1
ก คำนำ หนังสือพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นความรู้ในการศึกษาเกี่ยวกับ พัฒนาการแลพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เหมาะกับครูปฐมวัยที่จะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปทำวิจัย หรือเพิ่มเติม ความรู้และต่อยอดการสอนในชั้นเรียน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลที่ได้เข้ามาอ่าน ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ นางสาวณัฐิยา ใครบุตร ผู้จัดทำ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย 1 ความหมายของการพัฒนา 1 องค์ประกอบของการพัฒนา 2 หลักการพัฒนา 4 ลักษณะพัฒนาการของเด็กปฐมวัย 5 พัฒนาการละความสามารถของเด็กปฐมวัย 6 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย 8 ความหมายของการเรียนรู้ 9 ธรรมชาติของการเรียนรู้ 10 ความสำคัญของการเรียนรู้ 10 บรรณานุกรม 12
1 พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการที่มีความต่อเนื่องกันจนตลอดชีวิต เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่กำลัง เจริญเติบโต โดยพัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปตามพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันสังคมยอมรับว่าเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กในวัยนี้มีการพัฒนา ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญาอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากพฤติกรรมของ เด็กวัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบซักถาม กระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้นผู้เกี่ยวข้อง ควรศึกษาถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเพื่อให้การจัดประสบการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ และมีการเปลี่ยนแปลงทางพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญา การนำความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ไปใช้ ประกอบการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่นวิทยาศาสตร์ สังคม ภาษา คณิตศาสตร์ เป็นต้น การจัดเตรียมประสบการณ์พื้นฐานที่เหมาะสมเหล่านี้กับเด็กจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทักษะพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อไป ความหมายของพัฒนาการ พัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลง ของเด็ก โดยนักจิตวิทยาพัฒนาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่าพัฒนาการ (Development) ไว้ แตกต่างกันสามารถสรุปได้ดังนี้ กู๊ด (Good, 1973) ได้ให้ความหมาย พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงในค้านต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างมีระเบียบแบบแผนสืบเนื่องกันไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพการพัฒนานั้นไม่ เพียงแต่เพิ่มขนาด รูปร่าง หรือน้ำหนักเท่านั้นแต่รวมถึงจะต้องมีลักษณะใหม่ๆ เกิดขึ้นและมีความสามารถไป อีกระยะหนึ่ง กระบวนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันทั้งอารมณ์ สังคม ร่างกาย และสติปัญญา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นกับบุคคลทุก ๆ คนและเกิดติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จาก ระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่ง เฮอร์ลอค (Hurlock, 1983) ได้ให้ความหมายว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณ และคุณภาพของร่างกายโดยมีลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกันไปตลอด ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงทั้งทาง ร่างกายและจิตใจผสมผสานกัน ตลอดจนกระตุ้นให้บุคคลมีความสามารถที่จะจัดควบคุมสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมี 4 ประเกท คือ 1. การเปลี่ยนแปลงด้านขนาด จะเห็นได้ชัดจากการที่เด็กเติบโตทั้งส่วนสูง น้ำหนัก ขนาด ลำตัว รวมทั้งอวัยวะและโครงสร้างภายในต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ลำไส้ และกระเพาะอาหาร จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและ ทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายมากขึ้น ในขณะเดียวกันสมองก็จะมีความสามารถ
2 เพิ่มขึ้น เช่น การรู้จักดำศัพท์ การมีเหตุผล การรับรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเจริญไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ขนาด 2. การเปลี่ยนแปลงด้านสัดส่วน การขยายตัวด้วยขนาดของเด็กจะควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงด้าน สัดส่วน เด็กจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนไปเรื่อย ๆ จะมีรูปร่างเหมือนผู้ใหญ่เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น การเปลี่ยนแปลง สัดส่วนนี้จะเกิดกับพัฒนาการสมองด้วย ซึ่งเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงจินตนาการในเด็กปฐมวัยที่เป็นไปใน ลักษณะที่ไม่เป็นจริงกลายเป็นจินตนาการที่มีการวางแผนงานที่สร้างสรรค์ได้ ทั้งนี้รวมทั้งความสนใจที่ เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงวัยด้วย 3. ลักษณะเดิมหายไป โดยลักษณะที่เกิดในวัยเด็กหายไปเมื่อเติบโตขึ้น เช่น ฟันน้ำนม การคืบคลาน การพูดอ้อแอ้ เป็นต้น 4. เกิดลักษณะใหม่ขึ้น อันเป็นผลมาจากวุฒิกาวะหรือจากการเรียนรู้ เช่น การงอกของฟันแท้ การคิด หาเหตุผล เป็นต้น แสงเดือน ทวีสิน (2545) กล่าวว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงหรือความเจริญงอกงาม ทั้ง ในโครงสร้างและแบบแผนของอินทรีย์ทุกส่วน พัชรี สวนแก้ว (2545) ได้ให้ความหมายว่า พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงในด้าน ต่างๆ ของมนุษข์อย่างมีระเบียบแบบแผนสืบเนื่องกันไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางค้านคุณภาพ การพัฒนา นั้นไม่เพียงพอแต่เพิ่มในด้านขนาค รูปร่าง หรือน้ำหนักเท่ากันแต่รวมถึงการที่จะต้องมีลักษณะใหม่ และ ความสามารถใหม่ ๆ เกิดขึ้นด้วย อารี พันธ์มณี (2546) ได้ให้ความหมายว่า พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเจริญเติบโตและการ เปลี่ยนแปลงค้านต่าง 1 ของบุคคล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงค้านคุณภาพและด้านปริมาณเช่น พัฒนาการทาง ร่างกาย พัฒนาการทางภาษา พัฒนาการทางบุคลิกภาพ เป็นต้น จากความหมาขดังกล่าวสรุปได้ว่า พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของเด็กปฐมวัยทั้งค้าน คุณภาพและด้านปริมาณ มีกระบวนการต่อเนื่องที่มีความสัมพันธ์กันทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และ สติปัญญา มีการเกิดลักษณะใหม่และความสามารถใหม่ ๆ เกิดขึ้น องค์ประกอบของพัฒนาการ เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และค้านสติปัญญา การพัฒนาด้านใด ด้านหนึ่งของเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างของการ พัฒนา คือ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการ ซึ่งได้มีนักวิชาการได้กล่าวถึงองค์ประกอบของพัฒนาการ เด็กปฐมวัยไว้หลายท่าน ซึ่งสามารถรวบรวมและสรุปได้คังนี้
3 1. พันธุกรรม พันธุกรรม (Heredity) เป็นลักษณะต่าง ๆ ทางกายและพฤติกรรมที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ ลูกหลาน อิทธิพลของพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดสิ่งต่างๆ คังนี้ 1.1 ลักษณะทางกาย ได้แก่ สิ่งที่ทำให้หญิงและชายแตกต่างกันในค้านรูปร่างลักษณะเสียง ขนาด ของร่างกาย ชนิดของกลุ่มเลือด ความผิดปกติและความบกพร่องของร่างกาย 1.2 ลักษณะทางสติปัญญา สติปัญญาของคนเราขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางพันธุกรรมเป็นสำคัญ แต่สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนทำให้สติปัญญาดีขึ้นหรือลคลงได้เช่นกัน 1.3 โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคผิวสีเผือก โรคโลหิตไหลไม่หยุด เป็นต้น 1.4 เชื้อชาติมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก มีงานวิจัยพบว่าเด็กนิโกรหรือเด็กอินเดียจะมีพัฒนาการช้า กว่าเด็กผิวขาวและผิวเหลือง 2. สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม (Environment) เป็นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต ซึ่ง สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งตาย อารี พันธ์มณี (2541) ได้แบ่งสิ่งแวดล้อม ออกเป็น 3 ระยะ อังนี้ 2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด สิ่งแวดล้อมเริ่มมีอิทธิพลต่อพัฒนาการตั้งแต่มีการปฏิสนธิจนกระทั่ง คลอด สภาพแวดล้อมก่อนเกิด ได้แก่ สุขภาพกายและสุขภาพจิตของแม่ การบริโภคอาหารของแม่ การได้รับ สารเคมี สารพิษต่างๆ อายุของแม่ เป็นต้น 2.2 สิ่งแวดล้อมขณะเกิด เมื่อทารกมีพัฒนาการในครรภ์ครบ 9 เดือน และเมื่อถึงเวลาคลอดทารก อาจได้รับความกระทบกระเทือนในขณะที่ทำการคลอดได้ เช่น สภาวะการขาดออกซิเจนการที่สมองได้รับ ความกระทบกระเทือนขณะคลอด เป็นต้น 2.3 สิ่งแวคล้อมหลังเกิด นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกมาสู่โลก ทารกจะเข้าสู่อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ทันที สิ่งแวดล้อมหลังเกิด ได้แก่ 2.3.1 สิ่งแวคล้อมในครอบครัว ทุกคนได้รับอิทธิพลจากครอบครัวมากที่สุดใน อันที่จะหล่อหลอมให้เด็กแตกต่างกัน อิทธิพลที่ส่งผลให้เกิดดวามแตกต่าง ได้แก่ การอบรมเลี้ยงดู แบบอย่างของพ่อแม่ ทัศนคติ ค่านิยม ระดับการศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ลำดับ การเกิดในครอบครัว เป็นต้น
4 2.3.2 สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา มีอิทธิพลในการปรับแต่งบุคลิกภาพของบุคคลอิทธิพลของ สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา ได้แก่ ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อของกรู แบบแผนพฤติกรรม วิธีการอบรมสั่งสอน ของครู นโยบายของสถานศึกษา สิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา 2.3.3 สิ่งแวดล้อมในสังคม ในขณะที่เด็กได้รับการปลูกฝังและตบแต่งจากครอบครัวและ สถานศึกษา เด็กยังคงต้องแวดล้อมด้วยสังคม อิทธิพลของสังคมที่สำคัญ ได้แก่ค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี กฎหมายบ้านเมือง สื่อสารมวลชน เป็นต้น 3. วุฒิภาวะ วุฒิภาวะ (Maturation) เป็นกระบวนการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมตาม ระดับอายุต่าง ฯ โดยไม่ต้องใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้ การเจริญเติบโตของร่างกายที่บ่งบอกว่ามีความ พร้อมของร่างกาย เช่น เด็กปฐมวัยเมื่อถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งก็จะนั่งได้ต่อมายืนเกาะได้ เป็นต้นกระบวนการ ของวุฒิภาวะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วย 4. การเรียนรู้ การเรียนรู้ (Lcaming) เป็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นผลมาจากการฝึกฝน หรือประสบการณ์ สำหรับเด็กปฐมวัยควรได้รับการฝึกหัด ทคลอง ฝึกปฏิบัติ การได้รับการฝึกปฏิบัติบ่อยจะทำ ให้การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพการที่พัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ พันธุกรรม สิ่งแวคล้อม วุฒิภาวะ และการเรียนรู้ ซึ่งพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนด พัฒนาการของแต่ละคน ส่วนสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเพื่อให้ได้รับการพัฒนาอย่าง เต็มศักยภาพ ทั้งนี้พัฒนาการของแต่ละคนขังจะต้องอาศัยวุฒิภาวะและการเรียนรู้ หลักพัฒนาการ พัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ซึ่งการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะแตกต่าง กัน พัชรี สวนแก้ว (2545) กล่าวเกี่ยวกับหลักพัฒนาการของมนุษย์ไว้ สรุปได้ดังนี้ 1. อัตราพัฒนาการจะมีรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เด็กทุกคนต้องผ่านขั้นของการพัฒนา ต่างๆ เหมือนกันแต่จะต่างกันตรงเวลาที่จะเกิดพัฒนาการนั้น ๆ เช่น อายุเท่ากันอาจมีพัฒนาการไม่พร้อมกัน 2. ลักษณะของการพัฒนา ซึ่งการพัฒนาจะพัฒนาจากส่วนบนลงสู่เบื้องล่าง คือ พัฒนาการจากศีรษะ ไปส่วนล่างของร่างกายจนถึงปลายนิ้ว เช่น การกระพริบตามย่อมเกิดก่อนและพัฒนาจากส่วนกลางไปสู่ปลาย นิ้ว เช่น การใช้แขนมาก่อนนิ้วมือ ตามลำคับ 3. พัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นเป็นลำดับขั้นตอน เช่น การคว่ำได้ก่อนการคลาน คลานได้ก่อนนั่ง นั่ง ได้ก่อนเดิน หรือยืนได้ก่อนเดิน เป็นต้น
5 4. อัตราการพัฒนาในแต่ละส่วนในร่างกายจะแตกต่างกันไป เช่น บางส่วนเจริญเร็วบางส่วนเจริญช้า 5. พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กทั้ง 4 ด้านคือ ด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคมและสติปัญญา ต่างก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน พัฒนาการในด้านหนึ่งส่งผลต่อพัฒนาการอีกค้านหนึ่ง 6. พัฒนาการเป็นผลที่เกิดจากวุฒิภาวะและการเรียนรู้ โดยความสามารถของเด็กแต่ละคนขึ้นกับ สภาพความพร้อมของร่างกายและการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม 7. พัฒนาการในระยะแรกมีผลต่อพัฒนาการในระยะต่อมา คังนั้นผู้เกี่ยวข้องควรให้เวลากับเด็กในการ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น ระยะแรกเด็กจะไม่รู้การรอคอย แต่ต่อมาเด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม ในการรอคอยและอยู่ร่วมกับคนอื่น ได้ 8. พัฒนาการสามารถทำนายได้ เพราะทุกคนมีขั้นตอนและวิธีการคล้ายคลึง การพัฒนาจะไม่แตกต่าง กันมากนักระหว่างบุคคลในวัยใกล้เคียงกัน เนื่องจากเด็กทุกคนผ่านการพัฒนามาในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นลักษณะพัฒนาการดังกล่าวจึงเป็น หลักการเบื้องต้นของพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่ผู้เกี่ยวข้องควรรู้และทำความเข้าใจหลักพัฒนาการจะ ช่วยให้เข้าใจถึงพัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้วย เมื่อเราทราบเกี่ยวกับลักษณะของพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจะ ช่วยให้การจัดประสบการณ์สอดคล้องกับวุฒิภาวะ และการเรียนรู้ ลักษณะพัฒนาการเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด - 6 ปี เด็กในวัยนี้เป็นวัยแห่งการเลียนแบบทั้งกิริยา มารยาท ระเบียบวินัย ภาษาและพฤติกรรมต่าง ๆ จากผู้ใหญ่หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด โดยเฉพาะพัฒนาการทาง สติปัญญาของเด็กวัยนี้จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กจะเริ่มสร้างความดิดรวบยอดที่เป็นรากฐานของ กระบวนการทางสมองมากมาย สามารถใช้กาษาติดต่อหรือสร้างความสัมพันธ์กับสังคมได้เป็นอย่างดี ซึ่ง อารยา สุขวงศ์ (2532) กล่าวว่า เด็กปฐมวัยมีลักษณะเฉพาะวัยหลายประการ ดังนี้ 1. เป็นวัยก่อนวัยเรียน นักจิตวิทยาส่วนมากมักจะเรียกเด็กวัยนี้ว่า "เด็กก่อนวัยเรียน" ถึงแม้ว่าเด็กวัยนี้ส่วนมากจะเข้าเรียน ในระดับอนุบาลแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะลักษณะพัฒนาการของเด็กวัยนี้ไม่พร้อมที่จะเรียนรู้อ่าน เขียน แต่การที่ เด็กได้เข้าเรียนในระดับอนุบาลนั้นจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ และเป็น การฝึกการปรับตัวเข้าสังคมของเด็ก 2. เป็นวัยที่เริ่มต้นรู้จักคบเพื่อน นักจิตวิทยาบางส่วนเรียกวัยนี้ว่าเป็นวัย Pregang เพราะถือว่าพฤติกรรมทางสังคมของเด็กวัยนี้เริ่ม รู้จักรวมกลุ่มกับเพื่อน และพยายามเรียนรู้การปรับตัวเข้ากับเพื่อนบางครั้งจึงเรียกเด็กวัยนี้ว่า "วัยแห่งการเล่น"
6 3. เป็นวัยแห่งการสำรวจสิ่งใหม่ ๆ ธรรมชาติของเด็กวัยนี้จะมีความอยากรู้อยากเห็นสูง ชอบสำรวจและซักถามในทุกสิ่งทุกอย่างหรือ ในทุกเรื่องราวที่ตนเองได้พบ เด็กมีความพอใจที่จะสำรวจสิ่งที่แปลกใหม่ 4. เป็นวัยแห่งปัญหา เด็กวัยนี้มักจะสร้างปัญหาให้พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูอยู่เสมอๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาทางพฤติกรรม และลักษณะทางบุคลิกภาพ เช่น ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง มีอารมณ์รุนแรง มีความอิจฉาริษยา 5. เป็นวัยน่ารักน่าชัง เมื่อเด็กสามารถทำอะไร ได้ด้วยตนเองความน่ารักจะลดน้อยลงเพราะมักชอบขัดขืนคำสั่งมักต่อต้าน ผู้ใหญ่ แต่ในบางครั้งก็ทำในลักษณะตรงข้ามบางโอกาสจะประจบประแจง เอาอกเอาใจเพื่อเรียกร้องความ สนใจหรือความรักจากพ่อแม่หรือผู้ใกล้ชิด จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า เด็กปฐมวัยมีลักษณะธรรมชาติที่แตกต่างจากเด็กในวัยอื่นๆ ดังนั้นพ่อแม่ ผู้ปกกรอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจึงควรศึกษา เรียนรู้และทำความเข้าใจในลักษณะ พัฒนาการของเด็ก ปฐมวัย ทั้งนี้เพื่อจะได้ส่งเสริมพัฒนาการอย่างถูกต้องและเหมาะสม พัฒนาการและความสามารถของเด็กปฐมวัย พัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และ จิตใจ ด้านสังคม และสติปัญญา เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการแตกต่างกัน การเจริญเติบโตของเด็กส่งผลต่อ พฤติกรรมต่าง ๆ ดังนั้น การพัฒนาเด็กปฐมวัยครูและผู้เกี่ยวข้องควรศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยพัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีคังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย พัฒนาการด้านหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน คือ พัฒนาการค้านร่างกายประกอบด้วย ส่วนสูงและน้ำหนัก สัคส่วนของร่างกาย และพัฒนาการของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ซึ่งรายละเอียด สรุปได้คังนี้ 1.1 ส่วนสูงและน้ำหนัก ส่วนสูงของเด็กปฐมวัยจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 6.5 - 9.5 เซนติเมตร เช่น เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ จะมีความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ ส่วนน้ำหนักของเด็กปฐมวัยจะเพิ่มขึ้นประมาณปี ละ 1.5 - 2 กิโลกรัม เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ จะมีความสูง 75 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามส่วนสูงและน้ำหนักของ เด็กปฐมวัยจะขึ้นอยู่กับอาหารและการเลี้ยงคูที่เหมาะสม 1.2 สัดส่วนของร่างกาย ในช่วงต้นของปฐมวัย เด็กมีสัดส่วนของร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเมื่อ เทียบกับผู้ใหญ่ โดยจะมีพัฒนาการของร่างกายจากส่วนบนที่เป็นศีรษะก่อนมาสู่ลำตัวและจะขยายออกจาก
7 ส่วนกลางไปสู่ส่วนนอกของร่างกาย โดยจะปรับเปลี่ยนร่างกายสมดุลตามอายุของเด็กสามารถเคลื่อนไหวและ บังคับกล้ามเนื้อบางส่วนร่างกายได้มั่นคงขึ้น 1.3 พัฒนาการของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เป็นความสามารถในการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อ ใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก เช่น การวิ่ง การกระโคด การคลาน การปีน ฯลฯ การทำงานของกล้ามเนื้อในการ เคลื่อนไหวนี้การทำงานประสานกันยังไม่ดีพอ แต่พัฒนาการของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวนี้จะพัฒนาขึ้น ตามอายุ พัฒนาการค้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย ส่วนสูงและน้ำหนัก สัดส่วนของร่างกาย และ พัฒนาการของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวทั้งกล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่เป็นต้น 2. พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ พัชรี สวนแก้ว (2545) ได้กล่าวเกี่ยวกับลักษณะพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยจะแสดงออกทางอารมณ์อย่างเปิดเผย ทั้งอารมณ์ที่มีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ ลักษณะ พัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กปฐมวัยประกอบด้วย อารมณ์รัก อารมณ์ที่เกิดจากความอยากรู้ อยากเห็น อารมณ์โกรธ อารมณ์อิจฉาริบยา อารมณ์กลัว และอารมณ์อวดดีในลักษณะดังกล่าวมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันกับสภาพแวดล้อมของครอบครัว ซึ่งถ้าครอบครัวทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจ มีความสุขจากความ รักของบุคคลในครอบครัวย่อมทำให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่มั่นคงและมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ต่อไป 3. พัฒนาการด้านสังคม เด็กปฐมวัยจะมีสังคมแรกกับคคลในครอบครัว ระยะต่อมาเด็กจะเข้าสู่ระบบโรงเรียนเด็กจะมี สังคมกับเพื่อนและครู เด็กต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับบุคคลอื่น เด็กปฐมวัยเรียนรู้โดยได้รับการ บอกเล่าหรือสั่งสอน การเรียนรู้โดยการได้รับการเสริมแรง การลงโทษ และการเรียนรู้จากการสังเกต ซึ่งเป็น พื้นฐานทางสังคมของเด็กเมื่อเขาเติบโตขึ้น เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทางสังคมอย่างรวดเร็วดูได้จากการเล่น เด็ก ปฐมวัยส่วนใหญ่เป็นวัยที่อยู่ในระยะของการเล่นแบบการเล่นที่สัมพันธ์กับเด็กคนอื่นเป็นการเล่นกับกลุ่มเพื่อน ลักษณะพัฒนาการทางสังคมของเด็กคูได้จากลักษณะการเล่นและการเข้ากลุ่มกับเพื่อนซึ่งถูกพัฒนาขึ้นตามลำ คับ เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้การอยู่ร่วมสังคมกับบุคคลอื่นจากการมีประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับคคลใน สภาพแวดล้อมดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงควรส่งเสริมให้เด็กได้เข้าสังคมหรือกิจกรรมร่วมกับเด็กคนอื่นๆ 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา พัชรี สวนแก้ว (2545) กล่าวเกี่ยวกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย สรุปได้ว่า เด็กวัยนี้ ชอบแสดงความคิดเห็น ชอบชักถามและแก้ปัญหา ซึ่งสิ่งเวคล้อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ยั่วยุให้เด็กมีพัฒนาการทาง สติปัญญา ความคิดความสามารถที่เกี่ยวกับสติปัญญาเราสังเกตได้จากพฤติกรรมของการสามารถจำสิ่งของ
8 ต่างๆ และเรียกชื่อได้ถูกต้อง การจำแนกความเหมือนความแตกต่างของสิ่งของต่าง ๆ ได้ การเรียงลำดับสิ่ง ต่างๆ นอกจากนี้ การเล่นของเด็ก การใช้ภายาจัดเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาได้เช่นกัน จากพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา จะพบว่าเด็กปฐมวัยมีกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่องกัน พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยมีผลมา จากปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ผู้เกี่ยวข้องควรศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและความต้องการ ของเด็กปฐมวัย เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้มีประสิทธิภาพต่อไป ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการของมนุษย์ไม่ว่าชาติใดก็จะมีลักษณะเหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ พัฒนาการของเด็กโดยแต่ละปัจจัยนั้นก็มีความสำคัญแตกต่างกันไป ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการค้านต่าง ๆ ของเด็ก ประกอบด้วย ปัจจัยด้านพันธุกรรม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม 1. สติปัญญา จากผลการศึกษาเกี่ยวกับพันธุกรรม พบว่า พันธุกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญของด้าน สติปัญญา เช่น ความสามารถเกี่ยวกับตัวเลข การใช้คำ เป็นต้น 2. โรคภัยต่าง ๆ มีโรคบางชนิคที่ถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ซึ่งใน ครอบครัวเดียวกันบางคนอาจได้รับการถ่ายทอด 3. ครอบครัว เป็นสิ่งเวคล้อมแรกที่มีความสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการทั้งด้านบุคลิกภาพ ด้านร่างกาย ด้าน อารมณ์และจิตใจ ค้านสังคม และด้านสติปัญญา การอบรมเลี้ยงดู การคูแลของคนในครอบครัวมีผลต่อ พัฒนาการเด็กทั้งสิ้น 4. อาหาร นับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อพัฒนาการอย่างมาก เนื่องจากเด็กต้องการอาหารตั้งแต่อยู่ ในครรภ์จนกระทั่งเจริญเติบโดเป็นผู้ใหญ่ การได้รับสารอาหารที่แตกต่างกันย่อมมีผลกระทบกับพัฒนาการเด็ก ให้แตกต่างกันด้วย A BHA 5. ลำดับการเกิดในครอบครัว ก็มีผลต่อพัฒนาการเช่นกัน ลูกคนที่ 2, 3, 4 จะมีพัฒนาการดีกว่าลูก คนแรก 6. พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กจะดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธรรมชาดิและความต้องการ ของเด็กแต่ละวัย ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุกค้าน ทั้งค้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างไรก็ตามการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นเรามุ่งเน้นการได้รับ ประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ปัจจัยที่
9 เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยคือ วุฒิภาวะ และการเรียนรู้ ดังนั้นครูและผู้เกี่ยวข้องควรศึกษาถึงการ เรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเพื่อประโยชน์ในการจัดประสบการณ์กับเด็กปฐมวัยต่อไป ความหมายของการเรียนรู้ ธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยชอบของแปลกใหม่ ชอบสัมผัส สำรวจด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 การปรับตนเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นลักษณะของการเรียนรู้ของเด็กอย่างหนึ่ง นักการศึกษาให้ ความหมายเกี่ยวกับการเรียนรู้ไว้หลายประการสรุปได้คังนี้ สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต (2524) กล่าวว่า การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผล เนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์หรือการฝึกฝน พฤดิกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เป็นพฤติกรรมในลักษณะที่ ค่อนข้างถาวร โดยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ได้ สุณีย์ ธีรคากร (2542) ให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของ พฤติกรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์ และการฝึกอบรมจนเป็นเหตุให้ พฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร กุญชรี ด้าขาย (2542) กล่าวว่า การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของสติปัญญาซึ่งการ เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลมาจากการได้รับประสบการณ์และการฝึกอบรม จนเป็นเหตุให้พฤติกรรมบุคคล เปลี่ยนแปลงไปอย่างด่อนข้างถาวร พัชรี สวนแก้ว (2545) ให้ความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อ ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ใด้รับ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได้ อารี พันธ์มณี (2546) ให้ความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเดิม สู่พฤติกรรมใหม่ที่ก่อนข้างถาวร และเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือการฝึกฝน มิใช่เป็นผลจากการตอบสนอง ตามธรรมชาติสัญชาตญาณ วุฒิภาวะ พิษยาต่างๆ อุบัติเหตุ หรือความบังเอิญ จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปความหมายของการเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อันเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการฝึกฝน เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อนข้างถาวรทางด้านความรู้ ทักษะ และความรู้สึกทั้งในทิศทางที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม
10 ธรรมชาติของการเรียนรู้ เด็กปฐมวัยเป็นนักสำรวจ มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจต่อสิ่งรอบตัว ชอบซักถาม ซึ่งลักษณะ ดังกล่าวเป็นธรรมชาติของเด็ก โคย พัชรี สวนแก้ว (2545) กล่าวเกี่ยวกับธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็ก ปฐมวัยสรุปได้ ดังนี้ 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ความเข้าใจ และความคิด การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม และการเปลี่ยนแปลงทางค้านความ ชำนาญ 2. การเรียนรู้เป็นกระบวนการ ประกอบด้วยสิ่งเร้า การรับรู้ การแปลความหมาย การมีปฏิกิริยา ตอบสนองต่อสิ่งเร้า และผลที่เกิดขึ้นของการตอบสนองนั้นๆ 3. ความแตกต่างของผู้เรียนมีผลต่อการเรียนรู้ โดยเด็กแต่ละคนจะมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน มีวิธีการ เรียนรู้ที่แตกต่างกัน และการส่งผลของการเรียนรู้ก็แตกต่างกันด้วย 4. การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เมื่อเด็กได้รับประสบการณ์แล้วไม่มีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมถือว่าเด็กขังไม่เกิดการเรียนรู้ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงนั้นค่อนข้าง 5. การเรียนรู้มีผลต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น วุฒิภาวะ อายุ เพศ ประสบการณ์เดิมระดับของ สติปัญญา แรงจูงใจ ความพร้อมค้านร่างกาย และสภาพแวดล้อม เป็นต้น การเรียนรู้มีผลต่อเด็กปฐมวัยมีทั้งการเปลี่ยนแปลง ความต่อเนื่อง การตอบสนองในหลายลักษณะ วิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน และการส่งผลของการเรียนรู้ เช่น เด็กเห็นเทียนไขที่จุดไฟแล้วอยากเล่นเพราะคิด ว่าเป็นของเล่นจึงใช้มือจับแล้วรู้สึกร้อน หลังจากนั้นเด็กไม่ยอมจับเทียนไขอีกเลยพฤติกรรมนี้เป็นการเรียนรู้ เกี่ยวกับเทียนที่ติดไฟจะมีความร้อนไม่ควรเล่น ความสำคัญของการเรียนรู้ การเรียนรู้มีความสำคัญและความจำเป็นต่อคนเราอย่างยิ่ง เนื่องจาการเรียนรู้จะนำไปใช้ในการ ปรับปรุงตนเองและสังคม วรรณี ลิมอักษร (2546) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. การียนรู้มีความสำคัญต่อการมีชีวิตรอด ได้แก่ การเรียนรู้ในการแสวงหาอาหารรักษาผู้ป่วยด้วย วิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เรียนรู้จากการหลีกหนีหรือหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตราบต่อชีวิต เรียนรู้การ รวมกลุ่มทางสังคม การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นในสังคมเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันยามเกิดเหตุการณ์คับขัน หรือมีอันตราย เป็นต้น
11 2. การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการปรับตัว ช่วยให้คนสามารถเลือกวิธีการปรับตัวมาใช้อย่างเหมาะสม ทำให้บุคคลเลือกได้ว่าเมื่อใดควรปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตัวเรา เมื่อใดควรปรับสิ่งแวดล้อมและตัวเราเข้าหา กัน 3. การเรียนรู้จะช่วยให้บุคคลไม่ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลอื่น ไม่ถูกคนอื่นหลอกลวงหรือหลอกใช้ 4. การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพ ทั้งนี้เพราะแต่ละอาชีพมีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ไป การเรียนรู้จะช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จในงานอาชีพง่ายและรวดเร็ว 5. การเรียนรู้มีความสำคัญต่อการส่งเสริม ปรับปรุง และแก้ไขบุคลิกภาพ เช่น จะช่วยให้มีความรู้ใน การเลือกหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เหมาะสมกับร่างกาย และปกปีดหรืออำพรางส่วนที่บกพร่องของร่างกาย ช่วย ให้มีความรู้ในการเลือกใช้ภาษาเพื่อสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน 6. การเรียนรู้มีความสำคัญต่อความเจริญของบ้านเมืองและประเทศชาติ เช่น การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ทางการเกษตร การอุตสาหกรรม การสร้างถนนหนทาง หรือการให้การศึกษาแก่ประชาชนในประเทศ อย่างทั่วถึง ช่วยให้ประชาชนในประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การเรียนรู้มีความสำคัญต่อชีวิตตนเอง ผู้อื่น และประเทศชาติทำให้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษา พยายามให้บุคคลในประเทศมีการศึกษาที่สูงขึ้น มีการ ส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
12 บรรณานุ กรม chapter1.pdf