The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัย

ศึกษา วิจัย สรรพคุณทางยาสมุนไพร “เหงือกปลาหมอ”
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง

ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) จังหวัดระนอง
ปีงบประมาณ 2569

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by AK Anan, 2026-06-03 12:32:13

ศึกษา วิจัย สรรพคุณทางยาสมุนไพร “เหงือกปลาหมอ” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

รายงานการวิจัย

ศึกษา วิจัย สรรพคุณทางยาสมุนไพร “เหงือกปลาหมอ”
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง

ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) จังหวัดระนอง
ปีงบประมาณ 2569

Keywords: เหงือกปลาหมอ

รายงานการวิจัวิยจั ศึกศึษา วิจัวิยจั สรรพคุณคุทางยาสมุนมุไพร “เหงืองืกปลาหมอ”เพื่อพื่นำ ไปใช้ปช้ระโยชน์แน์ละพัฒพันาเป็นป็ผลิตลิภัณภัฑ์ชุฑ์มชุชน (OTOP)ภายใต้โต้ครงการอนุรันุกรัษ์พันพัธุกธุรรมพืชพือันอัเนื่อนื่งมาจากพระราชดำ ริสมเด็จด็พระเทพรัตรันราชสุดสุาฯ สยามบรมราชกุมกุารี (อพ.สธ.) จังจัหวัดวัระนอง ปีงปีบประมาณ 2569บริษริ ัท เอเอม็ซีอเีวนทแ อนดแ พลนเนอร จาํกดัเลขที่ 204/94 หมทู ี่1 ตาํบล มะขามเตยี้อาํเภอเมอืงสรุาษฎรธ านีจงัหวดัสรุาษฎรธ านี84000โทร 086-513-9333 อีเอีมล [email protected]


1รายงานการวิจัยศึกษา วิจัย สรรพคุณทางยาสมุนไพร “เหงือกปลาหมอ” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนองภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนองปีงบประมาณ 2569โดยบริษัท เอเอ็มซี อีเวนท์แอนด์แพลนเนอร์ จำกัดเลขที่ 204/94 หมู่ที่ 1 ตำบล มะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000โทร 086-513-9333 อีเมล [email protected]


2บทคัดย่อ (Abstract)การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชนิด แหล่งพันธุ์ สรรพคุณทางยา และรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร \"เหงือกปลาหมอ\" ในพื้นที่จังหวัดระนอง ตลอดจนพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ \"รักษ์ป่าเลน...บาล์มน้ำมันสมุนไพรเหงือกปลาหมอ\" สำหรับเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP และถ่ายทอดองค์ความรู้พร้อมเทคโนโลยีการผลิตให้แก่กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองโครงการนี้ดำเนินการภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ปีงบประมาณ 2569 (โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนอง) งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการศึกษาจากเอกสาร การสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึกปราชญ์ชาวบ้านและหมอพื้นบ้านจำนวน 3 ท่าน และการทดลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลการศึกษาพบว่า ในพื้นที่ระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลหงาว พบเหงือกปลาหมอ เจริญเติบโตอยู่ 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ชนิดดอกขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) และชนิดดอกม่วง (Acanthus ilicifolius L.) จากการศึกษาข้อมูลทางเภสัชวิทยาพบว่า เหงือกปลาหมอมีสาระสำคัญที่มีฤทธิ์ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ช่วยเร่งการสมานแผล และบรรเทาอาการปวดคันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นำเหงือกปลาหมอมาใช้ต้มอาบเพื่อรักษา โรคผิวหนัง ผื่นแพ้ และแมลงสัตว์กัดต่อย เพื่อยกระดับภูมิปัญญาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยใช้กรรมวิธีการสกัดด้วยน้ำมันร้อน (Hot maceration) แล้วนำไปผสมผสานกับ \"ไขผึ้งชันโรง\" ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติบรรจุลงในตลับอะลูมิเนียม ขนาด 10 กรัม ที่ช่วยรักษากลิ่นของน้ำมันหอมระเหยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการให้แก่สมาชิก กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว ทำให้ชุมชนมีความเข้าใจและสามารถผลิตบาล์มสมุนไพรได้ด้วยตนเองอย่างมีมาตรฐาน บทสรุปของงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์และรับรองภูมิปัญญาท้องถิ่น เปลี่ยนพืชพื้นถิ่นในป่าชายเลนให้กลายเป็นสินค้าสุขภาพที่มีมูลค่า ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าของฝากที่สอดรับกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของจังหวัดระนอง พร้อมทั้งเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอย่างยั่งยืน.


3คำนำรายงานการวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ปีงบประมาณ 2569 (โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนอง) มีที่มาจากความสำคัญของความอุดมสมบูรณ์ในป่าชายเลนจังหวัดระนอง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของสมุนไพรท้องถิ่น \"เหงือกปลาหมอ\" ที่มีสรรพคุณทางยาเด่นชัดในการรักษาโรคผิวหนัง แก้อาการแพ้ และลดอักเสบ แต่ที่ผ่านมาการนำมาใช้ประโยชน์ยังจำกัดอยู่เพียงภูมิปัญญาชาวบ้านผลการศึกษาและรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ จังหวัดระนอง ในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ หลากหลายของทรัพยากรชีวภาพ ทรัพยากรกายภาพ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น รักษาสายพันธุ์พืช ตามเจตนารมณ์ของ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผู้วิจัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารรายงานฉบับนี้ จะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ และเป็นแนวทาง ในการส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสำหรับเยาวชน ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.บริษัท เอเอ็มซี อีเวนท์แอนด์แพลนเนอร์ จำกัด(คณะผู้วิจัย)


4สารบัญเนื้อหา หน้าที่บทที่ 1 บทนำ 5บทที่ 2 ระเบียบวิธีวิจัย 6บทที่ 3 ผลการศึกษา 7ประเด็นที่ 1 ชนิดและแหล่งพันธุ์พืชสมุนไพร เหงือกปลาหมอ 7ประเด็นที่ 2 สรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์อื่นๆ 12ประเด็นที่ 3 ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรเหงือกปลาหมอ 14 (ผลการสัมภาษณ์)ประเด็นที่ 4 การใช้ประโยชน์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (บาล์มน้ำมันสมุนไพร) 19ประเด็นที่ 5 ปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา 22ประเด็นที่ 6 ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ 23บทที่ 4 กรณีศึกษา (Case Study) ในจังหวัดระนอง 25บทที่ 5 สรุปและแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 31บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 34บรรณานุกรม 35ภาคผนวก 371. แบบสัมภาษณ์ปราญ์ชาวบ้าน 382. ภาพถ่ายการลงพื้นที่เก็บข้อมูล 43


5บทที่ 1 บทนำ1. ที่มาและความสำคัญประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายเลนและป่าชายหาดทางภาคใต้ จังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งอาศัยของพืชพรรณนานาชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ได้มีแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้ชุมชน เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน\"เหงือกปลาหมอ\" (Sea Holly) เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่พบมากในพื้นที่ป่าชายเลนและบริเวณ น้ำกร่อยของจังหวัดระนอง มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่น โดยเฉพาะการรักษาโรคผิวหนัง แก้อาการแพ้ และลดการอักเสบ อย่างไรก็ตาม การนำเหงือกปลาหมอมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่ในรูปแบบ ของภูมิปัญญาชาวบ้าน ขาดการวิจัยเพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานด้วยเหตุนี้ การศึกษาวิจัยสรรพคุณทางยาสมุนไพรเหงือกปลาหมอในบริบทของจังหวัดระนอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ รักษาสายพันธุ์พืชตามเจตนารมณ์ของ อพ.สธ. และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) โดยบูรณาการร่วมกับทรัพยากรอื่นในพื้นที่ เช่น \"ผึ้งชันโรง\" (Stingless bee) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา2.1) เพื่อศึกษาชนิด แหล่งพันธุ์ สรรพคุณทางยา และคุณค่าทางโภชนาการของสมุนไพร เหงือกปลาหมอในพื้นที่จังหวัดระนอง2.2) เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการใช้ประโยชน์จากเหงือกปลาหมอ ผ่านการสัมภาษณ์ผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้าน2.3) เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ \"บาล์มน้ำมันสมุนไพรเหงือกปลาหมอ\" สำหรับเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP2.4) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตให้แก่กลุ่มเป้าหมาย (กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว จังหวัดระนอง)3. ขอบเขตการศึกษาสมุนไพร3.1) ขอบเขตด้านเนื้อหา: ศึกษาข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ สรรพคุณทางเภสัชวิทยา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรบรรจุในตลับอะลูมิเนียม3.2) ขอบเขตด้านพื้นที่: พื้นที่ป่าชายเลนและชุมชนในจังหวัดระนอง โดยเน้นพื้นที่ตำบลหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง3.3) ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง: ผู้รู้ หมอพื้นบ้าน ปราชญ์ท้องถิ่น จำนวน 3 รายจากกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว3.4) ขอบเขตระยะเวลา: ปีงบประมาณ 2569


6บทที่ 2 ระเบียบวิธีวิจัย1. การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปฏิบัติการ มีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้:1.1) การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) : ทบทวนวรรณกรรม งานวิจัย ฐานข้อมูลพฤกษศาสตร์ และฐานข้อมูลทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับเหงือกปลาหมอ (Acanthus spp.) ทั้งสรรพคุณทางยา สารสำคัญทางเคมี และข้อควรระวังในการใช้1.2) การศึกษาภาคสนาม (Field Research) : สำรวจแหล่งพันธุ์เหงือกปลาหมอในพื้นที่จริงของจังหวัดระนอง เพื่อเก็บตัวอย่างพืชและบันทึกภาพถ่ายสภาพนิเวศวิทยา1.3) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) : สร้างเครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เพื่อสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน/หมอพื้นบ้าน จำนวน 3 ท่าน เกี่ยวกับวิธีการนำเหงือกปลาหมอมาใช้รักษาโรคในอดีตจนถึงปัจจุบัน1.4) การสนทนากลุ่ม (Focus Group) : จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟู ป่า ชายเลน ตำบลหงาว เพื่อประเมินศักยภาพ ปัญหา และความต้องการในการแปรรูปผลิตภัณฑ์2. วิธีการศึกษาหรือกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา2.1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) : คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ปราชญ์ชาวบ้านที่มีประสบการณ์การใช้สมุนไพรท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 3 ท่าน2.2) กลุ่มเป้าหมายสำหรับการทดลองและถ่ายทอดเทคโนโลยี: กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ซึ่งมีความพร้อมด้านสถานที่ บุคลากร และมีวัตถุดิบในพื้นที่2.3) การทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ : ดำเนินการในห้องปฏิบัติการและสถานที่ของชุมชน เพื่อหาสูตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบาล์มสมุนไพร โดยทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ (สี กลิ่น เนื้อสัมผัส ความคงตัว)


7บทที่ 3 ผลการศึกษา (แยกตามประเด็น)ประเด็นที่ 1 ชนิดและแหล่งพันธุ์พืชสมุนไพร เหงือกปลาหมอ จากการศึกษาและสำรวจพื้นที่ระบบนิเวศป่าชายเลนและป่าชายหาดในจังหวัดระนอง พบพืชสมุนไพรสกุล Acanthus ในวงศ์ Acanthaceae ที่ชาวบ้านเรียกรวมกันว่า \"เหงือกปลาหมอ\" จำนวน 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1.1) เหงือกปลาหมอดอกขาว (White-flowered Sea Holly) ชื่อวิทยาศาสตร์: Acanthus ebracteatus Vahl วงศ์: Acanthaceae ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ : แก้มหมอ แก้มหมอเล (ภาคใต้), นางเกล็ด (ภาคกลาง), พญารากดำ (ภาคตะวันออก)


8ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยละเอียด: -ต้น : เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก ความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นกลม เรียบ สีเขียว กลวง ภายในมีเยื่ออ่อนสีขาว ตามข้อของลำต้นมีหนามแหลมคม ข้อละ 4 หนาม โคนต้นมักมีรากค้ำจุน (Prop root) เพื่อช่วยพยุงต้นในดินเลน -ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก (Decussate) รูปขอบขนานหรือรูปหอก แผ่นใบกว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-20 ซม. ผิวใบเรียบมัน สีเขียวเข้ม ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นซี่ฟัน (Pinnatifid) ปลายหยักมีหนามแหลมคม ก้านใบสั้น


9 -ดอก : ออกเป็นช่อเชิงลด (Spike) ที่ปลายยอด ช่อดอกยาว 10-15 ซม. ดอกย่อย เรียงอัดกันแน่น มีใบประดับ (Bract) รองรับ กลีบดอกมีสีขาวล้วน ไม่มีใบประดับย่อย (Ebracteate) กลีบดอก เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนฝ่อไป ปากล่างแผ่กว้างมี 3 หยัก -ผลและเมล็ด : ผลเป็นฝักรูปไข่ (Capsule) สีเขียว เปลือกหนา เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในมีเมล็ดแบน สีน้ำตาล 4 เมล็ดนิเวศวิทยาและแหล่งที่พบในระนอง : พบเจริญเติบโตได้ดีในดินเลนปนทราย บริเวณที่มีน้ำเค็มและน้ำกร่อยท่วมถึง พบการกระจายพันธุ์หนาแน่นบริเวณริมคลองหงาว และพื้นที่แนวกันชนป่าชายเลนตำบลหงาว1.2) เหงือกปลาหมอดอกม่วง (Acanthus ilicifolius L.):


10 ชื่อวิทยาศาสตร์: Acanthus ilicifolius L. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่แตกต่าง : มีลักษณะโครงสร้างโดยรวมคล้ายคลึงกับชนิด ดอกขาว แต่มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันคือ ลำต้นมักจะอวบและใหญ่กว่า แผ่นใบมีความกว้างและแข็งกว่าหนามที่ขอบใบมีความแข็งและคมกว่าอย่างชัดเจน จุดเด่นที่สุดคือ กลีบดอกมีสีม่วง สีฟ้าอมม่วง หรือสีม่วงอ่อนและมีใบประดับย่อย (Bracteole) 2 อัน รองรับที่โคนดอกนิเวศวิทยาและแหล่งที่พบในระนอง : มักพบขึ้นปะปนกับชนิดดอกขาว แต่เจริญเติบโตได้ดีและพบหนาแน่นกว่าในบริเวณด้านในของป่าชายเลนที่ดินเป็นเลนลึกและมีความเค็มสูงกว่าการเลือกแหล่ง


11พันธุ์พืชสมุนไพร เหงือกปลาหมอ มีความเชื่อมโยงกับมิติเชิงพื้นที่ของ ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง อย่างลึกซึ้งและมีศักยภาพสูงมาก โดยสามารถแบ่งความเชื่อมโยงออกเป็น 4 มิติหลัก ดังนี้มิติด้านระบบนิเวศและแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ (Ecological & Resources)-ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน : ตำบลหงาว เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยป่าชายเลนและเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง (Ranong Biosphere Reserve) ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ระดับโลก -ถิ่นกำเนิดที่เหมาะสม : \"ต้นเงือกปลาหมอ\" เป็นพืชสมุนไพรที่เจริญเติบโตได้ดีเยี่ยม ในระบบนิเวศป่าชายเลนและพื้นที่น้ำกร่อย การตั้งฐานการวิจัยและผลิตในพื้นที่ตำบลหงาว จึงเป็นการ ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อเข้าถึง แหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูง สดใหม่ และมีปริมาณเพียงพอ ต่อการผลิตในเชิงพาณิชย์โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากนอกพื้นที่มิติด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจชุมชน (Economic Value Addition) -ยกระดับทรัพยากรท้องถิ่น : จากพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ชายเลน การนำมาผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาเป็น \"บาล์มสมุนไพร\" เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ที่เปลี่ยนวัชพืชหรือพืชพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าสุขภาพที่มีราคา -สร้างรายได้หมุนเวียนในตำบลหงาว : โครงการนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในตำบลหงาว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เก็บเกี่ยว กลุ่มแปรรูปเบื้องต้น และกลุ่มผลิตสินค้า ซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) อย่างยั่งยืนมิติด้านอัตลักษณ์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Tourism & Identity)-จิ๊กซอว์เสริมการท่องเที่ยวระนอง : จังหวัดระนองมีจุดขายหลักคือ \"เมืองท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ\" (Wellness Tourism) โดยเฉพาะการอาบน้ำแร่ร้อน บาล์มสมุนไพรเงือกปลาหมอ (ซึ่งมีสรรพคุณบรรเทาอาการคัน แพ้ อักเสบของผิวหนัง และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ) สามารถนำมาใช้ควบคู่กับสปา หรือพัฒนาเป็น \"สินค้าของฝากอัตลักษณ์ตำบลหงาว\" สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนระนองได้เป็นอย่างดี-การสร้าง Storytelling : สามารถผูกเรื่องราวของผลิตภัณฑ์เข้ากับความสมบูรณ์ของป่าชายเลนหงาว สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ (Natural & Ecofriendly)มิติด้านภูมิปัญญาพื้นบ้านผสานงานวิจัยเชิงวิชาการ (Local Wisdom & Innovation) -การต่อยอดองค์ความรู้: ชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งมักมีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการใช้ เหงือกปลาหมอรักษาโรคผิวหนังอยู่แล้ว การนำงานวิจัยเข้ามาจับในพื้นที่ตำบลหงาว จะเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์และกำหนดมาตรฐาน (Standardization) ให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ผลิตภัณฑ์ มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสามารถขอรับรองมาตรฐาน อย. หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ได้ง่ายขึ้น


12สรุป : การทำวิจัยและพัฒนาบาล์มสมุนไพรเงือกปลาหมอในพื้นที่ตำบลหงาว ไม่ใช่แค่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการ \"ดึงศักยภาพของพื้นที่\" (Area-based Development) ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน ภูมิปัญญา และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว มาบูรณาการเข้าด้วยกันประเด็นที่ 2 สรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์อื่นๆ จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรเหงือกปลาหมอ (ทั้ง A. ebracteatus และ A. ilicifolius) พบว่ามีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญและมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่สนับสนุนการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บาล์มทาภายนอก ดังนี้ 2.1 องค์ประกอบทางเคมี (Phytochemical Constituents) ส่วนต่างๆ ของเหงือกปลาหมอ โดยเฉพาะใบและลำต้น อุดมไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) หลายกลุ่มที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ : 1) กลุ่ม Alkaloids : พบสาร Acanthicifoline และ Trigonelline ซึ่งมีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์และต้านอนุมูลอิสระ 2) กลุ่ม Flavonoids : พบสาร Apigenin, Luteolin และ Quercetin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยปกป้องผิวหนังจากการถูกทำลายโดยรังสียูวีและมลภาวะ และมีฤทธิ์ต้าน การอักเสบที่ผิวหนังได้ดีเยี่ยม 3 ) ก ล ุ ่ ม Glycosides : พ บ ส า ร Benzoxazinoid glucosides, Acteoside (Verbascoside) และ Isoacteoside ซึ่งสาร Acteoside มีรายงานการวิจัยยืนยันว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย 4) กลุ่ม Sterols และ Triterpenoids : พบ $\\beta$-sitosterol, Stigmasterol และ Campesterol มีส่วนช่วยในการสมานแผล (Wound healing) และฟื้นฟูสภาพโครงสร้างของผิวหนัง


132.2 ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Pharmacological Activities) 1) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory Activity) สารสกัดจากใบเหงือกปลาหมอมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยพบว่าสาร Acteoside และ Flavonoids สามารถยับยั้งการสร้างสารสื่อการอักเสบ เช่น Prostaglandins และยับยั้งเอนไซม์ Cyclooxygenase (COX) รวมถึงลดการหลั่ง Nitric oxide (NO) ในเซลล์มาโครฟาจ (Macrophages) ซึ่งฤทธิ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงนำเหงือกปลาหมอมาใช้รักษาอาการอักเสบ ปวดบวม แดง จากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือผื่นแพ้ตามผิวหนังได้อย่างเห็นผล2) ฤทธิ์ต้านจุลชีพและเชื้อรา (Antibacterial and Antifungal Activity) สารสกัดด้วยเอทานอลและสารสกัดด้วยน้ำมันจากพืชสกุล Acanthus แสดงฤทธิ์ ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายชนิด โดยเฉพาะ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดฝี หนอง และการติดเชื้อที่แผลบนผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราในกลุ่ม Trichophyton spp. ที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก เกลื้อน การนำสารสกัดเหงือกปลาหมอมาผสมกับไขผึ้งชันโรง (ซึ่งมีสาร Propolis ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้ว) จึงเป็นการส่งเสริมฤทธิ์ต้านจุลชีพ แบบเสริมฤทธิ์ (Synergistic effect)3) ฤทธิ์สมานแผล (Wound Healing Activity) การศึกษาในหนูทดลองพบว่า สารสกัดจากเหงือกปลาหมอช่วยเร่งกระบวนการ หายของแผล (Wound contraction) ให้เร็วขึ้น โดยกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast proliferation) และเร่งการสร้างคอลลาเจน (Collagen synthesis) ในเนื้อเยื่อบุผิว ทำให้แผลแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น สอดคล้องกับการใช้ในตำรับยาไทยที่ใช้ใบตำพอกแผลสดและแผลเรื้อรัง4) ฤทธิ์ระงับปวดและแก้คัน (Analgesic and Antipruritic Activity) สารสำคัญในเหงือกปลาหมอสามารถลดความไวของปลายประสาทรับความรู้สึก ส่งผลให้บรรเทาอาการปวดและลดอาการคัน (Pruritus) จากลมพิษหรือการสัมผัสพืชพิษได้บทสรุปทางวิทยาศาสตร์เพื่อการนำไปใช้ จากข้อมูลทางพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา ยืนยันได้ว่า \"เหงือกปลาหมอ\" เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงมากในการนำมาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกเพื่อบำรุงและรักษาผิวหนัง การสกัดด้วยน้ำมันร้อน (Hot maceration in oil) ในขั้นตอนการผลิตบาล์ม จะสามารถ ดึงสารสำคัญในกลุ่ม Sterols, Triterpenoids และ Flavonoids บางส่วนออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลิตภัณฑ์บาล์มน้ำมันสมุนไพรที่ได้ มีสรรพคุณทางยาที่สามารถอธิบายและรับรองด้วยหลักวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมประเด็นที่ 3 ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรเหงือกปลาหมอ (ผลการสัมภาษณ์)


14 จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้รู้ในจังหวัดระนอง ได้ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นดังนี้:ผู้ให้ข้อมูลรายที่ 1คุณสุวรรณี ทำคงตำแหน่ง : รองประธานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนตำบลหงาว(หน้าที่หลักในกลุ่มคือ บริหารจัดการกลุ่ม พร้อมทำการตลาด และหาช่องทางจัดจำหน่าย)บทสรุปของคุณสุวรรณี: เน้นย้ำเรื่องความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่าชายเลนที่ช่วยสร้างรายได้จากหลักหมื่นเป็นหลักแสนต่อปี กลุ่มพร้อมที่จะพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นโดยไม่ทำลายธรรมชาติป่าชายเลน และอยู่ระหว่างผลักดันมาตรฐาน อย. เพื่อขยายช่องทางการตลาดในอนาคตผู้ให้ข้อมูลรายที่ 2


15คุณรัตนา กล้าศึกตำแหน่ง : สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนตำบลหงาว(หน้าที่หลักในกลุ่มคือ ช่างตวงสาร จำสูตร และเตรียมส่วนผสม)บทสรุปของคุณรัตนา : ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ความใส่ใจแบบงานทำมือ (Handmade) และการแบ่งหน้าที่ที่เป็นระบบ พร้อมยืนยันถึงสรรพคุณของสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ได้ผลจริง ทั้งจากประสบการณ์ตรงของลูกค้าและคนในชุมชนเอง ถือเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ได้เป็นอย่างดีผู้ให้ข้อมูลรายที่ 3


16คุณสุดา ภักดีตำแหน่ง : สมาชิกกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนตำบลหงาว(หน้าที่หลักในกลุ่มคือ การคัดสรรวัตถุดิบ)บทสรุปของคุณสุดา : เน้นย้ำความสำคัญของการเลือกใช้วัตถุดิบที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อคุณภาพ ของสินค้า และภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน มาผสมผสาน กับความรู้ดั้งเดิม เพื่อสร้างรายได้และถ่ายทอดต่อไปยังชุมชนและเยาวชนรุ่นหลังภาพรวมการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์ทั้ง 3 ท่านเป็นการเจาะลึกถึงความเป็นมา การดำเนินงาน และภูมิปัญญาของ \"กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนตำบลหงาว\" ที่เริ่มต้นจากการปลูกป่าชายเลนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จนผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์ จากนั้นจึงได้ต่อยอดนำพืชสมุนไพรท้องถิ่นในป่าชายเลน เช่น ต้นเหงือกปลาหมอ ต้นขลู่ และใบตอแถบน้ำ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (เช่น สบู่ เจลอาบน้ำ น้ำมันเขียว ยาหม่อง และชา) เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้กับสมาชิกในชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ป่าไม้ และสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมรายละเอียดแบ่งเป็นประเด็นตามลำดับ


17• จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มและแนวคิดการแปรรูป : กลุ่มเริ่มจากการมีสมาชิก 14 คน ร่วมกับมูลนิธิออยสก้า (OISCA) ของญี่ปุ่นและศูนย์วิจัยป่าชายเลนหงาวในการปลูกป่า เมื่อป่าสมบูรณ์จนไม่มีพื้นที่ปลูกเพิ่ม จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างงานให้ชาวบ้านโดยนำวัตถุดิบในป่าชายเลนมาแปรรูป แทนที่จะฟันทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์เหมือนในอดีต• วัตถุดิบหลักและสรรพคุณ :o เหงือกปลาหมอ : มีทั้งตัวผู้ (ไม่มีหนาม ดอกขาว) และตัวเมีย (มีหนาม ดอกม่วง) ใช้ได้ทั้งสองสายพันธุ์ สรรพคุณช่วยแก้ผื่นคัน รักษาผิวหนังอักเสบ น้ำเหลืองเสีย และแมลงสัตว์กัดต่อยo ใบขลู่ : นำมาทำชาผ่านกรรมวิธีตากโซล่าเซลล์และอบ ช่วยลดความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดo ใบตอแถบน้ำ : นำมาทำสเปรย์ไล่ยุง แชมพูสระผม และรักษาสุนัข/แมวที่เป็นขี้เรื้อน• ภูมิปัญญาพื้นบ้านและการเก็บเกี่ยว : คนโบราณใช้เหงือกปลาหมอต้มดื่มและอาบเพื่อรักษาโรคผิวหนังหรือริดสีดวง การเก็บเกี่ยวตามภูมิปัญญาหากจะนำไปต้มอาบรักษาโรค ต้องถอนทั้งรากทั้งต้นในช่วง \"น้ำลง\" เท่านั้น หากถอนช่วงน้ำขึ้นเชื่อว่าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่เห่อหรือฟุ้งขึ้น• กระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพ:o การคัดเลือกใบจะเลือกเฉพาะใบเหงือกปลาหมอที่แก่จัด สีเขียวเข้ม สวยงาม และไม่มีแมลงกัดกิน ใบที่คัดทิ้งจะไม่นำมาใช้ ส่วนใบที่เหลือจากการทำน้ำมันจะนำไปตากแห้งเพื่อทำเจลอาบน้ำo การทำน้ำมันเหงือกปลาหมอ ต้องนำใบไปทอดกับน้ำมันมะพร้าวด้วยไฟอ่อนๆ นานประมาณ 3 ชั่วโมงจนใบกรอบและน้ำมันเปลี่ยนเป็นสีเขียวo ส่วนน้ำหมักสมุนไพร ต้องใช้สมุนไพรหลายชนิด (เช่น กานพลู อบเชย เปราะหอม ดอกปีบแห้ง ผิวมะกรูด พิมเสน การบูร) หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วันo กลุ่มมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ทั้งคนเตรียมของ ช่างตวงสาร คนแพ็ก และฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ (QC) เพื่อให้ได้มาตรฐาน• การตลาด มาตรฐาน และอุปสรรค : ในช่วงแรกประสบปัญหาคนไม่รู้จักสินค้า แต่กลุ่มเริ่มมีชื่อเสียงและยอดขายเพิ่มขึ้นมากหลังจากที่ยูทูบเบอร์ชื่อดัง \"จอง-คัลแลน\" มาท่องเที่ยวและถ่ายทำรายการโดยบังเอิญ ปัจจุบันกลุ่มได้รับมาตรฐาน ฮาลาล, OTOP และวิสาหกิจชุมชนแล้ว แต่ยังขาด อย. (คาดว่าจะได้ในปี 2570) ซึ่งเป็นอุปสรรคในการนำสินค้าไปวางขายในห้างใหญ่บางแห่ง• การต่อยอดและการถ่ายทอดความรู้: ทางกลุ่มยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน และมีการนำความรู้ไปสอนให้กับผู้สูงอายุ รวมถึงลูกหลานในชุมชน เพื่อให้ภูมิปัญญาคงอยู่ต่อไปสรุปแนวคิดจากการศึกษา จากการสัมภาษณ์พบว่า การนำเหงือกปลาหมอมาใช้แบบดั้งเดิม มีความยุ่งยากในการเตรียมและเก็บรักษา ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ จึงมีแนวคิดนำสารสกัดเหงือกปลาหมอ


18มาผสานกับ \"ไขผึ้งชันโรง\" (Stingless bee wax) ซึ่งชันโรงเป็นแมลงเศรษฐกิจของชุมชนภาคใต้ ไขชันโรง มีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์\"บาล์มน้ำมันสมุนไพร\" ที่พกพาง่าย ใช้งานสะดวก และรักษาคุณค่าของสมุนไพรไว้ได้นาน บทสรุปทางวิทยาศาสตร์เพื่อการนำไปใช้ จากข้อมูลทางพฤกษเคมีและเภสัชวิทยา ยืนยันได้ว่า \"เหงือกปลาหมอ\" เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงมากในการนำมาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกเพื่อบำรุง และรักษาผิวหนัง การสกัดด้วยน้ำมันร้อน (Hot maceration in oil) ในขั้นตอนการผลิตบาล์ม จะสามารถ ดึงสารสำคัญในกลุ่ม Sterols, Triterpenoids และ Flavonoids บางส่วนออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลิตภัณฑ์บาล์มน้ำมันสมุนไพรที่ได้ มีสรรพคุณทางยาที่สามารถอธิบายและรับรองด้วยหลักวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมประเด็นที่ 4 การใช้ประโยชน์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (บาล์มน้ำมันสมุนไพร)


19สูตรการผลิตและกรรมวิธี วัตถุดิบและส่วนประกอบ:1) สารสกัดน้ำมันเหงือกปลาหมอ (ได้จากการนำใบเหงือกปลาหมอสดมาล้าง ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ หั่นฝอย แล้วนำไปทอดสกัดในน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นด้วยไฟอ่อนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง) 15%2) ไขผึ้งบริสุทธิ์ (Bee Wax ) ทำหน้าที่เป็นตัวขึ้นรูปและเพิ่มสรรพคุณสมานผิว 45%3) พิมเสน (Borneo camphor) 25%4) C12-15 Alkyl/Benzoate 15%5) Menthol , Vitamen E , Phenoxyethano ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ1) เก็บใบเหงือกปลาหมอที่สมบูรณ์ ล้างทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผึ่งลมให้แห้งหมาด


202) กรองและทำความสะอาดไขผึ้งชันโรง โดยนำไปต้มในน้ำร้อน ไขผึ้งจะละลายลอยขึ้นด้านบน ปล่อยให้เย็นแล้วตักเฉพาะแผ่นไขผึ้งด้านบนมาใช้ขั้นตอนการผลิต1) การทำน้ำมันสมุนไพร : ตั้งกระทะ ใช้ไฟอ่อนที่สุด เทน้ำมันมะพร้าวลงไป ตามด้วย ใบเหงือกปลาหมอ เคี่ยวจนใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำและกรอบ (เพื่อให้สารสำคัญละลายออกมาในน้ำมัน) กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำมัน พักไว้ 2) การขึ้นรูปบาล์ม นำบีกเกอร์หรือหม้อสแตนเลส (ใช้กระบวนการตุ๋นผ่านน้ำร้อน หรือ Double boiler) ใส่ไขผึ้งชันโรงลงไป รอจนไขผึ้งละลายหมด เทน้ำมันเหงือกปลาหมอที่เตรียมไว้ลงไปผสมกับไขผึ้ง ที่ละลายแล้ว คนให้เข้ากัน ลดอุณหภูมิลงเล็กน้อย (ประมาณ 60 องศาเซลเซียส) เติมเมนทอล พิมเสน


21การบูร น้ำมันระกำ และน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสลงไป คนให้สารละลายเข้ากันทั้งหมด (ต้องไม่ร้อนเกินไป เพราะสารให้ความเย็นจะระเหยหมด) 3) การบรรจุภัณฑ์ รีบเทส่วนผสมขณะที่ยังเป็นของเหลวลงใน ตลับอะลูมิเนียม ที่ฆ่าเชื้อแล้ว ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจนบาล์มเซ็ตตัวแข็ง ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงปิดฝา ทำความสะอาดตลับ และติดฉลากผลิตภัณฑ์ ประเด็นที่ 5 ปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา ปัญหาที่พบ1) การเก็บเหงือกปลาหมอจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ป่าชายเลนในระยะยาว


222) สารสำคัญในพืชแต่ละฤดูกาลอาจไม่คงที่ ทำให้มาตรฐานของน้ำมันสกัดมีความคลาดเคลื่อน3) ไขผึ้งชันโรงมีราคาสูงและหาได้ยากในบางช่วงเวลาข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา1) ควรส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำ \"แปลงเพาะพันธุ์และขยายพันธุ์เหงือกปลาหมอ\" ในพื้นที่ว่างเปล่าหรือริมขอบป่า เพื่อลดการรบกวนธรรมชาติ2) จัดทำมาตรฐานวัตถุดิบ (SOP - Standard Operating Procedure) ในการเก็บเกี่ยว เช่น อายุของใบ ช่วงเวลาในการเก็บ เพื่อให้ได้ปริมาณสารสำคัญสูงสุด3) บูรณาการเครือข่ายผู้เลี้ยงชันโรงในจังหวัดระนอง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนประเด็นที่ 6 ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีการนำไปใช้ประโยชน์กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็งในการดูแล รักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน


23โดยพื้นที่ตำบลหงาวนั้นตั้งอยู่ในเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนสูงมาก จนเป็นส่วนสำคัญของ \"พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง\" (Ranong Biosphere Reserve) ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO6.1) ประวัติความเป็นมา วิกฤตทรัพยากรในอดีต : ในอดีตพื้นที่ป่าชายเลนแถบจังหวัดระนองและตำบลหงาว ถูกบุกรุกและทำลายอย่างหนักจากการทำเหมืองแร่ดีบุก การทำนากุ้ง และการสัมปทานตัดไม้ป่าชายเลน เพื่อนำไปเผาถ่าน ส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม สัตว์น้ำชายฝั่งลดลงอย่างน่าตกใจ จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ : เมื่อแหล่งอาหารและรายได้หลักของชุมชนประมงพื้นบ้าน หดหาย ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหงาวจึงเริ่มตระหนักถึงปัญหาและรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้น เพื่อต่อต้านการบุกรุกป่าและเริ่มกิจกรรมปลูกป่าทดแทนการเติบโตเป็นกลุ่มเข้มแข็ง : จากการรวมตัวเล็กๆ ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ทำให้กลุ่มพัฒนาจากการเป็นเพียงผู้ปลูกป่า มาเป็นผู้ดูแล จัดการ และใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนในรูปแบบของ \"ป่าชุมชน\" ที่คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน6.2) การจัดหารายได้ของกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มสามารถดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ได้อย่างยั่งยืนและชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี กลุ่มจึงมีการจัดการรายได้ผ่าน \"วิสาหกิจชุมชน\" ดังนี้:การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) : ให้บริการล่องเรือชมความสมบูรณ์ของ ป่าชายเลน คลองหงาว ชมภูเขาหญ้า นกเงือก และวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะถูกแบ่งเข้าสู่กองทุนอนุรักษ์ของชุมชนการแปรรูปผลผลิตจากป่าชายเลน นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย โดยเฉพาะพืชสมุนไพรในป่าชายเลน เช่น สมุนไพรเหงือกปลาหมอ และ กะปิ กุ้งแห้ง เงินทุนสนับสนุนและเครือข่าย ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในการจัดทำโครงการฟื้นฟูต่างๆ6.3) ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ \"สมุนไพรเหงือกปลาหมอ\" ต้นเหงือกปลาหมอ (Sea Holly) เป็นพืชที่พบได้มากในบริเวณป่าชายเลนและริมคลอง น้ำกร่อย มีสรรพคุณทางยาโดดเด่นในการแก้ปัญหาน้ำเหลืองเสีย รักษาโรคผิวหนัง และแก้อาการภูมิแพ้ ทางกลุ่มและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จึงได้นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น 1) ชาชงเหงือกปลาหมอ : นำใบมาล้างทำความสะอาด ตากแห้ง และคั่ว นำมาทำเป็นชาชงดื่ม ช่วยปรับสมดุลร่างกายและบำรุงน้ำเหลือง 2) สบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว : สบู่ก้อนหรือครีมอาบน้ำผสมสารสกัดจากเหงือกปลาหมอ ช่วยลดอาการคัน ผดผื่น และบรรเทาอาการจากโรคผิวหนัง 3) ยาหม่องและน้ำมันนวดสมุนไพร : ใช้สำหรับทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย บรรเทาอาการวิงเวียน และลดรอยอักเสบจากผื่นคัน 4) แคปซูลสมุนไพร : ผ่านการแปรรูปให้อยู่ในรูปแบบที่ทานง่ายสำหรับผู้ที่ต้องการสรรพคุณทางยาโดยตรง (ต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน)


24และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้จากแนวคิดเพื่อต่อยอดคือ บาล์มสมุนไพรเหงือกปลาหมอ 5) บาล์มสมุนไพรเหงือกปลาหมอ การต่อยอดผลิตภัณฑ์ด้านการ นำสมุนไพรมา แปรรูปปรับเป็นบาร์มนำมันที่มีสรรพคุณใช้ดมใช้ทา ลดอาการคัน ผดผื่น และบรรเทาอาการจากโรคผิวหนัง6.4) ประโยชน์ และการต่อยอด ประโยชน์ที่ได้รับ 1) ด้านสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนได้รับการปกป้องและฟื้นฟู สัตว์น้ำมีแหล่งอนุบาล ทำให้ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ 2) ด้านเศรษฐกิจและสังคม ชุมชนมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวและการขายผลิตภัณฑ์ ไม่ต้องพึ่งพาการจับสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว ลดปัญหาการว่างงานและสร้างความสามัคคี 3) ด้านสุขภาพ ชุมชนได้ใช้สมุนไพรปลอดสารพิษในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นแนวทางการต่อยอดในอนาคต :1) ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Standardization) การผลักดันผลิตภัณฑ์จาก เหงือกปลาหมอให้ได้รับมาตรฐาน อย., มผช. และ OTOP ระดับ 4-5 ดาว เพื่อให้สามารถวางจำหน่าย ในห้างสรรพสินค้าหรือร้านขายยาได้2) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัย สะท้อนถึงความเป็น \"ผลิตภัณฑ์จากป่าสงวนชีวมณฑลระดับโลก\" (Storytelling) เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพและของฝากพรีเมียม 3) เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดระนองมีชื่อเสียง เรื่อง \"น้ำแร่ร้อน\" การนำผลิตภัณฑ์เหงือกปลาหมอไปใช้ร่วมในสปา หรือที่พักต่างๆ ในจังหวัด (เช่น สครับผิวเหงือกปลาหมอ หรือชาต้อนรับ) จะเป็นการขยายตลาดและสร้างเอกลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดได้อย่าง ครบวงจร 4) การตลาดออนไลน์ (E-Commerce) เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวที่มาหน้าร้านเพียงอย่างเดียวบทที่ 4 กรณีศึกษา (Case Study) ในจังหวัดระนองกลุ่มเป้าหมาย : กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง


25บริบทของกลุ่ม : ตำบลหงาวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าชายเลน ประชาชนใน พื้นที่มีการรวมตัวกันเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ และเริ่มมองหาแนวทางในการสร้างรายได้เสริมจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน กลุ่มฯ มีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีใจรักในการเรียนรู้ ภาพ กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว จังหวัดระนองการถ่ายทอดสูตรและเทคนิคการผลิต (Technology Transfer)ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้กับสมาชิกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้:1) การให้ความรู้พื้นฐาน บรรยายถึงสรรพคุณทางยาของเหงือกปลาหมอตามข้อมูลงานวิจัย และอธิบายถึงพันธกิจของโครงการ อพ.สธ. ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์2) การสาธิตและฝึกปฏิบัติ (Hands-on Practice): -สอนวิธีการระบุชนิดและคัดเลือกใบเหงือกปลาหมอที่ไม่ทำลายต้นแม่


26


27-การคัดและเตรียมวัตถุดิบ


28-สาธิตเทคนิคการสกัดน้ำมันร้อน (Hot maceration) ที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้น้ำมันไหม้และเสียคุณค่า -สอนอัตราส่วนการชั่งตวงวัดวัตถุดิบอย่างแม่นยำ


293) การควบคุมคุณภาพเบื้องต้น : สอนวิธีการตรวจสอบลักษณะของบาล์มที่ดี คือ ต้องมีเนื้อเนียน ไม่แยกชั้น สีเขียวอมเหลืองธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นหืน


304) ผลการตอบรับจากชุมชน : สมาชิกกลุ่มสามารถผลิตบาล์มได้ด้วยตนเอง มีความเข้าใจ ในกระบวนการ และเกิดแนวคิดที่จะนำผลิตภัณฑ์นี้ไปวางจำหน่ายที่ศูนย์เรียนรู้ป่าชายเลนตำบลหงาว เพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว


31บทที่ 5 สรุปและแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวคิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Product Concept)ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นคือ \"บาล์มน้ำมันสมุนไพรเหงือกปลาหมอผสมไขผึ้งชันโรง\" (Sea Holly & Stingless Bee Wax Herbal Balm) โดยดึงเอาอัตลักษณ์ของจังหวัดระนอง ได้แก่ ทรัพยากรป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มาเป็นจุดขาย (Unique Selling Proposition: USP)รายละเอียดผลิตภัณฑ์และการบรรจุภัณฑ์:รูปแบบผลิตภัณฑ์: บาล์มเนื้อครีมขี้ผึ้งกึ่งแข็ง ทาแล้วซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะสรรพคุณหลัก : บรรเทาอาการคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย ผดผื่นคันตามผิวหนัง ลดการอักเสบ และไขผึ้งชันโรงช่วยสมานแผลและบำรุงผิวบริเวณที่ทา


32บรรจุภัณฑ์ (Packaging) : เลือกใช้ตลับอะลูมิเนียม (Aluminum Tin) ฝาเกลียว ขนาด 10 กรัม เหตุผลที่เลือกใช้อะลูมิเนียมเนื่องจาก :การปกป้องคุณภาพ : ป้องกันแสงแดดและอากาศได้ดีเยี่ยม ช่วยรักษากลิ่นของน้ำมันหอมระเหยและป้องกันการหืนของน้ำมันธรรมชาติความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) : อะลูมิเนียมสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% สอดคล้องกับแนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติของกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนความสวยงามและมูลค่า : ตลับอะลูมิเนียมให้ความรู้สึกพรีเมียม (Premium) แข็งแรง น้ำหนักเบา พกพาสะดวก เหมาะแก่การทำเป็นสินค้า OTOP และของฝากระดับจังหวัด


33การออกแบบฉลาก เน้นความเรียบง่าย (Minimalist) มีภาพวาดลายเส้นของใบเหงือกปลาหมอและตัวชันโรง ระบุส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ และโลโก้ของกลุ่มอนุรักษ์ฯ รวมถึงตราสัญลักษณ์ อพ.สธ. (หากได้รับการอนุมัติ) เพื่อการันตีที่มาและคุณภาพ


34บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะบทสรุปการศึกษาวิจัยสรรพคุณทางยาสมุนไพร \"เหงือกปลาหมอ\" ดำเนินการภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ปีงบประมาณ 2569 (โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนอง) ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ เหงือกปลาหมอทั้งชนิดดอกขาวและดอกม่วงในพื้นที่ระนอง มีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นด้านการรักษาโรคผิวหนังและ ต้านการอักเสบ เมื่อนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และต่อยอดด้วยการ ใช้ประโยชน์จากไขผึ้งชันโรง ทำให้เกิfเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ \"บาล์มน้ำมันสมุนไพรในตลับอะลูมิเนียม\" ที่มีประสิทธิภาพสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหงาว ไม่เพียงแต่สร้างทักษะในการผลิต แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชควบคู่ไปกับ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจข้อเสนอแนะ1) ด้านการวิจัยต่อยอด : ควรมีการส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์บาล์มที่ชุมชนผลิตไปทดสอบทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่าความคงตัว (Stability test) และการทดสอบการระคายเคืองทางผิวหนัง (Irritation test) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพรกับ อย.2) ด้านการส่งเสริมการตลาด : องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ควรสนับสนุนงบประมาณในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลากอย่างเป็นทางการ รวมถึงผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวของจังหวัด3) ด้านการอนุรักษ์ : หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำเขตพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมเหงือกปลาหมอต้นแบบ และสนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการปลูกและขยายพันธุ์ให้แก่กลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต


35บรรณานุกรมกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2542). สมุนไพรพื้นบ้าน เล่ม 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2565). ฐานข้อมูลสมุนไพร (MedPlant): เหงือกปลาหมอ. ค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569, จาก http://www.medplant.mahidol.ac.thโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2560). ฐานข้อมูลพรรณไม้และสมุนไพรในพื้นที่ป่าชายเลน. ค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569, จากเว็บไซต์ฐานข้อมูล อพ.สธ.นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร. (2543). สมุนไพรพื้นบ้าน (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประชาชน.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. (2549). ตำราแพทย์แผนไทย: ยาสมุนไพรและการใช้ประโยชน์. กรุงเทพฯ: สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.วุฒิ วุฒิธรรมเวช. (2540). สารานุกรมสมุนไพร: รวมหลักเภสัชกรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). (2562). พืชและสัตว์ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้. กรุงเทพฯ: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.ภาษาอังกฤษ (งานวิจัยระดับสากล)Babu, B. H., Shylesh, B. S., & Padikkala, J. (2001). Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius. Fitoterapia, 72(3), 272-277.Bandaranayake, W. M. (2002). Bioactivities, bioactive compounds and chemical constituents of mangrove plants. Wetlands Ecology and Management, 10(6), 421-452.Govindasamy, C., & Arulpriya, M. (2013). Antimicrobial activity of Acanthus ilicifolius: Skin infection pathogens. Asian Pacific Journal of Tropical Disease, 3(3), 180-184.Hadi, S., & Bremner, J. B. (2001). Initial studies on alkaloids from Lombok medicinal plants. Molecules, 6(2), 117-129.Rojsanga, P., & Gritsanapan, W. (2005). Variation of acteoside content in Acanthus ebracteatus and Acanthus ilicifolius from different locations in Thailand. Planta Medica, 71(10), 967-970.


36Singh, A. K., et al. (2009). Anti-inflammatory and analgesic activities of the extract of Acanthus ilicifolius. Journal of Ethnopharmacology, 124(3), 570-575.Wongkrajang, Y., et al. (1990). Pharmacological studies of Acanthus ebracteatus Vahl. Thai Journal of Pharmaceutical Sciences, 15(4), 263-270.


37ภาคผนวก


381. แบบสัมภาษณ์ปราญ์ชาวบ้านแบบฟอร์มบันทึกการสัมภาษณ์ปราชญ์ท้องถิ่นหัวข้อ: ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์ [ ] เหงือกปลาหมอ [ ] ผักเหลียง [ ] ผึ้งชันโรงส่วนที่ 1: ข้อมูลพื้นฐาน (Metadata)• วันที่สัมภาษณ์: // . เวลา: . • สถานที่/พิกัด: // .• ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์: // . อายุ: // . ปี• ความเชี่ยวชาญหลัก:o [ ] สมุนไพร/หมอพื้นบ้านo [ ] เกษตรกรรมo [ ] เลี้ยงชันโรง [ ] อื่นๆ ____________• ประสบการณ์/จำนวนปีที่ทำ: // .• ผู้สัมภาษณ์/ผู้จดบันทึก: // .


39ส่วนที่ 2: บันทึกข้อมูลเชิงลึก (Deep Dive Notes) 1. เหงือกปลาหมอ (สมุนไพรและตำรับยา)• สายพันธุ์ที่พบ/แหล่งที่ขึ้น:________________________________________________________• ฤดูกาล/วิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง:_____________________________________________________________________________________________________• สรรพคุณเด่น (จากประสบการณ์ตรง):______________________________________________________________________________________________________________________________________________________• วิธีการปรุงยา/ส่วนที่ใช้ (ต้ม/ดอง/บด):__________________________________________________________________________________________________• ข้อควรระวัง/ข้อห้ามใช้:____________________________________________________________________________________________________________________________________________________________


40ส่วนที่ 4: เช็กลิสต์สื่อประกอบ (Media Checklist)(ทำเครื่องหมาย เมื่อบันทึกภาพ/วิดีโอแล้ว เพื่อนำไปใช้ทำสื่อหรือรายงาน)• [ ] ภาพ Portrait ของปราชญ์ชาวบ้าน (ขณะกำลังทำงาน/ยิ้มแย้ม)• [ ] ภาพลักษณะใบ/ดอก/ต้น ของเหงือกปลาหมอในพื้นที่• [ ] ภาพลักษณะทรงพุ่ม/ยอด ของผักเหลียง• [ ] ภาพกล่องเลี้ยงชันโรง / ตัวชันโรง / น้ำผึ้งชันโรง• [ ] วิดีโอสั้น: ปราชญ์สาธิตการทำยา / การเก็บเกี่ยว / การเปิดรังชันโรง• [ ] วิดีโอสั้น: สัมภาษณ์ประโยคเด็ด (Quote) เรื่องแนวคิดธรรมชาติบำบัดข้อสังเกตเพิ่มเติมของทีมงาน (Post-Interview Observations):จดความประทับใจ เกร็ดความรู้ หรือสิ่งที่ค้นพบโดยบังเอิญนอกเหนือจากคำถาม


41แนวทางสำหรับสัมภาษณ์ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรเหงือกปลาหมอ , ผักเหลียง และพันธุ์ผึ้งชันโรง ทั้งนี้ ให้มีการสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ (ผู้รู้/หมอพื้นบ้าน/ปราชญ์ท้องถิ่น ฯลฯ)ควรจะสัมภาษณ์ประเด็นอะไรบ้างประเด็นการสัมภาษณ์ออกเป็น 5 หมวดหลัก ดังนี้1. หมวดข้อมูลบุคคลและที่มาของภูมิปัญญา (Ice Breaking & Background)ก่อนเจาะลึกเรื่องพืชและสัตว์ ควรสร้างความคุ้นเคยและเข้าใจรากฐานความรู้ของท่านก่อน• ที่มาของความรู้: ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เหล่านี้มาจากไหน? (เรียนจากบรรพบุรุษ, ครูบาอาจารย์, หรือสังเกตจากประสบการณ์ด้วยตนเอง)• ประสบการณ์: ท่านคลุกคลีกับการใช้สมุนไพร/เลี้ยงชันโรง มานานแค่ไหนแล้ว?• แนวคิดหลัก : ในมุมมองของหมอพื้นบ้าน อะไรคือหัวใจสำคัญของการใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาโรคหรือเลี้ยงชีพ?2. หมวดเจาะลึกเฉพาะเรื่อง (Deep Dive)แบ่งการสัมภาษณ์ตามชนิดของสิ่งที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลครบมิติ ทั้งนิเวศวิทยา การใช้ประโยชน์ และข้อควรระวัง ประเด็นสัมภาษณ์: เหงือกปลาหมอ (เน้นด้านสรรพคุณยาและตำรับยา)• การจำแนกและแหล่งกำเนิด : ท่านแยกความแตกต่างของเหงือกปลาหมอแต่ละชนิดอย่างไร (เช่น ดอกขาว vs ดอกม่วง)? มักพบขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบไหน?• การเก็บเกี่ยว : มีเคล็ดลับการเก็บอย่างไรให้ได้สรรพคุณทางยาดีที่สุด? (ต้องเก็บฤดูไหน, เวลาใด, หรือมีพิธีกรรม/คาถากำกับหรือไม่)• ตำรับยาและการใช้ประโยชน์:o ใช้ส่วนไหนทำยา (ราก, ต้น, ใบ)?o มีวิธีการปรุงยาอย่างไร (ต้ม, ดอง, บด, ปั้นลูกกลอน)?o ใช้รักษาโรคอะไรได้ผลดีที่สุดในประสบการณ์ของท่าน (เช่น น้ำเหลืองเสีย, ผิวหนัง, ภูมิแพ้)?• ข้อห้ามและข้อควรระวัง: ใครที่ไม่ควรใช้? หรือมีอาหารแสลงที่ห้ามกินคู่กับยานี้หรือไม่?


423. หมวดความเชื่อมโยงทางนิเวศ (Ecological Synergy)ประเด็นนี้มักเป็นจุดเด่นของภูมิปัญญาชาวบ้านที่มองเห็นความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ• ความเกื้อกูลกัน : ผึ้งชันโรงมีส่วนช่วยผสมเกสรให้ต้นผักเหลียงหรือเหงือกปลาหมอในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน?• แหล่งอาหารของผึ้ง : ดอกเหงือกปลาหมอ หรือเกสรจากต้นเหลียง เป็นแหล่งอาหารที่ดีของชันโรงหรือไม่? ทำให้น้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยาเพิ่มขึ้นไหม?4. หมวดการอนุรักษ์และการสืบทอด (Future & Conservation)• ความเปลี่ยนแปลง : สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการหาเหงือกปลาหมอ การปลูกผักเหลียง หรือปริมาณผึ้งชันโรงหรือไม่?• การแก้ปัญหา : หมอพื้นบ้าน/ปราชญ์ มีวิธีปรับตัวหรือดูแลทรัพยากรเหล่านี้ให้คงอยู่อย่างไร?• การสืบทอด : ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่มาสนใจเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ไหม? ท่านมีความกังวลหรืออยากฝากอะไรถึงคนรุ่นหลังในการรักษาภูมิปัญญานี้?


432. ภาพถ่ายการลงพื้นที่เก็บข้อมูล


44


45


46


47


48


49


Click to View FlipBook Version