The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 3 พื้นฐานภาษา C และการติดตั้งใช้งาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายประจักษ์ ปะทะดี, 2021-07-21 20:03:36

หน่วยที่ 3 พื้นฐานภาษา C และการติดตั้งใช้งาน

หน่วยที่ 3 พื้นฐานภาษา C และการติดตั้งใช้งาน

หนว่ ยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการตดิ ตั้งใชง้ าน 2

หนว่ ยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการตดิ ต้ังใช้งาน

3. การเขยี ผงั งาน (Flowchart)

3.1 ประวตั ขิ องภาษาซี (History of C)
ภาษา C ไดร้ บั การออกแบบและพัฒนาขึ้นโดย Dennis Ritchie เมื่อปี

ค.ศ. 1972 ณ ห้องปฏิบตั ิการเบลล์ (Bell Laboratories) โดยออกแบบเพ่อื ใชง้ านบน
ระบบ ปฏบิ ัติการ UNIX บนเครอื่ งเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ DEC PDP-11
ในความเป็นจริง ภาษา C ได้สืบสานมาจากภาษา B ที่พัฒนาขึ้นโดย Ken
Thompson ซึ่งภาษา B ที่พัฒนาโดย Ken Thompson นั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
ภาษา BCPL ท่ีถกู พัฒนาโดย Martin Richards

รูปที่ 3.1 พัฒนาการของภาษา C

รปู ท่ี 3.2 Dennis Ritchie (ยนื ) และ Ken Thompson (นัง่ ) กบั เคร่อื ง PDP-11
ที่มา: http://www.cs.bell-labs.com/wholdmr/

ในยุคแรกภาษา C ไดถ้ ูกกาํ หนดมาตรฐานที่สร้างขน้ึ เองในกลุ่มคณะ (De Facto Standard)
ซึ่งเป็น เวอร์ชนั ที่นํามาใชง้ านบนเคร่ืองUnix System V จนกระทง่ั ปี ค.ศ. 1978 Brian Kernighan และ

วิชาหลกั กาเขยี นโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พนื้ ฐานภาษา C และการติดตงั้ ใช้งาน 3

Dennis Ritchie ได้เสนองานเขียน “The C Programming Language” จัดพิมพ์โดยสํานักพิมพ์
Prentice-Hall ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในชว่ งแรกมาตรฐานภาษา C ในบางสว่ นถูกกําหนดไวอ้ ย่างคลมุ เครอื ไม่ชดั เจนนกั สง่ ผลให้
ผู้ผลิต คอมไพเลอร์นํามาตีความหมายแตกต่างกันไป จนกระทั่งในราวปี ค.ศ. 1983 ทางสถาบัน ANSI
(American National Standards Institute) ก็ได้เข้ามาชว่ ยแก้ปญั หาน้ี ด้วยการนําภาษา C มาบรรจุไว้
เป็นมาตรฐานที่รับรอง โดย ANSI จึงเป็นที่มาของ ANSIC ในที่สุด และในปี ค.ศ. 1988 นี้เอง Brian
Kernighan และ Dennis Ritchie ก็ได้มีการปรบั ปรุงหนังสือที่เขาเขียนขึน้ อีกครั้ง ซึ่งเป็นฉบบั Second
Edition ภายใต้ชอ่ื วา่ “The C Programming Language” โดยมีการประทบั คาํ วา่ “ANSI C" ลงไปด้วย

รปู ที่ 3.3 หนังสอื “The C Programming Language” ทเ่ี ขียนขึ้นโดย Kernighan และ Ritchie
จากรปู เป็น First Edition (1978) และ Second Edition (1988)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1990 นี้เอง ทาง ANSI ได้กําหนดมาตรฐานของภาษา C เสร็จสมบูรณ์
เพอ่ื ใหผ้ ู้พฒั นา คอมไพเลอรท์ ัง้ หลายนําไปสร้างคอมไพเลอรต์ ามมาตรฐาน แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม คอมไพเลอร์
ที่ถกู พัฒนาข้นึ มา โดยสว่ นใหญแ่ ล้ว มกั มิไดพ้ ัฒนาตามมาตรฐาน ANSI อยา่ งเครง่ ครดั เสียทีเดยี ว

ถึงแมว้ ่าปจั จบุ นั ภาษา C ได้ถกู นําไปต่อยอดและพฒั นาปรับปรงุ ให้มปี ระสิทธิภาพย่ิงขึ้น ใน
เรื่องของชุด คําสั่งที่สนับสนุนการโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Programming) ไม่ว่าจะเป็น
Borland C++ หรือ MS-Visual C++ ก็ตาม แต่ทั้งนี้มาตรฐานชุดคําสั่งของ ANSI C ส่วนใหญ่แล้วจะ
สามารถนาํ มาใชง้ านรว่ มกนั ได้อย่างไมม่ ปี ัญหา

วชิ าหลกั กาเขียนโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หนว่ ยท่ี 3 พนื้ ฐานภาษา C และการติดต้ังใชง้ าน 4

3.2 ลกั ษณะเดน่ ของภาษา C (Features of G)

หากพิจารณาในรายละเอียดแลว้ ภาษา C มีลักษณะเด่นกวา่ ภาษาระดับสูงทัว่ ไปในหลายๆ
ด้านดว้ ย กัน ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้

1. ความสามารถในการใชง้ านบนสภาพแวดลอ้ มที่แตกต่างกนั (Portability) ลกั ษณะเด่นน้ี
ถอื เป็นจุดเดน่ ของภาษา C เลยทเี ดยี ว กลา่ วคือ ภาษา C สามารถโปรแกรมหรือรันอยู่ บนคอมพวิ เตอร์ได้
หลายระดับ ต้งั แต่เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ จนถึงไมโครคอมพวิ เตอร์ ซง่ึ เมอื่ เทียบกบั ภาษาอ่นื ๆ แลว้ ยากท่ี
จะหาภาษาใดเทียบเคียงได้เท่า ดังนั้น ซอร์สโค้ดภาษา C ที่เขียนในคอมพิวเตอร์ระดับหนึ่ง สามารถ
นํามาใช้งานบนคอมพิวเตอร์อีกระดับหนึ่งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชุดคําสั่งเลย หรืออาจต้อง
เปลี่ยนแปลงบาง ชุดคําสั่งเพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังสามารถนําโปรแกรมภาษา C ไปใช้งานบน
ระบบปฏบิ ัตกิ ารทห่ี ลากหลาย ถงึ แม้ ว่าจะมแี พล็ตฟอรม์ ที่แตกต่างกนั ก็ตาม

2. มปี ระสทิ ธภิ าพสูง (Efficiency) ประสทิ ธิภาพท่นี ํามาใช้วดั กับภาษา C สามารถวดั ได้จาก
2 แนวทางนี้คือ

 ชุดคาํ สั่งทมี่ ีความกะทัดรัด และกระชับมาก
 การจดั การหน่วยความจําบนภาษา C มปี ระสทิ ธิภาพสูงมาก
 มกี ารทาํ งานทร่ี วดเร็ว เทียบเทา่ ภาษาระดบั ตาํ่ ท้งั นีเ้ นื่องจากภาษา C มคี วามใกลช้ ดิ

กับฮาร์ดแวร์ มากกวา่ ภาษาระดบั สูงอน่ื ๆ โดยสามารถติดตอ่ กบั รจี ิสเตอร์ และ
หน่วยความจําไดโ้ ดยตรงเช่น เกี่ยวกับภาษาแอสเซมบลี
3. ความสามารถในการโปรแกรมแบบโมดูล (Modularity) ภาษา C อนุญาตให้มีการแบ่ง
โมดูลเพ่อื คอมไพลไ์ ด้ ซ่ึงสามารถลิงกเ์ ชื่อมโยงเข้าด้วยกนั ไดอ้ ีก รูปแบบ โปรแกรมสามารถเขียนข้ึนได้ตาม
แบบแผนการโปรแกรมเชิงโครงสร้างไดอ้ ย่างดีเยี่ยม ภาษา C คอื ภาษาท่ี ประกอบดว้ ยฟงั ก์ชนั ทั้งนี้โมดูล
ต่างๆ จะเขียนอยู่ในรปู แบบของฟังกช์ ันท้งั สิ้น
4. พอยน์เตอร์ (Pointer Operations) ภาษา C มีความสามารถในการทํางานแบบพอยน์
เตอร์เป็นอยา่ งมาก ยากทจี่ ะพบได้ในภาษาระดบั สงู ท่วั ไป โดยพอยน์เตอรห์ รือตัวชี้สามารถกาํ หนดได้จาก
ชนิดข้อมูล (Data Types) หลายชนิดด้วยกัน เช่นเดียว กับฟังก์ชัน หรือโครงสร้าง รวมถึงตัวแปรแบบ
อาร์เรย์ กย็ งั สามารถถกู จัดการดว้ ยการนาํ พอยน์เตอร์เขา้ มาช่วย

วิชาหลักกาเขียนโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หน่วยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการติดต้ังใช้งาน 5

5. มีความยืดหยุ่นสูง (Flexible Level) ถึงแม้ว่าภาษา C จะจัดอยู่ในภาษาคอมพิวเตอร์
ระดับสูงก็ตาม แต่ภาษา C ก็ยังสามารถเขียนใช้งาน ร่วมกับภาษาระดับต่ําอย่างภาษาแอสเซมบลีได้
ดังนั้นในบางครั้งจึงมีการกล่าวว่า ภาษา C เป็นภาษาที่อยู่ถึง กลางระหว่างภาษาระดับสูงและ
ภาษาระดบั ต่ํา

6. ตัวอักษรตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่ แตกต่างกัน (Case Sensitivity) ตามปกติภาษา
ระดบั สูงทั่วไป ตวั แปรทีต่ ั้งขน้ึ ด้วยอักษรตัวพมิ พ์เล็กและตวั พิมพใ์ หญ่ สามารถนาํ มาใช้ งานรว่ มกันได้ แต่
ในภาษา C จะถือว่ามีความหมายแตกต่างกัน ดังนั้น อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Upper Case) และอักษร
ตัวพิมพ์เล็ก (Lower Case) จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น NUM ไม่เท่ากับ num ในขณะ
เดยี วกัน Num ก็จะไมเ่ ท่ากับ num เช่นกนั ดงั น้ันการอ้างอิงชื่อตัวแปรและช่ือฟงั ก์ชัน จึงต้องอ้างอิงบน
ชื่อทถี่ ูกต้องด้วย

3.3 โครงสร้างโปรแกรมภาษา C (Structure of C Programs)

คําสั่งที่ใชง้ านในภาษา C นั้นล้วนเป็นฟังก์ชันท้ังสิ้น ดังนั้นโปรแกรมทีเ่ ขยี นขึ้นจึงประกอบ
ไปด้วยฟังก์ชัน มากมาย ที่ถูกกําหนดให้ทําหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในลักษณะของโมดูลย่อย เพื่อทํางานให้
บรรลุเป้าหมาย และใน เมื่อภาษา C คือภาษาที่ประกอบไปด้วยฟังก์ชัน ดังนั้นจึงจําเป็นต้องทําความ
เข้าใจเกี่ยวกบั ความหมายของ ฟงั กช์ ันเสยี กอ่ น

ฟังก์ชัน (Function) คือ ชุดคําสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทํางาน ที่อนุญาตให้
สามารถรับข้อมูล (Input) ประมวลผล (Processes) และแสดงผลข้อมูล (Output) โดยฟังก์ช่ันทถ่ี ูกเขียน
ขึ้นพร้อมใช้งาน และ สามารถเรียกมาใช้งานได้ทันที จะถูกจัดเก็บไว้ในไลบรารีมาตรฐาน (Standard
Library) ในขณะที่ฟังกช์ ันอ่นื ๆ จะเปน็ ฟงั ก์ชันทถ่ี ูกเขยี นข้นึ โดยโปรแกรมเมอร์ อยา่ งไรก็ตาม ในภาษา C
จะมีฟังก์ชันพิเศษฟังก์ชันหนึ่งที่ จําเป็นต้องมีไว้ในโปรแกรมเสมอ คือ ฟังก์ชัน main() ทั้งนี้ฟังก์ชัน
ดังกล่าวจัดเป็นฟงั ก์ชนั หลักทีน่ ํามาใช้เป็นจุด เริ่มต้นของโปรแกรมเพือ่ ส่ังใหท้ ํางาน โดยฟังก์ชนั อ่ืนๆ จะ
ถอื เป็นรูทนี ยอ่ ย (Subroutines)

รูปท่ี 3.4 ภาพแสดงการทํางานของฟังก์ชนั

วิชาหลกั กาเขยี นโปรแกรม รหสั วิชา 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พ้นื ฐานภาษา C และการตดิ ตง้ั ใช้งาน 6

สาํ หรับรายละเอียดในโครงสร้างของโปรแกรมภาษา C สามารถแสดงได้ดังรูปท่ี 1.5 ต่อไปนี้

รปู ที่ 3.5 โครงสรา้ งของโปรแกรมภาษา C จากรปู ท่ี
1.5 เป็นโครงสรา้ งของโปรแกรมภาษาC อยา่ งง่าย ซ่ึงสามารถแบง่ เปน็ สว่ นสาํ คัญตา่ งๆ ดงั ตอ่
ไปน้ี

1. พรโี ปรเซสเซอรไ์ ดเรกทฟี (Preprocessor Directive)
ถือเป็นส่วนสําคัญสว่ นหน่ึงในภาษา C เลยทีเดียว ที่บอกให้คอมไพเลอรร์ บั ทราบว่า ให้

นําไฟล์ส่วนตั้ง กล่าวมาคอมไพลร์ ่วมกันด้วย โดยพิจารณาตัวอย่างโปรแกรมดังรูปที่ 1.5 ที่มีการระบุพรี
โปรเซสเซอร์ ด้วยการ นําเฮดเดอร์ไฟล์ (Header Files) เข้ามา คือ #include <stdio.h> โดยชื่อเฮด
เดอร์ไฟลท์ ผี่ นวกเขา้ มาสามารถ เขียนอยู่ภายในเครือ่ งหมาย < > หรือ " " ก็ได้ เช่น #include “stdio.h”
ซงึ่ ตา่ งกแ็ ทนความหมายเดยี วกัน

เฮดเดอร์ไฟล์เป็นไฟล์ชนิดข้อความ (Text File) ที่ภายในโปรแกรมจะมีการประกาศ
คา่ ตวั แปร และคา่ คงทต่ี ่างๆ ซง่ึ จะบรรจุฟงั ก์ชัน่ มาตรฐานต่างๆ รวมเขา้ ดว้ ยกนั ตามลกั ษณะงานเดียวกัน
ไว้ และจัดเกบ็ ลงใน ไลบรารี โดยจะถูกนําเข้ามาอา่ นรวมกันกบั ชดุ คาํ สง่ั ในโปรแกรมในขณะคอมไพล์

เฮดเดอร์ไฟล์ชอื่ stdio.h จดั เปน็ เฮดเดอร์ไฟลข์ องฟงั กช์ นั หนงึ่ ในไลบรารีมาตรฐาน ที่มัก
ถูกเรียกใช้งาน อยู่บ่อยๆ เนื่องจากเก่ียวขอ้ งกับอินพตุ และเอาต์พุต เช่น ฟังก์ชัน printf() ที่ใช้สําหรับสง่ั
พิมพ์ตวั แปรหรอื ขอ้ ความ ฟงั กช์ ัน scanf() ทใ่ี ช้สาํ หรับรบั ค่าตัวแปร เปน็ ตน้ ซ่งึ ทง้ั สองฟังก์ชัน ถูกผนวก
อยู่ในเฮดเดอร์ไฟล์ช่ือ

วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พนื้ ฐานภาษา C และการติดตัง้ ใชง้ าน 7

stdio.h นั้นเอง ดังนั้น หากภายในโปรแกรมได้มีการเรียกใช้งานฟังก์ชั่น printf() หรือฟังก์ชัน scanf()
และมิได้ ผนวกเฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h เข้าไปในโปรแกรม เมื่อคอมไพล์โปรแกรมก็จะเกิดข้อผิดพลาด
เนื่องจากคอมไพเลอร์ ไม่รู้จักฟังก์ชั่น printf() หรือฟังก์ชัน scanf() อย่างไรก็ตาม โปรแกรมภาษา C ท่ี
เขยี นขึ้น สามารถผนวกเฮดเดอร์ ไฟลห์ ลายๆ ไฟลไ์ ดต้ ามความจาํ เปน็

รปู ท่ี 3.6 ภายในโปรแกรมของไฟล์ stdio.h ซง่ึ เป็นเทก็ ซไ์ ฟล์ท่สี ามารถเปดิ ไดด้ ้วยโปรแกรม Notepad
สําหรับความหมายของพรีโปรเซสเซอร์นั้นก็คือ “ตัวประมวลผลก่อน” ซึ่งจะต้องถูก

กาํ หนดไว้นอก ฟังกช์ ันเสมอ โดยในส่วนนจี้ ะได้รับการประมวลผลก่อนชดุ คาํ ส่งั ภายในฟังก์ชนั จึงเป็นที่มา
ของคําว่า พรีโปรเซสเซอร์นั่นเอง และการเขียนพรีโปรเซสเซอร์จะต้องนําหนา้ ด้วยเครื่องหมาย # เสมอ
อยา่ งไรก็ตาม พรโี ปรเซสเซอร์จะมีอย่หู ลายตัวด้วยกัน และตอ่ ไปนี้เปน็ พรโี ปรเซสเซอร์ทมี่ ีอยู่ในภาษา C

#if #fdef #ifndef
#else #elif #endif
#include #define #undef
#line #error #prgma

วชิ าหลักกาเขียนโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หนว่ ยท่ี 3 พืน้ ฐานภาษา C และการตดิ ต้งั ใช้งาน 8

2. ฟงั กช์ ันหลกั (Main Function)
ฟังก์ชัน main() ในภาษา C จัดเป็นฟงั ก์ชนั ท่ีทําหน้าที่เสมือนกับเป็นโปรแกรมหลัก

ทีส่ ง่ั ใหช้ ดุ คาํ สั่ง ทํางาน รวมถงึ การเรียกใชฟ้ งั ก์ชันย่อยอ่ืนๆ ทาํ งาน กลา่ วคือการสง่ั งานในโปรแกรมจะอยู่
ภายในฟงั ก์ชนั main() นัน้ เอง

3. ประโยคคําส่ัง (Compound Statement)
ประโยคคาํ ส่งั ในท่นี ห้ี มายถงึ ชดุ คําสัง่ ทบ่ี รรจุอยใู่ นฟังก์ชันนนั้ ๆ ซง่ึ อาจเปน็
 ประโยคทีใ่ ชส้ ําหรับประกาศตวั แปร (Variable Declaration) หรือการกําหนดคา่

เร่ิมตน้ ให้กับตัวแปรตา่ งๆ โดยตวั แปรทใี่ ชง้ านในโปรแกรม จําเป็นตอ้ งได้รับการ
ประกาศชนิดข้อมลู ของตวั แปรน้ันๆ ดว้ ย
 ประโยคนิพจนค์ ณิตศาสตร์ เชน่ ประโยคคํานวณตัวเลขต่างๆ "
 ประโยคคาํ สัง่ ควบคุมอ่ืนๆ เช่น คาํ สัง่ ควบคมุ วงจรลูป คาํ สงั่ ควบคุมเงือ่ นไข เป็นตน้
ประโยคคาํ ส่งั เหล่านจี้ ะถกู บรรจอุ ยูภ่ ายในบลอ็ ก {} เพื่อบอกจดุ เรมิ่ ต้นและจดุ สนิ้ สดุ การ
ทาํ งานภายใน บลอ็ ก และภายในบลอ็ กเคร่ืองหมายปกี กากย็ ังสามารถมีบล็อก {} ซอ้ นย่อยเข้าไปไดอ้ ีก ที่
สําคญั เม่อื สิน้ สดุ ประโยคใดๆ จะต้องลงท้ายด้วย ; (Semicolon) เสมอ
4. คําอธิบายภายในโปรแกรม (Program Comment)
คาํ อธบิ ายโปรแกรม เป็นสว่ นทผ่ี ู้เขยี นโปรแกรมนํามาใชอ้ ธบิ ายจุดสําคัญต่างๆ ภายใน
โปรแกรม เช่น ใชอ้ ธบิ ายจุดประสงคข์ องโปรแกรมส่วนนนั้ ๆ รวมถงึ การปอ้ งกันการหลงลมื กรณที ีต่ ้อง
กลับมาปรบั ปรงุ โปรแกรม ใหม่ในภายภาคหน้า ซึ่งจะช่วยรื้อฟื้นความทรงจําในโปรแกรมส่วนนนั้ ได้

วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หนว่ ยท่ี 3 พื้นฐานภาษา C และการตดิ ต้ังใชง้ าน 9

สาํ หรบั รปู แบบการเขยี นคําอธบิ ายหรือ หมายเหตุในภาษา C สามารถเขียนใหอ้ ยู่ในรูปแบบ /*
comment */ หรือ //comment กไ็ ด้ คําอธิบาย

โปรแกรม ถือเป็นสว่ นสาํ คญั ส่วนหนง่ึ ทช่ี ว่ ยใหผ้ ู้เขยี นโปรแกรม หรอื ผู้ท่นี าํ โปรแกรมนี้ไป
ใช้ได้เข้าใจจุดมุ่งหมาย ของโปรแกรมในส่วนนั้นๆ โดยคอมไพเลอร์จะไม่นําส่วนนี้เข้ามาประมวลผล
สําหรับตวั อยา่ งการเขยี นหมาย เหตุเพอื่ อธบิ ายโปรแกรมแสดงได้ดงั น้ี

สังเกตที่ฟังก์ชัน main() ว่าทําไมต้องมี void ด้วย จึงจําไว้ว่า ฟังก์ชันที่ใช้งานในภาษา C ส่วน
ใหญ่จะมีการรเี ทิรน์ รหัสผลลัพธ์กลบั ไป ทัง้ นี้รหสั 0 จะหมายถึงโปรแกรมทาํ งานสาํ เรจ็ แต่ ถา้ ค่าท่ี
รีเทิร์นกลับไปมิใช่รหัส 0 ก็หมายความว่าเป็นการจบโปรแกรมแบบไม่ปกติ ดังนั้น ใน กรณีท่ี
ฟังก์ชันนนั้ ไม่ตอ้ งการรเี ทิร์นคา่ ใดๆ ก็ควรประกาศการรีเทิร์นค่าเปน็ void เสีย

3.4 อักขระในภาษา C (C Character Sets)
ภาษา C ได้เตรียมกลุม่ อักขระตา่ งๆ ให้ใช้งานที่เรียกว่า Character Sets โดยได้มีการแบง่

ออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ๆ ดว้ ยกนั คือ Basic Character Set และ Execution Character Set
1. Basic Character Set
ประกอบด้วยกลุ่มอกั ขระ ดงั ต่อไปนี้
 อกั ษรตัวพิมพ์ใหญ่ (Alphabets Upper Case)
ประกอบด้วยตัวอกั ษร A - Z จํานวน 26 ตัว ดังน้ี
วชิ าหลกั กาเขียนโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หน่วยที่ 3 พ้นื ฐานภาษา C และการติดตง้ั ใช้งาน 10

ABCDEFGHIJKLMNOPQRSTUVWXYZ
 อักษรตัวพมิ พ์เล็ก (Alphabets Lower Case)
ประกอบด้วยตัวอกั ษร a - z จํานวน 26 ตัว ดังน้ี

abcdefghijklmnopqrstuvwxyz
 ตวั เลข (Decimal Digits)
ประกอบดว้ ยตัวเลข 0 – 9 จำนวน 10 ตวั ดงั นี้

0123456789
 ตวั อกั ขระแบบกราฟิก (Graphic Characters)
ประกอบด้วยสัญลักษณต์ ่าง ๆ จำนวน 29 ตัว ดังน้ี

 ตวั อกั ขระแบบช่องว่าง (Whitespace Characters)
ประกอบด้วยอักขระทเี่ ป็นช่องวา่ งในลักษณะตา่ ง ๆ จำนวน 5 ตวั ดงั นี้

Blank space, horizontal tab, vertical tab, newline, form feed
วชิ าหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พนื้ ฐานภาษา C และการตดิ ต้ังใช้งาน 11

2. Execution Character Set
ประกอบดว้ ยกลุ่มอกั ขระ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1 อักขระทเี่ ปน็ คา่ ว่าง (Null Character)
 อกั ขระทีเ่ ปน็ คา่ ว่าง หรือค่า Null จะใชส้ ัญลักษณ์ 10 (แบ็คสแลช แล้วตามดว้ ยเลขศนู ย์)

ซึง่ เปน็ ตัวกําหนดจดุ สน้ิ สุดของตวั อกั ษรสตรงิ (Character String)
 อักขระควบคุม (Escape Sequence) อักขระควบคุม เป็นรหัสที่ใช้สําหรับควบคุมการ

แสดงผลทั้งทางจอภาพและเครอ่ื งพิมพ์ ซง่ึ กลมุ่ ของอักขระควบคมุ ประกอบดว้ ย

ครั้นเมื่อมีการนําตัวอักขระ ไม่ว่าจะเป็นอักษรตัวพิมพ์ใหญ่อักษรตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลขหรือ
อกั ขระอ่นื ๆ มาประกอบรวมเข้าด้วยกนั ก็จะนํามาใช้ระบุชื่อตวั แปร หรือชอ่ื ฟงั ก์ชัน แตอ่ ย่างไรก็ตาม ใน
การตงั้ ชอื่ ตัวแปร หรือช่ือฟังก์ชนั จําเป็นต้องตงั้ ตามกฏเกณฑก์ ารตงั้ ช่อื ซึ่งจะกล่าวในบทที่ 2 ตอ่ ไป

3.5 กฏเกณฑ์การเขียนโปรแกรมภาษา C
สาํ หรับกฏเกณฑ์การเขยี นโปรแกรมภาษา C สามารถสรุปไดด้ ังนี้
1. จะต้องกาํ หนดพรโี ปรเซสเซอรท์ ตี่ น้ โปรแกรมกอ่ น เช่น #include <stdio.h>
2. คําสัง่ ตา่ งๆ จะใชอ้ ักษรตัวพมิ พ์เล็ก
3. ตวั แปรท่ใี ชง้ านในโปรแกรม จะต้องถูกประกาศไว้เสมอ
4. ภายในโปรแกรมจะต้องมอี ย่างน้อยหนงึ่ ฟงั กช์ นั ซ่งึ กค็ อื ฟงั กช์ นั main()
5. ใช้เครอื่ งหมาย { เพอื่ บอกจดุ เริ่มต้นของชุดคําสัง่ และเครือ่ งหมาย ) เพอื่ บอกจดุ สิ้นสดุ
ของชุดคาํ สั่งโดยสามารถมีเคร่อื งหมาย {} ซ้อนอยู่ภายในได้
6. สน้ิ สุดของแต่ละประโยคคําสั่ง จะต้องจบด้วยเคร่ืองหมาย ;
7. สามารถใชเ้ ครื่องหมาย /" comment */ หรือ / comment เพอื่ ระบุหมายเหตุภายใน
โปรแกรม โดยขอ้ ความอธบิ ายภายในเครอื่ งหมายดังกลา่ ว จะไม่ถูกนํามาประมวลผล

วิชาหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พน้ื ฐานภาษา C และการตดิ ตัง้ ใชง้ าน 12

3.6 ตวั แปลภาษา (Translators)
เนอื่ งจากภาษาคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะภาษาระดับสูงจะมีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์สามารถ

ส่อื สารเพื่อ การเขยี นโปรแกรมได้ง่ายขึ้น แต่ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่คอมพิวเตอรไ์ ม่รู้จัก ดังน้ันจึงต้อง
นาํ ภาษาระดบั สูง มาผ่านกระบวนการแปลเพ่อื ให้เปน็ ภาษาเครอื่ งเสียกอ่ น ทงั้ น้ตี วั แปลภาษายังสามารถ
แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ ดว้ ยกัน คอื อนิ เตอร์พรีเตอร์ และคอมไพเลอร์

1. อินเตอร์พรเี ตอร์ (Interpreter)
ตัวแปลภาษาชนิดอินเตอร์พรีเตอร์ จะทําการแปลโปรแกรมแบบที่ละคําสั่ง และจะ

ปฏิบัติตามในคําสั่ง นั้นๆ หากไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ จากนั้นก็จะนําคําสัง่ ถัดไปมาแปลต่อ ซึ่งจะกระทํา
เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง หากได้พบข้อผิดพลาดในโปรแกรมขึ้น เครื่องก็จะหยุดการทํางานทันที และ
จะแจ้งข่าวสารข้อผิดพลาดให้ทราบ ทางจอภาพ ดังนั้นหากโปรแกรมมีข้อผิดพลาดอยู่ และคําสั่งที่
ผิดพลาดน้ีมไิ ด้ถกู สง่ั ใหท้ ํางาน โปรแกรมกจ็ ะยงั คงทาํ งานได้อยนู่ ่ันเอง

2. คอมไพเลอร์ (Compiler)
ตัวแปลภาษาชนิดคอมไพเลอร์ จะมีกระบวนการแปลที่แตกต่างจากอินเตอร์พรีเตอร์

กล่าวคอื การแปล ของคอมไพเลอรจ์ ะแปลแบบท้งั โปรแกรมเพียงครั้งเดียว น่นั คือซอร์สโคด้ ท่ีเขียนข้ึนจะ
ถูกนํามาแปลทั้งโปรแกรม ดังนั้นหากแปลแล้วพบข้อผิดพลาด ก็จะแจ้งข่าวสารขอ้ ผิดพลาดให้ทราบทาง
จอภาพ จากนั้นโปรแกรมเมอร์ที่ จะต้องกลับไปแก้ไขโปรแกรมให้ถูกต้อง แล้วจึงคอมไพล์ใหม่จนไม่พบ
ข้อผดิ พลาดในทส่ี ุด

ซอร์สโค้ดท่คี อมไพล์สาํ เร็จ จะไดอ้ อบเจก็ ตไ์ ฟล์ (นามสกุล OBJ) โดยออบเจก็ ตไ์ ฟล์ดังกล่าว
ก็จะถกู นํา มาลิงกเ์ ช่ือมโยงกับไลบรารี เพ่อื ให้ไดม้ าซ่งึ เอ๊กซคี วิ ตไ์ ฟล์ (นามสกลุ .EXE) ท่ีสามารถสั่งทํางาน
ได้ทันที โดย ภาษา C จดั เป็นภาษาทีใ่ ชต้ ัวแปลภาษาชนิดคอมไพเลอร์

วิชาหลักกาเขยี นโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หน่วยที่ 3 พนื้ ฐานภาษา C และการตดิ ต้ังใช้งาน 13

รปู ที่ 3.7 แผนภาพแสดงขน้ั ตอนการสร้างโปรแกรม และคอมไพล์โปรแกรมจนกระทงั่ ได้เอ๊กซีควิ ตไ์ ฟล์
วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พนื้ ฐานภาษา C และการติดต้ังใช้งาน 14

3.7 ชนดิ ของข้อพสิ พาส (Type of Errors)
สําหรับขอ้ ผิดพลาดทเี่ กิดข้นึ จากการเขยี นโปรแกรม สามารถแบ่งออกเปน็ 3 ชนิดดว้ ยกัน คือ
1. ขอ้ ผดิ พลาดท่เี กิดจากไวยากรณ์ (Syntax Errors)

ข้อผิดพลาดชนิดนี้ เกิดจากการใช้ไวยากรณ์หรือรูปแบบภาษาที่ผิด เช่น สะกดคําสั่งผิด
แทนท่จี ะต้อง พิมพ์คาํ สง่ั ว่า scanf กพ็ ิมพ์เป็น Scant เป็นตน้ ซ่งึ เมอ่ื ผา่ นการแปลแล้ว ตัวแปลภาษาก็จะ
ไม่รู้จักคําสั่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อผิดพลาดที่เกิดจากไวยากรณ์นั้น คอมไพเลอร์สามารถตรวจพบ
และแจง้ ข้อผดิ พลาดทเ่ี กิดขึ้น ให้ทราบได้

2. ขอ้ พิดพลาดที่เกิดจากตรรกะโปรแกรม (Logic Errors)
ขอ้ ผดิ พลาดชนดิ น้ี จดั เป็นขอ้ ผิดพลาดที่เกิดจากตวั โปรแกรมเมอร์เอง เชน่ การใชต้ รรกะใน

การสรา้ ง เง่ือนไขท่ผี ิดพลาดหรอื การสร้างสูตรคํานวณที่ผดิ ส่งผลให้ผลลัพธ์ผิดพลาด ไมต่ รงกบั ความเป็น
จริง เช่นเงื่อนไข ที่ต้องการสร้างคือ ถ้าคะแนนรวม >= 80 จะได้เกรด A แต่กลับสร้างเงื่อนไขเป็น ถ้า
คะแนนรวม > 80 จะได้ เกรด A จงึ สง่ ผลใหน้ ักศึกษาท่ไี ด้คะแนน 80 ไมไ่ ด้เกรด A เปน็ ตน้ ซึ่งขอ้ ผิดพลาด
ชนิดนี้ คอมไพเลอร์จะไม่ สามารถตรวจพบได้ ดังนั้น ตรรกะในการสร้างเงื่อนไข และสูตรการคํานวณ
ตา่ งๆ จงึ จําเป็นตอ้ งได้รบั การทดสอบ ความถกู ตอ้ งทุกคร้งั กอ่ นนําไปใช้งานจริงเสมอ

3. ข้อผิดพลาดในขณะรันโปรแกรม (Runtime Errors)
กรณีพบข้อผิดพลาดชนิดนี้ในขณะที่รันโปรแกรมอยู่ โปรแกรมจะมีข้อความแจ้งให้ทราบ

และจะหยดุ ทาํ งานไป ตวั อยา่ งชดุ คําส่ังท่กี ่อใหเ้ กิด Runtime Errors เช่น ได้เผลอกาํ หนดตวั หารมีคา่ เป็น
ศูนย์ โดยสมมติ วา่ กําหนดให้ x = 8 และ y = 0 จากนัน้ มกี ารส่งั ใหค้ ํานวณค่าของ x หารด้วย y ครั้นเมื่อ
นําโปรแกรมนี้ไปคอม ไพล์ ก็จะไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ แต่เมื่อมีการสั่งรันโปรแกรมนี้เมื่อใด ก็จะมี
ข้อผิดพลาดแจ้งให้ทราบดังรูป สําหรับหนทางแก้ไขก็คือ จะต้องกลับไปแก้ไขซอร์สโค้ดในโปรแกรมให้
ถูกต้องเสยี ก่อน

วิชาหลกั กาเขยี นโปรแกรม รหสั วิชา 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พ้ืนฐานภาษา C และการตดิ ตง้ั ใชง้ าน 15

3.8 การตดิ ตั้งโปรแกรม และคอนฟิกระบบเพอ่ื เตรยี มใชง้ านภาษา C

ในเอกสารประกอบการเรียนเล่มนี้เราจะใช้ Dev-Cpp ใช้ในการเขียนโปรแกรมเนื่องจาก

เป็น Editor และ Complier สามารถดาวน์โหลดและตดิ ตัง้ ได้ฟรีจากอินเทอร์เนต็ อีกยังได้รับความนิยม
เพราะมขี นาดความจุน้อย ใชท้ รพั ยากรในระบบไมม่ ากจงึ ทำห้เปน็ Complier ทท่ี ำงานรวดเรว็

ขน้ั ตอนการติดตงั้ คอมไพเลอร์ Dev-Cpp

1. ดาวน์โหลดไฟลต์ ิดตงั้ https://bloodshed-dev-c.th.softonic.com/download

2. ดับเบิลคลกิ ทไ่ี ฟล์ จะปรากฎหนา้ ต่างดงั ภาพ

3. คลิกปุ่ม I Agree เพอื่ ยอมรับเรื่องลิขสิทธ์ิของโปรแกรม

4. เลือกเคร่ืองมือสำหรับการติดต้ัง
วชิ าหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พืน้ ฐานภาษา C และการตดิ ตั้งใช้งาน 16
5. เลอื กตำแหนง่ การตดิ ต้งั โปรแกรม

วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหสั วิชา 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พนื้ ฐานภาษา C และการติดตง้ั ใชง้ าน 17
6. รอจนกว่าการติดต้งั จะเสร็จสมบูรณ์

7. การติดตง้ั เสร็จสมบูรณ์

วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการติดตั้งใช้งาน 18
8. หน้าต่างโปรแกรมหลังการติดตั้งเมื่อเข้าสู่โปรแกรม กำหนดภาษาที่ใช้ใน

โปรแกรม

วิชาหลักกาเขยี นโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พืน้ ฐานภาษา C และการติดตง้ั ใช้งาน 19

ใบส่ังงาน 3.1 พนื้ ฐานภาษา C และการตดิ ตัง้ ใชง้ าน

คำสั่ง : ใหน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่ม กล่มุ ละ 5 คน แล้วทำการศกึ ษาเนือ้ หาจากเอกสารประกอบการ
สอน หนว่ ยท่ี 3 พื้นฐานภาษา C และการติดตง้ั ใชง้ าน และช่วยกันสรุปเนื้อหาโดยทำเปน็ แผนผังความคิด
Mine Mapping โดยใช้โปรแกรม PowerPoint หรอื กระดาษ A4

เกณฑก์ ารประเมนิ

รายการประเมิน ระดับคะแนน หมายเหตุ
321

1. ความเหมาะสมบทบาทการนำเสนอ

2. ความถูกต้อง ขอ้ มูล สาระ ความรู้

3. ส่วนประกอบอื่น ๆ และความคิดริเร่มิ สร้างสรรค์

คะแนนรวม

หมายเหตุ ไดค้ ะแนน 6 คะแนนขึ้นไป จึงจะถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

ประเดน็ การประเมนิ

ประเดน็ เกณฑ์การใหค้ ะแนน /ระดบั คณุ ภาพ
3 21

1. ความเหมาะสม แสดงบทบาทเหมาะสม แสดงบทบาทเหมาะสม แสดงบทบาท

บทบาทการนำเสนอ เสยี งดงั ฟงั ชัด มลี ีลา เสยี งดังปานกลาง มี เหมาะสม เสียงเบา

ประกอบ ลลี าประกอบบา้ ง ลลี าประกอบ

คอ่ นขา้ งน้อย

2. ความถูกต้อง ข้อมูล เน้ือหาสาระถกู ต้อง เนอื้ หาสาระถกู ต้องเปน็ เนื้อหาสาระถกู ต้อง

สาระ ความรู้ ครบถ้วน สว่ นมาก เปน็ สว่ น้อย

3. ส่วนประกอบอ่นื ๆ รปู แบบของส่อื ทำมาได้ รูปแบบของสื่อทำมาได้ รปู แบบของส่ือทำ

และความคดิ ริเริม่ สวยงาม เนือ้ หา สวยงาม เนอื้ หาน้อย มาไดส้ วยงาม

สร้างสรรค์ ครอบคลมุ สมบรู ณ์ เนื้อหาน้อยเกนิ ไป

วิชาหลกั กาเขียนโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการตดิ ต้ังใชง้ าน 20

ใบส่ังงาน 3.2 พน้ื ฐานภาษา C และการตดิ ตั้งใช้งาน

คำสง่ั : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ใหไ้ ดใ้ จความทสี่ มบูรณ์

1. ลักษณะเด่นของภาษา C มอี ะไรบา้ ง จงอธบิ าย
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. จงสรปุ โครงสร้างของภาษา C มาพอสังเขป
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. การประกาศชนิดการรเี ทิรน์ ค่าเป็น void ในภาษา C หมายถึงอะไร จงอธบิ าย
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. อักขระในภาษา C แบ่งออกเป็นกลุ่มอกั ขระใดบ้าง จงอธบิ าย
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. จงบอกกฎเกณฑก์ ารเขียนโปรแกรมในภาษา C มาพอสังเขป
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................

วิชาหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พ้ืนฐานภาษา C และการติดตง้ั ใช้งาน 21

ใบสง่ั งาน 3.3 เขยี นโปรแกรมอยา่ งงา่ ย

คำสง่ั : ให้นักเรียนเขียนผงั งานจากโจทยต์ อ่ ไปน้ี
1. เขยี นโปรแกรมให้แสดงผลลพั ธ์ดังนี้

Hello, ช่ือนักเรยี นภาษาองั กฤษ
This is my first C Program
2. เขียนโปรแกรมให้แสดงผลลพั ธ์ชอ่ื และนามสกลุ ของนกั เรยี นดงั น้ี
Name : ช่ือนักเรียนภาษาองั กฤษ
Lastname : นามสกลุ นักเรยี นภาษาอังกฤษ

วชิ าหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หน่วยท่ี 3 พ้นื ฐานภาษา C และการติดต้งั ใช้งาน 22

แบบทดสอบหลังเรยี น
หนว่ ยที่ 3 พนื้ ฐานภาษา C และการตดิ ตั้งใชง้ าน

คำสัง่ ชแ้ี จง : 1. แบบทดสอบฉบบั บนี้เป็นแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ
ขอ้ ละ 1 คะแนน

2. ให้เลอื กคำตอบท่ีถูกตอ้ งท่ีสดุ เพยี งข้อเดยี ว แล้วทำเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงใน
กระดาษคำตอบ

3. เวลาท่ีใช้ในการทำแบบทดสอบ 10 นาที

1. ภาษา C ไดร้ ับการพัฒนาข้นึ โดยผใู้ ด
ก. Ken Thompson
ข. Bell Lab
ค. Dennis Ritchie
ง. Martin Richards

2. ภาษา C ไดส้ ืบสานมาจากภาษาใดบา้ ง
ก. Pascal
ข. B
ค. BCPL
ง. ถกู ท้ังขอ้ ข. และ ค.

3. หน่วยงานใดต่อไปน้ี ทไี่ ด้นำภาษา C มาบรรจุไว้เป็นมาตรฐาน
ก. Microsoft
ข. ANSI
ค. ASCII
ง. ถูกทกุ ขอ้

วชิ าหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พน้ื ฐานภาษา C และการติดตงั้ ใชง้ าน 23

4. ขอ้ ใดมิใช่ลกั ษณะเด่นของภาษา C
ก. สามารถนำมาใชง้ านบนเครอ่ื งระดบั ต่าง ๆ ได้
ข. มีการทำงานรวดเรว็ เทียบเทา่ กบั ภาษาระดบั สูง
ค. ภาษา C สามารถทำงานใกล้ชิดกับอกุ รณฮ์ าร์ดแวร์ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
ง. ทุกขอ้ ล้วนเปน็ ลักษณะเดน่ ทั้งสนิ้

5. คำสง่ั ท่ีใชง้ านในภาษา C เป็นลักษณะใด
ก. ชุดคำส่ัง
ข. สญั ลักษณ์
ค. ฟงั กช์ ัน
ง. ถกู ทกุ ขอ้

6. หากต้องการนำฟังก์ชันมาตรฐาน (stdio.h) มาใช้งาน จะต้องประกาศอยา่ งไร
ก. main(stdio.h)
ข. { stdio.h }
ค. printf(“<stdio.h>”)
ง. #include <stdio.h>

7. จากข้อที่ 6 สามารถเขยี นอีกรูปแบบหนง่ึ ได้อยา่ งไร
ก. main<stdio.h>
ข. {/stdio.h/}
ค. printf(<stdio.h>)
ง. #include “stdio.h”

วิชาหลักกาเขยี นโปรแกรม รหัสวิชา 20204-2004

หน่วยที่ 3 พ้ืนฐานภาษา C และการติดตั้งใชง้ าน 24

8. จากขอ้ ที่ 6 อยากทราบว่า เกยี่ วข้องกับโครงสรา้ งภาษา C อยา่ งไร
ก. เป็นฟังกช์ ัน main()
ข. เป็นจุดเร่มิ ต้นทำงาน
ค. พรโี ปรเซสเซอร์ไดเรกทีฟ
ง. เปน็ คำอธิบายโปรแกรม

9. จากขอ้ ท่ี 6 ฟังก์ชนั มาตรฐานเหล่านี้ เกย่ี วข้องกบั สิง่ ใด
ก. เฮดเอร์ไฟล์
ข. เทก็ ซ์ไฟล์
ค. ไลบรารมี าตรฐาน
ง. ถูกทัง้ ขอ้ ก. และ ค.

10. โปรแกรมในภาษา C อย่างน้อยจะตอ้ งมี 1 ฟังก์ชนั เสมอ คือฟงั ก์ชันใด
ก. menu()
ข. main()
ค. #include()
ง. ถูกท้ังขอ้ ก. และ ข.

วิชาหลกั กาเขยี นโปรแกรม รหสั วชิ า 20204-2004

หน่วยที่ 3 พ้ืนฐานภาษา C และการตดิ ตง้ั ใช้งาน 25

ใบกระดาษคำตอบ
การเขยี นผังงาน

ชื่อ.....................................นามสกุล................................ระดับชั้น.............กลุ่ม.........เลขที่..................

ขอ้ ก ข ค ง ผล
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10

คะแนนท่ีทำได้

เกณฑ์การประเมนิ 70 เปอร์เซ็นต์ ลงชอ่ื ..........................................ผู้ตรวจ
ทำได้ 7-10 คะแนน ผ่านเกณฑ์ (.........................................)
สรุปผล  ผา่ นเกณฑ์ ........../................/..........

 ไมผ่ ่านเกณฑ์

วิชาหลักกาเขียนโปรแกรม รหัสวชิ า 20204-2004

หนว่ ยที่ 3 พืน้ ฐานภาษา C และการติดตั้งใช้งาน 26
วชิ าหลักกาเขยี นโปรแกรม รหสั วิชา 20204-2004


Click to View FlipBook Version