รายงานการวจิ ยั
การพฒั นาเพื่อส่งเสรมิ ผลติ ภณั ฑช์ ุมชนผา้ สไบมอญ
และปรับปรุงช่องทางจาหนา่ ยออนไลน์
ของตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวดั นนทบรุ ี
โดย
นางสาวอบุ ลวรรณ กลน่ิ อ้น
รายงานการวจิ ยั น้เี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศกึ ษา
วิชาสหกจิ ศกึ ษา (HI401) คณะมนษุ ยศาสตร์
สาขาสหวิทยาการ มหาวิทยาลยั หอการคา้ ไทย
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
ช่ือเรือ่ ง : การพฒั นาเพ่ือส่งเสรมิ ผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนผา้ สไบมอญ ก
และปรบั ปรุงช่องทางจาหน่ายออนไลน์ ของตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบรุ ี
ผ้วู ิจัย : อุบลวรรณ กล่นิ อัน
อาจารยท์ ป่ี รึกษา : อาจารยส์ ุจรรยา จันทรศริ ิ
ปกี ารศึกษา : 2563
บทคัดย่อ
งานวจิ ยั เร่อื ง การพัฒนาเพื่อส่งเสริมผลติ ภัณฑ์ชมุ ชนผา้ สไบมอญ และปรับปรุง
ชอ่ งทางจาหนา่ ยออนไลน์ ของ ตาบลบางตะไนยา อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มี
วตั ถุประสงค์เพอื่ รวบรวมเทคโนโลยี และองค์ความรดู้ ้านผลติ ภณั ฑผ์ ้าพ้นื เมอื ง และนามา
ประยุกต์ใชพ้ ฒั นาผลติ ภัณฑช์ มุ ชนผ้าสไบมอญ รวมถงึ ปรบั ปรงุ ช่องทางการจาหนา่ ยผา่ น
เพจออนไลน์ผ้าสไบมอญ ขอบเขตการวิจัยครอบคลุมเขตพน้ื ที่ ตาบลบางตะไนย์ อาเภอ
ปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี และกาหนดระยะเวลาวจิ ัย 3 เดือน(กุมภาพันธ์ - เมษายน
พ.ศ.2564)
วธิ ีการวจิ ัยการศึกษางานวจิ ยั ช้ินน้ี จะใชว้ ิธีวจิ ัยแบบเชงิ คุณภาพ (Qualitative
Research) โดยใชก้ ารสมั ภาษณแ์ บบเชิงลกึ ซ่งึ จะต้องมีการสัมภาษณ์นายกองค์การ
บริหารสว่ นตาบลบางตะไนย์ และปราชญ์ทอ้ งถ่ิน การสมั ภาษณ์แบบกลุ่มกับทางกลุ่ม
แมบ่ ้าน กศน.ผ้าสไบมอญ ชุมชนบ้านแหลมเหนือ หมู่ที่ 5 ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปาก
เกรด็ จงั หวดั นนทบุรีร่วมกับการศึกษากระบวนการผลิตผ้าสไบมอญแบบด้ังเดิม และ
สังเกตวธิ ีการทางานของกลมุ่ แม่บา้ นฯภายในชุมชน
ผลวิจยั พบว่า เขตตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จงั หวดั นนทบรุ ี มชี าวมอญ
เข้ามาอยู่อาศยั เป็นจานวนมาก ประชาชนทส่ี บื เชอื้ สายมอญก็ยงั คงรักษาขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชาวมอญดง้ั เดมิ เอาไวร้ วมถึงการอนุรกั ษ์การปักผ้าสไบแบบมอญ ถึงแม้
ยงั คงขาดความรู้ความเขา้ ใจในการจัดการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ผา้ สไบมอญ แตช่ ุมชนก็มีการ
จดั การแสวงหาความรใู้ หอ้ ยู่เสมอ เพอื่ ท่ีจะพฒั นาผลิตภัณฑ์ใหม้ ีคุณภาพ มีความยั่งยืน
เนน้ การชว่ ยเหลือซงึ่ กันและกันของคนในชุมชน มีความสามคั คี อีกท้ังมีผู้นาที่มีวิสยั ทศั น์
ทด่ี ี เปน็ ผู้รูแ้ ละเป็นแบบอยา่ งให้ชุมชนจึงสามารถเกดิ ผลสาเร็จได้
ข
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการวจิ ยั "รายงานการวิจยั การส่งเสริม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน
ผา้ สไบมอญ และปรบั ปรุงช่องทางจาหนา่ ยออนไลน์ของตาบลบางตะไนย์ อาเภอปาก
เกรด็ จงั หวดั นนทบรุ "ี เลม่ นคี้ งไม่สาเรจ็ ลลุ ่วงไปได้ หากขาดผใู้ ห้ความอนุเคราะห์จานวน
มาก ทผ่ี วู้ ิจยั ใครข่ อขอบคณุ ไว้ ณ ทนี่ ้ี
ขอขอบพระคณุ นายธนิต สขุ ทอง ตาแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตาบล
บางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี ที่ได้ให้ความร้คู วามเข้าใจขั้นพื้นฐานของ
ตาบลบางตะไนย์ อันเปน็ ทีม่ าของการวิจัยในคร้งั นี้
ขอขอบคุณ นางลภัสลดา เชอ้ื ศิริ และท่านอื่น ๆ ท่ีไมส่ ามารถเอ่ยนามอีกจานวน
มาก ท่ไี ดใ้ หข้ ้อมูลเกี่ยวกบั ผา้ สไบมอญของตาบลบางตะไนย์
ขอขอบคุณ รศ.ดร.อุสา สุทธสิ าคร ที่ได้ใหค้ าแนะนา ให้ความช่วยเหลือ ดูแล
และใหค้ วามรเู้ กีย่ วกบั การทาวิจยั เชงิ คณุ ภาพ และได้ให้ตวั อย่างในการทาวิจัย ทาให้
ทางานวจิ ยั ไดอ้ ย่างราบรนื่
ขอขอบคณุ อาจารยส์ ุจรรยา จนั ทรศิริ ท่ีได้ให้คาแนะนา ตรวจทานงานวิจัย
และช่วยแก้ไขคาผดิ ให้ ทาให้งานวิจยั สมบรู ณ์มากยง่ิ ขนึ้
ขอขอบคณุ นางสาวขวญั ฤทัย เวณุโกเศศ ท่ีได้ใหแ้ นวทางการทาวิจัย และให้
คาปรกึ ษาตลอดการทาวจิ ัย
ทา้ ยสุดนี้ ผู้วิจัยขอราลึกพระคุณคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านท่ีได้ประสิทธ์ิ
ประศาสน์ความรู้ และขอขอบพระคุณเจ้าของผลงานทุกท่าน ที่ได้เรียบเรียงเขียน
งานวิจัยไว้ใหผ้ ู้วจิ ัยได้ศกึ ษาและอา้ งอิง
อบุ ลวรรณ กลิ่นอัน
เมษายน 2564
ค
สารบัญ
หนา้
บทคัดย่อ…….....................……………………..................................…………..…ก
กิตตกิ รรมประกาศ......................................................................................ข
สารบัญ........................................................................................................ค
บทท่ี 1 บทนา.......................................................................................................... .1
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา.....................................................1
1.2 วัตถปุ ระสงค์ของโครงการวิจัย....................................................................3
1.3 ขอบเขตของการวิจัย..................................................................................3
1.4 ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับจากการวจิ ัย......................................................3
บทท่ี 2 วรรณกรรมทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง..................................................................................4
2.1 แนวคดิ ด้านการพฒั นาผลิตภณั ฑ์................................................................4
2.2 แนวคิดด้านการจดั การความรู้.....................................................................5
2.3 แนวคดิ ดา้ นการตลาดออนไลน.์ ...................................................................6
บทท่ี 3 ระเบียบวิธวี ิจัย.............................................................................................7
3.1 การเลอื กพ้ืนทีใ่ นการศกึ ษา.........................................................................7
3.2 กล่มุ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการศึกษา.....................................................................7
3.3 วธิ กี ารศึกษา................................................................................................8
3.4 เคร่ืองมือในการวจิ ัย....................................................................................8
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล……….……………………………......………………………….8
3.6 การวเิ คราะห์ข้อมูล......................................................................................8
บทท่ี 4 ผลการศึกษาวจิ ยั ..........................................................................................9
4.1 ขอ้ มูลพนื้ ฐานของตาบลบางตะไนย.์ .............................................. ..............9
4.2 จดุ เริม่ ตน้ การทาผ้าสไบมอญของกลมุ่ แม่บา้ น กศน.บางตะไนย.์ ................10
4.3 การฝึกอบรม.................................................................................... .........11
4.4 ข้นั ตอนการปักสไบมอญ............................................................................13
4.5 ลวดลายของผา้ สไบมอญ............................................................................13
4.6 ปัญหาและอุปสรรคในการทาผา้ สไบมอญ..................................................14
4.7 เพจผา้ สไบมอญ........................................................................................15
บทท่ี 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ................................................................16
5.1 สรปุ ผลการวิจยั .........................................................................................16
5.2 การอภิปรายผลการวิจัย............................................................................18
5.3 ข้อเสนอแนะ.............................................................................................19
บรรณานกุ รม..........................................................................................................20
ภาคผนวก...............................................................................................................23
คณะผู้จัดทา............................................................................................................25
สารบัญภาพ
หนา้
ภาพท่ี 1 ผา้ สไบมอญทถ่ี วายสมเดจ็ พระนางเจ้าสทุ ิดาฯพระบรมราชินี ในรัชกาลที่10......... 10
ภาพท่ี 2 มอบสไบมอญให้กับนายกประยุทธ์ จนั ทร์โอชา..............................................10
ภาพที่ 3 การคล้องสไบแบบผหู้ ญิง และผูช้ าย..............................................................11
ภาพที่ 4 การห่มสไบแบบเฉียงในงานบญุ ต่างๆ.............................................................11
ภาพท่ี 5 การรา่ งแบบก่อนทจี่ ะนาไปปัก.......................................................................13
ภาพที่ 6 ขัน้ ตอนการปกั สไบมอญโดยใชม้ ือ..................................................................13
ภาพที่ 7 แบบท่ใี ชส้ าหรับวาดทาบเปน็ ลวดลายบนผา้ สไบมอญ....................................14
ภาพที่ 8 สไบมอญลายดาวลอ้ มเดือน...........................................................................14
ภาพที่ 9 สไบมอญลายเถา............................................................................................14
ภาพท่ี 10 เพจผา้ สไบมอญบน Facebook ในปัจจุบัน.................................................15
ภาพที่ 11 ตวั อยา่ งการใช้ รปู โปรไฟล์ และรปู หนา้ ปกให้ดูน่าสนใจ..............................15
1
บทที่ 1
บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
ชนชาตมิ อญเปน็ ชนชาตทเี่ ก่าแกช่ นชาติหน่ึงท่ีมถี ่ินฐนเดมิ อยู่ทีพ่ ม่าตอนล่าง เมอื่
เกิดการรกุ รานจากพม่า จึงอพยพเขา้ ต้ังถน่ิ ฐานในประเทศไทย กระจายตัวอยู่บริเวณริม
ฝั่งแม่นา้ เจ้าพระยา ภาคกลางและบางส่วนในภาคเหนือ ในเขตตาบลบางตะไนย์ อาเภอ
ปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี ก็เปน็ อีกพ้นื ทีห่ น่งึ ท่ีชาวมอญอพยพเข้ามาจานวนมากในช่วง
สมัยอยุธยาตอนปลาย แมว้ ่าชาวมอญจะเขา้ มาอย่ใู นแผน่ ดนิ ไทยมานานแล้วแต่ก็ยังคง
สบื สานและอนุรักษว์ ัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณมี อญเอาไว้อย่างดี มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัว และมีหลากหลายด้าน ทั้งภูมิปัญญาทางด้านอาหาร นาฏศิลป์ ดนตรี
เครอื่ งป้นั ดนิ เผา การปกั ผ้าสไบมอญ ความเชือ่ เร่อื งผี และยังมเี ทศกาลแหโน่ (ธงตะขาบ
ประเพณตี กั บาตรนา้ ผึง้ ประเพณตี ักบาตรพระร้อย และประเพณีจดั งานศพของชาวมอญ
เปน็ ต้น ชาวมอญไดอ้ นรุ กั ษว์ ัฒนธรรมประเพณเี อาไวจ้ วบจนปัจจุบัน ทาให้กลมกลืนไป
กับวิถีชวี ิตของคนไทย
ผา้ สไบมอญ เป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของชาวมอญท่ีพบเหน็ มาต้ังแต่อดีตจาก
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังท่ีมรี ูปหญงิ แตง่ กายมผี า้ สไบพาดทไ่ี หล่หรอื คลอ้ งคอ ซงึ่ ปรากฏ
ตามวัดต่าง ๆ ในชมุ ชนมอญ และชาวมอญเชอื่ ว่าสไบมอญเปน็ ของสูง ใช้รองกราบพระ
และไมน่ ยิ มนาลวดลายบนผา้ สไบไปปกั ตามชายผา้ ถงุ หรืออยู่ในที่ต่า ผ้าสไบมอญเปน็
ผลิตภณั ฑ์ทมี่ ชี ่อื เสียงของชาวมอญ มีสีสนั สดใส สวยงาม เหมาะในการใชส้ าหรับการแต่ง
กายเข้าร่วมเทศการประเพณที ่ีสาคญั เชน่ งานทาบญุ ต่าง ๆ งานตกั บาตรคะนอมจิน งาน
สงกรานต์ งานใสบ่ าตรน้าผง้ึ เป็นตน้ การปกั ผา้ สไบมอญจึงถือเป็นสัญลักษณ์ท่ีแสดง
ความเป็นมอญอยา่ งเดน่ ชัด แสดงถึงพัฒนาการของรูปแบบ และลวดลายท่ีมีความ
สอดคลอ้ งกับหนา้ ที่การใช้งานของผา้ สไบ และสะท้อนถงึ แนวความคดิ สร้างสรรค์ของผู้
ปีกสไบอีกดว้ ย ซ่ึงสไบมอญสามารถใสไ่ ดท้ งั้ ผู้ชายและผู้หญิง แต่ผู้ชายอาจจะใช้เป็น
ผ้าขาวม้าแทนได้
2
จากการที่ชุมชนน้นั ได้เล็งเห็นความสาคัญของผา้ สไบมอญ จึงเกิดการรวมกลุ่ม
ของแม่บ้านข้ึนมา โดยกศน.ตาบลบางตะไนยได้เปดิ อบรมหลกั สูตรศิลปะการประดิษฐ์
การปกั ผา้ สไบมอญ เพ่อื ท่ีจะอนุรักษ์สไบมอญเอาไว้ให้คงอยู่ ถึงแม้สังคมจะมีการ
เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทาใหข้ นบธรรมเนยี มประเพณีตา่ งๆอาจถูกละเลยไป จึง
ตอ้ งมีการรกั ษาทนุ ทางวัฒนธรรมเอาไว้ ซึ่งประโยชน์จากทนุ ทางวัฒนธรรมก็คือเป็นคุณ
คา่ ท่ีชว่ ยใหส้ งั คมดารงอยอู่ ยา่ งสมดลุ พง่ึ พาอาศยั กัน สร้างสินค้าสาธารณะเพือ่ ใชร้ ่วมกัน
แทนทจี่ ะเป็นสังคมแหง่ การแย่งชิงในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น ศิลปะหัตถกรรม
งานฝีมือ การแสดง หรือมปี ระโยชนท์ างออ้ ม เช่น สนับสนนุ การทอ่ งเที่ยว การถา่ ยทอด
ความร้ผู ่านทักษะ และความชานาญทีถ่ ่ายทอดจากคนร่นุ หนึง่ ไปยังอีกรุ่นหน่ึง รวมท้ัง
ช่วยในการจดั ระเบียบทางสงั คม ซ่ึงเกย่ี วข้องกับคุณค่าความรู้คู่ภูมิปัญญา และงาน
สร้างสรรค์อนั เกดิ จากการค้นควา้ และคันพบโดยผ้ทู รงความรู้ในท้องถ่ิน รวมทั้งคานิยม
และความเชื่อทผ่ี ูกพันสังคม ทาให้เกิดการจัดระเบียบของสงั คมหรอื สรา้ งกฎกตกิ าทเี่ ป็น
คณุ ตอ่ สงั คมโดยส่วนรวม (ดิเรก ปัทมสิรวิ ัฒน,์ 2547)
การท่ีตาบล บางต ะไน ย์นั้นมีวัฒนธ รรม และภูมิปัญญาขอ งชาว มอญที่
หลากหลาย แตช่ าวบ้านในชุมชนอาจจะยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดการ
ผลติ ภัณฑ์ จึงตอ้ งมีการจัดระเบยี บ และแลกเปล่ียนกนั เพื่อพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อ
ชมุ ชน ส่งเสริมให้ผลติ ภณั ฑ์ชุมชนมคี ุณภาพ และเป็นมาตรฐาน โดยจดั เก็บข้อมลู ความรู้
ทถ่ี กู ต้องให้เหมาะสมกับบุคคล เนน้ การพฒั นา กระบวนงานควบคูไ่ ปกบั การพัฒนาการ
เรยี นรผู้ า่ นกระบวนการจาแนก วเิ คราะห์ และจัดระบบความรู้เพ่ือสรรหาคดั เลือกจดั การ
เผยแพร่ และสร้างบรรยากาศให้เกดิ การแบ่งปนั ความรู้ในเร่อื งใดเรอ่ื งหน่ึงภายในชุมชน
(กรี ติ ยศยิ่งยง, 2550) และนาความรูท้ ี่ผา่ นระบบการจดั การมาตอ่ ยอดพฒั นาผลิตภัณฑ์
งการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์ หมายถงึ การปรบั ปรงุ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านรูปแบบ ด้าน
บรรจุภณั ฑ์ ด้านคณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์ เพอ่ื การเพมิ่ มูลคา่ ใหม้ ีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น
โดยการนาภูมิปัญญาทอ้ งถนิ่ และเทคโนโลยที เ่ี หมาะสมมาประยกุ ต์ใช้ในการปรับปรุง
และพฒั นาผลิตภณั ฑ์(วรรณพรรธน์ รมิ ผด,ี 2554) โดยจะตอ้ งมีการสร้างความแตกต่าง
ของผลติ ภณั ฑ์ เพื่อทาใหผ้ ลติ ภัณฑ์ของชมุ ชนมลี กั ษณะโดดเด่นแตกตา่ งจากที่อื่ เพ่ือให้
เปน็ จดุ ขาย และเพ่อื เพม่ิ ความนา่ สนใจในตวั ของผลติ ภัณฑ์ผ้าปักสไบมอญของตาบลบาง
ตะไนยจ์ นเกดิ เปน็ ความยัง่ ยืน
3
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของโครงการวิจัย
1. เพอื่ รวบรวมองค์ความร้ใู นการพัฒนาผลิตภณั ฑ์สไบมอญ ของตาบลบางตะไนย์ อาเภอ
ปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี
2. เพ่ือส่งเสริม และพฒั นาผสติ ภัณฑ์ชุมชนผา้ สไบมอญ ของตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี
3. เพื่อปรบั ปรงุ ชอ่ งทางการจาหนา่ ยออนไลนข์ องเพจผา้ สไบมอญ บ้านแหลมเหนือ
ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จงั หวดั นนทบรุ ี
1.3 ขอบเขตการวิจัย
การพัฒนาเพ่ือสง่ เสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้าสไบมอญและปรับปรุงช่องทาง
จาหน่ายออนไลน์ ของตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี เปน็ การศึกษา
และบรกิ ารสงั คมในการจัดการความรู้ และพัฒนาทนุ ทางวัฒนธรรม ในพ้ืนที่ของตาบล
บางตะไน โดยใช้การวิสัมภาษณ์นายกองค์การบริหารส่วนตาบลบางตะไนย์ ปราชญ์
ท้องถน่ิ และวสิ ัมภาษณแ์ บบกลุ่มกบั กลุ่มแมบ่ ้าน กศน ผา้ สไบมอญ ชุมชนบ้านแหลม
เหนอื หม่ทู ่ี 5 ตาบลบางตะไนย์ ร่วมกบั การศกึ ษากระบวนการผสติ ผ้าสไบมอญแบบต้ัง
เดมิ และใชก้ ารสงั เกตวธิ ที างานของกลุ่มแมบ่ า้ นฯ ภายในชมุ ชน โดยกาหนดระยะเวลา
ดาเนินการวิจัย 3 เดือน (กมุ ภาพันธ์ - เมษายนพ.ศ.2564) และกาหนดชอบเขตการวิจัย
ครอบคลมุ พนื้ ทีต่ าบลบางตะไน อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบุรี ซงึ่ เปน็ พ้นื ทีท่ ่ีซึ่งมีชาว
ไทยเชอื้ สายมอญอยู่อาศัยเปน็ จานวนมาก และยังคงสืบสานรักษาขนบธรรมเนียม
ประเพณีวัฒนธรรม และวิถชี วี ิตตง้ั เติม รวมทั้งการอนุรักษ์การปกี ผ้าสไบแบบมอญดัง้ เดิม
เอาไว้ใด้เป็นอย่างดี
1.4 ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ
1. ทาให้ชมุ ชนไดม้ ีการจัดการความรูใ้ นการพัฒนาผลิตภณั ฑส์ ไบมอญของตาบล
บางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบุรี
2. ชมุ ชนเกดิ การส่งสรมิ พฒั นาต่อยอดผลิตภัณฑช์ มุ ชนผาั สไบมอญของตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จงั หวัดนนทบรุ ี
3. การจัดจาหนา่ ยทางออนไลนข์ องเพจผา้ สไบมอญบา้ นแหลมเหนือ ตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี มกี ารปรับปรงุ และเกดิ การเปลี่ยนแปลงในรปู แบบใหม่
4
บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
แนวคิดทฤษฎีและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้องในงานวจิ ยั นี้ มี 3 แนวคดิ คอื แนวคิดดา้ น
การพฒั นาผลิตภณั ฑ์แนวคิดดา้ นการจดั การความรู้ แนวคิดด้านการตลาดออนไลน์
2.1 แนวคดิ ดา้ นการพัฒนาผลิตภณั ฑ์
1) ความหมายของการพัฒนาผลติ ภัณฑ์
การพฒั นาผลิตภัณฑ์ หมายถงึ การทีไ่ ด้ปรบั ปรงุ และได้พัฒนาผลติ ภัณฑ์ต่างๆ
ในดา้ นตา่ งๆไม่วา่ จะเปน็ ด้านรปู แบบผลิตภัณฑ์ ดัานบรรจภุ ัณฑ์ ด้านคณุ ภาพผลิตภัณฑ์
ท้ังหมดสนองต่อความต้องการเพื่อที่จะเพมิ่ มูลคา่ ให้กับผลติ ภณั ฑ์ ในการท่ีมีโอกาสทา
การตลาดมากข้นึ โดยการนาภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ ทีม่ ีอยูเ่ ดมิ แลว้ และเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม
มารวมตวั และประยุกต์ใช้ ทัง้ หมดกเ็ พือ่ ใชใ้ นการปรบั ปรงุ และพฒั นาผลติ ภัณฑ์ (วรรณ
พรรธน์ ริมผดี, 2554) ซึง่ ประกอบดว้ ย
1.การพัฒนาคุณภาพผลติ ภณั ฑ์ 4. การพัฒนาลกั ษณะของผลิตภณั ฑ์
2.การพัฒนาบรรจภุ ัณฑ์ 5. การพฒั นาด้านภูมปิ ญั ญา
3.การพัฒนารปู แบบผลิตภณั ฑ์ 6. การพัฒนาเรอ่ื งราวของผลิตภณั ฑ์
การพฒั นาผลิตภณั ฑ(์ product development) เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
และปรับปรุงผลิตภณั ฑเ์ ดิมสาหรบั ตลาดปัจจุบันด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดย
ปรบั ปรุงให้ใหญ่ขึ้น ทาใหเ้ ลก็ ลง เปลี่ยนแปลง รวม หรือแยกลกั ษณะต่างๆของผลิตภัณฑ์
สร้างคุณภาพผลติ ภณั ฑใ์ ห้แตกต่างจากค่แู ขง่ ขัน เพิ่มรปู แบบและขนาดผลิตภณั ฑซ์ ึ่งการ
พัฒนาผสิตภณั ฑ์ใหม่จะตอ้ งมกี ารศกึ ษาความต้องการของผู้บรโิ ภคเป็นสาคัญ
โดยสรปุ แล้ว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หมายถึง การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ผลติ ภัณฑ์ใหต้ รงกับความต้องการของผูบ้ รโิ ภค หรอื ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งขัน
อาจจะเป็นในรปู แบบของการพฒั นาดา้ นบรรจภุ ณั ฑห์ รอื ตัวผลติ ภณั ฑ์ ให้มีการเข้าถึงได้
งา่ ย และสะดวกตอ่ การใช้งาน มีรปู แบบทหี่ ลากหลาย มีคณุ สมบัตทิ ี่ดีกวา่ เดมิ เพ่ือเพิ่ม
โอกาสในการเข้าถึงผบู้ รโิ ภคใหม่ ๆ และตอบโจทย์ของการตลาดทมี่ กี ารแข่งขันกันสูง
5
2.2 แนวคดิ ด้านการจัดการความรู้
1) ความหมายของการจดั การความรู้
พรธดิ า วเิ ชียรปัญญา (2547) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้ หมายถึง
กระบวนการอย่างเปน็ ระบบเก่ยี วกับการประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การ
กระทา ตลอดจนประสบการณ์ของบคุ คล เพื่อสรา้ งเป็นความรู้ หรือนวตั กรรม และการ
จัดเก็บในลักษณะของแหล่งขอ้ มลู ทีบ่ คุ คลสามารถเข้าถงึ ได้ โดยอาศัยชอ่ งทางต่างๆ ที่
องค์กรจัดเตรยี มไว้ เพ่ือนาความร้ทู ม่ี ีอยูไ่ ปประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏบิ ัติงาน ซ่ึงกอ่ ให้เกดิ การ
แบง่ ปนั และถา่ ยโอนความรู้ และในทสี่ ดุ ความรู้ที่มอี ย่จู ะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่ว
ท้งั องค์กรอยา่ งสมดุล เปน็ ไปเพอ่ื เพมิ่ ความสามารถในการพัฒนาผลผลติ และองคก์ ร
เปา้ หมายสูงสุดของการจัดการความรู้กค็ อื การท่ีกลุ่มคนท่ีดาเนินการจัดการ
ความร้รู ่วมกัน จะมีชุดความรขู้ องตนเองอนั เกิดจากการสร้างรว่ มกนั เพื่อใช้งานร่วมกัน
และสามารถสร้างความร้ขู นึ้ ใชเ้ องอยู่ตลอดเวลารวมทงั้ สามารถบรู ณาการจดั การความรู้
ใหอ้ ยคู่ กู่ ับทกุ กิจกรรมของการทางาน กลไกสาคัญประการหนึ่งที่จะทาให้การจัดการ
ความรูเ้ กิดขึ้นได้คอื การสร้างเครือข่ายการจัดการความรู้ใหเ้ กดิ ขนึ้ ซ่งึ หมายถงึ กลุ่มคนท่ี
มีความสมัครใจจะแลกเปลย่ี นขา่ วสารข้อมลู ระหวา่ งกันหรือทากิจกรรมร่วมกันอย่าง
อิสระ (ดนพุ นั ธ์ วสิ วุ รรณ, 2555)
โดยสรปุ แลว้ การจดั การความรู้ หมายถงึ การทม่ี ีข้อมูลความรอู้ ยอู่ ยา่ งมากมาย
และต้องการท่จี ะจดั แจงใหเ้ ปน็ ระเบียบ เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน ดงั นั้นจึงต้องมีการ
รวบรวมองค์ความรูโ้ ดยอาจจะนามาจากการปฏิบตั ิงาน หรือเอกสารมาแลกเปล่ยี นเรียนรู้
และพัฒนาตอ่ ยอดให้ทกุ คนสามารถเข้าถงึ ความรู้ ขน้ั ตอน และปฏบิ ตั งิ านต่อไปไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธภิ าพสงู สดุ
6
2.3 แนวคดิ ด้านการตลาดออนไลน์
1) ความหมายของการตลาดออนไลน์
วลั ภา สรรเสรญิ (2559) กลา่ วว่า การตลาดออนไลน์ คือ การดาเนินกิจกรรม
ทางการตลาดโดยนาระบบอิเลก็ ทรอนกิ สเ์ ขา้ มาใช้ในการดาเนินการ เป็นกิจกรรมการ
สอื่ สารสองทางที่ทาใหส้ อ่ื สารไดช้ ัดเจน และเข้าถึงกลุ่มลูกคา้ ไดใ้ นเวลาที่รวดเร็ว และ
สามารถเสนอขายได้ตลอดระยะเวลา 24 ชัว่ โมงท่ัวโลก
อทิ ธวิ ฒั น์ รตั นพองบู่ (2555) กล่าววา่ การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic
Marketing) คือการจัดกจิ กรรมอย่างหน่งึ ในทางการตลาดบนอินเตอรเ์ นต็ โดยจะต้องมี
การอาศยั ระบบการเช่อื มโยงของเวบ็ ไซตท์ ง้ั หมด (Website) เพ่ือที่ผู้ซอื้ และผู้ขายจะใช้
ในการดาเนินกจิ การต่างๆ เช่น การเปิดร้านค้า การแสดงรายละเอียดต่างๆ ของ
ผลิตภณั ฑ์ การชาระค่าสนิ ค้าทง้ั หมด การสร้างกลยุทธ์ขาย การนาเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่
ณฐั พล ใยไพโรจน์ (2557) กลา่ ววา่ การตลาดออนไลน์ คือ การทาการตลาด
ผา่ นระบบอินเตอร์เน็ตทั้งหมด ซง่ึ ท้ังหมดนีจ้ ะไมใ่ ชแ่ ค่การทากจิ กรรมทางการตลาดผ่าน
โฆษณาบนเว็บไซตเ์ พียงอยา่ งเดยี วเทา่ น้นั (Website) หรือการทาการตลาดผ่านส่ือสังคม
ออนไลน์ เช่น เฟสบ๊คุ (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) เท่านั้น แต่ยงั ครอบคลุมถึงการ
ทาการตลาดในหลายๆ เรอื่ งด้วยกนั เช่น การสร้างประชาสัมพนั ธอ์ อนไลน์ (Online PR)
การทาการตลาดด้านเนอ้ื หา (Content Marketing) การทาการตลาดผ่านอเี มล (E-mail
Marketing) เป็นต้น
โดยสรุปแล้วการตลาดออนไลน์ คอื การท่เี สนอขายสนิ ค้าออนไลน์ท่ใี ช้ต้นทุนต่า
ที่สดุ ผา่ นระบบอนิ เตอร์เนต็ สามารถเข้าถงึ กลุม่ เป้าหมายได้ในเวลารวดเร็วผ่านช่องทาง
ที่หลากหลายบนอนิ เตอรเ์ น็ตครอบคลุมทกุ พื้นทที่ ว่ั โลก เปน็ การสร้างยอดขายใหม่ ๆ
ให้กับผู้ผ ลิตสินค้าได้ แ ละยังสามารถเจาะกลุ่มเป้าหม ายท่ีต้อ งการไ ด้อีกด้ว ย
ประหยัดเวลาในการโฆษณาสนิ ค้า และลดต้นทนุ ในส่วนของการโฆษณาได้ เพราะใน
ปัจจุบันผู้คนหันมาเลอื กซอื้ ของออนไลน์กันมากขึน้ เนื่องจากสะดวก รวดเรว็
7
บทที่ 3
ระเบยี บวธิ วี จิ ัย
การวิจยั เร่อื ง "การพัฒนาเพ่อื สง่ เสริมผลติ ภัณฑช์ มุ ชนผ้าสไบมอญ และปรับปรุง
ช่องทาง จาหน่าย ออนไลน์ " เป็นการศึกษ าโดยใช้ระเบียบ วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research) โดยจะทาการศึกษาขอ้ มูลพน้ื ฐานและการดาเนินงานด้านการ
พฒั นาผลติ ภัณฑ์ผา้ สไบมอญ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม (Focus
group) และการสงั เกตในตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จงั หวัดนนทบรุ ี
3.1 การเลอื กพนื้ ทีใ่ นการศึกษา
ในการศกึ ษานผ้ี ู้วิจัยไดเ้ ลอื กพนื้ ที่ตาบลบางตะไน: อาเภอปากเกร็ด จังหวัด
นนทบุรี เปน็ พน้ื ท่ีในการศึกษาเนื่องจากตาบลบางตะไนย์เป็นชุมชนมอญท่ีมีความโดด
เด่นทางวัฒนธรรม ประเพณีทหี่ ลากหลายเป็นเอกลกั ษณข์ องชุมชน ทงั้ เรอื่ งอาหาร การ
ป้นั เครอื่ งปน้ั ดินเผา การทอผ้า รวมถงึ การอนุรักษ์ผ้าสไบปักแบบมอญ ซึง่ เป็นอัตลักษณ์
การแตง่ การของชาวมอญ โดยเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้าน โดยที่กอง
สวสั ดกิ ารทางสงั คมขององคก์ ารบริหารส่วนตาบลบางตะไนได้จัดอบรมฝึกอาชีพให้กับ
ประชาชนท่ัวไป มกี ารตดิ ตอ่ อาจารย์จากองค์การบริหารส่วนตาบลบางเด่ือ จังหวัด
ปทมุ ธานมี าเปน็ วิทยากร หลังจากน้นั ครู กศน. กเ็ ห็นความสาคัญวา่ สามารถสร้างอาชีพ
ไดจ้ งึ มาเพ่มิ ความรู้ และอบรมเพม่ิ ขึ้น จุดเดน่ ของผ้าสไบมอญ คอื มีสีสันที่สวยงาม ทุก
ผืนใชม้ ือทาลว้ น ๆ เปน็ การสรา้ งอาชพี และสร้างรายได้ใหก้ ับคนในชุมชนได้ใช้เวลาว่าง
ให้เกิดประโยชน์ จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยได้ลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลในวันพุธท่ี 24
กุมภาพันธ์ วันจันทรท์ ี่ 8 และวันพธุ ที่ 10 มนี าคม 2564
3.2 กล่มุ ตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ชใ้ นการศกึ ษาประกอบด้วย 2 กลุม่ คือ
1. นายกและคณะองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล และผรู้ ู้ในตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็
จงั หวัดนนทบุรี
2. กลุ่มแมบ่ า้ น กศน.ผ้าสไบมอญ ชุมชนบา้ นแหลมเหนือ หมทู่ ี่ 5 ตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี
8
3.3 วธิ กี ารศึกษา
ในการศกึ ษา ผวู้ จิ ัยไดแ้ บ่งวิธีการศึกษาเป็น 2 ขน้ั ตอนคือ
1. การศึกษาจากเอกสาร (documen tary study) โดยศกึ ษาแนวคิดและวรรณกรรมท่ี
เกยี่ วขอ้ ง 3แนวคดิ คือ แนวคดิ ด้านการพฒั นาผลติ ภัณฑ์ แนวคิดด้านการจดั การความรู้
แนวคดิ ดา้ นการตลาดออนไลน์ โดยค้นคว้าจากเอกสารวิชาการ หนังสือ บทความ
วิทยานพิ นธ์ตา่ งๆ
2. การศึกษาภาคสนาม (feld study) เปน็ การศกึ ษาเกบ็ ขอ้ มูลในพื้นท่ีด้วยการสัมภาษณ์
เชิงลกึ (in-depth inteview) กรสนทนากลุ่ม (focus group) การสนทนาพูดคยุ อย่างไม่
เป็นทางการ(informal interview) การสังเกตโดยตรง (direct observation) และการ
สงั เกตแบบมีสว่ นร่วม(participant observation)
3.4 เครื่องมือในการวิจัย
ในการศกึ ษาผูว้ จิ ัยใชเ้ ครอื่ งมือในการรวบรวมข้อมลู ดงั นี้
(1) โดยศกึ ษาการมสี ว่ นร่วม (The Participatory Action Research) และใช้คาถามผ่าน
การสัมภาษณ์นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล และผรู้ ู้เรอ่ื งราวตา่ งๆในตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกร็ด จงั หวัดนนทบรุ ี
(2) แนวคาถามประกอบการสมั ภาษณก์ ล่มุ แมข่ า้ น กศน.ผ้าสไบมอญ ชุมชนบ้านแหลม
เหนอื หมู่ท่ี 5ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบุรี
3.5 วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู
เกบ็ รวบรวมข้อมูลมาจากการสมั ภาษณค์ ณะนายกองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลบาง
ตะไนย์ ปราชญ์ชุมชนและกลมุ่ แมบ่ า้ น กศน.ผ้าสไบมอญ โดยใชเ้ ครื่องบนั ทกึ และนามา
ถอดขอ้ ความในภายหลงั
3.6 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์หาข้อมูลจากการ
สมั ภาษณท์ ้งั หมด จัดหมวดหมวู่ เิ คราะห์ภาพรวม วเิ คราะห์ประเดน็ ยอ่ ย
9
บทท่ี 4
ผลการศกึ ษาวจิ ัย
4.1 ขอ้ มลู พื้นฐานของตาบลบางตะไนย์
ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี เป็นตาบลท่มี ีคนมอญเข้ามา
อยอู่ าศยั กันอย่างหนาแน่น ตงั้ แต่สมยั อยุธยาตอนปลาย กระจายกันอยทู่ ีต่ าบลบางคูวัด
ที่วัดเกาะเกรยี ง วดั บางตะไนย์ อาเภอเมือง จงั หวดั ปทุมธานี ตัง้ ถิ่นบานบ้านเรือนเรียง
รายตดิ ตอ่ กันมาตามรมิ ฝ่ังแม่น้าเจ้าพระยา ลงมาจนถึงตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด
จงั หวดั นนทบุรี ชมุ ชนนีไ้ ดร้ ้างไปเหมอื นชมุ ชนอนื่ ๆ ในอาเภอปากเกรด็ เมื่อครง้ั เสียกรุง
ศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 ครนั้ ถงึ สมยั ธนบุรี สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช โปรดเกล้าฯ ให้
คนมอญมาอยู่ทีบ่ างตะไนยน์ ้ีอกี คร้งั หน่งึ ใน พ.ศ.2365 มีคนมอญท่ีเจ้าพระยามหโยธา
(ทอเร่ียะ ไดไ้ ปรับครอบครัวมอญจากเมอื งมอญมาพ่งึ พระบรมโพธสิ มภาพระบาทสมเด็จ
พระนง่ั เกล้าเจา้ อยู่หวั โปรดเกล้าฯ ใหม้ าอยูท่ ่ีบางตะไนย์ บางพูด คลองบ้านแหลมใหญ่
และได้อยูท่ น่ี ีต่ ่อเนอ่ื งกนั มาจนถึงปจั จุบัน พื้นท่ีบางตะไนยน์ ีแ้ ตเ่ ดมิ มตี ้นช่อยขึ้นอยอู่ ย่าง
หนาแนน่ ต้นช่อยมตี ดิ ตอ่ กันมากเปน็ บรเิ วณกวา้ งจนถงึ ตาบลคลองขอ่ ย อาเภอปากเกรด็
จังหวัดนนทบุรี และตาบลบางควู ัด อาเภอเมือง จังหวัดปทมุ ธานี มอญเรียกต้นข่อยว่า
"คะไน" เรียก หมบู่ ้านวา่ "กวานคะไน" เมื่อมกี ารจดั ตัง้ เปน็ ตาบลขึ้นจึงเรียกตามช่ือของ
หมบู่ ้านทค่ี นมอญเรียกวา่ "บางคะไน" และเพ้ียนเป็นเสียงไทยว่า "บางตะไนย์" เป็น
"ตาบลบางตะไนย"์ พนื้ ท่ีของชมุ ชนบางตะไนย์ ครอบคลมุ ไปถงึ จงั หวัดปทมุ ธานี ซ่งึ มีเขต
ตดิ ตอ่ กนั มีวดั บางตะไนยอ์ ยู่ในชมุ ชนบางตะไนย์ แต่เมอื่ มกี ารแบง่ เขตการปกครอง ของ
จงั หวดั นนทบุรีกบั จังหวดั ปทุมธานี โดยใชค้ ลองบางตะไนยเ์ ป็นแนวแบ่งเขต วัดบางตะ
ไนยป์ ัจจบุ ันจงึ ไปอย่ใู นเขตจงั หวัดปทมุ ธานี สว่ นตาบลบางตะไนย์ในเขตจังหวัดนนทบุรี
ไมม่ วี ดั ช่ือบางตะไนย์ สภาพปัจจุบนั ตาบลบางตะไนย์ ต้งั อยบู่ ริเวณรมิ ฝัง่ แมน่ า้ เจ้าพระยา
ตะวันตก มีพน้ื ทตี่ าบลประมาณ 4.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,575 ไร่ พน้ื ท่ีสว่ นใหญ่เป็น
ที่ราบล่มุ รมิ ฝั่งแมน่ ้าพระยา มคี ลองพระอุดมไหลผา่ นชุมชน อยูใ่ นเขตอาเภอปากเกร็ด
จังหวัดนนทบรุ ี แบง่ เขตการปกครอง เป็น 5 หมู่บ้านได้แก่ หมู่ 1 : บ้านตาล หมู่ 2 :
บา้ นน้อย หมู่ 3 : บา้ นตาหนัก หมู่ 4 : บ้านแหลม หมู่ 5 : บ้านแหลมเหนือมีจานวน
ประชากรรวม 4,858 คน มีจานวนหลังคาเรือน 1,900 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่
มีอาชีพเกษตรกรรม
10
4.2 จุดเรม่ิ ตน้ การทาผ้าสไบมอญของกลมุ่ แมบ่ า้ น กศน.บางตะไนย์
เรมิ่ ตน้ กองสวัสดิการทางสังคมองคก์ ารบริหารส่วนตาบลบางตะไน จดั ฝกึ อาชีพ
ให้กับประชาชนท่วั ไป มปี ระเพณกี ารแห่ (แห่หงส์ ธงตะขาบ) งานสงกรานตไ์ ทยรามญั อยู่
แลว้ ซงึ่ เป็นผา้ ทใ่ี ห้เอาไว้หนา้ โบสถ์ นายกฯได้เห็นวา่ ควรมกี ลุ่มสร้างงานสร้างอาชพี ขน้ึ มา
จงึ ได้มกี ารติดตอ่ อาจารยท์ ่ีจงั หวดั ปทุมธานี ตาบลบางเดอื่ มาเปน็ วิทยากรให้ อาจารย์มา
สอนให้ ชว่ งปี 2557 - 2558 ทางปา้ ต๋มิ (นางลภัสลดา เชือ้ ศิริ) กน็ ามาต่อยอดจนได้มา
เปน็ วิทยากรทเ่ี กาะเกร็ดแลว้ ก็ได้มโี อกาสไดม้ อบใหก้ บั นายกฯประยุทธ์ จันทรโ์ อชา ท่ีมา
ลงพื้นทต่ี รวจราชการ พบปะประชาชนในวันท่ี 24 ธนั วาคม 2561 ที่วัดปรมัยยิกาวาส
ตาบลเกาะเกรด็ จังหวดั นนทบุรี และยังได้เคยถวายสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินี
ท่ที รงมาพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผ้สู าเร็จการศกึ ษาจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิ
ราช ประจาปีการศกึ ษา 2560ณ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อาเภอปากเกร็ด
จังหวดั นนทบุรี วนั ที่ 19 มกราคม 2563
ภาพท่ี 1 ผ้าสไบมอญทไี่ ดถ้ วายสมเดจ็ พระนางเจา้ สทุ ิดาฯ พระบรมราชนิ ี ในรัชกาลที่ 10
ภาพท่ี 2 มอบสไบมอญให้กับนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา
11
4.3 การฝึกอบรม
การอบรมแรกเร่มิ กันประมาณ 30 คน แตเ่ หลือเพยี ง 4 คนเท่าน้ัน คือป้าต๋ิม,
ปา้ นภิ า, ปา้ แต๋ว, ป้าแดง แต่ท่ีประสบความสาเร็จเลยก็คอื ก็ตม๋ิ เนอ่ื งจากปา้ ติ๋มเป็นคนที่
ชอบเยบ็ ปักถกั ร้อย สมัยกอ่ นตอนเดก็ ๆเห็นพอ่ กบั แม่ก็ปกั และเห็นว่าตลาดมันไปได้มัน
สวยงามนา่ จะขายได้ ในตอนแรกทาใช้เอง หลังจากนนั้ พอมีคนเหน็ กบ็ อกวา่ ให้ทาใหบ้ ้าง
เลยเกดิ การรวมกลุม่ กันช่วยกันทา ยง่ิ ถ้ามีออรเ์ ดอร์ส่งั เขา้ มามาก ๆ ก็ต้องแบ่งกนั ทา แต่
ในกรณถี ้าไม่มีคนส่ังออร์เดอรก์ ็จะทาเอาไว้แล้วมาลงขายตามเพจ Facebookบางทีไป
ออกรา้ น ทางกศน.มกี ารจดั ทาเพจ ผ้าสไบมอญกศน.บางตะไนย์ แล้วกม็ เี พจผ้าสไบมอญ
บา้ นแหลมเหนอื คุณป้าตม๋ิ (นางลภัสลดาเช้อื ศริ ิ) เป็นคนดแู ลเพจเอง มีคนสง่ั มาเรอื่ ย ๆ
จะรับทาเป็นออร์เดอร์ ให้ลูกคา้ ได้เลือกสีเลอื กลายที่อยากจะให้ปกั ลงบนผ้าสไบได้ ผนื นึ
งอย่างเร็วใชเ้ วลา 3 วนั ถา้ ไมร่ ีบนกั จะใช้เวลาประมาณ 7 วนั หลังจากมีเพจแล้วพบว่า
ยอดขายมตี วั เลขเพิม่ มากขึ้น ดีกวา่ ตอนทีย่ งั ไมม่ ีเพจFacebookเนอ่ื งจากทางร้านไม่ได้
ออกงานสาคญั ครั้งแรกจะมไี ดไ้ ปออกรา้ นที่ตลาดพระรามสี่ แตก่ ข็ ายไดบ้ า้ งไมไ่ ด้บ้าง ไม่
คอ่ ยมคี นเดนิ บางคนก็บอกวา่ สวยอยากไดแ้ ต่วา่ แพงไปราคา 800 บาท แต่ทางป้าติ๋ม
(นางลภสั ลดา เชอื้ ศริ )ิ ให้สัมภาษณว์ ่า "ขายราคา 800 ตัง้ แตแ่ รกเริ่มเลย ไม่ได้ขึ้นราคา
พอไดก้ าไรนดิ หนอ่ ยก็ไม่เป็นไร ขอใหเ้ ราทากันแลว้ ก็ขายได้ บางทคี นสมทุ รสาครกม็ าซื้อ
บ้านเขาก็ทา แต่ว่าเขาเห็นสไบของบ้านเราแปลก เขากซ็ ื้อไป แล้วเขาไปขาย1,000 -
1,200 ก็ไม่เป็นไรเราพอใจขายเทา่ นีจ้ ะซื้อกี่ผนื กข็ ายเท่าน้ีไม่ลด จะไปขายเท่าไหร่ก็ได้"
ตอนนี้ยงั ไมม่ ยี ่ีห้อว่าเป็นบางตะไนย์ แพคเกจเป็นแบบทึบจึงไม่ค่อยได้ใช้ ต้องการ
แพคเกจเป็นแบบใสๆ ทาใหส้ ามารถมองเหน็ ลวดลายของผา้ ขา้ งใน คล้ายๆ กบั กลอ่ งเคก้
แต่ส่วนใหญ่คนซอ้ื ไปเขาจะไม่ใส่กลอ่ ง โดยใสถ่ ุงพลาสตกิ เล็กๆ แทน
12
การใส่สไบในโอกาสตา่ งๆ ของผู้ชาย สมยั กอ่ นจะเปน็ ผ้าขาวมา้ และพาดบา่ ส่วน
ของผู้หญิงจะห่มเฉียง เวลาไปวดั หรอื งานบญุ ต่างๆ ถ้าเป็นงานร่ืนเริงๆ ก็จะคล้องคอ
ธรรมดามกี ารขายผ้าเปน็ เขตใหไ้ ปปักเอง มผี ้า, สะดงึ , เขม็ , ด้าย มีลงขายออนไลน์ได้ แต่
ขายได้สาหรบั คนทีท่ าเปน็ เท่านัน้ ส่วนใหญจ่ ะเลอื กซือ้ เป็นสาเร็จ นอกจากน้ีก็มีขายเส้ือ,
กระเปา้ แต่ยงั ไมเ่ ป็นท่ีนิยมเทา่ สไบมอญในเรือ่ งของเงินทุน ออกค่าใช้จ่ายเอง มีการ
ลงทนุ เยอะ แต่ก็พอได้รายไดบ้ า้ ง การรวมกลมุ่ กนั มาน่งั ทางานได้มกี ารใชเ้ วลาวา่ งให้เกิด
ประโยชนไ์ ด้มานง่ั พดู คุย เม่ือทาผา้ กนั เสร็จแลว้ วางขาย ผา้ ของใครที่ขายได้ก็จะได้เงิน
จากตรงน้มี โี ครงการทาผ้าสไบมอญของผชู้ าย แต่ยังไม่ได้เริ่ม เพราะว่ามีออร์เดอร์เยอะ
มาก เรือ่ งการเปดิ รา้ นขายทอี่ ิมแพค (งานออกบธู ) เมอื งทองธานนี ้ันจะขายไม่ได้ เพราะ
กลุม่ ของเราไม่ได้ทาเรื่องขอจัดตง้ั เปน็ วิสาหกิจชุมชน และของที่สต๊อกไว้ก็มีจานวนไม่
มากนัก ถ้าจะไปขายกต็ อ้ งมาสตอ๊ กไวเ้ ยอะๆเรายังไม่อยากทาตรงน้เี พราะคนทามีน้อย
นายธนิต สขุ ทอง นายกองค์การบริหารสว่ นตาบลบางตะไน ได้ให้สมั ภาษณว์ า่ ทางกลุ่ม
ผา้ สไบมอญของบางตะไนย์นนั้ ในตอนนีย้ ังไม่เข้มแข็งสักเท่าไหร่ ยังไม่มีองค์ความรู้
เพียงพอ ก็เลยอยากจะกระตุน้ เร่ืองนเ้ี กี่ยวกับในเรื่องของเว็บไซต์ต่าง ไปตลอดจนถึง
การตลาดที่เปน็ ออนไลนส์ ู่ท่วั โลก เนื่องจากผ้าเป็นสิ่งท่ีเก็บได้นานมากกว่าพลาสติก
ส่ิงของ หรอื โลหะ ถ้าเก็บดๆี กเ็ กบ็ ไดเ้ ป็น 100 ปี สงิ่ สาคญั กค็ ืออยากท่ีจะหาวธิ ีท่จี ะทา
ยังไงกไ็ ดใ้ หม้ กี ารผลติ ออกมาแล้วเปน็ ท่ีตอ้ งการของตลาด มกี ารคุมราคาไม่ให้แพงเกินไป
จงึ ตอ้ งมกี ารฝกึ กระบวนการก่อนการทา การตัดเยบ็ การปกั ตอ้ งท่มุ แรงใจแรงใจ ส่ิงที่
ขาดไปไม่ไดเ้ ลยกค็ ือการรวมกลุ่มหากมีการรวมกันจะชว่ ยได้มากพอสมควร และต้องการ
ใหม้ ีความยั่งยืนในอนาคต เม่อื ทาแลว้ กอ็ ยากใหง้ านจะเดินต่อไปเร่ือยๆ ไม่ว่าจะเป็น
วัฒนธรรมทางด้านการแต่งกาย วัฒนธรรมทางด้านอาหาร หรือศิลปะ ให้ดาเนนิ ควบค่ไู ป
ดว้ ยกัน ซ่ึงในพ้ืนท่ีของ อบต.มสี ่งิ ที่สามารถดึงดูด และทาใหเ้ ปน็ จุดเด่นหลากหลายด้าน
มาก แต่ไมม่ ีเวทีทจี่ ะไดม้ ารวมกนั เราติดตอ่ วทิ ยากรจากปทมุ ธานีมาช่วยสอน และกส็ รา้ ง
เอกลักษณข์ องเราเอง โดยอยากจะใช้เปน็ ลายใบขอ่ ยผ้าสไบมอญถือเปน็ ของสูง เพราะ
นยิ มใช้เพื่อปูพื้นสาหรบั กราบพระ นอกจากน้ีสไบมอญยังสะท้อนภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ี
ไดร้ ับการสืบทอดมาจากบรรพบรุ ษุ ดว้ ยลวดลาย และสสี ันสวยงาม ทางอบต.กาลังจะมี
โครงการสไบสาหรบั ผู้ชาย ผ้าของผชู้ ายนั้นไม่ตอ้ งมีลายเยอะ แตค่ วรมเี ปน็ ลวดลายของ
อักขระ หรือใช้วธิ ีการออกแบบให้เลอื กสีเลือกโทนให้เหมาะสม
13
4.4 ขน้ั ตอนการปกั สไบมอญ (โดยใช้มือทุกขน้ั ตอน)
1. นาผ้าทจี่ ะใชป้ กั มาโดยเลอื กเป็นผ้าไหมอิตาลี เพราะมีความมันเงา เมือ่ ปกั เสร็จแล้วจะ
ไม่ย่น และจะสวยกวา่ ใชผ้ ้าโทเร โดยสไบมอญ 1 ผืน ใช้ประมาญ 2 เมตร 20 กว้าง 30
เซนติเมตรใชไ้ ด้ทกุ สี แต่สีทน่ี ยิ มเลยคือ สแี ดง เพราะเปน็ สปี ระจาของชนชาติมอญ
2. วดั และตดั ความกว้าง รดี อัดกลบี ประกบกันตลอดความยาวของผ้า
3. วาดลวดลายลงบนผนื ผา้ ด้วยดนิ สอ หรือปากกา
4. เลอื กสีด้าย โดยใช้ด้ายตราวีนัส เบอร์ 16
5. ปักผา้ ตามลายท่ีเขยี นไว้
6. เมือ่ ปักลายตลบแลว้ นาไปรีดให้เรียบ ประกบกันใหต้ ดิ ทงั้ สองด้าน จากนัน้ จงึ ปักขอบ
สไบด้วยวิธคี ทั เวิรค์
7. นาไปซกั เพอ่ื ใหด้ า้ ยท่ีปักนัน้ มลี กั ษณะแนน่ ข้ึน ตัดขอบผา้ ดา้ นนอกแนวคทั เวริ ์ค
ออกเปน็ อนั เสร็จ
4.5 ลวดลายของผา้ สไบมอญ
ใช้แบบโดยตัดใสก่ ระดาษแข็งเพื่อใชท้ ายวาดลวดลาย โดยมีลายดาวลอ้ มเดือน
ซ่ึงเปน็ ลายทว่ั ไป มที ุกท่ี ทุกจงั หวัด เป็นลายด้ังเดิม ลายปักมาตรฐาน, ลายเถา, ดอก
มะตาด, ดอกหน่อกะลา, ดอกบวั . ดอกกล้วยไม้,ดอกกหุ ลาบ เป็นตน้
ภาพท่ี 5 การร่างแบบกอ่ นทีจ่ ะนาไปปัก
ภาพท่ี 6 ขั้นตอนการปกั สไบมอญโดยการใชม้ อื
14
4.6 ปญั หาและอุปสรรคในการทาผ้าสไบมอญ
1. สินค้าอาจจะยงั ทายอดขายไมด่ ีมาก เพราะเน่ืองจากเป็นสินค้าท่ีรู้จักกัน
เฉพาะคนในพ้นื ท่เี ลยไม่เปน็ ทีร่ ู้จกั ของคนในสังคมวงกว้าง
2. มคี นท่ีทานอ้ ย มกี นั แค่ 4 คน สว่ นใหญ่ก็จะทาเป็นอาชีพเสริม
3. ยงั ไมม่ ีลายบนผา้ สไบมอญท่ีเปน็ เอกลกั ษณ์ของตาบลบางตะไนย์
4. ไม่มพี น้ื ที่ หรือช่องทางการประชาสมั พันธ์ และการจัดขายที่ชัดเจน เพ่ือ
สามารถเขา้ สู่กลุ่มลกู ค้าทส่ี นใจ หรอื งานทีใ่ ห้ไปออกงานขายผา้ สไบมอญ
ภาพที่ 7
แบบทใี่ ชส้ าหรบั วาดทาบ
เปน็ ลวดลายบนผ้าสใบมอญ
ภาพท่ี 8 สไบมอญลายดาวลอ้ มเดือน
ภาพที่ 9 สไบมอญลายเถา
15
4.7 เพจผ้าสไบมอญ
ปัจจบุ ันมี 2 เพจ คอื เพจกล่มุ แมบ่ ้านกศน.บางตะไน: และเพจผ้าสไบมอญบ้าน
แหลมเหนอื ด้วยความทเี่ ป็นเพจการขายผา้ สไบมอญ การต้ังรปู โปรไฟล์อาจจะยงั ไม่เป็น
ท่ดี ึงดูดความสนใจ จึงอาจจะต้องเปลีย่ นรปู เนน้ โชว์ตวั สินคา้ ใหม้ ากข้นึ และใส่ข้อมูลใน
เกีย่ วกบั หรือ (About) ซ่งึ จะเป็นรายละเอียดของสนิ คา้ ทลี่ กู คา้ อาจจะพมิ พ์คาค้นหาเจอ
ได้ ตามด้วยระบทุ ่ีอยู่ และเบอร์ตดิ ต่อ เพ่ือให้ดเู ป็นรา้ นที่นา่ เชือ่ ถอื และเพ่ือเป็นร้านท่ี
ลูกค้าจะได้มั่นใจได้มากย่งิ ข้นึ หมั่นโพสต์อพั เดทข้อมูลอยู่บ่อย ๆ และสม่าเสมอ ซึ่ง
อาจจะไมต่ ้องโพสตถ์ ึงสินคา้ โดยตรงกไ็ ด้ อาจจะเปน็ การโพสตแ์ ชร์บทความท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั
ผลิตภณั ฑ์ผ้าสไบมอญ หรือรูปภาพ วิดิโอ เก่ียวกับประเพณีของชาวมอญ ท่ีแสดงใหเ้ หน็
ผ้าสไบมอญของชาวมอญทสี่ วมใสม่ าร่วมงานบญุ ต่าง ๆ ซึ่งการโพสตบ์ อ่ ย ๆ น้ันทาให้ดู
เป็นเพจที่ยงั มคี วามเคลอ่ื นไหวอย่ตู ลอดเวลา บางครั้งอาจจะต้งั แฮทแทก็ (Hashtag)
ขนึ้ มาเอง เช่น #สไบมอญบา้ นแหลมเหนือ #สไขมอญบางตะไนย์ เปน็ ต้น เพ่ือให้มีการ
เข้าถงึ จากหลากหลายช่องทาง สรา้ งขอ้ มูลพน้ื ฐานของสไบมอญข้นึ มา ท้งั ในเร่ืองของลาย
อันเปน็ เอกลักษณ์ สีสันต่าง ๆ ลงในเพจ Facebook เพอื่ ใหล้ กู ค้าได้มคี วามรคู้ วามเข้าใจ
เกยี่ วกับผ้าสไบมอญบางตะไนยม์ ากข้นึ
ภาพท่ี 11 ตัวอย่างการใช้ รูปโปรไฟล์
และรปู หน้าปกให้ดนู ่าสนใจ
ภาพท่ี 10 เพจผ้าสไบมอญบน Facebook ในปัจจบุ นั
16
บทที่ 5
สรปุ ผลการวิจยั และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวจิ ัย
งานวจิ ยั การส่งเสริม และพัฒนาผลิตภณั ฑ์ชุมชนผ้าสไบมอญ และปรับปรุง
ช่องทางจาหน่ายออนไลนข์ องตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวดั นนทบุรี เปน็ การ
วิจยั เชงิ คณุ ภาพ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพ่ือรวบรวมองค์ความรู้ในการพัฒนา
ผลติ ภณั ฑส์ ไบมอญของตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีและเพ่ือ
ส่งเสริม และพัฒนาผลติ ภัณฑช์ ุมชนผ้าสไบมอญ รวมถงึ การปรับปรุงช่องทางจาหน่าย
ออนไลน์ โดยขอบเขตการวิจยั เป็นการศึกษาในพื้นทขี่ องตาบลบางตะไน อาเภอปากเกรด็
จงั หวัดนนทบรุ ี
1) วิธีที่ใช้ในการศกึ ษา
เปน็ การใชร้ ะเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษา
ข้อมลู พน้ื ฐานของตาบลบางตะไนย์ ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงประวตั ิความเปน็ มาของ
การทาผ้าสไบมอญ จากการสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ การสัมภาษณก์ ลมุ่ (focus group) ในพ้ืนที่
ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบรุ ี โดยมีระยะเวลาในการศึกษาต้ังแต่
เดอื น กมุ ภาพันธ์ - เมษายน 2564 กลุ่มตัวอยา่ งทศี่ ึกษาประกอบดว้ ย 2 กลมุ่ คือ
1. นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบล และผู้รู้ในตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด
จังหวดั นนทบรุ ี
2. กลมุ่ แม่บ้าน กศน.ผา้ สไบมอญ ชุมชนบา้ นแหลมเหนือ หมู่ท่ี 5 ตาบลบางตะ
ไนย์ อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบุรี
ในการศกึ ษาผู้วจิ ัยใชข้ อ้ คาถามท่ีเปน็ แนวทางการสัมภาษณก์ ่งึ มโี ครงสร้าง
เปน็ เคร่ืองมอื ในการรวบรวมข้อมูลดังนี้
(1) แนวคาถามประกอบการสมั ภาษณ์นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบล และผรู้ ู้
(2) แนวคาถามประกอบการสมั ภาษณ์กลุ่มผ้ทู าผา้ สไบมอญ
วธิ ีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์คณะนายกองค์การ
บริหารส่วนตาบลบางตะไนย์ ผู้รู้ และกลุม่ แมบ่ ้าน กศน.ผ้าสไบมอญ ชุมชนบัานแหลม
เหนอื หม่ทู ี่ 5 ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกรด็ จงั หวดั นนทบุรี
17
2) การใช้ประโยชนผ์ า้ สไบมอญ
ชาวมอญอพยพเข้ามาตง้ั ถน่ิ ฐานในประเทศไทย ในสว่ นตาบลบางตะไนย์ อาเภอ
ปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี เป็นพ้ืนท่ีทช่ี าวมอญอพยพเขา้ มาเปน็ จานวนมาก และยังคงสืบ
สานวฒั นธรรมประเพณีมอญเอาไว้โดยทมี่ ีเอกลกั ษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล
ประเพณีสงกรานต์, ประเพณตี ักบาตรคะนอมจนิ , ประเพณีจดุ ลกู หนู, ประเพณีใส่บาตร
นา้ ผง้ึ นอกจากน้ียังมีวฒั นธรรมอกี หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ศิลปะดนตรี
รวมถึงการปักผ้าสไบมอญ ทีเ่ ปน็ ภมู ิปัญญาด้ังเดิม ใชส้ าหรบั พาดไหลห่ รอื คลอ้ งคอ เชื่อ
วา่ ผ้าสไบมอญเปน็ ของสูงที่ใชร้ องกราบพระ และไมน่ ยิ มนาลายผ้าสไบไปปักตามชาย
ผ้าถงุ หรอื ของที่อยู่ในที่ตา่ ลวดลายที่ เปน็ เอกลกั ษณข์ องชาวมอญ ซึ่งเป็นลวดลายทมี่ ีม
ตัง้ แตโ่ บราณ คือ ลายดาวลอ้ มเดอื น และสีประจาชาติมอญ คอื สีแดงสด
3) การดาเนินงานของการทาผ้าสไบมอญในชุมชนบา้ นแหลมเหนือ
กองสวสั ดิการทางสังคม จัดฝึกอาชีพใหก้ ับคนในประชาชนทวั่ ไป ในเริ่มแรกมี
อบรมประมาณเกอื บ 30คน ได้วิทยากรจากปทมุ ธานมี าสอน หลงั จากน้นั ก็มีการต่อยอด
เร่อื ยมา เน่ืองจากเหน็ ว่าตลาดมันไปได้ เปน็ ของสวยงาม เหมาะสาหรับเป็นของฝาก
หรอื ใสใ่ นงานบุญตา่ งๆเร่มิ ต้นมาประมาณปี 2557 – 2558 ตอนนี้ก็จะมีการจาหน่าย ผ้า
สไบมอญในราคา 800 บาทตง้ั แต่แรกเร่มิ โดยไม่ข้ึนราคา และมีขายเปน็ เซ็ตโดยมีสะดึง
เข็ม และด้ายใหค้ รบ สว่ นใหญก่ ็จะขายใหก้ บั ผู้ทเี่ ขา้ ทอ่ี บรม แลว้ มีการตอ่ ยอดโดยการปัก
ลงบนเสอื้ ขายตัวละ 500 บาท หลงั จากทาเพจผ้าสไบมอญบางตะไนย์ขึ้นมา ก็มีการ
สง่ั ซอื้ ทีเ่ พ่มิ ขนึ้ ส่วนใหญก่ ็จะทาตามทล่ี กู คา้ ส่ัง ให้ลกู คา้ เลือกไดว้ ่าจะให้ทาสีอะไร หรือ
ลวดลายอะไร ถา้ ลกู ค้ารีบใชอ้ ย่างเรว็ ท่สี ดุ ก็ 3 วันถา้ ไม่รีบก็ 7วนั
4) ปญั หาและอปุ สรรคในการดาเนนิ งาน
1. ปัญหาไม่ทนั ตอ่ การสั่งซ้อื เนอ่ื งจากมคี นทาผ้าสไบมอญนอ้ ย
2. สนิ ค้ายงั ไม่เป็นท่แี พรห่ ลาย จะขายได้เจาะจงเฉพาะในกลุม่ ทีร่ ู้จกั ผ้าสไบมอญ
3. ไม่มสี ถานท่ที ีไ่ ด้ไปออกร้าน ไปโชวส์ ินค้า หรือไปขายตามงานตา่ ง ๆ
4. ในเรื่องเงินทุน ไดอ้ อกค่าใช้จา่ ยดว้ ยตัวเอง เพราะยังไมม่ งี บประมาณมาจัดสรร
5. ผา้ สไบมอญ ยงั ไม่มลี วดลายเอกลักษณ์เฉพาะตวั ทบ่ี ง่ บอกถงึ ตาบลบางตะไนย์
แพคเกจใสส่ นิ ค้าไม่มี หรอื ทีม่ อี ยู่นนั้ ยังไมเ่ ปน็ ท่ตี อ้ งการของลูกค้า และแพคเกจกท็ บึ ไป
18
5.2 การอภิปรายผลการวิจัย
การจัดทาผ้าสไบมอญของบางตะไนย์นั้น ยังขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาใน
รปู แบบของผลติ ภณั ฑห์ รอื ดา้ นบรรจภุ ัณฑ์ เพ่อื จะทาให้มีโอกาสทางการตลาดมากข้ึน
เป็นจุดขายของผลติ ภณั ฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ ประสงค์ ประณตี พลกรัง (2547)
ทก่ี ลา่ วไว้ว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (product development)เป็นการพฒั นาผลิตภัณฑ์
ใหม่ หรอื ปรับปรงุ ผลิตภณั ฑเ์ ดมิ เพื่อสร้างคุณภาพผลติ ภณั ฑใ์ หม้ ีความแตกตา่ งจากคูแ่ ข่ง
เพ่มิ รูปแบบ และขนาดของผลติ ภัณฑใ์ ห้เป็นท่สี นใจ ทงั้ นี้สอดคลอ้ งกันกบั งานวิจัยของ
สดุ าดวง เรอื งรุจริ ะ (2538) ทไ่ี ด้กล่าวถึงความสาคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือเพ่ือ
รักษาสถานภาพ ก ารแ ข่ ง ขั นใ นต ล าด แ ล ะ เ พื่ อ ท ด แ ท นผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ เ ดิ ม ใ ห้ มี ก ารอ อ ก
ผลติ ภณั ฑ์ใหม่ 1 ส่ตู ลาดเพอ่ื ทดแทนผลติ ภัณฑ์เกา่ ซงึ่ จะช่วยเพ่ิมโอกาสใหม่ ๆ ทาให้
ลกู คา้ มีความตอ้ งการในผลิตภัณฑท์ ี่มีการปรังปรงุ พัฒนาขน้ึ ดีกว่าเดิมนอกจากน้ีแลว้ การ
ที่จะพฒั นาผลติ ภัณฑไ์ ด้จะตอ้ งมี การจดั การองคค์ วามรทู้ ส่ี ามารถนาไปต่อยอดในการ
พัฒนาผลติ ภณั ฑ์ขน้ั ตอ่ ไป ซึ่งสอดคล้องกับงนวิจัยของ พรธิดา วิเชยี รปญั ญา (2547 ทไี่ ด้
กลา่ วไวว้ ่า การจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการอยา่ งเปน็ ระบบเกี่ยวกบั การประมวล
ข้อมลู สารสนเทศ ความคิด การกระทา ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคล เพือ่ สรา้ งเป็น
ความรู้ หรอื นวตั กรรม และการจดั เกบ็ ในลกั ษณะของแหล่งขอ้ มลู ท่บี ุคคลสามารถเข้าถึง
ได้ โดยอาศยั ช่องทางตา่ ง ๆ ทอี่ งค์กรจัดเตรียมไว้ เพ่ือนาความรู้ที่มอี ย่ไู ปประยุกต์ใช้ใน
การปฏบิ ัตงิ าน ซง่ึ กอ่ ให้เกิดการแบ่งปนั และถา่ ยโอนความรู้ และในทสี่ ุดความรทู้ ี่มีอย่จู ะ
แพร่กระจายและไหลเวยี นท่ัวท้ังองค์กรอย่างสมดลุ เปน็ ไปเพอื่ เพ่ิมความสามารถในการ
พัฒนาผลผลติ และองค์กร นอกจากจะมกี ารจัดการความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว
ชอ่ งทางท่งี า่ ยทสี่ ุดในการเสนอขายสนิ คา้ กจ็ ะเปน็ ในด้านของการตลาดออนไลน์ ซ่ึงจะ
ชว่ ยให้การขายสนิ คา้ ได้อยา่ งสะดวก และรวดเร็ว ซึง่ จะมบี ทบาทมากขน้ึ กบั ธรุ กิจตา่ ง ๆ
สอดคลอ้ งกบั งานวจิ ยั ของ ทวีศักด์ิ กาญจนสุวรรณ (2552) ท่ีกล่าวไว้ว่า การตลาด
ออนไลน์ เป็นการนาเสนอผลติ ภัณฑ์หรือบริการที่ใชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ เป็นส่ือกลางที่ช่วยใน
การโฆษณาประชาสัมพนั ธ์ ถ้าใช้เป็นช่องทางในการติดต่อส่ือสารกันระหว่างเจ้าของ
ธุรกจิ กับลูกคา้ เปน็ การลงทนุ ทาการตลาดท่ีมีราคาไมส่ ูง สามารถแกไ้ ขหรืออพั เดทขอ้ มลู
ไดเ้ สมอ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ หรอื แชร์ข้อมลู ขา่ วสารที่ธุรกิจต้องการใหล้ ูกค้าทราบ ก็
สามารถทาได้อยา่ งงา่ ย สะดวก และรวดเรว็
19
เกิดจากการเข้ามาของการพาณชิ ยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ (E-commerce) ซึ่งเปน็ การ
ดาเนินธรุ กิจทางการค้าผา่ นสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์ การใช้เทคโนโลยเี ปน็ สื่อกลางระหว่างผทู้ ี่
เก่ยี วข้อง ไดแ้ ก่ ตัวบุคคล องคก์ ร หรอื บุคคลกบั องค์กร เพอ่ื ชว่ ยสนับสนุนและอานวย
ความสะดวกในการดาเนนิ กจิ กรรมตา่ งๆทเี่ กย่ี วขอ้ งกับกระบวนการซ้อื สนิ คา้ การขาย
สนิ คา้ การจัดส่งสนิ ค้า ปรบั ปรงุ ในเรือ่ งของแพ็คเกจ หรอื รูปแบบผลิตภณั ฑ์ พฒั นาภูมิ
ปญั ญา และพัฒนาเรอ่ื งราวของผลิตภณั ฑ์ (วรรณพรรธน์ รมิ ผดี, 2554) ให้เปน็ จุดขาย
ของสินค้าไดเ้ กดิ ความน่าสนใจมากย่งิ ขนึ้
5.3 ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการรวมกลมุ่ กันวางแผนริเริม่ ออกแบบลวดลายทจ่ี ะใชเ้ ปน็ เอกลกั ษณข์ องตาบล
บางตะไนย์ โดยร่วมพูดคุยกับกลุ่มผู้ทาผา้ สไบมอญ
2. การพัฒนาเพ่ือส่งเสรมิ ผลิตภัณฑ์ชมุ ชนผา้ สไบมอญ ตาบลบางตะไนย์ ควรเร่มิ ต้นจาก
การออกแบบลายปกั ผา้ ใหอ้ ยู่ในทัง้ รปู แบบศิลปกรรมดั้งเดมิ และศลิ ปกรรมร่วมสมัย มี
ความสดใส โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ
3. ควรเพิ่มความหลากหลายของผลิตภณั ฑ์ ใหส้ ามารถสวมใส่หรอื ใช้ในชีวิตประจาวันได้
เชน่ เสอ้ื ผา้ กางเกง กระเปา่ หมวก เนคไท ผา้ เช็ดหนา้ ผา้ พนั คอ เปน็ ตน้
4. ควรนาเทคโนโลยีมาประยุกตใ์ ชใ้ ห้เหมาะสม เช่นการใช้จกั รคอมพิวเตอร์ปักลายผ้า
แทนการปกั ลายดว้ ยมอื จะทาใหง้ านปักทาได้รวดเรว็ สามารถทาไดเ้ ป็นจานวนมาก ชว่ ย
ลดเวลาทางานและต้นทุนการผลิต ทาให้งานฝมี ือมีความประณีตมากข้นึ
5. ควรมีการจัดเกรดผลติ ภณั ฑ์ตามชนิดของเนื้อผา้ แบง่ เป็น 3 ระดับคอื คุณภาพแบบสูง
(Premium Grade) คณุ ภาพแบบปานกลาง (Medium Grade) และระดบั คุณภาพแบบ
มาตรฐาน(Standard Grade)
6. การปรบั ปรงุ ช่องทางจาหนา่ ยออนไลน์ นอกจากการจดั จาหนา่ ยผ่านทาง Facebook
และเพจกลมุ่ แม่บ้านกศน.บางตะไนย์ และเพจผ้าสไบมอญบ้านแหลมเหนือ ควรจัด
จาหนา่ ยผา่ นทางแพลตฟอร์มทางการค้าท่ีกาลงั ได้รบั ความนิยมจากผู้บริโภค ที่สาคัญ
เชน่ Lazada , Shopee, Voice.TV และ Alibaba.com เป็นตน้
7. จดั ใหม้ ีการดูงานอบรมแลกเปล่ยี นความรู้กับกลุ่มชุมชนมอญจังหวัดอ่ืนๆ เพ่ือสร้าง
องคค์ วามรู้ใหมต่ นเองขน้ึ มา
20
บรรณานกุ รม
กรี ติ ยศยิ่งยง. (2550). การจดั การความรูใ้ นองค์การและกรณศี กึ ษา. กรงุ เทพฯ: มิสเตอร์
ก็อปปี้ (ประเทศไทย).
ชวลติ ศุภศักดิ์ธารง. (2550). ความสาเร็จในการนาแนวคดิ การจดั การความรูไ้ ปปฏบิ ตั ิใน
องค์การและผลของการจัดการความรู้ต่อบคุ ลากร. (วิทยนิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑติ ). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร,์ สาขา
พัฒนาแรงงานและสวัสดกิ าร.
ชเู กียรติ พิทักษธ์ รรม. (2556). ปัจจยั ท่มี ีความสมั พันธก์ ับการใช้กลยุทธท์ างการตลาด
ผ่านเครือขา่ ยออนไลนข์ องผู้ประกอบการไทยก็กรณศี ึกษาตลาดคอมพิวเตอร์
และอินเตอร์เนต็ . (ปรญิ ญาบรหิ ารธรุ กจิ มหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร.
ณัฐพล ใยไพโรจน์. (2557). Digital Marketing: Concept & Case Study. นนทบุรี :
ไออดี ี พรเี มยี ร์ จากดั .
ณฐั วศา สุทธธิ าดา. (2559). ONLINE MARKETING ใคร ๆ กท็ าได้ ชนะใจลูกค้า
เหนือกวา่ คูแ่ ขง่ .กรงุ เทพมหานคร: วิตตก้ี ร๊ปุ .
ดนุพนั ธ์ วิสวุ รรณ. (2555). การพัฒนาองคก์ ารอตุ สาหกรรม. กรงุ เทพฯ สานกั พมิ พ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
ดเิ รก ปัทมสริ วิ ัฒน์. (2547). ทุนสังคมและทนุ วัฒนธรรมในระบบเศรษฐกจิ และการ
จดั การยคุ ใหม่. พิษณุโลก :คณะวทิ ยาการจัดการ และสาระสนเทศ มหาวิทยาลยั
นเรศวร.
ทวศี ักด์ิ กาญจนสวุ รรณ. (2552). พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce). กรุงเทพฯ :
เคทพี ี คอม แอนดค์ อนซัลท์.
ทพิ วรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน์. (2549). องค์การแห่งความรู้ : จากแนวคิดสู่การปฏิบัต.ิ
รตั นไกร กรุงเทพฯ.
น้าทพิ ย์ วภิ าวนิ . (2537). การจดั การความรู้กบั คลงั ความรู้. บริษทั เอสอาร์ พริ้นต้ิง แมส
โปรดกั ส์ จากดั ,กรงุ เทพฯ.
21
บณั ฑติ สวรรยาวสิ ทุ ธ์ิ. (2561). การตลาดทางตรง. ขอนแก่น : โรงพมิ พ์
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .
ประสงค์ ประณีตพลกรัง. (2547). การบริหารการผลิตและการปฏบิ ัตกิ าร Production
and operationmanagement. กรงุ เทพฯ : ธนธัชการพมิ พ.์
ประเวศ วะสี. (2548). การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปลอ่ ยมนุษยส์ ่ศู ักยภาพ
เสรีภาพ และความสุข.กรงุ เทพฯ : สถาบันสง่ เสรมิ การจัดการความรเู้ พื่อสงั คม.
พรธดิ า วิเชยี รปญั ญา. (2547). การจดั การความรู้ : พ้ืนฐานและการประยกุ ตใ์ ช.้
กรงุ เทพฯ : เอ็กเปอร์เนท็ .
วรรณพรรธน์ รมิ ผด.ี (2554). กลยทุ ธ์การสื่อสารตลาดเชิงบรู ณการสาหรับธุกจิ โรงแรม.
กรุงเทพฯ :มหาวิทยาลยั วทิ ยาลัยราชภัฏสวนดุสติ .
วรินทร์พพิ ชั ร วชั รพงษ์เกษม. (2560). เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า : พาณิชย์
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์. บรุ ีรมั ย์ :มหาวิทยาลยั ราชภัฏบุรรี ัมย์.
วลั ภา สรรเสรญิ . (2559). การตลาดออนไลน์ : Online Marketing. กรุงเทพฯ :
ศูนยส์ ง่ เสรมิ วชิ าการ.
วิจารณ์ พานิช. (2547). การจัดการความรูค้ ืออะไร : ออนไลน์. สืบคันเม่อื 23 มนี าคม
2564 แหลง่ ทม่ี าhttp://www.kmi.or.th/kmi-articles/prof-vicharn-
panich/65-0001-intro-to-km.htm
วิจารณ์ พานิช. (2549). การจดั การความรู้ : ฉบบั นกั ปฏิบตั ิ. กรงุ เทพฯ : สขุ ภาพใจ
สรวงพร กศุ ลส่ง. (2553). การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอมกุ บา้ นตว้ิ เพื่อสง่ เสริมการ
ทอ่ งเทีย่ วของชมุ ชนตาบลบา้ นต้ิว อาเภอหลม่ สัก จงั หวัดเพชรบูรณ์. พิษณโุ ลก :
มหาวิทยาลัยนเรศวร.
สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการและสถาบนั เพมิ่ ผลผลิตแห่งชาติ. (2548).
การจดั การความร้จู ากทฤษฎสี ู่การปฏบิ ัติ. กรุงเทพมหานคร : สถาบนั เพิ่ม
ผลผลติ แหง่ ชาติ.
สดุ าดวง เรอื งรุจิระ. (2538). นโยบายผลติ ภัณฑแ์ ละราคา. กรงุ เทพฯ : รงุ่ เรืองสาส์น
การพมิ พ์.
สุวิมล แม้นจรงิ . (2546). การจดั การการตลาด. กรงุ เทพฯ : ซเี อด็ ยูเคชั่น.
22
แสงจันทร์ ศรปี ระเสรฐิ . (2549). กลยทุ ธก์ ารนาการจัดการความรู้มาใชพ้ ฒั นาความ
ไดเ้ ปรียบในการแข่งขนั ของธนาคารพาณชิ ยไ์ ทย : ศึกษาธนาคารกสิกรไทยจากดั
(มหาชน). วารสารคณะวทิ ยาการจัดการมหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม.
อทิ ธิวฒั รตั นพองบ.ู่ (2555). การตลาดอเิ ล็กทรอนิกส์ E-Marketing. กรุงเทพฯ :
วิตต้กี ร๊ปุ .
Chaffy,D., & Smith, P. R. (2005). E-marketing excellent planning and
optimizing your digitalmarketing. Abingdon : Routledge.
Kaur, G. (2016). Social Media Marketing. Asian Journal of Multidisciplinary
Studies. 4(6), 34-36.
Kerin RA, Theng LG, Hartley SW and Rudelius W. (2013). Marketing in Asia
2'd Edn. Singapore : McGraw - Hill Education (Asia). 822p.
Mccathy & Pereault, Jr. (1991). Basic Marketing. New York : Mc Graw-Hill.
Nonaka, I. and Takeuchi, H. (1995). The Knowledge-Creating Company :
How Japanese Companies Creat the Dynamics for Innovation.
New York : New York UniversityPress.
Render, Berry and Jay Heizer. (1991). Principles of Operations
Management. New Jersey :Prentice - Hall.
Tsai, W.H.S., & Men, L.R. (2013). Motivations and antecedents of consumer
engagement withbrand pages on social networking sites. Journal
of Interactive Advertising, 13(2), 76-87
23
ภาคผนวก
24
ก. คาถามแนวการสัมภาษณ์นายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบลบางตะไนย์ และผ้รู ู้
1. ประวตั คิ วามเปน็ มาของชุมชนมคี วามเป็นมาอยา่ งไร
2. มีการดาเนินงานอนุรักษว์ ฒั นธรรม ประเพณีอย่างไร
3. สภาพปญั หาในปจั จบุ นั ของตาบลบางตะไนย์
4. โครงการทอ่ี ยากทา อยากพฒั นาในอนาคต
5. มีอุปสรรคในการดาเนนิ งานจดั กิจกรรมอยา่ งไร และแกป้ ัญหาอยา่ งไร
ข. คาถามแนวทางสัมภาษณ์ผู้ทากลุ่มทาผ้าสไบมอญ
1. ประวัตคิ วามเปน็ มาแรกเร่ิมในการทาผ้าสไบมอญ
2. ผา้ สไบมอญมลี วดลายแบบไหนและคิดลวดลายมายงั ไง
3. มกี ารใช้ผ้าสไบมอญในโอกาสไหนบา้ ง
4. เอกลักษณ์ของผา้ สไบมอญ
5. วิธใี ช้ของผู้หญิงกับผชู้ ายแตกต่างกนั อย่างไร
6. มชี ่องทางในการจาหนา่ ยอยา่ งไร
7. อยากจะพฒั นาทางดา้ นการจาหน่ายออนไลน์หรือไม่
25 คณะผ้จู ดั ทา
ทปี่ รกึ ษา นายกองค์การบรหิ ารส่วนตาบลบางตะไนย์
นายธนติ สุขทอง หัวหนา้ สานกั ปลัด
นางสาวอญั ชลี ฝอยทอง ทีป่ รกึ ษาสหกจิ ศกึ ษา
นางวลั ลภา จ้อยใบ
จัดทา E-Book โดย นักศึกษาสาขาสหวิทยาการ
นางสาวณดาพัณ ทะนนั ชยั กุล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั หอการค้าไทย