à·¤¹Ô¤ ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ รูปร่างและส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ กิจกรรม ศึกษาเซลล์เยื่อหัวหอมแดง ศึกษาเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก 1. น�้า 7. ปากคีบปลายแหลม 2. เข็มเขี่ย 8. สารละลายไอโอดีน 3. ก้านส�าลี 9. น�้าเกลือเข้มข้น 0.85% w/v 4. หลอดหยด 10. กระจกสไลด์และกระจกปดสไลด์ 5. กระดาษทิชชู 11. หัวหอมแดง 6. กล้องจุลทรรศน์ 12. สาหร่ายหางกระรอก ตอนที่ 1. ผ่าหัวหอมแดง แล้วใช้ปากคีบปลายแหลมหรือเข็มเขี่ยลอกเยื่อด้านในหัวหอมแดง จากนั้นตัดเนื้อเยื่อที่ลอกได้เป็นชิ้นเล็ก ๆ 2. วางเนื้อเยื่อหัวหอมแดงลงบนกระจกสไลด์ที่มีหยดน�้า แล้วหยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด บนเยื่อหัวหอมแดง 3. ปดด้วยกระจกปดสไลด์ โดยวางกระจกปดสไลด์เอียงท�ามุม 45 องศากับกระจกสไลด์ แล้วค่อย ๆ ปดไปบนแผ่นสไลด์ 4. ใช้กระดาษทิชชูแตะข้าง ๆ กระจกปดสไลด์เพื่อซับน�้าส่วนเกินออก แล้วน�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ สังเกตและบันทึกภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 5. ใช้ปากคีบปลายแหลมเด็ดใบสาหร่ายหางกระรอกบริเวณใกล้ส่วนยอด 1 ใบ 6. วางบนหยดน�้าบนกระจกสไลด์ และปดด้วยกระจกปดสไลด์ 7. น�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ สังเกตและบันทึก ภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 1 ศึกษาเซลล์พืช วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ์ จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การจ�าแนกประเภท - การลงความเห็นจากข้อมูล สารละลาย ไอโอดีน เยื่อหัวหอมแดง กระจกปดสไลด์ เนื้อเยื่อด้านใน หัวหอมแดง สาหร่ายหางกระรอกสาหร่ายหางกระรอก ภาพที่ 2.10 ภาพที่ 2.11 36 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน ทํากิจกรรม เรื่อง รูปรางและสวนประกอบของเซลลพืช และเซลลสัตว โดยใหนักเรียนแบงหนาที่ ดังนี้ - สมาชิก 2 คน : ศึกษาสไลดของเซลลพืช เชน เซลลใบสาหรายหางกระรอก เซลลเยื่อ หัวหอมแดง เปนตน - สมาชิก 2 คน : ศึกษาสไลดของเซลลสัตว เชน เซลลเยื่อบุขางแกม เปนตน หองปฏิบัติการ การเตรียมสไลดตัวอยางในขั้นตอนการปดกระจกปดสไลด ครูอาจแนะนํา วิธีการปดกระจกปดสไลด เพื่อไมใหเกิดฟองอากาศภายในสไลด โดยการใชเข็ม เขี่ยรองรับแผนกระจกปดสไลดไวดานหนึ่ง สวนอีกดานหนึ่งของกระจกปดสไลด แตะอยูบนหยดนํ้าตัวอยาง จากนั้นคอยๆ ลดระดับเข็มเขี่ยใหตํ่าลง จนกระทั่ง กระจกปดสไลดปดลงบนหยดนํ้าทั้งหมด ซึ่งหากไมใชเข็มเขี่ย อาจใชคีมปลายแหลม หรือเข็มหมุดแทนได ภาพที่เห็นภายใตกลองจุลทรรศน (ตอนที่ 1) เซลลเยื่อหัวหอมแดง เซลลใบสาหรายหางกระรอก บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T42
8. เปรียบเทียบเซลล์พืชทั้ง 2 ชนิด ที่นักเรียนสังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์กับภาพต่อไปนี้ แล้วระบุส่วนประกอบในภาพ ที่นักเรียนวาด เซลล์เยื่อหัวหอมแดง ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ผนังเซลล์ เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม คลอโรพลาสต์ นิวเคลียส 1. ใช้ก้านส�าลีที่สะอาดขูดเบา ๆ ที่ด้านในของกระพุ้งแก้ม แล้วน�าไปแตะลงบนกระจกสไลด์ที่มีหยดน�้าเกลือเข้มข้น 0.85% w/v 2. หยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด ลงบนเซลล์เยื่อบุข้างแก้มบนกระจกสไลด์ แล้วปดด้วยกระจกปดสไลด์ 3. น�าสไลด์ไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ สังเกตและบันทึก ภาพที่เห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ 4. เปรียบเทียบเซลล์ที่สังเกตเห็นภายใต้กล้องจุลทรรศน์กับภาพต่อไปนี้ แล้วชี้ส่วนประกอบในภาพที่นักเรียนวาด ตอนที่ 2 ศึกษาเซลล์สัตว์ เยื่อหุ้มเซลล์ นิวเคลียส ไซโทพลาซึม ภาพที่ 2.14 เซลล์เยื่อบุข้างแก้มภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ก้านส�าลี เซลล์เยื่อบุ ข้างแก้ม สารละลาย ไอโอดีน ภาพที่ 2.12 ภาพที่ 2.13 37 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต ขั้นสอน สํารวจคนหา 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมเปรียบเทียบเซลลพืช และเซลลสัตวที่สังเกตเห็นภายใตกลองจุลทรรศน พรอมบันทึกผลและตอบคําถามทาย กิจกรรมลงในแบบฝกวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูถามนักเรียนวา เซลลพืชและเซลลสัตวมี ออรแกเนลลใดบางที่แตกตางกัน (แนวตอบ เซลลพืชจะพบผนังเซลลและ คลอโรพลาสต สวนเซลลสัตวจะพบเซนทริโอล) 2. ครูใหนักเรียนทําแผนพับ เรื่อง เซลลพืชและ เซลลสัตวในประเด็นตางๆ ไดแก โครงสราง หนาที่ สวนประกอบตางๆ ของเซลล และ ความแตกตางระหวางเซลลพืชและเซลลสัตว 3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET หากนําเซลลชนิดหนึ่งไปศึกษาดวยกลองจุลทรรศน นักเรียนจะ มีวิธีการสังเกตอยางไรวาเซลลนั้นเปนเซลลพืชหรือเซลลสัตว (วิเคราะหคําตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูใน ดุลยพินิจของครูผูสอน ซึ่งความแตกตางระหวางเซลลพืชและ เซลลสัตวนั้นสามารถสังเกตไดจาก • รูปรางของเซลล (รูปรางกลมหรือเหลี่ยม) • ผนังเซลล (มีผนังเซลลหรือไม) • คลอโรพลาสต (มีคลอโรพลาสตหรือไม) • แวคิวโอล (มีแวคิวโอลขนาดใหญหรือเล็ก) อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอ ขอมูลการเปรียบเทียบเซลลพืชและเซลลสัตว และอธิบายหนาที่ของสวนประกอบตางๆ ของ เซลล 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการทํา กิจกรรม และเฉลยคําตอบจากคําถามทาย กิจกรรม ภาพที่เห็นภายใตกลองจุลทรรศน (ตอนที่ 2) เซลลเยื่อบุขางแกม บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T43
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จากผลกิจกรรมตอนที่ 1 พบว่า เซลล์เยื่อหัวหอมแดงและเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นเซลล์พืช จะมีลักษณะค่อน ข้างเหลี่ยม ประกอบด้วยส่วนประกอบส�าคัญ คือ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสเหมือนกัน แต่เซลล์ใบสาหร่าย หางกระรอกจะพบคลอโรพลาสต์ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อหัวหอมแดง จากผลกิจกรรมตอนที่ 2 พบว่า เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม ซึ่งเป็นเซลล์สัตว์ จะมีลักษณะค่อนข้างกลม ประกอบด้วยส่วนประกอบ ส�าคัญ คือ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส จากผลกิจกรรมทั้งสอง พบว่า เซลล์พืชและเซลล์สัตว์จะมีรูปร่างเซลล์ที่แตกต่างกัน และจะพบเยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสเหมือนกัน แต่ในเซลล์พืชจะพบผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ซึ่งไม่พบในเซลล์สัตว์ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. จงอธิบายส่วนประกอบของเซลล์เยื่อหัวหอมแดง เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก และเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 2. จงเปรียบเทียบรูปร่างของเซลล์เยื่อหัวหอมแดง เซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก และเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 3. จากการศึกษาเซลล์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนประกอบใดที่พบในเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อหัวหอมแดง 4. จากการศึกษาเซลล์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ส่วนประกอบใดที่พบในเซลล์ใบสาหร่ายหางกระรอก แต่ไม่พบในเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม 5. เพราะเหตุใดจึงต้องหยดสารละลายไอโอดีนในการศึกษาเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ อภิปรายผลกิจกรรม นอกจากกล้องจุลทรรศน์ใช้แสงที่ใช้ในการทดลองแล้ว ยังมีกล้องจุลทรรศน์อีกหลายประเภท ซึ่งแต ่ละ ประเภทถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เป็นกล้องจุลทรรศน์ที่มีก�าลังขยาย สูงกว่ากล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง สามารถแสดงโครงสร้างของวัตถุที่มีขนาดเล็กมากจนถึงระดับนาโนเมตรได้ เนื่องจากใช้ล�าอนุภาคอิเล็กตรอนซึ่งมีพลังงานสูงในการตรวจสอบวัตถุแทนแสงธรรมดา มีทั้งแบบที่แสดงตัวอย่าง ภาพ 2 มิติ เรียกว่า กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (transmission electron microscope) และตัวอย่าง ภาพ 3 มิติ เรียกว่า กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscope) Focus Science กลองจุลทรรศนอิเล็กตรอน (electron microscope) ภาพที่ 2.16 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน ภาพที่ 2.15 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ภาพที่ 2.17 ลักษณะภาพที่ศึกษาจาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ตัวอย่างเซลลเม็ดเลือดของมนุษยเมื่อศึกษาดวยกลองจุลทรรศนประเภทต่าง ๆ 38 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. เซลลเยื่อหัวหอมแดง เซลลใบสาหราย หางกระรอก และเซลลเยื่อบุขางแกม มีนิวเคลียส ไซโทพลาซึม และเยื่อหุมเซลลเปนสวนประกอบของ เซลลพื้นฐานเหมือนกัน แตผนังเซลลจะพบเฉพาะ ในเซลลพืช คือ เซลลเยื่อหัวหอมแดง และเซลล ใบสาหรายหางกระรอก และคลอโรพลาสตเปน ออรแกเนลลที่เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง ซึ่งมีสารสีเขียวหรือสารคลอโรฟลลอยู ภายในจะพบอยูในเซลลใบสาหรายหางกระรอก เทานั้น 2. เซลลเยื่อหัวหอมแดงและเซลลใบสาหราย หางกระรอกจะคอนขางเหลี่ยม สวนเซลลเยื่อบุขาง แกมจะคอนขางกลม 3. คลอโรพลาสต 4. ผนังเซลลและคลอโรพลาสต 5. เพื่อใหเห็นสวนประกอบของเซลลไดชัดเจน ยิ่งขึ้น ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบแบบบันทึกกิจกรรมในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัดใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแผนพับ เรื่อง เซลลพืชและเซลลสัตว แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง โครงสรางของเซลล ไดจาก แบบประเมินการปฏิบัติการ จากกิจกรรม เรื่อง รูปรางและสวนประกอบของ เซลลพืชและเซลลสัตว และจากแบบประเมินการนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวย การเรียนรูที่ 2 จากการทดลองเปรียบเทียบลักษณะของเซลลพืชและเซลลสัตว ในขั้นตอนที่ 3 เพราะเหตุใดตองหยดสารละลายไอโอดีนลงไป บนเซลล 1. เพื่อลางทําความสะอาดเซลล 2. เพื่อหยุดการทํางานของเซลล ณ ขณะนั้น 3. เพื่อทําใหเซลลพืชและเซลลสัตวมีการกลายพันธุ 4. เพื่อทําใหสามารถมองเห็นเซลลพืชและเซลลสัตวไดชัดเจน ยิ่งขึ้น (วิเคราะหคําตอบ เนื่องจากเซลลมีลักษณะใส สังเกตเห็นไดยาก จึงตองหยดสารละลายไอโอดีน เพื่อชวยยอมสีเซลลใหสามารถ สังเกตเห็นโครงสรางของเซลลไดชัดเจน ดังนั้น ตอบขอ 4.) แบบประเมินการปฏิบัติการ แผนฯ ที่ 2,3 ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติการของนักเรียนตามรายการที่ก าหนด แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับ ระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 การปฏิบัติการทดลอง 2 ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติการ 3 การน าเสนอ รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การปฏิบัติการ ทดลอง ท าการทดลองตาม ขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ ได้อย่างถูกต้อง ท าการทดลองตาม ขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ ได้อย่างถูกต้อง แต่อาจ ต้องได้รับค าแนะน าบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลือ บ้างในการท าการ ทดลอง และการใช้ อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการท าการ ทดลอง และการใช้ อุปกรณ์ 2. ความ คล่องแคล่ว ในขณะ ปฏิบัติการ มีความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง โดยไม่ต้องได้รับค า ชี้แนะ และท าการ ทดลองเสร็จทันเวลา มีความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง แต่ต้องได้รับค าแนะน า บ้าง และท าการทดลอง เสร็จทันเวลา ขาดความคล่องแคล่ว ในขณะท าการทดลอง จึงท าการทดลองเสร็จ ไม่ทันเวลา ท าการทดลองเสร็จไม่ ทันเวลา และท า อุปกรณ์เสียหาย 3. การบันทึก สรุป และน าเสนอผล การทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ทดลองได้ถูกต้อง รัดกุม น าเสนอผลการทดลอง เป็นขั้นตอนชัดเจน บันทึกและสรุปผลการ ทดลองได้ถูกต้อง แต่ การน าเสนอผลการ ทดลองยังไม่เป็น ขั้นตอน ต้องให้ค าแนะน าในการ บันทึก สรุป และ น าเสนอผลการทดลอง ต้องให้ความช่วยเหลือ อย่างมากในการบันทึก สรุป และน าเสนอผล การทดลอง เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T44
สารทุกชนิดถูกล�าเลียง เข้าและออกจากเซลล์ ได้หรือไม่ Prior Knowledge 2 การล�าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ในการด�ารงชีวิตของเซลล์ เซลล์จ�าเป็นต้องได้รับแก๊สออกซิเจนและ อาหารจากภายนอกเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์ และก�าจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียออกสู่ภายนอกเซลล์ซึ่งเซลล์จะมีกลไกต่างๆในการรับและก�าจัด สารต่าง ๆ เหล่านั้น ลูกเหม็นดับกลิ่น ถูกน�ามาใช้ ป้องกันแมลงกัดกินเสื้อผ้า และดับกลิ่น ในห้องนา �้ซึ่งลูกเหม็นประกอบด้วยสาร แนฟทาลีน (naphthalene) ที่สามารถ เปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็น ไอ (การระเหิด) ที่อุณหภูมิห้องได้ และ จะแพร่กลิ่น (ความเข้มข้นของสารสูง) ออกสู่อากาศ (ความเข้มข้นของสารต�่า) ไปทั่วบริเวณนั้นได้ การแพร่สามารถพบได้ในสิ่งมีชีวิต เช่น การแพร่ของธาตุอาหารในดินเข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช การแพร่ ของแก๊สออกซิเจนเข้าสู่เซลล์พืชและเซลล์สัตว์เพื่อใช้ในกระบวนการหายใจ การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ใบเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นต้น อนุภาคสีผสมอาหาร อนุภาคน�้า 2.1 การแพร่ การแพร่ (diffusion) เป็นกระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจาก บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารต�่า จนกระทั่งความเข้มข้นของสารทั้งสองบริเวณสมดุลกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อใส่สีผสมอาหารลงในน�้าที่บรรจุในบีกเกอร์ ในระยะแรกสีผสมอาหาร จะยังไม่กระจายไปทั่วน�้าในบีกเกอร์ แต่เมื่อทิ้งไว้สักระยะ สีผสมอาหาร จะกระจายไปทั่วน�้าในบีกเกอร์ จนน�้ามีสีเดียวกันทั้งบีกเกอร์ การเปลี่ยนสีของน�้าหลังจากใส่สีผสมอาหารลงไป เกิดจากอนุภาคของ สีผสมอาหาร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเข้มข้มของอนุภาคสารสูง แพร่ออกไป ปะปนกับอนุภาคของน�้าซึ่งเป็นบริเวณที่มีความเข้มข้นของอนุภาคสารต�่า จนกระทั่งการแพร่อนุภาคของสีผสมอาหารในน�้าสมดุลกันทั่วทั้งบีกเกอร์ Science in Real Life ภาพที่ 2.18 การแพร่ของสีผสมอาหารในน�้า 39 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต เข้าสู่ใบเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขนรากของพืชสามารถลําเลียงธาตุอาหารเขาสูเซลลโดยวิธีการใด 1. การแพร 2. การไหลซึม 3. ออสโมซิส 4. การลําเลียงสารแบบไมใชพลังงาน (วิเคราะหคําตอบ การลําเลียงธาตุอาหารของขนรากของพืช เปนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารจากบริเวณที่มีความเขมขนสูง (ดิน) ไปยังบริเวณที่มีความเขมขนตํ่า (เซลลพืช) ซึ่งการลําเลียงรูปแบบนี้ เปนรูปแบบของการแพร ดังนั้น ตอบขอ 1.) นักเรียนควรรู 1 กระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ กระบวนการสรางอาหารของพืช โดยใชแกสคารบอนไดออกไซดและนํ้าเปนวัตถุดิบ โดยมีคลอโรฟลลกับแสง เปนตัวเรงปฏิกิริยา ซึ่งผลิตภัณฑที่ได คือ นํ้าตาลกลูโคส แกสออกซิเจน และนํ้า ขั้นนํา กระตุนความสนใจ ครูถามคําถามเพื่อกระตุนความสนใจและ ทบทวนความรูของนักเรียนวา พืชสามารถดูดนํ้า และธาตุอาหารจากดินเขาสูลําตนผานอวัยวะใด (แนวตอบ พืชจะดูดนํ้าและธาตุอาหารจากดิน เขาสูลําตนผานทางราก โดยในรากจะมีทอลําเลียงนํ้า หรือไซเล็ม (xylem) ทําหนาที่ในการลําเลียงนํ้า และธาตุอาหาร) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาหลักการแพร และตัวอยาง การแพรที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน และใน สิ่งมีชีวิต จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T45
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การแพร่ของอนุภาคสารต่าง ๆ ผ่านเข้าและออกจากเซลล์เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อความเข้มข้นของ สารภายนอกเซลล์มากกว่าภายในเซลล์ สารจะแพร่เข้าสู่เซลล์ ในทางตรงกันข้าม เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอก เซลล์น้อยกว่าภายในเซลล์ สารจะแพร่ออกจากเซลล์ โดยมีกลไก ดังนี้ ในสภาพแวดล้อมที่ความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์ใกล้เคียงกัน อนุภาคสารที่เคลื่อนที่เข้าและออกจากเซลล์จะใกล้เคียงกัน อนุภาคสารที่ออกจากเซลล์จะน้อยกว ่าอนุภาคสารที่ เข้าสู่เซลล์ อนุภาคสารที่ออกจากเซลล์จะมากกว่าอนุภาคสารที่เข้าสู่ เซลล์ เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์อยู่ ในระดับที่ใกล้เคียงกันอีกครั้ง การเคลื่อนที่ของอนุภาคสาร เข้าและออกจากเซลล์จะเท่ากันอีกครั้ง เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์อยู่ ในระดับที่ใกล้เคียงกันอีกครั้ง การเคลื่อนที่ของอนุภาคสาร เข้าและออกจากเซลล์จะเท่ากันอีกครั้ง 2 2 3 3 ความเขมขนของสารภายนอกเซลลมากกว่าภายในเซลล์ ความเขมขนของสารภายนอกเซลลน้อยกว่าภายในเซลล์ การแพร่ของสารเข้าและออกจากเซลล์ 1 ในสภาพแวดล้อมที่ความเข้มข้นของสารภายนอกและภายในเซลล์ใกล้เคียงกัน การแพร่ของสารจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1) ความเข้มข้นของสาร สารที่มีความเข้มข้นมาก จะแพร่ได้เร็วกว่าสารที่มีความเข้มข้นน้อย 2) อุณหภูมิ การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับอนุภาคสารที่จะแพร่ จึงท�าให้การแพร่เกิดได้เร็วขึ้น 3) ขนาดอนุภาคของสาร สารที่มีอนุภาคขนาดเล็ก จะแพร่ได้เร็วกว่าสารที่มีอนุภาคขนาดใหญ่ 4) ความสามารถในการละลายของสาร สารที่สามารถละลายได้ดี จะมีอัตราการแพร่สูง Focus Science ปจจัยควบคุมกำรแพรของสำร ภาพที่ 2.19 การแพร่ของสารเข้าและออกจากเซลล์ 40 การแพร่ของอนุภาคสารต่าง ๆ ผ่านเข้าและออกจากเซลล์เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกัน เมื่อความเข้มข้นของ การเพิ่มอุณหภูมิเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้กับอนุภาคสารที่จะแพร่ จึงท�าให้การแพร่เกิดได้เร็วขึ้น 1 2 นักเรียนควรรู 1 อนุภาค คือ สสารที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจหมายถึงอะตอม อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน แตในหนวยการเรียนรูนี้จะหมายถึงโมเลกุลของสาร ซึ่งเปน หนวยที่เล็กที่สุดของสาร สามารถอยูเปนอิสระและรักษาสมบัติทางเคมีของ สารนั้นไวได 2 พลังงานจลน คือ พลังงานของวัตถุ หรืออนุภาคซึ่งกําลังเคลื่อนที่ โดยขึ้นอยู กับมวลและความเร็วของวัตถุ หรืออนุภาคนั้น การแพรของสารเขาและออกจากเซลลเกิดขึ้นเมื่อใด (วิเคราะหคําตอบ การแพรของสารเขาสูเซลลเกิดขึ้นเมื่อสาร ภายนอกเซลลมีความเขมขนมากกวาภายในเซลล สวนการแพร ของสารออกจากเซลลจะเกิดขึ้น เมื่อสารภายในเซลลมีความ เขมขนมากกวาสารภายนอกเซลล) ขั้นสอน สํารวจคนหา 2. ครูใหนักเรียนศึกษากระบวนการแพรของสาร ผานเขา-ออกจากเซลล เมื่อความเขมขนของ สารภายนอกและภายในเซลลแตกตางกัน รวมถึงปจจัยที่มีผลตอการแพรของสาร จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม นํา สอน สรุป ประเมิน T46
à·¤¹Ô¤ ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ การแพร่ของสาร กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ 1. น�้า 4. เกล็ดด่างทับทิม 2. ช้อนตักสาร 5. บีกเกอร์ขนาด 50 ml 3. เครื่องชั่งสาร 1. ใส่น�้าปริมาณ 30 มิลลิลิตร ลงในบีกเกอร์ 2. ใช้ช้อนตักสารตักเกล็ดด่างทับทิม 0.5 กรัม ใส่ลงในบีกเกอร์ที่บรรจุน�้า 30 มิลลิลิตร สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน 5 นาที จากผลกิจกรรม เมื่อใส่เกล็ดด่างทับทิมลงในน�้า ในระยะแรก อนุภาคของเกล็ดด่างทับทิมจะยังไม่เกิดการแพร่ แต่เมื่อเวลา ผ่านไป อนุภาคของเกล็ดด่างทับทิมจะแพร่จากบริเวณที่มี ความเข้มข้นสูงไปสู ่บริเวณที่มีความเข้มข้นต�่า จนกระทั่ง ความเข้มข้นของสารในบีกเกอร์เข้าสู ่สภาวะสมดุล น�้าใน บีกเกอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ดังรูป วิธีปฏิบัติ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. หลังจากใส่เกล็ดด่างทับทิมลงในน�้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2. ถ้าตั้งบีกเกอร์ไว้นาน 5 นาที สีของสารละลายจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะเหตุใด อภิปรายผลกิจกรรม ภาพที่ 2.21 การแพร่ของด่างทับทิม 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง สร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 เกล็ดด่างทับทิม ช้อนตักสาร ภาพที่ 2.20 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 น�้า 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 41 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต หองปฏิบั ติการ การทําการทดลองที่ตองใชดางทับทิมตองระวังไมใหดางทับทิมสัมผัสกับ ผิวโดยตรง เพราะจะทําใหผิวหนังแหงเปนขุย หรือถาสารละลายมีความเขมขน มากก็จะทําใหเปนผื่นแดง มีอาการปวด เปนแผลไหม หรือเปนจุดดางสีนํ้าตาล ดังนั้น จึงไมควรใชมือหยิบดางทับทิม ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูจัดกิจกรรม โดยใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน ทํากิจกรรมการแพรของสาร สังเกต และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายผล การแพรของสาร และสิ่งที่สังเกตไดจาก กิจกรรม พรอมตอบคําถามทายกิจกรรมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอ ผลการอภิปรายจากกิจกรรมการแพรของสาร และตอบคําถามทายกิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการ ทํากิจกรรมและเฉลยคําตอบของคําถามทาย กิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม เมื่อใสเกล็ดดางทับทิมลงในนํ้าในระยะแรก อนุภาคของเกล็ดดางทับทิมจะยังไมแพรปะปนกับ อนุภาคนํ้าโดยรอบ แตเมื่อเวลาผานไป อนุภาคของ เกล็ดดางทับทิมจะเริ่มแพรออกไปปะปนกับอนุภาค ของนํ้าโดยรอบ จนกระทั่งนํ้าในบีกเกอรเปลี่ยนเปน สีมวงทั้งหมด เวลา (นาที) การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได 1 นํ้าบริเวณรอบเกล็ดดางทับทิมที่อยูกนบีกเกอรมีสีมวง 2 นํ้าบริเวณใกลกับเกล็ดดางทับทิมโดยรอบเริ่มมีสีมวงออน 3 สีของสารละลายบางสวนมีสีมวงออน และมีสีมวงเขม บริเวณที่มีเกล็ดดางทับทิม 4 เมื่อเกล็ดดางทับทิมละลายหมด สีของสารละลายเริ่มมี สีเขมขึ้น 5 สีของสารละลายมีสีมวงเขมทั่วทั้งบีกเกอร บันทึก กิจกรรม หมายเหตุ : บันทึกผลตามภาพที่เห็นจากการทดลองจริง นํา สอน สรุป ประเมิน T47
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 2.22 การเคลื่อนที่ของน�้าผ่านเยื่อเลือกผ่าน โดยไม่ยอมให้โปรตีนซึ่งเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ผ่าน การออสโมซิสเป็นกระบวนการที่ส�าคัญอย่างมากในการด�ารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีน�้าเป็นส ่วนประกอบหลัก และเซลล์จะอยู ่ในสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสกับน�้าอยู ่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับ กระบวนการล�าเลียงสารต่าง ๆ ในพืชอีกด้วย 2.2 การออสโมซิส การออสโมซิส (osmosis) เป็นกระบวนการเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายต�่าไป สู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูง หรือบริเวณที่มีโมเลกุลของน�้ามากไปสู่บริเวณที่มีโมเลกุลของน�้าน้อย โดยผ่านเยื่อเลือกผ่าน (semipermeable membrane) ซึ่งมีลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ที่ยอมให้ของเหลวหรือน�้าแพร่ผ่าน เข้าและออกได้ แต่ไม่ยอมให้สารอื่น ๆ ผ่านได้ โมเลกุลน�้าสามารถเคลื่อนที่ ผ่านเยื่อเลือกผ่านได้ โปรตีน น�้า โมเลกุลโปรตีน มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านเยื่อเลือกผ่านได้ เยื่อเลือกผ่าน ปัจจัยควบคุมการออสโมซิส การออสโมซิสของสารจะเกิดขึ้นได้ช้าหรือเร็ว ซึ่งมีหลายปัจจัยมา เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) ความเข้มข้นของสาร ถ้าความเข้มข้นของสารละลายระหว่าง สองบริเวณแตกต่างกันมาก การออสโมซิสจะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้า ความเข้มข้นของสารละลายสองบริเวณใกล้เคียงกัน การออสโมซิสจะเกิดช้า 2) อุณหภูมิการเพิ่มอุณหภูมิเสมือนเป็นการเพิ่มพลังงานจลน์ให้แก่ อนุภาคสาร ท�าให้อนุภาคสารเคลื่อนที่ได้เร็วกระบวนการออสโมซิสจึงเกิดขึ้น เร็ว การยืดอายุความสดของผักและ ผลไม้หลังจากเก็บเกี่ยว โดยน�าผักและ ผลไม้ไปแช ่ในน�้า ซึ่งน�้าจะถูกดูดซึม เข้าสู่เซลล์ด้วยกระบวนการออสโมซิส เพื่อทดแทนน�้าที่สูญเสียไป ท�าให้ สามารถยืดอายุความสดของผักและ ผลไม้ได้นานขึ้น Science in Real Life 42 2.2 การออสโมซิส 1 นักเรียนควรรู 1 การออสโมซิส เปนกระบวนการดูดนํ้าที่พบมากที่สุดในพืชทั่วๆ ไปใน สภาวะปกติ และเกิดขึ้นอยางตอเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากสารละลายในดินทั่วไป จะมีความเขมขนนอยกวาสารละลายในเซลลราก ทําใหเกิดการออสโมซิส โดยนํ้า ในดินจะแพรเขาสูเซลลราก ทําใหเซลลรากที่รับนํ้าจากดินเขาไปมีความเขมขน ของสารนอยกวาเซลลที่อยูถัดไป จึงเกิดการออสโมซิสตอไป โดยนํ้ามีการแพร ไปยังเซลลที่อยูถัดไป เปนเชนนี้อยางตอเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนถึงทอลําเลียงนํ้า ซึ่งจะลําเลียงนํ้าสงไปยังสวนตางๆ ของพืชตอไป การทดลองเพื่อศึกษาการแพรของดางทับทิม 3 ชุดทดลอง ไดผลการทดลอง ดังนี้ ชุดการ ทดลอง สาร ละลาย ผลการทดลอง 1 A สีมวงของดางทับทิมกระจายไปทั่วทิศทางอยางรวดเร็ว 2 B สีมวงของดางทับทิมกระจายไปทั่วทิศทางอยางชาๆ 3 C อนุภาคของดางทับทิมไมมีการเคลื่อนที่ ขอใดตอไปนี้ไมควรเปนตัวแปรควบคุมในการทดลองนี้ 1. ชนิดสารละลาย 3. ปริมาณของดางทับทิม 2. ระยะเวลาในการสังเกต 4. ปริมาณของสารละลาย (วิเคราะหคําตอบ ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของสารละลาย ซึ่งควบคุมใหทั้ง 3 การทดลองเหมือนกัน ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูทบทวนความรูเดิมจากชั่วโมงที่แลวเกี่ยวกับ กระบวนการแพรของสาร พอสังเขป 2. ครูใหนักเรียนศึกษาหลักการออสโมซิส และ ตัวอยางการออสโมซิสที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต และในชีวิตประจําวัน รวมถึงปจจัยที่มีผลตอ การออสโมซิสของนํ้า จากนั้นครูอธิบายเพิ่มเติม สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตร สารคดีสั้น Twig เรื่อง เยื่อหุมเซลล https://www.twig-aksorn.com/film/ the-cell-membrane-7927/ นํา สอน สรุป ประเมิน T48
ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ร่วมกันอภิปรายในหัวข้อ “นักเรียนมีประสบการณ์เกี่ยวกับการแพร่ของสาร และการออสโมซิสของสารในชีวิตประจ�าวันหรือไม่” อธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ แล้วส่งตัวแทนกลุ่มน�าเสนอ หน้าชั้นเรียน Science Activity 1. น�าเซลโลเฟนชุบน�้าให้เปยก บุลงในบีกเกอร์ แล้วน�าสารละลายน�้าตาลทรายเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวลต่อปริมาตร ปริมาตร 30 มิลลิลิตร เทลงในเซลโลเฟน 2. น�าหลอดแก้วจุ่มลงในสารละลายน�้าตาลในเซลโลเฟน รวบปากถุงแล้วใช้ยางรัดปากถุงเซลโลเฟนติดกับหลอดแก้วให้แน่น โดยพยายามอย่าให้มีฟองอากาศเกิดขึ้นทั้งในหลอดแก้ว และในถุงเซลโลเฟน 3. ยึดหลอดแก้วกับขาตั้งให้ตั้งตรง ท�าเครื่องหมายแสดงระดับของเหลวในหลอด แล้วใส่น�้าลงในบีกเกอร์ ให้ระดับน�้าอยู่ใต้ ยางรัดปากถุงเล็กน้อย และสังเกตการเปลี่ยนแปลงในเวลา 5 นาที บันทึกผล จากผลกิจกรรม พบว่า ระดับของเหลวในหลอดแก้วจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากการแพร่ของน�้าจากภายนอกถุงเซลโลเฟน (ความเข้มข้นของสารละลายต�่า) ผ่านเข้าไปในถุง (ความเข้มข้นของสารละลายสูง) โดยถุงเซลโลเฟนจะท�าหน้าที่เป็นเยื่อเลือกผ่าน ที่ยอมให้อนุภาคของน�้าผ่านเข้าไปได้ แต่ไม่ยอมให้อนุภาคของน�้าตาลที่มีขนาดใหญ่ผ่านออกมา ซึ่งอนุภาคของน�้าที่ผ่านเข้าไป จะท�าให้ระดับของเหลวในหลอดแก้วเพิ่มสูงขึ้น วัสดุอุปกรณ์ 1. น�้า 6. เซลโลเฟนขนาด 15 × 15 เซนติเมตร 2. ยางรัด 7. หลอดแก้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตร 3. ขาตั้งและที่ยึด 8. สารละลายน�้าตาลทรายเข้มข้นร้อยละ 20 โดยมวล 4. บีกเกอร์ขนาด 100 ml ต่อปริมาตร 5. ไม้บรรทัด วิธีปฏิบัติ ค�าถามท้ายกิจกรรม 1. ระดับของเหลวในหลอดแก้วมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น 2. หากเปลี่ยนน�้าในบีกเกอร์เป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่าสารละลายน�้าตาลทรายระดับของเหลวในหลอดแก้วมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใด อภิปรายผลกิจกรรม การแพร่ผ่านเยื่อเลือกผ่าน กิจกรรม จิตวิทยาศาสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง สร้างสรรค์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - การสังเกต - การวัด 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 50 40 30 20 10 เซลโลเฟน บีกเกอร์ ยางรัด หลอดแก้ว ขาตั้ง น�้า สารละลายน�้าตาลทราย สารละลายน�้าตาลทราย ภาพที่ 2.23 43 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถุงกระดาษเซลโลเฟนมีคุณสมบัติเหมือนกับโครงสรางใดใน เซลลของสิ่งมีชีวิต 1. ผนังเซลล 2. เยื่อหุมเซลล 3. ไซโทพลาซึม 4. คลอโรพลาสต (วิเคราะหคําตอบ ถุงกระดาษเซลโลเฟนมีคุณสมบัติยอมใหสาร บางชนิดเคลื่อนที่ผานได จึงทําหนาที่เปนเยื่อเลือกผานเหมือนกับ คุณสมบัติของเยื่อหุมเซลล ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน ทํา กิจกรรม เรื่อง การแพรผานเยื่อเลือกผาน สังเกต และบันทึกผลกิจกรรมลงในแบบบันทึก กิจกรรมในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูถามคําถามนักเรียนวา การแพรและการออสโมซิสมีความแตกตางกันอยางไร (แนวตอบ การแพร เปนการเคลื่อนที่ของอนุภาค สาร แตการออสโมซิส เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลนํ้า) 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมทํารายงาน เรื่อง การแพร และการออสโมซิส 3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลือกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานําเสนอผล จากกิจกรรม เรื่อง การแพรผานเยื่อเลือกผาน และใหนักเรียนตอบคําถามทายกิจกรรมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลจากการ ทํากิจกรรม และเฉลยคําตอบของคําถามทาย กิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. ระดับของเหลวในหลอดแกวจะสูงขึ้น เพราะเกิด จากการออสโมซิสของนํ้าภายนอกถุงเซลโลเฟน ผานเขาไปในถุง 2. ระดับของเหลวในหลอดแกวจะลดลง เพราะเกิด จากการออสโมซิสของนํ้าภายในถุงเซลโลเฟน ออกไปยังบริเวณที่มีสารละลายความเขมขนสูง หรือบริเวณที่มีปริมาณนํ้านอย ขั้นตอนปฏิบัติ ระดับของสารละลายนํ้าตาลทราย จากปากบีกเกอร กอนเติมนํ้าลงในบีกเกอร ตัวอยางเชน 15 เซนติเมตร 5 นาทีหลังเติมนํ้าลงในบีกเกอร ตัวอยางเชน 20 เซนติเมตร บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T49
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2 เซลล์ของสิ่งมีชีวิต การล�าเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ Summary หน่วยของสิ่งมีชีวิต อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาวัตถุขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กล้องจุลทรรศน์ ประเภทของสิ�งมีชีวิต โครงสร้างของเซลล์ การแพร่ การออสโมซิส สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ร่างกายประกอบด้วยเซลล์จ�านวนมาก โดยเซลล์ชนิดเดียวกันหรือมีลักษณะคล้ายกัน จะมาอยู่รวมกันเพื่อท�าหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น พืช สัตว์ เป็นต้น สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การด�ารงชีวิตจะเกิดขึ้นภายในเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย พารามีเซียม เป็นต้น เยื่อหุ้มเซลล์ : ท�าหน้าที่ห่อหุ้มส่วนที่อยู่ ภายในเซลล์ และควบคุมการผ่านเข้า-ออก ของสารระหว ่างเซลล์ แต ่เซลล์พืชมี ผนังเซลล์หุ้มอีกชั้น ไซโทพลาซึม : มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ภายในประกอบด้วยออร์แกเนลล์ต่าง ๆ เช่น แวคิวโอล ไรโบโซม ไมโทคอนเดรีย เป็นต้น นิวเคลียส :มีลักษณะค่อนข้างกลม ภายใน มีสารควบคุมลักษณะพันธุกรรมและ กิจกรรมของเซลล์ ผนังเซลล์ : ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ด้านนอก ของเซลล์พืช ท�าให้เซลล์มีความแข็งแรง ช่วยให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ คลอโรพลาสต์ : ภายในมีรงควัตถุสีเขียว เรียกว ่า คลอโรฟลล์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของ สารละลายต�่าไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูงโดย ผ่านเยื่อเลือกผ่าน กระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจากบริเวณที่มี ความเข้มข้นสูงไปสู่บริเวณที่มีความเข้มข้นต�่า เซลล์สัตว์ เซลล์พืช ภาพที่ 2.24 ภาพที่ 2.25 ภาพที่ 2.26 44 วันหนึ่งพี่พรพุทธเห็นวาตนไมหนาบานเหี่ยวกําลังจะตาย จึง หยิบสายยางมาฉีดรดนํ้าตนไมใหมีความชุมชื้นขึ้น (1) แลวเดิน กลับไปเพื่ออาบนํ้าแตงตัวไปทํางาน กอนออกจากบาน พี่พรพุทธ หยิบนํ้าหอมมาฉีดที่เสื้อ (2) แลวออกไปทํางาน จากกิจวัตรในชีวิตประจําวันที่ขีดเสนใตทั้ง (1) (2) จัดเปน การลําเลียงสารแบบใด 1. การแพรและฟาซิลิเทต 3. ออสโมซิสและออสโมซิส 2. ออสโมซิสและการแพร 4. ออสโมซิสและฟาซิลิเทต (วิเคราะหคําตอบ กิจวัตรหมายเลข (1) เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลนํ้าจากบริเวณที่มีนํ้ามากไปสูบริเวณที่มีนํ้านอย จึงจัดเปน การออสโมซิส สวนกิจวัตรหมายเลข (2) เปนการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลสารจากความเขมขนของสารมากไปสูความเขมขนนอย จึงจัดเปนการแพร ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสรุป ขยายความรู 4. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน 5. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายหนวยที่ 2 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 6. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายเลม 7. ครูใหนักเรียนตรวจสอบตนเองดวยการทํา Self-Check และตอบคําถาม Unit Question ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูตรวจแบบทดสอบทายเลม 3. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียน 4. ครูตรวจแบบทดสอบทายหนวยที่ 2 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 6. ครูตรวจกิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง H.O.T.S. 7. ครูประเมินรายงาน เรื่อง การแพรและการ ออสโมซิส 8. ครูประเมินการปฏิบัติการจากการทํากิจกรรม การแพรของสาร และการแพรผานเยื่อเลือก ผาน แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การลําเลียงสารเขาและ ออกจากเซลล ไดจากแบบประเมินการปฏิบัติการ จากกิจกรรม เรื่อง การแพรของ สาร และจากแบบประเมินการนําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัด และประเมินที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 2 นํา สอน สรุป ประเมิน T50
Unit Question ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1. ยูกลีนาเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ สามารถด�ารงชีวิตอยู่ได้ด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว 1.1 2. หากต้องการเห็นภาพภายใต้กล้องจุลทรรศน์ให้ชัดเจนขึ้นควรหมุนเลนส์ใกล้วัตถุที่มีก�าลัง ขยายสูงเข้าในแนวล�ากล้อง แล้วหมุนปุ่มปรับภาพหยาบ 1.2 3. เซลล์สัตว์มีผนังเซลล์ แต่เซลล์พืชไม่มีผนังเซลล์ 1.3 4. เมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกเซลล์มากกว่าภายในเซลล์ สารจะแพร่เข้าสู่เซลล์ 2.1 5. ออสโมซิส คือ การเคลื่อนที่ของน�้าจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายต�่าไปสู่ บริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูง 2.2 1 จงเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ พร้อมยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิต 2 จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์ 3 จากภาพที่ก�าหนดให้ จงตอบค�าถามต่อไปนี้ 3.1 จากภาพคือเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ เพราะเหตุใด 3.2 ออร์แกเนลล์หมายเลข 1 คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร 4 พารามีเซียมเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ใช้แก๊สออกซิเจนในกระบวนการหายใจ และจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นจากกระบวนการนี้ จงเขียนแผนผังการแพร่ของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้า และออกจากเซลล์พารามีเซียม พร้อมเขียนค�าอธิบายประกอบ 5 จากการทดลองหยดเลือดตัวอย่างลงบนสไลด์ที่มีน�้ากลั่น แล้วน�าไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์พบว่า เซลล์เม็ดเลือดแดงบนสไลด์แตกหมดทุกเซลล์ จงตอบค�าถามต่อไปนี้ 5.1 ความเข้มข้นของสารละลายภายนอกและภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นอย่างไร 5.2 เพราะเหตุใดเซลล์เม็ดเลือดแดงจึงแตก บันทึกลงในสมุด Self-Check ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่กําหนดให้ คําชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ 3.1 จากภาพคือเซลล์พืชหรือเซลล์สัตว์ เพราะเหตุใด 3.2 ออร์แกเนลล์หมายเลข 1 คืออะไร และมีหน้าที่อย่างไร 1 ภาพที่ 2.27 45 หน่วยของ สิ่งมีชีวิต เกร็ดแนะครู เมื่อจบการเรียนการสอนในหนวยการเรียนรูที่ 2 แลว ครูอาจจะใหนักเรียน เขียนสรุปเนื้อหาสาระสําคัญทั้งหมดที่ไดในหนวยการเรียนรูที่ 2 ออกมาเปนแผนผัง ความคิดในรูปแบบที่งายตอการเขาใจ แลวนําสงครูผูสอน เพื่อใหครูไดตรวจสอบ ความเขาใจของนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง และนักเรียนสามารถนําแผนผังนี้ไปใชอาน ประกอบเพื่อเตรียมตัวสอบได แนวตอบ Unit Question 1. รางกายของสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว ประกอบดวย เซลลเพียงเซลลเดียว ซึ่งกิจกรรมตางๆ จะเกิด ขึ้นภายในเซลลเดียว แตรางกายของสิ่งมีชีวิต หลายเซลลจําเปนตองมีหลายเซลลมาทําหนาที่ ประสานกันเพื่อทํากิจกรรมตางๆ 2. เซลลพืชและเซลลสัตว มีนิวเคลียส ไซโทพลาซึม และเยื่อหุมเซลลเหมือนกัน ซึ่งผนังเซลล และ คลอโรพลาสตจะพบเฉพาะในเซลลพืช สวน เซนทริโอลจะพบเฉพาะในเซลลสัตว 3. 3.1 เซลลพืช เพราะเซลลพืชมีรูปรางเหลี่ยม และมีคลอโรพลาสต 3.2 คลอโรพลาสต ทําหนาที่เกี่ยวของกับ กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 4. แกสออกซิเจนจะแพรเขาสูเซลล ขณะที่แกส คารบอนไดออกไซดจะแพรออกจากเซลล (แผนผังการแพรอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน) 5. 5.1 สารละลายภายในเซลลเม็ดเลือดแดงมี ความเขมขนมากกวาสารละลายภายนอก เซลล 5.2 เนื่องจากสารละลายภายในเซลลเม็ดเลือด แดงมีความเขมขนมากกวาสารละลาย ภายนอกเซลล นํ้าจึงออสโมซิสเขาสูเซลล เม็ดเลือดแดง จึงทําใหเซลลเม็ดเลือดแดง แตก กิจกรรม 21st Century Skills ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน ศึกษาคนควาเกี่ยวกับ กระบวนการออสโมซิส จากนั้นใหนักเรียนถนอมอาหารประเภทใด ก็ไดที่อาศัยหลักการออสโมซิส จากนั้นรวมกันอภิปราย และนําเสนอ หนาชั้นเรียน แนวตอบ Self-Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก นํา สอน สรุป ประเมิน T51
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 1 การสังเคราะห์ ด้วยแสง 4 ชั่วโมง - แบบทดสอบก่อนเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ตัวอย่างพืช และ สิ่งมีชีวิต - อุปกรณ์การทดลอง 1. ระบุปัจจัยที่จ�ำเป็นใน การสังเคราะห์ด้วยแสง และผลผลิตที่เกิดขึ้น จากการสังเคราะห์ ด้วยแสงได้(K) 2. อธิบายความส�ำคัญของ การสังเคราะห์ด้วยแสง ของพืชต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมได้(K) 3. สามารถออกแบบ สภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสมต่อการปลูก ต้นไม้ได้(P) 4. ตระหนักในคุณค่าของ พืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ ก่อนเรียน - ตรวจใบงาน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของพืช - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินรายงาน เรื่อง ปัจจัยที่จ�ำเป็นต่อ กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสง - ประเมินรายงาน เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจากระบวน การสังเคราะห์ด้วยแสง - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 2 การล�ำเลียงสาร ในพืช 5 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - อุปกรณ์การทดลอง - ตัวอย่างใบไม้ - สไลดตัวอยางโครงสราง ของระบบทอล�ำเลียงใน พืชใบเลี้ยงเดี่ยว และ พืชใบเลี้ยงคู 1. บรรยายลักษณะและ หน้าที่ของไซเล็มและ โฟลเอ็มได้(K) 2. บรรยายทิศทางการ ล�ำเลียงสารในไซเล็ม และโฟลเอ็มของพืช เป็นแผนภาพได้(K) 3. เปรียบเทียบโครงสร้าง ระบบท่อล�ำเลียงในพืช ใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบ เลี้ยงคู่ได้(P) 4. รับผิดชอบต่อหน้าที่ และงานที่ได้รับ มอบหมายได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจใบงาน เรื่อง การล�ำเลียงน�้ำและ แร่ธาตุของพืช - ตรวจแบบฝึกหัด - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 3 การเจริญเติบโต ของพืช 3 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - อุปกรณ์เพาะถั่วเขียว 1. อธิบายความส�ำคัญของ ธาตุอาหารบางชนิดที่มี ผลต่อการเจริญเติบโต และการด�ำรงชีวิตของ พืชได้(K) 2. เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหาร เหมาะสมกับพืชใน สถานการณ์ที่ก�ำหนด(P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ งานที่ได้รับมอบหมาย ได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช - ประเมินป้ายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่เหมาะสม ต่อการปลูกต้นพริก - ทักษะการสังเกต - ทักษะการระบุ - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน Chapter Overview T52
แผนการจัด การเรียนรู้ สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ แผนฯ ที่ 4 การสืบพันธุ์ แบบไม่อาศัยเพศ ของพืช 2 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ภาพน�ำเสนอการขยาย พันธุ์แบบไม ่อาศัยเพศ ของพืช (PowerPoint) 1. อธิบายการสืบพันธุ์แบบ ไม่อาศัยเพศของพืชดอก ได้(K) 2. เลือกวิธีการขยายพันธุ์ พืชให้เหมาะสมกับ ความต้องการของ มนุษย์ได้(P) 3. ตระหนักถึงประโยชน์ ของการขยายพันธุ์พืช ได้(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินการน�ำเสนอ ผลวิธีการขยายพันธุ์พืช แบบไม่อาศัยเพศของพืช - ประเมินรายงาน เรื่อง การขยายพันธุ์พืชแบบ ไม่อาศัยเพศ - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 5 การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ ของพืช 5 ชั่วโมง - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ตัวอย่างดอกไม้เช่น ดอกชบา ดอกพู่ระหง เป็นต้น - ตัวอย่างเมล็ดพืช เช่น เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดข้าวโพด เป็นต้น - ภาพน�ำเสนอการงอก ของเมล็ดพืชชนิดต่างๆ (PowerPoint) 1. อธิบายการสืบพันธุ์แบบ อาศัยเพศของพืชดอกได้ (K) 2. อธิบายลักษณโครงสร้าง ของดอกที่มีส่วนท�ำให้ เกิดการถ่ายเรณูได้(K) 3. บรรยายการปฏิสนธิ การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และ การงอกของเมล็ดของ พืชดอกได้(K) 4. เปรียบเทียบลักษณะ โครงสร้างและการงอก ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่ (P) 5. ตระหนักถึงความส�ำคัญ ของสัตว์ที่ช่วยในการ ถ่ายเรณูของพืชดอก(A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบฝึกหัด - ประเมินผังสรุป เรื่อง โครงสร้างเมล็ดของพืช - ประเมินผังสรุป เรื่อง การงอกเมล็ดของพืช - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจัดกลุ่ม - ทักษะการ เปรียบเทียบ - ทักษะการจ�ำแนก ประเภท - ทักษะการระบุ - ทักษะส�ำรวจค้นหา - ทักษะการเรียง ล�ำดับ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน แผนฯ ที่ 6 เทคโนโลยี ชีวภาพของพืช 3 ชั่วโมง - แบบทดสอบหลังเรียน - หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ม.1 เล่ม 1 - แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 - ภาพน�ำเสนอตัวอย่าง เทคโนโลยีชีวภาพของ พืช (PowerPoint) 1. อธิบายความส�ำคัญของ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช ในการใช้ ประโยชน์ด้านต่างๆ ได้ (K) 2. เลือกวิธีการขยายพันธุ์ หรือปรับปรุงพันธุ์พืชให้ เพียงพอกับความต้องการ ของมนุษย์ได้(P) 3. รับผิดชอบต่อหน้าที่และ งานที่ได้รับมอบหมายได้ (A) แบบสืบเสาะ หาความรู้ (5Es Instructional Model) - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - ประเมินป้ายนิเทศ เรื่อง ฟาร์มในฝันของฉัน - ตรวจแบบฝึกหัด - ตรวจ Self-Check และ Unit Question - ตรวจแบบทดสอบ ท้ายหน่วย - ทักษะส�ำรวจค้นหา - ทักษะการรวบรวม ข้อมูล - ทักษะการน�ำ ความรู้ไปใช้ - มีวินัย - ใฝ่เรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�ำงาน T53
Chapter Concept Overview การสังเคราะหดวยแสง การลําเลียงสารในพืช กระบวนการสังเคราะหดวยแสง แกสคารบอนไดออกไซด + นํ้า แสง คลอโรฟลล นํ้าตาลกลูโคส + แกสออกซิเจน ปจจัยที่สําคัญตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสง 1. แสง เมื่อความเขมของแสงเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะหดวยแสงไดมากขึ้น แตถาพืชไดรับความเขมของแสงมากเกินไป กระบวนการ สังเคราะหดวยแสงจะหยุดลง 2. คลอโรฟลล เปนรงควัตถุสีเขียว ทําหนาที่ดูดกลืนแสงจากดวงอาทิตยมาใชในการสังเคราะหดวยแสง 3. นํ้า มีสวนเกี่ยวของกับการเปด-ปดของปากใบ ซึ่งควบคุมอัตราการระเหยของนํ้า และปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดที่เขาสูใบ 4. แกสคารบอนไดออกไซด เมื่อความเขมขนของแกสคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะหดวยแสงเพิ่มขึ้น การเจริญเติบโตของพืช 1. การแบงเซลล ทําใหมีจํานวนเซลลเพิ่มมากขึ้น โดยเซลลที่เกิดขึ้นใหมจะมีลักษณะไมแตกตางไปจากเซลลเดิมแตจะมีขนาด เล็กกวา 2. การเพิ่มขนาดของเซลล ทําใหเซลลมีขนาดใหญขึ้น 3. การเปลี่ยนรูปรางของเซลล เพื่อไปทําหนาที่เฉพาะตาง ๆ เชน เนื้อเยื่อลําเลียง เปนตน การลําเลียงอาหาร • อาหารถูกลําเลียงไปสูสวนตาง ๆ ของพืช โดยใชเนื้อเยื่อลําเลียง เรียกวา โฟลเอ็ม ประกอบดวย เซลล 2 ชนิด คือ เซลลตะแกรงและคอมพาเนียนเซลล ซึ่งเปนกลุมของเซลลที่มีชีวิต • พืชจะลําเลียงอาหารในรูปของนํ้าตาลซูโครส โดยจะแพรเขาสูโฟลเอ็มดวยกระบวนการลําเลียง สารแบบใชพลังงาน การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร • นํ้าและธาตุอาหารจะถูกลําเลียงผานเนื้อเยื่อลําเลียง เรียกวา ไซเล็ม ซึ่งมีลักษณะเปน ทอกลวงยาวตั้งแตรากจนถึงใบ ประกอบดวยกลุมเซลลไมมีชีวิต ผนังเซลลมีชองวาง เรียกวา พิธ • นํ้าเขาสูเซลลขนรากดวยกระบวนการออสโมซิส • ธาตุอาหารเขาสูเซลลขนรากดวยกระบวนการแพร T54
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การสืบพันธุของพืช เทคโนโลยีชีวภาพของพืช การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศของพืช เปนการขยายพันธุของพืชที่ไมไดมาจากการปฏิสนธิระหวางสเปรมกับเซลลไข ทําใหพืชตนใหมจะมีลักษณะคลายกับตนเดิมทุกประการ ซึ่งมี 2 วิธี ดังนี้ 1. การขยายพันธุพืชดวยโครงสรางพิเศษ มีโครงสรางพิเศษจากลําตน โครงสรางพิเศษจากราก และโครงสรางพิเศษจากใบ 2. การขยายพันธุพืชดวยวิธีของมนุษย เปนการนําสวนตาง ๆ ของพืช เชน ราก ลําตน ใบ เปนตน มาทําใหเกิดเปนตนใหมที่มี ลักษณะคลายกับตนเดิมทุกประการ มีหลายวิธี ไดแก การปกชํา การติดตา การตอนกิ่ง และการทาบกิ่ง การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืช เปนการสืบพันธุที่เกิดจากการปฏิสนธิระหวางสเปรมกับเซลลไขภายในดอก ซึ่งเปนอวัยวะสืบพันธุของพืช โดยพืชตนใหมจะมีลักษณะ ที่หลากหลาย หรือแตกตางไปจากตนพอและตนแม • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปนการนําสวนใดสวนหนึ่งของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห • การดัดแปรพันธุกรรมของพืช เปนการนํายีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อใหพืชแสดงลักษณะที่ตองการออกมา เชน พืช GMOs เปนตน เกสรเพศเมีย ผล โครงสรางดอก ดอกไมประกอบไปดวย 4 สวนหลัก ดังนี้ 1. กลีบเลี้ยง ทําหนาที่ปองกันอันตราย 2. กลีบดอก มีสีสันตาง ๆ สําหรับลอแมลง 3. เกสรเพศผู ประกอบดวย 2 สวน คือ กานชูเกสรเพศผู ทําหนาที่ชูอับเรณู และ ภายในอับเรณู ทําหนาที่สรางเรณู 4. เกสรเพศเมีย ประกอบดวย 3 สวน คือ ยอดเกสรเพศเมีย มีสารเหนียว เพื่อดัก จับเรณู กานชูเกสรเพศเมียทําหนาที่ชูเกสรเพศเมีย และรังไขทําหนาที่สรางออวุล การถายเรณู เกิดขึ้นเมื่อเรณูที่สรางขึ้นจากเกสรเพศผูไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย โดยมีลมและ แมลงเปนพาหะ ชวยใหเกิดการผสมเกสรของดอกไม กระบวนการสืบพันธุของพืชดอก ดอกที่ไดรับการผสมเกสร จะมีเพียงแคเกสรเพศเมียเทานั้นที่พัฒนาตอไป โดยออวุล จะเจริญเปนไซโกต แลวพัฒนากลายเปนตนออนอยูภายในเมล็ด สวนรังไขจะพัฒนา กลายเปนผลหอหุมเมล็ด 3 2 4 1 T55
3 หนวยการเรียนรูที่ การด�ารงชีวิตของพืช ภายในล�าต้นมีท่อล�าเลียงไซเล็ม ช่วยล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร และมีท่อล�าเลียงโฟลเอ็มช่วย ล�าเลียงอาหาร ราก ภายในรากมีท่อล�าเลียงไซเล็ม และโฟลเอ็ม ช่วยล�าเลียงน�้า และธาตุอาหารที่อยู่ภายในดิน จากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช ¾×ª ´ÓçªÕÇÔµ ÍÂً䴌͋ҧäà โดยไม่มีกำร เคลื่อนที่ กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงของพืช กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ใบไม้ ซึ่งภายในใบ มีรงควัตถุสีเขียว ท�าหน้าที่ดูดกลืนแสง มาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ท่อล�าเลียง ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.1/6 ระบุปัจจัยที่จ�าเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสงและผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ว 1.2 ม.1/7 อธิบายความส�าคัญของการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ว 1.2 ม.1/8 ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยการร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในโรงเรียนและชุมชน ว 1.2 ม.1/9 บรรยายลักษณะและหน้าที่ของไซเล็มและโฟลเอ็มว 1.2 ม.1/10 เขียนแผนภาพที่บรรยายทิศทางการล�าเลียงสารในไซเล็มและโฟลเอ็มของพืช ว 1.2 ม.1/11 อธิบายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพืชดอก ว 1.2 ม.1/12 อธิบายลักษณะโครงสร้างของดอกที่มีส่วนท�าให้เกิดการถ่ายเรณู รวมทั้งบรรยายการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด ว 1.2 ม.1/13 ตระหนักถึงความส�าคัญของสัตว์ที่ช่วยในการถ่ายเรณูของพืชดอก โดยการไม่ท�าลายชีวิตของสัตว์ที่ช่วยในการถ่ายเรณู ว 1.2 ม.1/14 อธิบายความส�าคัญของธาตุอาหารบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและการด�ารงชีวิตของพืช ว 1.2 ม.1/15 เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารเหมาะสมกับพืชในสถานการณ์ที่ก�าหนด ว 1.2 ม.1/16 เลือกวิธีการขยายพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช ว 1.2 ม.1/17 อธิบายความส�าคัญของเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในการใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ว 1.2 ม.1/18 ตระหนักถึงประโยชน์ของการขยายพันธุ์พืช โดยการน�าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน เพทโดยเลือก Trim ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน 3. ครูถามคําถาม Big Question เกร็ดแนะครู ในหนวยการเรียนรูนี้ การจัดการเรียนการสอนในแตละหัวขอจะแตกตาง กันไป ดังนี้ 1. หัวขอการสังเคราะหดวยแสงและการลําเลียงสารในพืช ควรใหนักเรียน ไดศึกษาเนื้อหาควบคูกับการทําการทดลอง เพื่อใหเกิดความเขาใจไดงายขึ้น ครู จึงควรจัดการเรียนการสอนโดยเนนการทํากิจกรรมการทดลองเปนกลุม และเนน การใชทักษะทางวิทยาศาสตร 2. หัวขอการเจริญเติบโตของพืชและการสืบพันธุของพืช ควรใหนักเรียน ไดศึกษาเนื้อหาควบคูกับการศึกษาโครงสรางของดอกไมจริง 3. หัวขอเทคโนโลยีชีวภาพของพืช ควรเนนใหนักเรียนใชกระบวนการกลุม และเนนการใชเทคโนโลยีตางๆ ในการสืบคนขอมูล แนวตอบ Big Question พืชจะใชสวนประกอบตางๆ เชน ใบ ทําหนาที่ สังเคราะหดวยแสงเพื่อผลิตอาหารใหกับพืช ราก ทําหนาที่ดูดนํ้าและธาตุอาหารซึ่งเปนสารตั้งตน ในการผลิตอาหารของพืช และอาศัยเนื้อเยื่อลําเลียง ที่อยูภายในราก ลําตน และใบชวยลําเลียงอาหาร ไปยังสวนตางๆ ของพืช เพื่อใชในการเจริญเติบโต ดังนั้น พืชจึงเปนสิ่งมีชีวิตที่สามารถสรางอาหาร เองได ซึ่งแตกตางจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่จําเปนตอง มีการเคลื่อนที่เพื่อหาอาหาร เปนตน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T56
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 1 การสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นกระบวนการที่ส�าคัญต่อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ใช้ในการผลิตอาหารของพืช ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ แหล่งอาหารและพลังงานที่ส�าคัญของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ นอกจากนี้กระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชยังเป็นกระบวนการหลักในการสร้างแก๊สออกซิเจน ให้กับบรรยากาศ ซึ่งเป็นสิ่งส�าคัญต่อกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต Prior Knowledge พืชใช้กระบวนการใด ในการสร้างอาหาร ดวงอาทิตย์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 แก๊สออกซิเจน O2 น�้าตาลกลูโคส C6 H12 O6 แสง ภาพที่ 3.1 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 1.1 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช คือ กระบวนการที่พืชอาศัยสารประกอบคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในคลอโรพลาสต์ ช่วยดูดกลืนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของสารประกอบอินทรีย์ และเก็บสะสม ไว้ในโครงสร้างต่าง ๆ ของพืช โดยมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน�้าเป็นสารตั้งต้นในปฏิกิริยา แล้วได้น�้าตาลกลูโคส และแก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์ โดยแก๊สออกซิเจนจะถ่ายเทออกสู่อากาศภายนอกผ่านทางปากใบของพืช ส่วนพืชน�้า จะปล่อยแก๊สออกซิเจนออกสู่น�้า ท�าให้น�้าไม่เน่าเสีย และท�าให้สัตว์น�้าด�ารงชีวิตอยู่ได้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น�้า น�้าตาลกลูโคส แก๊สออกซิเจน 6CO2 + 6H2 O C6 H12 O6 + 6O2 ปฏิกิริยาของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น�้า H2 O 47 การด�ารงชีวิต ของพืช ช่วยดูดกลืนพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของสารประกอบอินทรีย์ 1 ขั้นสรุป ขยายความรู ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนสงตัวแทน 4-5 คน ออกมานํา เสนอใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของ พืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถาม prior knowledge 2. ครูถามคําถามนักเรียน ดังนี้ • อาหารที่ไดจากการผลิตของพืชคืออะไร (แนวตอบ นํ้าตาล) • พืชหาอาหารไดอยางไร (แนวตอบ พืชใชรากในการดูดซึมนํ้าและ ธาตุอาหารที่อยูในดิน เพื่อเปนสารตั้งตน ใหกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสงที่ใช ในการผลิตอาหารของพืช) 3. ครูใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ 4-5 คน ชวยกัน ศึกษา เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวทํา ใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช แนวตอบ prior knowledge กระบวนการสังเคราะหดวยแสง สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง การสังเคราะหดวยแสง https://twig-aksorn.com/film/photosynthesis-8056/ นักเรียนควรรู 1 สารประกอบอินทรีย สารที่มีคารบอนเปนองคประกอบหลัก และมีธาตุ อื่นๆ เปนองคประกอบรวม เชน ธาตุไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กํามะถัน คลอรีน โบรมีน เปนตน ดังนั้น สารอินทรียทุกชนิดจะตองมีธาตุคารบอน อยูดวยเสมอ จึงกลาวไดวา สารอินทรีย คือ สารประกอบของคารบอน กระบวนการสังเคราะหดวยแสงมีความสําคัญตอพืชอยางไร 1. ทําใหพืชมีอากาศหายใจ 2. ทําใหพืชมีการสรางอาหาร 3. ชวยระบายความรอนจากตนพืช 4. ชวยใหพืชไดสารอาหารครบถวน (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงทําใหพืช มีการสรางอาหาร เกิดผลผลิตเปนนํ้าตาล แกสออกซิเจน และไอนํ้า ที่พืชและสิ่งมีชีวิตอื่นนําไปใชในการดํารงชีวิต ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T57
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 3.2 โครงสร้างของใบไม้ ใบเป็นส่วนประกอบของพืชที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งโครงสร้างของใบพืชมีองค์ประกอบ ดังนี้ ปากใบ CO2 H2 O O2 คลอโรพลำสต์ เซลล์คุม เซลล์ชั้นที่ 3 เซลล์มีรูปร่างค่อนข้างกลม เรียงตัวอย่าง หลวม ๆ คล้ายฟองน�้า ท�าหน้าที่กักเก็บน�้า ที่ล�าเลียงขึ้นมาจากราก เพื่อใช้ในการ สังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้เซลล์ใน ชั้นนี้ยังประกอบด้วยกลุ่มของมัดท่อล�าเลียง เซลล์ชั้นที่ 4 ประกอบด้วยเซลล์ชั้นเดียว บางเซลล์ เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเซลล์คุม ตรงกลางระหว่างเซลล์คุมจะมีช่องว่าง เรียกว่า ปำกใบ ซึ่งท�าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส และ ควบคุมการคายน�้าที่ได้จากกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง เซลล์ชั้นที่ 2 เซลล์มีรูปร่างยาว เรียงตัวแถวเดียว มี คลอโรพลำสต์ ซึ่งภายในมีคลอโรฟิลล์ เซลล์ชั้นนี้จึงสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เซลล์ชั้นที่ 1 มีสารคิวตินเคลือบอยู่ ช่วย ป้องกันการซึมผ่านของน�้า และแก๊ส 48 เซลล์คุม 1 2 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามวา พืชใชสวนใดในการ สังเคราะหดวยแสง (แนวตอบ ใบ ลําตน และรากพืชที่มีสีเขียว) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาใบไมตัวอยาง และถามวา กระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนใหญจะ เกิดขึ้นที่ทองใบ หรือหลังใบ (แนวตอบ ทองใบ เนื่องจากเปนบริเวณที่ไมถูกกับ แสงโดยตรง เพื่อลดการสูญเสียนํ้าออกทาง ปากใบ) 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม ศึกษา เซลลใบไม 4 ชั้น ตามลําดับ 4. ครูใหนักเรียนจับกลุมใหม 4 คน โดยสมาชิก ในกลุมประกอบดวยสมาชิกที่มาจากกลุมที่ 1 2 3 และ 4 มาแลกเปลี่ยนขอมูลและสรุปความ สัมพันธระหวางเซลลของใบไมในแตละชั้นกับ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงลงในกระดาษ A4 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 คิวติน สารประเภทขี้ผึ้ง พบมากในคิวทิเคิล ทําหนาที่ปองกันการซึมผาน ของนํ้าและแกส 2 เซลลคุม เซลลที่มีลักษณะคลายเมล็ดถั่ว อยูดวยกันเปนคูๆ โดยหันดานเวา เขาหากัน ทําหนาที่ควบคุมการเปด-ปดของปากใบซึ่งเปนชองอยูระหวางเซลล คุมทั้ง 2 เซลล ตนออนของพืชจําเปนตองสรางอาหารดวยการสังเคราะหดวย แสงหรือไม เพราะเหตุใด 1. จําเปน เพราะตองเรงการเจริญเติบโต 2. ไมจําเปน เพราะมีอาหารสะสมอยูแลว 3. จําเปน เพราะพืชทุกชนิดตองสรางอาหาร 4. ไมจําเปน เพราะรากสามารถหาอาหารได (วิเคราะหคําตอบ เพราะกระบวนการสังเคราะหดวยแสงเปนการ สรางอาหารของพืชทุกชนิด ดังนั้น ตอบขอ 3.) อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนสงตัวแทนกลุมออกมานําเสนอ โครงสรางและหนาที่ของเซลลใบไม นํา สอน สรุป ประเมิน T58
ภาพที่ 3.3 แสงเป็นปัจจัยส�าคัญในการผลิต อาหารของพืช พืชจึงเอนเข้าหาแสง 1.2 ปัจจัยที่ส�าคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ปัจจัยที่ส�าคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช มีดังนี้ 1. แสง เมื่อความเข้มของแสงเพิ่มขึ้น พืชจะสังเคราะห์ด้วยแสงได้ มากขึ้น แต่ถ้าพืชได้รับความเข้มของแสงมากเกินไป กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงจะหยุดลง อย่างไรก็ตาม พืชแต่ละชนิดจะเจริญได้ในที่ที่มีความเข้ม ของแสงแตกต่างกัน เช่น พืชในร่มจะเจริญได้ดีในบริเวณที่มีความเข้มของ แสงน้อย พืชกลางแจ้งจะเจริญได้ดีในบริเวณที่มีความเข้มของแสงมาก เป็นต้น 2. คลอโรฟิลล์ เป็นรงควัตถุที่มีสีเขียว ท�าหน้าที่ดูดกลืนแสงจาก ดวงอาทิตย์มาใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ภาพที่ 3.4 การปิดปากใบของพืช ภาพที่ 3.5 การเปิดปากใบของพืช อุณหภูมิเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากเอนไซม์ หรือสารเคมีเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น สารที่ท�าหน้าที่ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะท�างานได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากอุณหภูมิ สูงหรือต�่าเกินไปกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจะชะงักลง Focus Science ผลของอุณหภูมิต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช H2 O H2 O H2 O H2 O K+ K+ H2 O H2 O H2 O H2 O H2 O 3. น�้ำ มีส ่วนเกี่ยวข้องกับการปิด-เปิดปากใบของพืช ซึ่งควบคุมอัตราการคายน�้า และปริมาณแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าสู่ใบ 4. แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์เมื่อความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมากขึ้น พืชจะมี อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง แล้วจะไม่เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงที่อยู่ในพืชมีจ�ากัด 49 การด�ารงชีวิต ของพืช หน้าที่ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะท� 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามนักเรียนวา ปจจัยใดที่สําคัญตอ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช (แนวตอบ แสง สารคลอโรฟลล นํ้า และ แกสคารบอนไดออกไซด) 2. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูล หรือศึกษาปจจัยที่ สําคัญตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสงใน หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 แกสคารบอนไดออกไซด แกสในบรรยากาศ ประกอบดวยคารบอน 1 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอมตอหนึ่งโมเลกุล สูตรเคมี คือ CO2 เกิดขึ้นไดจาก เหตุการณตางๆ เชน ภูเขาไฟปะทุ การหายใจของสิ่งมีชีวิต การเผาไหม ของสารประกอบอินทรีย เปนตน แกสนี้เปนวัตถุดิบสําคัญที่พืชนําไปใชใน กระบวนการสังเคราะหดวยแสง ซึ่งเปนการลดปริมาณแกสเรือนกระจกลงได เนื่องจากแกสคารบอนไดออกไซดเปนสาเหตุหนึ่งของปรากฏการณเรือนกระจก ปจจัยภายในขอใดที่ทําใหเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ของพืช 1. แสงแดด 2. แวคิวโอล 3. แกสออกซิเจน 4. คลอโรฟลล (วิเคราะหคําตอบ แสงแดดเปนปจจัยภายนอก แวคิวโอลไม เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนแกสออกซิเจน เปนผลิตภัณฑที่ไดจากการสังเคราะหดวยแสง ดังนั้น ตอบขอ 4.) สื่อ Digital นํา สอน สรุป ประเมิน T59 www.aksorn.com/interactive3D/RK732 การสังเคราะหดวยแสง
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ปัจจัยบางประการที่จ�าเปนต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กิจกรรม 1. บีกเกอร์ 7. คีมคีบ 2. ต้นผักบุ้ง 8. หลอดหยด 3. กระจกนาฬิกา 9. หลอดทดลอง 4. ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น 10. ตะเกียงแอลกอฮอล์ 5. ถุงพลาสติกใส 11. สารละลายไอโอดีน 6. ถุงพลาสติกสีด�า 12. สารละลายแอลกอฮอล์ 1. น�าต้นผักบุ้งไปไว้ในห้องมืดเป็นเวลา 1 คืน แล้วน�าถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น และถุงพลาสติกสีด�าชนิดละ 1 ถุง คลุมที่ใบของต้นผักบุ้งอย่างละ 1 ใบ ผูกปากถุงให้สนิท จากนั้นน�าต้นผักบุ้งไปวางไว้ที่กลางแจ้งเป็นเวลา 3 ชั่วโมง 2. เด็ดใบผักบุ้งที่อยู่ในถุงแต่ละใบมาเขียนหมายเลข 1 2 และ 3 ก�ากับไว้บนใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น และถุงพลาสติกสีด�า ตามล�าดับ จากนั้นน�าแต่ละใบมาสกัดสารคลอโรฟิลล์ โดยน�าไปต้มเป็นเวลา 1 นาที 3. คีบใบผักบุ้งต้มสุกใส่ลงในหลอดทดลอง ใบละ 1 หลอด จากนั้นเติมแอลกอฮอล์ลงไปในหลอดทดลองให้ท่วม แล้วน�าหลอด ทดลองไปแช่ในน�้าร้อนประมาณ 2 นาที จนกระทั่งใบซีด สังเกตสีของแอลกอฮอล์ในหลอดทดลอง แล้วคีบใบผักบุ้งมาจุ่มใน น�้าเย็น 4. แผ่ใบผักบุ้งบนกระจกนาฬิกา แล้วหยดสารละลายไอโอดีนบนใบผักบุ้ง สังเกตและบันทึกผล จากกิจกรรม พบว่า เมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงบนใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกใส และถุงพลาสติกสีขาวขุ่นซึ่งได้รับ แสงปริมาณน้อยกว่า สารละลายไอโอดีนจะเปลี่ยนเป็นสีน�้าเงินเข้ม แสดงว่า มีแป้งเกิดขึ้น แต่เมื่อหยดสารละลายไอโอดีนลงบน ใบผักบุ้งที่คลุมด้วยถุงพลาสติกสีด�าซึ่งไม่ได้รับแสง สารละลายไอโอดีนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แสดงว่า ไม่มีแป้งเกิดขึ้นกับใบที่ไม่ ได้รับแสง ดังนั้น แสงจึงเป็นปัจจัยส�าคัญในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. เพราะเหตุใดจึงต้องเก็บต้นผักบุ้งไว้ในห้องมืดเป็นเวลา 1 คืน 2. เพราะเหตุใดจึงต้องสกัดสารคลอโรฟิลล์ออกจากใบผักบุ้งก่อนน�าไปทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีน 3. เมื่อทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีนกับใบผักบุ้งทั้ง 3 ใบ ให้ผลต่างกันหรือไม่ อย่างไร อภิปรายผลการทดลอง จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต ถุงพลาสติกใส ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น ใบผักบุ้ง น�้ากลั่น สารละลาย แอลกอฮอล์สารละลาย ไอโอดีน ถุงพลาสติก สีด�า ภาพที่ 3.6 50 พืชในขอใดเมื่อนํามาทดสอบดวยสารละลายไอโอดีน แลว สารละลายจะเปลี่ยนเปนสีนํ้าเงิน 1 พืชที่ปลูกในที่มีแสง ใสปุย และไมรดนํ้า 2. พืชที่ปลูกในหองมืด ไมใสปุย และไมรดนํ้า 3. พืชที่ปลูกในหองมืด ใสปุย และรดนํ้าทุกวัน 4. พืชที่ปลูกในที่มีแสง ไมใสปุย และรดนํ้าทุกวัน (วิเคราะหคําตอบ พืชที่นํามาทดสอบกับสารละลายไอโอดีนแลว สารละลายเปลี่ยนเปนสีนํ้าเงิน แสดงวาพืชชนิดนั้นมีแปงเปน องคประกอบ โดยแปงนั้นเกิดมาจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง ซึ่งปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดการสังเคราะหดวยแสง คือ แสงแดด นํ้า คลอโรฟลล และแกสคารบอนไดออกไซด ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม ศึกษาและทํากิจกรรม เรื่อง ปจจัยบางประการที่จําเปนตอกระบวน การสังเคราะหดวยแสง แลวบันทึกผลลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. เพื่อไมใหใบผักบุงสังเคราะหดวยแสงไดนํ้าตาล เปนผลิตภัณฑซึ่งจะสะสมไวในรูปของแปง สงผลกระทบตอการทดลอง 2. เพราะคลอโรฟลลจะบดบังสีที่เกิดจากปฏิกิริยา ระหวางแปงกับไอโอดีน ทําใหสังเกตสีไดยาก 3. ใหผลแตกตางกัน ผักบุงใบที่ 1 และใบที่ 2 จะเปลี่ยนสารละลายไอโอดีนจากสีนํ้าตาลเปน สีนํ้าเงินเขม แตผักบุงใบที่ 3 จะไมเปลี่ยนแปลง สีสารละลายไอโอดีน ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทํารายงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปน ตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสง 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรมทาทายความคิด ขั้นสูงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก การทํากิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทาย กิจกรรม ใบผักบุง การเปลี่ยนสีของสารละลายไอโอดีน ใบที่ 1 สีนํ้าตาล สีนํ้าเงิน ใบที่ 2 สีนํ้าตาล สีนํ้าเงิน ใบที่ 3 ไมเกิดการเปลี่ยนแปลง บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T60
ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กิจกรรม 1. น�้า 4. หลอดทดลอง 2. อ่างแก้ว 5. ต้นสาหร่ายหางกระรอก 3. กรวยแก้วก้านสั้น 1. ใส่ต้นสาหร่ายหางกระรอกไว้ในกรวยแก้วก้านสั้นแล้วคว�่าลงในอ่างแก้วซึ่งมีน�้าอยู่ โดยให้ปากของกรวยแก้วจมอยู่ในน�้า 2. ใส่น�้าจนเต็มหลอดทดลองที่มีขนาดใหญ่กว่าก้านกรวยแก้วเล็กน้อย คว�่าหลอดทดลองครอบก้านกรวยแก้ว ดังรูป (ระวังอย่าให้ มีฟองอากาศเกิดขึ้นในหลอดทดลอง) 3. น�าอ่างนี้ไปตั้งไว้กลางแดดประมาณ 3-4 ชั่วโมง สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลอดทดลอง 4. ท�าการทดลองซ�้าข้อ 1.-2. แต่น�าชุดการทดลองนี้ไปไว้ในห้องมืด เปรียบเทียบผลการทดลอง และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นในหลอดทดลอง จากกิจกรรม พบว่า อ่างน�้าที่ตั้งไว้กลางแดดจะมีระดับน�้าในหลอดทดลองลดลง และมีฟองอากาศเกิดขึ้นที่ปลายโคนของกรวยแก้ว และที่ใบของต้นสาหร่ายหางกระรอก หากน�าแก๊สที่ได้มาทดสอบกับธูปที่ติดไฟจะท�าให้เกิดเปลวไฟลุกขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ แก๊สออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด ส่วนอ่างน�้าที่ตั้งไว้ในห้องมืด จะมีระดับน�้าในหลอดทดลองเท่าเดิม เพราะไม่มีแก๊สออกซิเจนเกิดขึ้น ดังนั้น ในการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจะได้แก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์ วิธีปฏิบัติ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ผลการทดลองทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร 2. สาเหตุที่ท�าให้ระดับน�้าในหลอดทดลองลดลงคืออะไร เพราะเหตุใด 3. แก๊สที่ได้จากการทดลองคืออะไร มีวิธีทดสอบอย่างไร อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต ต้นสาหร่าย หางกระรอก กรวยแก้ว ก้านสั้นหลอดทดลอง ภาพที่ 3.7 51 การด�ารงชีวิต ของพืช 5. ต้นสาหร่ายหางกระรอก 1 แก๊สออกซิเจนที่ช่วยให้ไฟติด ส่วนอ่างน�้าที่ตั้งไว้ในห้องมืด จะมีระดับน�้าในหลอดทดลองเท่าเดิม เพราะไม่มีแก๊สออกซิเจนเกิดขึ้น 2 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ถาพืชขาดสิ่งใดจะสงผลกระทบตอกระบวนการสังเคราะหดวย แสงของพืชนอยที่สุด 1. แสงแดด 2. คลอโรฟลล 3. แกสออกซิเจน 4. แกสคารบอนไดออกไซด (วิเคราะหคําตอบ กระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช จะเกิด ขึ้นโดยคลอโรฟลลที่ใบจะดูดซับพลังงานแสงเขามาทําปฏิกิริยากับ แกสคารบอนไดออกไซดที่รับมาทางปากใบ และนํ้าที่ดูดมาจากราก แลวเปลี่ยนเปนกลูโคสสะสมอยูตามสวนตางๆ ของพืช พรอมทั้ง ไดแกสออกซิเจน และนํ้าตาลออกมา ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามเกริ่นนํา ดังนี้ • ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสงของพืชมีอะไรบาง (แนวตอบ นํ้าตาล แกสออกซิเจน นํ้า) • แกสออกซิเจนสําคัญอยางไรตอสิ่งมีชีวิต (แนวตอบ สิ่งมีชีวิตสวนใหญนําแกสออกซิเจน ไปใชในกระบวนการหายใจ) 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมศึกษากิจกรรม เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง 3. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม แลวบันทึกผลลงใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลกิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม และตอบคําถามทายกิจกรรม แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. ตางกัน อางนํ้าที่วางไวกลางแดด ระดับนํ้าใน หลอดทดลองจะตํ่ากวาอางนํ้าที่วางไวในหองมืด 2. แกสออกซิเจน เนื่องจากแกสออกซิเจนที่เกิด 3. แกสออกซิเจน ตรวจสอบดวยการนํากานธูป ที่ติดไฟไปใกลกับบริเวณที่เกิดแกส หากเปน แกสออกซิเจนบริเวณปลายธูปไฟจะลุกมากขึ้น เนื่องจากแกสออกซิเจนมีสมบัติชวยใหไฟติด ภาพระดับนํ้าในชุดการทดลอง ที่กลางแจง ที่หองมืด วาดภาพชุดการทดลองใหมีระดับนํ้า ในหลอดทดลองลดลง และมีฟอง แกสเกิดขึ้น วาดภาพชุดการทดลองใหมีระดับนํ้า ในหลอดทดลองเทาเดิม และไมมีฟอง แกสเกิดขึ้น บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T61
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงของพืชมีความส�าคัญต่อสิ่งแวดล้อม และการ ด�ารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งส ่วนประกอบของพืช สามารถน�ามาสร้างที่อยู่อาศัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์กระดาษ ฟืน เป็นต้น น�ามาเป็นอาหาร หรือ ใช้ท�ายารักษาโรคได้ เช่น ยาสมุนไพรต่าง ๆ และเส้นใยที่ ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์สามารถน�ามาถัก หรือทอ เป็นเครื่องนุ่งห่มได้ นอกจากนี้แล้วพืชที่อยู่รวมกันเป็นป่าไม้จะเป็น ต้นก�าเนิดแหล่งน�้า ล�าธาร ช่วยควบคุมสภาวะอากาศ ท�าให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ท�าให้เกิดความชุ่มชื้นช่วยลด ระดับความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ช่วยป้องกันการเกิด อุทกภัย ป้องกันการเกิดภาวะโลกร้อน และเป็นแหล่ง ความรู้ให้มนุษย์ได้ศึกษา พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์พืช ให้มีคุณภาพเพื่อเพียงพอต ่อความต้องการของมนุษย์ แต่ในปัจจุบันป่าไม้ถูกท�าลายมากขึ้น ส่งผลให้ สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง มลพิษทางอากาศ ภาวะโลกร้อน เป็นต้น ภาพที่ 3.8 ส่วนใบและล�าต้นของพืชน�ามาสร้างบ้าน ภาพที่ 3.9 ส่วนต่าง ๆ ของพืชสามารถน�ามาประกอบอาหาร และ รับประทานได้ ภาพที่ 3.10 อุทกภัยที่เกิดจากการตัดไม้ท�าลายป่า ภาพที่ 3.11 การเผาป่าก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราทุกคนจึงมีหน้าที่ช่วยกันอนุรักษ์ต้นไม้ไม่ให้ถูกท�าลายไปมากกว่านี้ด้วยการปลูกต้นไม้ขึ้นมา ทดแทนในส่วนของต้นไม้ที่ถูกตัดไปให้ได้มากที่สุดเริ่มจากการดูแลรักษาต้นไม้ในบริเวณรั้วโรงเรียนไปจนถึงบริเวณ ภายในชุมชนของตนเองและร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการลักลอบตัดไม้ ท�าลายป่าการท�าไร่เลื่อนลอยการท�าเหมืองแร่ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อปลูกจิตส�านึกให้ทุกคนรู้จักคุณค่าของป่าไม้ และโทษของการท�าลายป่า เพื่อด�ารงรักษาทรัพยากรป่าไม้ที่ทรงคุณค่าไว้ให้อยู่กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน 52 ปจจัยภายในที่ทําใหเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช มีอะไรบาง 1. แสงแดด 2. แวคิวโอล 3. ออกซิเจน 4. คลอโรฟลล (วิเคราะหคําตอบ แสงแดดเปนปจจัยภายนอก แวคิวโอลไม เกี่ยวของกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนออกซิเจนเปน ผลิตภัณฑที่ไดจากการสังเคราะหดวยแสง ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 4. ครูใหนักเรียนสืบคน หรือศึกษาความสําคัญ ของพืชในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมทํากิจกรรมที่ชวย อนุรักษตนไม และตระหนักถึงความสําคัญของ ตนไม ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด 3. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การสังเคราะหดวยแสง ของพืช 4. ครูตรวจกิจกรรมทาทายความคิดขั้นสูง H.O.T.S. เรื่อง การสังเคราะหดวยแสงของพืช ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 5. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปนตอ กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 6. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ผลผลิตที่เกิดจาก กระบวนการสังเคราะหดวยแสง 7. ครูประเมินการปฏิบัติการ 8. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 9. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 10. ครูประเมินการนําเสนอแนวทางการอนุรักษ ตนไม แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง กระบวนการสังเคราะห ดวยแสง จากแบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง ปจจัยที่จําเปนตอกระบวนการ สังเคราะหดวยแสง โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการ เรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่1,4 แบบประเมินรายงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความสมบูรณ์ของรูปเล่ม 3 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินรายงาน ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องเป็นส่วน ใหญ่ เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องบาง ประเด็น เนื้อหาสาระของ รายงานไม่ถูกต้องเป็น ส่วนใหญ่ 2. ความสมบูรณ์ ของรูปเล่ม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ และรูปเล่ม สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ แต่รูปเล่มไม่ สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ยังไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม องค์ประกอบไม่ ครบถ้วน ไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม 3. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T62
2 การล�าเลียงสารในพืช การล�าเลียงสารเป็นกระบวนการที่ส�าคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีวิธีการล�าเลียงสารที่แตกต่างกัน พืชจ�าเป็นต้องมีระบบ ล�าเลียงไว้ใช้ในการล�าเลียงน�้าและล�าเลียงอาหารไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช โดย พืชจะอาศัยเนื้อเยื่อที่ท�าหน้าที่เฉพาะในการล�าเลียงสาร เรียกว่า เนื้อเยื่อล�ำเลียง Prior Knowledge พืชจะนํานํ้าและ ธาตุอาหารที่อยู่ในดิน ไปใช้ได้อย่างไร การคายน�้าของพืชท�าให้เกิดแรงดึงจากการคายน�้า (transpiration pull) ส่งผลให้น�้าออสโมซิสเข้าสู่รากมากขึ้น ซึ่งอัตราการคายน�้าของพืชจะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ 1. ควำมชื้น ถ้าความชื้นสูง อัตราการคายน�้าของพืชจะต�่า 2. ควำมเข้มของแสง ถ้าความเข้มของแสงมาก ปากใบจะเปิดกว้าง อัตราการคายน�้าของพืชจะสูง 3. อุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิสูง อัตราการคายน�้าของพืชจะสูง 4. กระแสลม ส่งผลให้ไอน�้าบริเวณโดยรอบปากใบมีปริมาณลดลง หรือ บริเวณนั้นมีความชื้นต�่าลง ซึ่งท�าให้พืชมีอัตราการคายน�้าสูงขึ้น 2.1 การล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร ท่อไซเล็ม (xylem) มีหน้าที่ล�าเลียงน�้าและธาตุอาหาร เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง น�้าจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืชด้วยกระบวนกำรออสโมซิส (osmosis) ส่วนธาตุอาหารซึ่งอยู่ในรูป ของสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช ด้วยกระบวนกำรแพร่แบบแอกทีฟทรำนสปอร์ต (active transport) น�้ำและธำตุอำหำร โครงสร้ำงของท่อไซเล็ม เวสเซล เทรคีด พิธ พืชส่วนใหญ่จะอาศัยกระบวนการแพร่ของน�้าออกทางปากใบในรูปแบบของไอน�้า หากในวันที่อากาศมีความชื้นมาก อุณหภูมิต�่า และลมสงบ พืชจะคายน�้าในรูปแบบของหยดน�้า เรียกว่า ไฮดาโทด (hydathode) ออกทางบริเวณรูเปิดเล็กตามขอบใบ เรียก กระบวนการคายน�้านี้ว่า กัตเตชัน (guttation) นอกจากนี้พืชสามารถคายน�้าในรูปแบบของไอน�้าออกทางต�าแหน่งอื่น ๆ ได้ เช่น บริเวณรอยแตกของล�าต้น (lenticel) และบริเวณผิวใบที่มีสารคิวตินเคลือบอยู่ เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบการคายน�้าที่เกิดขึ้นกับพืช ค่อนข้างน้อย Focus Science ประเภทของการคายนํ้า ภาพที่ 3.12 และกระบวนการอื่น ๆ ท่อไซเล็มมีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวตั้งแต่รากจนถึงใบ ประกอบด้วย กลุ่มเซลล์ไม่มีชีวิต บางเซลล์เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียสจะสลายไป ท�าให้ภายในเซลล์กลวง ซึ่งเหมาะแก่การล�าเลียงน�้าและธาตุอาหารจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช นอกจากนี้ ผนังเซลล์ยังมีช่องว่าง เรียกว่า พิธ (pith) ซึ่งท�าให้เซลล์สามารถล�าเลียงน�้าไปยังเซลล์ ด้านข้างได้ การลําเลียงสารในพืช 53 สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจาก ภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง ขนราก https://www. twig-aksorn.com/film/roothairs-8599/ นักเรียนควรรู 1 ขนราก เปนสวนหนึ่งของเซลลนอกสุดของรากที่ยื่นออกมา ทําหนาที่ดูด ซึมนํ้าและธาตุอาหารที่มีอยูในดินเขาสูตนพืช มีลักษณะเปนขนเสนเล็กๆ และ มีจํานวนมาก ทําใหสามารถชอนไชเขาไปในดินได การดูดนํ้าและธาตุอาหาร ในดินจึงเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และชวยเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของรากกับนํ้า และธาตุอาหารในดิน ทําใหพืชสามารถดูดนํ้าและธาตุอาหารในดินไดมากชึ้น ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขอใดสรุปเกี่ยวกับไซเล็มไมถูกตอง 1. ใชลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร 2. ประกอบดวยเซลลที่ตายแลว 3. มีขนาดเล็กและอยูใกลเปลือกลําตน 4. มีการลําเลียงสารภายในที่มีทิศทางขึ้นสูยอดพืช (วิเคราะหคําตอบ ไซเล็มเปนทอกลวงยาวตั้งแตรากจนถึงใบ ประกอบดวยกลุมเซลลที่ตายแลว อยูดานในของราก ทําหนาที่ ลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร โดยมีทิศทางการลําเลียงขึ้นสูยอดพืช ดังนั้น ตอบขอ 3.) ) ส่วนธาตุอาหารซึ่งอยู่ในรูป ของสารละลายจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช กระบวนกำรแพร่แบบแอกทีฟทรำนสปอร์ต 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge 3. ครูนําผักกาดสีรุงซึ่งแชในนํ้าสีผสมอาหาร มา ใหนักเรียนศึกษา แลวถามคําถาม ดังนี้ • พืชใชสวนใดทําหนาที่ดูดนํ้า (แนวตอบ ราก) • ทิศทางการลําเลียงนํ้าเปนอยางไร (แนวตอบ จากรากไปสูใบ) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามทบทวนความรูเดิมนักเรียน ดังนี้ • การออสโมซิสคืออะไร (แนวตอบ การเคลื่อนที่ของโมเลกุลนํ้าจาก บริเวณที่มีโมเลกุลนํ้ามากไปยังบริเวณที่มี โมเลกุลนํ้านอย) • กระบวนการลําเลียงสารแบบแอคทีฟทราน สปอรต คืออะไร (แนวตอบ การลําเลียงอนุภาคของสารจาก บริเวณที่มีความเขมขนตํ่าไปสูบริเวณที่มี ความเขมขนสูง โดยใชพลังงาน) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาโครงสรางของทอลําเลียงนํ้า และธาตุอาหาร ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารของพืช นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T63
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การล�าเลียงน�้าของพืช กิจกรรมเพิ่มเติม 1. ต้นกระสัง 6. มีดโกน 2. หลอดหยด 7. แว่นขยาย 3. สีผสมอาหาร 8. แผ่นสไลด์ 4. แท่งแก้วคนสาร 9. กระจกปิดสไลด์ 5. บีกเกอร์ขนาด 250 ml 10. กล้องจุลทรรศน์ วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. น�้าสีมีล�าดับการเคลื่อนที่จากบริเวณใดไปยังบริเวณใดของต้นกระสัง 2. ส่วนของล�าต้นที่ติดสีคืออะไร มีหน้าที่อย่างไร 3. ส่วนของล�าต้นที่ตัดตามแนวยาวและตัดตามแนวขวางมีการติดสีอย่างไร อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต 1. ใส่น�้าลงในบีกเกอร์ขนาด 250 ml ประมาณ 3 4 ของบีกเกอร์ และหยดสีผสมอาหารสีแดงลงไป 20 หยด แล้วคนสารให้เข้ากัน 2. น�าต้นกระสังที่มีรากติดอยู่ มาสังเกตและบันทึกลักษณะของราก ล�าต้น และใบ 3. แช่ต้นกระสังจากข้อ 2. ลงในบีกเกอร์ข้อ 1. จนกระทั่งเห็นสีเคลื่อนไปยังบริเวณต่าง ๆ ของต้น 4. น�าต้นกระสังขึ้นจากน�้าสี สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของต้นกระสัง จากนั้นใช้มีดโกนแบ่งล�าต้นออกเป็น 2 ท่อน แล้ว ปฏิบัติ ดังนี้ ท่อนที่ 1 ใช้มีดโกนตัดตามแนวยาว แล้วใช้แว่นขยายส่องดูบริเวณที่ติดสี สังเกตและบันทึกผล ท่อนที่ 2 ใช้มีดโกนตัดตามแนวขวางให้มีความบางที่สุด แล้วน�าไปวางบนหยดน�้าบนสไลด์ ปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ น�าไปส่องดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์ก�าลังขยายต�่า สังเกตส่วนที่ติดสี วาดภาพ และบันทึกผล จากกิจกรรม พบว่า น�้าสีจะเคลื่อนที่จากส่วนของรากไปยังล�าต้น กิ่งก้าน และยอดของต้นกระสัง ตามล�าดับ เมื่อน�าส่วนล�าต้น มาตัดตามแนวยาวแล้วส่องดูด้วยแว่นขยาย พบว่า บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเป็นเส้นเล็ก ๆ ต่อเนื่องกัน แต่เมื่อน�าส่วนล�าต้นมา ตัดตามแนวขวางให้บางที่สุด แล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า จะเห็นสีเป็นจุด ๆ ติดเนื้อเยื่อเฉพาะบางส่วนของล�าต้น แสดง ให้เห็นว่า พืชมีการล�าเลียงน�้าผ่านเซลล์ขนรากขึ้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยมีเนื้อเยื่อล�าเลียงที่ท�าหน้าที่เฉพาะ วิธีปฏิบัติ ต้นกระสัง น�้าสีแดง สีผสมอาหาร สีแดง ต้นกระสัง มีดโกน ภาพที่ 3.13 54 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามนักเรียนวา การคายนํ้าของพืชเกิดขึ้นที่ ใดและสวนใดของพืช (แนวตอบ เกิดที่บริเวณปากใบ มักพบบริเวณ ใตทองใบ) 2. ครูใหนักเรียนศึกษาปจจัยที่มีผลตอการคายนํ้า จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 4. ครูใหนักเรียนจับกลุม กลุมละ 5-6 คน ทํา กิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช แลว บันทึกผลกิจกรรมลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. นํ้าจะเคลื่อนที่จากรากไปยังสวนตางๆ ของ ตนกระสัง 2. ไซเล็ม ทําหนาที่ลําเลียงนํ้าและธาตุอาหาร 3. ลําตนที่ผาแนวตามยาว บริเวณที่ติดสีจะมี ลักษณะเปนเสน แตลําตนที่ผาตามขวางจะมี ลักษณะเปนจุดสี พบเซลลนี้ที่บริเวณผิวใบ ดานลาง อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก กิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลของที่เกิด ขึ้นจากกิจกรรม เรื่อง การลําเลียงนํ้าของพืช 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทายกิจกรรม ลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ในการทดลองการลําเลียงนํ้าของพืชโดยนําตนกระสังแชลง ในนํ้าหมึกสีแดง ถาตองการทําใหนํ้าหมึกสีแดงเคลื่อนที่เขาสู ตนกระสังเร็วขึ้น ควรทําอยางไร 1. เพิ่มปริมาณนํ้าหมึกสีแดง 2. เพิ่มความเขมขนของนํ้าหมึกสีแดง 3. นํ้าตนกระสังที่เปนตนออนมาทดลอง 4. นํ้าขวดที่แชตนกระสังไปวางไวในบริเวณที่มีแสง (วิเคราะหคําตอบ เมื่อนําขวดที่แชตนกระสังไปวางไวในบริเวณที่ มีแสง จะทําใหปากใบของตนกระสังเปดกวาง ตนกระสังจึงมีอัตรา การคายนํ้าสูง สงผลใหเกิดการออสโมซิสนํ้าหมึกสีแดงเขาสูราก ตนกระสังมากขึ้น ดังนั้น ตอบขอ 4.) ภาพตนกระสังทอนที่ 1 ลักษณะตนกระสังทอนที่ 1 บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเปนเสนตอเนื่อง กันๆ ภาพตนกระสังทอนที่ 2 ลักษณะตนกระสังทอนที่ 2 บริเวณที่ติดสีจะมีลักษณะเปนจุดๆ ติดเนื้อเยื่อเฉพาะบางสวนของลําตน บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T64
1. แผ่นสไลด์ 2. ใบว่านกาบหอย 3. กระจกปิดสไลด์ 4. กล้องจุลทรรศน์ จากกิจกรรม พบว่า ลักษณะผิวใบด้านบนมีสีเขียว เป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างมีสีม่วง แสดงให้เห็นว่า บริเวณที่เกิดการสังเคราะห์ ด้วยแสงของใบว่านกาบหอย คือ ส่วนผิวใบด้านบนที่มีสีเขียว และมีไข (wax) เคลือบอยู่ เพื่อป้องกันการระเหยของน�้า ท�าให้มอง เห็นใบมีลักษณะเป็นมัน เมื่อน�าผิวใบทั้งสองด้านมาศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า ผิวใบทั้งสองด้านมีเซลล์เรียงตัวกันเป็นแผ่น มีลักษณะเซลล์คล้ายกัน แต่บางเซลล์มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วประกับกันเป็นคู่ เรียกว่า เซลล์คุม (guard cell) และมีช่องว่างอยู่ ตรงกลางเซลล์คุม เรียกเซลล์คุมกับช่องว่างระหว่างเซลล์คุมว่า ปากใบ (stomata) ซึ่งพบมากบริเวณผิวใบด้านล่าง 1. สังเกตแล้วบันทึกลักษณะผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่างของใบว่านกาบหอย 2. น�าใบในข้อ 1. มาฉีกแฉลบ ให้เนื้อเยื่อผิวใบด้านล่างลอกออกเป็นแผ่นบางติดอยู่กับรอยฉีก ตัดเนื้อเยื่อผิวด้านล่างเป็นชิ้นเล็ก ๆ น�าไปวางบนแผ่นสไลด์ หยดน�้าลงบนแผ่นสไลด์แล้วปิดด้วยกระจกปิดสไลด์ 3. น�าไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ก�าลังขยายต�่าและก�าลังขยายสูง ตามล�าดับ แล้ววาดภาพเซลล์ที่เห็น 4. ตรวจดูเนื้อเยื่อผิวใบด้านบนโดยปฏิบัติตามข้อ 1.- 3. วัสดุอุปกรณ คําถามท้ายกิจกรรม 1. ลักษณะของผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่างแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 2. ลักษณะของผิวใบด้านบนและผิวใบด้านล่าง เมื่อศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 3. จากการส่องดูเนื้อเยื่อผิวใบ พบเซลล์ที่มีลักษณะแตกต่างกับเซลล์อื่นหรือไม่ อย่างไร และเซลล์นี้พบมากที่บริเวณใดระหว่าง ผิวใบด้านบนกับผิวใบด้านล่าง อภิปรายผลกิจกรรม จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - ความรอบคอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - การสังเกต วิธีปฏิบัติ กระจกปิดสไลด์ ใบว่านกาบหอย เนื้อเยื่อผิวด้านล่าง กิจกรรมเพิ่มเติม เซลล์คุม 55 การด�ารงชีวิต ของพืช ภาพที่ 3.14 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการทํากิจกรรม เรื่อง เซลลคุม 2. ครูใหนักเรียนจับกลุม 5-6 คน ทํากิจกรรม เรื่อง เซลลคุม แลวบันทึกผลกิจกรรมลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET นําลําตนและรากพืช 4 ชนิด มาสองดูดวยกลองจุลทรรศน พบวา ลําตนพืชชนิดที่ 1 มีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวอยูทัวลําตน ลําตนพืชชนิดที่ 2 มีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวเปนวงรอบลําตน รากพืชชนิดที่ 3 มีไซเล็มเรียงตัวอยูรอบพิธ และมีโฟลเอมแทรก รากพืชชนิดที่ 4 มีไซเล็มเรียงตัวเปนแฉกออกมาจากกึงกลางราก โดยมีโฟลเอ็มแทรกอยูระหวางแฉกของไซเล็ม อยากทราบวาพืชชนิดใดเปนพืชประเภทเดียวกัน 1. พืชชนิดที่ 1 และ 3 2. พืชชนิดที่ 1 และ 4 3. พืชชนิดที่ 2 และ 3 4. พืชชนิดที่ 3 และ 4 (วิเคราะหคําตอบ พืชชนิดที่ 1 และ 3 เปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากที่ลําตนมีไซเล็มและโฟลเอ็มเรียงตัวกระจัดกระจาย และ ที่รากมีไซเล็มเรียงตัวอยูรอบพิธ โดยมีโฟลเอ็มแทรกอยู ดังนั้น ตอบขอ 1.) อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลที่ไดจาก กิจกรรม 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลของที่เกิด ขึ้นจากกิจกรรม 3. ครูและนักเรียนรวมกันตอบคําถามทายกิจกรรม ลงในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวตอบ คําถามทายกิจกรรม 1. แตกตางกัน ลักษณะผิวใบดานบนมีสีเขียว เปนมัน สวนผิวใบดานลางมีสีมวง 2. ไมแตกตางกัน ผิวใบทั้งสองดานมีเซลลเรียงตัว เปนแผน มีลักษณะเซลลคลายกัน 3. แตกตางจากเซลลอื่น เนื่องจากมีเซลลลักษณะ คลายเมล็ดถั่วประกับกันเปนคู เรียกวา เซลลคุม (guard cell) และมีชองวางอยูตรงกลางเซลลคุม เรียกวา ปากใบ (stomata) ซึ่งพบมากที่บริเวณ ผิวใบดานลาง ตรงกลางเซลล์คุม เรียกเซลล์คุมกับช่องว่างระหว่างเซลล์คุมว่า ปากใบ ( 1 วิธีที่ใชศึกษา ใบวานกาบหอย ผิวใบดานบน ผิวใบดานลาง ลักษณะทางกายภาพ ผิวใบดานบนมีสีเขียว เปนมัน ผิวใบดานลางมีสีมวง ภาพภายใต กลองจุลทรรศน บันทึก กิจกรรม (บันทึกผลตามภาพที่เห็นจากการทดลองจริง) นํา สอน สรุป ประเมิน T65
กิจกรรม ทาทาย Focus Science 2.2 การล�าเลียงอาหาร พืชล�าเลียงอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของ พืช โดยใช้เนื้อเยื่อล�าเลียง เรียกว่า โฟลเอ็ม (phloem) ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์ตะแกรง (sieve cell) และคอมพำเนียนเซลล์ (companion cell) ซึ่งเป็นกลุ่มของเซลล์ที่มีชีวิต โดยเซลล์ตะแกรงเป็นเซลล์ที่มีลักษณะเป็น แท่งยาว แต่ไม่มีนิวเคลียส หัวและท้ายเป็นรูพรุน (sieve plate) ท�าหน้าที่ ล�าเลียงอาหาร ส่วนคอมพาเนียนเซลล์เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส และอยู่ใกล้ เซลล์ตะแกรง ท�าหน้าที่ควบคุมการท�างานของเซลล์ตะแกรง ภาพที่ 3.15 โครงสร้างของท่อโฟลเอ็ม พืชจะล�าเลียงอาหารในรูปของน�้าตาลซูโครส โดยน�้าตาลซูโครสที่ผลิตขึ้นจากใบจะแพร่เข้าสู่โฟลเอ็ม ด้วยกระบวนกำรแพร่แบบใช้พลังงำน (active transport) โดยน�้าจากท่อไซเล็มจะออสโมซิสเข้าสู่ท่อโฟลเอ็ม ท�าให้ เกิดแรงดันภายในท่อโฟลเอ็ม ส่งผลให้พืชล�าเลียงน�้าตาล ซูโครสไปยังเซลล์เป้าหมายได้ เรียกกระบวนการนี้ว่า ทรำนสโลเคชัน (translocation) ภาพที่ 3.16 กระบวนการล�าเลียงอาหารของพืช อาหารที่พืชสร้างขึ้นจะสะสมไว้ในรูปต่าง ๆ เช่น แป้ง น�้าตาล ไขมัน โปรตีน เป็นต้น จะถูกน�ามาใช้เป็นอาหารของมนุษย์และ สัตว์ โดยพืชจะล�าเลียงอาหารไปเก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของพืช ดังนี้ อาหารสะสมของพืช ภาพที่ 3.19 ข้าวโพดสะสมอาหาร ไว้ที่เมล็ด ภาพที่ 3.18 ผักกาดหัวสะสมอาหาร ไว้ที่ราก ภาพที่ 3.20 หัวหอมสะสมอาหาร ไว้ที่ล�าต้นใต้ดิน ภาพที่ 3.17 มันส�าปะหลังสะสม อาหารไว้ที่ราก 1. ส่วนของผลที่สะสมอาหาร ได้แก่ ผลไม้ชนิดต่าง ๆ เช่น กล้วย เงาะ ล�าไย ขนุน เป็นต้น 2. ส่วนของเมล็ดที่สะสมอาหาร เช่น ข้าว ข้าวโพด ละหุ่ง ถั่วต่าง ๆ เป็นต้น 3. ส่วนของรากที่สะสมอาหาร เช่น ผักกาดหัว มันเทศ แคร์รอต เป็นต้น 4. ส่วนของล�าต้นที่สะสมอาหาร เช่น อ้อย เป็นต้น 5. ส่วนของล�าต้นใต้ดินที่สะสมอาหาร เช่น เผือก มันฝรั่ง แห้ว หัวหอม เป็นต้น ไซเล็ม คอมพาเนียมเซลล์ เซลล์สะสมอาหาร ซีฟเพลท เซลล์ตะแกรง โฟลเอ็ม คอมพาเนียนเซลล์ ใบ ราก น�้า น�้า 56 เซลล์ตะแกรง ( คอมพำเนียนเซลล์ ( 1 2 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษา เรื่อง การลําเลียง อาหาร ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 โดยใหคนหนึ่งศึกษาลักษณะของเนื้อเยื่อ ลําเลียง อีกคนหนึ่งศึกษา เรื่อง ทิศทางการ ลําเลียงอาหาร จากนั้นใหนักเรียนแลกเปลี่ยน ขอมูลกับคูของตนเอง 2. ครูอธิบาย เรื่อง อาหารสะสมของพืชจาก Science Focus ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 นักเรียนควรรู 1 เซลลตะแกรง เซลลพวกหนึ่งของเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม มีลักษณะเปนทอยาว ปลายดานบนและดานลางของเซลลมีรูเล็กๆ คลายตะแกรง เมื่อเจริญเต็มที่ นิวเคลียสจะเสื่อมสลายไป 2 คอมพาเนียนเซลล เซลลพวกหนึ่งของเนื้อเยื่อโฟลเอ็ม มีขนาดคอนขางเล็ก อยูชิดดานขางของซีฟทิวบ อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนใหออกมาเขียนแผนผัง การลําเลียงสารในพืชหนาชั้นเรียน จากนั้น ใหตัวแทนเลือกเพื่อน 1 คน มาอธิบายความ สัมพันธระหวางการลําเลียงสาร 2. ครูสุมนักเรียนออกมา 3-5 คู ออกมาสรุป เรื่อง การลําเลียงอาหาร หนาชั้นเรียน จากนั้นครู ชวยเสริมความรูใหกับนักเรียนกิจกรรม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนจับคูกันระดมความคิดเพื่อหาวิธีการทดลองเกี่ยว กับกระบวนการลําเลียงสารในพืช โดยเขียนขั้นตอนการทดลองลง ในกระดาษรายงาน ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการลําเลียง สารในสัตว ซึ่งตองอาศัยระบบหมุนเวียนเลือด ทั้งสัตวที่มีระบบ เลือดแบบเปด และสัตวที่มีระบบเลือดแบบปด รวมทั้งกระบวนการ ลําเลียงสารในสัตวที่ไมมีระบบเลือด วามีกระบวนการเชนเดียวกับ การลําเลียงสารในพืชหรือไม อยางไร ทําเปนรายงานสงครูผูสอน นํา สอน สรุป ประเมิน T66
กิจกรรม 21st Century Skills Focus Science พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) เป็นพืชที่มีใบเลี้ยง 1 ใบ มีเส้นใบขนานกัน ล�าต้นมีข้อและปล้อง มีระบบรากเป็นแบบ รากฝอย เช่น ข้าว ตาล ข้าวโพด อ้อย หญ้า ไผ่ เป็นต้น พืชใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) เป็นพืชที่มีใบเลี้ยง 2 ใบ มีเส้นใบเป็นแบบร่างแห ล�าต้นไม่มีข้อและปล้อง มีระบบรากเป็นแบบ รากแก้ว เช่น ถั่ว ยางพารา กระสัง มะขาม เป็นต้น พืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) ล�ำต้น (stem) รำก (root) รำก (root) ล�ำต้น (stem) พืชใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) ท่อไซเล็มและท่อโฟลเอ็มอยู่รวมกัน และเรียงตัวไม ่เป็นระเบียบ ซึ่งอยู ่ กระจัดกระจายทั่วล�าต้น ท่อไซเล็มเรียงตัวรอบพิธ ส่วนท่อ โฟลเอ็มจะแทรกตัวอยู่ระหว่างท่อ ไซเล็ม ท่อไซเล็มเรียงตัวเป็นแฉก 3-5 แฉก ออกมาจากกึ่งกลางราก ส่วนท่อโฟลเอ็ม จะแทรกตัวอยู่ระหว่างแฉกของท่อไซเล็ม ท่อไซเล็มและท่อโฟลเอ็มอยู่ด้วยกัน และ เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ มีท่อโฟลเอ็ม อยู่ด้านนอก ส่วนท่อไซเล็มอยู่ด้านใน และ มีเนื้อเยื่อแคมเบียม (cambium) โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม โฟลเอ็ม ไซเล็ม ไซเล็ม ไซเล็ม ไซเล็ม โครงสร้างของระบบลําเลียงในพืช ภาพที่ 3.21 ระบบล�าเลียงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ภาพที่ 3.22 ระบบล�าเลียงในพืชใบเลี้ยงคู่ 57 การด�ารงชีวิต ของพืช มีเนื้อเยื่อแคมเบียม ( 2 ท่อไซเล็มเรียงตัวรอบพิธ ส่วนท่อ 1 นักเรียนควรรู 1 พิธ เนื้อเยื่อเจริญที่อยูทางดานขางของลําตน โดยแคมเบียมที่อยูในเนื้อเยื่อ ลําเลียง คือ วาสคิวลารแคมเบียม ซึ่งจะทําหนาที่สรางไซเล็มและโฟลเอ็มระยะ ที่สองในการเติบโตในแตละปของพืช 2 แคมเบียม เนื้อเยื่อเจริญที่อยูทางดานขางของลําตน โดยแคมเบียมที่อยู ในเนื้อเยื่อลําเลียง คือ วาสคิวลารแคมเบียม ซึ่งจะทําหนาที่สรางไซเล็มและ โฟลเอ็มระยะที่สองในการเติบโตในแตละปของพืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูนําใบไมตัวอยางของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และ พืชใบเลี้ยงคูมาใหนักเรียนศึกษาและเปรียบ เทียบความแตกตาง 2. ครูใหนักเรียนศึกษา Science Focus เรื่อง โครงสรางของระบบทอลําเลียง ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูนําภาพสไลดตัวอยางโครงสรางของระบบ ทอลําเลียงในรากและลําตนของตนไผและ ตนถั่ว มาใหนักเรียนศึกษา ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การลําเลียงนํ้าและธาตุ อาหารของพืช 3. ครูสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติการจากการ ทํากิจกรรม 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลกิจกรรม 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน จัดทําแผนพับ เกี่ยวกับกระบวนการทํางานของระบบลําเลียง การคายนํ้า และ เปรียบเทียบโครงสรางของระบบลําเลียงในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและ พืชใบเลี้ยงคู เพื่อเผยแพรความรูแกนักเรียนหองอื่น สื่อ Digital นํา สอน สรุป ประเมิน T67 www.aksorn.com/interactive3D/RK731 กลุมมัดทอลําเลียง
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET สิ่งใดบ้างที่บ่งบอกว่า พืชมีการเจริญเติบโต Prior Knowledge 3 การเจริญเติบโตของพืช สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องมีการเจริญเติบโต พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถ ผลิตอาหารได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้ แก่พืช นอกจากนี้พืชต้องการธาตุอาหารที่จ�าเป็นหลายชนิดส�าหรับการเจริญ เติบโตและการด�ารงชีวิต การเจริญเติบโตของพืช หมายถึง การที่พืชมีการเพิ่มจ�านวนและขยายขนาดของเซลล์ จากนั้นเซลล์จะ เปลี่ยนแปลงลักษณะไปเพื่อท�าหน้าที่เฉพาะ ซึ่งการเจริญเติบโตของพืชมี 3 กระบวนการ ดังนี้ 1. กำรแบ่งเซลล์ ท�าให้มีจ�านวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น โดยเซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่จะมีลักษณะไม่ต่างจากเซลล์เดิม แต่จะมีขนาดเล็กกว่า 2. กำรเพิ่มขนำดของเซลล์ ท�าให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น 3. กำรเปลี่ยนรูปร่ำงของเซลล์ เพื่อไปท�าหน้าที่เฉพาะต่าง ๆ เช่น เนื้อเยื่อล�าเลียง เป็นต้น ตัวอย่ำง การเจริญเติบโตของต้นถั่ว ภาพที่ 3.23 การเจริญเติบโตของต้นถั่ว Focus Science การเจริญเติบโตของพืชมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กำรเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) ท�าให้พืชเจริญยืดยาวออกด้านบนและด้านล่าง ซึ่งพบได้ในส่วนของราก ทั้งพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด ส่วนล�าต้นจะพบเฉพาะในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น 2. กำรเจริญเติบโตขั้นที่สอง (secondary growth) ท�าให้พืชเจริญออกทางด้านข้าง พบได้ในส่วนของรากและล�าต้น ทั้งพืชใบเลี่ยงคู่ เช่น ถั่ว มะม่วง เป็นต้น และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น ไผ่ ปาล์ม เป็นต้น ขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืช การเจริญเติบโตของต้นถั่วเริ่มจากไซโกตที่อยู่ภายในเมล็ดมีการแบ่งเซลล์ เพื่อเพิ่มจ�านวนเซลล์ไปเป็น เอ็มบริโอ และขยายขนาดใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเอ็มบริโองอกออกจากเมล็ดแล้วเจริญเป็นต้นอ่อน จากนั้นเซลล์ที่อยู่ ภายในต้นอ่อนจะแบ่งเซลล์และพัฒนาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและรูปร่างของเซลล์ให้เหมาะสมกับหน้าที่ในแต่ละ โครงสร้างนั้น ๆ เช่น ใบที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นต้น 58 ขั้นตอนการเจริญเติบโตของพืช 1 นักเรียนควรรู 1 การเจริญเติบโตของพืช ลักษณะที่แสดงวาพืชมีการเจริญเติบโต มีดังนี้ - รากจะยาวและใหญขึ้น มีรากงอกเพิ่มขึ้น มีการแตกแขนงของรากมากขึ้น - ลําตนจะสูงและใหญขึ้น มีการผลิตทั้งตากิ่ง ตาใบ และตาดอก - ใบจะมีขนาดใหญขึ้น จํานวนใบเพิ่มขึ้น - ดอกจะใหญขึ้น หรือดอกจะพัฒนากลายเปนผล - เมล็ดจะงอกตนออน ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม จากนั้น ครูแจกเมล็ดถั่วเขียว และแจกใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช 2. ครูใหตัวแทนกลุมสืบคนศึกษาวิธีการเพาะ เมล็ดถั่วเขียวจากสื่ออินเทอรเน็ต 3. ครูแจกอุปกรณการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ดังนี้ - ขวดพลาสติก - กระดาษทิชชู 4. ครูใหนักเรียนแตละกลุมปลูกตนถั่วเขียว และ ศึกษาการเจริญเติบโตของพืชในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวทําใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช ในตอนที่ 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอผลการเพาะ เมล็ดถั่วเขียวสัมพันธระหวางการลําเลียงนํ้า และอาหาร 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลเกี่ยวกับ ความสัมพันธของกระบวนการเจริญเติบโตของ พืชกับการเจริญเติบโตของตนถั่วเขียว แนวตอบ prior knowledge การงอกเมล็ด การขยายขนาดของลําตน การแตกใบ และผลัดใบ การเจริญเติบโตขั้นแรกจะพบในลําตนของพืชชนิดใด 1. หญา 3. พริก 2. ชมพู 4. มะนาว (วิเคราะหคําตอบ การเจริญเติบโตขั้นแรกจะพบในลําตนของพืช ใบเลี้ยงเดี่ยว หญาเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สวนพริก ชมพู และมะนาว เปนพืชใบเลี้ยงคู ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T68
ตารางที่ 3.1 ข้อดี-ข้อเสียของปุ๋ยอินทรีย์ ข้อดี ข้อเสีย 1. ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ท�าให้ดินโปร่ง ร่วนซุย สามารถอุ้มน�้าและธาตุอาหารพืชได้ดี 1. ปริมาณธาตุอาหารต่อน�้าหนักปุ๋ยต�่า ต้องใช้ปริมาณมาก 2. ธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในดินได้นาน 2. ใช้เวลานานในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืช 3. ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อการบ�ารุงดิน ท�างานได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. มีราคาสูง 4. เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีเป็นประโยชน์แก่พืชมากขึ้น 4. ใช้ได้ในปริมาณที่จ�ากัด ตารางที่ 3.2 ข้อดี-ข้อเสียของปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ข้อดี ข้อเสีย 1. ปริมาณธาตุอาหารต่อน�้าหนักปุ๋ยสูง สามารถใช้ในปริมาณเล็กน้อย ก็เพียงพอ 1. ไม่สามารถปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น 2. ใช้เวลารวดเร็วในการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืช 2. ถ้าใช้ในปริมาณมาก เช่น ปุ๋ยแอมโมเนีย จะท�าให้ดินมีสภาพเป็นกรด 3. ราคาถูก สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา 3. ถ้าใช้ในปริมาณมาก อาจเป็นอันตรายต่อต้นพืช และการงอกเมล็ด 4. หาซื้อได้ง่าย 4. ผู้ใช้จะต้องมีความรู้ ความช�านาญ จึงจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า น�้าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส�าคัญต่อการเจริญเติบโต ของพืช เนื่องจากน�้าจะละลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ใน ดิน ท�าให้รากพืชดูดซึมธาตุอาหารในรูปของสารละลาย และน�าไปใช้ประโยชน์ได้นอกจากนี้น�้ามีส่วนช่วยควบคุม อุณหภูมิภายในต้นพืช และช่วยรักษาสมดุลของต้นพืช ท�าให้พืชไม่เหี่ยวเฉา นอกจากนี้พืชยังต้องการธาตุอาหารหลายชนิด ซึ่งจ�าเป็นส�าหรับการเจริญเติบโต แต่เนื่องจากในดินมี ปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต จึง จ�าเป็นต้องใส่ปุ๋ยหรือสารที่มีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อ การเจริญเติบโตของพืช โดยปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการเน่าเปื่อย ของซากสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ภาพที่ 3.24 น�้าส�าคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ภาพที่ 3.25 ปุ๋ยมีธาตุอาหารที่จ�าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช 2. ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการสังเคราะห์แร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แอมโมเนีย เป็นต้น แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปุ๋ยเดี่ยวหรือปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักของพืช และปุ๋ยผสม ที่ได้จากการน�าปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมารวมกัน 59 การด�ารงชีวิต ของพืช และปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ 1 ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขอใดจับคูขอดี-ขอเสียของปุยไดถูกตอง 1. ปุยเคมี-มีราคาสูง และซื้อไดในปริมาณจํากัด 2. ปุยเคมี-ชวยปรับปรุงโครงสรางของดินใหดีขึ้น 3. ปุยอินทรีย-ธาตุอาหารที่อยูในปุยจะอยูในดินไดนาน 4. ปุยอินทรีย-ถาใชปริมาณมากจะทําใหดินมีสภาพเปนกรด (วิเคราะหคําตอบ ปุยเคมีจะมีราคาถูก สะดวกตอการขนสง และเก็บรักษา แตไมสามารถปรับโครงสรางดินใหดีขึ้นได สวน ปุยอินทรีย ธาตุอาหารที่อยูในปุยจะอยูในดินไดนาน และเมื่อใช ปริมาณมากจะไมทําใหดินมีสภาพเปนกรด ดังนั้น ตอบขอ 3) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูถามคําถามนักเรียนคิดวา ปจจัยใดบางที่มี ผลตอการเจริญเติบโตของพืช 2. ครูใหนักเรียนเขียนความคิดเห็นวา นํ้าและแสง มีผลตอการเจริญเติบโตของพืชอยางไร จาก นั้นใหแลกกระดาษคําตอบกับเพื่อน แลวรวม กันอภิปรายคําตอบ (แนวตอบ นํ้าชวยละลายธาตุอาหารในดินให อยูในรูปของสารละลาย ทําใหพืชดูดซึมนําไป ใชประโยชนได และแสงเปนปจจัยสําคัญที่พืช ใชสังเคราะหดวยแสง) 3. ครูนําภาพตนไมชนิดเดียวกัน แตเจริญใน ภูมิภาคที่ตางกัน แลวตั้งคําถามจากภาพ ดังนี้ • จากภาพตนไม 2 ตน มีความแตกตางกัน หรือไม (แนวตอบ แตกตาง) • ปจจัยใดที่ทําใหตนไมชนิดเดียวกัน มีลักษณะการเจริญที่แตกตางกัน (แนวตอบ สภาพแวดลอม สภาพอากาศ และความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดิน) • นักเรียนจะแกปญหาตนไมในรูปอยางไร (แนวตอบ ใชปุยเพิ่มธาตุอาหารใหกับตนไม) 4. ครูใหนักเรียนศึกษาประเภทของปุย และขอดี- ขอเสียของปุยแตละประเภทจากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 5. ครูถามนักเรียนวา เห็นดวยหรือไมวาปุยเปรียบ เสมือนกับผลิตภัณฑอาหารเสริม อยางไร (แนวตอบ ปุยเปรียบเสมือนกับอาหารเสริมที่ รางกายตองการในเวลาที่ธาตุอาหารไมเพียงพอ ตอการเจริญเติบโต โดยปุยจะอุดมไปดวย ธาตุอาหารตางๆ ที่พืชตองการ) 6. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโต ของพืช ในตอนที่ 2 นักเรียนควรรู 1 ปุยอินทรียชีวภาพ คือ ปุยอินทรียที่ผานกระบวนการผลิตที่ใชอุณหภูมิสูง สามารถฆาเชื้อจุลินทรีย ทั้งที่เปนโรคพืช โรคสัตว และโรคมนุษย รวมทั้งจุลินทรีย ทั่วๆ ไปดวย จากนั้นนําจุลินทรียที่มีสมบัติเปนปุยชีวภาพมาผสมกับปุยอินทรีย และทําการหมักตอไปจนกระทั่งจุลินทรียมีปริมาณคงที่ โดยจุลินทรียเหลานี้จะ ชวยตรึงไนโตรเจนใหแกพืชแลว ชวยผลิตฮอรโมนพืชเพื่อกระตุนการเจริญเติบโต ของรากพืช และจุลินทรียบางชนิดสามารถควบคุมโรคพืชในดิน และกระตุนให พืชสรางภูมิคุมกันโรคได นํา สอน สรุป ประเมิน T69
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ใบพืชที่ขาดธาตุไนโตรเจน ใบพืชที่ขาดธาตุโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก (macronutrients) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ธำตุอำหำรหลัก หรือธำตุปุ๋ย ธำตุอำหำรรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ปริมาณมาก เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณที่น้อยกว่า ใบพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม ใบพืชที่ขาดธาตุแมกนีเซียม ธำตุไนโตรเจน (N) ธำตุฟอสฟอรัส (P) ช่วยสร้างความเจริญของผล และช่วยให้ใบของพืช มีสีเขียว หากพืชขาดธาตุไนโตรเจน ล�าต้นและราก จะแคระแกร็น ใบมีขนาดเล็ก โดยมีสีเหลืองซีด เริ่มจากใบล่างก่อน ถ้าขาดมาก ๆ จะเหลืองซีดไป ทั้งต้นและอาจท�าให้ตายได้ ช่วยสร้างความเจริญของดอก และเมล็ด ช่วยใน การสังเคราะห์ด้วยแสง ท�าให้รากเจริญเติบโตได้เร็ว และท�าให้ล�าต้นแข็งแรง หากพืชขาดธาตุฟอสฟอรัส ล�าต้นจะแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ล�าต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ท�าให้ดอกผลและราก ไม่เจริญ เป็นต้น ช่วยในการแบ่งเซลล์การผสมเกสร การงอกของ เมล็ด หากพืชขาดธาตุแคลเซียมจะท�าให้ใบอ่อน บิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย ธำตุแคลเซียม (Ca) ธำตุแมกนีเซียม (Mg) เป็นองค์ประกอบส�าคัญของสารคลอโรฟิลล์ที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งมี บทบาทส�าคัญในการสร้างอาหารและโปรตีนของพืช หากพืชขาดธาตุแมกนีเซียม ระหว่างเส้นของใบแก่ จะมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังคงมีสีเขียวปกติใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตของพืชจะช้าลงปริมาณและคุณภาพ ของดอกและผลต�่าลง N P ธำตุโพแทสเซียม (K) ช่วยเสริมสร้างเปลือกและล�าต้นให้แข็งแรง ช่วยใน การสร้างแป้งและน�้าตาลช่วยให้พืชมีความต้านทาน โรคได้ดียิ่งขึ้น หากพืชขาดธาตุโพแทสเซียม ส่วน ปลายใบแก่ของพืชจะไหม้ และแผ่นใบจะโค้งลงหรือ ม้วนจากปลายใบนอกจากนี้ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดง หรือเหลืองระหว ่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและ ผลลดลง K Mg Ca S ธำตุก�ำมะถัน (S) เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนโปรตีนและวิตามิน หากพืชขาดธาตุก�ามะถันใบจะมีขนาดเล็กมีสีเหลือง ซีดเริ่มจากใบยอดก่อน ส่วนใบล่างยังคงปกติถ้า อาการรุนแรงใบล่างก็จะมีอาการเหมือนกับใบยอด นอกจากนี้พืชยังต้องการธาตุอาหารเสริม แต่ต้องการในปริมาณน้อย (micronutrients) เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดีนัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl) เป็นต้น ใบพืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัส ใบพืชที่ขาดธาตุก�ามะถัน 60 นักเรียนควรรู 1 macronutrients ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณมาก และขาดไมได โดยมีความเขมขนของธาตุอาหารโดยนํ้าหนักแหงเมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยสูง กวา 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 2 micronutrients ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณนอย โดยที่มีความ เขมขนของธาตุอาหารโดยนํ้าหนักแหงเมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยตํ่ากวา 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูนําภาพตัวอยางหรือฉายภาพผาน Power Point เกี่ยวกับพืชที่มีลักษณะผิดปกติ มาให นักเรียนรวมกันสืบคนวา ตนไมในภาพขาด ธาตุอาหารชนิดใด 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ธาตุอาหารที่พืช ตองการใชในการเจริญเติบโต ในหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกแบบการทดลอง เรื่อง ธาตุอาหารที่จําเปนตอการเจริญเติบโต ของพืช (micronutrients) 2 (macronutrients) 1 อธิบายความรู 1. ครูสุมเลขที่ของนักเรียนในหองเพื่อตอบคําถาม ดังนี้ • ธาตุอาหารที่พืชตองการมีกี่ประเภท (แนวตอบ 2 ประเภท คือ ธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรอง) • ธาตุอาหารหลักแตกตางกับธาตุอาหารรอง อยางไร (แนวตอบ ธาตุอาหารหลัก คือ ธาตุอาหารที่ พืชตองการในปริมาณมาก แตธาตุอาหาร รอง คือ ธาตุอาหารที่พืชตองการในปริมาณ ที่นอยกวา) • ธาตุอาหารหลักประกอบไดแกอะไรบาง (แนวตอบ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม) • ธาตุอาหารรองไดแกอะไรบาง (แนวตอบ แคลเซียม แมกนีเซียม กํามะถัน และธาตุอื่นๆ) 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอวิธีการ ออกแบบการทดลอง และผลที่ไดจากการ ออกแบบการทดลอง เรื่อง ธาตุอาหารที่จําเปน ตอการเจริญเติบโตของพืช พิจารณาธาตุอาหารของพืชที่กําหนดให ธาตุ (ก) ชวยเสริมสรางเปลือกและลําตนใหแข็งแรง ธาตุ (ข) เปนองคประกอบสําคัญของคลอโรฟลล ธาตุ (ค) ชวยสรางความเจริญของผล และชวยใหใบของพืชมีสีเขียว ธาตุ (ง) ชวยในการแบงเซลล การผสมเกสร และการงอกของเมล็ด ธาตุ (ก) (ข) (ค) และ (ง) คือธาตุอาหารชนิดใด ธาตุ (ก) ธาตุ (ข) ธาตุ (ค) ธาตุ (ง) 1. N K Ca Mg 2. K Mg N Ca 3. Mg N Ca K 4. Ca Mg K N (วิเคราะหคําตอบ ธาตุ (ก) คือ ธาตุโพแทสเซียม (K) ธาตุ (ข) คือ ธาตุแมกนีเซียม (Mg) ธาตุ (ค) คือ ธาตุไนโตรเจน (N) และธาตุ (ง) คือ ธาตุแคลเซียม (Ca) ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T70
จากสถานการณ์ของเด็กชาย A ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากบริเวณส่วนใบล่างของ ต้นไม้มีสีม่วง และเนื่องจากเด็กชาย A มีงบประมาณมากพอ และต้องการให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารในทันที ดังนั้น เด็กชาย A ควร เลือกใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) อยู่ในสูตร จากสถานการณ์ของเด็กชาย B ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากใบอ่อนบิดเบี้ยว และ ขอบใบม้วน ส่วนอาการใบเล็ก มีสีเหลืองซีด เป็นไปได้ว่าอาจขาดธาตุไนโตรเจน (N) หรือธาตุก�ามะถัน (S) ร่วมด้วย และเนื่องจาก ดินบริเวณนั้นเป็นก้อนแข็ง จึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย ให้เหมาะแก่การเพาะปลูกดังนั้นเด็กชาย B จึงควรเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุแคลเซียม (Ca) ไนโตรเจน (N) และก�ามะถัน (S) อยู่ในสูตร จากสถานการณ์ของเด็กหญิง C ต้นไม้มีอาการเหมือนขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ชัดเจน โดยสังเกตได้จากใบมีจุดประสีแดง และปลายใบมีรอยไหม้ ส่วนอาการใบเล็กมีสีเหลืองซีด เป็นไปได้ว่าอาจขาดธาตุไนโตรเจน (N) หรือธาตุก�ามะถัน (S) ร่วมด้วย และเนื่องจากดินบริเวณนั้นมีโครงไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกดินอุ้มน�้าไม่ดีจึงต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ดังนั้น เด็กหญิง C ควรเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุโพแทสเซียม (K) ไนโตรเจน (N) และก�ามะถัน (S) อยู่ในสูตร 1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มออกมาจับฉลากเลือกสถานการณ์ ต่อไปนี้ • เด็กชาย A ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ต้นไม้มีล�าต้นแคระแกร็น ไม่ออกดอกและผล ใบมีขนาดเล็กและใบบริเวณส่วนล่างของต้นไม้เริ่มมีสีม่วงซึ่งเด็กชาย A มีงบประมาณในการ ปลูกมาก และต้องการให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารในทันที นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กชาย A ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กชาย A ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด • เด็กชาย B ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ดินบริเวณนั้นมีลักษณะแข็งเป็นก้อน และต้นไม้ อภิปรายผลกิจกรรม วิธีปฏิบัติ กิจกรรม การเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืช จิตวิทยำศำสตร์ - ความสนใจใฝ่รู้ - ความรับผิดชอบ - การท�างานร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างสร้างสรรค์ ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ - ทักษะการระบุ - ทักษะการให้เหตุผล - ทักษะการรวบรวมข้อมูล - ทักษะการน�าความรู้ไปใช้ ของเด็กชาย B มีลักษณะผิดปกติใบอ่อนที่เกิดใหม่มีลักษณะบิดเบี้ยวส่วนขอบใบแก่ม้วนไม่เรียบนอกจากนี้บางใบมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีดร่วมด้วย นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กชาย B ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กชาย B ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด • เด็กหญิง C ปลูกต้นไม้มาได้ระยะหนึ่ง พบว่า ต้นไม้มีล�าต้นและรากแคระแกร็น ใบมีสีเหลือง มีขนาดเล็ก บางใบ มีจุดประสีแดง และปลายใบแก่มีรอยด�าหรือน�้าตาลคล้ายกับรอยไหม้ อีกทั้งยังพบว่า โครงสร้างของดินบริเวณนั้นไม่อุ้มน�้า นักเรียนคิดว่าต้นไม้ของเด็กหญิง C ขาดสารอาหารประเภทใด และเด็กหญิง C ควรเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใด 2. ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ แล้วเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ที่ก�าหนดให้ 3. ส่งตัวแทนกลุ่มออกมาน�าเสนอแนวทางการเลือกใช้ปุ๋ยหน้าชั้นเรียน 61 การด�ารงชีวิต ของพืช ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ปุยหมักมีประโยชนอยางไร 1. ชวยปองกันศัตรูพืช 2. ชวยปองกันการงอกของวัชพืช 3. เพิ่มความเปนกรดเปนดางของดิน 4. เปลี่ยนสภาพดินเหนียวใหเปนดินรวน (วิเคราะหคําตอบ ปุยหมัก จัดเปนประเภทปุยอินทรียที่มีสมบัติ ปรับปรุงโครงสรางของดินใหดีขึ้น ทําใหดินโปรง รวนซุย สามารถ อุมนํ้าและธาตุอาหารของพืชไดดี ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 4. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 3 กลุม ทํา กิจกรรม เรื่อง การเลือกใชปุยใหเหมาะสมกับ พืช ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 3. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอผลกิจกรรม 4. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายผลกิจกรรม 5. ครูอธิบายความรูเพิ่มเติมขอมูลที่นักเรียนออก มานําเสนอ ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินการปฏิบัติการ 3. ครูประเมินการออกแบบการปฏิบัติการ 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล 7. ครูตรวจใบงาน เรื่อง การเจริญเติบโตของพืช 8. ครูประเมินปายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่เหมาะสม ตอการปลูกตนพริก ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําปายนิเทศ เรื่อง สถานที่ที่ เหมาะสมตอการปลูกตนพริก 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 สถานการณตัวอยาง แนวทางการแกไขปญหา จากสถานการณตัวอยาง ตนไมของเด็กชาย A มีลําตนแคระแกร็น ไมออกดอก และผล ใบมีขนาดเล็ก และใบบริเวณสวนลางของตนไม เริ่มมีสีมวง ซึ่งเด็กชาย A มีงบประมาณในการปลูกมาก และตองการใหตนไมไดรับสารอาหารในทันที ควรเลือกใชปุยเคมี หรือปุย วิทยาศาสตรที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) อยูในสูตร ดินบริเวณที่ปลูกตนไมของเด็กชาย B มีลักษณะแข็งเปน กอน และตนไมมีลักษณะผิดปกติ ใบออนที่เกิดใหมมี ลักษณะบิดเบี้ยว สวนขอบใบแกมวน ไมเรียบ นอกจากนี้ บางใบมีขนาดเล็กสีเหลืองซีดรวมดวย ควรเลือกใชปุยอินทรียที่มีธาตุ แคลเซียม (Ca) ไนโตรเจน (N) และกํามะถัน (S) อยูในสูตร ตนไมของเด็กหญิง C มีลําตนและรากแคระแกร็น ใบมี สีเหลือง มีขนาดเล็ก บางใบมีจุดประสีแดง และปลายใบ แกมีรอยดํา หรือนํ้าตาลคลายกับรอยไหม อีกทั้งยังพบวา โครงสรางของดินบริเวณนั้นไมอุมนํ้า ควรเลือกใชปุยอินทรียที่มีธาตุ โพแทสเซียม (K) ไนโตรเจน (N) และกํามะถัน (S) อยูในสูตร บันทึก กิจกรรม นํา สอน สรุป ประเมิน T71
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ส่วนใดของพืช ที่มนุษยนํามาใช้ ขยายพันธุ Prior Knowledge 4 การสืบพันธุ์ของพืช การสืบพันธุ์เป็นสมบัติที่ส�าคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิต เพื่อด�ารงเผ่าพันธุ์ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ และบางชนิดสามารถ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ซึ่งการสืบพันธุ์ของพืชแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 4.1 การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช (asexual reproduction) เป็นการขยายพันธุ์ของพืชที่ไม่ได้มาจาก การปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่ แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก ล�าต้น ใบ มีการเจริญเติบโตและ พัฒนาขึ้นมาเป็นพืชต้นใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับต้นเดิม ซึ่งมนุษย์น�าความรู้เรื่องการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ มาใช้ในการขยายพันธุ์พืช ดังนี้ 1. กำรปักช�ำ (cutting) คือ การน�าส่วนต่าง ๆ ของพืชพันธุ์ดีมาตัด และปักช�าในวัสดุเพาะช�าให้งอกราก ออกมากลายเป็นต้นใหม่ การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้สามารถน�าไปใช้ได้กับไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ เช่น ชมพู่ กุหลาบ ชบา มะลิ เป็นต้น ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีปักช�า 1 2 3 น�ากิ่งจากพืชพันธุ์ดีมาตัดเป็นท่อน ๆ ให้ ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร น�ากิ่งไปปักช�าให้เอียง 40 -70 องศา และ ปักให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของกิ่งลงใน กระบะเพาะช�า เมื่อกิ่งช�ามีรากงอกยาวพอสมควร ให้น�า ไปปลูกแยกในกระถาง ในปัจจุบันการปักช�านิยมน�ามา ใช้กับต้นมะนาว เพื่อให้ได้ผลดกและ ได้ผลดี โดยใช้กิ่งพันธุ์ดีและไม ่มีโรค มาท�าการปักช�าลงในถุงด�าที่มีดินผสม แกลบและขุยมะพร้าว เมื่อรากเริ่มงอก จึงย้ายไปปลูกในหลุมที่มีดินร ่วนซุย ซึ่งหลุมควรลึกประมาณ 30 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยคอกที่ก้นหลุม หาไม้หลักมา ปักไว้ และผูกเข้ากับต้นมะนาวเพื่อให้ ต้นแข็งแรง Science in Real Life ภาพที่ 3.26 ขั้นตอนการปักช�า ภาพที่ 3.27 ต้นมะนาว 62 สวนใดของพืชที่ไมใชในการขยายพันธุดวยการปกชํา 1. กิ่ง 3. ใบ 2. ราก 4. ดอก (วิเคราะหคําตอบ การปกชําเปนการขยายพันธุพืชแบบไมอาศัย เพศ โดยการนําสวนตาง ๆ ของพืช เชน ใบ ราก กิ่ง ลําตนของ พืชพันธุดีมาตัดและปกชําในวัสดุเพาะชําใหงอกออกมาเปนตนใหม ดังนั้น ตอบขอ 4.) 1. กำรปักช�ำ ( 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามคําถาม prior knowledge 3. ครูกระตุนความสนใจนักเรียนโดยครูเขียน key word บนกระดาน แลวใหนักเรียนชวยกันเสนอ วิธีขยายพันธุพืชจาก key word บนกระดาน แนวตอบ prior knowledge ใบ ลําตน ราก กิ่ง ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 4 กลุม แลว สงตัวแทนออกมาจับฉลากหัวขอตอไปนี้ - การปกชํา - การตอนกิ่ง - การติดตา - การทาบกิ่ง 2. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลวิธีและขั้นตอนการ ขยายพันธุพืชตามหัวขอที่แตละกลุมจับฉลาก ได แลวสรุปเปนรายงานรูปเลม พรอมกับเลือก ตนไมมา 1 ชนิด และขยายพันธุดวยวิธีดังกลาว นักเรียนควรรู 1 การปกชํา ในการปกชํากิ่ง หรือลําตนจะแบงตามลักษณะเนื้อไม ดังนี้ - การปกชํากิ่งแก หรือกิ่งที่มีอายุมาก พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน เฟองฟา กุหลาบ ชบา พูระหง เปนตน - การปกชํากิ่งกึ่งออนกึ่งแก พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน ฝรั่ง ชมพู ลําไย เปนตน - การปกชํากิ่งออน หรือยอดออน การปกชําลักษณะนี้ตองใชกิ่งมีใบ ติดมาดวยเปนจํานวนมาก เพื่อจะไดทําหนาที่สังเคราะหดวยแสง เพราะกิ่งไมมี อาหารสะสมเพื่อนํามาสรางรากและยอด พืชที่นิยมปกชําวิธีนี้ เชน แกว กุหลาบ โกสน ดาวเรือง เบญจมาศ ไทร เปนตน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T72
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 2 4 5 6 3 2. กำรตอนกิ่ง (layering) คือ การท�าให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ ท�าให้พืชต้นใหม่ มีลักษณะเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ โดยกิ่งที่จะน�ามาตอนต้องเป็นกิ่งที่มีลักษณะกึ่งอ่อนกึ่งแก่ มีความแข็งแรง สมบูรณ์ซึ่งการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้สามารถน�าไปใช้ได้กับไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น ไม้ประดับ เช่น ล�าไย ลิ้นจี่ ละมุด ส้มโอ ส้มเขียวหวาน กระท้อน กุหลาบ มะลิ เป็นต้น ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีตอนกิ่ง 1 เตรียมถุงตอน ควั่นกิ่งแนวขวาง 2 รอย ลอกเปลือก ขูดเนื้อเยื่อ ใช้ถุงตอนหุ้มบริเวณที่ลอกเปลือกและ มัดให้แน่น การเกิดรากของกิ่งตอน ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีติดตา ใช้มีดกรีดต้นตอให้เป็นรอยแผลมีลักษณะ เหมือนรูปตัวที (T) เฉือนแผ่นตาจากพืชที่ต้องการขยายพันธุ์ น�าแผ่นตาสอดเข้าไปที่รอยแผลของต้นตอ ใช้พลาสติกพันรอยแผลให้แน่นโดยตาโผล่ 1 3 4 2 3.กำรติดตำ (budding) คือ การเชื่อมประสานส่วนของต้นพืชให้เจริญเป็นพืชต้นเดียวกัน วิธีนี้ช่วยเปลี่ยน ยอดต้นพืชที่มีลักษณะไม่ดีให้เป็นพันธุ์ดีได้ และช่วยสร้างมูลค่าให้กับพันธุ์ไม้ ท�าให้พืชผลิตผลผลิตที่หลากหลายใน ต้นเดียว ซึ่งพืชที่น�ามาขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ มะม่วง ส้ม พุทรา กุหลาบ เป็นต้น ภาพที่ 3.28 ขั้นตอนการตอนกิ่ง ภาพที่ 3.29 ขั้นตอนการติดตา 63 การด�ารงชีวิต ของพืช การตอนกิ่งคือขอใด 1. การนําตนพืช 2 ตน มาทําใหกลายเปนตนเดียวกัน 2. การทําใหกิ่งหรือตนพืชเกิดรากขณะติดอยูกับตนแม 3. การเชื่อมหรือประสานสวนของตนพืชใหเจริญเปนพืชตน เดียวกัน 4. การนําใบของพืชมาตัดและปกชําในวัสดุเพาะชําใหงอก เปนตนใหม (วิเคราะหคําตอบ การตอนกิ่ง คือ การทําใหกิ่ง หรือตนพืชเกิด รากขณะติดอยูกับตนแม ซึ่งพืชตนใหมจะมีลักษณะเหมือนตนแม ทุกประการ ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสอน อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุมออกมานําเสนอการขยาย พันธุพืชแบบไมอาศัยเพศตามหัวขอที่จับฉลาก ได 2. ครูเสริมความรูและเพิ่มเติมขอมูลที่นักเรียน ออกมานําเสนอ เกร็ดแนะครู ครูอาจแนะนําเพิ่มเติมวา หลักการขยายพันธุพืชใหประสบผลสําเร็จนั้น จําเปนจะตองมีความรู ดังนี้ 1. ตองมีทักษะในการขยายพันธุพืช ผูที่จะทําการขยายพันธุไมวาจะเปนวิธี การตอนกิ่ง การตอกิ่ง ติดตา และทาบกิ่ง จําเปนที่จะตองฝกปฏิบัติหัดเพื่อให เกิดความชํานาญ 2. ตองรูจักโครงสรางภายในตนพืชและนิสัยการเจริญเติบโตของพืช และ ควรมีความรูพื้นฐานทางดานพฤกษศาสตร พืชสวน พันธุศาสตร และสรีรวิทยา ของพืช ความรูพื้นฐานเหลานี้มีสวนชวยใหการขยายพันธุประสบผลสําเร็จ 3. ตองรูจักชนิดของพืชและวิธีการขยายพันธุที่ใหผลแนนอน ซึ่งพืชแตละ ชนิดมีความยากงายในการขยายพันธุแตกตางกัน ดังนั้น จึงจําเปนที่จะตองทราบ ถึงเทคนิคตางๆ ในพืชแตละชนิดโดยอาศัยความรูจากการศึกษาจากเอกสารทาง วิชาการ หรือจากผูที่มีประสบการณ หรือศึกษาและทดลองคนควาดวยตนเอง นํา สอน สรุป ประเมิน T73
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ขั้นตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีทาบกิ่ง 4. กำรทำบกิ่ง (approach grafting) คือ การน�าต้นพืช 2 ต้น มาท�าให้กลายเป็นต้นเดียวกัน โดยต้นของ พืชพันธุ์ดีจะท�าหน้าที่เป็นล�าต้น ส่วนพืชอีกต้นหนึ่งจะท�าหน้าที่เป็นระบบราก วิธีนี้จะท�าให้ได้พันธุ์พืชที่ดีกว่าเดิม ซึ่งพืชที่นิยมน�ามาขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ ได้แก่ มะม่วง มะขาม ขนุน ทุเรียน เป็นต้น เฉือนต้นตอให้เป็นรอยแผลรูปโล่ 1 3 4 2 เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรอยแผลเหมือนกับ ต้นตอ น�าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีประกบกัน โดยให้ รอยแผลประกบกันสนิท ใช้พลาสติกพันรอบรอยแผลให้แน่น เหง้า ทิวเบอร์ บัลบ์ คอร์ม Focus Science 1) โครงสร้างพิเศษจากล�าต้น เช่น - ไหล หรือสโตลอน (stolon) เป็นต้นใหม่ของพืชที่งอกยาวออกมา จากต้นเดิม และทอดยาวไปตามพื้นดิน เช่น ผักบุ้ง สตรอว์เบอร์รี บัวบก ว่านบางชนิด ผักตบชวา ผักแว่น เป็นต้น - เหง้า (rhizome) เป็นต้นใหม่ของพืชที่งอกออกมาแล้วทอดยาว ไปใต้ดิน พบในพืชหลายชนิด เช่น ขิง ข่า เป็นต้น - หัว เป็นล�าต้นใต้ดินท�าหน้าที่สะสมอาหาร มีลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ หัวแบบทิวเบอร์ (tuber) หัวแบบบัลบ์ (bulb) หัวที่เกิดจากเหง้า (corm) 2) โครงสร้างพิเศษจากราก เช่น หัวมันเทศ รักเร่ บีโกเนีย เป็นต้น 3) โครงสร้างพิเศษจากใบ พืชบางชนิดมีขอบใบที่สามารถแตกตาใหม่ และงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ เช่น ต้นตายใบเป็น ต้นเศรษฐีพันล้าน เป็นต้น ภาพที่ 3.31 ไหล หรือสโตลอน ไหล ภาพที่ 3.32 โครงสร้างของพืชที่ใช้ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์พืชด้วยโครงสร้างพิเศษ ภาพที่ 3.30 ขั้นตอนการทาบกิ่ง 64 ขอใดจับคูพืชกับโครงสรางพิเศษที่ใชขยายพันธุไดถูกตอง 1. ขิง-ไหล 3. มันฝรั่ง-เหงา 2. กระเทียม-หัวแบบบัลบ 4. แหวจีน-หัวแบบทิวเบอร (วิเคราะหคําตอบ ขิงใชเหงาในการขยายพันธุ มันฝรั่งใชหัวแบบ ทิวเบอรในการขยายพันธุ กระเทียมใชหัวแบบบัลบในการขยาย พันธุ และแหวจีนใชหัวที่เกิดจากเหงาในการขยายพันธุ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนสืบคนวิธีการขยายพันธุพืช แบบไมอาศัยเพศ นอกเหนือจากการปกชํา การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง เปนตน ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินรายงาน เรื่อง การขยายพันธุพืช แบบไมอาศัยเพศ 3. ครูประเมินผลงานการขยายพันธุพืชแบบ ไมอาศัยเพศ อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนออกมานําเสนอวิธีการ ขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ 2. ครูนําภาพตัวอยาง และอธิบาย เรื่อง การขยาย พันธุพืชดวยโครงสรางพิเศษ ในกรอบ Science Focus ขั้นสรุป ขยายความเขาใจ 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จากแบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง การขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ โดย ศึกษาเกณฑการวัดและประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการ เรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผนฯ ที่1,4 แบบประเมินรายงาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความสมบูรณ์ของรูปเล่ม 3 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินรายงาน ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องเป็นส่วน ใหญ่ เนื้อหาสาระของ รายงานถูกต้องบาง ประเด็น เนื้อหาสาระของ รายงานไม่ถูกต้องเป็น ส่วนใหญ่ 2. ความสมบูรณ์ ของรูปเล่ม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ และรูปเล่ม สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ มีความเป็น ระเบียบ แต่รูปเล่มไม่ สวยงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ยังไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม องค์ประกอบไม่ ครบถ้วน ไม่เป็น ระเบียบ และรูปเล่มไม่ สวยงาม 3. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 11-12 ดีมาก 9-10 ดี 6-8 พอใช้ ต่ ากว่า 6 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T74
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 4.2 การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช (sexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่าง สเปิร์มกับเซลล์ไข่ภายในดอก ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของพืช โดยพืชต้นใหม่จะมีลักษณะที่หลากหลาย หรือแตกต่าง ไปจากต้นพ่อและต้นแม่ 1. โครงสร้ำงของดอก ดอกประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ดังนี้ กลีบเลี้ยง (sepal) อยู่ชั้นนอกสุด มักมีสีเขียว ท�าหน้าที่ป้องกัน อันตราย ภาพที่ 3.33 ส่วนประกอบของดอก 2. ประเภทของดอก การแบ่งประเภทของดอกสามารถแบ่งได้เป็นหลายรูปแบบ โดยขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ในการแบ่ง ดังนี้ 1) แบ่งตามองค์ประกอบของดอก ได้ 2 ประเภท ดังนี้ • ดอกสมบูรณ์(complete flower) คือดอกที่มีองค์ประกอบครบทั้ง 4 ส่วนเช่นชบา พู่ระหง เป็นต้น • ดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) คือ ดอกที่มีองค์ประกอบไม่ครบทั้ง 4 ส่วน เช่น ฟักทอง ข้าวโพด เป็นต้น 2) แบ่งตามองค์ประกอบของเซลล์สืบพันธุ์ ได้ 2 ประเภท ดังนี้ • ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) คือ ดอกที่มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน เช่น ชบา มะเขือ กุหลาบ เป็นต้น • ดอกไม่สมบูรณ์เพศ(imperfect flower) คือดอกที่มีเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฟักทอง แตงกวา เป็นต้น ก้านชูเกสรเพศเมีย รังไข่ ก้านชูเกสรเพศผู้ อับเรณู เกสรเพศเมีย (pistil) เกสรเพศเมีย ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ 1. ยอดเกสรเพศเมีย (stigma) มีสารเหนียว เพื่อดักจับเรณู 2. ก้ำนชูเกสรเพศเมีย (style) ท�าหน้าที่ชูเกสร เพศเมีย 3. รังไข่ (ovary) ท�าหน้าที่สร้างออวุล (ovule) ซึ่งภายในมีถุงเอ็มบริโอ (embryo sac) ท�าหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ (egg) เกสรเพศผู้ (stamen) เกสรเพศผู้ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ 1. ก้ำนชูเกสรเพศผู้ (filament) ท�าหน้าที่ชูอับเรณู 2. อับเรณู (anther) ภายในมีเรณู (pollen grain) ซึ่งท�าหน้าที่สร้าง เสปิร์ม (sperm) กลีบดอก (petal) อยู่ชั้นถัดเข้ามาจากกลีบเลี้ยง มักมีสีสันต่าง ๆ ส�าหรับล่อแมลง ยอดเกสรเพศเมีย 65 การด�ารงชีวิต ของพืช ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหแตละกลุมศึกษาองคประกอบของดอกไม ตามฉลากที่ตัวแทนกลุมจับไดจากหนังสือเรียน วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง ประเภทของดอกไม จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูแจงผลการเรียนรูใหนักเรียนทราบ 2. ครูถามนักเรียนวา พืชมีอวัยวะสืบพันธุหรือไม อวัยวะนั้นคืออะไร (แนวตอบ มี ดอกเปนอวัยวะสืบพันธุของพืช) 3. ครูใหนักเรียนแบงกลุม แลวสงตัวแทนกลุม ออกมาจับฉลากหัวขอองคประกอบของดอกไม ไดแก เกสรเพศผู เกสรเพศเมีย กลีบเลี้ยง และกลีบดอก อธิบายความรู 1. ครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอองคประกอบของ ดอกไม และชี้องคประกอบจากดอกชบา หรือ ดอกพูระหงส 2. ครูใหแตละกลุมเลนเกมตอบคําถามทาย องคประกอบของดอกไม ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 เกร็ดแนะครู ครูอาจอธิบายเพิ่มเติมวา อวัยวะสืบพันธุของพืชจําพวกสน เชน สนสองใบ สนสามใบ สนทะเล เปนตน เรียกวา โคน (cone) หรือสโตรบิลัส (strobilus) ซึ่งโคนมีลักษณะเปนเกล็ดหรือแผนแข็งที่เรียงซอนกันแนน มี 2 ชนิด คือ โคนเพศผู ทําหนาที่สรางไมโครสปอรที่จะเปลี่ยนแปลงตอไปเปนเรณู และ โคนเพศเมีย ทําหนาที่สรางเมกะสปอรที่เปลี่ยนแปลงไปเปนไข (ovule) โดย เรณูจะอาศัยลมชวยพัดไปตกที่โคนของเพศเมียเพื่อไปผสมกับไข กําหนดสวนประกอบของดอกไม 4 ชนิดให ดังนี้ ชนิดของ ดอกไม กลีบ เลี้ยง กลีบ ดอก ริ้ว ประดับ เกรสร เพศผู เกสร เพศเมีย A ✓ ✓ ✓ - ✓ B - ✓ - ✓ ✓ C ✓ ✓ - ✓ ✓ D ✓ - - ✓ ✓ ดอกไมชนิดใดเปนดอกครบสวน 1. C เทานั้น 2. B และ C 3. A B และ C 4. B C และ D (วิเคราะหคําตอบ ดอกครบสวน คือ ดอกไมที่มีกลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย ดอกไมชนิด C จึงเปนดอกครบสวน ดังนั้น ตอบขอ 1.) นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T75
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 3. กำรถ่ำยเรณู เมื่อพืชดอกเจริญเติบโตเต็มที่ อับเรณูจะแตกออก แล้วเรณูที่อยู่ภายในจะกระจายไปยังที่ต่าง ๆ โดยอาศัยพาหะในการถ่ายเรณู เช่น แมลง สัตว์ ลม เป็นต้น พาเรณูจากอับเรณูไปตกลงบนยอดของ เกสรเพศเมีย เรียกว่า กำรถ่ำยเรณู (pollination) ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะ และโครงสร้างของดอก ดังนี้ สีสันของกลีบดอกจะช่วยดึงดูดความสนใจ และล่อแมลงให้มา ช่วยถ่ายเรณู ดอกไม้บางชนิดมีกลีบดอกที่มีสีสันไม่สะดุดตา แต่กลับมีกลิ่น ที่ดึงดูดความสนใจของแมลงได้ เรณูของดอกไม้บางชนิดมีลักษณะเอื้อต่อการถ่ายเรณู โดยมีผิว เหนียวหรือมีขน เพื่อช่วยให้ติดไปกับสัตว์หรือแมลงได้ง่าย นอกจากนี้ต�าแหน่ง ของเกสรเพศผู้ซึ่งมีก้านชูอับเรณูให้อยู ่สูงกว ่าหรือใกล้กับเกสรเพศเมีย เมื่ออับเรณูแตกออก เรณูจะสามารถตกลงบนยอดเกสรเพศเมียได้ง่ายขึ้น จะเห็นว่าสัตว์และแมลงบางชนิด เช่น นก ค้างคาว ผีเสื้อ ผึ้ง เป็นต้น เป็นพาหะที่มีบทบาทส�าคัญอย่าง หนึ่งต่อการผสมพันธุ์ของพืชดอก ดังนั้น เราจึงไม่ควรท�าลายชีวิตสัตว์หรือแมลงเหล่านี้ Focus Science การถ่ายเรณูของพืชดอกมี 2 ประเภท ดังนี้ 1. กำรถ่ำยเรณูภำยในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกในต้นเดียวกัน (self-pollination) โดยการถ่ายเรณูลักษณะนี้จะท�าให้รุ่นลูก มีสมบัติทางพันธุกรรมเหมือนรุ่นเดิม 2. กำรถ่ำยเรณูคนละต้น (cross pollination) โดยการถ่ายเรณูลักษณะนี้ จะท�าให้รุ่นลูกที่เกิดใหม่มีความหลากหลายทาง พันธุกรรม ประเภทของการถ่ายเรณู ภาพที่ 3.34 สีสันของกลีบดอก และ น�้าหวานจากเกสรเพศผู้ ดึงดูดแมลงให้ มาช่วยถ่ายเรณู ภาพที่ 3.35 ดอกที่มีต�าแหน่งของเกสรเพศผู้สูงกว่าเกสรเพศเมีย (ดอกซ้าย) หรือดอกที่มีเกสรเพศผู้ใกล้กับเกสรเพศเมีย (ดอกขวา) ช่วยเอื้อต่อการถ่ายเรณู 66 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การถายเรณูจาก หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูตั้งคําถามวา เกสรเพศผูจะผสมกับเกสร เพศเมียไดอยางไร (แนวตอบ พืชอาศัยพาหะในการถายเรณู ซึ่ง พาหะที่พาเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมีย มีทั้งแบบพาหะที่มีชีวิต และพาหะที่ไมมีชีวิต) ขอใดเรียงลําดับขั้นตอนการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก ไดถูกตอง 1. การงอกหลอดเรณู การถายเรณู การปฏิสนธิ การเจริญไป เปนผล 2. การถายเรณู การงอกหลอดเรณู การปฏิสนธิ การเจริญไป เปนผล 3. การปฏิสนธิ การงอกหลอดเรณู การถายเรณู การเจริญไป เปนผล 4. การเจริญไปเปนผล การปฏิสนธิ การถายเรณู การงอก หลอดเรณู (วิเคราะหคําตอบ การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชเริ่มจากการ ถายเรณู จากนั้นเรณูจะงอกหลอดเรณูลงไปจนถึงรังไขและสเปรม จะเขาไปผสมกับเซลลไขที่อยูในรังไขเกิดการปฏิสนธิขึ้น จากนั้น รังไขจะเจริญไปเปนผล ดังนั้น ตอบขอ 2.) อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนนักเรียนออกมาอธิบายเกี่ยวกับ ความสัมพันธระหวางโครงสรางของดอกไมกับ การถายเรณู 2. ครูยกตัวอยางดอกบัวผุด และนําภาพมาแสดง ใหนักเรียนเห็นภาพและเขาใจมากขึ้น 3. ครูอธิบายเพิ่มเติมในกรอบ Science Focus เรื่อง ประเภทของการถายเรณู สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง โครงสรางของพืช : ดอก https://twig-aksorn.com/film/parts-of-the-plant-flowers-8052/ อวัยวะสืบพันธุเพศเมีย เกสรเพศผู กานชูเกสรเพศผู อับเรณู นํา สอน สรุป ประเมิน T76
การปฏิสนธิซอนของพืชดอก Focus Science ภาพที่ 3.38 ออวุลเจริญเปนเมล็ด รังไขเจริญเปนผล เรณู หลอดเรณู เซลลสืบพันธุเพศผู รังไข โพลารนิวคลีไอ เซลลไข ออวุล กลวยเปนพืชดอกที่มีสวนของลําตนที่เกิดจากกาบซอนทับกัน มีใบเปนใบเดี่ยว ออกดอกที่ปลายลําตน เรียกวา ปลี ซึ่งมี ลักษณะยาวเปนงวง มีลูกเปนหวี ซึ่งรวมเรียกวา เครือ กลวย ปลี เครือกลวย ใบประดับ ดอก ผลของกลวยจะเหมือนวาไมมีเมล็ด เนื่องจากเกสรเพศเมียจะเปนหมัน เมล็ด จะไมมีการพัฒนา จึงเหี่ยวและเปนจุด เล็ก ๆ สีนํ้าตาล 4. กระบวนการสืบพันธุของพืชดอก เมื่อเรณู (pollen) ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เรณูจะงอก หลอด เรียกวา หลอดเรณู (pollen tube) ไปตามกานเกสรเพศเมียเขาไปในรังไข (ovary) จากนั้นเรณูจะแบงเซลล ออกเปนสเปรม 2 เซลล ใหเคลื่อนที่ไปตามหลอดเรณู โดยสเปรมตัวหนึ่งจะไปผสมกับเซลลไข และสเปรมอีกตัว จะไปผสมกับโพลารนิวคลีไอ เรียกการผสมแบบนี้วา การปฏิสนธิซอน (double fertilization) โดยเซลลไขที่ไดรับ การผสมจะกลายเปนไซโกต (zygote) แลวเจริญเปนเอ็มบริโอ (embryo) สวนโพลารนิวคลีไอที่ไดรับการผสมจะ เจริญเปนเอนโดสเปรม (endosperm) เมื่อเกิดการปฏิสนธิแลว โครงสรางของดอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยสวนของกลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรเพศผูจะหลุดออก มีเพียงแคเกสรเพศเมียเทานั้นที่พัฒนาตอไป เมื่อไขไดรับการผสม ออวุลภายในรังไขจะ พัฒนาเปนเมล็ด (seed) ทําหนาที่แพรพันธุ สวนรังไข (ovary) จะพัฒนากลายเปนผล (fruit) ทําหนาที่หอหุมเมล็ด ภาพที่ 3.36 การปฏิสนธิซอน ภาพที่ 3.37 การพัฒนาของเกสรเพศเมียไปเปนผล 67 การดํารงชีวิต ของพืช ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง กระบวนการสืบพันธุ ของพืชจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนเตรียมเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ด ขาวโพด เพื่อนํามาศึกษาในชั่วโมงเรียนถัดไป 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางพืชไมมีเมล็ดใน กรอบ Science Focus อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 2 กลุม โดยครู แจกชุดคํากระดาษใหกับ 2 กลุมที่มี key word ไดแก เรณู ยอดเกสรเพศเมีย หลอดเรณู เซลล สืบพันธุเพศผู โพลารนิวคลีไอ รังไข และ เซลลไข 2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมนํา key word มาเรียง ลําดับขั้นตอนการปฏิสนธิของพืช 3. ครูสุมตัวแทนกลุม 1 คน อธิบายการเรียง key word ของกลุมตนเอง 4. ครูชวยเสริม และแนะนําขั้นตอนการปฏิสนธิ ของพืชใหถูกตอง กิจกรรม ทาทาย ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสืบพันธุของสัตว มาพอเขาใจ แลวนํามาเปรียบเทียบกับการสืบพันธุของพืช โดยสรุป เปนตารางลงในสมุดบันทึก กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนวิเคราะหวาโครงสรางของดอกไมมีความสําคัญ ตอการสืบพันธุของพืชอยางไร เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของผลไม ดังนี้ 1. ผลเดี่ยว เปนผลที่เกิดจากดอกเพียงดอกเดียว ดอกอาจจะอยูเดี่ยวๆ เชน ตําลึง มะเขือ แตงกวา สม เปนตน หรืออยูเปนดอกชอ เชน ชมพู มะมวง เปนตน ลักษณะเดนของผลเดี่ยว คือ จะมีรังไขเพียง 1 อัน ใน 1 ดอก ซึ่งจะเปนดอกเดี่ยว หรือดอกชอก็ได สําหรับดอกชอรังไขของแตละดอกตองไมมีการหลอมรวมกัน 2. ผลกลุม เปนผลที่เกิดจากกลุมของรังไขที่อยูภายในดอกเดียวกัน และ อยูบนฐานรองดอกเดียวกัน โดยที่รังไขแตละอันจะเปนผลยอยหนึ่งผล แตเมื่อ ผลเหลานั้นอยูอัดกันแนนจะทําใหดูคลายเปนผลเดี่ยว เชน ลูกหวาย นอยหนา สตรอวเบอรรี เปนตน ลักษณะสําคัญของดอกที่จะกลายเปนผลกลุม คือ ใน 1 ดอก ของดอกเดี่ยวมีรังไขอยูหลายอัน ซึ่งอาจจะเชื่อมรวมกันหรือไมเชื่อมรวมกันก็ได 3. ผลรวม เปนผลที่เกิดจากดอกชอที่มีรังไขของดอกแตละดอก รังไขเหลานี้ กลายเปนผลยอยที่เชื่อมตอกันแลวรวมกันเปนผลเดี่ยว เชน ขนุน สาเก สับปะรด มะเดือ หมอน สน ลูกยอ บีต เปนตน นํา สอน สรุป ประเมิน T77
กิจกรรม 21st Century Skills ภาพที่ 3.39 หญ้าบุ้ง เปลือกหุ้มเมล็ด เอนโดสเปิร์ม เอ็มบริโอ เอ็มบริโอ เมล็ดของพืชใบเลี้ยงคู่ (เมล็ดถั่ว) เมล็ดของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (เมล็ดข้าวโพด) • ลมพาไป โดยเมล็ดจะมีลักษณะเบา ท�าให้สามารถลอยไปที่ ไกล ๆ ได้ เช่น หญ้า สน เป็นต้น • เมื่อผลแตกออกเมล็ดที่อยู่ภายในจะกระเด็นไปไกลจากต้นเดิม เช่น ต้อยติ่ง ถั่วลันเตา ฝิ่น เป็นต้น • สัตว์บางชนิดเมื่อกินผลเข้าไปจะขับถ่ายเมล็ดแล้วเจริญเป็นต้น ในที่ต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ ลูกโพธิ์ ลูกไทร เป็นต้น • เมล็ดบางชนิดมีตะขอเกี่ยวไปกับขนสัตว์เช่น หญ้าบุ้ง เป็นต้น 5. กำรแพร่พันธุ์ของเมล็ดเมื่อถึงเวลาที่พืชจะขยายพันธุ์ผลจะแตกออก ท�าให้เมล็ดกระจายไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งการกระจายเมล็ดของพืชมีหลายวิธี ดังนี้ เอนโดสเปิร์ม หรือมีสายเหนียว ๆ ติดไปกับขนสัตว์หรือเสื้อผ้าของคน เช่น หญ้าเจ้าชู้ ผักโขมหิน เป็นต้น เมล็ดพืชทุกชนิดมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกัน ดังนี้ 1) เอ็มบริโอ (embryo) คือ ต้นอ่อนภายในเมล็ด เจริญมาจากไซโกต ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ - เอพิคอทิล (epicotyl) อยู่เหนือใบเลี้ยง - ใบเลี้ยง (cotyledon) ในพืชใบเลี้ยงคู่มี 2 ใบ ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีเพียง 1 ใบ - ไฮโพคอทิล (hypocotyl) อยู่ใต้ใบเลี้ยง - แรดิเคิล (radicle) อยู่ใต้ไฮโพคอทิลในพืชใบเลี้ยงคู่จะเจริญไปเป็นรากแก้วส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะมีรากแก้วอยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้นจะเจริญเป็นรากฝอย 2) เอนโดสเปิร์ม (endosperm) คือ อาหารสะสมของต้นอ่อน ส่วนมากจะเป็นแป้ง โปรตีน และไขมัน 3) เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat หรือ testa) คือ ส่วนที่อยู่นอกสุด ท�าหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับส่วนที่ อยู่ภายใน ภาพที่ 3.40 โครงสร้างของเมล็ดพืช 68 เอนโดสเปิร์ม 1 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การแพรพันธุของ เมล็ดพืช 2. ครูแบงกลุมนักเรียนออกเปน 2 กลุม คือ กลุม เมล็ดถั่วเขียว และกลุมเมล็ดขาวโพด 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาโครงสรางเมล็ด ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 แลวให แตละกลุมทําชิ้นงาน โครงสรางของเมล็ดพืช อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนจากกลุมถั่วเขียว และกลุม ขาวโพด กลุมละ 3 คน ออกมาอธิบายลักษณะ โครงสรางของเมล็ดพืช โดยหนาที่ของตัวแทน 3 คน มีดังนี้ - คนที่ 1 วาดรูปโครงสรางของเมล็ด บนกระดาน - คนที่ 2 ระบุองคประกอบแตละสวนของพืช จากคนที่ 1 - คนที่ 3 อธิบายโครงสราง และหนาที่ของ เมล็ด 2. ครูเสริมความรูเพิ่มเติม และแกไขขอมูลที่ นักเรียนนําเสนอใหถูกตอง นักเรียนควรรู 1 เอนโดสเปรม อาหารที่สะสมอยูภายในเอ็นโดสเปรม มีดังนี้ 1. คารโบไฮเดรต เปนสารอาหารสวนใหญที่อยูในเมล็ดพืช อาจสะสมอยูใน รูปแปงหรือนํ้าตาล ซึ่งนําไปสรางเซลลูโลสที่เปนสารที่สรางผนังเซลล 2. โปรตีน เมล็ดพืชทุกชนิดมีโปรตีนสะสมอยู แตมีปริมาณไมเทากัน พืชนําไปสรางโพรโทพลาซึม 3. ไขมันและนํ้ามัน มีปริมาณมากนอยแลวแตชนิดของพืช ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน ศึกษาคนควาเพิ่มเติมจาก แหลงเรียนรูตางๆ เกี่ยวกับการปฏิสนธิซอนของพืชดอก แลวสรุป ความรูที่ไดศึกษาทําเปนรายงานสงครูผูสอน พรอมหารูปประกอบ เพื่อชวยใหเขาใจไดงายขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T78
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 6. กำรงอกของเมล็ดเมล็ดที่กระจายออกไปยังที่ต่าง ๆ จะอยู่ในสภาพพักตัวเพื่อปรับสภาพให้เข้ากับสภาพ แวดล้อม ซึ่งเมื่อเมล็ดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมล็ดก็จะงอกมาเป็นต้นอ่อน โดยปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อ การงอกของเมล็ด มีดังนี้ • น�้ำหรือควำมชื้น ท�าให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัว ช่วยให้รากและต้นอ่อนงอกออกมาได้ง่าย • แก๊สออกซิเจน ช่วยกระตุ้นการงอกของเมล็ด • อุณหภูมิมีผลต่อการท�างานของเอนไซม์และปฏิกิริยาทางชีวเคมีในเมล็ดพืชซึ่งเอนไซม์จะท�างาน ได้ดีในอุณหภูมิที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม พืชต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมส�าหรับการงอกที่แตกต่างกัน เช่น พืชเขตหนาว พืชเขตร้อนเป็นต้นนอกจากนี้เมล็ดพืชสามารถปรับตัวให้เข้ากับช่วงอุณหภูมิสูงสุดและต�่าสุดในรอบวัน กล่าวคือถ้าอุณหภูมิในตอนกลางคืนและกลางวันแตกต่างมากเมล็ดพืชจะงอกได้ดีกว่าอุณหภูมิที่สม�่าเสมอตลอดเวลา เช่น หญ้า เป็นต้น ต้นอ่อนจะงอกออกจากเมล็ดโดยดึงเอาพลังงานจากอาหารสะสมภายในเมล็ดซึ่งการงอกของเมล็ด (seed germination) มี 2 แบบ ดังนี้ • กำรงอกของเมล็ดโดยชูใบเลี้ยงขึ้นมำเหนือดิน (epigeal germination) ส่วนของต้นอ่อนจะมีใบเลี้ยง (cotyledon) โผล่พ้นขึ้นมาเหนือดิน เช่น การงอกของเมล็ดถั่วเขียว ดาวเรือง มะขาม เป็นต้น • กำรงอกของเมล็ดที่ฝังใบเลี้ยงไว้ใต้ดิน(hypogeal germination) ส่วนของต้นอ่อนจะมีใบเลี้ยง (cotyledon) อยู่ใต้ดิน เช่น การงอกของเมล็ดถั่วลันเตา ข้าวโพด ขนุน หญ้า เป็นต้น ภาพที่ 3.41 การงอกของเมล็ดโดยชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดิน ภาพที่ 3.42 การงอกของเมล็ดที่ฝังใบเลี้ยงไว้ใต้ดิน ต้นอ่อนของพืชจะเจริญเติบโตขึ้นโดยพัฒนาส่วนประกอบต่าง ๆ ซึ่งส่วนที่อยู่เหนือใบเลี้ยงจะเจริญต่อไป เป็นส่วนของล�าต้นดอกและใบ ท�าให้พืชสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อผลิตอาหารได้จากใบที่แท้จริง โดยไม่จ�าเป็น ต้องอาศัยเอนโดสเปิร์มหรือใบเลี้ยง รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในพืชจะพัฒนาไปเป็นท่อล�าเลียง ท�าให้พืชสามารถด�ารง ชีวิตและขยายพันธุ์ต่อไปได้ เอพิคอทิล เอพิคอทิล ใบเลี้ยง ใบเลี้ยง ไฮโพคอทิล ไฮโพคอทิล ไฮโพคอทิล 69 การด�ารงชีวิต ของพืช ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบฝกหัด 2. ครูประเมินผังสรุปโครงสรางของเมล็ดพืช 3. ครูประเมินผังสรุปการงอกของเมล็ดพืช 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม 5. สังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาปจจัยการงอกของเมล็ดพืช 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุมออกเปน 2 กลุม 3. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพการงอกของเมล็ดพืช แลวใหทําชิ้นงาน เรื่อง การงอกของเมล็ดพืช อธิบายความรู 1. ครูสุมตัวแทนกลุม กลุมละ 3 คน ออกมา อธิบายลักษณะการงอกของเมล็ด ดังนี้ - คนที่ 1 วาดรูปตนออนที่งอกจากเมล็ดบน กระดาน - คนที่ 2 ระบุองคประกอบแตละสวนของพืช จากคนที่ 1 - คนที่ 3 อธิบายขั้นตอนการงอกของเมล็ด 2. ครูเสริมความรูเพิ่มเติม และแกไขขอมูลที่ นักเรียนนําเสนอใหถูกตอง การปฏิสนธิของพืชเกิดขึ้นเมื่อใด 1. กลีบดอกไมเริ่มบาน 2. สเปรมผสมกับเซลลไข 3. เมล็ดเริ่มงอกเปนตนใหม 4. เรณูตกบนยอดเกสรเพศเมีย (วิเคราะหคําตอบ การปฏิสนธิ หมายถึง การที่สเปรมเขาผสมกับ เซลลไข ซึ่งเปนการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ ดังนั้น ตอบขอ 2.) แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จาก แบบประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง โครงสรางของเมล็ด โดยศึกษาเกณฑการวัด และประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผน ฯ ที่ 3,5,6 แบบประเมินป้ายนิเทศ/ผังสรุป ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 ความคิดสร้างสรรค์ 4 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินแผ่นพับ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความ สอดคล้องกับ จุดประสงค์ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์ทุกประเด็น ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์เป็นส่วน ใหญ่ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์บางประเด็น ผลงานไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์ 2. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องบางประเด็น เนื้อหาสาระของผลงาน ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ 3. ความคิด สร้างสรรค์ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเป็นระบบ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไม่เป็นระบบ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยังไม่มีแนวคิดแปลก ใหม่ ผลงานไม่มีความ น่าสนใจ และไม่แสดง ถึงแนวคิดแปลกใหม่ 4. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-16 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T79
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (plant tissue culture) เป็นการน�าความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่จ�าเป็นต่อการเจริญเติบโต ของพืชมาใช้ในการเพิ่มจ�านวนโดยการน�าเซลล์หรือเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชมาเพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ (aseptic condition) โดยใช้อำหำรสังเครำะห์ (synthetic medium) ซึ่งอาหารสังเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ ภาพที่ 3.44 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในอาหารเหลว ภาพที่ 3.43 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชบนอาหารแข็ง นักเรียนมีวิธีใดบ้าง ในการขยายพันธุพืช หากไม่มีเมล็ดพันธุพืช ชนิดนั้น Prior Knowledge 5 เทคโนโลยีชีวภาพของพืช เทคโนโลยีชีวภาพ คือ การน�าเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มา ประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือผลผลิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้เป็นประโยชน์ และเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีการขยาย พันธุ์พืช การปรับปรุงพันธุ์พืช และการดัดแปรพันธุกรรมของพืชให้ได้ผลผลิต ที่มีปริมาณและคุณภาพมากขึ้น 5.1 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ H O T S การขยายพันธุ์พืช ด้วยวิธีเพาะเมล็ดกับการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อให้ผลต่างกันหรือไม่ อย่างไร (คําถามท้าทายความคิดขั้นสูง) - อำหำรชนิดเหลว (liquid medium หรือ broth) มีลักษณะเป็นของเหลว ประกอบด้วยธาตุอาหารใน สัดส่วนที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช โดยการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยอาหารชนิดนี้ จะต้องเขย่าขวด ตลอดเวลาด้วยเครื่องเขย่าสาร - อำหำรชนิดแข็ง (agar medium) มีลักษณะ คล้ายวุ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม กับพืช เมื่อเพาะเลี้ยงไประยะหนึ่ง เนื้อเยื่อพืชจะเจริญ เป็นต้นใหม่ เรียกว่า แคลลัส (callus) ซึ่งจะเจริญต่อไป เป็นราก ล�าต้น และใบ เป็นต้น 70 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหมาะสําหรับนํามาใชขยายพันธุพืชชนิดใด พืช A เปนพืชที่ใกลสูญพันธุไปจากประเทศไทย พืช B เปนพืชที่เจริญเติบโตไดดีในบริเวณที่มีอากาศรอนชื้น พืช C เปนพืชที่ถูกรบกวนโดยแมลงศัตรูพืชและวัชพืชไดงาย พืช D เปนพืชเศรษฐกิจของประเทศ ทุกปจะสงออกจํานวนมาก 1. พืช A เทานั้น 3. พืช A B และ D 2. พืช B เทานั้น 4. พืช A C และ D (วิเคราะหคําตอบ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่นิยมใชกับพืชที่เปน พืชเศรษฐกิจ และพืชที่ใกลสูญพันธุ ซึ่งการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะ ทําใหไดพืชจํานวนมากในเวลาอันรวดเร็ว และพืชที่ไดจะทนทาน ตอสภาพแวดลอม แมลงศัตรูพืช และวัชพืชตางๆ ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูถามคําถาม prior knowledge 2. ครูถามนักเรียนวา เคยสงสัยหรือไมวามนุษยมี วิธีการอยางไร ในการเพิ่มผลผลิตจากพืชใหได เพียงพอตอความตองการของมนุษย (แนวตอบ มนุษยนําเอาสวนตางๆ ของพืชมา ขยายพันธุ เชน นําเนื้อเยื่อพืชมาเพาะเลี้ยง การดัดแปรพันธุกรรม เปนตน) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษา เรื่อง การเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช 2. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน โดย ใหนักเรียนแตละกลุมหาขอมูลและขาวที่ เกี่ยวของกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช 3. ครูใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลขาวสาร เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพในการดัดแปร พันธุกรรมพืช เพื่อใชทํากิจกรรมตอไป แนวตอบ prior knowledge สามารถนําสวนตางๆ ของพืชมาขยายพันธุ เชน การปกชํา การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การติดตา การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปนตน อธิบายความรู 1. ครูถามคําถามทาทายความคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมวา หองปฏิบัติการที่ใชในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อประกอบ ดวยสวนสําคัญ 3 สวน ดังนี้ 1. หองเตรียมอาหาร ควรมีโตะสําหรับเตรียมสารเคมี อางนํ้า ตูเย็น สําหรับเก็บสารละลายเขมขน เครื่องชั่ง เครื่องวัดความเปนกรด-เบส เตาหลอม อาหาร หมอนึ่งฆาเชื้อจุลินทรียแบบความดันไอนํ้า 2. หองถายเนื้อเยื่อ ตองมีตูสําหรับเลี้ยงหรือถายเนื้อเยื่อ ซึ่งเปนตูที่มีอากาศ ถายเทผานแผนกรอง ที่สามารถกรองจุลินทรียไวไดตลอดเวลา ทําใหอากาศ ภายในตูบริสุทธิ์ 3. หองเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยสภาพแวดลอมที่เหมาะสมในการเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะแตกตางกันสําหรับพืชแตละชนิด โดยทั่วไปมักจะปรับสภาพแวดลอมภายใน หองใหมีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลาที่ใหแสงประมาณ 12-16 ชั่วโมง/วัน ความเขมของแสง 1,000-3,000 ลักซ แนวตอบ H.O.T.S. พืชที่ขยายพันธุดวยเมล็ดเปนการขยายพันธุ แบบอาศัยเพศ ทําใหพืชมีความหลากหลายทาง พันธุกรรม แตการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเปนการ ขยายพันธุแบบไมอาศัยเพศ ทําใหพืชมีลักษณะไม แตกตางจากตนแม นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T80
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET ภาพที่ 3.45 ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ประโยชนของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช มีดังนี้ 1. ใชขยายพันธุพืชที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจ เชน กลวยไม มะพราวกะทิ เปนตน 2. นํามาใชรวมกับการดัดแปรพันธุวิศวกรรมพืช เพื่อใหพืชมีลักษณะตามที่ตองการ เชน ทนตอดินเค็ม หรือ ดินเปรี้ยว ทนตอสภาพอากาศรอนหรือหนาว ทนตอสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ทนตอโรค และสารพิษตาง ๆ ที่เกิดจาก เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส เปนตน 3. มีสวนชวยในการศึกษาทางชีวเคมีและสรีรวิทยาของพืช 4. เพื่อสกัดสารจากตนพืชมาผลิตสารเคมีและยาที่เปนประโยชนตออุตสาหกรรมตาง ๆ 5. สามารถขยายพันธุพืชที่ตองการไดจํานวนมาก 6. สามารถขยายพันธุพืชไดในระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยไมตองคํานึงถึงฤดูกาล 7. สามารถเก็บรักษาพันธุพืชพื้นเมืองที่มีอยูเดิม พันธุพืชหายาก และพันธุพืชที่ใกลสูญพันธุได จากที่กลาวมาขางตนจะเห็นวาขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อตองทําในหองปฏิบัติการที่ปราศจากเชื้อโรค และมีอุปกรณที่เพียงพอ ซึ่งขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อยังจําเปนตองอาศัยผูที่มีความรู ความชํานาญ และมี ประสบการณมากพอ ดังนั้นวิธีนี้จึงมีคาใชจายคอนขางสูง จะเห็นวาการขยายพันธุพืชมีทั้งแบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ รวมไปถึงการใชเทคโนโลยีชีวภาพ ในการขยายพันธุพืช ซึ่งพืชที่ไดจะมีลักษณะที่แตกตางกัน ดังนั้น ในการเลือกวิธีที่จะขยายพันธุพืชควรพิจารณาจาก ลักษณะของพืชที่ตองการ ขั้นตอน และงบประมาณ หรือปจจัยที่ใชในการขยายพันธุพืช แคลลัสเปนกลุมเซลลที่สามารถเจริญตอเนื่องโดยไมมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนสวนใด สวนหนึ่งของพืช แตสามารถทําใหแคลลัสเจริญเปนตนได เมื่อจัดสภาพแวดลอมใหเหมาะสม เชน การปรับสมดุลฮอรโมนพืช ไดแก ฮอรโมนออกซิน (auxin) เรงการเจริญของเนื้อเยื่อปลาย ยอดและราก ฮอรโมนไซโทไคนิน (cytokinin) ชวยกระตุนการแบงเซลล การเจริญของกิ่งแขนง เปนตน หากใชฮอรโมนออกซินรวมกับฮอรโมนไซโทไคนินจะชวยเสริมใหรากมีการแบงเซลล มากขึ้นและเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น Focus Science แคลลัส (callus) 1 นําเนื้อเยื่อจากสวนใด สวนหนึ่งของพืชมาเพาะ เลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ บนอาหารแข็ง 2 เนื้อเยื่อของพืชแบงเซลล เปนกลุมกอนจากปลาย เนื้อเยื่อที่ถูกตัด เรียกวา แคลลัส 3 นําแคลลัสไปเพาะเลี้ยงใน อาหารเหลวโดยปรับสมดุล ฮอรโมนพืช เรงการเจริญ สวนใดสวนหนึ่งของพืช 4 แคลลัสเจริญเปนตนออน จากนั้นนําตนออนไปปลูก ลงดิน เนื้อเยื่อพืช แคลลัส ปรับฮอรโมนพืช เรงการเจริญของราก เรงการเจริญของ ลําตนและใบ > 10 : 1 auxin : cytokinin < 10 : 1 auxin : cytokinin ปรับฮอรโมนพืช แคลลัส ภาพที่ 3.46 แคลลัสบนอาหารแข็ง 71 การดํารงชีวิต ของพืช เชน การปรับสมดุลฮอรโมนพืช ไดแก ฮอรโมนออกซิน ( 1 ยอดและราก ฮอรโมนไซโทไคนิน ( 2 ขั้นสอน อธิบายความรู 2. ครูสุมตัวแทนกลุมของแตละกลุมออกมานํา เสนอขอมูลและขาวหนาชั้นเรียน โดยขอมูลที่ จะนําเสนอ มีดังนี้ - พืชที่นํามาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร - วัตถุประสงคในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ชนิดนี้คืออะไร - ระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดนี้ นานเทาไร - ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีอะไรบาง - ผลที่ไดมีประโยชนตอสังคมและเศรษฐกิจ อยางไร 3. ครูชวยอธิบายและเสริมขอมูลที่นักเรียนนํามา เสนอ 4. ครูอธิบายความหมายของแคลลัส ในกรอบ Science Focus ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัดลงในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 เกร็ดแนะครู ครูอาจนําวิดีโอเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพสําหรับพืช และประโยชนที่ไดรับ มาเปดใหนักเรียนดู เพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงกระบวนการและเกิดความเขาใจ มากขึ้น นักเรียนควรรู 1 ฮอรโมนออกซิน กลุมของฮอรโมนพืชที่กระตุนการเจริญเติบโตของพืช ทําใหมีการแบงเซลลและยืดตัวของเซลล การขนสงฮอรโมนออกซินภายในพืช จะเปนการขนสงอยางมีทิศทาง 2 ฮอรโมนไซโทไคนิน ฮอรโมนพืชที่พบมากบริเวณปลายราก เอ็มบริโอ ผลออน และยีสต มีคุณสมบัติในการกระตุนการแบงเซลล การขยายตัว และ การเปลี่ยนแปลงของเซลลในระหวางการเจริญเติบโต “แคลลัส” มีความสัมพันธกับสิ่งใดมากที่สุด 1. พืช GMOs 2. สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุกรรม 3. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 4. การตัดแตงพันธุกรรม (วิเคราะหคําตอบ แคลลัส คือ กลุมเนื้อเยื่อพืชที่สามารถชักนํา ใหเกิดสวนตางๆ ของพืชได ซึ่งไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบน อาหารสังเคราะหชนิดแข็ง ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T81
ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน น�าความรู้เทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้กับต้นไม้ภายในโรงเรียน โดยเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งพร้อมระบุเหตุผลที่เลือกวิธีดังกล่าว และรายงานผลที่ได้ลงในรายงาน และส่งตัวแทนกลุ่มออก มารายงานผลงานหน้าชั้นเรียน Science Activity 5.2 เทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมของพืช การดัดแปรพันธุกรรมของพืชท�าได้โดยการตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อให้พืชแสดงลักษณะที่ต้องการออกมา เช่น การตัดต่อยีนต้านแมลงศัตรูพืชจากแบคทีเรียมาใส่ในพืช ซึ่งเรียก สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการถ่ายยีนว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms : GMOs) เช่น มะละกอ (ต้านทานโรค) ฝ้าย ข้าว (ทนต่อดินเค็ม) มะเขือเทศ (ชะลอการสุก) ข้าวโพด ถั่วเหลือง (ทนต่อแมลงศัตรูพืช และ ยาปราบวัชพืช) เป็นต้น พืชผลทางการเกษตรที่จ�าหน่าย ในห้างสรรพสินค้า จะมีตัวเลขบนฉลาก ที่บ่งบอกประเภทของผักและผลไม้ ดังนี้ Science in Real Life • กรณีเลข 5 หลัก - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 8 จะเป็นผัก และผลไม้ GMOs - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 9 จะเป็นผัก และผลไม้ organic • กรณีเลข 4 หลัก - ถ้าขึ้นต้นด้วย เลข 4 จะเป็นผัก และผลไม้ทั่วไป ภาพที่ 3.47 ฝ้าย GMOs สามารถผลิต โปรตีนชนิดหนึ่งที่ใช้ฆ่าหนอนเจาะได้ ภาพที่ 3.49 ถั่วเหลือง GMOs สามารถ ทนทานต่อสารเคมีที่ใช้ก�าจัดวัชพืชชนิดหนึ่งได้ ภาพที่ 3.48 มะละกอ GMOs สามารถ ต้านทานโรคได้ ภาพที่ 3.50 มะเขือเทศ GMOs สามารถ ชะลอการสุกได้ ประโยชน์ของพืช GMOs คือ ให้ผลผลิตตรงตามความต้องการ สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตของพืชได้ ท�าให้พืชมีผลิตผลสม�่าเสมอตลอดป จึงไม่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านทานโรคและแมลง ศัตรูพืชได้ แต่อย่างไรก็ตาม พืช GMOs มีลักษณะพันธุ์ที่ผิดแปลกไปจากธรรมชาติ ความปลอดภัยต่อการบริโภค จึงลดลงเนื่องจากสารจากสิ่งมีชีวิตที่น�ามาตัดต่ออาจเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือมะเร็ง ดังนั้น ในปัจจุบันพืช GMOs ไม่ได้ รับการยอมรับ และถูกต่อต้านจากคนบางกลุ่มในหลายประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่ค้นคว้าวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ (ศช.หรือ BIOTEC) สังกัดส�านักงานพัฒนากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ภาพที่ 3.51 72 ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนศึกษาการดัดแปรพันธุกรรมของ พืชในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 2. ครูใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลขาวสาร เกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมพืช 3. ครูใหนักเรียนศึกษาเลขบนฉลากที่เกี่ยวของกับ พืช GMOs จากกรอบ Science in real life ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมแลกเปลี่ยนขอมูลหรือ ขาว แลวสรุปลงในกระดาษ A4 1 แผน ภายใต หัวขอเรื่อง เทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรม ของพืช 2. ครูมอบหมายงานกิจกรรมกลุม (Science Activity) 3. ครูใหตัวแทนกลุม กลุมละ 2 คน ออกมานํา เสนอขอมูลและขาวหนาชั้นเรียน ดังนี้ - พืชที่นํามาดัดแปรพันธุกรรม คือพืชชนิดใด บาง - วัตถุประสงคในการดัดแปรพันธุกรรมของ พืชแตละชนิดเหมือนและแตกตางกัน อยางไร - ใชยีนจากสิ่งมีชีวิตใดมาตัดตอใหกับพืช แตละชนิด - ขั้นตอนคราวๆ ในการดัดแปรพันธุกรรมพืช แตละชนิดเหมือนและแตกตางกันอยางไร - ผลที่ไดมีประโยชนตอสังคมและเศรษฐกิจ อยางไร กิจกรรม ทาทาย ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพ สําหรับสัตววามีอะไรบาง แตละวิธีนิยมใชกับสัตวประเภทใด และ แตละวิธีมีขอดีและขอเสียอยางไร บันทึกลงในสมุดของนักเรียน กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนศึกษาคนควาเพิ่มเติม เรื่อง การใชเทคโนโลยี ชีวภาพเกี่ยวกับพืชแลวรวบรวมชนิดของพืชตางๆ ที่เปนผลผลิต จากการใชเทคโนโลยีชีวภาพอยางนอย 10 ชนิด บันทึกลงในสมุด ของนักเรียน เกร็ดแนะครู ครูอธิบายเพิ่มเติมวา ในปจจุบันมีการปลูกพืช GMOs อยูใน 27 ประเทศ โดยเปนประเทศกําลังพัฒนา 19 ประเทศ ประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ โดยยุโรปซึ่งเปนกลุมประเทศที่มีการตอตานพืช GMOs มากที่สุด ไดมีการปลูก ขาวโพดจีเอ็มโอเพิ่มเปน 5 ประเทศแลว เพราะการปลูกพืชจีเอ็มชวยลดการใช สารเคมีกําจัดศัตรูพืช 19 % นอกจากชวยเพิ่มรายไดใหเกษตรกร ยังสงผลชวย อนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพไปในตัวอีกดวย ซึ่งในอาเซียนประเทศ ฟลิปปนส กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และลาว เริ่มหันมาปลูกพืช GMOs แลว นํา สอน สรุป ประเมิน T82
ขอสอบเนนการคิดแนว O-NET 3 โฟลเอ็ม ราก ไซเล็ม ใบ น�้า น�้าและธาตุอาหาร Summary การด�ารงชีวิต ของพืช เป็นกระบวนการที่พืชดึงพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี ในรูปของสารประกอบอินทรีย์ • กำรสืบพันธุ์แบบไม่อำศัยเพศ เช่น การใช้โครงสร้างพิเศษของพืช ได้แก่ ไหล เหง้า ส่วนของล�าต้นใต้ดินที่เรียกว่า หัว ราก และ ใบพิเศษที่มีตาบริเวณขอบใบ นอกจากนี้มนุษย์สามารถน�าส่วนต่าง ๆ ของพืชมาขยายพันธุ์ได้ เช่น การปักช�า การติดตา เป็นต้น • กำรสืบพันธุ์แบบอำศัยเพศ พืชจะมีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ โดยมีเรณูเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และไข่ที่อยู่ภายในรังไข่เป็น เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นภายในรังไข่ สารและการจ�าแนกสาร การสังเคราะห์ด้วยแสง สารและการจ�าแนกสาร การล�าเลียงสารในพืช การเจริญเติบโตของพืช การสืบพันธุ์ของพืช มีหน้าที่ล�าเลียงน�้าและธาตุอาหารจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง และกระบวนการอื่น ๆ • กำรแบ่งเซลล์ ท�าให้มีจ�านวนเซลล์เพิ่มมากขึ้น โดยเซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่จะมีลักษณะไม่แตกต่างจากเซลล์เดิมแต่จะมีขนาดเล็กกว่า • กำรเพิ่มขนำดของเซลล์ ท�าให้เซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น • กำรเปลี่ยนรูปร่ำงของเซลล์ เพื่อไปท�าหน้าที่เฉพาะต่าง ๆ เช่น เนื้อเยื่อล�าเลียง ภาพที่ 3.52 ภาพที่ 3.53 มีหน้าที่ล�าเลียงอาหารในรูปของน�้าตาลซูโครสจากใบพืช โดยใช้แรงดันน�้าจากท่อไซเล็ม ผลักดันไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช 73 การด�ารงชีวิต ของพืช ท่อไซเล็ม (xylem) ท่อโฟลเอ็ม (phloem) ขอใดจับคูสวนที่นํามาใชในการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศกับ ชนิดของพืชไดถูกตอง 1. หัว-ขิง ขา ขมิ้น 2. เหงา-กลวย สับปะรด 3. หนอ-เผือก แหว มันฝรั่ง 4. ไหล-สตรอวเบอรรี บัวบก (วิเคราะหคําตอบ ขิง ขา และขมิ้น จะใชเหงาในการสืบพันธุ กลวยและสับปะรดจะใชหนอในการสืบพันธุ เผือก แหว และ มันฝรั่งจะใชหัวในการสืบพันธุ สวนสตรอวเบอรรีและบัวบกจะใช ไหลในการสืบพันธุ ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นสอน สํารวจคนหา 1. ครูใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ชีวภาพมาทําปายนิเทศ เรื่อง ฟารมในฝนของ ฉัน อธิบายความรู 1. ครูใหนักเรียนออกมานําเสนอ รูปและ เทคโนโลยีชีวภาพที่ใชกับฟารมของตนเอง คนละ 10 นาที โดยขอมูลการนําเสนอ มีดังนี้ - ฟารมของนักเรียนมีพืชชนิดใดบาง - วัตถุประสงคในการใชเทคโนโลยีชีวภาพกับ ฟารมของตนเองคืออะไร - เทคโนโลยีชีวภาพที่ใชกับพืชในฟารมมีอะไร บาง ใหผลอยางไร 2. ครูชวยเสริมขอมูลเพิ่มเติม สื่อ Digital ศึกษาเพิ่มเติมไดจากภาพยนตรสารคดีสั้น Twig เรื่อง ขนราก https:// www.twig-aksorn.com/film/root-hairs-8599/ นํา สอน สรุป ประเมิน T83
• แบงตามองคประกอบของดอก จะแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก ดอกสมบูรณ คือ ดอกที่มีองคประกอบครบทั้ง 4 สวน และ ดอกไมสมบูรณ คือ ดอกที่มีองคประกอบไมครบทั้ง 4 สวน • แบงตามองคประกอบของเซลลสืบพันธุ จะแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก ดอกสมบูรณเพศ คือ ดอกที่มีเกสรเพศผูและเกสร เพศเมียอยูภายในดอกเดียวกัน และดอกไมสมบูรณเพศ คือ ดอกที่มีเกสรเพศผูหรือเกสรเพศเมียอยางใดอยางหนึ่ง ภาพที่ 3.54 ผึ้งพาเรณูไปตกลงบนยอดเกสร เพศเมีย ภาพที่ 3.56 การเจริญของเกสรเพศเมีย หลังปฏิสนธิ ภาพที่ 3.55 การปฏิสนธิของพืช ประเภทของดอก การถายเรณู และการปฏิสนธิของพืช เทคโนโลยีชีวภาพของพืช การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ • เปนการนําสวนใดสวนหนึ่งของพืชมาเลี้ยงในอาหาร สังเคราะห พืชดัดแปรพันธุกรรม • เปนการนํายีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นแทรกลงในดีเอ็นเอของพืช เพื่อใหพืชแสดงลักษณะที่ตองการออกมา เชน พืช GMOs เปนตน เรณู หลอดเรณู เซลลสืบพันธุเพศผู รังไข โพลารนิวคลีไอ เซลลไข ออวุล ออวุลเจริญเปนเมล็ด รังไขเจริญเปนผล ภาพที่ 3.57 ภาพที่ 3.58 74 ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจแบบทดสอบหลังเรียน 2. ครูตรวจแบบฝกหัด 3. ครูตรวจแบบทดสอบทายหนวยที่ 3 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการนําเสนอผลงาน 5. ครูประเมินปายนิเทศ เรื่อง ฟารมในฝนของฉัน 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุมจาก การทํากิจกรรม 7. ครูประเมินผลงานกิจกรรมกลุม Science Activity ขั้นสรุป ขยายความรู 1. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกหัด ในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 3. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายหนวยที่ 3 ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 4. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบทายเลมใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ม.1 เลม 1 กิจกรรม 21st Century Skills ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5 คน รวมกันจัดทําแผนพับ เผยแพรความรูเกี่ยวกับประโยชนดานตางๆ ของพืชในทองถิ่น ของนักเรียน เพื่อประชาสัมพันธใหทุกคนในโรงเรียนไดทราบถึง ประโยชนและความสําคัญของพืชในทองถิ่น แนวทางการวัดและประเมินผล ครูวัดและประเมินผลความเขาใจในเนื้อหา เรื่อง การสืบพันธุของพืช จากแบบ ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน เรื่อง โครงสรางของเมล็ด โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินที่อยูในแผนการจัดการเรียนรูประจําหนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แผน ฯ ที่3,5,6 แบบประเมินป้ายนิเทศ/ผังสรุป ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความสอดคล้องกับจุดประสงค์ 2 ความถูกต้องของเนื้อหา 3 ความคิดสร้างสรรค์ 4 ความตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมิน ................./................../.................. เกณฑ์การประเมินแผ่นพับ ประเด็นที่ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. ความ สอดคล้องกับ จุดประสงค์ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์ทุกประเด็น ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์เป็นส่วน ใหญ่ ผลงานสอดคล้องกับ จุดประสงค์บางประเด็น ผลงานไม่สอดคล้องกับ จุดประสงค์ 2. ความถูกต้อง ของเนื้อหา เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องครบถ้วน เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระของผลงาน ถูกต้องบางประเด็น เนื้อหาสาระของผลงาน ไม่ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ 3. ความคิด สร้างสรรค์ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเป็นระบบ ผลงานแสดงถึงความคิด สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยังไม่เป็นระบบ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยังไม่มีแนวคิดแปลก ใหม่ ผลงานไม่มีความ น่าสนใจ และไม่แสดง ถึงแนวคิดแปลกใหม่ 4. ความตรงต่อ เวลา ส่งชิ้นงานภายในเวลาที่ ก าหนด ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 1 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 2 วัน ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาที่ ก าหนด 3 วันขึ้นไป เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-16 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง นํา สอน สรุป ประเมิน T84
Unit Question ถูก/ผิด ทบทวนหัวขอ 1. ผลิตภัณฑที่ไดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ แปง 1.1 2. พืชลําเลี้ยงนํ้าผานโฟลเอ็มดวยกระบวนการออสโมซิส 2.1 3. การเจริญเติบโตของพืช เกิดขึ้นหลังจากพืชงอกออกจากเมล็ด 3 4. ดอกไมที่ไดรับการผสมพันธุจะมีเพียงเกสรเพศเมียเทานั้นที่เจริญตอไปเปนผล 4.2 5. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเปนการขยายพันธุพืชแบบไมอาศัยเพศ 5.1 1 สิ่งมีชีวิตที่มีสีเขียวทุกชนิดสามารถสังเคราะหดวยแสงไดหรือไม เพราะเหตุใด 2 จากภาพที่กําหนดให จงตอบคําถามตอไปนี้ 3 จงระบุโครงสรางของพืชดอกที่กําหนดให และอธิบายขั้นตอนการสืบพันธุของพืชดอก บันทึกลงในสมุด 2.1 จากภาพคือโครงสรางสวนใดและมาจากพืชชนิดใด 2.2 บริเวณ A และ B คืออะไร 4 จงอธิบายขั้นตอนการเจริญเติบโตของลําตนและรากของตนขาวโพด 5 เทคโนโลยีชีวภาพของพืชคืออะไร และไดแกอะไรบาง Self-Check ใหนักเรียนตรวจสอบความเขาใจ โดยพิจารณาขอความวาถูกหรือผิด แลวบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหาตามที่หัวขอกําหนดให คําชี้แจง : ใหนักเรียนตอบคําถามตอไปนี้ 1) A B 2) 3) 4) 5) 6) ภาพที่ 3.59 ภาพที่ 3.60 75 การดํารงชีวิต ของพืช แนวตอบ Self-Check 1. ผิด 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก แนวตอบ Unit Question 1. ไมได เนื่องจากสีเขียวเปนลักษณะทางกายภาพ ของสิ่งมีชีวิตแตกตางกับรงควัตถุสีเขียวที่อยูใน คลอโรพลาสตของเซลลพืช ซึ่งรงควัตถุสีเขียว จะมีโครงสรางทางเคมีที่ทําใหพืชสามารถดูด กลืนแสง และมีสารเคมี หรือเอนไซมที่อยูใน คลอโรพลาสตเอื้อใหเกิดกระบวนการสังเคราะห ดวยแสงได ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีสีเขียวไม จําเปนตองสังเคราะหดวยแสงได แตสิ่งมีชีวิต สีเขียวที่มีรงควัตถุสีเขียวอยูในคลอโรพลาสต เปนองคประกอบภายในเซลลจึงจะสามารถ สังเคราะหดวยแสงได 2. 2.1 เนื้อเยื่อลําเลียงบริเวณลําตนของพืชใบเลี้ยงคู 2.2 A คือ โฟลเอ็ม B คือ ไซเล็ม 3. 1) ยอดเกสรเพศเมีย 2) อับเรณู 3) กลีบดอก 4) รังไข 5) กลีบเลี้ยง 6) ฐานรองดอก ขั้นตอนการปฏิสนธิ : เกิดขึ้นหลังจากเกิดการ ถายเรณู โดยเรณูจะไปตกลงบนยอดเกสรเพศ เมีย แลวเรณูจะงอกหลอดเขาไปในรังไข และ เรณูจะแบงเซลลเปนสเปรม 2 เซลล โดยสเปรม ตัวหนึ่งจะไปผสมกับเซลลไข และอีกเซลลหนึ่ง จะไปผสมกับโพลารนิวคลีไอ เรียกการปฏิสนธิ แบบนี้วา การปฏิสนธิซอน 4. เนื่องจากขาวโพดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยรากและลําตนของขาวโพดจะมีการเจริญเติบโตขั้นแรก (primary growth) ทําใหรากและลําตนของขาวโพดยืด ยาวออก และรากของขาวโพดจะขยายเซลลออกทางดานขางซึ่งเปนการเจริญเติบโตขั้นที่สอง (secondary growth) แตลําตนของขาวโพดจะไมพบการ เจริญเติบโตในนี้ 5. การนําเอาความรูทางดานวิทยาศาสตรมาประยุกตใชกับพืชเพื่อขยายพันธุพืชใหไดจํานวนมาก และดัดแปรพันธุกรรมของพืช ใหไดผลผลิตที่มีคุณภาพ มากขึ้น และมีปริมาณมากขึ้นเพื่อใหเพียงพอตอความตองการของมนุษยให เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การดัดแปรพันธุกรรมของพืช เปนตน นํา สอน สรุป ประเมิน T85
ดอกมะลิเปนสัญลักษณของวันแม นองฟาจึงตั้งใจปลูก ตนมะลิซอนเพื่อมอบใหกับคุณแมในปนี้ แตตนมะลิซอน ออกดอกคอนขางยากและสวนใหญจะตายในชวงฤดูฝน เนื่องจากปญหาสภาพอากาศที่มีความเขมแสงไมเพียงพอ ตอกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของตนมะลิซอน และมี แมลงศัตรูพืชอยูเปนจํานวนมาก ดังนั้น หากสามารถประดิษฐ โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสงได จะชวยใหตนมะลิซอน ออกดอก และดํารงชีวิตอยูไดในชวงฤดูฝน การสังเคราะหดวยแสงของพืชเปนกระบวนการ สําคัญในการดํารงชีวิตของพืช โดยพืชจะ ดึงพลังงานแสงจากดวงอาทิตยมาเปลี่ยนให เปนพลังงานเคมีในรูปของสารอินทรีย เพื่อ นําไปใชในการผลิตอาหารของพืช โดยมีแกส คารบอนไดออกไซดและนํ้าเปนสารตั้งตน และ ไดผลิตภัณฑเปนนํ้าตาลและแกสออกซิเจน ซึ่งสมการที่พืชใชสังเคราะหดวยแสง มีดังนี้ 6CO2 + 6H2 O แสง สารคลอโรฟลล C6 H12O6 + 6O2 โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง ออกแบบโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง ใหตรงตามเงื่อนไขและความตองการของผูใช รูปทรงเรขาคณิตสามมิติที่เลือกใชในการ ออกแบบโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง เชื่อมโยงสูไอเดีย Science Technology Engineering Mathematics S T E M Project วัสดุและอุปกรณ นองฟาตองการสรางโรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง นักเรียนจะชวยนองฟาออกแบบโรงเรือนอยางไร สถานการณ 1. ดินสอ 2. มุงลวด 3. คัตเตอร 4. เชือกฟาง 5. เทปใส/เทปกาว 6. ฟวเจอรบอรด 7. กรรไกร 8. ไมบรรทัด 9. ถุงพลาสติก 10. แผนไมแข็ง โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสงที่สรางขึ้นจะตองมี คุณสมบัติ ดังนี้ • โรงเรือนจะตองมีความแข็งแรง ทนทาน และทนตอ ความรอนได • โรงเรือนสามารถถายเทอากาศไดสะดวก ขอจํากัด โรงเรือนเพิ่มการสังเคราะหดวยแสง T86
5 2 4 3 6 ระบุปญหา วิเคราะหสถานการณและระบุ แนวทางในการแกปญหา เพื่อเปน แนวทางในการสรางสรรคชิ้นงาน 1 ขั้นตอน การทํากิจกรรม รวบรวมขอมูลและแนวคิด สืบคนความรู และรวบรวม ขอมูลที่นําไปแกปญหา แลว สรุปขอมูลความรูที่ไดมาโดย สังเขป ออกแบบวิธีการแกปญหา คิดวิธีการแกปญหาและ ออกแบบชิ้นงาน ตามแนวทาง ที่เตรียม รวมกันวางแผนการสรางสรรคชิ้น งานอยางเปนลําดับขั้นตอน แลว ตรวจสอบการดําเนินการ หากไม ตรงตามแผน บันทึกรายละเอียดของชิ้นงาน แลวทดสอบเพื่อหาแนวทางใน การปรับปรุงชิ้นงาน นําเสนอวิธีการแกปญหา รวบรวมแนวคิดที่ได และปญหา ที่พบในกิจกรรม เพื่อนําเสนอวิธี การแกปญหา วางแผนและดําเนินการ แกปญหา ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแกไข เกณฑการประเมิน ระดับคุณภาพ 1 2 3 4 5 • สามารถชวยใหมะลิซอนเจริญเติบโตได • ใชวัสดุและอุปกรณที่เหมาะสม • ความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม • ความคิดสรางสรรค การประเมินผลงาน T87
บิโซนี, เพียซ. (2555). คูมือทองโลกวิทยาศาสตร ฉบับสมบูรณ-SCIENCE The Definitive Guide. นนทบุรี : โรงพิมพมติ ชนปากเกร็ด. วรรณทิพา รอดแรงคา. (2554). การสอนวิทยาศาสตรที่เนนทักษะกระบวนการ. พิมพครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : สถาบัน พัฒนาคุณภาพวิชาการ. ศึกษาธิการ, กระทรวง. (ม.ป.ป.). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. ม.ป.ท. : ม.ป.พ. สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (ม.ป.ป). คูมือการใชหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร สําหรับหลักสูตร อนาคต ระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. Fong, J., Kwan, P.L., Lam, E., Lee, C.and Lim, P.L. (2016). Science Matters. 2nd edition. Malaysia : Marshall Cavendish Education Pte Ltd. Heyworth, R. M. and Briggs, J.G.K. (2007). Chemistry insights. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Leng, P.H. (2010). Inscience. 3nd edition. Singapore : Star Publishing Pte Ltd. Tay, B. (2007). Biology insight. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Tay, B., Kiong, Y.H., Briggs, JGR., Dr Heyworth, M.R., Keng, M.T. (2012). New Century Basic Chemistry. Singapore : Pearson Education South Asia Pte Ltd. Toon, Y.T., Kwong, L.C., Saddle, J. and Saddle, E. (2016). Chemistry Matters for GCE ‘O’ Level Textbook. 2nd edition. Malaysia : Marshall Cavendish Education Pte Ltd. Toon, Y.T., Kwong, L.C., Saddle, J. and Clare, E. (2016). Discover Chemistry for Normal (Academic) 3N/4N. Singapore : Times Graphics Pte Ltd. บรรณาน ุ กรม T88
คู่มือครู บร. วิทยาศาสตร์ ม.2 ล.1 300.- 8 858649 121349 ราคานี้เป็นของฉบับคู่มือครูเท่านั้น >> ราคาเล่มนักเรียนโปรดดูจากใบสั่งซื้อของ อจท. คู่มือครู นร.วิทยาศาสตร์ฯ ม.1 เล่ม 1 300.- 8 858649 137982 สร้างอนาคตเด็กไทย ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับโลก บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 0 2622 2999 (อัตโนมัติ 20 คู่สาย) ID Line: @aksornkrumattayom www.aksorn.com อักษรเจริญทัศน์ อจท. ม.1 เล่ม1 zÜ ¤¢ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เล่ม1 ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ม.1 เล่ม1 สุธารี คำจีนศรี ภคพร จิตตรีขันธ์ ภาพปกนี้มีขนาดเท่ากับหนังสือเรียนฉบับจริงของนักเรียน แจกฟรี เฉพาะครูผู้สอน แจกฟรี เฉพาะครูผู้สอน ใช้ประกอบการสอนคู่กับหนังสือเรียน คู่มือครู อจท. เพิ่ม คำแนะนำการใช้ เพิ่ม คำอธิบายรายวิชา เพิ่ม Pedagogy เพิ่ม Teacher Guide Overview เพิ่ม Chapter Overview เพิ่ม Chapter Concept Overview เพิ่ม ข้อสอบเน้นการคิด / ข้อสอบแนว O-NET เพิ่ม กิจกรรม 21 Century Skills st ภคพร จิตตรีขันธ์ ถนอมสายตา กระดาษปอนดมาตรฐานใหม ชวย Educare ผู้เรียบเรียงคู่มือครู ปัณณ์ณัท พึ่งพิง อติคุณ โชติรัตนโชติ ˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÇÔ·ÂÒÈÒʵÃáÅÐà·¤â¹âÅÂÕ Á.1 àÅ‹Á1คู่มือครู