเนื้อเยื่อแคมเบียม ( 2 ท่อไซเล็มเรียงตัวรอบพิธ ส่วนท่อ 1 นักเรียนควรรู 1 พิธ เนื้อเยื่อเจริญที่อยูทางดานขางของลําตน โดยแคมเบียมที่อยูในเนื้อเยื่อ ลําเลียง คือ วาสคิวลารแคมเบียม ซึ่งจะทําหนาที่สรางไซเล็มและโฟลเอ็มระยะ ที่สองในการเติบโตในแตละปของพืช 2 แคมเบียม เนื้อเยื่อเจริญที่อยูทางดานขางของลําตน โดยแคมเบียมที่อยู ในเนื้อเยื่อลําเลียง คือ วาสคิวลารแคมเบียม ซึ่งจะทําหนาที่สรางไซเล็มและ โฟลเอ็มระยะที่สองในการเติบโตในแตละปของพืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูนําใบไมตัวอยางของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และ พืชใบเลี้ยงคูมาใหนักเรียนศึกษาและเปรียบ เทียบความแตกตาง 2. ครูใหนักเรียนศึกษา Science Focus เรื่อง โครงสรางของระบบทอลําเลียง ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูนําภาพสไลดตัวอยางโครงสรางของระบบ ทอลําเลียงในรากและลําตนของตนไผและ ตนถั่ว มาใหนักเรียนศึกษา ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การลําเลียงนํ้าและธาตุ อาหารของพืช 3. ครูสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการจากการ ทํากิจกรรม 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลกิจกรรม 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน จัดทําแผนพับ เกี่ยวกับกระบวนการทํางานของระบบลําเลียง การคายนํ้า และ เปรียบเทียบโครงสรางของระบบลําเลียงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและ พืชใบเลี้ยงคู เพื่อเผยแพรความรูแกนักเรียนหองอื่น สื่อ Digital นํา สอน สรุป ประเมิน T67 www.aksorn.com/interactive3D/RK731 กลุมมัดทอลําเลียง


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET สิ่งใดบ้างที่บ่งบอกว่า พืชมีการเจริญเติบโต Prior Knowledge 3 การเจริญเติบโตของพืช สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องมีการเจริญเติบโต พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถ ผลิตอาหารได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้ แก่พืช นอกจากนี้พืชต้องการธาตุอาหารที่จ�าเป็นหลายชนิดส�าหรับการเจริญ เติบโตและการด�ารงชีวิต การเจริญเติบโตของพืช หมายถึง การที่พืชมีการเพิ่มจ�านวนและขยายขนาดของเซลล์ จากนั้นเซลล์จะ เปลี่ยนแปลงลักษณะไปเพื่อท�าหน้าที่เฉพาะ ซึ่งการเจริญเติบโตของพืชมี 3 กระบวนการ ดังนี้ 1. กำรแบ่งเซลล์ ท�าให้มีจ�านวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น โดยเซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่จะมีลักษณะไม่ต่างจากเซลล์เดิม แต่จะมีขนาดเล็กกว่า 2. กำรเพิ่มขนำดของเซลล์ ท�าให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น 3. กำรเปลี่ยนรูปร่ำงของเซลล์ เพื่อไปท�าหน้าที่เฉพาะต่าง ๆ เช่น เนื้อเยื่อล�าเลียง เป็นต้น ตัวอย่ำง การเจริญเติบโตของต้นถั่ว ภาพที่ 3.23 การเจริญเติบโตของต้นถั่ว Focus Science การเจริญเติบโตของพืชมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กำรเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) ท�าให้พืชเจริญยืดยาวออกด้านบนและด้านล่าง ซึ่งพบได้ในส่วนของราก ทั้งพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด ส่วนล�าต้นจะพบเฉพาะในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น 2. กำรเจริญเติบโตขั้นที่สอง (secondary growth) ท�าให้พืชเจริญออกทางด้านข้าง พบได้ในส่วนของรากและล�าต้น ทั้งพืชใบเลี่ยงคู่ เช่น ถั่ว มะม่วง เป็นต้น และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น ไผ่ ปาล์ม เป็นต้น ขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืช การเจริญเติบโตของต้นถั่วเริ่มจากไซโกตที่อยู่ภายในเมล็ดมีการแบ่งเซลล์ เพื่อเพิ่มจ�านวนเซลล์ไปเป็น เอ็มบริโอ และขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเอ็มบริโองอกออกจากเมล็ดแล้วเจริญเป็นต้นอ่อน จากนั้นเซลล์ที่อยู่ ภายในต้นอ่อนจะแบ่งเซลล์และพัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและรูปร่างของเซลล์ให้เหมาะสมกับหน้าที่ในแต่ละ โครงสร้างนั้น ๆ เช่น ใบที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นต้น 58 ขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืช 1 นักเรียนควรรู 1 การเจริญเติบโตของพืช ลักษณะที่แสดงวาพืชมีการเจริญเติบโต มีดังนี้ - รากจะยาวและใหญขึ้น มีรากงอกเพิ่มขึ้น มีการแตกแขนงของรากมากขึ้น - ลําตนจะสูงและใหญขึ้น มีการผลิตทั้งตากิ่ง ตาใบ และตาดอก - ใบจะมีขนาดใหญขึ้น จํานวนใบเพิ่มขึ้น - ดอกจะใหญขึ้น หรือดอกจะพัฒนากลายเปนผล - เมล็ดจะงอกตนออน ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม จากนั้น ครูแจกเมล็ดถั่วเขียว และแจกใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช 2. ครูใหตัวแทนกลุมสืบคนศึกษาวิธีการเพาะ เมล็ดถั่วเขียวจากสื่ออินเทอรเน็ต 3. ครูแจกอุปกรณการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ดังนี้ - ขวดพลาสติก - กระดาษทิชชู 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมปลูกตนถั่วเขียว และ ศึกษาการเจริญเติบโตของพืชในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวทําใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช ในตอนที่ 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลการเพาะ เมล็ดถั่วเขียวสัมพันธระหวางการลําเลียงนํ้า และอาหาร 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลเกี่ยวกับ ความสัมพันธของกระบวนการเจริญเติบโตของ พืชกับการเจริญเติบโตของตนถั่วเขียว แนวตอบ prior knowledge การงอกเมล็ด การขยายขนาดของลําตน การแตกใบ และผลัดใบ การเจริญเติบโตขั้นแรกจะพบในลําตนของพืชชนิดใด 1. หญา 3. พริก 2. ชมพู 4. มะนาว (วิเคราะหคําตอบ การเจริญเติบโตขั้นแรกจะพบในลําตนของพืช ใบเลี้ยงเดี่ยว หญาเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สวนพริก ชมพู และมะนาว เปนพืชใบเลี้ยงคู ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T68


ตารางที่ 3.1 ข้อดี-ข้อเสียของปุ๋ยอินทรีย์ ข้อดี ข้อเสีย 1. ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ท�าให้ดินโปร่ง ร่วนซุย สามารถอุ้มน�้าและธาตุอาหารพืชได้ดี 1. ปริมาณธาตุอาหารต่อน�้าหนักปุ๋ยต�่า ต้องใช้ปริมาณมาก 2. ธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในดินได้นาน 2. ใช้เวลานานในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืช 3. ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อการบ�ารุงดิน ท�างานได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. มีราคาสูง 4. เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีเป็นประโยชน์แก่พืชมากขึ้น 4. ใช้ได้ในปริมาณที่จ�ากัด ตารางที่ 3.2 ข้อดี-ข้อเสียของปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ข้อดี ข้อเสีย 1. ปริมาณธาตุอาหารต่อน�้าหนักปุ๋ยสูง สามารถใช้ในปริมาณเล็กน้อย ก็เพียงพอ 1. ไม่สามารถปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น 2. ใช้เวลารวดเร็วในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืช 2. ถ้าใช้ในปริมาณมาก เช่น ปุ๋ยแอมโมเนีย จะท�าให้ดินมีสภาพเป็นกรด 3. ราคาถูก สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา 3. ถ้าใช้ในปริมาณมาก อาจเป็นอันตรายต่อต้นพืช และการงอกเมล็ด 4. หาซื้อได้ง่าย 4. ผู้ใช้จะต้องมีความรู้ ความช�านาญ จึงจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า น�้าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส�าคัญต่อการเจริญเติบโต ของพืช เนื่องจากน�้าจะละลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ใน ดิน ท�าให้รากพืชดูดซึมธาตุอาหารในรูปของสารละลาย และน�าไปใช้ประโยชน์ได้นอกจากนี้น�้ามีส่วนช่วยควบคุม อุณหภูมิภายในต้นพืช และช่วยรักษาสมดุลของต้นพืช ท�าให้พืชไม่เหี่ยวเฉา นอกจากนี้พืชยังต้องการธาตุอาหารหลายชนิด ซึ่งจ�าเป็นส�าหรับการเจริญเติบโต แต่เนื่องจากในดินมี ปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต จึง จ�าเป็นต้องใส่ปุ๋ยหรือสารที่มีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อ การเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการเน่าเปื่อย ของซากสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภาพที่ 3.24 น�้าส�าคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ภาพที่ 3.25 ปุ๋ยมีธาตุอาหารที่จ�าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช 2. ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แอมโมเนีย เป็นต้น แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยเดี่ยวหรือปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักของพืช และปุ๋ยผสม ที่ได้จากการน�าปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมารวมกัน 59 การด�ารงชีวิต ของพืช และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขอใดจับคูขอดี-ขอเสียของปุยไดถูกตอง 1. ปุยเคมี-มีราคาสูง และซื้อไดในปริมาณจํากัด 2. ปุยเคมี-ชวยปรับปรุงโครงสรางของดินใหดีขึ้น 3. ปุยอินทรีย-ธาตุอาหารที่อยูในปุยจะอยูในดินไดนาน 4. ปุยอินทรีย-ถาใชปริมาณมากจะทําใหดินมีสภาพเปนกรด (วิเคราะหคําตอบ ปุยเคมีจะมีราคาถูก สะดวกตอการขนสง และเก็บรักษา แตไมสามารถปรับโครงสรางดินใหดีขึ้นได สวน ปุยอินทรีย ธาตุอาหารที่อยูในปุยจะอยูในดินไดนาน และเมื่อใช ปริมาณมากจะไมทําใหดินมีสภาพเปนกรด ดังนั้น ตอบขอ 3) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามนักเรียนคิดวา ปจจัยใดบางที่มี ผลตอการเจริญเติบโตของพืช 2. ครูใหนักเรียนเขียนความคิดเห็นวา นํ้าและแสง มีผลตอการเจริญเติบโตของพืชอยางไร จาก นั้นใหแลกกระดาษคําตอบกับเพื่อน แลวรวม กันอภิปรายคําตอบ (แนวตอบ นํ้าชวยละลายธาตุอาหารในดินให อยูในรูปของสารละลาย ทําใหพืชดูดซึมนําไป ใชประโยชนได และแสงเปนปจจัยสําคัญที่พืช ใชสังเคราะหดวยแสง) 3. ครูนําภาพตนไมชนิดเดียวกัน แตเจริญใน ภูมิภาคที่ตางกัน แลวตั้งคําถามจากภาพ ดังนี้ • จากภาพตนไม 2 ตน มีความแตกตางกัน หรือไม (แนวตอบ แตกตาง) • ปจจัยใดที่ทําใหตนไมชนิดเดียวกัน มีลักษณะการเจริญที่แตกตางกัน (แนวตอบ สภาพแวดลอม สภาพอากาศ และความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดิน) • นักเรียนจะแกปญหาตนไมในรูปอยางไร (แนวตอบ ใชปุยเพิ่มธาตุอาหารใหกับตนไม) 4. ครูใหนักเรียนศึกษาประเภทของปุย และขอดี- ขอเสียของปุยแตละประเภทจากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 5. ครูถามนักเรียนวา เห็นดวยหรือไมวาปุยเปรียบ เสมือนกับผลิตภัณฑอาหารเสริม อยางไร (แนวตอบ ปุยเปรียบเสมือนกับอาหารเสริมที่ รางกายตองการในเวลาที่ธาตุอาหารไมเพียงพอ ตอการเจริญเติบโต โดยปุยจะอุดมไปดวย ธาตุอาหารตางๆ ที่พืชตองการ) 6. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโต ของพืช ในตอนที่ 2 นักเรียนควรรู 1 ปุยอินทรียชีวภาพ คือ ปุยอินทรียที่ผานกระบวนการผลิตที่ใชอุณหภูมิสูง สามารถฆาเชื้อจุลินทรีย ทั้งที่เปนโรคพืช โรคสัตว และโรคมนุษย รวมทั้งจุลินทรีย ทั่วๆ ไปดวย จากนั้นนําจุลินทรียที่มีสมบัติเปนปุยชีวภาพมาผสมกับปุยอินทรีย และทําการหมักตอไปจนกระทั่งจุลินทรียมีปริมาณคงที่ โดยจุลินทรียเหลานี้จะ ชวยตรึงไนโตรเจนใหแกพืชแลว ชวยผลิตฮอรโมนพืชเพื่อกระตุนการเจริญเติบโต ของรากพืช และจุลินทรียบางชนิดสามารถควบคุมโรคพืชในดิน และกระตุนให พืชสรางภูมิคุมกันโรคได นํา สอน สรุป ประเมิน T69


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ใบพืชที่ขาดธาตุไนโตรเจน ใบพืชที่ขาดธาตุโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก (macronutrients) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ธำตุอำหำรหลัก หรือธำตุปุ๋ย ธำตุอำหำรรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ปริมาณมาก เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณที่น้อยกว่า ใบพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม ใบพืชที่ขาดธาตุแมกนีเซียม ธำตุไนโตรเจน (N) ธำตุฟอสฟอรัส (P) ช่วยสร้างความเจริญของผล และช่วยให้ใบของพืช มีสีเขียว หากพืชขาดธาตุไนโตรเจน ล�าต้นและราก จะแคระแกร็น ใบมีขนาดเล็ก โดยมีสีเหลืองซีด เริ่มจากใบล่างก่อน ถ้าขาดมาก ๆ จะเหลืองซีดไป ทั้งต้นและอาจท�าให้ตายได้ ช่วยสร้างความเจริญของดอก และเมล็ด ช่วยใน การสังเคราะห์ด้วยแสง ท�าให้รากเจริญเติบโตได้เร็ว และท�าให้ล�าต้นแข็งแรง หากพืชขาดธาตุฟอสฟอรัส ล�าต้นจะแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ล�าต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ท�าให้ดอกผลและราก ไม่เจริญ เป็นต้น ช่วยในการแบ่งเซลล์การผสมเกสร การงอกของ เมล็ด หากพืชขาดธาตุแคลเซียมจะท�าให้ใบอ่อน บิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย ธำตุแคลเซียม (Ca) ธำตุแมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบส�าคัญของสารคลอโรฟิลล์ที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งมี บทบาทส�าคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนของพืช หากพืชขาดธาตุแมกนีเซียม ระหว่างเส้นของใบแก่ จะมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังคงมีสีเขียวปกติใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตของพืชจะช้าลงปริมาณและคุณภาพ ของดอกและผลต�่าลง N P ธำตุโพแทสเซียม (K) ช่วยเสริมสร้างเปลือกและล�าต้นให้แข็งแรง ช่วยใน การสร้างแป้งและน�้าตาลช่วยให้พืชมีความต้านทาน โรคได้ดียิ่งขึ้น หากพืชขาดธาตุโพแทสเซียม ส่วน ปลายใบแก่ของพืชจะไหม้ และแผ่นใบจะโค้งลงหรือ ม้วนจากปลายใบนอกจากนี้ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดง หรือเหลืองระหว ่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและ ผลลดลง K Mg Ca S ธำตุก�ำมะถัน (S) เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนโปรตีนและวิตามิน หากพืชขาดธาตุก�ามะถันใบจะมีขนาดเล็กมีสีเหลือง ซีดเริ่มจากใบยอดก่อน ส่วนใบล่างยังคงปกติถ้า อาการรุนแรงใบล่างก็จะมีอาการเหมือนกับใบยอด นอกจากนี้พืชยังต้องการธาตุอาหารเสริม แต่ต้องการในปริมาณน้อย (micronutrients) เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดีนัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) เป็นต้น ใบพืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัส ใบพืชที่ขาดธาตุก�ามะถัน 60 นักเรียนควรรู 1 macronutrients ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณมาก และขาดไมได โดยมีความเขมขนของธาตุอาหารโดยนํ้าหนักแหงเมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยสูง กวา 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 2 micronutrients ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณนอย โดยที่มีความ เขมขนของธาตุอาหารโดยนํ้าหนักแหงเมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยตํ่ากวา 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูนําภาพตัวอยางหรือฉายภาพผาน Power Point เกี่ยวกับพืชที่มีลักษณะผิดปกติ มาให นักเรียนรวมกันสืบคนวา ตนไมในภาพขาด ธาตุอาหารชนิดใด 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ธาตุอาหารที่พืช ตองการใชในการเจริญเติบโต ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกแบบการทดลอง เรื่อง ธาตุอาหารที่จําเปนตอการเจริญเติบโต ของพืช (micronutrients) 2 (macronutrients) 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลขที่ของนักเรียนในหองเพื่อตอบคําถาม ดังนี้ • ธาตุอาหารที่พืชตองการมีกี่ประเภท (แนวตอบ 2 ประเภท คือ ธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง) • ธาตุอาหารหลักแตกตางกับธาตุอาหารรอง อยางไร (แนวตอบ ธาตุอาหารหลัก คือ ธาตุอาหารที่ พืชตองการในปริมาณมาก แตธาตุอาหาร รอง คือ ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณ ที่นอยกวา) • ธาตุอาหารหลักประกอบไดแกอะไรบาง (แนวตอบ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม) • ธาตุอาหารรองไดแกอะไรบาง (แนวตอบ แคลเซียม แมกนีเซียม กํามะถัน และธาตุอื่นๆ) 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอวิธีการ ออกแบบการทดลอง และผลที่ไดจากการ ออกแบบการทดลอง เรื่อง ธาตุอาหารที่จําเปน ตอการเจริญเติบโตของพืช พิจารณาธาตุอาหารของพืชที่กําหนดให ธาตุ (ก) ชวยเสริมสรางเปลือกและลําตนใหแข็งแรง ธาตุ (ข) เปนองคประกอบสําคัญของคลอโรฟลล ธาตุ (ค) ชวยสรางความเจริญของผล และชวยใหใบของพืชมีสีเขียว ธาตุ (ง) ชวยในการแบงเซลล การผสมเกสร และการงอกของเมล็ด ธาตุ (ก) (ข) (ค) และ (ง) คือธาตุอาหารชนิดใด ธาตุ (ก) ธาตุ (ข) ธาตุ (ค) ธาตุ (ง) 1. N K Ca Mg 2. K Mg N Ca 3. Mg N Ca K 4. Ca Mg K N (วิเคราะหคําตอบ ธาตุ (ก) คือ ธาตุโพแทสเซียม (K) ธาตุ (ข) คือ ธาตุแมกนีเซียม (Mg) ธาตุ (ค) คือ ธาตุไนโตรเจน (N) และธาตุ (ง) คือ ธาตุแคลเซียม (Ca) ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T70


จากสถานการณ์ของเด็กชาย A ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากบริเวณส่วนใบล่างของ ต้นไม้มีสีม่วง และเนื่องจากเด็กชาย A มีงบประมาณมากพอ และต้องการให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารในทันที ดังนั้น เด็กชาย A ควร เลือกใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) อยู่ในสูตร จากสถานการณ์ของเด็กชาย B ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากใบอ่อนบิดเบี้ยว และ ขอบใบม้วน ส่วนอาการใบเล็ก มีสีเหลืองซีด เป็นไปได้ว่าอาจขาดธาตุไนโตรเจน (N) หรือธาตุก�ามะถัน (S) ร่วมด้วย และเนื่องจาก ดินบริเวณนั้นเป็นก้อนแข็ง จึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกดังนั้นเด็กชาย B จึงควรเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุแคลเซียม (Ca) ไนโตรเจน (N) และก�ามะถัน (S) อยู่ในสูตร จากสถานการณ์ของเด็กหญิง C ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากใบมีจุดประสีแดง และปลายใบมีรอยไหม้ ส่วนอาการใบเล็กมีสีเหลืองซีด เป็นไปได้ว่าอาจขาดธาตุไนโตรเจน (N) หรือธาตุก�ามะถัน (S) ร่วมด้วย และเนื่องจากดินบริเวณนั้นมีโครงไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกดินอุ้มน�้าไม่ดีจึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ดังนั้น เด็กหญิง C ควรเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุโพแทสเซียม (K) ไนโตรเจน (N) และก�ามะถัน (S) อยู่ในสูตร 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มออกมาจับฉลากเลือกสถานการณ์ ต่อไปนี้ • เด็กชาย A ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ต้นไม้มีล�าต้นแคระแกร็น ไม่ออกดอกและผล ใบมีขนาดเล็กและใบบริเวณส่วนล่างของต้นไม้เริ่มมีสีม่วงซึ่งเด็กชาย A มีงบประมาณในการ ปลูกมาก และต้องการให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารในทันที นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กชาย A ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กชาย A ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด • เด็กชาย B ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ดินบริเวณนั้นมีลักษณะแข็งเป็นก้อน และต้นไม้ อภิปรายผลกิจกรรม วิธีปฏิบัติ กิจกรรม การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืช จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - ทักษะการระบุ - ทักษะการให้เหตุผล - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการน�าความรู้ไปใช้ ของเด็กชาย B มีลักษณะผิดปกติใบอ่อนที่เกิดใหม่มีลักษณะบิดเบี้ยวส่วนขอบใบแก่ม้วนไม่เรียบนอกจากนี้บางใบมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีดร่วมด้วย นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กชาย B ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กชาย B ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด • เด็กหญิง C ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ต้นไม้มีล�าต้นและรากแคระแกร็น ใบมีสีเหลือง มีขนาดเล็ก บางใบ มีจุดประสีแดง และปลายใบแก่มีรอยด�าหรือน�้าตาลคล้ายกับรอยไหม้ อีกทั้งยังพบว่า โครงสร้างของดินบริเวณนั้นไม่อุ้มน�้า นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กหญิง C ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กหญิง C ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด 2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ แล้วเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ที่ก�าหนดให้ 3. ส่งตัวแทนกลุ่มออกมาน�าเสนอแนวทางการเลือกใช้ปุ๋ยหน้าชั้นเรียน 61 การด�ารงชีวิต ของพืช ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ปุยหมักมีประโยชนอยางไร 1. ชวยปองกันศัตรูพืช 2. ชวยปองกันการงอกของวัชพืช 3. เพิ่มความเปนกรดเปนดางของดิน 4. เปลี่ยนสภาพดินเหนียวใหเปนดินรวน (วิเคราะหคําตอบ ปุยหมัก จัดเปนประเภทปุยอินทรียที่มีสมบัติ ปรับปรุงโครงสรางของดินใหดีขึ้น ทําใหดินโปรง รวนซุย สามารถ อุมนํ้าและธาตุอาหารของพืชไดดี ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 4. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 3 กลุม ทํา กิจกรรม เรื่อง การเลือกใชปุยใหเหมาะสมกับ พืช ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 3. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลกิจกรรม 4. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม 5. ครูอธิบายความรูเพิ่มเติมขอมูลที่นักเรียนออก มานําเสนอ ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินการปฏิบัติการ 3. ครูประเมินการออกแบบการปฏิบัติการ 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล 7. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช 8. ครูประเมินปายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่เหมาะสม ตอการปลูกตนพริก ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําปายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่ เหมาะสมตอการปลูกตนพริก 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 สถานการณตัวอยาง แนวทางการแกไขปญหา จากสถานการณตัวอยาง ตนไมของเด็กชาย A มีลําตนแคระแกร็น ไมออกดอก และผล ใบมีขนาดเล็ก และใบบริเวณสวนลางของตนไม เริ่มมีสีมวง ซึ่งเด็กชาย A มีงบประมาณในการปลูกมาก และตองการใหตนไมไดรับสารอาหารในทันที ควรเลือกใชปุยเคมี หรือปุย วิทยาศาสตรที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) อยูในสูตร ดินบริเวณที่ปลูกตนไมของเด็กชาย B มีลักษณะแข็งเปน กอน และตนไมมีลักษณะผิดปกติ ใบออนที่เกิดใหมมี ลักษณะบิดเบี้ยว สวนขอบใบแกมวน ไมเรียบ นอกจากนี้ บางใบมีขนาดเล็กสีเหลืองซีดรวมดวย ควรเลือกใชปุยอินทรียที่มีธาตุ แคลเซียม (Ca) ไนโตรเจน (N) และกํามะถัน (S) อยูในสูตร ตนไมของเด็กหญิง C มีลําตนและรากแคระแกร็น ใบมี สีเหลือง มีขนาดเล็ก บางใบมีจุดประสีแดง และปลายใบ แกมีรอยดํา หรือนํ้าตาลคลายกับรอยไหม อีกทั้งยังพบวา โครงสรางของดินบริเวณนั้นไมอุมนํ้า ควรเลือกใชปุยอินทรียที่มีธาตุ โพแทสเซียม (K) ไนโตรเจน (N) และกํามะถัน (S) อยูในสูตร บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T71


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ส่วนใดของพืช ที่มนุษยนํามาใช้ ขยายพันธุ Prior Knowledge 4 การสืบพันธุ์ของพืช การสืบพันธุ์เป็นสมบัติที่ส�าคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต เพื่อด�ารงเผ่าพันธุ์ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ และบางชนิดสามารถ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งการสืบพันธุ์ของพืชแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1 การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช (asexual reproduction) เป็นการขยายพันธุ์ของพืชที่ไม่ได้มาจาก การปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่ แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก ล�าต้น ใบ มีการเจริญเติบโตและ พัฒนาขึ้นมาเป็นพืชต้นใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับต้นเดิม ซึ่งมนุษย์น�าความรู้เรื่องการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ มาใช้ในการขยายพันธุ์พืช ดังนี้ 1. กำรปักช�ำ (cutting) คือ การน�าส่วนต่าง ๆ ของพืชพันธุ์ดีมาตัด และปักช�าในวัสดุเพาะช�าให้งอกราก ออกมากลายเป็นต้นใหม่ การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้สามารถน�าไปใช้ได้กับไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น ชมพู่ กุหลาบ ชบา มะลิ เป็นต้น ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีปักช�า 1 2 3 น�ากิ่งจากพืชพันธุ์ดีมาตัดเป็นท่อน ๆ ให้ ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร น�ากิ่งไปปักช�าให้เอียง 40 -70 องศา และ ปักให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของกิ่งลงใน กระบะเพาะช�า เมื่อกิ่งช�ามีรากงอกยาวพอสมควร ให้น�า ไปปลูกแยกในกระถาง ในปัจจุบันการปักช�านิยมน�ามา ใช้กับต้นมะนาว เพื่อให้ได้ผลดกและ ได้ผลดี โดยใช้กิ่งพันธุ์ดีและไม ่มีโรค มาท�าการปักช�าลงในถุงด�าที่มีดินผสม แกลบและขุยมะพร้าว เมื่อรากเริ่มงอก จึงย้ายไปปลูกในหลุมที่มีดินร ่วนซุย ซึ่งหลุมควรลึกประมาณ 30 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยคอกที่ก้นหลุม หาไม้หลักมา ปักไว้ และผูกเข้ากับต้นมะนาวเพื่อให้ ต้นแข็งแรง Science in Real Life ภาพที่ 3.26 ขั้นตอนการปักช�า ภาพที่ 3.27 ต้นมะนาว 62 สวนใดของพืชที่ไมใชในการขยายพันธุดวยการปกชํา 1. กิ่ง 3. ใบ 2. ราก 4. ดอก (วิเคราะหคําตอบ การปกชําเปนการขยายพันธุพืชแบบไมอาศัย เพศ โดยการนําสวนตาง ๆ ของพืช เชน ใบ ราก กิ่ง ลําตนของ พืชพันธุดีมาตัดและปกชําในวัสดุเพาะชําใหงอกออกมาเปนตนใหม ดังนั้น ตอบขอ 4.) 1. กำรปักช�ำ ( 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge 3. ครูกระตุนความสนใจนักเรียนโดยครูเขียน key word บนกระดาน แลวใหนักเรียนชวยกันเสนอ วิธีขยายพันธุพืชจาก key word บนกระดาน แนวตอบ prior knowledge ใบ ลําตน ราก กิ่ง ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม แลว สงตัวแทนออกมาจับฉลากหัวขอตอไปนี้ - การปกชํา - การตอนกิ่ง - การติดตา - การทาบกิ่ง 2. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลวิธีและขั้นตอนการ ขยายพันธุพืชตามหัวขอที่แตละกลุมจับฉลาก ได แลวสรุปเปนรายงานรูปเลม พรอมกับเลือก ตนไมมา 1 ชนิด และขยายพันธุดวยวิธีดังกลาว นักเรียนควรรู 1 การปกชํา ในการปกชํากิ่ง หรือลําตนจะแบงตามลักษณะเนื้อไม ดังนี้ - การปกชํากิ่งแก หรือกิ่งที่มีอายุมาก พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน เฟองฟา กุหลาบ ชบา พูระหง เปนตน - การปกชํากิ่งกึ่งออนกึ่งแก พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน ฝรั่ง ชมพู ลําไย เปนตน - การปกชํากิ่งออน หรือยอดออน การปกชําลักษณะนี้ตองใชกิ่งมีใบ ติดมาดวยเปนจํานวนมาก เพื่อจะไดทําหนาที่สังเคราะหดวยแสง เพราะกิ่งไมมี อาหารสะสมเพื่อนํามาสรางรากและยอด พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน แกว กุหลาบ โกสน ดาวเรือง เบญจมาศ ไทร เปนตน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T72


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2 4 5 6 3 2. กำรตอนกิ่ง (layering) คือ การท�าให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ ท�าให้พืชต้นใหม่ มีลักษณะเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ โดยกิ่งที่จะน�ามาตอนต้องเป็นกิ่งที่มีลักษณะกึ่งอ่อนกึ่งแก่ มีความแข็งแรง สมบูรณ์ซึ่งการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้สามารถน�าไปใช้ได้กับไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น ไม้ประดับ เช่น ล�าไย ลิ้นจี่ ละมุด ส้มโอ ส้มเขียวหวาน กระท้อน กุหลาบ มะลิ เป็นต้น ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีตอนกิ่ง 1 เตรียมถุงตอน ควั่นกิ่งแนวขวาง 2 รอย ลอกเปลือก ขูดเนื้อเยื่อ ใช้ถุงตอนหุ้มบริเวณที่ลอกเปลือกและ มัดให้แน่น การเกิดรากของกิ่งตอน ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีติดตา ใช้มีดกรีดต้นตอให้เป็นรอยแผลมีลักษณะ เหมือนรูปตัวที (T) เฉือนแผ่นตาจากพืชที่ต้องการขยายพันธุ์ น�าแผ่นตาสอดเข้าไปที่รอยแผลของต้นตอ ใช้พลาสติกพันรอยแผลให้แน่นโดยตาโผล่ 1 3 4 2 3.กำรติดตำ (budding) คือ การเชื่อมประสานส่วนของต้นพืชให้เจริญเป็นพืชต้นเดียวกัน วิธีนี้ช่วยเปลี่ยน ยอดต้นพืชที่มีลักษณะไม่ดีให้เป็นพันธุ์ดีได้ และช่วยสร้างมูลค่าให้กับพันธุ์ไม้ ท�าให้พืชผลิตผลผลิตที่หลากหลายใน ต้นเดียว ซึ่งพืชที่น�ามาขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ มะม่วง ส้ม พุทรา กุหลาบ เป็นต้น ภาพที่ 3.28 ขั้นตอนการตอนกิ่ง ภาพที่ 3.29 ขั้นตอนการติดตา 63 การด�ารงชีวิต ของพืช การตอนกิ่งคือขอใด 1. การนําตนพืช 2 ตน มาทําใหกลายเปนตนเดียวกัน 2. การทําใหกิ่งหรือตนพืชเกิดรากขณะติดอยูกับตนแม 3. การเชื่อมหรือประสานสวนของตนพืชใหเจริญเปนพืชตน เดียวกัน 4. การนําใบของพืชมาตัดและปกชําในวัสดุเพาะชําใหงอก เปนตนใหม (วิเคราะหคําตอบ การตอนกิ่ง คือ การทําใหกิ่ง หรือตนพืชเกิด รากขณะติดอยูกับตนแม ซึ่งพืชตนใหมจะมีลักษณะเหมือนตนแม ทุกประการ ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสอน อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอการขยาย พันธุพืชแบบไมอาศัยเพศตามหัวขอที่จับฉลาก ได 2. ครูเสริมความรูและเพิ่มเติมขอมูลที่นักเรียน ออกมานําเสนอ เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนําเพิ่มเติมวา หลักการขยายพันธุพืชใหประสบผลสําเร็จนั้น จําเปนจะตองมีความรู ดังนี้ 1. ตองมีทักษะในการขยายพันธุพืช ผูที่จะทําการขยายพันธุไมวาจะเปนวิธี การตอนกิ่ง การตอกิ่ง ติดตา และทาบกิ่ง จําเปนที่จะตองฝกปฏิบัติหัดเพื่อให เกิดความชํานาญ 2. ตองรูจักโครงสรางภายในตนพืชและนิสัยการเจริญเติบโตของพืช และ ควรมีความรูพื้นฐานทางดานพฤกษศาสตร พืชสวน พันธุศาสตร และสรีรวิทยา ของพืช ความรูพื้นฐานเหลานี้มีสวนชวยใหการขยายพันธุประสบผลสําเร็จ 3. ตองรูจักชนิดของพืชและวิธีการขยายพันธุที่ใหผลแนนอน ซึ่งพืชแตละ ชนิดมีความยากงายในการขยายพันธุแตกตางกัน ดังนั้น จึงจําเปนที่จะตองทราบ ถึงเทคนิคตางๆ ในพืชแตละชนิดโดยอาศัยความรูจากการศึกษาจากเอกสารทาง วิชาการ หรือจากผูที่มีประสบการณ หรือศึกษาและทดลองคนควาดวยตนเอง นํา สอน สรุป ประเมิน T73


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีทาบกิ่ง 4. กำรทำบกิ่ง (approach grafting) คือ การน�าต้นพืช 2 ต้น มาท�าให้กลายเป็นต้นเดียวกัน โดยต้นของ พืชพันธุ์ดีจะท�าหน้าที่เป็นล�าต้น ส่วนพืชอีกต้นหนึ่งจะท�าหน้าที่เป็นระบบราก วิธีนี้จะท�าให้ได้พันธุ์พืชที่ดีกว่าเดิม ซึ่งพืชที่นิยมน�ามาขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ มะม่วง มะขาม ขนุน ทุเรียน เป็นต้น เฉือนต้นตอให้เป็นรอยแผลรูปโล่ 1 3 4 2 เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรอยแผลเหมือนกับ ต้นตอ น�าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีประกบกัน โดยให้ รอยแผลประกบกันสนิท ใช้พลาสติกพันรอบรอยแผลให้แน่น เหง้า ทิวเบอร์ บัลบ์ คอร์ม Focus Science 1) โครงสร้างพิเศษจากล�าต้น เช่น - ไหล หรือสโตลอน (stolon) เป็นต้นใหม่ของพืชที่งอกยาวออกมา จากต้นเดิม และทอดยาวไปตามพื้นดิน เช่น ผักบุ้ง สตรอว์เบอร์รี บัวบก ว่านบางชนิด ผักตบชวา ผักแว่น เป็นต้น - เหง้า (rhizome) เป็นต้นใหม่ของพืชที่งอกออกมาแล้วทอดยาว ไปใต้ดิน พบในพืชหลายชนิด เช่น ขิง ข่า เป็นต้น - หัว เป็นล�าต้นใต้ดินท�าหน้าที่สะสมอาหาร มีลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ หัวแบบทิวเบอร์ (tuber) หัวแบบบัลบ์ (bulb) หัวที่เกิดจากเหง้า (corm) 2) โครงสร้างพิเศษจากราก เช่น หัวมันเทศ รักเร่ บีโกเนีย เป็นต้น 3) โครงสร้างพิเศษจากใบ พืชบางชนิดมีขอบใบที่สามารถแตกตาใหม่ และงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ เช่น ต้นตายใบเป็น ต้นเศรษฐีพันล้าน เป็นต้น ภาพที่ 3.31 ไหล หรือสโตลอน ไหล ภาพที่ 3.32 โครงสร้างของพืชที่ใช้ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์พืชด้วยโครงสร้างพิเศษ ภาพที่ 3.30 ขั้นตอนการทาบกิ่ง 64 ขอใดจับคูพืชกับโครงสรางพิเศษที่ใชขยายพันธุไดถูกตอง 1. ขิง-ไหล 3. มันฝรั่ง-เหงา 2. กระเทียม-หัวแบบบัลบ 4. แหวจีน-หัวแบบทิวเบอร (วิเคราะหคําตอบ ขิงใชเหงาในการขยายพันธุ มันฝรั่งใชหัวแบบ ทิวเบอรในการขยายพันธุ กระเทียมใชหัวแบบบัลบในการขยาย พันธุ และแหวจีนใชหัวที่เกิดจากเหงาในการขยายพันธุ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนสืบคนวิธีการขยายพันธุพืช แบบไมอาศัยเพศ นอกเหนือจากการปกชํา การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง เปนตน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินรายงาน เรื่อง การขยายพันธุพืช แบบไมอาศัยเพศ 3. ครูประเมินผลงานการขยายพันธุพืชแบบ ไมอาศัยเพศ อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนออกมานําเสนอวิธีการ ขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ 2. ครูนําภาพตัวอยาง และอธิบาย เรื่อง การขยาย พันธุพืชดวยโครงสรางพิเศษ ในกรอบ Science Focus ขั้นสรุป ขยายความเขาใจ 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จากแบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง การขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ โดย ศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการ เรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่1,4 แบบประเมินรายงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความสมบูรณ์ของรูปเล่ม 3 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินรายงาน ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องเป็นส่วน ใหญ่ เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องบาง ประเด็น เนื้อหาสาระของ รายงานไม่ถูกต้องเป็น ส่วนใหญ่ 2. ความสมบูรณ์ ของรูปเล่ม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ และรูปเล่ม สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ แต่รูปเล่มไม่ สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ยังไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม องค์ประกอบไม่ ครบถ้วน ไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม 3. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T74


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 4.2 การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช (sexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่าง สเปิร์มกับเซลล์ไข่ภายในดอก ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของพืช โดยพืชต้นใหม่จะมีลักษณะที่หลากหลาย หรือแตกต่าง ไปจากต้นพ่อและต้นแม่ 1. โครงสร้ำงของดอก ดอกประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้ กลีบเลี้ยง (sepal) อยู่ชั้นนอกสุด มักมีสีเขียว ท�าหน้าที่ป้องกัน อันตราย ภาพที่ 3.33 ส่วนประกอบของดอก 2. ประเภทของดอก การแบ่งประเภทของดอกสามารถแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ โดยขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ในการแบ่ง ดังนี้ 1) แบ่งตามองค์ประกอบของดอก ได้ 2 ประเภท ดังนี้ • ดอกสมบูรณ์(complete flower) คือดอกที่มีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ส่วนเช่นชบา พู่ระหง เป็นต้น • ดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) คือ ดอกที่มีองค์ประกอบไม่ครบทั้ง 4 ส่วน เช่น ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น 2) แบ่งตามองค์ประกอบของเซลล์สืบพันธุ์ ได้ 2 ประเภท ดังนี้ • ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) คือ ดอกที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน เช่น ชบา มะเขือ กุหลาบ เป็นต้น • ดอกไม่สมบูรณ์เพศ(imperfect flower) คือดอกที่มีเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฟักทอง แตงกวา เป็นต้น ก้านชูเกสรเพศเมีย รังไข่ ก้านชูเกสรเพศผู้ อับเรณู เกสรเพศเมีย (pistil) เกสรเพศเมีย ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ 1. ยอดเกสรเพศเมีย (stigma) มีสารเหนียว เพื่อดักจับเรณู 2. ก้ำนชูเกสรเพศเมีย (style) ท�าหน้าที่ชูเกสร เพศเมีย 3. รังไข่ (ovary) ท�าหน้าที่สร้างออวุล (ovule) ซึ่งภายในมีถุงเอ็มบริโอ (embryo sac) ท�าหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ (egg) เกสรเพศผู้ (stamen) เกสรเพศผู้ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ 1. ก้ำนชูเกสรเพศผู้ (filament) ท�าหน้าที่ชูอับเรณู 2. อับเรณู (anther) ภายในมีเรณู (pollen grain) ซึ่งท�าหน้าที่สร้าง เสปิร์ม (sperm) กลีบดอก (petal) อยู่ชั้นถัดเข้ามาจากกลีบเลี้ยง มักมีสีสันต่าง ๆ ส�าหรับล่อแมลง ยอดเกสรเพศเมีย 65 การด�ารงชีวิต ของพืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหแตละกลุมศึกษาองคประกอบของดอกไม ตามฉลากที่ตัวแทนกลุมจับไดจากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ประเภทของดอกไม จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามนักเรียนวา พืชมีอวัยวะสืบพันธุหรือไม อวัยวะนั้นคืออะไร (แนวตอบ มี ดอกเปนอวัยวะสืบพันธุของพืช) 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม แลวสงตัวแทนกลุม ออกมาจับฉลากหัวขอองคประกอบของดอกไม ไดแก เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย กลีบเลี้ยง และกลีบดอก อธิบายความรู 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอองคประกอบของ ดอกไม และชี้องคประกอบจากดอกชบา หรือ ดอกพูระหงส 2. ครูใหแตละกลุมเลนเกมตอบคําถามทาย องคประกอบของดอกไม ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมวา อวัยวะสืบพันธุของพืชจําพวกสน เชน สนสองใบ สนสามใบ สนทะเล เปนตน เรียกวา โคน (cone) หรือสโตรบิลัส (strobilus) ซึ่งโคนมีลักษณะเปนเกล็ดหรือแผนแข็งที่เรียงซอนกันแนน มี 2 ชนิด คือ โคนเพศผู ทําหนาที่สรางไมโครสปอรที่จะเปลี่ยนแปลงตอไปเปนเรณู และ โคนเพศเมีย ทําหนาที่สรางเมกะสปอรที่เปลี่ยนแปลงไปเปนไข (ovule) โดย เรณูจะอาศัยลมชวยพัดไปตกที่โคนของเพศเมียเพื่อไปผสมกับไข กําหนดสวนประกอบของดอกไม 4 ชนิดให ดังนี้ ชนิดของ ดอกไม กลีบ เลี้ยง กลีบ ดอก ริ้ว ประดับ เกรสร เพศผู เกสร เพศเมีย A ✓ ✓ ✓ - ✓ B - ✓ - ✓ ✓ C ✓ ✓ - ✓ ✓ D ✓ - - ✓ ✓ ดอกไมชนิดใดเปนดอกครบสวน 1. C เทานั้น 2. B และ C 3. A B และ C 4. B C และ D (วิเคราะหคําตอบ ดอกครบสวน คือ ดอกไมที่มีกลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย ดอกไมชนิด C จึงเปนดอกครบสวน ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T75


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 3. กำรถ่ำยเรณู เมื่อพืชดอกเจริญเติบโตเต็มที่ อับเรณูจะแตกออก แล้วเรณูที่อยู่ภายในจะกระจายไปยังที่ต่าง ๆ โดยอาศัยพาหะในการถ่ายเรณู เช่น แมลง สัตว์ ลม เป็นต้น พาเรณูจากอับเรณูไปตกลงบนยอดของ เกสรเพศเมีย เรียกว่า กำรถ่ำยเรณู (pollination) ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะ และโครงสร้างของดอก ดังนี้ สีสันของกลีบดอกจะช่วยดึงดูดความสนใจ และล่อแมลงให้มา ช่วยถ่ายเรณู ดอกไม้บางชนิดมีกลีบดอกที่มีสีสันไม่สะดุดตา แต่กลับมีกลิ่น ที่ดึงดูดความสนใจของแมลงได้ เรณูของดอกไม้บางชนิดมีลักษณะเอื้อต่อการถ่ายเรณู โดยมีผิว เหนียวหรือมีขน เพื่อช่วยให้ติดไปกับสัตว์หรือแมลงได้ง่าย นอกจากนี้ต�าแหน่ง ของเกสรเพศผู้ซึ่งมีก้านชูอับเรณูให้อยู ่สูงกว ่าหรือใกล้กับเกสรเพศเมีย เมื่ออับเรณูแตกออก เรณูจะสามารถตกลงบนยอดเกสรเพศเมียได้ง่ายขึ้น จะเห็นว่าสัตว์และแมลงบางชนิด เช่น นก ค้างคาว ผีเสื้อ ผึ้ง เป็นต้น เป็นพาหะที่มีบทบาทส�าคัญอย่าง หนึ่งต่อการผสมพันธุ์ของพืชดอก ดังนั้น เราจึงไม่ควรท�าลายชีวิตสัตว์หรือแมลงเหล่านี้ Focus Science การถ่ายเรณูของพืชดอกมี 2 ประเภท ดังนี้ 1. กำรถ่ำยเรณูภำยในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกในต้นเดียวกัน (self-pollination) โดยการถ่ายเรณูลักษณะนี้จะท�าให้รุ่นลูก มีสมบัติทางพันธุกรรมเหมือนรุ่นเดิม 2. กำรถ่ำยเรณูคนละต้น (cross pollination) โดยการถ่ายเรณูลักษณะนี้ จะท�าให้รุ่นลูกที่เกิดใหม่มีความหลากหลายทาง พันธุกรรม ประเภทของการถ่ายเรณู ภาพที่ 3.34 สีสันของกลีบดอก และ น�้าหวานจากเกสรเพศผู้ ดึงดูดแมลงให้ มาช่วยถ่ายเรณู ภาพที่ 3.35 ดอกที่มีต�าแหน่งของเกสรเพศผู้สูงกว่าเกสรเพศเมีย (ดอกซ้าย) หรือดอกที่มีเกสรเพศผู้ใกล้กับเกสรเพศเมีย (ดอกขวา) ช่วยเอื้อต่อการถ่ายเรณู 66 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การถายเรณูจาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูตั้งคําถามวา เกสรเพศผูจะผสมกับเกสร เพศเมียไดอยางไร (แนวตอบ พืชอาศัยพาหะในการถายเรณู ซึ่ง พาหะที่พาเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมีย มีทั้งแบบพาหะที่มีชีวิต และพาหะที่ไมมีชีวิต) ขอใดเรียงลําดับขั้นตอนการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก ไดถูกตอง 1. การงอกหลอดเรณู การถายเรณู การปฏิสนธิ การเจริญไป เปนผล 2. การถายเรณู การงอกหลอดเรณู การปฏิสนธิ การเจริญไป เปนผล 3. การปฏิสนธิ การงอกหลอดเรณู การถายเรณู การเจริญไป เปนผล 4. การเจริญไปเปนผล การปฏิสนธิ การถายเรณู การงอก หลอดเรณู (วิเคราะหคําตอบ การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชเริ่มจากการ ถายเรณู จากนั้นเรณูจะงอกหลอดเรณูลงไปจนถึงรังไขและสเปรม จะเขาไปผสมกับเซลลไขที่อยูในรังไขเกิดการปฏิสนธิขึ้น จากนั้น รังไขจะเจริญไปเปนผล ดังนั้น ตอบขอ 2.) อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนออกมาอธิบายเกี่ยวกับ ความสัมพันธระหวางโครงสรางของดอกไมกับ การถายเรณู 2. ครูยกตัวอยางดอกบัวผุด และนําภาพมาแสดง ใหนักเรียนเห็นภาพและเขาใจมากขึ้น 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมในกรอบ Science Focus เรื่อง ประเภทของการถายเรณู สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง โครงสรางของพืช : ดอก https://twig-aksorn.com/film/parts-of-the-plant-flowers-8052/ อวัยวะสืบพันธุเพศเมีย เกสรเพศผู กานชูเกสรเพศผู อับเรณู นํา สอน สรุป ประเมิน T76


การปฏิสนธิซอนของพืชดอก Focus Science ภาพที่ 3.38 ออวุลเจริญเปนเมล็ด รังไขเจริญเปนผล เรณู หลอดเรณู เซลลสืบพันธุเพศผู รังไข โพลารนิวคลีไอ เซลลไข ออวุล กลวยเปนพืชดอกที่มีสวนของลําตนที่เกิดจากกาบซอนทับกัน มีใบเปนใบเดี่ยว ออกดอกที่ปลายลําตน เรียกวา ปลี ซึ่งมี ลักษณะยาวเปนงวง มีลูกเปนหวี ซึ่งรวมเรียกวา เครือ กลวย ปลี เครือกลวย ใบประดับ ดอก ผลของกลวยจะเหมือนวาไมมีเมล็ด เนื่องจากเกสรเพศเมียจะเปนหมัน เมล็ด จะไมมีการพัฒนา จึงเหี่ยวและเปนจุด เล็ก ๆ สีนํ้าตาล 4. กระบวนการสืบพันธุของพืชดอก เมื่อเรณู (pollen) ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เรณูจะงอก หลอด เรียกวา หลอดเรณู (pollen tube) ไปตามกานเกสรเพศเมียเขาไปในรังไข (ovary) จากนั้นเรณูจะแบงเซลล ออกเปนสเปรม 2 เซลล ใหเคลื่อนที่ไปตามหลอดเรณู โดยสเปรมตัวหนึ่งจะไปผสมกับเซลลไข และสเปรมอีกตัว จะไปผสมกับโพลารนิวคลีไอ เรียกการผสมแบบนี้วา การปฏิสนธิซอน (double fertilization) โดยเซลลไขที่ไดรับ การผสมจะกลายเปนไซโกต (zygote) แลวเจริญเปนเอ็มบริโอ (embryo) สวนโพลารนิวคลีไอที่ไดรับการผสมจะ เจริญเปนเอนโดสเปรม (endosperm) เมื่อเกิดการปฏิสนธิแลว โครงสรางของดอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยสวนของกลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรเพศผูจะหลุดออก มีเพียงแคเกสรเพศเมียเทานั้นที่พัฒนาตอไป เมื่อไขไดรับการผสม ออวุลภายในรังไขจะ พัฒนาเปนเมล็ด (seed) ทําหนาที่แพรพันธุ สวนรังไข (ovary) จะพัฒนากลายเปนผล (fruit) ทําหนาที่หอหุมเมล็ด ภาพที่ 3.36 การปฏิสนธิซอน ภาพที่ 3.37 การพัฒนาของเกสรเพศเมียไปเปนผล 67 การดํารงชีวิต ของพืช ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง กระบวนการสืบพันธุ ของพืชจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนเตรียมเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ด ขาวโพด เพื่อนํามาศึกษาในชั่วโมงเรียนถัดไป 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางพืชไมมีเมล็ดใน กรอบ Science Focus อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 2 กลุม โดยครู แจกชุดคํากระดาษใหกับ 2 กลุมที่มี key word ไดแก เรณู ยอดเกสรเพศเมีย หลอดเรณู เซลล สืบพันธุเพศผู โพลารนิวคลีไอ รังไข และ เซลลไข 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมนํา key word มาเรียง ลําดับขั้นตอนการปฏิสนธิของพืช 3. ครูสุมตัวแทนกลุม 1 คน อธิบายการเรียง key word ของกลุมตนเอง 4. ครูชวยเสริม และแนะนําขั้นตอนการปฏิสนธิ ของพืชใหถูกตอง กิจกรรม ทาทาย ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบพันธุของสัตว มาพอเขาใจ แลวนํามาเปรียบเทียบกับการสืบพันธุของพืช โดยสรุป เปนตารางลงในสมุดบันทึก กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนวิเคราะหวาโครงสรางของดอกไมมีความสําคัญ ตอการสืบพันธุของพืชอยางไร เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของผลไม ดังนี้ 1. ผลเดี่ยว เปนผลที่เกิดจากดอกเพียงดอกเดียว ดอกอาจจะอยูเดี่ยวๆ เชน ตําลึง มะเขือ แตงกวา สม เปนตน หรืออยูเปนดอกชอ เชน ชมพู มะมวง เปนตน ลักษณะเดนของผลเดี่ยว คือ จะมีรังไขเพียง 1 อัน ใน 1 ดอก ซึ่งจะเปนดอกเดี่ยว หรือดอกชอก็ได สําหรับดอกชอรังไขของแตละดอกตองไมมีการหลอมรวมกัน 2. ผลกลุม เปนผลที่เกิดจากกลุมของรังไขที่อยูภายในดอกเดียวกัน และ อยูบนฐานรองดอกเดียวกัน โดยที่รังไขแตละอันจะเปนผลยอยหนึ่งผล แตเมื่อ ผลเหลานั้นอยูอัดกันแนนจะทําใหดูคลายเปนผลเดี่ยว เชน ลูกหวาย นอยหนา สตรอวเบอรรี เปนตน ลักษณะสําคัญของดอกที่จะกลายเปนผลกลุม คือ ใน 1 ดอก ของดอกเดี่ยวมีรังไขอยูหลายอัน ซึ่งอาจจะเชื่อมรวมกันหรือไมเชื่อมรวมกันก็ได 3. ผลรวม เปนผลที่เกิดจากดอกชอที่มีรังไขของดอกแตละดอก รังไขเหลานี้ กลายเปนผลยอยที่เชื่อมตอกันแลวรวมกันเปนผลเดี่ยว เชน ขนุน สาเก สับปะรด มะเดือ หมอน สน ลูกยอ บีต เปนตน นํา สอน สรุป ประเมิน T77


กิจกรรม 21st Century Skills ภาพที่ 3.39 หญ้าบุ้ง เปลือกหุ้มเมล็ด เอนโดสเปิร์ม เอ็มบริโอ เอ็มบริโอ เมล็ดของพืชใบเลี้ยงคู่ (เมล็ดถั่ว) เมล็ดของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (เมล็ดข้าวโพด) • ลมพาไป โดยเมล็ดจะมีลักษณะเบา ท�าให้สามารถลอยไปที่ ไกล ๆ ได้ เช่น หญ้า สน เป็นต้น • เมื่อผลแตกออกเมล็ดที่อยู่ภายในจะกระเด็นไปไกลจากต้นเดิม เช่น ต้อยติ่ง ถั่วลันเตา ฝิ่น เป็นต้น • สัตว์บางชนิดเมื่อกินผลเข้าไปจะขับถ่ายเมล็ดแล้วเจริญเป็นต้น ในที่ต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ ลูกโพธิ์ ลูกไทร เป็นต้น • เมล็ดบางชนิดมีตะขอเกี่ยวไปกับขนสัตว์เช่น หญ้าบุ้ง เป็นต้น 5. กำรแพร่พันธุ์ของเมล็ดเมื่อถึงเวลาที่พืชจะขยายพันธุ์ผลจะแตกออก ท�าให้เมล็ดกระจายไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งการกระจายเมล็ดของพืชมีหลายวิธี ดังนี้ เอนโดสเปิร์ม หรือมีสายเหนียว ๆ ติดไปกับขนสัตว์หรือเสื้อผ้าของคน เช่น หญ้าเจ้าชู้ ผักโขมหิน เป็นต้น เมล็ดพืชทุกชนิดมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกัน ดังนี้ 1) เอ็มบริโอ (embryo) คือ ต้นอ่อนภายในเมล็ด เจริญมาจากไซโกต ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ - เอพิคอทิล (epicotyl) อยู่เหนือใบเลี้ยง - ใบเลี้ยง (cotyledon) ในพืชใบเลี้ยงคู่มี 2 ใบ ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีเพียง 1 ใบ - ไฮโพคอทิล (hypocotyl) อยู่ใต้ใบเลี้ยง - แรดิเคิล (radicle) อยู่ใต้ไฮโพคอทิลในพืชใบเลี้ยงคู่จะเจริญไปเป็นรากแก้วส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะมีรากแก้วอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นจะเจริญเป็นรากฝอย 2) เอนโดสเปิร์ม (endosperm) คือ อาหารสะสมของต้นอ่อน ส่วนมากจะเป็นแป้ง โปรตีน และไขมัน 3) เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat หรือ testa) คือ ส่วนที่อยู่นอกสุด ท�าหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับส่วนที่ อยู่ภายใน ภาพที่ 3.40 โครงสร้างของเมล็ดพืช 68 เอนโดสเปิร์ม 1 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การแพรพันธุของ เมล็ดพืช 2. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 2 กลุม คือ กลุม เมล็ดถั่วเขียว และกลุมเมล็ดขาวโพด 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาโครงสรางเมล็ด ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวให แตละกลุมทําชิ้นงาน โครงสรางของเมล็ดพืช อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนจากกลุมถั่วเขียว และกลุม ขาวโพด กลุมละ 3 คน ออกมาอธิบายลักษณะ โครงสรางของเมล็ดพืช โดยหนาที่ของตัวแทน 3 คน มีดังนี้ - คนที่ 1 วาดรูปโครงสรางของเมล็ด บนกระดาน - คนที่ 2 ระบุองคประกอบแตละสวนของพืช จากคนที่ 1 - คนที่ 3 อธิบายโครงสราง และหนาที่ของ เมล็ด 2. ครูเสริมความรูเพิ่มเติม และแกไขขอมูลที่ นักเรียนนําเสนอใหถูกตอง นักเรียนควรรู 1 เอนโดสเปรม อาหารที่สะสมอยูภายในเอ็นโดสเปรม มีดังนี้ 1. คารโบไฮเดรต เปนสารอาหารสวนใหญที่อยูในเมล็ดพืช อาจสะสมอยูใน รูปแปงหรือนํ้าตาล ซึ่งนําไปสรางเซลลูโลสที่เปนสารที่สรางผนังเซลล 2. โปรตีน เมล็ดพืชทุกชนิดมีโปรตีนสะสมอยู แตมีปริมาณไมเทากัน พืชนําไปสรางโพรโทพลาซึม 3. ไขมันและนํ้ามัน มีปริมาณมากนอยแลวแตชนิดของพืช ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน ศึกษาคนควาเพิ่มเติมจาก แหลงเรียนรูตางๆ เกี่ยวกับการปฏิสนธิซอนของพืชดอก แลวสรุป ความรูที่ไดศึกษาทําเปนรายงานสงครูผูสอน พรอมหารูปประกอบ เพื่อชวยใหเขาใจไดงายขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T78


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 6. กำรงอกของเมล็ดเมล็ดที่กระจายออกไปยังที่ต่าง ๆ จะอยู่ในสภาพพักตัวเพื่อปรับสภาพให้เข้ากับสภาพ แวดล้อม ซึ่งเมื่อเมล็ดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมล็ดก็จะงอกมาเป็นต้นอ่อน โดยปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อ การงอกของเมล็ด มีดังนี้ • น�้ำหรือควำมชื้น ท�าให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัว ช่วยให้รากและต้นอ่อนงอกออกมาได้ง่าย • แก๊สออกซิเจน ช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ด • อุณหภูมิมีผลต่อการท�างานของเอนไซม์และปฏิกิริยาทางชีวเคมีในเมล็ดพืชซึ่งเอนไซม์จะท�างาน ได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม พืชต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมส�าหรับการงอกที่แตกต่างกัน เช่น พืชเขตหนาว พืชเขตร้อนเป็นต้นนอกจากนี้เมล็ดพืชสามารถปรับตัวให้เข้ากับช่วงอุณหภูมิสูงสุดและต�่าสุดในรอบวัน กล่าวคือถ้าอุณหภูมิในตอนกลางคืนและกลางวันแตกต่างมากเมล็ดพืชจะงอกได้ดีกว่าอุณหภูมิที่สม�่าเสมอตลอดเวลา เช่น หญ้า เป็นต้น ต้นอ่อนจะงอกออกจากเมล็ดโดยดึงเอาพลังงานจากอาหารสะสมภายในเมล็ดซึ่งการงอกของเมล็ด (seed germination) มี 2 แบบ ดังนี้ • กำรงอกของเมล็ดโดยชูใบเลี้ยงขึ้นมำเหนือดิน (epigeal germination) ส่วนของต้นอ่อนจะมีใบเลี้ยง (cotyledon) โผล่พ้นขึ้นมาเหนือดิน เช่น การงอกของเมล็ดถั่วเขียว ดาวเรือง มะขาม เป็นต้น • กำรงอกของเมล็ดที่ฝังใบเลี้ยงไว้ใต้ดิน(hypogeal germination) ส่วนของต้นอ่อนจะมีใบเลี้ยง (cotyledon) อยู่ใต้ดิน เช่น การงอกของเมล็ดถั่วลันเตา ข้าวโพด ขนุน หญ้า เป็นต้น ภาพที่ 3.41 การงอกของเมล็ดโดยชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดิน ภาพที่ 3.42 การงอกของเมล็ดที่ฝังใบเลี้ยงไว้ใต้ดิน ต้นอ่อนของพืชจะเจริญเติบโตขึ้นโดยพัฒนาส่วนประกอบต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่อยู่เหนือใบเลี้ยงจะเจริญต่อไป เป็นส่วนของล�าต้นดอกและใบ ท�าให้พืชสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อผลิตอาหารได้จากใบที่แท้จริง โดยไม่จ�าเป็น ต้องอาศัยเอนโดสเปิร์มหรือใบเลี้ยง รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในพืชจะพัฒนาไปเป็นท่อล�าเลียง ท�าให้พืชสามารถด�ารง ชีวิตและขยายพันธุ์ต่อไปได้ เอพิคอทิล เอพิคอทิล ใบเลี้ยง ใบเลี้ยง ไฮโพคอทิล ไฮโพคอทิล ไฮโพคอทิล 69 การด�ารงชีวิต ของพืช ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินผังสรุปโครงสรางของเมล็ดพืช 3. ครูประเมินผังสรุปการงอกของเมล็ดพืช 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 5. สังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาปจจัยการงอกของเมล็ดพืช 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 2 กลุม 3. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพการงอกของเมล็ดพืช แลวใหทําชิ้นงาน เรื่อง การงอกของเมล็ดพืช อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุม กลุมละ 3 คน ออกมา อธิบายลักษณะการงอกของเมล็ด ดังนี้ - คนที่ 1 วาดรูปตนออนที่งอกจากเมล็ดบน กระดาน - คนที่ 2 ระบุองคประกอบแตละสวนของพืช จากคนที่ 1 - คนที่ 3 อธิบายขั้นตอนการงอกของเมล็ด 2. ครูเสริมความรูเพิ่มเติม และแกไขขอมูลที่ นักเรียนนําเสนอใหถูกตอง การปฏิสนธิของพืชเกิดขึ้นเมื่อใด 1. กลีบดอกไมเริ่มบาน 2. สเปรมผสมกับเซลลไข 3. เมล็ดเริ่มงอกเปนตนใหม 4. เรณูตกบนยอดเกสรเพศเมีย (วิเคราะหคําตอบ การปฏิสนธิ หมายถึง การที่สเปรมเขาผสมกับ เซลลไข ซึ่งเปนการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ ดังนั้น ตอบขอ 2.) แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จาก แบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง โครงสรางของเมล็ด โดยศึกษาเกณฑการวัด และประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผน ฯ ที่ 3,5,6 แบบประเมินป้ายนิเทศ/ผังสรุป ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 ความคิดสร้างสรรค์ 4 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินแผ่นพับ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความ สอดคล้องกับ จุดประสงค์ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์ทุกประเด็น ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์เป็นส่วน ใหญ่ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์บางประเด็น ผลงานไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์ 2. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องบางประเด็น เนื้อหาสาระของผลงาน ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ 3. ความคิด สร้างสรรค์ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเป็นระบบ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไม่เป็นระบบ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยังไม่มีแนวคิดแปลก ใหม่ ผลงานไม่มีความ น่าสนใจ และไม่แสดง ถึงแนวคิดแปลกใหม่ 4. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-16 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T79


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (plant tissue culture) เป็นการน�าความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่จ�าเป็นต่อการเจริญเติบโต ของพืชมาใช้ในการเพิ่มจ�านวนโดยการน�าเซลล์หรือเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชมาเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ (aseptic condition) โดยใช้อำหำรสังเครำะห์ (synthetic medium) ซึ่งอาหารสังเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ ภาพที่ 3.44 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเหลว ภาพที่ 3.43 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชบนอาหารแข็ง นักเรียนมีวิธีใดบ้าง ในการขยายพันธุพืช หากไม่มีเมล็ดพันธุพืช ชนิดนั้น Prior Knowledge 5 เทคโนโลยีชีวภาพของพืช เทคโนโลยีชีวภาพ คือ การน�าเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มา ประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือผลผลิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เป็นประโยชน์ และเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีการขยาย พันธุ์พืช การปรับปรุงพันธุ์พืช และการดัดแปรพันธุกรรมของพืชให้ได้ผลผลิต ที่มีปริมาณและคุณภาพมากขึ้น 5.1 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ H O T S การขยายพันธุ์พืช ด้วยวิธีเพาะเมล็ดกับการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อให้ผลต่างกันหรือไม่ อย่างไร (คําถามท้าทายความคิดขั้นสูง) - อำหำรชนิดเหลว (liquid medium หรือ broth) มีลักษณะเป็นของเหลว ประกอบด้วยธาตุอาหารใน สัดส่วนที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช โดยการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยอาหารชนิดนี้ จะต้องเขย่าขวด ตลอดเวลาด้วยเครื่องเขย่าสาร - อำหำรชนิดแข็ง (agar medium) มีลักษณะ คล้ายวุ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม กับพืช เมื่อเพาะเลี้ยงไประยะหนึ่ง เนื้อเยื่อพืชจะเจริญ เป็นต้นใหม่ เรียกว่า แคลลัส (callus) ซึ่งจะเจริญต่อไป เป็นราก ล�าต้น และใบ เป็นต้น 70 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหมาะสําหรับนํามาใชขยายพันธุพืชชนิดใด พืช A เปนพืชที่ใกลสูญพันธุไปจากประเทศไทย พืช B เปนพืชที่เจริญเติบโตไดดีในบริเวณที่มีอากาศรอนชื้น พืช C เปนพืชที่ถูกรบกวนโดยแมลงศัตรูพืชและวัชพืชไดงาย พืช D เปนพืชเศรษฐกิจของประเทศ ทุกปจะสงออกจํานวนมาก 1. พืช A เทานั้น 3. พืช A B และ D 2. พืช B เทานั้น 4. พืช A C และ D (วิเคราะหคําตอบ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่นิยมใชกับพืชที่เปน พืชเศรษฐกิจ และพืชที่ใกลสูญพันธุ ซึ่งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะ ทําใหไดพืชจํานวนมากในเวลาอันรวดเร็ว และพืชที่ไดจะทนทาน ตอสภาพแวดลอม แมลงศัตรูพืช และวัชพืชตางๆ ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูถามคําถาม prior knowledge 2. ครูถามนักเรียนวา เคยสงสัยหรือไมวามนุษยมี วิธีการอยางไร ในการเพิ่มผลผลิตจากพืชใหได เพียงพอตอความตองการของมนุษย (แนวตอบ มนุษยนําเอาสวนตางๆ ของพืชมา ขยายพันธุ เชน นําเนื้อเยื่อพืชมาเพาะเลี้ยง การดัดแปรพันธุกรรม เปนตน) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน โดย ใหนักเรียนแตละกลุมหาขอมูลและขาวที่ เกี่ยวของกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช 3. ครูใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลขาวสาร เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพในการดัดแปร พันธุกรรมพืช เพื่อใชทํากิจกรรมตอไป แนวตอบ prior knowledge สามารถนําสวนตางๆ ของพืชมาขยายพันธุ เชน การปกชํา การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปนตน อธิบายความรู 1. ครูถามคําถามทาทายความคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมวา หองปฏิบัติการที่ใชในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อประกอบ ดวยสวนสําคัญ 3 สวน ดังนี้ 1. หองเตรียมอาหาร ควรมีโตะสําหรับเตรียมสารเคมี อางนํ้า ตูเย็น สําหรับเก็บสารละลายเขมขน เครื่องชั่ง เครื่องวัดความเปนกรด-เบส เตาหลอม อาหาร หมอนึ่งฆาเชื้อจุลินทรียแบบความดันไอนํ้า 2. หองถายเนื้อเยื่อ ตองมีตูสําหรับเลี้ยงหรือถายเนื้อเยื่อ ซึ่งเปนตูที่มีอากาศ ถายเทผานแผนกรอง ที่สามารถกรองจุลินทรียไวไดตลอดเวลา ทําใหอากาศ ภายในตูบริสุทธิ์ 3. หองเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยสภาพแวดลอมที่เหมาะสมในการเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะแตกตางกันสําหรับพืชแตละชนิด โดยทั่วไปมักจะปรับสภาพแวดลอมภายใน หองใหมีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลาที่ใหแสงประมาณ 12-16 ชั่วโมง/วัน ความเขมของแสง 1,000-3,000 ลักซ แนวตอบ H.O.T.S. พืชที่ขยายพันธุดวยเมล็ดเปนการขยายพันธุ แบบอาศัยเพศ ทําใหพืชมีความหลากหลายทาง พันธุกรรม แตการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเปนการ ขยายพันธุแบบไมอาศัยเพศ ทําใหพืชมีลักษณะไม แตกตางจากตนแม นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T80


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 3.45 ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ประโยชนของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช มีดังนี้ 1. ใชขยายพันธุพืชที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจ เชน กลวยไม มะพราวกะทิ เปนตน 2. นํามาใชรวมกับการดัดแปรพันธุวิศวกรรมพืช เพื่อใหพืชมีลักษณะตามที่ตองการ เชน ทนตอดินเค็ม หรือ ดินเปรี้ยว ทนตอสภาพอากาศรอนหรือหนาว ทนตอสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ทนตอโรค และสารพิษตาง ๆ ที่เกิดจาก เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส เปนตน 3. มีสวนชวยในการศึกษาทางชีวเคมีและสรีรวิทยาของพืช 4. เพื่อสกัดสารจากตนพืชมาผลิตสารเคมีและยาที่เปนประโยชนตออุตสาหกรรมตาง ๆ 5. สามารถขยายพันธุพืชที่ตองการไดจํานวนมาก 6. สามารถขยายพันธุพืชไดในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยไมตองคํานึงถึงฤดูกาล 7. สามารถเก็บรักษาพันธุพืชพื้นเมืองที่มีอยูเดิม พันธุพืชหายาก และพันธุพืชที่ใกลสูญพันธุได จากที่กลาวมาขางตนจะเห็นวาขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตองทําในหองปฏิบัติการที่ปราศจากเชื้อโรค และมีอุปกรณที่เพียงพอ ซึ่งขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อยังจําเปนตองอาศัยผูที่มีความรู ความชํานาญ และมี ประสบการณมากพอ ดังนั้นวิธีนี้จึงมีคาใชจายคอนขางสูง จะเห็นวาการขยายพันธุพืชมีทั้งแบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ รวมไปถึงการใชเทคโนโลยีชีวภาพ ในการขยายพันธุพืช ซึ่งพืชที่ไดจะมีลักษณะที่แตกตางกัน ดังนั้น ในการเลือกวิธีที่จะขยายพันธุพืชควรพิจารณาจาก ลักษณะของพืชที่ตองการ ขั้นตอน และงบประมาณ หรือปจจัยที่ใชในการขยายพันธุพืช แคลลัสเปนกลุมเซลลที่สามารถเจริญตอเนื่องโดยไมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนสวนใด สวนหนึ่งของพืช แตสามารถทําใหแคลลัสเจริญเปนตนได เมื่อจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะสม เชน การปรับสมดุลฮอรโมนพืช ไดแก ฮอรโมนออกซิน (auxin) เรงการเจริญของเนื้อเยื่อปลาย ยอดและราก ฮอรโมนไซโทไคนิน (cytokinin) ชวยกระตุนการแบงเซลล การเจริญของกิ่งแขนง เปนตน หากใชฮอรโมนออกซินรวมกับฮอรโมนไซโทไคนินจะชวยเสริมใหรากมีการแบงเซลล มากขึ้นและเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น Focus Science แคลลัส (callus) 1 นําเนื้อเยื่อจากสวนใด สวนหนึ่งของพืชมาเพาะ เลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ บนอาหารแข็ง 2 เนื้อเยื่อของพืชแบงเซลล เปนกลุมกอนจากปลาย เนื้อเยื่อที่ถูกตัด เรียกวา แคลลัส 3 นําแคลลัสไปเพาะเลี้ยงใน อาหารเหลวโดยปรับสมดุล ฮอรโมนพืช เรงการเจริญ สวนใดสวนหนึ่งของพืช 4 แคลลัสเจริญเปนตนออน จากนั้นนําตนออนไปปลูก ลงดิน เนื้อเยื่อพืช แคลลัส ปรับฮอรโมนพืช เรงการเจริญของราก เรงการเจริญของ ลําตนและใบ > 10 : 1 auxin : cytokinin < 10 : 1 auxin : cytokinin ปรับฮอรโมนพืช แคลลัส ภาพที่ 3.46 แคลลัสบนอาหารแข็ง 71 การดํารงชีวิต ของพืช เชน การปรับสมดุลฮอรโมนพืช ไดแก ฮอรโมนออกซิน ( 1 ยอดและราก ฮอรโมนไซโทไคนิน ( 2 ขั้นสอน อธิบายความรู 2. ครูสุมตัวแทนกลุมของแตละกลุมออกมานํา เสนอขอมูลและขาวหนาชั้นเรียน โดยขอมูลที่ จะนําเสนอ มีดังนี้ - พืชที่นํามาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร - วัตถุประสงคในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ชนิดนี้คืออะไร - ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดนี้ นานเทาไร - ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีอะไรบาง - ผลที่ไดมีประโยชนตอสังคมและเศรษฐกิจ อยางไร 3. ครูชวยอธิบายและเสริมขอมูลที่นักเรียนนํามา เสนอ 4. ครูอธิบายความหมายของแคลลัส ในกรอบ Science Focus ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 เกร็ดแนะครู ครูอาจนําวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพสําหรับพืช และประโยชนที่ไดรับ มาเปดใหนักเรียนดู เพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงกระบวนการและเกิดความเขาใจ มากขึ้น นักเรียนควรรู 1 ฮอรโมนออกซิน กลุมของฮอรโมนพืชที่กระตุนการเจริญเติบโตของพืช ทําใหมีการแบงเซลลและยืดตัวของเซลล การขนสงฮอรโมนออกซินภายในพืช จะเปนการขนสงอยางมีทิศทาง 2 ฮอรโมนไซโทไคนิน ฮอรโมนพืชที่พบมากบริเวณปลายราก เอ็มบริโอ ผลออน และยีสต มีคุณสมบัติในการกระตุนการแบงเซลล การขยายตัว และ การเปลี่ยนแปลงของเซลลในระหวางการเจริญเติบโต “แคลลัส” มีความสัมพันธกับสิ่งใดมากที่สุด 1. พืช GMOs 2. สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุกรรม 3. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 4. การตัดแตงพันธุกรรม (วิเคราะหคําตอบ แคลลัส คือ กลุมเนื้อเยื่อพืชที่สามารถชักนํา ใหเกิดสวนตางๆ ของพืชได ซึ่งไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบน อาหารสังเคราะหชนิดแข็ง ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T81


ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน น�าความรู้เทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้กับต้นไม้ภายในโรงเรียน โดยเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งพร้อมระบุเหตุผลที่เลือกวิธีดังกล่าว และรายงานผลที่ได้ลงในรายงาน และส่งตัวแทนกลุ่มออก มารายงานผลงานหน้าชั้นเรียน Science Activity 5.2 เทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมของพืช การดัดแปรพันธุกรรมของพืชท�าได้โดยการตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อให้พืชแสดงลักษณะที่ต้องการออกมา เช่น การตัดต่อยีนต้านแมลงศัตรูพืชจากแบคทีเรียมาใส่ในพืช ซึ่งเรียก สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการถ่ายยีนว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms : GMOs) เช่น มะละกอ (ต้านทานโรค) ฝ้าย ข้าว (ทนต่อดินเค็ม) มะเขือเทศ (ชะลอการสุก) ข้าวโพด ถั่วเหลือง (ทนต่อแมลงศัตรูพืช และ ยาปราบวัชพืช) เป็นต้น พืชผลทางการเกษตรที่จ�าหน่าย ในห้างสรรพสินค้า จะมีตัวเลขบนฉลาก ที่บ่งบอกประเภทของผักและผลไม้ ดังนี้ Science in Real Life • กรณีเลข 5 หลัก - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 8 จะเป็นผัก และผลไม้ GMOs - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 9 จะเป็นผัก และผลไม้ organic • กรณีเลข 4 หลัก - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 4 จะเป็นผัก และผลไม้ทั่วไป ภาพที่ 3.47 ฝ้าย GMOs สามารถผลิต โปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้ฆ่าหนอนเจาะได้ ภาพที่ 3.49 ถั่วเหลือง GMOs สามารถ ทนทานต่อสารเคมีที่ใช้ก�าจัดวัชพืชชนิดหนึ่งได้ ภาพที่ 3.48 มะละกอ GMOs สามารถ ต้านทานโรคได้ ภาพที่ 3.50 มะเขือเทศ GMOs สามารถ ชะลอการสุกได้ ประโยชน์ของพืช GMOs คือ ให้ผลผลิตตรงตามความต้องการ สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตของพืชได้ ท�าให้พืชมีผลิตผลสม�่าเสมอตลอดป จึงไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านทานโรคและแมลง ศัตรูพืชได้ แต่อย่างไรก็ตาม พืช GMOs มีลักษณะพันธุ์ที่ผิดแปลกไปจากธรรมชาติ ความปลอดภัยต่อการบริโภค จึงลดลงเนื่องจากสารจากสิ่งมีชีวิตที่น�ามาตัดต่ออาจเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือมะเร็ง ดังนั้น ในปัจจุบันพืช GMOs ไม่ได้ รับการยอมรับ และถูกต่อต้านจากคนบางกลุ่มในหลายประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่ค้นคว้าวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ (ศช.หรือ BIOTEC) สังกัดส�านักงานพัฒนากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ภาพที่ 3.51 72 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาการดัดแปรพันธุกรรมของ พืชในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลขาวสาร เกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมพืช 3. ครูใหนักเรียนศึกษาเลขบนฉลากที่เกี่ยวของกับ พืช GMOs จากกรอบ Science in real life ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมแลกเปลี่ยนขอมูลหรือ ขาว แลวสรุปลงในกระดาษ A4 1 แผน ภายใต หัวขอเรื่อง เทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรม ของพืช 2. ครูมอบหมายงานกิจกรรมกลุม (Science Activity) 3. ครูใหตัวแทนกลุม กลุมละ 2 คน ออกมานํา เสนอขอมูลและขาวหนาชั้นเรียน ดังนี้ - พืชที่นํามาดัดแปรพันธุกรรม คือพืชชนิดใด บาง - วัตถุประสงคในการดัดแปรพันธุกรรมของ พืชแตละชนิดเหมือนและแตกตางกัน อยางไร - ใชยีนจากสิ่งมีชีวิตใดมาตัดตอใหกับพืช แตละชนิด - ขั้นตอนคราวๆ ในการดัดแปรพันธุกรรมพืช แตละชนิดเหมือนและแตกตางกันอยางไร - ผลที่ไดมีประโยชนตอสังคมและเศรษฐกิจ อยางไร กิจกรรม ทาทาย ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ สําหรับสัตววามีอะไรบาง แตละวิธีนิยมใชกับสัตวประเภทใด และ แตละวิธีมีขอดีและขอเสียอยางไร บันทึกลงในสมุดของนักเรียน กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติม เรื่อง การใชเทคโนโลยี ชีวภาพเกี่ยวกับพืชแลวรวบรวมชนิดของพืชตางๆ ที่เปนผลผลิต จากการใชเทคโนโลยีชีวภาพอยางนอย 10 ชนิด บันทึกลงในสมุด ของนักเรียน เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมวา ในปจจุบันมีการปลูกพืช GMOs อยูใน 27 ประเทศ โดยเปนประเทศกําลังพัฒนา 19 ประเทศ ประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ โดยยุโรปซึ่งเปนกลุมประเทศที่มีการตอตานพืช GMOs มากที่สุด ไดมีการปลูก ขาวโพดจีเอ็มโอเพิ่มเปน 5 ประเทศแลว เพราะการปลูกพืชจีเอ็มชวยลดการใช สารเคมีกําจัดศัตรูพืช 19 % นอกจากชวยเพิ่มรายไดใหเกษตรกร ยังสงผลชวย อนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพไปในตัวอีกดวย ซึ่งในอาเซียนประเทศ ฟลิปปนส กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และลาว เริ่มหันมาปลูกพืช GMOs แลว นํา สอน สรุป ประเมิน T82


ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 3 โฟลเอ็ม ราก ไซเล็ม ใบ น�้า น�้าและธาตุอาหาร Summary การด�ารงชีวิต ของพืช เป็นกระบวนการที่พืชดึงพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ • กำรสืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศ เช่น การใช้โครงสร้างพิเศษของพืช ได้แก่ ไหล เหง้า ส่วนของล�าต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว ราก และ ใบพิเศษที่มีตาบริเวณขอบใบ นอกจากนี้มนุษย์สามารถน�าส่วนต่าง ๆ ของพืชมาขยายพันธุ์ได้ เช่น การปักช�า การติดตา เป็นต้น • กำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศ พืชจะมีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ โดยมีเรณูเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และไข่ที่อยู่ภายในรังไข่เป็น เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นภายในรังไข่ สารและการจ�าแนกสาร การสังเคราะห์ด้วยแสง สารและการจ�าแนกสาร การล�าเลียงสารในพืช การเจริญเติบโตของพืช การสืบพันธุ์ของพืช มีหน้าที่ล�าเลียงน�้าและธาตุอาหารจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง และกระบวนการอื่น ๆ • กำรแบ่งเซลล์ ท�าให้มีจ�านวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น โดยเซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่จะมีลักษณะไม่แตกต่างจากเซลล์เดิมแต่จะมีขนาดเล็กกว่า • กำรเพิ่มขนำดของเซลล์ ท�าให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น • กำรเปลี่ยนรูปร่ำงของเซลล์ เพื่อไปท�าหน้าที่เฉพาะต่าง ๆ เช่น เนื้อเยื่อล�าเลียง ภาพที่ 3.52 ภาพที่ 3.53 มีหน้าที่ล�าเลียงอาหารในรูปของน�้าตาลซูโครสจากใบพืช โดยใช้แรงดันน�้าจากท่อไซเล็ม ผลักดันไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช 73 การด�ารงชีวิต ของพืช ท่อไซเล็ม (xylem) ท่อโฟลเอ็ม (phloem) ขอใดจับคูสวนที่นํามาใชในการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศกับ ชนิดของพืชไดถูกตอง 1. หัว-ขิง ขา ขมิ้น 2. เหงา-กลวย สับปะรด 3. หนอ-เผือก แหว มันฝรั่ง 4. ไหล-สตรอวเบอรรี บัวบก (วิเคราะหคําตอบ ขิง ขา และขมิ้น จะใชเหงาในการสืบพันธุ กลวยและสับปะรดจะใชหนอในการสืบพันธุ เผือก แหว และ มันฝรั่งจะใชหัวในการสืบพันธุ สวนสตรอวเบอรรีและบัวบกจะใช ไหลในการสืบพันธุ ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ชีวภาพมาทําปายนิเทศ เรื่อง ฟารมในฝนของ ฉัน อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนออกมานําเสนอ รูปและ เทคโนโลยีชีวภาพที่ใชกับฟารมของตนเอง คนละ 10 นาที โดยขอมูลการนําเสนอ มีดังนี้ - ฟารมของนักเรียนมีพืชชนิดใดบาง - วัตถุประสงคในการใชเทคโนโลยีชีวภาพกับ ฟารมของตนเองคืออะไร - เทคโนโลยีชีวภาพที่ใชกับพืชในฟารมมีอะไร บาง ใหผลอยางไร 2. ครูชวยเสริมขอมูลเพิ่มเติม สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง ขนราก https:// www.twig-aksorn.com/film/root-hairs-8599/ นํา สอน สรุป ประเมิน T83


• แบงตามองคประกอบของดอก จะแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก ดอกสมบูรณ คือ ดอกที่มีองคประกอบครบทั้ง 4 สวน และ ดอกไมสมบูรณ คือ ดอกที่มีองคประกอบไมครบทั้ง 4 สวน • แบงตามองคประกอบของเซลลสืบพันธุ จะแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก ดอกสมบูรณเพศ คือ ดอกที่มีเกสรเพศผูและเกสร เพศเมียอยูภายในดอกเดียวกัน และดอกไมสมบูรณเพศ คือ ดอกที่มีเกสรเพศผูหรือเกสรเพศเมียอยางใดอยางหนึ่ง ภาพที่ 3.54 ผึ้งพาเรณูไปตกลงบนยอดเกสร เพศเมีย ภาพที่ 3.56 การเจริญของเกสรเพศเมีย หลังปฏิสนธิ ภาพที่ 3.55 การปฏิสนธิของพืช ประเภทของดอก การถายเรณู และการปฏิสนธิของพืช เทคโนโลยีชีวภาพของพืช การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ • เปนการนําสวนใดสวนหนึ่งของพืชมาเลี้ยงในอาหาร สังเคราะห พืชดัดแปรพันธุกรรม • เปนการนํายีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อใหพืชแสดงลักษณะที่ตองการออกมา เชน พืช GMOs เปนตน เรณู หลอดเรณู เซลลสืบพันธุเพศผู รังไข โพลารนิวคลีไอ เซลลไข ออวุล ออวุลเจริญเปนเมล็ด รังไขเจริญเปนผล ภาพที่ 3.57 ภาพที่ 3.58 74 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด 3. ครูตรวจแบบทดสอบทายหนวยที่ 3 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 5. ครูประเมินปายนิเทศ เรื่อง ฟารมในฝนของฉัน 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุมจาก การทํากิจกรรม 7. ครูประเมินผลงานกิจกรรมกลุม Science Activity ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายหนวยที่ 3 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 4. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายเลมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 กิจกรรม 21st Century Skills ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน รวมกันจัดทําแผนพับ เผยแพรความรูเกี่ยวกับประโยชนดานตางๆ ของพืชในทองถิ่น ของนักเรียน เพื่อประชาสัมพันธใหทุกคนในโรงเรียนไดทราบถึง ประโยชนและความสําคัญของพืชในทองถิ่น แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จากแบบ ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง โครงสรางของเมล็ด โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผน ฯ ที่3,5,6 แบบประเมินป้ายนิเทศ/ผังสรุป ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 ความคิดสร้างสรรค์ 4 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินแผ่นพับ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความ สอดคล้องกับ จุดประสงค์ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์ทุกประเด็น ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์เป็นส่วน ใหญ่ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์บางประเด็น ผลงานไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์ 2. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องบางประเด็น เนื้อหาสาระของผลงาน ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ 3. ความคิด สร้างสรรค์ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเป็นระบบ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไม่เป็นระบบ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยังไม่มีแนวคิดแปลก ใหม่ ผลงานไม่มีความ น่าสนใจ และไม่แสดง ถึงแนวคิดแปลกใหม่ 4. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-16 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T84


Unit Question ถูก/ผิด ทบทวนหัวขอ 1. ผลิตภัณฑที่ไดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ แปง 1.1 2. พืชลําเลี้ยงนํ้าผานโฟลเอ็มดวยกระบวนการออสโมซิส 2.1 3. การเจริญเติบโตของพืช เกิดขึ้นหลังจากพืชงอกออกจากเมล็ด 3 4. ดอกไมที่ไดรับการผสมพันธุจะมีเพียงเกสรเพศเมียเทานั้นที่เจริญตอไปเปนผล 4.2 5. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเปนการขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ 5.1 1 สิ่งมีชีวิตที่มีสีเขียวทุกชนิดสามารถสังเคราะหดวยแสงไดหรือไม เพราะเหตุใด 2 จากภาพที่กําหนดให จงตอบคําถามตอไปนี้ 3 จงระบุโครงสรางของพืชดอกที่กําหนดให และอธิบายขั้นตอนการสืบพันธุของพืชดอก บันทึกลงในสมุด 2.1 จากภาพคือโครงสรางสวนใดและมาจากพืชชนิดใด 2.2 บริเวณ A และ B คืออะไร 4 จงอธิบายขั้นตอนการเจริญเติบโตของลําตนและรากของตนขาวโพด 5 เทคโนโลยีชีวภาพของพืชคืออะไร และไดแกอะไรบาง Self-Check ใหนักเรียนตรวจสอบความเขาใจ โดยพิจารณาขอความวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหาตามที่หัวขอกําหนดให คําชี้แจง : ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ 1) A B 2) 3) 4) 5) 6) ภาพที่ 3.59 ภาพที่ 3.60 75 การดํารงชีวิต ของพืช แนวตอบ Self-Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก แนวตอบ Unit Question 1. ไมได เนื่องจากสีเขียวเปนลักษณะทางกายภาพ ของสิ่งมีชีวิตแตกตางกับรงควัตถุสีเขียวที่อยูใน คลอโรพลาสตของเซลลพืช ซึ่งรงควัตถุสีเขียว จะมีโครงสรางทางเคมีที่ทําใหพืชสามารถดูด กลืนแสง และมีสารเคมี หรือเอนไซมที่อยูใน คลอโรพลาสตเอื้อใหเกิดกระบวนการสังเคราะห ดวยแสงได ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีสีเขียวไม จําเปนตองสังเคราะหดวยแสงได แตสิ่งมีชีวิต สีเขียวที่มีรงควัตถุสีเขียวอยูในคลอโรพลาสต เปนองคประกอบภายในเซลลจึงจะสามารถ สังเคราะหดวยแสงได 2. 2.1 เนื้อเยื่อลําเลียงบริเวณลําตนของพืชใบเลี้ยงคู 2.2 A คือ โฟลเอ็ม B คือ ไซเล็ม 3. 1) ยอดเกสรเพศเมีย 2) อับเรณู 3) กลีบดอก 4) รังไข 5) กลีบเลี้ยง 6) ฐานรองดอก ขั้นตอนการปฏิสนธิ : เกิดขึ้นหลังจากเกิดการ ถายเรณู โดยเรณูจะไปตกลงบนยอดเกสรเพศ เมีย แลวเรณูจะงอกหลอดเขาไปในรังไข และ เรณูจะแบงเซลลเปนสเปรม 2 เซลล โดยสเปรม ตัวหนึ่งจะไปผสมกับเซลลไข และอีกเซลลหนึ่ง จะไปผสมกับโพลารนิวคลีไอ เรียกการปฏิสนธิ แบบนี้วา การปฏิสนธิซอน 4. เนื่องจากขาวโพดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยรากและลําตนของขาวโพดจะมีการเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) ทําใหรากและลําตนของขาวโพดยืด ยาวออก และรากของขาวโพดจะขยายเซลลออกทางดานขางซึ่งเปนการเจริญเติบโตขั้นที่สอง (secondary growth) แตลําตนของขาวโพดจะไมพบการ เจริญเติบโตในนี้ 5. การนําเอาความรูทางดานวิทยาศาสตรมาประยุกตใชกับพืชเพื่อขยายพันธุพืชใหไดจํานวนมาก และดัดแปรพันธุกรรมของพืช ใหไดผลผลิตที่มีคุณภาพ มากขึ้น และมีปริมาณมากขึ้นเพื่อใหเพียงพอตอความตองการของมนุษยให เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การดัดแปรพันธุกรรมของพืช เปนตน นํา สอน สรุป ประเมิน T85


ดอกมะลิเปนสัญลักษณของวันแม นองฟาจึงตั้งใจปลูก ตนมะลิซอนเพื่อมอบใหกับคุณแมในปนี้ แตตนมะลิซอน ออกดอกคอนขางยากและสวนใหญจะตายในชวงฤดูฝน เนื่องจากปญหาสภาพอากาศที่มีความเขมแสงไมเพียงพอ ตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของตนมะลิซอน และมี แมลงศัตรูพืชอยูเปนจํานวนมาก ดังนั้น หากสามารถประดิษฐ โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสงได จะชวยใหตนมะลิซอน ออกดอก และดํารงชีวิตอยูไดในชวงฤดูฝน การสังเคราะหดวยแสงของพืชเปนกระบวนการ สําคัญในการดํารงชีวิตของพืช โดยพืชจะ ดึงพลังงานแสงจากดวงอาทิตยมาเปลี่ยนให เปนพลังงานเคมีในรูปของสารอินทรีย เพื่อ นําไปใชในการผลิตอาหารของพืช โดยมีแกส คารบอนไดออกไซดและนํ้าเปนสารตั้งตน และ ไดผลิตภัณฑเปนนํ้าตาลและแกสออกซิเจน ซึ่งสมการที่พืชใชสังเคราะหดวยแสง มีดังนี้ 6CO2 + 6H2 O แสง สารคลอโรฟลล C6 H12O6 + 6O2 โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง ออกแบบโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง ใหตรงตามเงื่อนไขและความตองการของผูใช รูปทรงเรขาคณิตสามมิติที่เลือกใชในการ ออกแบบโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง เชื่อมโยงสูไอเดีย Science Technology Engineering Mathematics S T E M Project วัสดุและอุปกรณ นองฟาตองการสรางโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง นักเรียนจะชวยนองฟาออกแบบโรงเรือนอยางไร สถานการณ 1. ดินสอ 2. มุงลวด 3. คัตเตอร 4. เชือกฟาง 5. เทปใส/เทปกาว 6. ฟวเจอรบอรด 7. กรรไกร 8. ไมบรรทัด 9. ถุงพลาสติก 10. แผนไมแข็ง โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสงที่สรางขึ้นจะตองมี คุณสมบัติ ดังนี้ • โรงเรือนจะตองมีความแข็งแรง ทนทาน และทนตอ ความรอนได • โรงเรือนสามารถถายเทอากาศไดสะดวก ขอจํากัด โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง T86


5 2 4 3 6 ระบุปญหา วิเคราะหสถานการณและระบุ แนวทางในการแกปญหา เพื่อเปน แนวทางในการสรางสรรคชิ้นงาน 1 ขั้นตอน การทํากิจกรรม รวบรวมขอมูลและแนวคิด สืบคนความรู และรวบรวม ขอมูลที่นําไปแกปญหา แลว สรุปขอมูลความรูที่ไดมาโดย สังเขป ออกแบบวิธีการแกปญหา คิดวิธีการแกปญหาและ ออกแบบชิ้นงาน ตามแนวทาง ที่เตรียม รวมกันวางแผนการสรางสรรคชิ้น งานอยางเปนลําดับขั้นตอน แลว ตรวจสอบการดําเนินการ หากไม ตรงตามแผน บันทึกรายละเอียดของชิ้นงาน แลวทดสอบเพื่อหาแนวทางใน การปรับปรุงชิ้นงาน นําเสนอวิธีการแกปญหา รวบรวมแนวคิดที่ได และปญหา ที่พบในกิจกรรม เพื่อนําเสนอวิธี การแกปญหา วางแผนและดําเนินการ แกปญหา ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแกไข เกณฑการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 2 3 4 5 • สามารถชวยใหมะลิซอนเจริญเติบโตได • ใชวัสดุและอุปกรณที่เหมาะสม • ความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม • ความคิดสรางสรรค การประเมินผลงาน T87


บิโซนี, เพียซ. (2555). คูมือทองโลกวิทยาศาสตร ฉบับสมบูรณ-SCIENCE The Definitive Guide. นนทบุรี : โรงพิมพมติ ชนปากเกร็ด. วรรณทิพา รอดแรงคา. (2554). การสอนวิทยาศาสตรที่เนนทักษะกระบวนการ. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : สถาบัน พัฒนาคุณภาพวิชาการ. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (ม.ป.ป.). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. ม.ป.ท. : ม.ป.พ. สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (ม.ป.ป). คูมือการใชหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร สําหรับหลักสูตร อนาคต ระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. Fong, J., Kwan, P.L., Lam, E., Lee, C.and Lim, P.L. (2016). Science Matters. 2nd edition. Malaysia : Marshall Cavendish Education Pte Ltd. Heyworth, R. M. and Briggs, J.G.K. (2007). Chemistry insights. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Leng, P.H. (2010). Inscience. 3nd edition. Singapore : Star Publishing Pte Ltd. Tay, B. (2007). Biology insight. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Tay, B., Kiong, Y.H., Briggs, JGR., Dr Heyworth, M.R., Keng, M.T. (2012). New Century Basic Chemistry. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Toon, Y.T., Kwong, L.C., Saddle, J. and Saddle, E. (2016). Chemistry Matters for GCE ‘O’ Level Textbook. 2nd edition. Malaysia : Marshall Cavendish Education Pte Ltd. Toon, Y.T., Kwong, L.C., Saddle, J. and Clare, E. (2016). Discover Chemistry for Normal (Academic) 3N/4N. Singapore : Times Graphics Pte Ltd. บรรณาน ุ กรม T88


คู่มือครู บร. วิทยาศาสตร์ ม.2 ล.1 300.- 8 858649 121349 ราคานี้เป็นของฉบับคู่มือครูเท่านั้น >> ราคาเล่มนักเรียนโปรดดูจากใบสั่งซื้อของ อจท. คู่มือครู นร.วิทยาศาสตร์ฯ ม.1 เล่ม 1 300.- 8 858649 137982 สร้างอนาคตเด็กไทย ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับโลก บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 0 2622 2999 (อัตโนมัติ 20 คู่สาย) ID Line: @aksornkrumattayom www.aksorn.com อักษรเจริญทัศน์ อจท. ม.1 เล่ม1 Žzܑ ˜¤ŠŸ‘¢ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เล่ม1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ม.1 เล่ม1 สุธารี คำจีนศรี ภคพร จิตตรีขันธ์ ภาพปกนี้มีขนาดเท่ากับหนังสือเรียนฉบับจริงของนักเรียน แจกฟรี เฉพาะครูผู้สอน แจกฟรี เฉพาะครูผู้สอน ใช้ประกอบการสอนคู่กับหนังสือเรียน คู่มือครู อจท. เพิ่ม คำแนะนำการใช้ เพิ่ม คำอธิบายรายวิชา เพิ่ม Pedagogy เพิ่ม Teacher Guide Overview เพิ่ม Chapter Overview เพิ่ม Chapter Concept Overview เพิ่ม ข้อสอบเน้นการคิด / ข้อสอบแนว O-NET เพิ่ม กิจกรรม 21 Century Skills st ภคพร จิตตรีขันธ์ ถนอมสายตา กระดาษปอนดมาตรฐานใหม ชวย  Educare ผู้เรียบเรียงคู่มือครู ปัณณ์ณัท พึ่งพิง อติคุณ โชติรัตนโชติ ˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÇÔ·ÂÒÈÒʵÏáÅÐà·¤â¹âÅÂÕ Á.1 àÅ‹Á1คู่มือครู


Click to View FlipBook Version