การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย(POE) ปฏิภาณ ช่วยรักษา ดร.วิวรรธ์ แก่นสา บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) เรื่องงานและพลังงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 37 คน ซึ่งได้มาจากการเลือก แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา(1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย(POE) (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยพบว่า คะแนนผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน เรื่อง งานและพลังงานก่อนเรียนมีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 9.93 คิดเป็นร้อยละ 49.67 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ผลยเท่ากับ 14.19 คิดเป็นร้อยละ 70.97 เมื่อทำการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง ด้วย การทดสอบที่แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent Samples) ปรากฎว่า นักเรียนมีมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายมุ่งพัฒนาให้คนมีการ เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้คุณภาพการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการ พัฒนาคนให้เป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ (สำนักพัฒนาคุณภาพวิชาการ,2559)การที่ประเทศไทยจะ พัฒนาไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนในอนาคตได้นั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของ ประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาทั้งในระยะกลางและ ระยะยาวโดยเฉพาะ “การพัฒนาคน” ให้มีการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกใน ศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีสิ่งที่สำคัญที่สุด คือทักษะการเรียนรู้และการเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อเฟื้อต่อ การพัฒนาคุณภาพของคน (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2559) องค์ประกอบสำคัญต่อการ พัฒนาประเทศคือมนุษย์การพัฒนามนุษย์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวัยชราช่วง วัยเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดที่ควรพัฒนา เพื่อให้ตระหนักเห็นคุณค่าใน ตนเองและเพื่อนมนุษย์ การพัฒนาเป็นไปเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเองในการดำรงชีวิตจากสิ่งเร้าต่าง ๆ ในสังคมและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2555) ดังพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ(ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 ที่ได้กำหนดแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้ในมาตรา 24 (2), (3) และ (4) ระบุว่า “การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อปูองกัน และแก้ปัญหาจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้คิดเป็นทำ เป็นรักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง การเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ใน ทุกวิชา” (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, 2553) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาข้อ 8 การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การผลิตและบริการที่ ทันสมัยที่เร่ง
เสริมสร้างสังคมนวัตกรรมโดยส่งเสริมระบบการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ผลิตกำลังคนในสาขาที่ขาดแคลน เชื่อมโยงระหว่างการ เรียนรู้กับการท่องจำอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมมีช่องทางในการใช้เทคโนโลยีระหว่าง หน่วยงานและสถานศึกษาปรับปรุงและจัดเตรียมให้มีโครงสร้าง 2 ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการวิจัยและพัฒนาและด้านนวัตกรรมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาในการต่อยอดสู่การใช้ เชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน, 2561) การเรียนรู้ในปัจจุบันเป็นการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยทักษะการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ทักษะการคิดและการแก้ปัญหาและทักษะการสื่อสารเพื่อช่วยในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนก้าว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน(สถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี,2560)การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการ เรียนรู้ในศตวรรษที่21เพราะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้คิดลง มือปฏิบัติศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลายทั้งกิจกรรมภาคสนามการสังเกตการ สำรวจตรวจสอบการทดลองในห้องปฏิบัติการการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นโดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่ผู้เรียนได้รับรู้มาแตกต่างกันก่อนเข้าสู่ห้องเรียนระหว่าง การทำกิจกรรมร่วมกันโดยตรงของผู้เรียนส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้การ แก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์การคิดขั้นสูงและการพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรมใช้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์มีเจตคติและค่านิยมที่เหมาะสมต่อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รวมทั้งสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ(สถานบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560) สอดคล้องกับการจัดการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษา 2558 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551ที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ วิทยาศาสตร์จึงได้บรรจุวิชาวิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาใช้เป็นหลักในการ จัดการเรียนการสอนโดยกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ด้านทักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้ 8 มาตรฐาน แม้วิทยาศาสตร์ มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาการทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่21 โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมที่เป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการ ทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบันแต่การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ยังไม่ประสบ ผลสำเร็จเท่าที่ควร การจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย(Predict-Observe-Explain: POE)เป็น เทคนิค การสอนหนึ่งที่มีประสิทธิภาพที่จะส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและอภิปราย เกี่ยวกับ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถพัฒนา ความสามารถใน การคิดอย่างมีวิจารณญาณและความเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ได้ เป็นวิธีสอน
ที่ครูจะสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้นักเรียนได้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยการใช้ทักษะกระบวนการทา วิทยาศาสตร์มาทำนาย เหมาะสมกับสังคมโลกในปัจจุบันที่มีการแลกเปลี่ยนอย่าง รวดเร็วทั้งทางด้าน ความรู้ ข่าวสาร ข้อมูล รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ มุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อวิธี แสวงหาความรู้และ จัดการกับความรู้ มีทักษะการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหาโดยผู้สอนช่วย อำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ในด้านต่างๆให้แก่ผู้เรียนและใช้แนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตร์และการทำงานของ นักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ศึกษาโลกธรรมชาติ (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2555 : 405) จากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ เรื่องงานและ พลังงานด้วยการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์และเป็น นักเรียนที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) เรื่องงานและพลังงาน สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย(POE) เรื่อง งานและพลังงาน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อุรารัตน์ อ่อนทอง และน้ำเพชร นาสารีย์ (2566: 145-156) ได้ทำการศึกษาการจัดการ เรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุที่ส่งเสริมสมรรถนะการ อธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อ ส่งเสริมสมรรถนะการอธิบายปรากฎการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านโพธิ์กลาง) ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ (1) แผนการจัดการ
เรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) (2) แบบวัดความสามารถการอธิบายปรากฎการณ์ในเชิง วิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุ (3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ ทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติดังนี้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า ร้อยละ และการทดสอบค่าที่ (-test) ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) พบว่า 1. สมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) มีคะแนน ความสามารถในการอธิบายปรากฎการณในเชิงวิทยาศาสตร์ค่าเฉลี่ยรวม 71.31 ผ่านเกณทร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อัญชนา ภักดีวงษ์และอัมพร วัจนะ (2564: 118-124) ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการด้วยชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะบนเฟ ซบุ๊ก (Facebook) เรื่อง สารบริสุทธิ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้าง และหา ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการหดลองแบบสืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) ให้มีประสิทธิภาพ ตาม เกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารบริสุทธิ์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะ บนเฟ ซบุ๊ก (Facebook) 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะบนเฟชบุ๊ก (Facebook) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะบนเฟชบุ๊ก (Facebook) 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องสารบริสุทธิ์ และ 4) แบบวัด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 42 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการทดลองแบบ สืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 จากการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการทดลองแบบ สืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.53/81.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) 2. ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรื่อง สารบริสุทธิ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังใช้ชุดกิจกรรม การทดลองแบบ สืบเสาะบนเฟชบุ๊ก (Facebook) สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมการทดสอบแบบสืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณา การของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังใช้ชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะบนเฟ ซบุ๊ก (Facebook) สูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมการ ทดลองแบบสืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) อย่าง มี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ณิชกมล โพธิรังสิยากร (2562: 89-92) ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบทำนาย
สังเกต อธิบาย (POE) ผลวิจัยพบว่า หลังการจัดการเรียนรู้นักเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ใน ระดับที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยนักเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ในระดับไม่มีแนวคิดจำนวน ลดลงร้อยละ 79.63 และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับแนวคิดที่สมบูรณ์มีจำนวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.83 รวมถึงผลความก้าวหน้าทางการเรียนเฉลี่ยรายชั้นหลังการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 0.64 จัดอยู่ใน ระดับปานกลาง และผลความก้าวหน้าทางการเรียนรายบุคคลอยู่ในระดับสูงจำนวน 16 คนและระดับ ปานกลางจำนวน 29 คน ชญานิษฐ์ สุวรรณกาญจน์ และอัญชลี ทองเอม. (2562: 469) ได้ทำการศึกษาพัฒนา ความสามารถเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบ Predict-Observe-Explain (POE ) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ มี คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ผ่านเกณฑ์จำนวน 3 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 50 มีนักเรียน ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 3 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 50 2 ) พฤติกรรมการทำงานเป็นกลุ่ม นักเรียนทุกกลุ่มมี คะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 2.47 -2.9 1 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 100 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.504, Sig. = .001) 4) โดย ภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x = 4.44, S.D. = 0.37) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประจักษ์ศิลปา คาร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 178 คน จาก 5 ห้องเรียน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนประจักษ์ศิลปา คาร ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 37 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบ เจาะจง
46 แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและ หลังทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540: 60-61) แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย เรื่อง งานและพลังงาน T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย(POE) 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560), กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระ ฟิสิกส์ หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง งานและพลังงาน คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์ รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนแบบทำนาย-สังเกตอธิบาย 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมของจัดการเรียนการสอนแบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย 1.3 การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบายเรื่อง งานและพลังงาน จำนวน 6 แผน ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง งาน 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง กำลัง 4 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง พลังงาน 4 ชั่วโมง โดยแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์ การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ 4) ใบกิจกรรม 5) แบบสรุปผลกิจกรรม
47 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและพิจารณาให้ข้อเสนอแนะ 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอ ต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยพิจารณาค่า ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.6 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำเสนอ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 12 คน ที่มีระดับ ความสามารถเก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อดูความเหมาะสมของกระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้ และปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย เรื่อง งานและพลังงาน ไปใช้กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง งานและพลังงาน เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินจำนวน37ชุด/แผน รวม12 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 3 สัปดาห์
48 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ทำการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน ชุดเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อนำ คะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล นำคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง งานและพลังงาน มาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนทั้งสองมาเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติ t-test Dependent สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1.1 วิเคราะห์หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ของแผนการจัดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกตอธิบาย และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการคำนวณค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) 1.2 หาความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก ( r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิทยาศาสตร์ 1.3 หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ โดย คำนวณจากสูตร K-R20 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ค่าร้อยละ 2.2 ค่าเฉลี่ย 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ การจักดการเรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) เรื่องงานและพลังงานก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t-test Dependent
49 อภิปรายผลการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ ทำนาย-สังเกต-อธิบาย(POE)เรื่อง งานและพลังงานผู้วิจัยขอนำเสนอประเด็นการอภิปรายผล ดัง รายละเอียดต่อไปนี้ จากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบทำนาย-สังเกต-อธิบาย (POE) เรื่องงานและพลังงานก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.94 คิดเป็นร้อยละ 49.68 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ผลยเท่ากับ 14.20 คิดเป็นร้อยละ 70.97 เมื่อทำการ ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและลหลัง ด้วย การ ทดสอบที่แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent Samples) ปรากฎว่า นักเรียน มีมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐาน การวิจัย ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1ในการปฏิบัติกิจกรรม ครูผู้สอนควรส่งเสริมการทำงานกลุ่มในการเรียนรู้อยู่เสมอ และ กระตุ้นให้นักเรียนรู้จักการให้กำลังใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ด้วยการพูดชมเชย และการแสดงท่าทาง ทั้งนี้เพราะ การให้กำลังใจกันทำให้นักเรียนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีกำลังใจในการทำงานกลุ่ม ร่วมกัน ทำให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น 1.2 ในช่วงเวลาที่ให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมการเรียน ครูผู้สอนควรควบคุมเวลาให้เป็นไปตามที่ กำหนดไว้ทั้งนี้เพื่อที่จะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ครบทุกส่วนและทุกขั้นตอนของ แผนการจัดการเรียนรู้ 1.3 ครูต้องเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากกว่าการเรียนแบบปกติ ครูต้องศึกษาค้นคว้าพัฒนาแบบฝึกทักษะเพิ่มเติมให้กับนักเรียน และครูต้องคอยเสริมแรงในระหว่างที่ นักเรียนทำกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกดีต่อการเรียน อีกทั้งให้คำปรึกษาเมื่อนักเรียนมีปัญหา ในการร่วมทำงานกลุ่มกับเพื่อน เพื่อให้นักเรียนเกิด ความมั่นใจในตนเอง 2.ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป 2.1ควรศึกษาเนื้อหาที่จะทำการวิจัยให้ชัดเจน และศึกษาวิธีสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหามาก ที่สุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 2.2ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ร่วมกับการศึกษาผลการเรียนรู้ เช่น ความรับผิดชอบ หรือ 2.3 ควรมีการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่สอนโดยใช้ วิธีการสอนแบบนิรนัย กับวิธีสอนแบบอื่น
บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2552). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา ลาดพร้าว. กรมวิชาการ. (2552).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ชญานิษฐ์ สุวรรณกาญจน์ และอัญชลี ทองเอม. (2562). การพัฒนาความสามารถเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบ Predict-Observe-Explain (POE ) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที1 วิทยานิพนธ์สาขาหลักสูตรและการสอน วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธุรกิจ บัณฑิตย์ พนิตานันท์ วิเศษแก้ว และน้อยทิพย์ ลิ้มยิ่งเจริญ. (2553). การพัฒนามโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและความดัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการศึกษาแบบ Predict- Observe Explain (POE). วิทยานิพนธ์สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สุพัตรา พรหมฤทธิ์. (2562). ความเข้าใจมโนมติทางวิทยาศาสตร์ เรื่องการ ไทเทรต ของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสร้างแบบจำลอง-สังเกต-สะท้อน ความคิด อธิบาย ร่วมกับการอธิบายปรากฏการณ์ทางเคมีสามระดับ. วิทยานิพนธ์ปริญา
มหาบัณฑิต สาขาวิชาการ สอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย ทักษิณ. อุรารัตน์ อ่อนทอง และน้ำเพชร นาสารีย์ (2566: 145-156) การจัดการ เรียนรู้แบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE) เรื่อง สมบัติทางกายภาพของวัสดุที่ส่งเสริมสมรรถนะการ อธิบาย ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (วิทยาศาสตร์การศึกษา). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อัญชนา ภักดีวงษ์และอัมพร วัจนะ (2564: 118-124) การพัฒนาทักษะ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการด้วยชุดกิจกรรมการทดลองแบบสืบเสาะบนเฟซบุ๊ก (Facebook) เรื่อง สารบริสุทธิ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีจุดประสงค์ปริญญา นิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสาน มิตร. ณิชกมล โพธิรังสิยากร (2562: 89-92) การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบทำนาย สังเกต อธิบาย (POE)ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร ชญานิษฐ์ สุวรรณกาญจน์ และอัญชลี ทองเอม. (2562: 469) ความสามารถเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบ Predict-Observe-Explain (POE ) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 พบว่า ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร