The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 2020 ศุภรัตน์, 2023-03-21 04:22:04

งานส.สันติ

งานส.สันติ

รายงาน เรื่อง การวิเคราะห์วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โดย นางสาวศิริประภา ศรีผลสมอ รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๐๔ นางสาวณัฐธิดา ศรศิลป์ รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๐๖ นางสาวสุกานดา สรศิลป์ รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๐๙ นางสาวสุวนันท์ อยู่เย็น รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๑๒ นางสาวสกุลรัตน์ โสมณวัฒน์ รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๑๓ นางสาวศุภรัตน์ แก้วจันทร์ รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๒๐ นางสาวโสภิดา วงษ์ชา รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๒๕ นางสาวชีวาพร มงคล รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๒๖ นางสาวณัฐธิชา ทับแสง รหัสนักศึกษา ๖๔๔๑๐๑๐๒๐๒๘ นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ สาขาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ เสนอ อาจารย์สันติ ทิพนา รายวิชา วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด


คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ระดับปริญญาตรี โดยมี จุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องการวิเคราะห์วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งรายงานนี้ได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่าง ๆ อาทิ หนังสือ และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยผ่านการ วิเคราะห์มาแล้ว ซึ่งรายงานเล่มนี้เป็นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหาในหนังสือเรียนของชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๒ คณะผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ศึกษาการวิเคราะห์วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียนไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ


บทที่ ๑ ดอกสร้อยแสนงาม ชื่อเรื่อง กาดำ ผู้แต่ง นายแก้ว หรือนายนกแก้ว วสันตสิงห (วสันตสิงห์) ประวัติผู้แต่ง ทราบประวัติแต่เพียงว่ารับราชการเป็นเสมียนอยู่ในกรมศึกษาธิการใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อใช้เป็นบทกลอนร้องเล่นของเด็กในโรงเลี้ยงอนาถา ของพระอัครชายา เธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ลักษณะคำประพันธ์และ บทร้อยกรองประเภทกลอนดอกสร้อย ประเภทของการแต่ง ที่มาของเรื่อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชักชวนกวีที่ รับราชการในกรมกรมศึกษาธิการ ช่วยกันแต่งบทกลอนดอกสร้อยเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ เพื่อใช้เป็นบทกลอนร้องเล่นของเด็กในโรงเลี้ยงอนาถา ของ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อเรื่องย่อ คุณครูใจดีนั่งคุยกับเด็กๆอยู่ใต้ร่มไม้ และชวนเด็กๆฟังเสียงนกและร้องเพลง กาดำ ให้นักเรียนฟัง โดยเพลงกาดำ ได้เล่าถึงกดำที่รักเพื่อน และมีน้ำใจ เผื่อแผ่อาหารให้เพื่อน วิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียน ดอกสร้อยแสนงาม มีการดำเนินเรื่องผ่านคุณครูใจดีและเด็กนักเรียน โดยมี โครงเรื่องที่กล่าวถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่พวกพ้องของกาดำ ที่ควรเอาเป็น แบบอย่าง


ความงามทางวรรณศิลป์ -จากบทอาขยานกาดำ มีการซ้ำคำ ได้แก่ กาเอ๋ยกาดำ รู้จำรู้จักรักเพื่อน -มีการเล่นเสียง ได้แก่ รู้จำรู้จักรักเพื่อน คำว่า จักและรัก เป็นสัมผัสสระ ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน คำว่า เหยื่อและเผื่อ,แผ่และแช เป็นสัมผัสสระ คำว่า แชและเชือน เป็นสัมผัสพยัญชนะ รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา คำว่า พวกและพ้อง,ร้องและเรียก เป็นสัมผัสพยัญชนะ คำว่า พ้องและร้อง เป็นสัมผัสสระ เกลื่อนกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก คำว่า เกลื่อนและกลุ้ม,พร้อมและพรัก เป็นสัมผัสพยัญชนะ คำว่า กลุ้มและรุม,ล้อมและพร้อม เป็นสัมผัสสระ น่ารักน้ำใจกระไรหนา คำว่า ใจและไร เป็นสัมผัสสระ การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา คำว่า เผื่อและแผ่ เป็นสัมผัสพยัญชนะ คำว่า หนูและดู เป็นสัมผัสสระ มันโอบอารีรักดีนักเอย คำว่า โอบและอา เป็นสัมผัสพยัญชนะ คำว่า รีและดี เป็นสัมผัสสระ


คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา ดอกสร้อยแสนงามมีเนื้อหาเล่าเรื่องเกี่ยวกับนักเรียน กลุ่มหนึ่ง และคุณครูที่นั่งสอนนักเรียนอยู่ใต้ต้นไม้ในช่วงบ่าย พร้อมร้อง เพลงที่เกี่ยวกับ กา แลกเปลี่ยนกัน โดยกาในเพลงที่ครูร้องมีนิสัยที่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน มีน้ำใจโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนฝูง ทำให้ผู้เรียนได้ ตระหนักถึงการมีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน รวมถึงยังมีการให้ความรู้เรื่อง ชนิดของนกอีกด้วย -คุณค่าด้านแนวคิด ในเรื่องมีการสอดแทรก บทประพันธ์ดอกสร้อย สุภาษิต ชื่อ กาดำ โดยให้ความรู้แนวคิดเกี่ยวกับความรักของกาดำที่มีต่อ เพื่อนไม่เห็นแก่ตัว เปรียบเสมือนนิสัยของกาดำเมื่อเห็นว่ามีอาหารมันก็ เรียกพวกพ้องมากิน เป็นการปลูกฝังทำให้ผู้เรียนเกิดความรักใคร่รู้จัก แบ่งปันต่อเพื่อนฝูง -คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ในบทอาขยาน กาดำ มีการเล่นเสียง คือเล่น เสียงสัมผัสสระ ดังนี้ กาเอ๋ยกาดำ รู้จำรู้จักรักเพื่อน ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา เกลื่อนกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก น่ารักน้ำใจกระไรหนา จงเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา มันโอบอารีรักดีนักเอย -คุณค่าด้านสังคม ในบทอาขยาน กาดำ กล่าวถึงในเรื่องของการรู้จัก แบ่งปัน รักเพื่อนพ้อง เป็นบทที่สะท้อนสังคมเรื่องการปฏิบัติตนกับผู้อื่น ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่อง -ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน เหมือนอย่างกาที่ได้เหยื่อมา ก็จะร้อง เรียกเพื่อนให้มากินด้วยกัน เกร็ดความรู้เพิ่มเติมและอื่นๆ -ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์ เช่น แชเชือน หมายถึง ชักช้า,เถลไถล พร้อมพรัก หมายถึง รวมอยู่พร้อมหน้ากัน


บทที่ ๒ นิทานอ่านใหม่ ชื่อเรื่อง ราชสีห์กับหนู ผู้แต่ง มหาอํามาตย์โท พระยาเมธิบดี (สาตร สุทธเสถียร) ประวัติผู้แต่ง เป็นข้าราชการชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการ กระทรวง ธรรมการ โดยเป็นเป็นผู้เรียบเรียงหนังสือนิทานอีสป ซึ่งมีการใช้สำนวนเป็น สำนวนที่ได้รับการยอมรับว่าใช้ภาษาที่ดีเป็นเลิศ เหมาะสำหรับเยาวชน จุดม่งหมายในการแต่ง จุดมุ่งหมายในการแต่งเพื่อปลูกฝังสร้างความตระหนักนึกคิดให้กับเด็กๆใน เรื่องของการเห็นคุณค่าของผู้อื่น ลักษณะคำประพันธ์ เป็นวรรณกรรมร้อยแก้วประเภทนิทาน และประเภทของการแต่ง ที่มาของเรื่อง นิทานเรื่องราชสีห์กับหนู มาจากหนังสือนิทานอีสป ซึ่งเรียบเรียงโดยมหา อำมาตย์โท พระยาเมธาธิบดีภายหลังกระทรวงศึกษาธิการได้นำมา สอดแทรกในบทเรียน เนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของเก่งใหญ่กับเก่งเล็ก เก่งเล็กอยากเป็นเพื่อนกับเก่งใหญ่ แต่ เก่งใหญ่ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเก่งเล็ก เพราะเก่งเล็กเป็นคนตัวเล็กและชอบ เล่นแบบเด็ก ๆ จึงทำให้เก่งเล็กเสียใจ พอคุณครูใจดีรู้เรื่องเข้าจึงเรียก เด็กๆมารวมกันที่ต้นไม้ใหญ่ แล้วเล่านิทานราชสีห์กับหนูให้ฟัง โดยเรื่องมี อยู่ว่า “หนูตัวหนึ่งวิ่งไปรบกวนราชสีห์ขณะกำลังหลับ มันตื่นขึ้นมาตะปบ หนูไว้เจ้าหนูร้องครวญขอให้ไว้ชีวิตมัน แล้วสักวันมันจะตอบแทนคุณ ราชสีห์ราชสีห์หัวเราะ เจ้าหนูตัวเล็กเจ้าจะช่วยอะไรข้าได้ แต่แล้วราชสีห์ก็ ปล่อยหนูไปวันหนึ่งขณะเที่ยวเล่น ราชสีห์ติดบ่วงนายพราน พยายามหนีแต่ ไม่สำเร็จ หนูตัวเล็กเข้ามากัดบ่วงขาด ราชสีห์จึงหนีรอดออกมาได้ ราชสีห์ ขอบคุณหนู” เมื่อเล่าจบแล้ว ครูใจดีก็ให้นักเรียนได้ลองคิดว่าได้ข้อคิดอะไร เด็กๆทุกคนก็ช่วยกันคิด เมื่อได้ข้อคิดแล้ว เก่งเล็กกับเก่งใหญ่ก็กลายเป็น เพื่อนกันเป็นเพื่อนกัน


วิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียน นิทานอ่านใหม่เป็นวรรณกรรมร้อยแก้ว มีการดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร อย่างเก่งเล็กและเก่งใหญ่ โดยมีโครงเรื่องคือเก่งเล็กอยากเป็นเพื่อนกับเก่ง ใหญ่ แต่เก่งใหญ่ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเก่งเล็ก ทำให้ครูเล่านิทานเรื่อง ราชสีห์กับหนู ให้ฟัง ซึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ หนูไปช่วยราชสีห์จากบ่วง นายพราน ทำให้เก่งใหญ่คิดได้ และเป็นเพื่อนกับเก่งเล็ก ในเรื่องนิทานอ่าน ใหม่ มีฉากที่สอดคล้องกัน คือฉากที่โรงเรียนและต้นไม้ใหญ่ และฉากในป่า ที่มีราชสีห์กับหนูและมีแก่นเรื่องที่เกี่ยวกับการอย่าดูถูกคนที่ต่ำต้อย และผู้ ที่ช่วยเหลือผู้อื่นย่อมได้รับการช่วยเหลือตอบแทน ความงามทางวรรณศิลป์ มีการใช้ภาพพจน์คือ บุคคลวัต โดยมีให้สัตว์ ซึ่งก็คือ ราชสีห์กับหนูให้มี สติปัญญา อารมณ์ หรือกิริยาอาการเหมือนมนุษย์ คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราวของเก่งใหญ่กับเก่งเล็ก และเพื่อนๆ ที่นั่ง ฟังคุณครูเล่านิทานเรื่อง ราชสีห์กับหนูที่สอดแทรกข้อคิดเรื่องการอย่าดูถูก คนที่ต่ำต้อย และผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่นย่อมได้รับการช่วยเหลือตอบแทน -คุณค่าด้านแนวคิด ในเรื่องมีการสอดแทรกนิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์กับ หนูซึ่งให้ข้อคิดในเรื่องของการอย่าดูถูกผู้อื่น -คุณค่าด้านวรรณศิลป์ในเรื่องมีการใช้บทร้อยแก้ว ที่มีความกระชับ ใช้ ภาษาที่เข้าใจง่าย และมีการใช้ภาพพจน์ คือ บุคคลวัต -คุณค่าด้านสังคม ในเรื่องมีการสอดแทรกเรื่องการอย่าดูถูกผู้อื่น และการ ช่วยเหลือผู้อื่น ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่อง การอย่าดูถูกคนที่ต่ำต้อย และผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมได้รับการช่วยเหลือ ตอบแทน เกร็ดความรู้เพิ่มเติมและอื่น ๆ อีสป เป็นนักเล่านิทานหรือนักเล่าเรื่องชาวกรีกโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของ นิทานจำนวนหนึ่งซึ่งปัจจุบันรู้จักกันรวม ๆ ว่า นิทานอีสป


บทที่ ๓ รื่นรสสักวา ชื่อเรื่อง สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ผู้แต่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ประวัติผู้แต่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จุดมุ่งหมายในการแต่ง มีเนื้อหาเกี่ยวกับกับการพูด สอนให้คนรู้จักการพูดที่ไพเราะถนอมใจคนฟัง เคารพและให้เกียรติผู้ฟัง ไม่พูดจาว่าร้ายหรือติฉินนินทาผู้อื่น โดยนำไปใช้ ในการพูดเจรจาเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การผูกมิตรกับผู้อื่น พูดไกล่เกลี่ย หรือแม้แต่การพูดในชีวิตประจำวัน ลักษณะคำประพันธ์ กลอนสักวา บทหนึ่งมีสี่คำกลอนขึ้นต้นด้วยคำว่า สักวาและลงท้ายด้วยคำและประเภทของการแต่ง ว่า เอย สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบอระเพ็ดต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย ที่มาของเรื่อง สันนิษฐานว่าทรงนิพนธ์เพื่อใช้ร้องเล่นสักวาโต้ตอบกัน ซึ่งเป็นการเล่นอย่าง หนึ่งของไทย เนื้อเรื่องย่อ บ้านของลุงตลับอยู่ท้ายตลาด มีลำคลองเล็กๆไหลผ่าน ลุงตลับเป็นคนตลก ทุกวันนี้เด็กๆชอบลุงตลับ เพราะเป็นคนตลก ลุงตลับยังร้องเพลงได้ไพเราะ น่าฟัง เพลงที่ร้องก็ชวนตลกและเป็นเพลงแปลกๆที่เด็กๆไม่เคยได้ยินมา ก่อนบางทีลุงตลับก็ร้องสักวาให้เด็กๆฟัง พูดจบลุงตลับก็ขยับตัวตรงแล้ว เริ่มร้องสักวาให้เด็กๆฟัง ลุงตลับร้องให้ฟังนั้นไม่ตลก แต่มีความหมายชวน ให้คิด สักวาที่ลุงร้องเมื่อสักครู่ เขาพูดถึงเรื่องการพูดจาของคน เวลาจะพูด จะคุยกับใคร ให้นึกถึงสักวาบทนี้


วิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียน เป็นวรรณกรรมที่มีการสอดแทรกสุภาษิตคำสอน โดยมีการดำเนินเรื่องผ่าน ลุงตลับร้องเพลงสักวา ที่สอดแทรกข้อคิดเรื่องการพูดจาของคนให้เด็กๆ ฟัง ความงามทางวรรณศิลป์ ลักษณะดีเด่นทางด้านวิธีการแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคำ ลีลา ประโยค และ ความเรียงต่าง ๆ และมีการเล่นเสียงสระ และพยัญชนะ คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา มีเนื้อหาที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการพูด หากคำพูด เหล่านั้นเป็นคำกล่าวว่าร้าย หากกลั่นออกมาจากปากมนุษย์แล้ว มันจะ รุนแรงเหมือนกับดื่มบอระเพ็ดที่มีรสขมจัด ไม่ว่าผู้ดี ไพร่ หรือใคร ได้ยิน แล้วก็ต่างไม่สบอารมณ์หากคำหากคำพูดเหล่านั้นเป็นคำกล่าวว่าร้าย หากกลั่นออกมาจากปากมนุษย์แล้ว มันจะรุนแรงเหมือนกับดื่ม บอระเพ็ด -คุณค่าด้านแนวคิด สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับการพูด รื่นรสสักวามี ความหมายโดยรวมว่า "ดอกไม้มากมายเท่าใด ก็ไม่เหมือนคำพูดคำเดียว ที่ ออกมาจากปากคนเหมือนกับความหอมของดอกไม้ ที่สามารถโน้มน้าว จิตใจคนได้ -คุณค่าด้านวรรณศิลป์มีการใช้ถ้อยคำที่ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดภาพขึ้น ในใจ การใช้ภาพพจน์อุปมา การเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระ -คุณค่าด้านสังคม เนื้อเรื่องรื่นรมสักวากล่าวถึงหลักการพูดของมนุษย์ สะท้อนให้เห็นหลักการพูดที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม โดยคนที่พูดจา ไพเราะจะมีคนชอบ คนที่พูดจาไม่ดีก็จะไม่มีคนชอบ ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่อง การพูดที่ไพเราะถนอมใจคนฟัง เคารพและให้เกียรติผู้ฟัง ไม่พูดจาว่าร้าย หรือติฉินนินทาผู้อื่น โดยนำไปใช้ในการพูดเจรจาเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การผูกมิตรกับผู้อื่น พูดไกล่เกลี่ย หรือแม้แต่การพูดในชีวิตประจำวัน เกร็ดความรู้เพิ่มเติมและอื่นๆ ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์ พจมาน หมายถึง คำพูด ถ้อยคำ พะยอม หมายถึง ชื่อไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ดอกสีขาวออกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม ระอา หมายถึง เบื่อหน่ายมาก รำคาญใจในเรื่องเดิม ๆ


บทที่ ๔ ไก่แจ้แซ่เสียง ชื่อเรื่อง ไก่แจ้ ผู้แต่ง หม่อมเจ้าประภากร มาลากุล ประวัติผู้แต่ง เป็นโอรสสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบ ปรปักษ์ (ต้นราชสกุลมาลากุล) กับหม่อมทรัพย์ จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อปลูกฝังให้ผู้อ่านเป็นคนขยันหมั่นเพียร รักความสะอาด ลักษณะคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง คือกลอนดอกสร้อย และประเภทของการแต่ง ที่มาของเรื่อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชักชวนกวีที่ รับราชการในกรมศึกษาธิการช่วยกันแต่งบทกลอนดอกสร้อย เมื่อพ.ศ.๒๔๓๑ เพื่อใช้เป็นบทกลอนร้องเล่นของเด็กในโรงเลี้ยงอนาถา ของพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าชายสวลีภิรมย์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อเรื่องย่อ ไก่แจ้ของฉันชื่อเจ้าสร้อยกับเจ้าสวยเจ้าสร้อยเป็นไก่แจ้ตัวผู้ ส่วนเจ้าสวย เป็นไก่แจ้ตัวเมีย พ่อบอกฉันว่าให้ดูตัวอย่างไก่แจ้เพราะไก่แจ้ขยัน คนเรา ต้องตื่นก่อนไก่จะได้เป็นคนขยันแม่ของฉันก็เหมือนกันชอบนำไก่มาเปรียบ กับคน แม่บอกให้ฉันอาบน้ำแต่งตัว ซักเสื้อผ้าให้สะอาด ให้ฉันดูอย่างเจ้า สร้อยกับเจ้าสวยเพราะมันไซร้ขนทำความสะอาดขนของมันทุกวัน ดัง สุภาษิตที่ว่า ไก่งามเพราะคนคนงามเพราะแต่ง วิเคราะห์เนื้อหาในเเบบเรียน เป็นวรรณคดีสุภาษิตคำสอน มีเนื้อหามุ่งแสดงแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติตนให้เหมาะสมในสังคม ดังสุภาษิตทียกมาข้างต้นว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ความงามทางวรรณศิลป์ ใช้ถ้อยคำที่ไพเราะ มีการเล่นคำ เล่นสัมผัสอักษร มีการใช้โวหารภาพพจน์ และการพรรณนาให้เกิดความรู้สึกและจินตนาการ


คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา ในเรื่องมีการกล่าวถึงการตื่นเช้าของไก่ทุกคนควรเอาไก่ เป็นแบบอย่างเพราะไก่ตื่นเช้าและขยันดังนั้นคนที่ตื่นก่อนไก่จึงหมายความ ว่าเป็นคนขยัน -คุณค่าด้านแนวคิด ไก่แจ้แซ่เสียงสอดแทรกแนวคิดในด้านการดำเนินชีวิต สอนให้เป็นคนขยันอดทนมีระเบียบวินัยรักษาความสะอาด -คุณค่าด้านวรรณศิลป์มีการใช้ถ้อยคำให้ผู้อ่านและผู้ฟังเกิดการคิดและ นึกภาพตาม -คุณค่าด้านสังคม สะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบท กล่าวถึงไก่ สองตัวที่ถูกเลี้ยงไว้และออกหาอาหารที่สนามหญ้าหน้าบ้านและตื่นออกมา ขันในตอนเช้า ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์เกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียร มานะ พยายาม สื่อ ให้เห็นในการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเรา เกร็ดความรู้เพิ่มเติมและอื่นๆ สามารถนำความรู้หรือสุภาษิตภายในเรื่องมาปรับใช้ในชีวิตของตนเอง ดัง สุภาษิตที่ว่าตื่นก่อนไก่ เป็นสำนวนไทยเปรียบเทียบ ไก่ตื่นแล้วออกคุ้ยเขี่ย หาอาหารแต่เช้า คนตื่นก่อนไก่คือคนขยัน เป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่ง นำไปสู่ความสำเร็จ


บทที่ ๕ เรื่อง ภาพวาดของสีเทียน ชื่อเรื่อง รักษาป่า ผู้แต่ง รองศาสตราจารย์นภาลัย สุวรรณธาดา ประวัติผู้แต่ง อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อให้เห็นคุณค่าของป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของไทย ถ้ามีป่าไม้ก็จะ มีสัตว์ป่า และคนก็จะได้พึ่งพาอาศัยป่า ลักษณะคำประพันธ์ ลักษณะคำประพันธ์ร้อยแก้วและเป็นบทร้อยกรอง ประเภท และประเภทของการแต่ง กาพย์ยานี ๑๑ ที่มาของเรื่อง แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นบทเรียนในหนังสือเรียนภาษาไทย ชุด พื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เล่ม ๒ ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ ( ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓ ) เนื้อเรื่องย่อ ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครสีเทียนและพี่สาว สีเทียนวาดภาพเก่งมาก วันหนึ่ง พ่อกับแม่พาทั้งสองไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แม่พาพี่สาวไป ประกวดอ่านทำนองเสนาะ “รักษาป่า” นกเอยนกน้อยน้อย บินล่องลอยเป็นสุขศรี ขนขาวราวสาลี อากาศไม่มีภัย ทุกทิศเจ้าเที่ยวท่อง ฟ้าสีทองอันสดใส มีป่าพาสุขใจ มีต้นไม้มีสาธาร ผู้คนไม่มีโรค นับเป็นโชคสุขสาราญ อากาศไร้พิษสาร สัตว์ชื่นบานดินชื่นใจ คนสัตว์ได้พึ่งป่า มารักษาป่าไม้ไทย สินป่าเหมือนสิ้นใจ ช่วยปลูกใหม่ไว้ทดแทน พี่สาวสีเทียนได้รับรางวัลที่สอง ได้หนังสือเรื่อง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นรางวัล ส่วนสีเทียนพ่อพาไปประกวดวาดภาพ เขาได้รับรางวัลที่หนึ่ง ได้ รางวัลเป็นดินสอสีหลายกล่อง พ่อและแม่ภูมิใจในลูกทั้งสองคน วิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียน เรื่องภาพวาดของสีเทียนเป็นวรรณกรรมร้อยแก้ว มีการดำเนินเรื่องผ่านตัว ละครอย่างพี่สาวสีเทียนและสีเทียนโดยมีโครงเรื่องคือ วันหนึ่งพ่อกับแม่พา พี่สาวสีเทียนและสีเทียนไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แม่พาพี่สาวสี เทียนไปประกวดอ่านทำนองเสนาะ “รักษาป่า” ส่วนสีเทียนพ่อพาไป


ประกวดวาดภาพ ซึ่งในเรื่องภาพวาดของสีเทียนตระหนักให้คนไทยทุกคน รักป่า ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ช่วยกันปลูกต้นไม้จะได้มีป่าที่อุดมสมบูรณ์และ ในเรื่องมีฉากที่สอดคล้องกัน คือฉากที่เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่นั้นมี ภูเขา ป่าไม้ น้ำตก สัตว์ป่า และมีแก่นเรื่องที่เกี่ยวกับการเห็นคุณค่าของป่า ไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของไทย ถ้ามีป่าไม้ก็จะมีสัตว์ป่า และคนก็จะได้ พึ่งพาอาศัยป่า ความงามทางวรรณศิลป์ -จากบทอาขยานรักษาป่ามีการเล่นซ้ำคำ ได้แก่ นกเอยนกน้อยน้อย มีต้นไม้มีลำธาร สัตว์ชื่นบานดินชื่นใจ สิ้นป่าเหมือนสิ้นใจ มีการเล่นเสียง ได้แก่ -เล่นเสียงสระ บินล่องลอยเป็นสุขศรี คำว่า ล่องกับลอย เป็นสัมผัสสระ ขนขาวราวสำลี คำว่า ขาวกับราว สัมผัสสระ อากาศดีไม่มีภัย คำว่า อากับกาศ สัมผัสสระ อากาศดีไม่มีภัย คำว่า ดีกับมี สัมผัสสระ มีป่าพาสุขใจ คำว่า ป่ากับพา สัมผัสสระ อากาศไร้พิษสาร คำว่า อากับกาศ สัมผัสสระ มารักษาป่าไม้ไทย คำว่า ษากับป่า สัมผัสสระ มารักษาป่าไม้ไทย คำว่า ไม้กับไทย สัมผัสสระ ช่วยปลูกใหม่ไว้ทดแทน คำว่า ใหม่กับไว้ สัมผัสสระ -เล่นเสียงพยัญชนะ ขนขาวราวสำลี คำว่า ขนกับขาว สัมผัสพยัญชนะ อากาศดีไม่มีภัย คำว่า ไม่กับมี สัมผัสพยัญชนะ ทุกทิศเจ้าเที่ยวท่อง คำว่า ทุกกับทิศ สัมผัสพยัญชนะ ทุกทิศเจ้าเที่ยวท่อง คำว่า เที่ยวกับท่อง สัมผัสพยัญชนะ ฟ้าสีทองอันสดใส คำว่า สดกับใส สัมผัสพยัญชนะ มีต้นไม้มีลำธาร คำว่า ไม้กับมี สัมผัสพยัญชนะ ผู้คนไม่มีโรค คำว่า ไม่กับมี สัมผัสพยัญชนะ นับเป็นโชคสุขสำราญ คำว่า สุขกับสำ สัมผัสพยัญชนะ


คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา ถ่ายทอดความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานผ่านตัวละคร ที่ชื่อสีเทียน และในเนื้อเรื่องยังให้ความรู้เรื่องป่าไม้ต่างๆ -คุณค่าด้านแนวคิด ในเรื่องมีการสอดแทรกบทประพันธ์รักษาป่า โดยให้ ความรู้แนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของการรักษาธรรมชาติ ให้ตระหนักถึง การช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม -คุณค่าด้านวรรณศิลป์ในบทอาขยาน รักษาป่า มีการเล่นเสียงสัมผัสสระ พยัญชนะ และมีการซ้ำคำ -คุณค่าด้านสังคม ในบทอาขยาน รักษาป่า กล่าวถึงในเรื่องของ คุณประโยชน์ของป่าไม้ที่มีมากและกว้างขวาง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ สำคัญและส่งผลต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสิ่งมีชีวิตทั้งคนและสัตว์ได้ พึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่อง ๑. ให้ความรู้เรื่องคุณค่าของป่าไม้ในประเทศไทย ความอุดมสมบูรณ์ของป่า ๒. ตั้งใจทำในสิ่งที่ดี มีความพยายาม (สีเทียนกับพี่สาว) เกร็ดความรู้เพิ่มเติม และอื่น ๆ คำศัพท์ที่ควรรู้ในเรื่องภาพวาดของสีเทียน ทดแทน หมายถึง ตอบแทน , ชดใช้ หรือชดเชยสิ่งที่เสียไป อุทยานแห่งชาติ หมายถึง พื้นที่ที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศ กำหนดให้สงวนรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมตามธรรมชาติ


บทที่ ๖ เรื่อง ยายกะตา ชื่อเรื่อง ยายกะตา ผู้แต่ง -ไม่ทราบชื่อ ประวัติผู้แต่ง -ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อความบันเทิงเป็นคติสอนใจ และสะท้อนสภาพสังคม วิถีชีวิต และความ เชื่อของสังคม ลักษณะคำประพันธ์ ลักษณะคำประพันธ์ร้อยแก้ว และเป็นประเภทนิทานเข้าแบบและนิทาน และประเภทของการแต่ง ลูกโซ่ ที่มาของเรื่อง นิทานเรื่อง ยายกะตา เป็นนิทานเก่า สืบประวัติเท่าที่หลักฐานได้ในสมัย รัชกาลที่ ๓ เนื่องจากปรากฏเป็นภาพวาดเรื่องยายกะตาไว้ที่ฝาผนังของ พระอุโบสถวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งภาพวาดนิทาน เรื่อง ยายกะตา มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๒ ภาพ เนื้อเรื่องย่อ เด็กหญิงมะลิ ชื่อเหมือนดอกมะลิ เธอชอบเก็บมะลิมาร้อยมาลัยบูชาพระ วันหนึ่งยายพามะลิไปทำบุญที่วัดโพธิ์ยายกับมะลิเข้าไปไหว้พระ ในพระ อุโบสถหลังใหญ่ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปองค์เล็กและพระพุทธรูปองค์ ใหญ่มีภาพลายไทยและภาพวาดจำนวนมากอยู่ที่ฝาผนัง ยายบอกมะลิว่า “ภาพวาดนี้มีค่า เราต้องช่วยกันรักษาอย่าไปทำลาย พูดแล้ว ยายก็พาไปดู ภาพนิทานเรื่อง ยายกะตาจากนั้นยายก็เล่านิทานเรื่อง ยายกะตาให้มะลิฟัง ยายกะตา ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้าหลานไม่เฝ้ากามากินถั่วกินงาเจ็ด เมล็ด เจ็ดทะนาน ยายมายายก็ด่าตามาตาก็ตีหลานร้องไห้ไปหานายพราน ให้ช่วยยิงกา นายพรานตอบว่าไม่ใช่กงการของข้า หลานไปหาหนูให้กัดสาย ธนูของนายพราน หนูไม่ช่วยหลานไปหาแมวให้กัดหนู แมวไม่ช่วย หลานไป หมามาให้กัดแมวหมาไม่ช่วย หลานไปหาไม้ค้อนให้มาตีหัวหมา ไม้ค้อน ไม่ช่วย หลานไปหาไฟให้ไหม้ไม้ค้อน ไฟไม่ช่วย หลานไปหาน้ำให้ดับไฟ น้ำ ไม่ช่วย หลานไปหาตลิ่งให้ช่วยพังทับน้ำ ตลิ่งไม่ช่วย หลานไปหาช้างให้ถล่ม ตลิ่ง ช้างไม่ช่วย หลานไปหาแมลงหวี่ให้ตอมตาช้าง แมลงหวี่ช่วยตอม ตาช้างให้เน่า แล้วทุกอย่างที่หลานขอให้ช่วยก็ย้อนกลับช่วย จนกระทั่ง หลานได้ถั่วได้งา ให้แก่ยายกะตาแล้วยายกะตาก็เลิกด่าเลิกตีหลาน มะลิ และยายสนุกมากทั้งคนฟังและคนเล่า


วิเคราะห์เนื้อหาในแบบเรียน นิทานยายกะตา มีการดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร ยายกับมะลิ ซึ่งมีการเล่า เรื่องผ่านภาพวาดบนฝาผนัง โดยมีโครงเรื่องคือ ยายพามะลิไปทำบุญที่วัด โพธิ์ เข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถหลังใหญ่มีพระพุทธรูป ภาพลายไทยและ ภาพวาดจำนวนมากอยู่ที่ฝาผนัง ยายได้เล่านิทาน เรื่อง ยายกะตาปลูกถั่ว ปลูกงาให้หลานเฝ้าให้มะลิฟัง ซึ่งในนิทานเรื่องยายกะตาทำให้ได้รู้เกี่ยวกับ สังคมไทย ด้านเกษตรกรรม การมีความรับผิดชอบ และในเรื่องมีฉากที่ สอดคล้องกัน คือฉากภาพวาดที่ติดบนฝาผนังภายในพระอุโบสถ ณ วัดโพธิ์ (วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม) และแก่นเรื่องนิทานยายกะตา เป็นตัวอย่าง นิทานไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์และแสดงความเป็นไทยในด้านสังคม เกษตรกรรม เน้นความกตัญญูและการเคารพต่อผู้อาวุโสได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ยังเหมาะสำหรับใช้ในการอ่านได้เป็นอย่างดี ความงามทางวรรณศิลป์ นิทานเรื่องนี้ใช้คำซ้ำบ่อยครั้ง เช่น “ยายมายายก็ด่าตามาตาก็ตี”“ไม่ใช่ กงการอะไรของข้า”และนักเรียนจะได้รู้จักตัวละครยายกะตาซึ่งเป็นตัวแทน ของปู่ย่าตายายที่คอยเลี้ยงดูลูกหลานและเป็นบุคคลสำคัญในครอบครัวของ คนไทย คุณค่าของเรื่อง -คุณค่าด้านเนื้อหา นิทานตากะยาย ยายกะตาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า หลานไม่เฝ้า ซึ่งในเนื้อเรื่องให้ข้อคิดกับผู้เรียนในเรื่องของการต้องเชื่อฟัง คำสั่งผู้ใหญ่ และในเรื่องยังให้ความสนุกสนานในการอ่านเนื่องจากเนื้อเรื่อง มีลักษณะเป็นนิทานแนวลูกโซ่ทำให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ไปด้วย -คุณค่าด้านแนวคิด ให้ความรู้เกี่ยวกับสังคมไทยด้านเกษตรกรรมที่มีข้าว ถั่ว งา เป็นอาหารหลัก แสดงด้วยความรัก ความห่วงใยของปู่ย่า ตายาย และแสดงถึงการอบรมสั่งสอนให้หลานเชื่อฟังคำสั่งของตายาย สั่งสอนให้ คนไทยมีน้ำใจรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอันเป็นคุณธรรมสังคมไทยมายาวนา -คุณค่าด้านวรรณศิลป์นิทานเรื่องนี้ใช้คำซ้ำบ่อยครั้ง เช่น “ยายมายายก็ ด่าตามาตาก็ตี” “ไม่ใช่กงการอะไรของข้า” -คุณค่าด้านสังคม ในบทยายกะตา กล่าวถึงในเรื่องของตัวอย่างนิทานไทย ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และแสดงความเป็นไทยในด้านสังคมเกษตรเน้น ความกตัญญูและการเคารพอาวุโสได้เป็นอย่างดีทั้งนี้ยังเหมาะสมสำหรับใช้ สำหรับการอ่านได้เป็นอย่างดี


ข้อคิดที่ได้รับจากเรื่อง ๑. ได้รู้เกี่ยวกับสังคมไทย ด้านเกษตรกรรมที่ดี ข้าว ถั่ว งา เป็นอาหารหลัก ๒. รู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ ๓. มีความรับผิดชอบ ๔. มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เกร็ดความรู้เพิ่มเติม และอื่น ๆ นิทานลูกโซ่คือนิทานที่เรื่องดำเนินไป เพราะตัวละคร ซึ่งมีอยู่หลายตัวมี พฤติกรรมเกี่ยวข้องกันเป็นทอด ๆ เหมือนลูกโซ่ นิทานลูกโซ่ของไทยที่รู้จัก กันดีคือ เรื่องยายกะตา ลักษณะพิเศษของนิทานลูกโซ่ คือเป็นเรื่องที่เล่าต่อเนื่องด้วย วิธีการทวน เรื่องซ้ำไปซ้ำมาผูกต่อกันเป็นลูกโซ่ ส่วนใหญ่เรื่องจะวนกลับมาที่เดิม แต่ บางครั้งอาจ ต่อเนื่องซ้ำ ๆ จนพบจุดจบ บรรณานุกรม


สันติ/ทิพนา//(๒๕๖๕).//วรรณกรรมคัดสรรในหนังสือเรียน.//พิมพ์ครั้งที่๒ ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ และคณะ//(๒๕๕๕).//วรรณคดีลำนำป.๒.//พิมพ์ครั้ง ที่๓.//กรุงเทพฯ:/สกสค.ลาดพร้าว.


Click to View FlipBook Version