The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างการวิจัย 3 บท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

โครงร่างการวิจัย 3 บท

โครงร่างการวิจัย 3 บท

Keywords: โครงร่างการวิจัย

38 โครงร่างการวิจัย การปรับลดพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบในการส่งงานวิชานาฏศิลป์ ศ23201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี โดยการใช้การเสริมแรงทางบวก นางสาวจินดารัตน์ ปัคมา วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก สารบัญ หน้า สารบัญ ........................................................................................................... ...................... ก บทที่ 1 บทน า ………………………………………………………………………..………………………......…. 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ................................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ....................................................................................... 2 สมมติฐานการวิจัย ................................................................................................... 3 ขอบเขตของการวิจัย ............................................................................................... 3 เครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาและเก็บรวบรวมข้อมูล ............................................. 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ...................................................................................... 4 นิยาศัพท์เฉพาะ ....................................................................................................... 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................... 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน .................................................................. 6 จิตวิทยาการศึกษา ................................................................................................... 11 เจตคติ (Attitude) ................................................................................................... 16 ทฤษฎี ...................................................................................................................... 24 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .................................................................................................. 27 กรอบแนวคิดการวิจัย .............................................................................................. 28 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย ..................................................................................................... 29 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย ...................................................................................... 29 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ...................................................................................... 30 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ............................................................................ 30 การเก็บรวบรวมข้อมูล ............................................................................................. 30 การวิเคราะห์ข้อมูล .................................................................................................. 30 บรรณานุกรม ........................................................................................................................ 31


บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา นาฏศิลป์ไทยเป็นการละครฟ้อนร าและดนตรีอันมีคุณสมบัติตามคัมภีร์นาฏะหรือนาฏยะ ก าหนดว่า ต้องประกอบไปด้วย 3 ประการ คือ การฟ้อนร า การดนตรีและการขับร้อง รวมเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นอุปนิสัยของคนมาแต่ดึกด าบรรพ์ นาฏศิลป์ไทยมีที่มาและเกิดจากสาเหตุแนวคิด ต่าง ๆ เช่น เกิดจากความรู้สึกกระทบกระเทือนทางอารมณ์ไม่ว่าจะอารมณ์แห่งสุข หรือความทุกข์ และ สะท้อนออกมาเป็นท่าทางแบบธรรมชาติและประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นท่าทางลีลาการฟ้อนร า หรือเกิด จาก ลัทธิความเชื่อในการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้า โดยแสดงความเคารพบูชาด้วยการเต้นร า ขับ ร้องฟ้อน ท าให้เกิดความพึงพอใจ เป็นต้น นาฏศิลป์ไทยยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจาก ต่างชาติเข้ามา ผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้าและ ต านานการฟ้อนร าโดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมคือผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะน ามา ปรับปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏ ราชที่สร้างเป็นท่า การร่ายร าของพระอิศวร ซึ่งมีทั้งหมด 108 ท่า หรือ 108 กรณะ โดยทรงฟ้อนร า ครั้งแรกในโลก ต าบล จิทรัมพรัม เมืองมัทราส อินเดียใต้ ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดูนับเป็นคัมภีร์ ส าหรับการฟ้อนร า แต่งโดย พระภรตมุนีเรียกว่าคัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์ ถือเป็นอิทธิพลส าคัญต่อแบบ แผนการสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบ แผนการเรียนการ ฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียมมาจนถึงปัจจุบัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้าน นาฏศิลป์ไทยได้ สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฏศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตามประวัติการสร้างเทวาลัยศิวะนาฏราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นระยะที่ ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ( เรณู โกศินานนท์, 2543 ) ดังนั้น ท่าร าไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัย กรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไขปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทร์ จนน ามาสู่การ ประดิษฐ์ท่าร่ายร าและละครไทยมาจนถึงปัจจุบัน


2 การปรับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาให้เป็นไปในทางที่พึงประสงค์ ตามความมุ่งหมายของ การศึกษา พฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบในการท างานของนักเรียน เป็นอุปสรรคต่อความ เจริญก้าวหน้าทางการศึกษา การเรียนการสอนในชั้นเรียนนอกจากจะเป็นสถานที่ให้ความรู้แล้วยังเป็น สถานที่ฝึกพฤติกรรมให้อยู่ในระเบียบวินัยตามความประสงค์ของสังคม ในส่วนของรายวิชานาฏศิลป์ นั้นเป็นวิชาที่ฝึกให้นักเรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ประกอบกับการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดพัฒนาการ การขาดความรับผิดชอบในการส่งงานเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และเป็นอุปสรรคต่อการ เรียนรู้อัน เป็นผลท าให้การสอนไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนในรายวิชา นาฏศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้าน เหล่า จังหวัดอุดรธานี ปัญหาทางพฤติกรรมนักเรียนที่พบได้บ่อยในห้องเรียน คือ การขาดความ รับผิดชอบของนักเรียน จะมีนักเรียนที่ไม่มีความรับผิดชอบและไม่ยอมส่งงาน ทั้งในชั่วโมงที่ สอนหรือ มอบหมายให้ปฏิบัติงาน แนวโน้มที่จะกระท าพฤติกรรมนั้นบ่อยครั้งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการ ตอบสนองในพฤติกรรมที่ พึงประสงค์จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมาก ซึ่งปัญหาพฤติกรรม ดังกล่าวอาจจะ ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ าลง โดยผู้วิจัยได้สังเกต พบว่า ในจ านวนนักเรียนที่มี พฤติกรรมการ ขาดความรับผิดชอบในเวลาเรียนนั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 มีพฤติกรรมการขาดความ รับผิดชอบอย่างสูง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดว่าในการแก้ปัญหา พฤติกรรมการขาดความ รับผิดชอบของนักเรียน ดังกล่าว โดยใช้วิธีการเสริมแรงทางบวก การที่นักเรียนได้รับการเสริมแรง ทฤษฎีนี้สามารถน าไปประยุกต์ปรับพฤติกรรมที่เป็น ปัญหา ในชั้นเรียนได้ คือ เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่ดี แล้วได้รับแรงเสริมจากครู นักเรียนมี แนวโน้มใน การแสดงพฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น เด็กจะเห็นความส าคัญของการได้รับรางวัลและค าชมเชย การให้ คะแนนบวก และการกล่าวค ายกย่องชมเชย จึงเป็นแรงจูงใจให้เด็กกระท าความดีได้มากกว่าการดุ หรือการขู่ว่าจะลงโทษ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะปรับพฤติกรรมขาด ความ รับผิดชอบในการส่งงานวิชา นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จ านวนมาก โดยการใช้ การเสริมแรงทางบวก 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อปรับพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบในการส่งงานวิชา นาฏศิลป์ (ศ23201) ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีโดยการใช้การเสริมแรงทางบวก


3 1.3 สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบในการส่งงาน วิชานาฏศิลป์ (ศ23201) หลังจากใช้วิธีการการสอนโดยใช้วิธีการเสริมแรงทางบวก จะเห็นได้ว่าการเสริมแรงมีทั้ง มี ทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ โดยการเสริมแรง ทางบวกจะช่วย เสริมให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจ ในทางตรงกันข้ามการเสริมแรงทางลบนั้นจะท าให้ ผู้เรียนเกิดการ ท้อแท้และหมดก าลังใจในการเรียนได้ 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 133 คน 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่เรียนวิชา นาฏศิลป์ รหัส ศ23201 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี ในภาคเรียนที่ 1 จ านวน 29 คน 1.4.2 ตัวแปรที่ศึกษา 1.4.2.1 วิธีการจัดการพฤติกรรม (ตัวแปรต้น) การใช้การเสริมแรงทางบวก 1.4.2.2 พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ (ตัวแปรตาม) การขาดความรับผิดชอบในการส่งงานวิชานาฏศิลป์ 1.5 เครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาและเก็บรวบรวมข้อมูล 1.5.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน 1.5.2 ใบงาน/ ชิ้นงาน/ภาระงานการปฏิบัติงานเดี่ยว 1.5.3 แบบบันทึกคะแนนการปฏิบัติงานของนักเรียน


4 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 นักเรียนมีความรับผิดชอบในการส่งงาน 1.6.2 นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชานาฏศิลป์ และมีทักษะในการการท างานมากขึ้น 1.6.3 นักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์และมีระดับผลการเรียนที่ดีขึ้น 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.7.1 การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification) หมายถึง การน าเอาหลักการแห่ง พฤติกรรม (Behavior Principles) ประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นระบบโดยเน้น ที่ พฤติกรรมที่สามารถสังเกตและวัดได้เป็นส าคัญ 1.7.2 ความรับผิดชอบ หมายถึง ภาระหรือพันธะผูกพันในการจะปฏิบัติหน้าที่การงานของ ผู้ร่วมงานให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์การ เนื่องจากบุคคลต้องอยู่ร่วมกันท างานในองค์การ จ าเป็นต้องปรับลักษณะนิสัย เจตคติของบุคคลเพื่อช่วยเป็นเครื่องผลักดันให้ปฏิบัติงานตามระเบียบ รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ปฏิบัติงานในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและมีความซื่อสัตย์สุจริต คนที่มีความ รับผิดชอบ จะท าให้การปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และช่วยให้การท างานร่วมกันเป็นไปด้วย ความราบรื่น ความรับผิดชอบจึงเป็นภาระผูกพันที่ผู้น าต้องสร้างขึ้นเพื่อให้องค์การสามารถบรรลุ เป้าหมายได้อย่างดี 1.7.3 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง สิ่งของ ค าพูด หรือ สภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นอีก หรือสิ่งท าให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้ของการเกิด พฤติกรรม


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การปรับลดพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบในการส่งงานวิชา นาฏศิลป์ (ศ23201) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีโดยการใช้การเสริมแรง ทางบวก ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2.2 จิตวิทยาการศึกษา 2.2.1 ความส าคัญของการศึกษาจิตวิทยาการศึกษา 2.2.2 พัฒนาการจิตวิทยาการศึกษา 2.2.3 วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา 2.3 เจตคติ (Attitude) 2.3.1 ความหมายของเจตคติ 2.3.2 องค์ประกอบของเจตคติ 2.3.3 การเกิดเจตคติ 2.3.4 ลักษณะของเจตคติ 2.3.5 หน้าที่และประโยชน์ของเจตคติ 2.3.6 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ 2.3.7 การแก้ไขเจตคติหรือวิธีสร้างเจตคติ 2.3.8 องค์ประกอบของเจตคติ


6 2.4 ทฤษฎี 2.4.1 ทฤษฎีแรงจูงใจ ( Motivation) 2.4.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระท าของสกินเนอร์ 2.4.3 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 2.1.1 ท าไมต้องเรียนศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพความมีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพ ชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการน าไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในตนเอง อันเป็นพื้นฐาน ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 182-183) 2.1.2 เรียนรู้อะไรในศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการ ทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกอย่างอิสระในศิลปะ แขนงต่าง ๆ ประกอบด้วยสาระส าคัญ คือ ทัศนศิลป์มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ ทัศนธาตุ สร้างและน าเสนอผลงานทาง ทัศนศิลป์จากจินตนาการ โดยสามารถใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งสามารถใช้เทคนิค วิธีการของ ศิลปินในการสร้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเห็นคุณค่างานศิลปะที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล ชื่นชม ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ดนตรีมีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบดนตรีแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่าดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ทางดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชมและ ประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็น คุณค่าดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย สากล ร้องเพลงและเล่น ดนตรีในรูปแบบ ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเสียงดนตรี แสดงความรู้สึกที่มีต่อดนตรีในเชิง สุนทรียะ เข้าใจ


7 ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับประเพณีวัฒนธรรม และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ นาฏศิลป์ มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ แสดงออกทางนาฏศิลป์อย่าง สร้างสรรค์ ใช้ศัพท์เบื้องต้นทางนาฏศิลป์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ ประยุกต์ใช้นาฏศิลป์ใน ชีวิตประจ าวัน เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์กับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ นาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และสากล (กระทรวงศึกษา 2551 : 51) 2.1.3 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 - รู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปร่าง รูปทรง และจ าแนกทัศนธาตุของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสี โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศนศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง (กระทรวงศึกษา, 2551 : 52-53) - รู้และเข้าใจความส าคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจ าวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ใน ท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น - รู้และเข้าใจแหล่งก าเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความส าคัญ ของบทเพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกายให้ สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียงและเคาะจังหวะแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจ าวัน - รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความส าคัญและประโยชน์ ของดนตรีต่อการด าเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น - สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะเพลงตาม รูปแบบนาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชมรู้ประโยชน์ของการแสดง นาฏศิลป์ในชีวิตประจ าวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย - รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจใน การละเล่นพื้นบ้าน สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการด ารงชีวิตของคนไทย บอกลักษณะเด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยตลอดจนความส าคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทยได้


8 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 - รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วนความสมดุล น้ าหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ 2 มิติ 3 มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และสามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่แตกต่างกัน เข้าใจปัญหาใน การจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลด และเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายในงาน ทัศนศิลป์ของตนรู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ตลอดจนรู้และเข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ที่มีผลต่อ ชีวิตของคนในสังคม - รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเชื่อ ความ ศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น - รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรี และบทบาทหน้าที่ รู้ถึงการเคลื่อนที่ ขึ้น ลงของท านองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยค และอารมณ์ของบท เพลง ที่ฟัง ร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษาเครื่องดนตรีอย่างถูกวิธีอ่าน เขียนโน้ตไทยและสากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับองค์ประกอบดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบกิจกรรม ทางนาฏศิลป์และการเล่าเรื่อง - รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรม ต่าง ๆ เรื่องราวดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมต่อดนตรี รู้คุณค่าดนตรีที่มาจาก วัฒนธรรมต่างกัน เห็นความส าคัญในการอนุรักษ์ - รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง่าย ๆ ถ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และสามารถ ออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจ าวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และบรรยาย ความรู้สึกของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์ - รู้และเข้าใจความสัมพันธ์และประโยชน์ของนาฏศิลป์และการละคร สามารถเปรียบเทียบ การแสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมประเพณี เห็น คุณค่าการรักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย


9 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 - รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงาน ทัศนศิลป์ 2 มิติ และ 3 มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์ รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้ เกณฑ์ที่ก าหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิกในการน าเสนอข้อมูล และมีความรู้ ทักษะที่จ าเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ - รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่น แต่ละ ยุคสมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ที่มาจาก ยุคสมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ - รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบอารมณ์ความรู้สึกของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้นเทคนิคการร้อง บรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ตในบันไดเสียงที่มี เครื่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื่น แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถน าเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมิน คุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาทของดนตรี ในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม - รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมในยุคสมัย ต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ท าให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ - รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสารผ่านการ แสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพการแสดง วิจารณ์เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ร่วมจัดการแสดงน า แนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน - รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ นาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการ แสดงนาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย ในการแสดงนาฏศิลป์และละคร มีความเข้าใจ ความส าคัญ บทบาทของนาฏศิลป์ และละครใน ชีวิตประจ าวัน


10 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 - รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถใช้ศัพท์ ทางทัศนศิลป์ อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์ มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และกระบวนการที่สูงขึ้นในการสร้างงานทัศนศิลป์ วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการออกแบบ สร้างสรรค์งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคมด้วยภาพๆ ล้อเลียนหรือการ์ตูน ตลอดจนประเมินและวิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลักทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ - วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตก เข้าใจ อิทธิพลของมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ใน สังคม - รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภทและจ าแนกรูปแบบของวงดนตรีทั้ง ไทยและสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการสร้างสรรค์ดนตรี เปรียบเทียบอารมณ์และ ความรู้สึกที่ได้รับจากดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและสากล ในอัตรา จังหวะต่าง ๆ มีทักษะในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวงโดยเน้นเทคนิค การแสดงออก และคุณภาพของการแสดง สร้างเกณฑ์ส าหรับประเมินคุณภาพการประพันธ์การเล่นดนตรีของตนเอง และผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถน าดนตรีไประยุกต์ใช้ในงานอื่น ๆ - วิเคราะห์ เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเด่นของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าใจบทบาทของดนตรีที่สะท้อนแนวความคิดและค่านิยมของคนในสังคม สถานะทางสังคมของนัก ดนตรีในวัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างแนวทางและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรี - มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มในการแสดงนาฏศิลป์เป็นคู่และ เป็นหมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ สามารถวิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และ ละครที่ต้องการสื่อความหมายในการแสดง อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์ และสถานที่ที่มีผลต่อการแสดง วิจารณ์การแสดงนาฏศิลป์และละคร พัฒนาและใช้เกณฑ์การประเมิน ในการประเมินการแสดง และสามารถวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้คนในชีวิตประจ าวันและ น ามาประยุกต์ใช้ในการแสดง - เข้าใจวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทของบุคคลส าคัญใน วงการนาฏศิลป์และการละครของประเทศไทยในยุคสมัยต่าง ๆ สามารถเปรียบเทียบการน าการแสดง ไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ และเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย


11 2.2 จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษามีบทบาทส าคัญในการจัดการศึกษาการสร้างหลักสูตรและการเรียนการ สอนโดยค านึงถึงความแตกต่างของบุคคลนักศึกษาและครูจ าเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางจิตวิทยา การศึกษา เพื่อจะได้เข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนถึงปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอน 2.2.1 ความส าคัญของการศึกษาจิตวิทยาการศึกษา ความส าคัญของวัตถุประสงค์ของการศึกษาและบทเรียน นักจิตวิทยาการศึกษาได้ เน้น ความส าคัญของความชัดเจนของการระบุวัตถุประสงค์ของการศึกษาบทเรียนตลอดจนถึงหน่วย การ เรียน เนื่องจากวัตถุประสงค์จะเป็นตัวก าหนดการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีพัฒนาการและ ทฤษฎี บุคลิกภาพ เป็นเรื่องที่นักการศึกษาและครูจะต้องมีความรู้เพราะจะช่วยให้เข้าใจเอกลักษณ์ของ ผู้เรียนในวัยต่าง ๆ โดยเฉพาะวัยอนุบาล วัยเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ก าลังศึกษาในโรงเรียน ความ แตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่ม นอกจากมีความเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยต่าง ๆ แล้วนักการศึกษา และครูจะต้องเรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มทางด้านระดับเชาวน์ปัญญา ความคิด สร้างสรรค์ เพศ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งนักจิตวิทยาได้คิดวิธีการวิจัยที่จะช่วยชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นตัวแปรที่ส าคัญในการเลือกวิธีสอนและในการสร้างหลักสูตรที่ เหมาะสม ทฤษฎีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ นอกจากจะสนใจว่าทฤษฎี การเรียนรู้จะช่วยนักเรียนให้เรียนรู้และจดจ าอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรแล้ว ยังสนใจ องค์ประกอบเกี่ยวกับตัวของ ผู้เรียน เช่น แรงจูงใจว่ามีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างไร ความรู้ เหล่านี้ก็มีความส าคัญต่อการเรียนการสอน ทฤษฎีการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา นักจิตวิทยา การศึกษาได้เป็นผู้น าในการบุกเบิกตั้งทฤษฎีการสอน ซึ่งมีความส าคัญและมีประโยชน์เท่าเทียมกับ ทฤษฎีการเรียนรู้และพัฒนาการในการช่วยนักการศึกษาและครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน ส าหรับ เทคโนโลยีในการสอนที่จะช่วยครูได้มากก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หลักการสอนและวิธีสอน นักจิตวิทยาการศึกษาได้เสนอหลักการสอนและวิธีการสอนตามทฤษฎีทางจิตวิทยาที่แต่ละท่านยึดถือ เช่น หลักการสอนและวิธีสอนตามทัศนะนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยมและมนุษย์นิยม หลักการวัดผลและประเมินผลการศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้จะช่วยให้นักการศึกษา และครู ทราบว่าการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือผู้เรียนได้สัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค์เฉพาะของ แต่ละวิชาหรือหน่วยเรียนหรือไม่ เพราะถ้าผู้เรียนมีสัมฤทธิ์ผลสูง ก็จะเป็นผลสะท้อนว่าโปรแกรม การศึกษามีประสิทธิภาพและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียน เพื่อเอื้อการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้าง บุคลิกภาพของนักเรียน ความส าคัญของจิตวิทยาการศึกษาต่ออาชีพครูมีความส าคัญในเรื่องต่อไปนี้ (จิราภา เต็งไตรรัตน์, 2543)


12 2.2.1.1 ช่วยให้ครูรู้จักลักษณะนิสัยของนักเรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลัก สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพเป็นส่วนรวมพัฒนาการทั้งทางร่างกาย 2.2.1.2 ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียน เช่น อัตมโนทัศน์ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และเรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่ช่วยนักเรียนให้มีอัตมโน ทัศน์ที่ดีและถูกต้องได้อย่างไร 2.2.1.3 ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อจะได้ช่วย นักเรียนเป็นรายบุคคลให้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล 2.2.1.4 ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก่วัยและขั้น พัฒนาการของนักเรียนเพื่อจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจและมีความอยากที่จะเรียนรู้ 2.2.1.5 ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น แรงจูงใจอัตมโนทัศน์ และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน 2.2.1.6 ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียนเพื่อท าให้การสอนมี ประสิทธิภาพสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคนเรียนตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยค านึงถึงหัวข้อ ต่อไปนี้ 1) ช่วยครูเลือกวัตถุประสงค์ของบทเรียนโดยค านึงถึงลักษณะนิสัยและความแตกต่างระหว่าง บุคคลของนักเรียนที่จะต้องสอนและสามารถที่จะเขียนวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเข้าใจว่าสิ่งคาดหวังให้ นักเรียนรู้มีอะไรบ้าง โดยถือว่าวัตถุประสงค์ของบทเรียนคือสิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนทราบ เมื่อจบ บทเรียนแล้วนักเรียนสามารถท าอะไรได้บ้าง 2) ช่วยครูในการเลือกหลักการสอนและวิธีสอนที่เหมาะสม โดยค านึงลักษณะนิสัยของ นักเรียนและวิชาที่สอน และกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน 3) ช่วยครูในการประเมินไม่เพียงแต่เฉพาะเวลาครูได้สอนจนจบบทเรียนเท่านั้นแต่ใช้ประเมิน ความพร้อมของนักเรียนก่อนสอนในระหว่างที่ท าการสอน เพื่อทราบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าหรือมี ปัญหาในการเรียนรู้อะไรบ้าง 2.2.1.7 ช่วยครูให้ทราบหลักการและทฤษฎีของการเรียนรู้ที่ ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี เช่น การเรียนจากการสังเกตหรือการเลียนแบบ 2.2.1.8 ช่วยครูให้ทราบถึงหลักการสอนและวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้ง พฤติกรรมของครูที่มีการสอนอย่างมีประสิทธิภาพว่ามีอะไรบ้าง เช่น การใช้ค าถาม การให้แรงเสริม และการท าตนเป็นต้นแบบ


13 2.2.1.9 ช่วยครูให้ทราบว่านักเรียนที่มีผลการเรียนดี ยินดีไม่ได้เป็นเพราะระดับ เชาวน์ปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่มีองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติหรืออัตมโนทัศน์ของ นักเรียนและความคาดหวังของครู ที่มีต่อนักเรียน 2.2.1.10 ช่วยครูในการปกครองชั้นเรียนและการสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้ เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างบุคลิกภาพของนักเรียน ครูและนักเรียนมีความรักและไว้วางใจซึ่งกัน และกันนักเรียนต่างก็ช่วยเหลือกันและท าให้ห้องเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีความสุขและนักเรียนรัก โรงเรียนอยากมาโรงเรียน เนื่องจากการศึกษามีบทบาทส าคัญในการช่วยให้เยาวชนพัฒนาการทั้งทางด้านเชาวน์ปัญญา และทางบุคลิกภาพ เพื่อช่วยให้เยาวชนมีความส าเร็จในชีวิต ทุกประเทศจึงหาทางส่งเสริมการศึกษา ให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานความเป็นเลิศ ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษาจึงส าคัญในการช่วยทั้งครู และนักศึกษาผู้มีความรับผิดชอบในการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอน 2.2.2 พัฒนาการจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณก่อนคริสต์กาลมีนักปรัชญา ชื่อ พลาโต (Plato 427 – 347 ก่อนคริสต์กาล) อริสโตเติล (Aristotle 384 - 322 ก่อน คริสต์กาล) ได้กล่าวถึงธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงปรัชญามากกว่าแนวคิดทาง วิทยาศาสตร์ การศึกษาในยุคนั้นเป็นแบบเก้าอี้โต๊ะกลมหรือเรียกว่า Arm Chair Method เรียก จิตวิทยาในยุคนั้น ว่า จิตวิทยายุคเก่าเพราะนักจิตวิทยานั่งศึกษาอยู่กับโต๊ะท างาน โดยใช้ความคิดเห็น ของตนเองเพียง อย่างเดียวไม่มีการทดลอง ไม่มีการวิเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจ จิตวิทยาได้ ท าการศึกษาและได้เขียนต าราเล่มแรกของโลกเป็นต าราที่ว่าด้วยเรื่อง วิญญาณชื่อ De Anima แปลว่า ชีวิตเขากล่าวว่า วิญญาณเป็นต้นเหตุให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนในสมัยโบราณ จึงศึกษา จิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมีชีวิต อยู่เมื่อคนสิ้นชีวิตก็หมายถึงร่างกายปราศจากวิญญาณและวิญญาณออกจากร่างล่องลอยไปชั่ว ระยะ หนึ่งแล้วอาจจะกลับสู่ร่างกายคืนอีกได้และเมื่อนั้นคน ๆ นั้นก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ชาวกรีกจึง มีการ คิดค้นวิธีการป้องกันศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่า มัมมี่ เพื่อคอยการกลับมาของวิญญาณ ต่อมา ประมาณศตวรรษที่ 11-12 ได้เกิดลัทธิความจริง (Realism) เป็นลัทธิที่เชื่อสภาพความเป็นจริงของสิ่ง ต่าง ๆ และลัทธิความคิดรวบยอด (Conceptualism) ที่กล่าวถึงความคิดที่เกิดหลังจากได้วิเคราะห์ พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ถี่ถ้วนแล้ว จากลัทธิทั้งสองนี้เองท าให้ผู้คนมีความคิดมากขึ้นมีการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในทางวิทยาศาสตร์ และจึงเริ่มมาสนใจในเรื่องจิตวิทยาใน เชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสนใจศึกษาเรื่องจิตมากขึ้นด้วย รวมทั้งให้ความสนใจ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตส านึก (Conscious) อันได้แก่ การมีสมาธิ การมีสติสัมปชัญญะ และเชื่อว่าจะ


14 เป็นมนุษย์ได้จะต้องประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ จึงมีค าพูดติดปากว่า “A Sound mind is in a sound body” จิตที่ผ่องใสอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ ความสนใจเรื่องจิตจึงมีมากขึ้นตามล าดับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า สามารถแบ่งจิตเป็นส่วนๆ ได้แก่ ความคิด (Idea) จินตนาการ (Imagine) ความจ า (Memory) การรับรู้ (Concept) ส่วนที่ส าคัญที่สุดเรียกว่า Faculty of will เป็นส่วนหนึ่ง ของจิตที่ สามารถสั่งการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายต่อมา Norman L. Mumm มีความสนใจเรื่อง จิต เขา กล่าวว่า จิตวิทยา คือ การศึกษาเรื่องจิต ในปี ค.ศ. 1590 ค าว่า Psychology จึงเป็นที่รู้จัก และสนใจ ของคนทั่วไป จอห์น ล็อค (John Locke ค.ศ. 1632 - 1704) ได้ชื่อว่าเป็น บิดาจิตวิทยาแผนใหม่ เขาเชื่อ ว่า ความรู้สึกตัว (Conscious) และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ 2.2.3 วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา การศึกษาทางจิตวิทยาใช้หลาย ๆ วิธีการมาผสมผสานและท าการวิเคราะห์บนสมมุติฐาน นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เช่น การตรวจสอบตนเองการสังเกตการศึกษาบุคคลเป็น รายกรณีการสัมภาษณ์ การทดสอบ ดังจะอธิบายเรียงตามล าดับต่อไปนี้ ( กฤษณา, 2530 ) 2.2.3.1 การตรวจสอบตนเอง (Introspection) หมายถึง วิธีการให้บุคคลส ารวจ ตรวจสอบตนเองด้วยการย้อนทบทวนการกระท าและความรู้สึกนึกคิดของตนเองในอดีต ที่ผ่านมาแล้ว บอกความรู้สึกออกมาโดยการอธิบายถึงสาเหตุและผลของการกระท าในเรื่องต่าง ๆ เช่น ต้องการ ทราบว่าท าไมเด็กนักเรียนคนหนึ่งจึงชอบพูดปดเสมอ ๆ ก็ให้เล่าเหตุหรือเหตุการณ์ในอดีตที่เป็น สาเหตุให้มีพฤติกรรมเช่นนั้นก็จะท าให้ทราบที่มาของพฤติกรรมและได้แนวทางในการที่จะช่วยเหลือ แก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้ การตรวจสอบตนเองจะได้รับข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและเป็นประโยชน์เพราะผู้รายงาน ที่มีประสบการณ์และอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ แต่หากผู้รายงานจดจ าเหตุการณ์ได้แม่นย าและมีความ จริงใจในการรายงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ปิดบังและบิดเบือนความจริง แต่หากผู้รายงานจ าเหตุการณ์หรือ เรื่องราวไม่ได้หรือไม่ต้องการรายงานข้อมูลที่แท้จริงให้ทราบก็จะท าให้การตีความหมายของเรื่องราว ต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ผิดพลาดไม่ตรงตามข้อเท็จจริง 2.2.3.2 การสังเกต (Observation) หมายถึง การเฝ้าดูพฤติกรรมในสถานการณ์ที่ เป็นจริง อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว การสังเกตแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1) การสังเกตอย่างมีแบบแผน ( Formal Observation ) หมายถึง การ สังเกตที่มีการเตรียมการล่วงหน้า มีการวางแผน มีก าหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่ พฤติกรรมและ บุคคลที่จะสังเกต ไว้เรียบร้อยเมื่อถึงเวลาที่นักจิตวิทยาวางแผน ก็จะเริ่มท าการสังเกตพฤติกรรมตามที่ ก าหนดและผู้สังเกตพฤติกรรมจะจดพฤติกรรมทุกอย่างในช่วงเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา


15 2) การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน (Informal Observation) หมายถึงการ สังเกตโดยไม่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือวางแผนล่วงหน้า แต่สังเกตตามความสะดวกของผู้ สังเกตคือจะสังเกตช่วงเวลาใดก็ได้แล้วท าการจดบันทึกพฤติกรรมที่ตนเห็นอย่างตรงไปตรงมา การสังเกตช่วยให้ได้ข้อมูลละเอียดชัดเจนและตรงไปตรงมา เช่น การสังเกตอารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จะท าให้เห็นพฤติกรรมได้ชัดเจนกว่าการเก็บข้อมูลด้วย วิธีการอื่น ๆ แต่การสังเกตที่ดีมีคุณภาพมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ผู้สังเกตจะต้องมีใจเป็นกลาง ไม่อคติหรือล าเอียงอย่างหนึ่งอย่างใดและสังเกตได้ทั่วถึง ครอบคลุม สังเกตหลาย ๆสถานการณ์ หรือ หลายๆ พฤติกรรมและใช้เวลาในการสังเกตตลอดจนการจดบันทึกการสังเกตอย่างตรงไปตรงมาและ แยกการบันทึกพฤติกรรมจากการตีความไม่ปะปนกัน ก็จะท าให้การสังเกตได้ข้อมูลตรงตามความเป็น จริงและน ามาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย 2.2.3.3 การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี (Case Study) หมายถึง การศึกษ า รายละเอียดต่าง ๆ ที่ส าคัญของบุคคล แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวม ข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษา ต้องการทราบ ทั้งนี้เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข ปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปใน ทางสร้างสรรค์ที่ส าคัญของบุคคลแต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลมา วิเคราะห์พิจารณาตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้อง การ ทราบ ทั้งนี้ เพื่อจะได้หาทางช่วยเหลือแก้ไข ปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทาง สร้างสรรค์ 2.2.3.4 การสัมภาษณ์ (Interview) หมายถึง การสนทนากันระหว่างบุคคลตั้งแต่ สองคนขึ้นไปโดยมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งการสัมภาษณ์ก็มีหลายจุดมุ่งหมาย เช่น การสัมภาษณ์เพื่อ ความคุ้นเคย สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าท างานสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ตลอดจนสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนวและการให้ค าปรึกษา เป็นต้น แต่ทั้งการสัมภาษณ์ก็เพื่อให้ได้ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ การสัมภาษณ์ที่ดีจ าเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า วางแผน ก าหนดสถานที่ เวลาและ เตรียมหัวข้อหรือค าถามในการสัมภาษณ์ และนอกจากนั้นในขณะสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรจะใช้ เทคนิคอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ยิ่งจะได้ผลดี เช่น การสังเกต การฟัง การใช้ค าถาม การพูดการสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ก็จะช่วยให้การสัมภาษณ์ได้ด าเนินไปด้วยดี 2.2.3.5 การทดสอบ (Testing) หมายถึง การใช้เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะ ของพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งหรือหลาย ๆ พฤติกรรม โดยให้ผู้รับการทดสอบเป็นผู้ตอบสนองต่อ แบบทดสอบซึ่งอาจเป็นแบบทดสอบภาษาและแบบปฏิบัติการหรือลงมือท าทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูล


16 เกี่ยวกับบุคคลนั้นตามจุดมุ่งหมายที่ผู้ทดสอบวางไว้แบบทดสอบที่น ามาใช้ในการทดสอบหาข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบความสนใจ เป็นต้น การทดสอบก็มีสิ่งที่ควรค านึงถึงเพื่อผลของข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งแบบทดสอบที่น ามาใช้ควร เป็น แบบทดสอบที่เชื่อถือได้เป็นมาตรฐานตลอดจนการแปรผลได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น 2.2.3.6 การทดสอบ (Experiment) หมายถึง วิธีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบ มี ขั้นตอนและเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีล าดับขั้นตอนดังนี้ ตั้งปัญหา ตั้งสมมุติฐาน การรวบรวม ข้อมูล การทดสอบสมมุติฐาน การแปลความหมายและรายงานผล ตลอดจนการน าผลที่ได้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาหรือส่งเสริมต่อไป การทดลองจึงเป็นการจัดสภาพการณ์ขึ้นมาเพื่อดูผลการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มหรือสถานการณ์ คือ 1) กลุ่มทดลอง (Experiment Group) คือ กลุ่มที่ได้รับการจัดสภาพการณ์ ทดลองเพื่อศึกษาผลที่ปรากฏจากสภาพนั้นเช่นการสอนด้วยเทคนิคระดมพลังสมอง จะท าให้กลุ่มเกิด ความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ 2) กลุ่มควบคุม (Control Group) คือ กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสภาพการณ์ ใด ๆ ทุกอย่างถูกควบคุมให้คงภาพเดิม ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลองสิ่งที่ผู้ทดลองต้องการศึกษา เรียกว่า ตัวแปร ซึ่งมีตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable) 2.3 เจตคติ (Attitude) 2.3.1 ความหมายของเจตคติ เจตคติ หมายถึงอะไร ขัตติยา กรรณสูต (2516 : 2) ให้ความหมายไว้ คือ ความรู้สึก ที่คนเรามีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือหลายสิ่งในลักษณะที่เป็นอัตวิสัย (Subjective) อันเป็นพื้นฐานเบื้องต้น หรือการแสดงออกที่เรียกว่า พฤติกรรม สุชา จันทร์เอม และ สุรางค์ จันทร์เอม (2520 : 104) ให้ความหมายเจตคติ คือ ความรู้สึก หรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ความรู้สึก หรือท่าที จะเป็นไปในท านอง ที่พึงพอใจ หรือไม่พอใจ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ สงวนศรี วิรัชชัย (2527 : 61) ให้ความหมายเจตคติ คือสภาพความคิด ความเข้าใจ และความรู้สึกเชิงประเมินที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ (วัตถุ สถานการณ์ ความคิด ผู้คน ฯลฯ) ซึ่งท าให้บุคคลมี แนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งนั้น ในลักษณะเฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่ ชม ภูมิภาค (2516 : 64) ให้ความหมายเจตคติ คือวิถีทางที่บุคคลเกิดความรู้สึกต่อ บางสิ่งบางอย่าง ค าจ ากัดความเช่นนี้มิใช่ค าจ ากัดความเชิงวิชาการมากนักแต่หากเราจะพิจารณาโดย ละเอียดแล้วเราก็พอจะมองเห็นความหมายของมันลึกซึ้งชัดเจนพอดู เมื่อพูดว่าคือความรู้สึกต่อสิ่งนั้น


17 ก็หมายความว่าเจตคตินั้นมีวัตถุ วัตถุที่เจตคติจะมุ่งตรงต่อนั้นจะเป็นอะไรก็ได้อาจจะเป็นบุคคลสิ่งของ สถานการณ์ นโยบายหรืออื่น ๆ อาจจะเป็นได้ทั้งนามธรรมและรูปธรรม ดังนั้น วัตถุแห่งเจต คตินั้น อาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่คนรับรู้หรือคิดถึงความรู้สึกเช่นนี้อาจจะเป็นในด้านการจูงใจหรืออารมณ์ และ เช่นเดียวกันแรงจูงใจแบบอื่น ๆ คือ ดูได้จากพฤติกรรม ตัวอย่างเช่น เจตคติต่อศาสนาหากเป็น เจต คติที่ดีเราจะเกิดความเคารพในวัดเราจะเกิดความรู้สึกว่าศาสนาหรือวัดนั้นจะเป็นสิ่งจรรโลงความ สงบสุข เรายินดีบริจาคท าบุญร่วมกับวัดเราจะพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความพร้อมที่จะถูกกระตุ้น ด้วยวัตถุการกระท าต่าง ๆ ของคนนั้นมักถูกก าหนดด้วยเจตคติที่จะตัดสินใจว่าจะบริจาคเงินแก่วัดสัก เท่าใดนั้นย่อมมีปัจจัยต่าง ๆ เข้าเกี่ยวข้อง เช่น ชอบสมภาร รายได้ตนเองดีขึ้น เห็นความส าคัญของวัด เห็นว่าสิ่งที่จะต้องบูรณะมาก “เจตคติ” คือ สภาพความรู้สึกทางด้านจิตใจที่เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคล อันเป็นผลท าให้เกิดมีท่าทีหรือมีความคิดเห็นรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ เห็น หรือไม่เห็นด้วย เจตคติมี 2 ประเภท คือ เจตคติทั่วไป เจตคติเฉพาะอย่าง COLLINS (1970 : 68) ให้ความหมายเจตคติ คือ การที่บุคคลตัดสินในสิ่งต่าง ๆ ว่าดี - ไม่ดี เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ยอมรับได้-ยอมรับไม่ได้ ROKEACH (1970 : 10) ให้ความหมายเจตคติ คือ การผสมผสานหรือจัดระเบียบของความ เชื่อที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือ สถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด ผลรวมของความเชื่อนี้จะเป็นตัวก าหนด แนวทางของบุคคลในการที่จะมีปฏิกิริยาตอบสนองในลักษณะที่ชอบหรือไม่ชอบ BELKIN และ HKYDELL (1979 : 13) ให้ความหมายเจตคติ คือ แนวโน้มที่บุคคลจะ ตอบสนอง ในทางที่เป็นความพอใจ ไม่พอใจ ต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่าง ๆ อย่างสม่ าเสมอและ คงที่ ดังนั้นอาจสรุปความหมายของเจตคติ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใด ๆ ซึ่งแสดงออกมา เป็นพฤติกรรมในลักษณะชอบ ไม่ชอบ อาจเห็นด้วยไม่เห็นด้วย พอใจ ไม่พอใจ ต่อสิ่งใด ๆ ในลักษณะ เฉพาะตัวตามทิศทางของทัศนคติที่มีอยู่และท าให้จะเป็นตัวก าหนดแนวทางของบุคคลในการที่จะมี ปฏิกิริยาตอบสนอง 2.3.2 องค์ประกอบของเจตคติ องค์ประกอบของเจตคติที่ส าคัญ 3 ประการ คือ 1) การรู้ (COGNITION) ประกอบด้วยความเชื่อของบุคคลที่มีต่อเป้าหมาย เจตคติ เช่น ทัศนคติต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ สิ่งส าคัญขององค์ประกอบนี้ก็คือ จะประกอบด้วยความเชื่อที่ได้ ประเมินค่าแล้วว่าน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ ดีหรือไม่ดี และยังรวมไปถึงความเชื่อในใจว่าควรจะมี ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไรต่อเป้าหมายทัศนคติจึงจะเหมาะสมที่สุด ดังนั้นการรู้และแนวโน้มพฤติกรรม จึงมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด


18 2) ความรู้สึก (FEELING) หมายถึง อารมณ์ที่มีต่อเป้าหมายเจตคตินั้น เป้าหมายจะ ถูกมองด้วยอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบ ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ส่วนประกอบด้านอารมณ์ ความรู้สึกนี้เองที่ท า ให้บุคคลเกิดความดื้อดึงยึดมั่นซึ่งอาจกระตุ้นให้มีปฏิกิริยาตอบโต้ได้หากมีสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกมา กระทบ 3) แนวโน้มพฤติกรรม (ACTION TENDENCY) หมายถึง ความพร้อมที่จะมี พฤติกรรมที่สอดคล้องกับเจตคติ ถ้าบุคคลมีเจตคติที่ดีต่อเป้าหมาย เขาจะมีความพร้อมที่จะมี พฤติกรรมช่วยเหลือหรือสนับสนุนเป้าหมายนั้น ถ้าบุคคลมีเจตคติในทางลบต่อเป้าหมาย เขาก็จะมี ความพร้อมที่จะมีพฤติกรรมท าลาย หรือท าร้ายเป้าหมายนั้นเช่นกัน 2.3.3 การเกิดเจตคติ เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลไม่ใช่เป็นสิ่งมีติดตัวมาแต่ก าเนิด หากแต่ว่าจะ ชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดต้องภายหลัง เมื่อตนเองได้มีประสบการณ์ในสิ่งนั้น ๆ แล้ว ดังนั้น จึงพอสรุปได้ ว่า เจตคติเกิดขึ้นจากเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1) การรวบรวมความคิดอันเกิดจากประสบการณ์หลาย ๆ อย่าง 2) เกิดจากความรู้สึกที่รอยพิมพ์ใจ 3) เกิดจากการเห็นตามคนอื่น ๆ ชม ภูมิภาค (2516 : 66-67) ได้อธิบายเรื่องการเกิดเจตคติว่าเกิดจากการเรียนรู้และโดยมาก ก็เป็นการเรียนรู้ทางสังคม (social learning) ดังนั้นปัจจัยที่ท าให้เกิดเจตคติจึงมีหลายประการเช่น 1) ประสบการณ์เฉพาะ เมื่อคนเราได้รับประสบการณ์ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะมี ลักษณะในรูปแบบที่ผู้ได้รับรู้สึกว่าได้รางวัลหรือถูกลงโทษ ประสบการณ์ที่ผู้รู้สึกเกิดความพึงพอใจ ย่อมจะท าให้เกิดเจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เป็นที่พึงพอใจก็ย่อมจะเกิดเจตคติที่ ไม่ดี 2) การสอน การสอนนั้นอาจจะเป็นทั้งแบบที่เป็นแบบแผนหรือไม่เป็นแบบแผนก็ได้ ซึ่งเราได้รับจากคนอื่น องค์การที่ท าหน้าที่สอนเรามีมากมายอาทิ เช่น บ้าน วัด โรงเรียน สื่อมวลชน ต่าง ๆ เรามักจะได้รับเจตคติที่สังคมมีอยู่และน ามาขยายตามประสบการณ์ของเรา การสอนที่ไม่เป็น แบบแผนนั้นส่วนใหญ่เริ่มจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว พ่อแม่พี่น้องมักจะบอกเราว่าสิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนี้ไม่ดีหรือใครควรท าอะไรมีความส าคัญอย่างไร การสอนส่วนมากเป็นแบบยัดทะนานและมัก ได้ผลดีเสียด้วยในรูปแบบการปลูกฝังเจตคติ 3) ตัวอย่าง ( Model ) เจตคติบางอย่างเกิดขึ้นจากการเลียนแบบในสถานการณ์ ต่าง ๆ เราเห็นคนอื่นประพฤติเราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอื่นออกมาเป็นรูปของเจตคติถ้าเรา ยอมรับนับถือหรือเคารพคน ๆ นั้น เราก็มักยอมรับความคิดของเขาตามที่เราเข้าใจ เช่น เด็กชายแดง เห็นบิดาดูรายการกีฬาทางโทรทัศน์ประจ าเขาก็จะแปลความหมายว่า กีฬานั้นเป็นเรื่องน่าสนใจและ


19 จะต้องดูหรือถ้าเขาเห็นพ่อแม่ระมัดระวังต่อชุดรับแขกในบ้านมากกว่าของที่อยู่ในสนามหญ้าหลังบ้าน เขาก็จะเกิดความรู้สึกว่าของในบ้านต้องระวังรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งการเรียนรู้เช่นนี้พ่อไม่ไม่จ าเป็นต้อง พูดว่าอะไรเลยเด็กจะเฝ้าสังเกตการณ์ปฏิบัติของพ่อแม่ต่อบุคคลอื่นอย่างถี่ถ้วนจะเรียนรู้ว่าใครควรคบ ใครควรนับถือ ใครไม่ควรนับถือ 4) ปัจจัยที่เกี่ยวกับสถาบัน ปัจจัยทางสถาบันมีอยู่เป็นอันมากที่มีส่วนสร้างสนับสนุน เจตคติของเราตัวอย่างเช่น การปฏิบัติตนในวัด ในโบสถ์ การแต่งกายของคนในสถานการณ์ทางสังคม ต่าง ๆ เป็นสิ่งให้แนวเจตคติของคนเราเป็นอันมาก สภาวะที่มีผลต่อการก่อเกิดของเจตคตินั้นมีหลายอย่าง อาทิ เช่น ประการแรก ขึ้นอยู่กับการที่เราคิดว่าเราเป็นพวกเดียวกัน (identification) เด็กที่ ยอมรับว่าตนเองเป็นพวกเดียวกับพ่อแม่ย่อมจะรับเจตคติของพ่อแม่ง่ายขึ้น ว่าครูเป็นพวกเดียวกับตน เด็กย่อมจะรับความเชื่อถือหรือเจตคติของครูหรือที่โรงเรียนหากเด็กถือ ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับว่าเจตคตินั้นคนอื่น ๆ เป็นจ านวนมากเชื่ออย่างนั้นหรือคิด อย่างนั้น(uniformity) การที่เราจะมีเจตคติเข้ากลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้นอาจจะมี สาเหตุอื่นอีกเช่นโอกาสที่จะได้รับเจตคติแตกต่างไปนั้นไม่มีประการหนึ่งอีกประการหนึ่งหากไม่เห็น ด้วยกับส่วนใหญ่เราเกิดความรู้สึกว่าส่วนใหญ่ปฏิเสธเรา นอกจากนี้ประการที่สามการที่เรามีเจตคติ ตรงกับคนอื่นท าให้เราพูดติดต่อกับคนอื่นเข้าใจ เมื่อเราเจริญเติบโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่นั้นแน่ที่สุดที่เรา จะพบความแตกต่างของเจตคติมากมาย ในบ้านนั้นนับว่าเป็นแหล่งเกิดเจตคติตรงกันที่สุด แต่พอมี เพื่อนฝูงเราจะเห็นว่าเจตคติของเพื่อนฝูงและของพ่อแม่ของเขาแตกต่างกันบ้าง ในโรงเรียนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในระดับการศึกษาชั้นสูงเราจะพบความแตกต่างของเจตคติมากมาย ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเจต คติแรกๆที่เราได้รับนั้นค่อนข้างจะคงทนถาวร เจตคตินั้นจะสามารถน าไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ที่ คล้ายกัน เช่น คนที่มีพ่อดุดันเข้มงวดเขาจะเกิดความมุ่งร้ายต่อพ่อ อาจจะคิดว่าผู้บังคับบัญชานั้นดุดัน เข้มงวดและเกิดความรู้สึกมุ่งร้ายต่อผู้บังคับบัญชาก็ได้ หรือคนงานที่ไม่ชอบหัวหน้างานอาจจะน า ความไม่ชอบนั้นไปใช้ต่อบริษัทหรือเกลียดบริษัทไปด้วย 2.3.4 ลักษณะของเจตคติ ทิตยา สุวรรณชฎา (2520 : 602-603) กล่าวถึงลักษณะส าคัญของเจตคติ 4 ประการ คือ 2.3.4.1 เจตคติ เป็นสภาวะก่อนที่พฤติกรรมโต้ตอบ (PREDISPOSITION TO RESPOND) ต่อเหตุการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะหรือจะเรียกว่าสภาวะพร้อมที่จะมีพฤติกรรมจริง 2.3.4.2 เจตคติ จะมีความคงตัวอยู่ในช่วงระยะเวลา (PERSISTENCE OVERTIME) แต่มิได้หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง


20 2.3.4.3 เจตคติ เป็นตัวแปรหนึ่งน าไปสู่ความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรม ความรู้สึก นึกคิดไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกโดยวาจา หรือการแสดงความรู้สึก ตลอดจนการที่จะต้องเผชิญหรือ หลีกเลี่ยงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2.3.4.4 เจตคติ มีคุณสมบัติของแรงจูงใจ ในอันที่จะท าให้บุคคลประเมินผล หรือ เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งหมายความต่อไปถึงการก าหนดทิศทางของพฤติกรรมจริงด้วย เจตคตินับว่าเป็นส่วนประกอบที่ส าคัญในการท างานอย่างหนึ่ง นอกจากความพร้อม และการจูงใจ บุคคลที่มีเจตคติที่ดีต่อการท างานจะช่วยให้ท างานได้ผลทั้งนี้เพราะเจตคติเป็นต้นก าเนิด ของความคิดและการแสดงการกระท าออกมานั่นเอง กล่าวโดยสรุป เจตคติ เป็นลักษณะทางจิตของบุคคลที่เป็นแรงขับแรงจูงใจของบุคคล แสดง พฤติกรรมที่จะแสดงออกไปในทางต่อต้านหรือสนับสนุนต่อสิ่งนั้นหรือสถานการณ์นั้นถ้าทราบทัศนคติ ของบุคคลใดที่สามารถท านายพฤติกรรมของบุคคลนั้นได้ โดยปกติคนเรามักแสดงพฤติกรรมในทิศทาง ที่สอดคล้องกับทัศนคติที่มีอยู่ อย่างไรก็ดีเจตคติเมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะมีลักษณะที่ค่อนข้างถาวรและ คงทน ความรังเกียจที่เรียนรู้ในวัยเด็กอาจจะคงอยู่ต่อไปจนชั่วชีวิต เจตคติทาง การเมือง ศาสนาและ อื่น ๆ มักจะมีความคงทนเป็นอันมาก สาเหตุที่ท าให้เจตคติบางอย่างมีความ คงทนอาจมีสาเหตุ ดังต่อไปนี้ 1) เนื่องจากเจตคตินั้นเป็นแนวทางปรับตัวได้อย่างพอเพียงคือ ตราบใดที่ สถานการณ์นั้นยัง สามารถจะใช้เจตคติเช่นนั้นในการปรับตัวอยู่เจตคตินั้น ก็จะยังคงไม่เปลี่ยนแต่เนื่องจากไม่สามารถที่ จะใช้ได้เนื่องจากสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเจตคตินั้นก็มักจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น ใน สหรัฐอเมริกาคนส่วนใหญ่มักจะคัดค้านการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างรุนแรงแต่พอเกิดเศรษฐกิจ ตกต่ าอย่างรุนแรงก็อาจจะรับความช่วยเหลือของรัฐบาลมากขึ้น 2) เหตุที่เจตคติไม่เปลี่ยนแปลง่ายๆก็เพราะว่าผู้มีเจคตินั้นจะไม่ยอมรับรู้สิ่งยกเว้น ใด ๆ เหตุการณ์เช่นนี้เรียกว่า Selective perception เช่น คนที่เกลียดผิว เกิดความคิดว่าพวกยิวนี้เหนียว เอารัดเอาเปรียบต่อมามีผิวมาอยู่บ้านใกล้ ๆ ทั้ง ๆ ที่ผิวคนนั้นแสนจะดีเป็นกันเองให้ความ ช่วยเหลือ เราดีเจตคติของเรามีอยู่เดิมจะไม่ยอมรับรู้ความดีของผิวเช่นนั้น ดังนั้น เจตคติจึงไม่เปลี่ยน 3) สาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ ความภักดีต่อหมู่กลุ่มที่เราเป็นสมาชิกคนเราไม่อยากได้ ชื่อว่า ทรยศต่อพวก ตัวอย่างเช่น หญิงสาวถูกอบรมมาในครอบครัวซึ่งเคร่ง ไม่ยอมให้เล่นการพนัน สูบบุหรี่ เพราะการกระท าเช่นนั้นครอบครัวถือว่าเป็นการกระท ามิใช่วิสัยสตรีที่ดี ที่จะพึงกระท าต่อมา แม้ว่า จะมีโอกาสที่จะกระท าได้แต่ไม่ท าเพราะเห็นว่าขัดต่อเจตคติของพ่อแม่ที่เคยสั่งสอนไว้


21 4) ความต้องการป้องกันตนเอง บุคคลที่ไม่ยอมเปลี่ยนเจตคติที่เขามีอยู่เดิมนั้นอาจ เนื่องจากเหตุผลว่าหากเขาเปลี่ยนแปลงแล้วจะท าให้คนอื่นเห็นว่าเขาอ่อนแอ เช่น คนขายของเสนอ วิธีการขายใหญ่ให้หัวหน้า หัวหน้าเห็นว่าดีเหมือนกันแต่ไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ท าให้คนอื่น เห็นหัวหน้าไม่มีความสามารถ 5) การได้รับการสนับสนุนจากสังคมนั้นคือการที่เราเชื่ออย่างนั้นมีเจตคติอยู่อย่างนั้น เรายังได้รับการสนับสนุนกับคนที่มีความเชื่ออย่างเดียวกับเราอยู่ 2.3.5 หน้าที่และประโยชน์ของเจตคติ 2.3.5.1 เป็นประโยชน์โดยการเป็นเครื่องมือและเป็นประโยชน์ในการใช้เพื่อท าการ ต่าง ๆ 2.3.5.2 ท าประโยชน์โดยการใช้ป้องกันสภาวะจิตใจ หรือปกป้องสภาวะจิตของ บุคคล (EGODEFENSIVE FUNCTION) เพราะความคิด หรือความเชื่อบางอย่างสามารถท าให้ผู้เชื่อ หรือคิดสบายใจ ส่วนจะผิดจะถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 2.3.5.3 เจตคติท าหน้าที่แสดงค่านิยม ให้คนเห็นหรือรับรู้ ( VALUE EXPRESSIVE 2.3.5.4 มีประโยชน์หรือให้คุณประโยชน์ทางความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้คนและสิ่ง ต่าง ๆ 2.3.5.5 ช่วยให้บุคคลมีหลักการและกฎเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมหรือช่วยพัฒนา ค่านิยมให้กับบุคคล การที่บุคคลมีทัศนคติที่ดีต่อบุคคล สถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ บุคคลสามารถประเมินและตัดสินได้ว่าควรจะเลือกประพฤติอย่างไรจึงจะเหมาะสมและดีงาม ชม ภูมิภาค (2516 : 65) หน้าที่ของเจตคติ เจตคติท าหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้อยู่มาก เจตคติมี ส่วนก าหนดการมองเห็นของคน นอกจากนี้ยังท าหน้าที่อื่น ๆ อีก เช่น 1) เตรียมบุคคลเพื่อให้พร้อมต่อการปฏิบัติการ 2) ช่วยให้บุคคลได้คาดคะเนล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น 3) ท าให้บุคคลได้รับความส าเร็จตามหลักชัยที่วางไว้ 2.3.6 การเปลี่ยนแปลงเจตคติ สุชา จันเอม และสุรางค์จันเอม (2520 : 110-111) กล่าวว่า ทัศนคติของบุคคลสามารถ เปลี่ยนแปลงได้เนื่องมาจาก 1) การชักชวน (PERSUASION) ทัศนคติจะเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงใหม่ได้หลังจาก ที่ได้รับค าแนะน า บอกเล่า หรือได้รับความรู้เพิ่มพูนขึ้น


22 2) การเปลี่ยนแปลงกลุ่ม (GROUP CHANGE) ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของบุคคลได้ 3) การโฆษณาชวนเชื่อ (PROPAGANDA) เป็นการชักชวนให้บุคคลหันมาสนใจหรือ รับรู้โดยการสร้างสิ่งแปลกๆใหม่ ๆ ขึ้น สิ่งที่มีอิทธิพลต่อเจตคติ คือ 1) บิดา มารดา ของเด็ก 2) ระเบียบแบบแผน วัฒนธรรมของสังคม 3) การศึกษาเล่าเรียน 4) สิ่งแวดล้อมในสังคม 5) การพักผ่อนหย่อนใจที่แต่ละคนใช้ประจ าตัว 2.3.7 การแก้ไขเจตคติหรือวิธีสร้างเจตคติ เจตคติเป็นเรื่องที่แก้ไขได้อยากถ้าจ าเป็นจะต้องช่วยแก้ไขเปลี่ยนเจตคติของคนอาจใช้วิธี เหล่านั้น คือ 1) การค่อย ๆ ขึ้นลงให้เข้าใจ 2) หาสิ่งเร้าและสิ่งจูงใจอย่างเข้มข้นมายั่วยุ 3) คบหาสมาคมกับเพื่อนดีดี 4) ให้อ่านหนังสือดีมีประโยชน์ 5) ให้ลองท าจนเห็นชอบแล้วกลับตัวดีเอง ชม ภูมิภาค (2516 : 65) ได้อธิบายว่าเจตคติเปลี่ยนแปลงได้ ปัจจัยที่จะช่วยให้เจคติ เปลี่ยนแปลงได้มีหลายประการเช่น ความกดดันของกลุ่ม (Group pressure) หากกลุ่มจะสามารถให้รางวัลหรือลงโทษได้ย่อมจะ มีแรงกดดันมากในการที่จะกดดันทิศทางเจตคติของเราสิ่งยั่วยุที่เป็นรางวัลนั้น ได้แก่ ความเป็นผู้มีคน รู้จักมากการเลื่อนต าแหน่งการงาน สัญลักษณ์ของการยอมรับนับถือเป็นต้น ส่วนสิ่งยั่วยุที่เป็นการ ลงโทษก็เช่น การเสียเพื่อนฝูง เสียชื่อเสียง เสียต าแหน่ง เป็นต้น ยิ่งเรามีความผิดปกติไปจากกลุ่ม เท่าใดแรงบีบบังคับของหมู่มีมากเท่าใดหรือยิ่งหมู่กลุ่มนั้น ยิ่งเราต้องการเป็นสมาชิกของหมู่ใด แรงบีบ บังคับของหมู่ย่อมมีมากเท่านั้นหรือยิ่งหมู่กลุ่มต้องการเรามากเท่าใดกลุ่มก็ยิ่งต้องการให้เราปฏิบัติตาม มาตรฐานของกลุ่มเท่านั้น กลุ่มที่มีเกียรติศักดิ์หรือศักดิ์ศรีต่ าในหมู่อาจจะกระท าผิดแปลกไปได้บ้างแต่ ยิ่งมีต าแหน่งสูงหรือศักดิ์ศรีสูงแล้วกระท าผิดมาตรฐานเพียงนิดเดียวแรงกดดันของหมู่จะเกิดขึ้นทันที เพื่อให้ปฏิบัติอยู่ในแนว


23 นอกจากนี้แรงกดดันของกลุ่มจะมีมากก็คือ การที่ไม่มีมาตรฐานอื่นที่จะปฏิบัติหรือมีน้อยทาง ที่จะเลือกหรือเราไม่มีความรู้มากมายนักในเรื่องนั้น บุคคลมักจะเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเจตคติหาก กลุ่มของเขาที่ยึดอยู่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น กรรมกรแรก ๆ อาจไม่สนใจกันรวมเป็นสมาคมแต่ ต่อมาหากรู้ว่าคนอื่น ๆ ในกลุ่มรับฟังความคิดเห็นนั้น เขาก็อาจเปลี่ยนความคิดยิ่งกลุ่มมีความเป็น เอกภาพเท่าใดแรงกดดันของกลุ่มยิ่งมีผลเท่านั้นเรื่องอ านาจของความกดดันของกลุ่มอันมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะเป็นไปได้ 4 กรณี คือ 1) เราอาจปฏิเสธบรรทัดฐานของกลุ่มและยึดมั่นในเจตคติของเราและเราอาจจะก้าวร้าว ยิ่งขึ้นหากเราเชื่อว่ากลุ่มไม่มีผลบีบบังคับเรามากนักหรือเรามีความภักดีต่อกลุ่มอื่นมากกว่า 2) เราอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงต่อเจตคติของเราแต่เราปฏิบัติตามกลุ่มเพราะเหตุผลภายนอก อย่างอื่นโดยถือว่าเป็นส่วนตัวและเราไม่เห็นด้วยแต่ส่วนรวมท าเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม 3) เราอาจยอมรับบรรทัดฐานของกลุ่มเพียงผิวเผิน ภายในส่วนลึกของจิตใจเราไม่ ยอม เปลี่ยนแต่พอเราออกไปอยู่กลุ่มอื่นเราจะได้เห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น 4) เราอาจจะน าเอาบางส่วนของบรรทัดฐานของกลุ่มมาผนวกกับความเชื่อของเรา และ ปฏิเสธบางส่วน ประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ เราอาจเปลี่ยนแปลงเจตคติไปได้เมื่อได้รับ ประสบการณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เช่น นายแดงเข้าท างานบริษัทหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าจะมี ความก้าวหน้าแต่พบว่าหัวหน้าของเขาเป็นคนขี้อิจฉาเมื่อเขาเกิดเสนอความคิดเห็นดี ๆ เพื่อปฏิบัติ หัวหน้าอาจจะเห็นว่าการเสนอแนะของเขาเช่นนั้นท าให้ฐานะของเขาสั่นคลอนและนอกจากนั้นยัง ทราบดีว่าเพื่อนร่วมงานของเขาไปฟ้องแก่หัวหน้างานบ่อย ๆ เขาจึงอาจเปลี่ยนเจตคติไปอีกแบบหนึ่ง คือมองไม่เห็นความก้าวหน้าในการท างานกับบริษัทนี้ เช่นนี้เป็นต้น อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียง บุคคลที่มีชื่อเสียงในความหมายนี้อาจจะเป็นเพื่อนซึ่งเรา นับถือความคิดของเขาหรืออาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านความพิเศษต่าง ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดใน เรื่องนี้ก็คือ การโฆษณา ซึ่งมักจะใช้คนมีชื่อเสียงไปยุ่งเกี่ยว เช่น ดาราภาพยนตร์ชื่อดังคนนั้นใช้สบู่ ยี่ห้อนั้น ๆ เป็นต้น เจตคติเป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ และเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหรือแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ ไปในทิศทางหนึ่ง อาจเป็นไปในทางสนับสนุนหรือคัดค้านก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขบวนการการอบรมให้ การเรียนรู้ระเบียบวิธีของสังคม ซึ่งเจตคตินี้จะแสดงออกหรือปรากฏให้เห็นชัดในกรณีที่สิ่งเร้านั้นเป็น สิ่งเร้าทางสังคม


24 2.3.8 องค์ประกอบของเจตคติ องค์ประกอบของเจตคติมี 3 ประการ ได้แก่ 2.3.8.1 ด้านความคิด (Cognitive Component) หมายถึง การรับรู้และวินิจฉัย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับแสดงออกมาในแนวคิดที่ว่าอะไรถูกอะไรผิด 2.3.8.2 ด้านความรู้สึก (Affective Component) หมายถึง ลักษณะทางอารมณ์ ของบุคคล ที่สอดคล้องกับความคิด เช่น ถ้าบุคคลมีความคิดในทางที่ไม่ดีต่อสิ่งใด ก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ ดีต่อสิ่งนั้น ด้วย จึงแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจ 2.3.8.3 ด้านพฤติกรรม (Behavior Component) หมายถึง ความพร้อมที่จะ กระท าซึ่งเป็น ผลมาจากความคิดและความรู้สึกและจะออกมาในรูปของการยอมรับหรือปฏิเสธ การปฏิบัติหรือไม่ ปฏิบัติ 2.4 ทฤษฎี 2.4.1 ทฤษฎีแรงจูงใจ ( Motivation) แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะที่อินทรีย์ถูกกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมเพื่อไปยัง จุดมุ่งหมายดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นความปรารถนา ที่บุคคลมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายโดยการ เรียนรู้ของแต่ละคนนั่นเอง เมื่อบุคคลได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าต่าง ๆ และบุคคลจะเกิดความ ต้องการ (Needs) และถ้าความต้องการของบุคคลไม่ได้รับการตอบสนอง บุคคลจะเกิดความเครียด (stres) เมื่อบุคคลสะสมความเครียดไว้มาก ๆ บุคคลจะขาดความสุขในการด าเนินชีวิตการสะสม ความเครียด ความวิตกกังวลมาก ๆ จะท าให้บุคคลเกิดแรงขับ (drive) ที่จะกระท ากิจกรรมบางอย่าง หรือแสดงพฤติกรรมบางอย่างให้ลดความเครียดนั้นลงมากระบวนการที่เกิดขึ้นภายในนี้เอง ซึ่งจะท า การกระตุ้นให้บุคคลไปสู่การกระท าบางอย่างที่ไปสู่เป้าหมาย กระบวนการเช่นนี้เรียกว่า แรงจูงใจ (Motivation) องค์ประกอบในการเกิดแรงจูงใจ มี 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นความต้องการ (needs stage) ความต้องการเป็นสภาวะขาดสมดุลที่เกิดได้ เมื่อบุคคลขาดสิ่งที่จะท าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายท าหน้าที่ไปตามปกติ สิ่งที่อาจจะเป็นสิ่งที่ จ าเป็นต่อการด าเนินชีวิตจึงท าให้เกิดแรงขับและเกิดแรงกระตุ้น เช่น ความหิว เมื่อบุคคลหิวบุคคลก็ ต้องพยายามหาอาหาร คนที่ลดน้ าหนักโดยการใช้ยาลดความอ้วน ยาจะไปกดประสาทไม่ให้หิวแต่พอ หลังจากไม่ใช้ยาลดน้ าหนัก จะเห็นว่าคนที่ลดน้ าหนักโดยใช้ยาจะกินอาหารชดเชยมากขึ้นและอาจจะ กลับมาอ้วนใหม่อีกหรือเด็กเล็กที่ไม่กินนมตอนป่วย แต่พอให้ป่วยเด็กจะเริ่มกินนมมากขึ้นเพื่อชดเชย ตอนที่ป่วยความกระหายก็เป็นความต้องการอีกอย่างที่เมื่อเกิดแล้วบุคคลต้องหาวิธีการเพื่อให้หาย


25 กระหาย ความต้องการทางเพศและความต้องการการพักผ่อนก็จัดเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในการ ด ารงชีวิต และไม่มีใครในโลกนี้ที่พยายามฝืนเพื่อไม่ให้ตนเองหลับ มนุษย์ทุกคนต้องการการพักผ่อน ด้วยกันทั้งสิ้น 2) ขั้นแรงขับ (drive stage) หรือภาวะที่บุคคลถูกกระตุ้นให้เกิดแรงขับเมื่อบุคคล เกิดแรงขับแล้วบุคคลจะนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้บุคคลอาจจะรู้สึกไม่มีความสุข กระวนกระวายใจ ดังนั้น บุคคลจะคิดค้นหาวิธีการที่ท าให้ตนเองรู้สึกว่าได้รับการตอบสนองจากความหิว ความกระหา ความ ต้องการทั้งปวงที่เกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ตามที่บุคคลต้องการ เช่น เมื่อเราวิ่ง เหนื่อยๆ อากาศก็ร้อนจัด ท าให้เราเหนื่อยและคอแห้งอยากกินน้ า สิ่งที่เราต้องการบ าบัดความ กระหายในช่วงเวลานั้นคือน้ าบุคคลจะพยายามทุกวิธีทางที่จะหาน้ ามาดื่ม 3) ขั้นพฤติกรรม (behavior stag) เป็นขั้นที่เกิดแรงขับอย่างมากที่ท าให้บุคคลเดิน ไปหาน้ าดื่ม โดยการเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วเปิดขวดดื่มแล้วจึงเดินมาจ่ายสตางค์หรือถ้าทนต่อ ความกระหายน้ าได้ก็รีบเดินอย่างรวดเร็วไปจ่ายสตางค์แล้วยกน้ าดื่มรวดเดียวหมดขวดชื่นใจ ความ กระหายก็บรรเทาลง 4) ขั้นลดแรงขับ (drive reduction stage) เป็นขั้นสุดท้ายที่อินทรีย์ได้รับการ ตอบสนองคือ ได้ดื่มน้ าเป็นขั้นที่บุคคลเกิดความพึงพอใจ ความต้องการต่าง ๆ ก็จะลดลง 2.4.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบแบบการกระท าของสกินเนอร์ สกินเนอร์ (B.F. Skinner) เกิดในมลรัฐเพนซิลวาเนีย ในปี ค.ศ. 1904 มีบทบาท ส าคัญใน การน าบทเรียนส าเร็จรูปและเครื่องมือมาใช้ บางคนเรียกว่า ทฤษฎีเสริมแรง การเสริมแรงเป็นการ ช่วยตอบสนองสิ่งเร้าให้ปรากฏขึ้นอยู่เสมอจนท าให้เกิดความเคยชินสิ่งเร้าเดิมการตอบสนองเช่นเดิมก็ ตามมาคือ เกิดเป็นการเรียนรู้ การทดลองของสกินเนอร์ ได้ทดลองกับหนูขาว โดยมีขั้นการทดลอง ดังนี้ ขั้นที่ 1 ก่อนการเรียนรู้ ---> กดคาน(CR) ---> อาหาร (UCS) ---> กิน (UCR) ขั้นที่ 2 หลังการเรียนรู้ (S1) ---> (R1) ---> S2 ---> R2 คาน(CS) ---> กดคาน (CR) ---> อาหาร (UCS) ---> กิน (UCR)


26 การประยุกต์ใช้ในการสอน 1) การตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 2) การใช้ตัวเสริมแรง ได้แก่ ยิ้มแย้ม การชมเชยจากครู คะแนน 3) การใช้บทเรียนส าเร็จรูป 2.4.3 ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) สกินเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเชื่อว่าเราจะเข้าใจและสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้เงื่อนไขของการเสริมแรง (reinforcement contingency) เพียงใด และ บุคคลจะแสดงพฤติกรรมเช่นใดขึ้นอยู่กับว่าเขาได้รับผลเช่นไรในอดีต เช่น พนักงานที่ได้รับการเลื่อน ต าแหน่งเพราะไม่ขาด ไม่สาย ไม่ลาต่อไปพนักงานผู้นั้นก็จะมีพฤติกรรมที่ไม่ขาด ไม่ลา ไม่สายเสมอ ดังนั้นถ้าเรารู้เงื่อนไขของการเสริมแรงของบุคคลเหล่านี้ได้ก็สามารถจะจูงใจได้ ความเชื่อของสกินเนอร์สรุปได้ว่าผลกรรมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังนี้ A = Activator คือตัวกระตุ้นหรือสัญญาณที่มาก่อนพฤติกรรม B = Behavior คือพฤติกรรม C = Consequence คือผลกรรมสนองตอบต่อพฤติกรรมที่ท าไป ถ้าเป็นผลกรรมที่ พึงประสงค์ก็เรียกว่า C+ หากไม่พึงประสงค์ก็เรียกว่า C2.4.3.4 การเสริมแรง เป็นสภาวะการณ์ที่มีการให้ตัวเสริมแรงในการกระท าพฤติกรรมของ อินทรีย์โดยการ เสริมแรงจะแบ่งออกตามลักษณะของการวางเงื่อนไขได้เป็น 2 ประเภท คือ 2.4.4.1 การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เป็นการให้สิ่งที่จะช่วย เพิ่มแนวโน้มของการตอบสนอง และมักจะเป็นการให้สิ่งดี ๆ เช่น ของขวัญ เงิน อาหาร เป็นต้น การเสริมแรงทางบวก คือ สิ่งเร้าที่ท าให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ และส่งผลต่อพฤติกรรมที่ จะด ารงอยู่กล่าวคือเกิดการตอบสนองที่จะมีพฤติกรรมนั้น ๆ บ่อยขึ้น ซึ่งหลักการเสริมแรงทางบวกมี ดังนี้ - ให้แรงเสริมทันทีที่พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิด - ตัวเสริมแรงที่ให้ต้องมีขนาดและมีปริมาณมากพอ - ถ้าเป็นแรงเสริมทางสังคมผู้ให้ต้องแสดงออกอย่างจริงใจ - ต้องใช้การเสริมแรงไปตามขั้นตอนเริ่มต้นจากพฤติกรรมย่อยที่เป็นพื้นฐานก่อน 2.4.4.2 การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เป็นการน าสิ่งที่ไม่พอใจ ไม่ชอบออกไปหรือเป็นการปรับสภาวะจากลบ (Negative) ไปเป็นกลาง ( Neutral ) แล้วเพิ่มแนวโน้ม ของการตอบสนองที่ต้องการ เช่น น าความร้อนออกไปโดยการติดเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อน ท าให้


27 พนักงานพอใจกับสภาพแวดล้อมการท างานมากขึ้น เป็นต้น (Carver and Scheier, 1996 : 341) การเสริมแรงทางลบ คือ สิ่งเร้าหรือสถานการณ์ที่บุคคลไม่พึงพอใจ ซึ่งบุคคลอาจหลบเลี่ยง หรือลีกหนีได้ด้วยการท าพฤติกรรมบางอย่าง บุคคลจะกระท าพฤติกรรมนั้นมากขึ้น ถ้าเขาเชื่อว่าจะ ช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาได้ หลักของการเสริมแรงทางลบก็คือ การให้สิ่งเร้าที่ไม่พึง พอใจตลอดเวลาเพื่อจะได้แสดงพฤติกรรมหลีกหนีจากสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจนั้น ในการบริหารงานที่ต้อง อาศัยบุคลากรในการช่วยขับเคลื่อนองค์การให้มุ่งไปสู่เป้าหมายนั้นพฤติกรรมเป็นเรื่องส าคัญอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าถึงแม้บุคลากรจะมีทัศนติที่ดีต่อองค์การมากเพียงใด แต่ถ้าไม่ได้แสดงพฤติกรรมออก มาแล้ว การท างานจะลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรซึ่งเราอาจเคยได้ยินค าพูดที่กล่าวกันเล่น ๆ ว่า “รักนะแต่ไม่แสดงออก” ดังนั้นสิ่งส าคัญยิ่งในการบริหารคนคือให้การท าให้บุคลากรรักองค์การ และแสดงออกมาในการท างานอย่างชัดเจน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วรัฐา นพพรเจริญกุล สุจิตรา อดุลย์เกษม ศึกษาเรื่องผลของการใช้แรงเสริมทางบวกที่ส่งผล ต่อการเพิ่มพฤติกรรมความรับผิดชอบการส่งงานของนักศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แรงเสริมทางบวกที่มีผลต่อการเพิ่ม พฤติกรรมความ รับผิดชอบการส่งงานของนักศึกษา และเพื่อศึกษาผลของการใช้แรงเสริมทางบวกที่มี ต่อความคงทนของการเพิ่มพฤติกรรมความรับผิดชอบการส่งงานของนักศึกษา โดยใช้การวิจัยแบบ วิจัยเชิงทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียว วัดสองครั้ง กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ลงทะเบียน เรียนรายวิชา 517312 ระบบปฏิบัติการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จ านวน 47 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย เครื่องมือในการทดลอง คือ แผนการ ด าเนินการปรับพฤติกรรมความ รับผิดชอบในการส่งงานโดยใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวกด้วยคะแนน และเครื่องมือในการเก็บ ข้อมูล คือ แบบบันทึกพฤติกรรมการส่งงาน และแบบบันทึกคะแนนงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวัด แนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง วิธีค่าเฉลี่ย (Mean) และการค านวณค่าร้อยละ (Percentage) ผลการวิจัย พบว่า แรงเสริมทางบวกด้วยคะแนนมีประสิทธิภาพในการเพิ่มพฤติกรรมความรับผิดชอบในการส่ง งานของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง และมีความคงทนในการเพิ่มพฤติกรรมความรับผิดชอบในการส่งงาน โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมความรับผิดชอบการส่งงานในระยะเส้นฐานร้อยละ 74.20 ระยะ ด าเนินการทดลองให้แรงเสริมทางบวก ด้วยคะแนนร้อยละ 92.70 และระยะติดตามผลร้อยละ 102.70


28 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย การใช้การเสริมแรงทางบวก การปรับลดพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบ ในการส่งงานวิชานาฏศิลป์


บทที่3 วิธีการด าเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับพฤติกรรมนักเรียน ให้ผู้มีวินัยและมีความ รับผิดชอบต่อหน้าที่และการเรียนที่ดีขึ้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 - มีนาคม 2567 3.1.1 วางแผนและออกแบบการด าเนินการ 3.1.2 คัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษา (คัดเลือกจากบันทึกการไม่ส่งงาน) เพื่อน า ข้อมูลมาศึกษาและท าการวิจัย 3.1.3 ระยะเส้นฐานพฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบในการท างาน โดยให้ภาระ งาน หรือชิ้นงานนักเรียนตามปกติ ผู้ด าเนินการท าการสังเกตพฤติกรรม และบันทึกพฤติกรรมโดยใช้ เวลา 8 สัปดาห์ 3.1.4 ระยะที่ใช้การเสริมแรงทางบวก คือการให้คะแนนบวก และการกล่าวค ายก ย่องชมเชย ในการปรับพฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบในการส่งงานใช้เวลา 8 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้น ให้นักเรียนลดพฤติกรรมการขาดความรับผิดชอบ 3.1.5 ระยะตรวจสอบความคงทนของพฤติกรรมที่ได้ปรับแล้ว โดยมอบหมายภาระ งานหรือชิ้นงานตามปกติสังเกตว่าที่พฤติกรรมปรับลดการขาดความรับผิดชอบนั้นมีความคงทน อย่างไร ระยะนี้ใช้เวลา 4 สัปดาห์ 3.1.6 บันทึกผลที่ได้ และน าข้อมูลมาสรุปผล แล้วน าไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับ พฤติกรรมของนักเรียน


30 3.1.7 สรุปผลและเขียนรายงาน 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ประชากร ประชากรของการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน เทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 133 คน 3.3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่เรียน วิชา นาฏศิลป์ รหัส (ศ23201) โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีในภาคเรียนที่ 1 จ านวน 29 คน 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 3.3.1 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน 3.3.2 ใบงาน / ชิ้นงาน / ภาระงานการปฏิบัติงานเดี่ยว 3.3.3 แบบบันทึกคะแนนการปฏิบัติงานของนักเรียน 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ใช้การสังเกตและน าเครื่องมือที่สร้างขึ้นให้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานีจ านวน 29 คน ได้ตอบ แบบสอบถามและเก็บข้อมูลด้วยตนเอง 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการเปรียบเทียบการส่งงาน วิชา นาฏศิลป์ ของนักเรียนก่อนและ หลังด าเนินการการเสริมแรงทางบวก การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการบรรยายเนื้อหาเชิงสรุป แล้ว น าเสนอในภาพรวม


31 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551), พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2). กรุงเทพมหานคร : กระทรวงศึกษาธิการ กฤษณา, จิตวิทยาการศึกษา. (2530). กรุงเทพมหานคร : บ ารุงสาสน์ คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2540). ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด ต้นแบบการเรียนรู้ทางด้านหลักทฤษฎี และแนวปฏิบัติ, กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2542). กลุ่มพลังการเรียนแบบร่วมมือ, กรุงเทพมหานคร ส านักงาน. คุรุสภา ลาดพร้าว จิราภา เต็งไตรรัตน์. (2543), จิตวิทยาทั่วไป, ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จีราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ, 2533. จิตวิทยาทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 364 หน้า จุมพล หนิมพานิช และคณะ. (2542), จิตวิทยาทั่วไป, กรุงเทพมหานคร ชม ภูมิภาค. (2559). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามค าแหง ชัยอนันต์ สมุทวนิช. (2541). ทางสายกลางในการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : : วชิราวุธวิทยาลัย ชาตรี ส าราญ. (2544). วิจัยในชั้นเรียนส าหรับผู้เริ่มต้น, กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ไทยวัฒนาพานิช. (2556), ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไข แบบการกระท าของสกินเนอร์ [online]. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2566. กรุงเทพมหานคร ถาวร เกษณา. (2547). ความคาดหวังที่มีต่อพฤติกรรมการบริหารในการสนับสนุนการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญของครูผู้สอนในจังหวัดล าปาง, วิทยานิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต. ล าปาง : สถาบันราชภัฏล าปาง บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2544). การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ : แนวคิดและ วิธีการ. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์ จ ากัด


Click to View FlipBook Version