The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-17 05:41:01

บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

บุคคลที่มีความ
บกพร่องทางสติปั ญหา

บุ คคลที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญา คือ

บุ คคลที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญา หมายถึง
บุ คคลที่มีพัฒนาการช้ากว่ าบุ คคลทั่วไปเมื่อวัดเชาว์ปั ญญา โดย
ใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว มีเชาว์ปั ญญาต่ำกว่ าคนทั่วไป
และ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่ เกณฑ์
ทั่วไปอย่างน้อย 2 ทักษะหรือ มากกว่ า จึงทำให้ไม่สามารถ
ปรับตัวได้เหมือนกับเด็กปกติ และ มีพัฒนากรที่ไม่เหมาะสม
กับวัย ทั้งนี้ลักษณะความบกพร่องดังกล่าวต้องเกิดก่อนอายุ
18 ปี

ลักษณะที่เป็ นปั ญหาของเด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปั ญญา จะเห็นได้จากพฤติกรรมของเด็ก หากดูจาก
ภายนอก ผู้ป่ วยส่วนใหญ่จะดูไม่เหมือนกับผู้ที่มีความ
บกพร่องทางสติปั ญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากความ
บกพร่องนั้นเกิดขึ้นจากปั จจัยทางสภาพแวดล้อม เช่ น
การขาดสารอาหาร หรือ การได้รับสารพิษจากตะกั่ว
ลักษณะทั่วไปภายนอกของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติ
ปั ญญานั้น จะแสดงออกให้เห็นเพียงไม่กี่กรณี ซึ่ง
ทั้งหมดจะมีความเกี่ยวข้องกับ Syndromic mental
retardation

ลักษณะท่าทางของบุ คคลที่มีความบกพร่องทางสติ
ปั ญญา มีดังนี้

1. ลักษณะทางร่างกาย
โดยทั่วไปบุ คคลที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญา มักมีรูปร่างหน้าตา
ไม่สมประกอบ คือ มือเท้าใหญ่กว่ าปกติ บางคนมีลักษณะแคระแกรน
บางคนก็สูงใหญ่ ต่างกับคนธรรมดา

1.1 ศรีษะจะมีลักษณะเล็กผิดปกติ หรือมีลักษณะหัวกระโหลกเล็ก
เป็ นรูปกรวย หรือ บางพวกมีลักษณะศรีษะใหญ่ผิดปกติ เพราะน้ำใน
สมองมาก ร่างกายไม่สามารถจะทนน้ำหนักได้ บางรายศรีษะบิดเบี้ยว
และแบน

1.2 ผม ลักษณะผมมักหยาบแข็ง มีขนตามร่างกายดกผิดปกตอ
ส่วนบางรายมีลักษณะตรงข้าม คือ ผมน้อย หรือ ผมบาง แต่ไม่ถึง
กับล้าน มักจะเป็ นโรคผิวหนังบนศรีษะ

1.3 หน้าผากมักจะแคบผิดปกติ โคนผมเกือบถึงคิ้ว บางรายหน้าผา
กลาด

1.4 ตา มักจะหรี่เล็ก หางลูกตาเฉียงขึ้นข้างบน
มักเป็ นโรคเกี่ยวกับทางตา เช่ น ตาแดง หรือ
สายตาผิดปกติ บางรายมีเปลือกตาหนา

1.5 หู ลักษณะรูปหูมักจะผิดปกติ
ส่วนมากจะเป็ นโรคหูตึง หรือ หูมีน้ำหนวก

1.6 ปาก ริมฝี ปากหนา ปากแบะ มักมี
น้ำลายไหลยืดออกมาตลอดเวลา

1.7 ฟั น มักจะเหยิน ฟั น ซี่โต ๆ ฟั นขึ้น
ไม่เป็ นระเบียบ

1.8 ลิ้นมักจะโตเกินขนาด ทำให้พูดไม่
ชัด ลิ้นจุกปาก

ทักษะทางเชาวน์ปั ญญา (intellectual
functioning) เช่ น การใช้เหตุผล การแก้ไข
ปั ญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การ
ตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวิชาการ และการเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ ซึ่งยืนยันโดยการประเมินอาการทางคลินิก
และการทดสอบเชาวน์ปั ญญา

การทดสอบเชาวน์ปั ญญา หรือที่เรียกว่ าการวัดไอคิว
ควรทำโดยแบบทดสอบมาตรฐานจึงจะเชื่อถือได้ เกณฑ์เฉลี่ย
อยู่ที่ 90-109 ถ้าได้ตั้งแต่ 70-89 เรียกว่ ากลุ่มเรียนรู้ช้า
แต่ถ้าได้ต่ำกว่ า 70 จะเข้าเกณฑ์ของความบกพร่อง
ทางสติปั ญญา

ลักษณะด้านพฤติกรรม

ด้านพฤติกรรม คือ การพูด การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ
มักช้าและเข้าใจผิดอยู่เสมอ โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1 การพูด มักเริ่มพูดช้ากว่ าเด็กปกติ พูดไม้ค่อยชัด และ พูด
ไม่รู้เรื่อง พูดแล้วผู้อื่นไม่เข้าใจ แม้จะอายุมากถึง 6 – 7 ปี แล้ว

ก็ตาม บางรายพูดเป็ นประโยคไม่ได้ ต้องพูดเป็ นคำ ๆ

2.2 การฟั งและความเข้าใจ มักจะเขาใจผิด ๆ ต้องพูดหลาย ๆ
ครั้ง ซ้ำ ๆ จึงจะเข้าใจ

2.3 อิริยาบทและการเคลื่อนไหว มักใช้มือไม่ค่อยคล่อง เดิน
วิ่ง ช้า อืดอาด ไม่มีความกระฉับกระเฉงการตัดสินใจ มักมีการ

ตัดสินใจแผลง ๆ ไม่กลัวอันตราย ชอบออกนอกบ้านยามวิกาล
2.4 สมาธิ มักขาดสมาธิและความสนใจ จะทำหรือเรียนสิ่งใด

ก็ได้ในช่ วงเวลาอันสั้น
2.5 ความจำมักมีน้อย หรือ จำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ ชื่อพ่อ แม่

ก็จำไม่ได้ บางรายจำชื่อตนเองไม่ได้ สอนไปเรียนไปถามรู้เรื่องพอก
ลับมาถามอีกก็ไม่รู้เรื่อง

2.6 อารมณ์ มีอารมณ์อ่ อนไหวง่ าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลย

ใจน้อย รักแรงเกลียดแรง มักแสดงอาการเสียใจ ดีใจ โกรธ ผิดหวัง

ออกมาโดยไม่มีการเสียแสร้ง

สาเหตุของการบกพร่องทางสติปั ญญา

สาเหตุของความบกพร่องทางสติปั ญญาในเด็ก
เนื่องจากเป็ นผลกระทบกระเทือนจากสมองภายใน ซึ่งหมาย
ความว่ าเป็ นผลสืบเนื่องจากเหตุต่าง ๆ โดยการแบ่งการ
พิจารณาจากการเจริญเติบโตในระยะต่าง ๆ ของทารก คือ
ตั้งแต่ระยะก่อนคลอด ระยะหลังคลอดเป็ นระยะที่เด็กยังอยู่
ในวัยปฐมวัย แล้วมีเหตุใดเหตุหนึ่งมากระทบกระเทือนสมอง
ทำให้เกิดความบกพร่องทางสมองขึ้น แบ่งออกเป็ น 3 สาเหตุ
คือ

1. สาเหตุทางกรรมพันธุ์ โดย ความผิดปกติของพันธุ กรรม
ทำให้เกิดภาวะปั ญญาอ่ อนร่วมกับความผิดปกติทางร่างกาย

2. สาเหตุจากชีวภาพ ได้แก่ สาเหตุที่ทำให้สมองหยุดชะงัก
การเจริญเติบโต ตั้งแต่

2.1 ระยะก่อนคลอด
2.2 ขณะคลอด
2.3 หลังคลอด
3. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม
3.1 ครอบครัว
3.2 พ่อ แม่ ขาดการศึกษาและขาดความรู้ในเรื่องการเลี้ยง
ดูเด็ก
3.3 ครอบครัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จำกัด ขาดสิ่งเร้า สิ่ง
กระตุ้น ทำให้ขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้ในการเรียนรู้

ทักษะการปรับตัว (adaptive functioning)

เป็ นปั จจัยบ่งชี้ถึงความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวัน มี 3 ด้าน ดังนี้
ด้านความคิดรวบยอด (conceptual domain) หมายถึง ทักษะ

การใช้ภาษา การอ่ าน การเขียน การคำนวณ การใช้เหตุผล และความ
จำ

ด้านสังคม (social domain) หมายถึง การเข้าใจผู้อื่น การตัดสิน
ใจในสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ การสื่อสารระหว่ างบุ คคล และ
สัมพันธภาพ

ด้านทักษะในการดำรงชีวิตและการทำงาน (practical domain)
หมายถึง การดูแลตนเองเรื่องต่างๆ เช่ น สุขอนามัยส่วนตัว ความรับ
ผิดชอบในการเรียนและทำงาน และการจัดการด้านการเงินของตนเอง

ระดับความรุนแรง ความบกพร่องทาง
สติปั ญญามีระดับความรุนแรงแบ่งออก
เป็ น 4 ระดับ ตามระดับเชาวน์ปั ญญา และระดับความ
สามารถที่วัดได้
ระดับน้อย (Mild Mental Retardation) มีระดับไอคิวอยู่
ในช่ วง 50-69 อาจไม่แสดงอาการล่าช้าจนกระทั่งวัยเข้าเรียน (แต่ถ้า
สังเกตอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่ าเด็กเหล่านี้มีความสามารถต่ำกว่ าเกณฑ์
อย่างเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยอนุบาล) มักไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย ทาง
บุ คลิกภาพ หรือทางพฤติกรรมใดโดยเฉพาะ ที่บ่งบอกถึงความบกพร่องทาง
สติปั ญญา ยกเว้นกลุ่มอาการที่มีลักษณะพิเศษทางรูปร่างหน้าตา ปรากฏให้
เห็น ก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือในวัยทารก
เด็กในกลุ่มนี้สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคม และการสื่อความหมายได้เหมือน
เด็กทั่วไป แต่มักมีความบกพร่องด้านประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว
สามารถเรียนรู้ได้ (educable) ทักษะทางวิชาการมักเป็ นปั ญหาสำคัญที่พบใน
วัยเรียน แต่ก็สามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้ สามารถฝึ กทักษะด้าน
สังคมและอาชีพ พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เป็ นแรงงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝี มือ
หรือกึ่งใช้ฝี มือ แต่อาจต้องการคำแนะนำ และการช่ วยเหลือบ้างเมื่อประสบ
ความเครียด
ระดับปานกลาง (Moderate Mental
Retardation) มีระดับไอคิวอยู่ในช่ วง 35-49
ในช่ วงขวบปี แรก มักจะมีพัฒนาการด้านการ
เคลื่อนไหวปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาและ
ด้านการพูดจะล่าช้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในช่ วง
วัยเตาะแตะ การศึกษาหลังจากระดับชั้นประถม
ต้น มักไม่ค่อยพัฒนา สามารถฝึ กอบรมได้
(trainable) ในทักษะการช่ วยเหลือ
ดูแลตนเอง เรียนรู้ที่จะเดินทางได้ด้วยตนเอง
ในสถานที่ที่คุ้นเคย

ระดับรุนแรง (Severe Mental Retardation)
มีระดับไอคิวอยู่ในช่ วง 20-34 มักจะพบทักษะทางการเคลื่อนไหวล่าช้า
อย่างชัดเจน ด้านภาษาพัฒนาเล็กน้อย ทักษะการสื่อความหมายมีเพียงเล็กน้อยห
รือไม่มี พอจะฝึ กฝนทักษะการดูแล ตนเองเบื้องต้นได้บ้างแต่น้อย ดำรงชีวิตอยู่
ในสังคมภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเต็มที่ การทำงานต้องการโปรแกรมใน
ชุ มชน หรือการให้ความช่ วยเหลือที่พิเศษเป็ นการเฉพาะ
ระดับรุนแรงมาก (Profound Mental Retardation)
มีระดับไอคิวต่ำกว่ า 20 มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจนในทุกๆ ด้าน มัก
มีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว และฝึ กการช่ วยเหลือตนเองได้บ้าง มีขีดจำกัดใน
การเข้าใจและการใช้ภาษาอย่างมาก ต้องการความช่ วยเหลือ ดูแลอย่างใกล้ชิด
ตลอดเวลา ระบาดวิทยา พบความชุ กของความบกพร่องทางสติปั ญญาใน
ประชากรทั่วไป ประมาณร้อยละ 1 โดยมีความแปรปรวนตามช่ วงอายุ พบสูงสุด
ช่ วงอายุ 10-14 ปี แล้วค่อยๆ ลดลง พบลดลงมากในวัยผู้ใหญ่ ระดับความ
รุนแรงที่พบส่วนใหญ่คือระดับน้อย พบร้อยละ 85 ส่วนระดับรุนแรงมากพบอัตรา
ความชุ ก 5.4-10.6 ต่อ 1,000 ประชากร ความแตกต่างระหว่ างเพศ พบในเพศ
ชายมากกว่ าเพศหญิง พบในอัตราส่วน 2:1 ในระดับรุนแรงน้อย และ 1.5:1 ใน
ระดับรุนแรงมาก จากการศึกษา Isle of Wight ซึ่งสำรวจในเด็กอายุ 9-11 ปี
พบความบกพร่องทางสติปั ญญา ประมาณร้อยละ 2.5 ถ้าใช้เกณฑ์ระดับสติ
ปั ญญาอย่างเดียว แต่ถ้านำเกณฑ์ระดับความสามารถในการปรับตัวมาประกอบ
ด้วย อัตราความชุ กจะลดลงครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 1.35

แนวทางการดูแลรักษา

แนวทางการดูแลรักษา ประกอบด้วย การส่งเสริม
ศักยภาพครอบครัวให้มีความรู้ ทักษะ ตลอดจนเจตคติที่ดีในการดูแล
เห็นความสำคัญของการฝึ กฝนทักษะต่างๆ และการปรับพฤติกรรมที่
เป็ นปั ญหาอย่างถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง การให้คำปรึกษา
ครอบครัวเพื่อลดความเครียด ร่วมกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ
ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (การเคลื่อนไหว การเดิน), กล้ามเนื้อมัดเล็ก
(การหยิบจับ), การพูด, การเข้าสังคม,การดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
รวมถึงการเรียน ในกรณีที่มีปั ญหาพฤติกรรมหรืออารมณ์รุนแรง ลม
ชัก ปั ญหาสมาธิ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมหรือบรรเทาอาการ
ร่วมด้วย

จัดทำโดย
นายกิจติชัย พละเดช

รหัส 029
สาขาวิชาภาษาไทย


Click to View FlipBook Version