The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อการเรียนการสอนออนไลน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-24 11:31:57

สื่อ E book ชนิดของคำ

สื่อการเรียนการสอนออนไลน์

Keywords: ชนิดของคำ

คำอุทำน กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย
คำสรรพนำม
คำกรยิ ำ

คำวิเศษณ์ คำนำม

คำสันธำน
คำบพุ บท

ผจู้ ัดทำ

นายธรี ภทั ร แดงสะอาด นายธนสิน ยวงลาใย
64121380221 64121380227

หมู่เรยี น 641213802
คณะครุศาสตร์ สาขาภาษาไทย
มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบรุ ี

คำนำ

สื่อการเรียนการสอน เร่ือง ชนิดของคาในภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปีท่ี
๖จัดทาขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๕๑ การจัดการเรียนการสอนมีความสาคัญ
เป็นอย่างยิ่ง ภาษาไทยท่ีเป็นเอกลักษณ์ประจาชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน
ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติ จึงจาเป็นท่ี
ต้องให้ผู้เรียนมีทักษะองค์ความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ทั้งทางด้านการอ่าน การ
เขียน การฟังและการดู โดยผู้จัดทาให้ความสาคัญในการแบ่งแยกชนิดของคาใน
ภาษาไทยทั้ง ๗ ชนิด เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถแบ่งแยกหน้าท่ีของคาแต่ละชนิดได้
อย่างชัดเจน อันได้แก่ คานาม คาสรรพนาม คากริยา คาวิเศษณ์ คาบุพบท
คาสันธาน คาอุทาน ซ่ึงผู้จัดทาจะนาเสนอเฉพาะในส่วนการเข้าใจความหมาย
การจาแนกชนิดของคาและหน้าท่ีของคาแต่ละชนิด เพ่ือเป็นการทบทวนความรู้
ให้แก่ผู้เรียนและเป็นการปูพ้ืนฐานความรู้ เร่ืองชนิดของคา ซ่ึงมีความสาคัญต่อ
ผู้เรียนในการศึกษาต่อในระดับท่ีสูงข้ึน และส่งผลจะทาให้ผู้เรียนมีความรู้
ความสามารถในการใช้ภาษาส่ือสารได้อย่างดี อ่าน เขียน ฟัง ดูและพูดได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ มคี วามคดิ อย่างมีเหตผุ ล มีนิสัยรักการอา่ น การเขียน

ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าส่ือการเรียนการสอน เร่ือง ชนิดของคาใน
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะเป็นประโยชน์แก่ครูผู้สอนและผู้เรียนใน
บทเรียนน้ตี อ่ ไป

ผูจ้ ัดทา



สำรบัญ ก
1
คานา 2
คาช้ีแจง
สาระสาคัญและจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 4
แบบทดสอบก่อนเรียน 6
คานาม 8
คาสรรพนาม 9
คากริยา 12
คาวิเศษณ์ 14
คาบุพบท 17
คาสนั ธาน
คาอุทาน
แบบทดสอบหลงั เรียน



คำชแ้ี จง

ส่ือการเรียนการสอนนี้เป็นบทเรียนที่ใช้เรียนรู้ด้วยความสามารถของ
ตนเอง ใหผ้ ู้เรยี นอ่านคาชี้แจงและทาตามขน้ั ตอนตั้งแตต่ น้ จนจบ ดังต่อไปน้ี

๑. ให้ผู้เรียนศึกษาสาระสาคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้ เมื่อเรียนจบ
บทเรียนน้ีแล้วผู้เรียนจะสามารถนาองค์ความรู้ไปพัฒนาสมรรถนะและ
ศกั ยภาพไดอ้ ย่างไร

๒. ให้ผูเ้ รยี นศกึ ษาบทเรยี นตามหัวขอ้ เปน็ ลาดบั องค์ความรู้
๓. ใหผ้ เู้ รียนอา่ นและทาความเข้าใจบทเรยี นในเน้อื หา ด้วยตนเอง
๔. ใหผ้ ้เู รียนศึกษาองค์ความรู้จากสื่อการสอนแล้วทาแบบทดสอบท้าย
บทเรียนด้วยตนเองอย่างซ่ือสัตย์ แล้วตรวจสอบคาตอบเพ่ือแปลค่าเป็นผล
คะแนน

1

สำระสำคญั

คาในภาษาไทยจาแนกได้ ๗ ชนิด คือ คานาม คาสรรพนาม คากริยา
คาวเิ ศษณ์ คาบพุ บท คาสนั ธาน คาอทุ าน

จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้

๑. บอกความหมายและชนดิ ของคานามได้ถูกตอ้ ง
๒. บอกหนา้ ทข่ี องคานามแต่ละประเภทตามที่กาหนดใหไ้ ด้ถูกตอ้ ง
๓. จาแนกและวิเคราะห์ชนดิ ของคานามท่ีใชใ้ นประโยคสอื่ สารได้
๔. สามารถใชค้ านามในการสอ่ื สารไดอ้ ย่างถกู ต้อง

2

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

คาช้ีแจง : นกั เรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ 2 ลกั ษณะ

1.ให้นักเรียนแคปภาพหน้าจอโทรศัพท์ของตนเอง บริเวณคิวอาร์โค้ด และนาภาพไป
สแกนในไลน์แล้วเลือกภาพท่ีนักเรียนแคปภาพไว้ แล้วจะข้ึนลิงก์ข้อสอบให้นักเรียนทาจนครบ
แล้วกดส่ง

2.ใหน้ ักเรียนพมิ พ์เวบ็ ตามทีอ่ ยดู่ ้านลา่ งควิ อารโ์ คด้

https://forms.gle/iF8PhV3n3MCPoQCx7

คาในภาษาไทยจาแนกได้ ๗ ชนิด

ภาษาไทยเป็นภาษาคาโดดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคาเพ่ือบอกชนิด
ของคาหรือบอกหน้าที่ของคา การแบ่งชนิดของคาในภาษาไทยอาจพิจารณา
ตามแนวไวยากรณ์ต่าง ๆ ซ่ึงแต่ละแนวมีเกณฑ์การแบ่งชนิดของคาต่างกัน
คาในภาษาไทยจาแนกได้ ๗ ชนดิ คือ

๑.คานาม
๒.คาสรรพนาม
๓.คากริยา
๔.คาวิเศษณ์
๕.คาบพุ บท
๖. คาสนั ธาน
๗. คาอทุ าน

3

คานาม

คานาม คอื คาที่ใช้เรยี กชอ่ื คน สัตว์ สงิ่ ของ สถานท่ี รวมทั้งสิ่งท่ีมีชีวิต
และไม่มีชีวิต ท้ังที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม เช่น เด็ก พ่อ แม่ นก ช้าง
บ้าน โรงเรยี น ความดี ความรกั ฯลฯ

๑. สามมานยนาม คือ คานามท่ีใช้เรียกช่ือทั่วไปไม่ชี้เฉพาะเจาะจง
เชน่ พอ่ แม่ นก รถ ขนม ทหาร ตารวจ ครู คน ประเทศ รฐั บาล ฯลฯ

ตวั อย่าง
- นกั เรยี นอา่ นหนังสอื
- แมซ่ อื้ ผลไมใ้ นตลาด

๒. วิสามานยนาม คือ นามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน สัตว์ ส่ิงของ
สถานที่ เช่น ครูสมศรี ประเทศไทย วันจันทร์ จังหวัดปัตตานี โรงเรียน
เดชะปัตตนยานกุ ูล ฯลฯ

ตัวอยา่ ง
- โรงเรยี นเดชะปตั ตนยานกุ ูลตง้ั อยใู่ นจงั หวัดปัตตานี
- เดก็ ชายวฒุ ชิ ัยได้รบั รางวัลเรียนดีเย่ยี ม

๓. ลักษณะนาม คือ คานามที่ใช้บอกลักษณะของนามหรือกริยา เพ่ือ
บอกขนาด รปู ร่างสณั ฐาน ปริมาณ เช่น ตัว ด้าม เม็ด หลงั ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- บ้านหลงั นท้ี าสีสวยมาก
- ฟนั น้านมนอ้ งหัก ๒ ซ่ี

4

๔. สมุหนาม คือ คานามท่ีบอกหมวดหมู่ของนามท่ัวไปและนาม
เฉพาะ เพื่อบอกถึงลักษณะที่รวมกันเป็นหมู่ เป็นพวก เช่น ฝูง โขลง กอง
กลมุ่ คณะ ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- กองทหารรกั ษาการณอ์ ย่ตู ลอดเวลา
- ฝูงนกบินออกหาอาหารในเวชาเชา้ ตรู่

๕. อาการนาม คือ คานามที่บอกกิริยาอาการหรือความปรากฏเป็น
ต่าง ซึ่งมีคา "การ" "ความ"นาหนา้

ตวั อย่าง
- การเดนิ ทางในคร้ังน้ปี ลอดภัยเป็นอย่างยงิ่
- ความรักทาใหค้ นตาบอด

การ ใชน้ าหน้าคากรยิ า เชน่ การเดนิ
การว่งิ การพดู การเจรจา การอา่ น ฯลฯ

ความ ใช้นาหนา้ คาวิเศษณแ์ ละคากริยา
เก่ยี วกบั จติ ใจ เช่น ความดี ความรัก ความสวย
ความเจริญ ความสุข ฯลฯ

5

คาสรรพนาม

คาสรรพนาม คือ คาท่ีใช้แทนคานามที่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้กล่าวแล้ว
หรือเป็นทเี่ ข้าใจกันระหวา่ งผู้ฟังและผพู้ ูด เพือ่ ไมต่ ้องกลา่ วคานามซา้
คาสรรพนามแบง่ เป็น ๖ ชนดิ ดงั นี้

๑. บุรษุ สรรพนาม คือ คาสรรพนามทใี่ ช้แทนในการพดู จา แบ่งเป็น ๓
พวก คือ

- สรรพนามบุรุษท่ี ๑ หมายถึง คาสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด เช่น
ฉนั ผม กระผม ข้าพเจ้า กู เราอาตมา ขา้ พระพทุ ธเจา้ ฯลฯ

- สรรพนามบุรุษท่ี ๒ หมายถึง คาสรรพนามท่ีใช้แทนช่ือผู้ฟัง เช่น
เธอ ท่าน คณุ มงึ เอง็ ลอ้ื แกใตเ้ ทา้ พระองค์

- สรรพนามบุรุษที่ ๓ หมายถึง คาสรรพนามที่ใช้แทนชื่อผู้ท่ีพูดถึง
หรือสง่ิ ท่ีกล่าวถึง เชน่ เขา มนั แกท่าน หล่อน พระองค์ ฯลฯ

๒. ประพันธสรรพนาม คือ คาสรรพนามที่ใช้แทนคานามหรือคา
สรรพนามท่ีอยู่ข้างหน้า และประโยค ทาหน้าท่ีเช่ือมประโยค สองประโยค
ให้มีความสัมพนั ธก์ นั ได้แก่ คา ที่ ซึ่ง อนั ผู้ เช่น

ตวั อยา่ ง
- ฉันชอบคนท่มี ีมารยาทดี
- นักเรียนซง่ึ นั่งอยูใ่ นห้องพักครมู มี ารยาทดี
- บทเพลงอนั ไพเราะย่อมเปน็ ที่ประทับใจผฟู้ ัง
- ครูผูเ้ สียสละเพือ่ นักเรยี นสมควรไดร้ บั การยกย่อง

6

๓. วิภาคสรรพนาม คือ คาสรรพนามที่ใช้แทนคานามเพื่อแบ่งพวก
หรือรวมพวก ได้แก่ คา บา้ ง ต่าง กนั

ตวั อย่าง
- นกั เรียนบา้ งก็เล่นบา้ งกค็ ยุ ในช้ันเรียน
- ชาวบ้านตา่ งชว่ ยกันเก็บขยะในบริเวณวดั

๔. นิยมสรรพนาม คือ คาสรรพนามที่ใช้แทนคานามท่ีแสดงความช้ี
เฉพาะเจาะจง ได้แก่ คา น่ี นนั่ โนน่ เชน่

ตัวอย่าง
- นี่คือโรงเรยี นของฉัน
- นนั่ เขากาลงั เดินมา

๕. อนิยมสรรพนาม คือ คาสรรพนามท่ีใช้แทนคานามท่ีบอกความไม่
เจาะจง ได้แก่ คา ใคร อะไร ไหน อย่างไร อะไร ๆ ผู้ใด ๆ ใด ๆ ซึ่งไม่ใช่
คาถาม

ตัวอยา่ ง
- เขาชอบพดู โกหกจนไมม่ ีใครเชือ่ เขาอีกแลว้
- อะไรกไ็ ม่สาคัญเทา่ กับการได้พกั ผ่อน

๖. ปฤจฉาสรรพนาม คือ คาสรรพนามที่ใช้แทนคานามที่มี
ความหมายเป็นคาถาม ได้แก่ คา อะไร ใคร อย่างไร ทาไม ผูใ้ ด

ตวั อย่าง
- เธอชอบเรียนอะไรมากทสี่ ุด
- ใครน่ังอยู่ในหอ้ งเรยี นตอนพกั กลางวนั
- ทาไมไม่เข้าห้องเรียน

7

คากริยา

คากริยา หมายถึง คาแสดงอาการ การกระทา หรือบอกสภาพของ

คานามหรือคาสรรพนาม เพื่อให้ได้ความ เช่นคาว่า กิน เดิน น่ัง นอน

เลน่ จบั เขยี น อ่าน เป็น คอื ถกู คล้าย เปน็ ต้น

คากรยิ าแบ่งเปน็ ๕ ชนดิ

๑. อกรรมกริยา คือ คากริยาท่ีไม่ต้องมีกรรมมารับก็ได้ความ

สมบรู ณ์ เขา้ ใจได้ เช่น

- เขา"ยืน"อยู่ - น้อง"นอน"

๒. สกรรมกริยา คือ คากริยาที่ต้องมีกรรมมารับ เพราะคากริยาน้ี

ไมม่ คี วามสมบรู ณ์ในตวั เอง เชน่

- ฉัน "กิน"ขา้ ว (ข้าวเปน็ กรรมท่ีมารบั คาวา่ กนิ )

- เขา"เห็น"นก (นกเป็นกรรมทม่ี ารับคาว่าเห็น)

๓. วิกตรรถกริยา คือ คากริยาที่ไม่มีความหมายในตัวเอง ใช้ตาม

ลาพังแล้วไม่ได้ความ ต้องมีคาอ่ืนมาประกอบจึงจะได้ความ คากริยาพวกนี้

คือ เปน็ เหมือน คล้าย เท่า คอื เช่น

- เขา"เป็น"นกั เรียน - เขา"คอื "ครขู องฉันเอง

๔. กริยานุเคราะห์ คือ คากริยาที่ทาหน้าที่ช่วยคากริยาสาคัญใน

ประโยคให้มีความหมายชัดเจนข้ึน ได้แก่คาว่า จง กาลัง จะ ย่อม คง

ยงั ถกู นะ เถอะ เทอญ ฯลฯ เช่น

- นายดา"จะ"ไปโรงเรียน - เขา"ถกู "ตี

8

คาวเิ ศษณ์

คาวิเศษณ์ คือ คาที่ใช้ขยายคานาม คาสรรพนาม คากริยา และคา
วเิ ศษณ์ เพอื่ ใหไ้ ดค้ วามชัดเจนยงิ่ ขึ้น
คาวิเศษณแ์ บ่งเปน็ ๑๐ ชนิด ดังนี้

๑. ลักษณวเิ ศษณ์ คอื คาวิเศษณบ์ อกลกั ษณะ ชนดิ สี ขนาด สัณฐาน
รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก ได้แก่ คา ใหญ่ เล็ก เร็ว ช้า หอม เหม็น เปร้ียว
หวาน ดี ช่ัว ร้อน เย็น ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- บา้ นเล็กในปา่ ใหญ่
- ผักสดมปี ระโยชนต์ อ่ ร่างกาย

๒. กาลวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีบอกเวลาในอดีต ปัจจุบัน อนาคต
เชา้ สาย บ่าย เย็น

ตัวอยา่ ง
- เขาไปทางานเช้า
- เย็นนฝ้ี นคงจะตก

๓. สถานวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีบอกสถานที่ ระยะทาง ได้แก่ คา
ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ ซ้าย ขวา หนา้ หลงั ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- พี่เดนิ หน้า นอ้ งเดนิ หลัง
- โรงเรียนอยู่ใกลต้ ลาด

9

๔. ประมาณวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีบอกจานวนหรือปริมาณ ได้แก่
คา มาก นอ้ ย หนึ่ง สอง หลาย ทั้งหมด ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- เขาไปเท่ยี วหลายวนั
- ฉันเลยี้ งสนุ ัขสองตวั

๕. นิยมวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีบอกความช้ีเฉพาะ ชอกกาหนด
แน่นอน ไดแ้ ก่ คา นี่ น่นั โนน่ นนั้ โนน้ เหลา่ น้ี เฉพาะ แนน่ อน จริง ฯลฯ
๖. อนิยมสรรพนาม คือ คาวิเศษณ์ท่ีแสดงความไม่ช้ีเฉพาะ ไม่แน่นอน ได้แก่
คา อะไร ทาไม อยา่ งไร ไย เชน่ ไร ฉันใด ก่ี ฯลฯ

ตัวอยา่ ง
- เขาจะไปไหนกช็ า่ งเขาเถอะ
- แมซ่ ือ้ อะไรมาเราก็ทานไดท้ ้งั นัน้

๗. ปฤจฉาวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ที่บอกเน้ือความเป็นคาถามหรือ
ความสงสัย ไดแ้ ก่
คา อะไร ไหน ทาไม อย่างไร ฯลฯ

ตวั อย่าง
- น้องทาอะไร
- เธอจะทาอย่างไร

๘. ประติชญาวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีใช้ในการเรียกขานและโต้ตอบ
กนั ไดแ้ ก่ คา คะ ขา ครับ ขอรบั จา๋ จะ๊ พระพทุ ธเจา้ ขา้ ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- หนูจ๋ามาหาครหู น่อยซจิ ๊ะ

10

๙. ประติเษธวิเศษณ์ คือ คาวิเศษณ์ท่ีบอกความปฏิเสธ ได้แก่ คา ไม่
ไม่ใช่ ไมไ่ ด้ หามิได้ บ่ ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- เขาไม่ทาการบ้านส่งครู
- คนพดู โกหกจรงิ ไมม่ ีใครเชือ่ ถอื
- หนงั สอื นี้ไมใ่ ช่ของฉัน ฉันไม่สามารถรบั ได้

๑๐. ประพันธวิเศษ คือ คาวิเศษณ์ท่ีประกอบคากริยาหรือคาวิเศษณ์
เพอื่ ทาหน้าทเ่ี ชอ่ื มประโยค ใหม้ ีความเกี่ยวข้องกัน ได้แก่ คาท่ี ซ่งึ อนั อย่างท่ี
ชนดิ ที่ ทวี่ ่า ว่า เพราะเหตวุ ่า ฯลฯ

ตวั อยา่ ง
- เขาฉลาดอย่างท่ไี ม่เคยเหน็ มากอ่ น
- แมท่ างานหนกั เพอ่ื หาเงินมาเลย้ี งลูก
- เขาบอกวา่ เขากินจุมาก

11

คาบุพบท

คาบุพบท คือ คาที่ทาหน้าท่ีเชื่อมโยงคาหน่ึงหรือกลุ่มคาหน่ึงให้
สัมพันธ์กบั คาอ่นื หรอื กล่มุ คาอืน่ เพื่อแสดงความหมายต่าง ๆ เช่น ความเป็น
เจา้ ของ ลักษณะ เหตผุ ล เวลา สถานท่ี ประมาณ ความตอ้ งการ เปรียบเทียบ
ฯลฯ ไดแ้ ก่ คา ใน แก่ แต่ ต่อ สาหรบั โดย ดว้ ย ของ แห่ง ใกล้ ไกล ฯลฯ
คาบพุ บทแบง่ เป็น ๒ พวก คอื

๑. คาบพุ บททีเ่ ชอื่ มโยงกบั บทอ่นื
๑.๑ บุพบทนาหน้ากรรม ได้แก่ คา แก่ ซึ่ง

ตวั อย่าง
- อย่าเห็นแกต่ ัว
- เราตอ้ งอาศยั ซึง่ กนั และกนั

๑.๒ บุพบทนาหน้าคาทเี่ ป็นเจ้าของ ไดแ้ ก่ คา แหง่ ของ
ตวั อยา่ ง
- สถานีวทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย
- หนังสอื ของนกั เรยี น

๑.๓ บุพบทนาหนา้ คาบอกลักษณะ ได้แก่ คา ดว้ ย กับ แก่ ต่อ
ตัวอยา่ ง
- ยายกินขา้ วด้วยมอื
- ครใู ห้รางวลั แกน่ กั เรียนเรียนดี

12

๑.๓ บพุ บทนาหน้าคาบอกลกั ษณะ ได้แก่ คา ด้วย กับ แก่ ต่อ
ตวั อย่าง
- ยายกินข้าวด้วยมอื
- ครูใหร้ างวัลแก่นักเรียนเรยี นดี

๑.๔ บพุ บทนาหน้าคาบอกเวลา ไดแ้ ก่ คา เมือ่ ต้ังแต่ กระทั่ง จน
ตวั อย่าง
- เขามาถึงบ้านเม่ือเช้านี้
- พอ่ ทางานจนเท่ียงคนื

๑.๕ บุพบทนาหน้าคาบอกสถานท่ี ไดแ้ ก่ คา ที่ ใน เหนอื ใกล้ จาก แต่
ตัวอยา่ ง
- เขามาแต่บ้าน
- นา้ อยู่ในตเู้ ยน็

๑.๖ บพุ บทนาหน้าคาบอกประมาณ ได้แก่ คา ตลอด เกอื บ ท้ัง ราว
ตัวอยา่ ง
- ฝนตกหนักตลอดปี
- น้องไปโรงเรียนเกอื บสาย

๒. คาบพุ บทที่ไม่เชอ่ื มโยงกับบทอื่น สว่ นมากจะอยตู่ น้ ประโยค ใช้เป็น
การทักทาย มกั ใช้ในคาประพันธ์

ตัวอยา่ ง
- ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมเป็นหลักสาคัญทาง

ศาสนา
- ขา้ แต่ พระคุณเจา้ ข้าพเจ้าความเมตตาจากท่าน

13

คาสันธาน

คาสันธาน คือ คาท่ีทาหน้าที่เชื่อมคากับคา ประโยคกับประโยค
ขอ้ ความกบั ข้อความ หรอื ความให้สละสลวย ไดแ้ ก่ คา และ หรือ แต่ เพราะ
ฯลฯ

คาสนั ธานทาหนา้ ทไ่ี ด้ ๔ ลักษณะ ดังน้ี
๑. ใชเ้ ช่ือมคากับคา เช่น ฉันและเธอชอบเรียนวิชาภาษาไทย, เธอชอบ
มะลหิ รือกุหลาบ
๒. ใชเ้ ชอื่ มข้อความ เช่น คนเราต้องการอาหาร เส้ือผ้า เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ี
อยู่อาศัย และยารักษาโรคด้วยเหตุน้ี เราจึงจาเป็นต้องประกอบอาชีพเพ่ือให้
ได้เงนิ มาซอื้ ส่ิงจาเป็นเหล่าน้ี
๓. ใช้เช่ือมประโยคกับประโยค เช่น แม่ชอบปลูกไม้ดอกแต่พ่อชอบ
ปลกู ไมป้ ระดับ, นอ้ งไปโรงเรยี นไม่ไดเ้ พราะไมส่ บาย
๔.เช่ือมความให้สละสลวย เช่น เขาก็เป็นคนจริงคนหนึ่งเหมือนกัน,
คนเราก็ตอ้ งมผี ดิ พลาดบา้ งเป็นธรรมดา
คาสันธานมี ๔ ชนิด คือ
๑. คาสันธานเชื่อมใจความท่ีคล้อยตามกัน ได้แก่ คา กับ, และ, ทั้ง...และ,
ทง้ั ...ก,็ ครน้ั ...ก,็ คร้นั ...จึง, พอ...ก็
ตัวอย่าง

- พอ่ และแมร่ กั ฉนั มาก
- ฉนั อ่านท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- พอมาถงึ บ้านฝนกต็ ก

14

๒. คาสันธานเชอื่ มใจความที่ขัดแย้งกัน ได้แก่ คา แต่, แต่ทว่า, ถึง...ก็, กว่า
...ก็

ตวั อยา่ ง
- น้องอา่ นหนงั สอื แตพ่ ่ฟี ังเพลง
- ถึงเขาจะปากร้ายแต่เขาก็ใจดี
- กว่าถว่ั จะสุกงาก็ไหมเ้ สยี แล้ว

๓. คาสันธานเช่อื มใจความท่ีให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ คา หรือ,
หรือไมก่ ,็ มิฉะนน้ั , ไมเ่ ชน่ นนั้ , ไม.่ ..ก็

ตวั อยา่ ง
- เธอจะอา่ นหนังสือหรือฟงั เพลง
- เราตอ้ งขยนั เรยี นมิฉะน้นั จะสอบตก
- นักเรียนต้องช่วยกันทาความสะอาดห้องเรียนหรือไม่ก็พัฒนาเขต

รับผิดชอบ
๔. คาสันธานเชือ่ มใจความทเี่ ปน็ เหตุเปน็ ผลกนั ไดแ้ ก่ จงึ , เพราะ, เพราะว่า
, เพราะ.....จึง, ฉะนั้น...จึง

ตัวอยา่ ง
- นกั เรยี นไม่ตัง้ ใจเรียนจึงสอบไม่ผ่าน
- เพราะเขาเป็นคนดจี ึงไดร้ ับการยกย่อง
- สุพิศมีความรับผิดชอบดังนั้นจึงได้รับคัดเลือกเป็นประธาน

นกั เรียน

15

ข้อสงั เกต

๑. คาสันธานบางคาใชเ้ ขา้ คกู่ ัน เชน่ เพราะ......จงึ , กวา่ ......ก็ ฯลฯ
๒. คาสันธานอาจอยูใ่ นตาแหนง่ ต่าง ๆ ของประโยค เช่น

- อยรู่ ะหว่างคา ฉันซ้อื ดอกกหุ ลาบและดอกบวั
- อยู่หนา้ ประโยค เมื่อทาผิดกต็ ้องถูกลงโทษ
- อยู่ระหวา่ งประโยค เธอจะเลน่ หรือจะเรียน
๓. ประโยคที่มีคาสันธานเช่ือมจะแยกได้เป็นประโยคย่อยต้ังแต่ ๒ ประโยค
ขน้ึ ไป
๔. คาบางคาเป็นได้ทั้งคาสันธานและคาบุพบท โดยการพิจารณาการแยก
ประโยคเปน็ สาคัญ เชน่
- เราทางานเพอ่ื ชาติ (เปน็ บุพบท)
- เราทางานเพอ่ื เราจะได้สนองคุณชาติ (เปน็ สนั ธาน)
๕. คาสนั ธานอาจเปน็ กล่มุ คาก็ได้
๖. ประพันธสรรพนาม หรือสรรพนามเชื่อมประโยค ท่ี, ซ่ึง, อัน จัดเป็น
คาสันธานด้วย เช่น
- สตรีผมู้ ีความงามยอ่ มเป็นทีส่ นใจของคนท่ัวไป
- เขาทางานอยใู่ นท้องถิ่นซง่ึ หา่ งไกลความเจริญ
- ชายทยี่ นื อยู่นน้ั เปน็ ทหาร

16

คาอุทาน

คาอุทาน คือคาท่ีเปล่งออกมาเพ่ือแสดงอารมณ์ ความรู้สึกของผู้พูด
ซึ่งอาจเปล่งออกมาในขณะที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ คาอุทาน
ส่วนมากไม่มีความหมายตรงตามถ้อยคา แต่จะมีความหมายเน้นความรู้สึก
และอารมณข์ องผพู้ ดู เป็นสาคัญ
คาอทุ านแบง่ ออกเปน็ ๒ จาพวก ดังีน้ี
๑. อุทานบอกอาการ เช่น โอ๊ย อ้าว ว๊าย โอย โอ๊ย ตายจริง คุณพระช่วย
โอ้โฮ ฯลฯ

ตัวอย่าง
- โอ๊ย ! เจบ็ เหลือเกิน
- ตายจริง ! ฉันไมน่ ่าลมื เลย

๒. อทุ านเสรมิ บท เชน่ อาบนา้ อาบท่า, ไปวัด ไปวา, ผ้าผอ่ น, เส้ือแสง ฯลฯ
ตัวอย่าง
- เด็ก ๆ สกปรกมอมแมม รีบไปอาบนา้ อาบท่าใหเ้ รียบรอ้ ย

17

แบบทดสอบหลงั เรียน

คาชีแ้ จง : นักเรยี นสามารถทาแบบทดสอบได้ 2 ลักษณะ

1.ให้นักเรียนแคปภาพหน้าจอโทรศัพท์ของตนเอง บริเวณคิวอาร์โค้ด และนาภาพไป
สแกนในไลน์แล้วเลือกภาพที่นักเรียนแคปภาพไว้ แล้วจะข้ึนลิงก์ข้อสอบให้นักเรียนทาจนครบ
แลว้ กดสง่

2.ใหน้ กั เรยี นพมิ พเ์ วป็ ตามทอ่ี ยู่ด้านลา่ งควิ อารโ์ คด้

https://forms.gle/dhfR4BZyDgdQUJxy5


Click to View FlipBook Version