หน่วยท่ี 5 คา่ จา้ ง ค่าล่วงเวลา คา่ ชดเชย
ค่าจา้ ง
ค่าจ้าง หมายความว่า “เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทางานตาม
สัญญาจ้าง สาหรับระยะเวลาการทางานปกติเป็นรายช่ัวโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอ่ืน
หรือจ่ายให้โดยคานวณตามผลงานท่ีลูกจ้างทาได้ในเวลาปกติของวันทางาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่
นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันท่ีลูกจ้างมิได้ทางานแต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติ
คมุ้ ครองแรงงานน”ี้
ค่าจ้างในวันทางาน หมายความว่า “ค่าจ้างทจ่ี ่ายสาหรับการทางานเตม็ เวลาการทางานปกติ”
อัตราค่าจ้างข้ันต่า หมายความว่า “อัตราค่าจ้างท่ีคณะกรรมการค่าจ้างกาหนดตามพระราช-
บัญญตั ินี้”
พระราชบัญญตั ิคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ฉบับนย้ี ังกาหนดไว้อีกว่า “ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง
แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างข้ันต่าหรืออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือที่กาหนด” หากฝ่าฝืนอาจมีโทษ
จาคกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื นหรือปรับไม่เกินหนง่ึ แสนบาทหรือทงั้ จาทัง้ ปรับ หมายความว่า ค่าจ้างในวันทางานปกติให้
ยดึ อตั ราคา่ จ้างขน้ั ตา่ ไว้เปน็ เกณฑ์ต่าสดุ
อนึ่งคาว่าค่าจ้างตามพระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองแรงงานนีใ้ ห้หมายถึง เงิน เท่านั้น ซ่ึงต่างกับค่าตอบแทน
การจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้คาว่า “สินจ้าง” ซึ่งสินจ้างน้ีอาจเป็นเงินหรือเป็น
ทรพั ย์สินอยา่ งอ่นื กไ็ ด้
อตั ราคา่ จ้างขัน้ ตา่
อัตราค่าจ้างข้ันต่า คือค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.
2541เป็นผู้พิจารณา ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการประกอบด้วยผู้แทน 3 ฝ่าย คือ
ฝ่ายรัฐบาลจานวน 4 คน ฝ่าย นายจ้างจานวน 5 คน และฝ่ายลูกจ้างจานวน 5 คน มีข้าราชการใน
กระทรวงแรงงานที่รัฐมนตรีแต่งต้ังเป็นเลขานุการ การพิจารณาของคณะกรรมการค่าจ้าง จะกาหนดอัตรา
ค่าจ้างข้ันต่าที่ลูกจ้างควรได้รับ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเก่ียวกับ อัตราค่าจ้างได้รับอยู่ประกอบกับ
ข้อเท็จจริงอื่นโดยคานึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้า
และบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลติ ภาพแรงงาน ผลิตภัณฑม์ วลรวมของประเทศสภาพทางเศรษฐกิจและ
สังคมตามที่กฎหมายกาหนด ค่าจ้างท่ีคณะกรรมการค่าจ้างกาหนดขึ้นเป็นอัตราต่าสุดเพื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้าง
ทางานใน 1 วัน คือ ทางาน 8 ชั่วโมงต่อวัน สาหรับงานปกติทั่วไป และทางาน 7 ชั่วโมงต่อวัน สาหรับงานที่
อาจเปน็ อันตรายตอ่ สขุ ภาพหรือร่างกายของลกู จ้าง แลว้ เสนอต่อรฐั มนตรีกระทรวงแรงงานเพ่ือประกาศในราช
กจิ จานเุ บกษา
คณะกรรมการค่าจ้างจะยึดเอาสภาพทางเศรษฐกจิ และสังคมในเขตพนื้ ทีข่ องจงั หวดั น้ัน ๆ เป็นพ้ืนฐาน
ในการพิจารณาว่าอัตราค่าจ้างข้ันต่าของจังหวัดนี้ควรจะเป็นกี่บาทต่อวัน จังหวัดท่ีมีเศรษฐกิจสังคมสูง
และประชากรหนาแน่น ก็จะมีค่าจ้างต่อวันสูงกว่าจังหวัดที่มีเศรษฐกิจสังคมต่าและประชากรมีความหนาแน่น
น้อยกว่า เช่น ปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่าในเขตท้องท่ีกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ
สมุทรสาคร และภูเก็ต อัตราค่าจ้างข้ันต่าเป็นเงินวันละสามร้อยบาทในเขตท้องท่ีจังหวัดแพร่ มหาสารคาม
แมฮ่ ่องสอนวนั ละสองร้อยยสี่ บิ เจ็ดบาท เป็นตน้
คา่ จา้ งทางานวันหยุด
นอกจากค่าจ้างในวันทางานปกติทั่วๆ ไปแล้ว ยังมีค่าจ้างในวันหยุดและค่าจ้างในการทางานล่วงเวลา
อีกด้วย ในเรื่องของวันหยุดได้ศึกษามาแล้วว่า มี 3 ประเภท คือวันหยุดประจาสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี
และวันหยุดพักผ่อนประจาปี การให้ทางานในวันหยุดย่อมเป็นงานเร่งด่วนหรือเป็นงานที่ต้องทาติดต่อกันไป
หากไม่ทาจะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง โอกาสที่นายจ้างจะให้ลูกจ้าง
ทางานในวันหยดุ สว่ นใหญจ่ ะเปน็ วันหยุดประจาสปั ดาห์ และวันหยุดตามประเพณี
เม่ือลูกจ้างทางานในวันหยุด คือทางานในเวลาปกติของเวลาทางาน แต่วันน้ันเป็นวันหยุดตามคาสั่ง
ของนายจา้ ง นายจ้างต้องยอมจ่ายค่าจ้าง เรียกว่า คา่ ทางานในวนั หยดุ ใหแ้ ก่ลกู จ้าง ซ่ึงกฎหมายให้ความหมาย
ว่า ค่าทางานในวันหยุด คือเงินท่ีนายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทางานในวันหยุดและในกรณี
นายจ้างให้ลูกจ้างทางานในวันหยุดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างทางานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมาย
กาหนดแบ่งเปน็ 2 กรณี ดงั น้ี
สาหรับลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด กรณีลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้วให้
เพ่ิมข้ึนจากปกติอีกไม่น้อยกว่าหน่ึงเท่าของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางานตามจานวนชั่วโมงท่ีทา
หรอื ไมน่ อ้ ยกว่าหนง่ึ เท่าของอตั ราค่าจา้ งต่อหนว่ ยในวนั ทางานตอ่ วันตรมจานวนผลงานทท่ี าได้
ตัวอยา่ ง
นางสาวสมศรี พนักงานคอมพิวเตอร์ ได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเป็นรายเดือน จึงเป็นผู้มีสิทธิ
ไดร้ ับคา่ จ้างในวันหยดุ เม่ือมงี านเร่งดว่ น ต้องทางานในวนั หยุดประจาสปั ดาห์คือวันอาทิตย์จานวน 1 วัน
นางสาวสมศรีได้ต้องได้รับค่าจ้างเพ่ิมจากเงินเดือนปกติในอัตราเฉล่ียของค่าจ้างปกติ 1 วัน เช่น
นางสาวสมศรีได้รับเงินเดือน เดือนละ 12,000 บาท เฉล่ียอัตรา 1 วัน เท่ากับ 400 บาท นางสาว
สมศรีตอ้ งได้รับคา่ จา้ งทางานวันหยุด เพมิ่ จากค่าจ้างเงินเดือนอีก 400 บาท แต่ถ้าทางานวันหยุดไม่เต็ม
วันคือทาเพียง 4 ชั่วโมง ให้คิดเฉลี่ยจากวันหน่ึง ทางาน 8 ช่ัวโมง จะเป็นค่าจ้างชั่วโมงละ 50 บาท
จานวน 4 ชวั่ โมง หรอื ครงึ่ วนั เป็นเงินคา่ จา้ งในวนั หยุด เพิม่ ขึน้ อกี อยา่ งน้อย 200 บาท เปน็ ต้น
ลูกจา้ งทางานวันหยุดมสี ิทธิได้รบั ค่าจ้างสงู ขน้ึ จากปกติไม่น้อยกวา่ 1 เท่า
ของอตั ราค่าจา้ ง 1 ช่วั โมง
สาหรบั ลกู จ้างไม่มสี ิทธิไดร้ ับคา่ จา้ งวนั หยุด กรณีลกู จ้างไม่มีสิทธิไดร้ บั ค่าจา้ งทางานในวันหยดุ
ให้นายจา้ งจา่ ยค่าจา้ งไม่นอ้ ยกว่าสองเท่าขงิ อัตราคา่ จ้างตอ่ ชว่ั โมงในวนั ทางานตามช่ังโมงทท่ี าหรือไม่นอ้ ย
กวา่ สองเทา่ ของอตั ราค่าจ้างเหมาตอ่ หนว่ ยในวนั ทางานต่อวันตามจานวนผลงานท่ีทาได้
ตวั อย่าง
นางสะอาดเปน็ ลูกจ้างรายวัน รบั หน้าที่เปน็ ลกู จา้ งทาความสะอาดบริษทั วนั ที่มาทางานจะได้รับ
คา่ จา้ งวนั ละ 300 บาท และกาหนดใหม้ ีวันหยุดประจาสปั ดาห์ 1 วัน คือวันอาทิตย์วันหยุดน้ีจะไม่ได้รับ
ค่าจ้าง ตอ่ มาบรษิ ทั มีงานเรง่ ดว่ น ทุกคนในบรษิ ัทต้องมาทางานรวมท้ังนางสะอาดต้องมาทาความสะอาด
อาคารและสานักงานของบริษัท กรณีเช่นนี้แม้นางสะอาดจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันอาทิตย์เพราะเป็น
วันหยุด เมื่อให้นางสะอาดมาทางานวันอาทิตย์ นางสะอาดจะต้องได้รับค่าจ้างในวันหยุดเพ่ิมเป็นสอง
เท่าจากวันปกติ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าจากวันปกติท่ีเคยได้รับ คือจะได้รับเงินค่าจ้างทางานวันหยุด
อย่างน้อยจานวน 600 บาท เปน็ ต้น
การทางานลว่ งเวลา
การทางานล่วงเวลาหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าทาโอที (Overtime) หมายความว่า “การทางานนอก
หรือเกินกว่าเวลาทางานปกติหรือเกินชั่วโมงทางานในแต่ละวันที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกัน” การทางาน
ลว่ งเวลามีได้ทงั้ วันทางานปกตแิ ละเวลาในวันหยดุ การทางานล่วงเวลานายจ้างและลูกจ้างจะต้องตกลงกันและ
ต้องไดร้ ับความยนิ ยอมจากลูกจา้ งทุกครง้ั
คา่ จา้ งทางานล่วงเวลา
ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนท่ีนายจ้างให้แก่ลูกจ้างทางานล่วงเวลาเรียกว่า “ค่าล่วงเวลา” เมื่อมีการ
ทางานล่วงเวลา นายจา้ งจะตอ้ งจา่ ยค่าล่วงเวลาให้ลกู จา้ งเพิ่มจากเงินคา่ จา้ งท่รี บั ปกติ มีหลักเกณฑด์ งั นี้
ค่าล่วงเวลาในวันทางานปกติ การทางานล่วงเวลาในวันทางานปกติคือการทางานระยะเวลาที่
ลูกจ้างเลิกจากการทางานในเวลาปกติท่ีทาอยู่ขณะน้ัน และให้เร่ิมทางานต่อไป ระยะที่ทาต่อน้ีเรียกว่าทางาน
ล่วงเวลา นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างผิดไปจากเดิมเรียกว่า ค่าล่วงเวลา ให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ไม่น้อยกว่าหนึ่ง
เท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อช่ัวโมงในวันทางานตามจานวนชั่วโมงท่ีทา หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตรา
ค่าจ้างต่อหน่วยในวันทางานตามจานวนผลงานที่ทาได้สาหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานท่ีคานวณเงิน
เปน็ หนว่ ย
ตัวอยา่ ง
นางสาวสมศรีได้รับเงินเดือน 12,000 บาท คิดเป็นวันละ 400 บาท หรือชั่วโมงละ 50 บาท
หลังเลิกงานปกติเวลา 17.00 นาฬิกา นายจ้างตกลงกับนางสาวสมศรีให้ทางานต่อเริ่มเวลา 18.00 ถึง
22.00 นาฬิกา รวม 4 ชั่วโมง กรณีเช่นน้ีนางสาวสมศรีจะได้รับค่าล่วงเวลาเพ่ิมข้ึนจากปกติอย่างน้อย
ช่ัวโมงละ 1.5 เทา่ เท่ากบั 75 บาท จานวน 4 ชว่ั โมง จึงเปน็ คา่ ลว่ งเวลาเทา่ กับ 300 บาท
คา่ ล่วงเวลาในวันหยุด การทางานในวันธรรมดา เราเรียกว่าวันเวลาทางานปกติ แต่ถ้าวันใดตรง
กับวันหยุดประจาสัปดาห์ (โดยทั่วไปจะกาหนดวันอาทิตย์ เว้นบางอาชีพอาจกาหนดเป็นวันอื่น) วันหยุดตาม
ประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจาปี เราเรียกวันเหล่าน้ีว่า วันหยุด ตามท่ีศึกษามาแล้วเมื่อนายจ้างมีงาน
เร่งด่วนหรืองานต้องทาต่อเนื่อง นายจ้างต้องทาความตกลงกับลูกจ้างว่า ขอให้มาทางานในวันหยุด เวลาการ
ทางานในวนั หยุดกค็ อื เวลาทางานปกติระหว่างเวลา 08.00 ถงึ 17.00 นาฬกิ า นั่นเอง ลูกจ้างจะได้รับค่าจ้าง
ตามอัตราการทางานวันหยดุ ตามที่ศึกษามาแล้ว เมอ่ื ทางานวนั หยุดจนหมดเวลาถึง 17.00 นาฬิกาแล้ว งานก็
ยังไมเ่ สร็จ นายจ้างและลูกจา้ งตอ้ งตกลงกันหรอื ตกลงไว้ลว่ งหน้าแลว้ วา่ ให้ทาตอ่ ไปอีก เวลาทีเ่ กนิ จากเวลาปกติ
ในวันหยุดนี้เรียกว่า “ทางานล่วงเวลาในวันหยุด” นายจ้างต้องจ่าย ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้ลูกจ้าง
ในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงวันทางานตามช่ัวโมงที่ทา หรือตามจานวนผลงานที่
ทาได้สาหรบั ลกู จ้างที่ได้รบั คา่ จา้ ง ตามผลงานทท่ี า
ตวั อยา่ ง
จากตวั อย่างเดมิ นางสาวสมศรีมีค่าจา้ งเดือนละ 12,000 บาท หรอื วันละ 400 บาท หรอื ช่ัวโมง
ละ 50 บาท ค่าล่วงเวลาวันหยุดมีอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง จึงเท่ากับ ค่า
ลว่ งเวลาช่ัวโมงละ 150 บาท ทางาน 4 ชัว่ โมงจงึ เปน็ คา่ ลว่ งเวลาท่ีนางสาวสมศรจี ะได้เงินเพม่ิ ข้นึ อีก 600
บาท
ค่าชดเชย
ค่าชดเชย ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 นี้หมายความว่า เงินท่ีนายจ้างจ่ายให้แก่
ลูกจา้ งเมอ่ื เลิกจา้ ง นอกเหนอื จากเงินประเภทอนื่ ซ่ึงนายจา้ งตกลงจ่ายให้แก่ลกู จ้าง
การเลิกจ้าง หมายความว่า การกระทาใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทางานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่
ว่าจะเป็นเพราะเหตสุ ้นิ สดุ สญั ญาจา้ งหรือเหตุอืน่ ใด และหมายความรวมถึง กรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทางานและไม่ได้
รบั คา่ จ้างเพราะเหตทุ ี่นายจ้างไม่สามารถดาเนินกจิ การต่อไป
การเลิกจ้างข้างต้นมิให้ใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่จะได้รับค่าชดเชยเพราะเหตุได้จ้างให้ทางานโครงการ
เฉพาะทม่ี ใิ ช่งานปกตอิ นั เปน็ ธรุ กิจหรอื การคา้ ของนายจา้ งทีม่ ีระยะเวลาเร่ิมต้นและส้ินสุดแน่นอน เป็นงานอันมี
ลกั ษณะครงั้ คราวโดยถือเอาผลสาเร็จของงานเปน็ ตัวกาหนด เป็นงานตามฤดูกาลที่จ้างไว้เฉพาะฤดูกาลน้ันและ
มีกฎเกณฑ์วา่ งานดงั กล่าวมรี ะยะเวลาแลว้ เสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปีซึ่งนายจ้างและลูกจ้างได้ทาสัญญาเป็น
หนงั สือไว้ตั้งแตเ่ มอ่ื เร่มิ จา้ งแลว้
จากความหมายและหลกั กฎหมายข้างตน้ สรปุ ได้ 2 ประการ
ค่าชดเชย หมายถงึ
1.1 เงินที่นายจ้างจา่ ยให้แก่ลกู จ้างเมอ่ื เลกิ จา้ ง
1.2 การเลิกจ้าง มีสาเหตุมาจากนายจ้าง อันมิใช่สาเหตุมาจากลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างจึงมีสิทธิ
ไดร้ ับคา่ ชดเชย
1.3 สาเหตุจากนายจ้าง เช่น งานหรือสัญญาของนายจ้างสิ้นสุดลงปิดโครงการเพ่ือไปเร่ิมกิจการ
ใหม่ เหตอุ ื่นที่นายจ้างต้องการเลิกจา้ งลกู จ้างโดยไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง หรือกรณีนายจ้างไม่สามารถดาเนิน
กจิ การต่อไปได้ตอ้ งปดิ กิจการ ปดิ โรงงาน
การเลิกจ้าง ตามข้อที่ 1 มิให้ใช้บังคับหรือไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้าง
ตกลงทางานท่ีมีระยะเวลานานไม่เกิน 2 ปี ได้กาหนดเวลาเริ่มงานส้ินสุดของงานไว้แล้ว และเลิกจ้างตาม
กาหนดระยะเวลานั้น โดยทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ทาสัญญาเป็นหนังสือต่อกันไว้ตั้งแต่เมื่อเร่ิมจ้างแล้วงาน
ดังกล่าวได้แก่
2.1 เป็นโครงการเฉพาะท่ีมิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง เช่น ธุรกิจการค้าของ
นายจ้างคือรบั ซอ่ มเครอ่ื งรถยนต์แตไ่ ด้มอบงานให้ลูกจา้ งมีหนา้ ท่ีขับรถส่งลูกหลานไปโรงเรียนมีระยะเวลา 1 ปี
ครบ 1 ปี กเ็ ลกิ กนั
2.2 งานอันมีลักษณะดูผลของความสาเร็จของงานเป็นหลัก เช่น ก่อสร้างและต่อเติมอาคารเม่ือ
เสร็จก็เลิกกนั
2.3 งานทเี่ ป็นไปตามฤดู และไดจ้ ้างช่วงเวลาของฤดูกาลน้นั เชน่ จ้างมาเก็บผลทุเรียนในสวนช่วง
ฤดูกาลออกผล เมอื่ หมดฤดกู าลกเ็ ลิกกัน
2.4 การเลิกจา้ งมีสาเหตุมาจากตัวลูกจ้างเอง เช่น ลูกจ้างขอลาออกจากงาน นายจ้างไม่ต้องจ่าย
คา่ ชดเชย
การจ่ายคา่ ชดเชย
กฎหมายกาหนดใหน้ ายจ้างจา่ ยคา่ ชดเชยใหล้ ูกจา้ งซึง่ เลิกจา้ งดังน้ี
1. ลูกจ้างซึ่งทางานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา
สุดท้าย 30 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างการทางาน 30 วัน สุดท้าย สาหรับลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามผลงานโดย
คานวณเปน็ หน่วย (คาว่าตามผลงาน หมายถึงไม่ได้จ้างเปน็ รายวนั หรือเดือน แตใ่ ห้ค่าจา้ งทผ่ี ลงาน) ส่วนลูกจ้าง
ทางานยงั ไม่ครบ 120 วนั จึงไมม่ ีสิทธิพิจารณาคา่ ชดเชย
2. ลูกจ้างซ่ึงทางานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา
สดุ ท้าย 90 วนั หรอื ไม่นอ้ ยกว่าค่าจ้างการทางาน 90 วันสุดทา้ ย สาหรบั ลูกจ้างไดร้ ับคา่ จ้างตามผลงาน
3. ลูกจ้างซ่ึงทางานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา
สุดทา้ ย 180 วัน หรือไม่นอ้ ยกว่าคา่ จา้ งการทางาน 180 วันสุดท้าย สาหรบั ลกู จา้ งได้รับค่าจา้ งตามผลงาน
4. ลูกจ้างซ่ึงทางานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรา
สุดทา้ ย 240 วัน หรอื ไมน่ อ้ ยกว่าค่าจา้ งการทางาน 240 วนั สดุ ท้าย สาหรบั ลูกจา้ งได้รับคา่ จ้างตามผลงาน
5. ลูกจ้างซึ่งทางานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ให้จ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย
300 วัน หรือไม่นอ้ ยกวา่ ค่าจ้างของการทางาน 300 วนั สดุ ทา้ ย สาหรับลูกจ้างไดร้ ับค่าจา้ งตามผลงาน
โดยสรุปเงินชดเชยให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างอัตราต่าสุดคือเท่ากับอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือ
ประมาณ 1 เดือน และสูงสดุ เทา่ กับอตั ราจ้างไมน่ ้อยกว่า 300 วนั หรือประมาณ 10 เดือน ดงั นี้
ระยะเวลาการทางานของลูกจา้ ง การจา่ ยคา่ ชดเชย
ทางานครบ 120 วัน แตไ่ ม่ครบ 1 ปี จา่ ยไม่นอ้ ยกว่า 30 วนั
ทางานครบ 1 ปี แต่ไมค่ รบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกวา่ 90 วนั
ทางานครบ 3 ปี แตไ่ มค่ รบ 6 ปี จ่ายไมน่ อ้ ยกว่า 180 วัน
ทางานครบ 6 ปี แตไ่ มค่ รบ 10 ปี จา่ ยไมน่ ้อยกวา่ 240 วัน
จ่ายไมน่ อ้ ยกวา่ 300 วนั
ทางานครบ 10 ปขี ึ้นไป -
กรณีทีน่ ายจ้างไมต่ ้องจา่ ยคา่ ชดเชย
การจ้างลูกจ้างมาทางานในกิจการธุรกิจการค้าของนายจ้างแม้จะมีการเลิกจ้าง นายจ้างมีสิทธิไม่ต้อง
จ่ายค่าชดเชยให้แกล่ ูกจา้ งหากการเลกิ จา้ งน้นั มสี าเหตุมาจากตัวลกู จา้ งในกรณีดงั ต่อไปนี้
1. ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือการกระทาความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง เช่น ลักทรัพย์ของ
นายจา้ ง ยักยอกเบยี ดบังทรัพย์สินของนายจา้ งหรือทาร้ายร่างกายนายจ้าง เปน็ ตน้
2. จงใจทาให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ปล่อยปละละเลยไม่รักษาทรัพย์สินของนายจ้าง เช่น จงใจ
ให้ยานพาหนะของโรงงานชารุดเสียหาย จงใจนัดหยุดงานทาให้งานจองนายจ้างเสียหาย เม่ือบอกเลิกจ้าง
นายจา้ งมีสทิ ธิไมต่ ้องจา่ ยค่าชดเชย
3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ข้อนี้ความเสียหายต้องมี
ความรา้ ยแรงด้วย เช่น เป็นช่างรับผิดชอบต้นกาลังไฟฟ้าของโรงงานนายจ้างไม่ตรวจปรนนิบัติบารุงรักษาเป็น
เหตุให้น้ามันเคร่อื งยนต์ของเครื่องกาเนิดไฟฟ้าแห้ง เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าเสียหายใช้การไม่ได้ต้องหยุดปฏิบัติงาน
ของโรงงาน ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อทาให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เม่ือบอกเลิกจ้าง
นายจา้ งมีสทิ ธไิ มต่ ้องจ่ายคา่ ชดเชย
4. ฝา่ ฝนื ขอ้ บงั คับเกี่ยวกับการทางาน ฝ่าฝืนระเบียบหรือคาส่ังของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและ
เป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง เช่น ข้อ3 นายจ้างไม่จาเป็นต้อง
ตักเตือน สาหรับหนังสือเตือนของนายจ้างให้มีผลบังคับได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างกระทาความผิดเม่ือ
บอกเลกิ จ้างนายจ้างมสี ิทธไิ ม่ตอ้ งจ่ายค่าชดเชย
ความผิดเกี่ยวกับข้อบังคับ ระเบียบปฏิบัติในการทางานของนายจ้างท่ีวางไว้ในข้อน้ี เช่น การมา
ทางานสาย การขาดงานบ่อยคร้ัง เล่นการพนันในที่ทางาน ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ หรือการลัก
ทรพั ยใ์ นทท่ี างานเหล่าน้ี นายจา้ งอาจตักเตือนด้วยวาจาก่อน หากไม่เช่ือฟังก็อาจให้ทาทัณฑ์บนมีหลักฐานเป็น
หนงั สือซงึ่ มีผลบงั คับ 1 ปี นับแตว่ นั กระทาความผิด แตล่ ูกจ้างก็ยังปฏิบัติเช่นเดิมไม่เช่ือฟังนายจ้าง กรณีเช่นน้ี
นายจ้างสามารถบอกเลกิ จา้ งไดเ้ พราะได้ใหโ้ อกาสและเตือนแล้ว
5. ละท้ิงหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทางานติดต่อกันขึ้นไป ไม่ว่าจะมีวันหยุดค่ันหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุ
อันสมควร
ความผิดข้อนี้เป็นความผิดฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทางานของนายจ้าง เห็นได้ว่าลูกจ้างไม่มีความ
รับผิดชอบต่องานในหน้าท่ีไม่เห็นความเสียหายอันเกิดข้ึนแก่ส่วนรวม ถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรงและละทิ้ง
หน้าที่เกิน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถบอกเลิกจ้างได้และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย(คาว่ามีเหตุ
อันสมควรเปน็ ดุลยพินิจของนายจ้างควรพิจารณาให้รอบคอบ)
6. ได้รับโทษจาคุกตามคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดย
ประมาท หรือความผิดลหุโทษ ความผิดใน 2 กรณี หลังนี้ นายจ้างจะบอกเลิกจ้างได้ต้องเป็นกรณีเป็นเหตุให้
นายจา้ งไดร้ บั ความเสยี หาย
โทษของอาญาท่ีลูกจ้างได้รับถึงจาคุกจะเป็นความผิดเก่ียวกับทรัพย์ เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์
ปล้นทรัพย์ หรือความผิดเก่ียวกับร่างกายและชีวิต เช่น ทาร้ายร่างกายผู้อื่น ฆ่าผู้อื่น อันถือว่าเป็นคว ามผิด
อาญาต่อแผ่นดิน เม่ือถูกศาลพิพากษาลงโทษถึงท่ีสุดให้จาคุกแล้ว นายจ้างเลิกจ้างได้ เว้นโทษที่กระทา
โดยประมาท เพราะเป็นความผิดเกิดข้ึนโดยผู้กระทามิได้มีเจตนา เพียงแต่กระทาโดยปราศจากความ
ระมัดระวงั ซ่งึ บุคคลในภาวะเช่นน้ันและผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นน้ันได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่และ
ความผิดลหุโทษ คือความผิดซึ่งต้องระวางโทษจาคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจา
ทั้งปรับ ถือว่าเป็นโทษเล็กน้อย 2 กรณีหลังน้ี แม้ลูกจ้างได้รับโทษถึงที่สุดให้จาคุกแล้วนายก็ยังไม่สมควรบอก
เลิกจ้าง เว้นแตเ่ หตุทีเ่ กดิ น้นั เป็นสาเหตใุ ห้นายจา้ งไดร้ ับความเสยี หายจึงสมควรบอกเลิกจา้ งได้
อน่ึงการเลิกจ้างลูกจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจานวน 6 ข้อ ดังกล่าวมาแล้วน้ี นายจ้างจะต้องทาเป็น
หนังสอื บอกเลิกสัญญาจ้าง ระบุข้อเท็จจริง สาเหตุที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้างด้วย
มิฉะน้นั นายจา้ งจะยกเหตุข้ึนอา้ งภายหลังไม่ได้
ลกู จา้ งยกั ยอกเงนิ บริษทั นายจ้างบอกเลิกจา้ งโดยไม่ตอ้ งจา่ ยค่าชดเชย
คา่ ชดเชยพเิ ศษ
ค่าชดเชยพิเศษ หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อสัญญาจ้างส้ินสุด
ลง เพราะมเี หตุกรณีพิเศษทีก่ าหนดไว้ในพระราชบญั ญัตนิ ้ี
คา่ ชดเชยพิเศษ เป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับจากนายจ้างเม่ือลูกจ้างลาออกจากงานที่ทากับนายจ้าง
หรือ ลูกจ้างบอกเลิกสัญญากับนายจ้าง ทงั้ สองกรณี เป็นสิทธิของลูกจ้าง เพราะมีสาเหตุพิเศษเกิดจากนายจ้าง
ที่นายจ้างประสงค์ 2 ประการ คือ นายจ้างจะย้ายสถานท่ีประกอบกิจการไปต้ัง ณ สถานที่อ่ืน ประการหน่ึง
และอีกประการหนึ่ง นายจา้ งจะปรบั ปรุงกระบวนการผลติ การจาหนา่ ย การประกอบกิจการใช้เคร่ืองจักรแทน
แรงงานคน นายจ้างจงึ มีหนา้ ทจ่ี ะต้องจา่ ยคา่ ชดเชยพิเศษใหก้ บั ลกู จา้ งทท่ี างานอยู่กบั ตน
สาระสาคญั ของหลักกฎหมาย สรปุ ไดด้ ังนี้
กรณีนายจา้ งจะย้ายสถานท่ีประกอบกิจการไปตงั้ ณ สถานทอี่ ืน่
ในกรณนี ายจ้างจะย้ายท่ีประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานท่ีอ่ืน การย้ายโรงงานหรือสถานประกอบ
กิจการไปยังสถานที่แห่งใหม่ย่อมมีผลกระทบต่อการดารงชีวิตตามปกติของลูกจ้างและครอบครัว นายจ้างจึงมี
หน้าท่ีตอ้ งปฏบิ ัติตอ่ ลกู จ้างดงั นี้
1.1 นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานท่ีประกอบ
กจิ การ
1.2 ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทางานด้วย ให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วัน
นบั แตว่ นั ที่ไดร้ บั แจ้งจากนายจ้าง หรือวันทีน่ ายจา้ งยา้ ยสถานประกอบกิจการแล้วแต่กรณี และให้ลูกจ้างมีสิทธิ
ไดร้ ับค่าชดเชยพิเศษในอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับในเรื่องค่าชดเชยดังกล่าวมาแล้วตามระยะเวลา
ทต่ี นทางาน
1.3 ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลกู จ้างทราบล่วงหน้า ตามขอ้ 1.1 ใหน้ ายจ้างมหี นา้ ที่ตอ้ งจ่ายค่าชดเชย
พเิ ศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เทา่ กบั คา่ จา้ งอตั ราสุดทา้ ยของลกู จ้าง 30 วัน
1.4 ให้นายจา้ งจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามข้อ 1.2 หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
(ถ้ามี)ใหแ้ กล่ ูกจา้ งภายใน 7 วัน นับแตว่ ันทีล่ กู จา้ งบอกเลิกสัญญา
1.5 ในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ดงั กล่าวมาแลว้ ในข้อ 1.2 และ 1.3 ให้ลูกจ้างมีสิทธิย่ืนคาร้องต่อคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานภายใน 30
วัน นบั แต่วันครบกาหนดการจา่ ยค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า
ตัวอย่าง
นายสมพรเป็นลูกจ้างเพาะเล้ียงกล้วยไม้เพื่อส่งออกต่างประเทศ สถานที่ประกอบกิจการ
ของบริษัทอยู่ที่อาเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ทางานมาแล้วกว่า 7 ปี ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน
เดือนละ 9,000 บาท บริษัทจะย้ายสถานท่ีเพาะเล้ียงกล้วยไม้ ไปตั้งท่ีอาเภอปากเกร็ด จังหวีด
นนทบรุ ี เพื่อสะดวกต่อการติดต่อลูกค้าและการส่งออกต่างประเทศ กาหนดย้ายบริษัทและสถานที่
เพาะเล้ียงกล้วยไม้ วันท่ี 29 มกราคม 2556 และได้แจ้งให้นายสมพรลูกจ้างรับทราบเมื่อวันท่ี 5
มกราคม 2556 หลังจากจัดงานฉลองวันปใี หม่แล้ว
นายสมพรทราบการแจ้งย้ายสถานที่ของบริษัทจึงปรึกษากับครอบครัวมีความเห็นว่าการ
ไปอยู่ต่างจังหวัดท่ีจังหวัดนนทบุรีไม่สะดวกกับครอบครัวหลายประการ จึงทาเรื่องขอลาออกจาก
การเปน็ ลูกจ้างของบรษิ ทั เมือ่ วันท่ี 15 มกราคม 2556
กรณีเชน่ นีบ้ ริษัทแจ้งกาหนดการย้ายบรษิ ัทให้นายสมพรทราบไม่เกิน 30 วัน ดังน้ันบริษัท
จะตอ้ งจ่ายเงนิ คา่ ชดเชยพิเศษใหก้ บั นายสมพรเป็น 2 ยอดเงิน คอื
1. ได้รับค่าชดเชยพิเศษ ทางานมาแล้วกว่า 7 ปี มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยไม่น้อยกว่า
ค่าจา้ งอัตราสดุ ทา้ ย 240 วัน ปัจจบุ ันมีเงนิ เดอื น 9,000 บาท = 9000 x 240 =72,000 บาท
30
2. ไดร้ บั ค่าชดเชยพเิ ศษแทนการบอกกลา่ วลว่ งหน้า เทา่ กับค่าจ้างอัตราสุดท้ายของลูกจ้าง
30 วัน ปัจจุบันนายสมพรรับเงินอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท จานวน 30 วัน จึงเป็น
ยอดเงินคา่ ชดเชยพเิ ศษแทนการบอกเล่าลว่ งหนา้ = 9,000 บาท รวมเปน็ เงินได้รับค่าชดเชยพิเศษ
72,000 + 9,000 = 81,000 บาท
กรณนี ายจ้างจะปรบั ปรุงกระบวนการผลิตและใช้เครอื่ งจกั รแทนแรงงานคน
กรณีน้ีเป็นกรณีที่นายจ้างคือผู้ประกอบการมีแนวคิดปรับปรุงสถานประกอบกิจการในเรื่อง
กระบวนการผลิต การจาหน่ายหรือบริการด้วยการนาเอาเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้แทน
แรงงานคน ทาให้ต้องลดแรงงานคนลง ผู้ประกอบกิจการคือนายจ้างจึงต้องลดจานวนลูกจ้างลงเพื่อประหยัด
ค่าใช้จ่ายแต่ได้ผลผลิตมากขึ้น กรณีเช่นน้ีนายจ้างจะต้องบอกเลิกสัญญาจ้างต่อลูกจ้างโดยกฎหมายกาหนดให้
นายจ้างต้องแจ้งวันทจ่ี ะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจา้ งและรายชอื่ ลกู จ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้าง
ทจี่ ะเลกิ จา้ งทราบลว่ งหนา้ ไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันทจ่ี ะเลิกจ้างเพ่ือให้ลูกจ้างมีเวลาเตรียมตัวจัดแจงตนเอง
ในการหางานใหม่ทา
ถ้านายจ้างแจ้งล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบน้อยกว่า 60 วัน ก่อนที่จะเลิกจ้าง นอกจากลูกจ้างจะ
ได้รบั เงนิ ชดเชยพเิ ศษในอตั ราเงินชดเชยท่กี ลา่ วมาแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษทดแทนการบอกกล่าว
ล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน และถ้าลูกจ้างนั้นทางานติดต่อกันมาเกิน 6 ปี ให้นายจ้างจ่าย
ค่าชดเชยพิเศษเพ่ิมข้ึนจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 15 วันต่อการทางาน
ครบ 1 ปี แตร่ วมแล้วต้องไมเ่ กิน คา่ จ้างอตั ราสุดทา้ ย 360 วนั
การคานวณนับอายุการทางานของลูกจ้างเพ่ือคานวณค่าชดเชยพิเศษ ถ้าเศษระยะเวลาการ
ทางานของปีเหลือมากกวา่ 180 วนั ให้นับการทางานครบ 1 ปี
จากหลักกฎหมายน้ี การคิดค่าชดเชยพิเศษให้ลูกจ้างกรณีนายจ้างจะปรับปรุงกระบวนการผลิต
และใช้เคร่ืองจักรแทนแรงงานคน จึงมี 3 ขั้นตอน คือ ค่าชดเชยพิเศษ ค่าชดเชยพิเศษทดแทนการบอกกล่าว
ล่วงหน้า(ถ้ามี) และถ้าลูกจา้ งทางานมาเกิน 6 ปี ให้จ่ายค่าชดเชยพิเศษเพ่ิมข้ึน 15 วัน ต่อปี ของอัตราค่าจ้าง
สุดทา้ ย
ตัวอยา่ ง
นายสมพร ลกู จ้างบริษัท แมชช่นั จากดั มอี ายุการทางาน 8 ปี 7 เดือน รับเงินเดือน 10,000 บาท ต่อ
เดือน ได้รับจากบรษิ ัท เม่ือวันท่ี 20 พฤษภาคม 2556 วา่ บริษทั ได้จดั หาเครอ่ื งจักรเขา้ มาจานวนมาก จาเป็นต้อง
ลดจานวนแรงงานคน คือ ลกู จา้ งลง และขอเลิกจ้างนายสมพร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เปน็ ต้นไป
กรณเี ชน่ นเ้ี ปน็ การเลกิ จา้ งให้ลกู จา้ งทราบล่วงหน้าเพ่ือเตรียมตัวหางานใหม่ไม่ถึง 60 วัน ก่อนถึงวันเลิก
จา้ ง บรษิ ัท บรษิ ัท แมชช่นั จากัด ตอ้ งจ่ายค่าชดเชยปกติตามท่ีกล่าวมาแล้ว (ม.118) ให้นายสมพรทางานมาแล้ว
8 ปเี ศษ จานวน 240 วัน
- คา่ ชดเชยปกติ (พเิ ศษ) = 10,000 x 240 = 80,000 บาท ---------------
30
- ค่าชดเชยพิเศษทดแทนการบอกกลา่ วลว่ งหน้า (นอ้ ยกวา่ 60 วนั )
10,000 x 60 = 20,000 บาท ---------------
30
- อายกุ ารทางาน 8 ปี 7 เดอื น เกิน 6 ปี = 2 ปี 7 เดอื น
เศษ 7 เดอื น เกิน 180 วนั ปดั เป็น 1 ปี รวมเป็น 3 ปี
จงึ เกนิ 6 ปี = 3 ปี คดิ ค่าชดเชยปีละ = 15 วัน = 45 วนั
= 10,000 x 45 = 15,000 บาท ---------------
30
รวมค่าชดเชยพิเศษทัง้ ส้ิน ++ = 80,000+20,000+15,000 = 115,000 บาท
ดังนั้น บรษิ ัท แมชช่นั จากัด ตอ้ งจา่ ยค่าชดเชยพิเศษให้นายสมพร 115,000 บาท