นวตั กรรมสง่ เสรมิ การอา่ น
“กรี ออาตี Concept Learning”
พยญั ชนะไทย สระ วรรณยกุ ต์
สำนกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจงั หนราธิวาส
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอเจาะไอรอ้ ง
ห้องสมุดประชาชนอำเภอเจาะไอรอ้ ง
~๑~
นวตั กรรม“กรี ออาตี Concept Learning”
ความหมายและความสำคัญ
ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง บุคลิกภาพ
ของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้
สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้ อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการ
แสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และ
สร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการ
พัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจนอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี
สนุ ทรียภาพเปน็ สมบตั ิลำ้ ค่าควรแกก่ ารเรียนรู้ อนรุ ักษ์ และสืบสานใหค้ งอยู่คูช่ าติไทยตลอดไป
ในการสอนด้านภาษาไม่ว่าภาษาใดจะต้องเน้นการสอนทักษะเบื้องต้น คือ การฟัง พูด อ่าน และเขียนเพราะถือว่า
ทกั ษะทางภาษาดังกล่าวเป็นเครื่องมือทสี่ ำคัญทส่ี ุดในการดำรงชีวิต การจัดการเรยี นการสอนจงึ มุ่งฝึกฝนให้นักเรียนเกิดความ
คล่องแคล่วทั้ง ๔ ด้าน เพื่อช่วยให้พัฒนาการทางภาษาของนักเรียนได้เพิ่มพูนขึ้นตามวัยและวุฒิภาวะ โดยเฉพาะการอ่าน
ภาษาไทยเป็นส่ิงสำคญั ในการวางรากฐานการเรียนโดยท่วั ไปการทีจ่ ะใหน้ ักเรียนเกดิ ทักษะการอา่ นและสามารถอา่ นไดถ้ ูกต้อง
คลอ่ งแคลว่ นนั้ จำเป็นตอ้ งอาศัยการฝึกฝนการอา่ นสะกดคำ ตั้งแตพ่ ยัญชนะ สระ คำ และประโยค เพื่อท่นี ักเรยี นสามารถอ่าน
หนังสือได้ การฝึกทักษะจึงจำเป็นต้องฝึกเพื่อเป็นการทบทวนความเข้าใจและฝึกฝนสิ่งท่ี ยังบกพร่องอยู่ให้พัฒนาขึ้นตาม
ความสามารถทผ่ี รู้ ับบริการควรจะทำได้
ห้องสมุดประชาชนอำเภอเจาะไอร้อง เปน็ แหลง่ เรียนรู้ ทใ่ี หค้ วามสำคัญในการจัดกจิ กรรมให้กบั ผ้เู รียนได้เรียนรู้ด้วย
ตนเองอยา่ งหลากหลายในห้องสมุดใหค้ วามสำคญั ในด้านการสง่ เสรมิ การอา่ น เน่ืองจากการอา่ นภาษาไทย เปน็ สงิ่ สำคญั ใน
การวางรากฐานการเรียนรู้ ที่จะใหผ้ เู้ รียนสามารถอา่ นภาษาไทยได้อย่างถูกตอ้ ง คล่องแคลว่ หอ้ งสมุดประชาชนอำเภอเจาะไอ
ร้องจึงไดค้ ิดคน้ “กรี ออาตี Concept Learning”ขึ้น เพอื่ แก้ปญั หาการอ่านออกเสยี งและการสะกดคำของผู้เรียน เพือ่ ผู้เรียน
สามารถเรียนร้ดู ้วยตนเองอย่างมีความสุขจนเกิดเป็นนสิ ัยรกั การอ่านท่ีมัน่ คงและยง่ั ยืนตลอดไป
~๒~
คำนำ
การรหู้ นงั สอื เปน็ พืน้ ฐานท่จี ำเปน็ ต่อการเรียนรู้ การสือ่ สารและเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ทท่ี กุ คนมีสทิ ธ์ิได้รับ
การศึกษาข้ันพืน้ ฐานอย่างเทา่ เทียมกันและมีคณุ ภาพ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเจาะไอรอ้ ง มี
บทบาทหนา้ ท่ีในการส่งเสรมิ ให้บคุ คลทีไ่ ม่รหู้ นังสอื หรือลมื หนังส่ือ จงึ ได้สรา้ งหนังสือคู่มือ นวัตกรรมสง่ เสริมการอา่ น“กีรออาตี
Concept Learning” ได้มีการแนะนำ พยัญชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ ขึน้ มาเพ่ือเป็นแนวทางให้กบั สถานศึกษา นำไปใชเ้ ป็น
เครือ่ งมอื ในการจัดการเรียนการสอนให้กบั นักศึกษาและประชาชนทัว่ ไปทีสนใจจะเรยี นรู้
หนังสอื คู่มือ นวัตกรรมสง่ เสริมการอ่าน“กรี ออาตี Concept Learning”โดยมวี ัตถปุ ระสงค์ เพอื่ ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับ
การส่งเสริมการอ่าน เพ่ือประชาสมั พันธก์ จิ กรรม ห้องสมดุ ประชาชนอำเภอเจาะไอร้อง
ในโอกาสน้ี กศน. อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ใครข่ อขอบคณุ ผู้ท่ีมสี ว่ นรว่ มในการจดั ทำโครงการคร้ังนี้ทุกทา่ นท่ี
ได้ใหค้ วามรว่ มมอื เป็นอยา่ งดี
งานอธั ยาศัย
หอ้ งสมดุ ประชาชนอำเภอเจาะไอรอ้ ง
~๓~
สารบัญ
บทนำ หนา้
ก
คำนำ ข
สารบญั
เน้ือหา 5
19
หวั เร่อื งที่ 1 พยญั ชนะ 28
หวั เร่อื งที่ 2 สระ
หวั เรื่องที่ 3 วรรณยุกต์
~๔~
พยัญชนะ
พยญั ชนะไทยในปจั จบุ ันมี ๔๔ ตัว แตใ่ ช้เพยี ง ๔๒ ตัว โดยมพี ยัญชนะท่ีไม่ไดใ้ ช้ตง้ั แต่ปี พ.ศ.๒๔๔๕ อยู่ ๒ ตวั ไดแ้ ก่ ฃ ฅ
(กรมวิชาการ, ๒๕๔๕ : ๖๙) พยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดงั น้ี
พยัญชนะไทย มลี กั ษณะเฉพาะทีส่ ำคญั ไดแ้ ก่
๑. หวั มีแวว (หวั มลี ักษณะเป็นวง) มี ๒ แบบ ไดแ้ ก่ แบบหัวเข้า เช่น ฒ ญ ผ ย เปน็ ต้ สว่ นอีกแบบ คือ แบบหวั ออก เชน่ น ภ
บ ห เป็นต้น
๒. หวั สองชน้ั มลี ักษณะคล้ายแบบหวั เข้า แต่เมื่อเขยี นหัวครบวงแลว้ เขยี นวนตอ่ อีกเกือบรอบ มี ๒ ตวั ได้แก่ ข ช
๓. หวั หยักหรอื หวั แตก มีลกั ษณะคล้ายแบบหวั สองช้ัน แตเ่ พม่ิ รอยหยกั มี ๔ ตวั ได้แก่ ฃ ซ ฆ ฑ
๔. ไม่มีหวั มี ๒ ตวั ไดแ้ ก่ ก ธ
เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปร เป็นเสียงทเี่ ปล่งออกมาจากลำคอแล้วถกู สกดั กั้นจากฐานตา่ งๆ จนเกดิ เปน็ เสยี งกอ้ งและเสยี งไม่ก้อง
ลกั ษณะของและหนา้ ท่ขี องเสียงแปร หรือ เสียงพยญั ชนะ มีดังนี้
๑. เป็นเสียงที่เกิดจากลมบริเวณเส้นเสยี งผา่ นออกมาทางช่องว่างระหวา่ งเส้นเสยี งแลว้ กระทบกับอวยั วะต่างๆ ในชอ่ งปากท่ี
เรียกว่า “ฐานกรณ”์ เชน่ รมิ ฝปี ากกับฟนั ฟันกบั ปมุ่ เหงือก เป็นต้น
๒. มีทงั้ เสียงก้องและเสยี งไมก่ ้อง
๓. พยญั ชนะไมส่ ามารถออกเสยี งตามลำำพังไดต้ ้องอาศัยเสยี งสระชว่ ยจึงจะสามารถออกเสียงได้ เ่ชน่ ใชส้ ระออชว่ ยออก
เสียง ไดแ้ ก่ กอ ขอ คอ งอ เป็นต้น
๔. เสียงพยญั ชนะสามารถปรากฎทต่ี น้ คำ โดยนำหน้าเสียงสระเรยี กวา่ “พยญั ชนะตน้ ” และ ปรากฎหลังคำ โดยอย่หู ลังเสยี ง
สระเรยี กว่า “พยัญชนะสะกด” หรือ “พยัญชนะท้าย”
พยญั ชนะไทย มี ๒๑ เสยี ง ๔๔ รูป ดังนี้
~๕~
พยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังนี้
ลักษณะของเสียงพยัญชนะ จำแนกได้ดงั นี้
หนว่ ยเสียงพยญั ชนะต้น แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ดังน้ี
๑. เสยี งพยญั ชนะตน้ เดย่ี ว หมายถึง หน่วยเสยี งพยัญชนะทเ่ี ป็นพยัญชนะตน้ ของพยางค์ ซงึ่ มี ๒๑ เสยี ง ๔๔ รปู ดัง
ได้กลา่ วมาแลว้ ข้างตน้
๒. เีสยี งพยัญชนะตน้ ประสม หมายถึง หน่วยเสียงท่ีมีพยัญชนะสองตัวประสมอยู่โดยใช้สระตัวเดียวกนั รว่ มกัน
๒.๑ อักษรควบ คือ พยญั ชนะต้นสองตวั ประสมกับสระตวั เดยี วกัน โดยพยัญชนะตัวหลังจะเปน็ ร ล ว เวลา
ออกเสียงเป็นพยางคเ์ ดยี วกนั เชน่ ครบเคร่ือง พลดั กวาง เปน็ ต้น อกั ษรควบแบง่ เปน็ ๒ ชนิด คือ
๒.๑.๑ อักษรควบแท้ คือ พยญั ชนะตวั หน้ากบั พยญั ชนะตวั หลงั ออกเสียงควบกลำ้ กนั สนทิ เป็นพยางค์
เดียว ในภาษาไทย มีท้ังสิ้น ๑๑ เสียง ๑๕ รูป ดังน้ี
คำควบกลำ้ ท่ีไทยไม่มีใช้ แต่ได้รบั อทิ ธิพลมาจากภาษาองั กฤษและนำมาใช้ มี ๖ เสียง
/บร/ เบรก บรน่ั ดี บรอนซ์ /บล/ บลูส์ บล็อก เบลอ
/ดร/ ดรัมเยอร์ ดรีม ดราฟต์ /ฟร/ ฟรี ฟรกั โทส
/ฟล/ แฟลต ฟลุต /ทร/ แทรกเตอร์ ทรัมเป็ต
หมายเหตุ “ทร” น้นั ไมใ่ ช่อกั ษรควบแท้ เพราะไม่มีใช้ในภาษาไทย แตเ่ ป็นคำท่ีได้รับอิทธพิ ลมาจากภาษา
สันสกฤต เช่น อินทรา, จนั ทรา, นทิ รา เป็นต้น
๒.๑.๒ อกั ษรควบไม่แท้ คือ พยัญชนะท่คี วบกบั พยัญชนะตัว “ร” แตอ่ อกเสียงเหมือนพยัญชนะตน้ เด่ยี ว
เช่น จริง ไซร้ สร้าง เศรา้ เป็นตน้
~๖~
๒.๑.๒.๑ พยัญชนะต้นสองตัว ประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยญั ชนะตัวหลังเปน็ ร เวลาออกเสียง จะออกเสียงเฉพาะเสียง
พยัญชนะตัวหน้าเพยี งตวั เดียว เช่น
จร – จริง สร – สรวง , สรา้ ง , เสรจ็
ซร – ไซร้ ศร – เศรา้
๒.๑.๒.๒ “ทร” ออกเสียงเปน็ “ซ” เ่ชน่ ทรุดโทรม , ทราย , ทราม , อินทรี เป็นต้น
๒.๒ อักษรนำ คอื พยญั ชนะสองตัวประสมกนั ใชส้ ระตวั เดยี วกันรว่ มกนั เวลาออกเสยี งจะต้องผนั วรรณยุกตต์ าม
พยัญชนะตัวหนา้ แบ่งออกตามวธิ ีการออกเสยี งได้ ๒ ชนดิ คอื
๒.๒.๑ ออกเสียง ๑ พยางค์
– “อ” นำ “ย” มีอยู่ ๔ คำ คือ อยา่ , อยู่ , อยา่ ง , อยาก
– “ห” นำอักษรตำ่ เดย่ี ว ( ง ญ ย น ณ ม ร ล ว ฬ ) เชน่ หงอน , หนงั , หนา , หรอื , หลาน เป็นตน้
*** จะสังเกตได้ว่า เสยี งวรรณยุกต์จะผันไปตามตัวนำ ยกตวั อย่างเช่น
“อย่า” แยกได้ อา่ – ยา่ “อ่า” จะมีเสียง เอก แต่ “ยา่ ” มเี สยี ง โท แต่คำว่า “อย่า” เปน็ เสียงเอก
“หงอน” แยกได้ หอน – งอน “หอน” มเี สียงจตั วา แต่ “งอน” จะมีเสียงสามัญ แต่คำว่า “หงอน”
เปน็ เสยี งจตั วา
๒.๒.๒. ออกเสียง ๒ พยางค์
– อักษรสูง(ผ ฝ ถ ฐ ข ฃ ส ศ ษ ห ฉ) นำอกั ษรตำ่ เดี่ยว( ง ญ ย น ณ ม ร ล ว ฬ ) จะ
ออกเสียงพยางคต์ น้ เปน็ สระ “อะ” กึง่ เสยี ง ออกเสยี งพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยญั ชนะตัวหนา้ เช่น ไสว
, สมอง , ขนม , ถนน , ผงาด เปน็ ต้น
– อักษรกลาง( ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ ) นำอักษรต่ำเดีย่ ว ( ง ญ ย น ณ ม ร ล ว ฬ ) จะ
ออกเสยี งพยางคต์ น้ เปน็ สระ “อะ” กงึ่ เสยี ง ออกเสยี งพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกตต์ ามพยัญชนะตวั
หน้า เช่น โตนด , ตลาด ,ปรอท , จรวด เปน็ ต้น
หมายเหตุ อกั ษรสงู หรอื อักษรกลาง นำ อักษรตำ่ คู่ ไม่นับวา่ เปน็ อักษรนำ เพราะเวลาผัน ไมผ่ ัน
วรรณยกุ ต์ตามพยัญชนะตวั หนา้ เชน่ ไผท , เผดยี ง , เสบียง , ถกล , ผกา เป็นต้น เรยี กคำเหลา่ นีว้ า่ “คำเรียง
พยางค”์ ไม่ใช่ “อกั ษรนำ”
~๗~
1
~๘~
~๙~
~ ๑๐ ~
~ ๑๑ ~
~ ๑๒ ~
~ ๑๓ ~
~ ๑๔ ~
~ ๑๕ ~
~ ๑๖ ~
~ ๑๗ ~
~ ๑๘ ~
สระ
“เสยี งสระ” หรือเรยี กอกี อยา่ งนงึ ว่า “เสยี งแท”้ เพราะเป็นเสียงทเี่ ปล่งออกมาจากลำคอโดยตรง โดยไม่ถูกสกัดกน้ั ในฐาน
ใดๆ แตม่ ีการเปลย่ี นแปลงระดบั ของล้นิ และรูปรมิ ฝีปาก ทำใหล้ มกระทบฐานเพยี งเลก็ น้อยลมผา่ นเสน้ เสียงทำใหเ้ ป็นเสยี ง
ส่นั สะเทอื นเกิดเป็นเสยี งก้อง
ลักษณะและหนา้ ที่ของเสยี งแท้ หรือเสียงสระ มดี ังน้ี
๑. เป็นเสียงท่ลี มผ่านออกมาไดโ้ ดยสะดวก ไม่ถกู อวัยวะในปากกักทางลม
๒. อวัยวะท่ชี ่วยให้เสียงสระต่างกนั ไดแ้ ก่ ลิ้นและริมฝีปาก
๓. เสียงสระออกเสียงได้ยาวนาน
๔. เสียงสระทกุ เสยี งเป็นเสยี งก้อง เสน้ เสียงจะส่นั สะเทอื น
๕. เสยี งสระมที ้ังเสียงส้ันและยาว
๖. เสียงสระเป็นเสียงที่ช่วยใหพ้ ยัญชนะออกเสยี งได้ เพราะเสยี งพยญั ชนะต้องอาศัยเสยี งสระเสมอจงึ จะออกเสียงได้
รปู สระ และเสยี งสระ
รปู สระ เปน็ อักษรหรือเคร่ืองหมายทเ่ี ขียนข้ึนเพื่อแทนเสยี งสระ โดยใชเ้ ขยี นโดดๆ หรือใช้เขยี นประสมกับรูปสระอ่นื
เพื่อให้เกดิ สระใหม่ มี ๒๑ รปู ดงั น้ี
~ ๑๙ ~
เสยี งสระ แบง่ ออกเปน็ ๓ ชนิด
๑. สระเดย่ี ว หรอื สระแท้ มีทง้ั หมด ๑๘ เสียง ซึ่งได้แสดงในตารางสรปุ ลักษณะของสระเดยี่ ว ดงั นี้
๒. สระประสม หรือ สระเล่อื น คือการประสมเสียงสระแท้ ๒ เสียงเขา้ ดว้ ยกัน
~ ๒๐ ~
๓. สระเกนิ ไดแ้ ก่ สระท่ีมีเสียงซ้ำกบั สระแทแ้ ตม่ ีเสียงพยญั ชนะประสมอยู่ มี ๘ เสียง คือ
๓. สระเกิน ได้แก่ สระท่ีมีเสียงซ้ำกับสระแท้แตม่ เี สยี งพยัญชนะประสมอยู่ มี ๘ เสยี ง คือ
หนา้ ที่ของสระ
สระจะชว่ ยทำให้พยญั ชนะออกเสียงได้ โดยเขียนไว้ได้รอบพยัญชนะ ท้งั ด้านหนา้ ดา้ นหลัง ดา้ นบน
ดา้ นลา่ ง (พยัญชนะจะออกเสยี งไม่ได้ถา้ ไม่สระประสมอยู่) เชน่
ด้านหน้าพยญั ชนะ เแ
ด้านหลังพยัญชนะ ะา
ดา้ นบนพยญั ชนะ ิีึืั็่
ด้านล่างพยัญชนะ ุู
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสระ
๑. รูปสระบางรูปไม่ออกเสียง เชน่ ขัดสมาธิ (อ่าน ขัด – สะ – หมาด) ไม่ออกเสียงสระอิ
๒. เสียงสระอาจไม่ตรงกับรปู สระ บางคำรปู สระเสียงส้ัน แตเ่ มอื่ อยใู่ นบริบทตอ้ งออกเีสียงยาว บางรปู ออกเสยี ง
ยาว แตเ่ ม่ืออยใู่ นบรบิ ทต้องออกเสยี งสั้น เช่น นำ้ : สีน้ำเงนิ (อา่ น น้ำ เสยี งสนั้ ) น้ำด่ืม (อ่าน น้าม เสยี งยาว)
๓. เสียงสระสั้น สระยาวของเสียงสระแท้ สามารถแยกความหมายของคำให้แตกต่างกันได้ เช่น กบั – กาบ, มดิ
– มีด, อึด – อืด เป็นต้น
๔. ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ อำ ใอ ไอ เอา เป็นสระเกิน คือ สระท่ีมีเสียงพยญั ชนะประสมอย่ดู ้วย ดังนนั้ สระเกนิ เหลา่ นจี้ งึ ไม่
สามารถมีตวั สะกดได้
~ ๒๑ ~
สระอะ สระอา
-ะ -า
สระอิ สระอี
-ิ ~ ๒๒ ~ -ี
สระอึ สระอือ
-ึ -ื
สระอุ สระอู
-ุ -ู
สระเอะ สระเอ
เ-ะ เ-
~ ๒๓ ~
สระแอะ สระแอ
แ-ะ แ-
สระโอะ สระโอ
โ-ะ โ-
สระเอาะ สระออ
เ-าะ -อ
~ ๒๔ ~
สระเออะ สระเออ
เ-อะ เ-อ
สระเอยี ะ สระเอยี
เ-ยี ะ เ-ีย
สระเออื ะ สระเออื
เ-อื ะ เ-อื
~ ๒๕ ~
สระอัวะ สระอวั
-วั ะ -ัว
สระอำ สระใอไมม้ ว้ น
-ำ ใ-
สระใอไม้มลาย สระเอา
ไ- เ-า
~ ๒๖ ~
ฤ ฤา
รึ รือ
ฦ ฦา
ลึ ลือ
~ ๒๗ ~
วรรณยุกต์
เสยี งวรรณยุกต์นั้น มีช่อื เรยี กอีกอยา่ งวา่ “เสียงดนตรี” ซง่ึ ถือวา่ เปน็ เอกลกั ษณ์ในภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นภาษาท่ี
มเี สยี งวรรณยุกต์ ซง่ึ ภาษาสว่ นใหญ่ในโลกน้ี ภาษาทมี่ ีเสียงวรรณยกุ ต์น้นั มีอยไู่ ม่กี่ภาษาทั่วโลก
เสียงวรรณยุกต์น้นั มี ๔ รปู ๕ เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ(ไม่มรี ปู ) , เสยี งเอก ( ่ ) , เสยี งโท ( ้ ) , เสียงตรี ( ๊ ) และเสยี ง
จัตวา ( ๋ )
ลักษณะของเสียงวรรณยกุ ต์ หรอื เสยี งดนตรี มีดังนี้
๑. เป็นเสยี งทีม่ รี ะดบั เสยี งสงู เสียงตำ่ เหมือนเสียงดนตรี
๒. เสียงวรรณยุกต์ทำใหค้ วามหมายของคำแตกต่างกันออกไป เช่น ปา ปา่ ป้า , เสอื เสอื่ เส้อื , มงุ มงุ่ มุ้ง เปน็ ต้น
๓. เสียงวรรณยกุ ตเ์ ป็นเสยี งก้อง เพราะเกิดจาการส่นั สะเทือนของเสน้ เสียง ถา้ เสน้ เสยี งส่นั สะเทือนมากจะมเี สยี งสงู แต่
ถา้ เสน้ เสยี งสัน่ สะเทือนน้อย
๔. เสยี งวรรณยกุ ต์มี ๕ เสยี ง คอื เสียงสามัญ เสียงเอก เสยี งโท เสยี งตรี และเสยี งจัตวา โดยมี ๔ รปู
***หมายเหต*ุ **
๑. คำทใี่ ชใ้ นภาษาไทยมเี สียงวรรณยุกตเ์ สมอแม้จะไมม่ ีรปู วรรณยุกต์กำกับกต็ าม เช่น วัด – งดั – เละ (เสียงตร)ี ,
ปราชญ์ – ฉัตร – หดู (เสยี งเอก) , ขา – แหวน – หาย (เสยี งจัตวา)
๒. คำทเี่ ราทบั ศพั ท์ภาษาต่างประเทศ บางทเี ราออกเสยี งวรรณยุกตไ์ ม่ตรงกับรปู เขียน เช่น เมตร (เมด้ ) , คอมพิวเตอร์
(คอมพ้วิ เตอร)์ เปน็ ต้น
๓. หากพยญั ชนะตน้ เป็นอกั ษรตำ่ เสยี งวรรณยุกต์จะสูงกว่ารปู วรรณยกุ ต์ที่กำกบั อยู่ ๑ ขัน้ เสยี ง หรือเรยี กอีกอย่าง
ว่า “เสียงเกนิ รปู ” โดยปกติน้นั เวลาเจอขอ้ สอบ ถา้ วรรณยกุ ตไ์ ม่ตรงกบั รูปกเ็ กินรปู แค่นนั้ เช่ ่น ฟา้ (รปู โท เสียงตรี) , คำ่ (รูป
เอก เสียงโท) , ล่อง (รูปเอก เสยี งโท) เปน็ ต้น
~ ๒๘ ~
รูปวรรณยุกต์
รปู วรรณยุกตม์ ี 4 รปู คอื เอก โท ตรี และ จัตวา
เสียงวรรณยกุ ต์
เสียงวรรณยุกต์ มที ั้งหมด 5 เสียง คอื เสยี งสามัญ เสยี งเอก เสยี งโท เสยี งตรี และ เสยี งจตั วา
~ ๒๙ ~
ข้อสังเกต
สง่ิ ทน่ี ้อง ๆ ต้องระวงั คอื แมว้ ่ารูปของวรรณยุกตจ์ ะเป็นอย่างหนึ่ง แต่การออกเสยี งอาจไม่ได้ออกเสียง
ตามรูปเสมอไป เชน่ คำวา่ ไม้ รูปวรรณยกุ ตโ์ ท แตก่ ารออกเสียงจะเปน็ เสยี งตรี หรอื เสือ ไม่มีรูปวรรณยุกต์
แต่การออกเสียงจะเป็นเสยี งจัตวา
ดงั น้ันการจะเขา้ ใจว่าคำไหนออกเสยี งวรรณยุกต์อยา่ งไร น้อง ๆ จะตอ้ งเข้าใจเรื่องการผนั วรรณยุกต์
และอักษรสามหมู่ สูง กลาง และต่ำ เรามาทบทวนการผนั วรรณยุกต์กันค่ะ
การผนั วรรณยกุ ต์
หลักการผันวรรณยกุ ต์อย่างงา่ ยมีดังนี้
อักษรกลาง สามารถผันได้ครบท้ัง 5 เสียง คือ เสียงสามญั เสยี งเอก เสยี งโท เสยี งตรี และเสียงจัตวา
อกั ษรสูง สามารถผนั วรรณยุกตไ์ ด้ 3 เสยี ง คือ เสียงเอก เสยี งโท และเสียงจัตวา
~ ๓๐ ~
อกั ษรต่ำ สามารถผันวรรณยุกต์ได้ 3 เสยี ง คือ เสยี งสามัญ เสยี งโท และเสียงตรี
ความสำคญั ของเสียงวรรณยุกต์
อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกนะคะวา่ เสียงวรรณยุกต์มีความสำคัญมาก เพราะถ้าเราใส่วรรณยุกต์หรอื
อ่านวรรณยุกต์ผดิ ความหมายของคำก็จะผิดเพยี้ นไปทนั ที เมอ่ื วรรณยุกต์เปล่ียนความหมายก็จะเปล่ยี น
เพราะภาษาไทยไม่เหมือนภาษาตา่ งประเทศท่ไี มม่ วี รรณยกุ ต์เป็นตัวกำหนดความหมาย
เหน็ ไหมคะวา่ เสียงวรรณยุกต์มีความสำคัญมาก ๆ กับความหมายของคำ แต่ทั้งนี้ถา้ น้อง ๆ คนไหนยงั
ไมเ่ ข้าใจเรื่องวรรณยุกต์ กส็ ามารถไปดูคลปิ การสอนย้อนหลงั ของครอู มุ้ ได้ ในคลิปจะมีการสอนเทคนิคเทยี บคำ
เพอื่ ใหน้ ้อง ๆ สามารถผันวรรณยุกต์แต่ละคำได้อยา่ งถูกต้องค่ะ ไปดกู นั เลย
~ ๓๑ ~
นวตั กรรมส่งเสริมการอ่าน
“กีรออาตี Concept Learning”
ทีป่ รึกษา
1. นายคมกฤช สาหลงั ตำแหนง่ ผูอ้ ำนวยการ กศน.อำเภอเจาะไอร้อง
2. นายมะสุขรี ซเี ดะ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรยี นสัมพนั ธ์วิทยา
3. คณะกรรมการสถานศกึ ษา
ผู้จัดทำ
1. นางสาวรตั นาวาตี ซายอ ตำแหนง่ บรรณารักษ์
คณะทำงาน
๑. นายแวดาโอะ สามะ ตำแหนง่ ครผู ู้ช่วย
๒. นายซอบอื รี แซะเซง็ ตำแหนง่ ครผู ้ชู ่วย
๓. นางสาวซาณียา ยะโก๊ะ ตำแหน่งครูผู้ช่วย
4. นางสาวนภสิ า หะยีวาจิ ตำแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย
5. นายมะซายตู ี ลาเต๊ะบือริง ตำแหนง่ ครูอาสาฯประจำตำบล
6. นางสาวมาดีฮ๊ะ เจะ๊ เมาะ ตำแหนง่ ครูกศน.ตำบล
7. นายสรุ ศกั ด์ิ สอีด ตำแหน่งครูอาสาฯปอเนาะ
8. นางสาวนาอีหมะ๊ อาแวกาจิ ตำแหน่งครูอาสาฯปอเนาะ
9. นางสาวนริ ดา เอี่ยมสะอาด ตำแหนง่ ครูอาสาฯปอเนาะ
~ ๓๒ ~
กศน.อำเภอเจาะไอร้อง
Fb : ห้องสมุดประชาชนอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส
http://narathiwat.nfe.go.th/choaironglibrarynfe
~ ๓๓ ~