การวิเคราะห์แนวโน้ม Trend Line
การวิเคราะห์แนวโน้มสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1.แนวโน้มขึ้น (UPTREND)
2.แนวโน้มลง (DOWNTREND)
3.แนวโน้มที่เคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (SIDEWAYS TREND)
SIDEWAYS TREND
แนวโน้มขึ้น (UPTREND)
มีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะสูงกว่า
ยอดเก่า และราคาต่ำสุดของหุ้นที่ลดลงในครั้งใหม่จะสูงกว่า
ครั้งก่อน โดยเส้นแนวโน้มขึ้น (UPTREND LINE) จะเป็นเส้น
ตรงที่ลากผ่านจุดต่ำอย่างน้อยสองจุดในแนวขึ้น โดยไม่ควรมี
จุดฐานที่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มขึ้นดังกล่าว ต่อมาหากราคาหุ้นตก
ทะลุผ่านเส้นแนวโน้มนี้ เป็นการบอกถึงแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยน
เป็นลง
- ราคาจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่เรื่อยๆ
- มีการย่อลงบ้าง แต่จะกลับขึ้นไปอีก และไม่ทำ Low ใหม่ที่ต่ำ
กว่าเดิม )
- ระยะการขึ้นมากกว่าลง
ตัวอย่างจากกราฟจริง
แนวโน้มลง (DOWNTREND)
มีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะต่ำกว่ายอด
เก่า และจุดต่ำสุดของการลดลงครั้งใหม่จะต่ำกว่าครั้งก่อน โดยเส้น
แนวโน้มลง (DOWNTREND LINE) จะเป็นเส้นตรงที่ลากผ่านจุด
สูงสุดอย่างน้อยสองจุดในแนวลง โดยไม่ควรมีจุดยอดที่สูงกว่า
เส้นแนวโน้มลงดังกล่าวต่อมา หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้มนี้ขึ้น
ไป เป็นการบอกถึงแนวโน้มอาจจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
- ราคาจะลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่เรื่อยๆ
- มีการดีดตัวขึ้นบ้าง แต่จะกลับลงไปอีก และไม่สามารถทำ High
ใหม่ที่สูงกว่าเดิม
- ระยะการลงมากกว่าขึ้น
ตัวอย่างจากกราฟจริง
แนวโน้มที่เคลื่ อนตัวไปทางด้านข้าง
(SIDEWAYS TREND)
ระดับราคาจะวิ่งอยู่ภายในช่วงแนวรับและแนวต้านในแนว
นอน โดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นและไปพบกับเส้นต้าน ราคาจะ
ดีดตัวลง ในทางตรงกันข้ามเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปจนพบกับ
แนวรับ ก็จะดีดตัวขึ้น โดยเคลื่อนตัวสลับขึ้นลงไปมาใน
ลักษณะแนวระนาบ
- เคลื่อนที่ออกด้านข้างไปเรื่อยๆ
- ระยะการขึ้นลงใกล้เคียงกัน
SIDEWAYS TREND
ตัวอย่างจากกราฟจริง
SIDEWAYS TREND
แTบrบeฝึnกdหัLดine
แบบฝึกหัด
ชื่อ
ชื่อ
ชื่อ
บทที่ 4
กฏ
กราฟ
การวิเคราะห์
เทคนิค
กฎที่มือใหม่หัดวิเคราะห์เทคนิคต้องรู้
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุ้นในอดีต
เพื่อนำมาคาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคต โดย
มีความเชื่อว่า “ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ” ตามอารมณ์ของ
มนุษย์ที่มีทั้งความโลภ ความกลัว และความหวัง ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยาที่
จะสะท้อนไปยังราคาและปริมาณซื้อขายหุ้น
หากเราเข้าใจหลักการและสามารถเลือกใช้ “เครื่องมือทางเทคนิค” ได้
อย่างเหมาะสม แม่นยำ จะสามารถเอาตัวรอดจากความผันผวนในตลาด
และมีโอกาสทำกำไรได้
1.หัวใจของเทคนิคอล คือ การวิเคราะห์ "พฤติกรรม"
การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ การศึกษาพฤติกรรมของคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาด
ณ ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร และศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ซึ่งการ
เข้าใจพฤติกรรมดังกล่าว นักลงทุนต้องอาศัยการเฝ้าสังเกตและติดตามการ
เคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาที่นานพอ เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวมี
ปัจจัยพื้นฐานและความน่าสนใจที่แตกต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบการเล่นและเครื่อง
มือที่ใช้ก็อาจจะแตกต่างกันด้วย
2.รู้จักวัฎจักรของราคา
การใช้เครื่องมือทางเทคนิคให้ได้ผล จำเป็นต้องซื้อขายหุ้นให้ ถูกที่ ถูกเวลา
สามารถประเมินโอกาสที่จะเกิดจุดเปลี่ยนแนวโน้มในอนาคตได้อย่างสอดคล้องกับ
ธรรมชาติและวัฏจักรของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา
3.ลงทุนตามแนวโน้ม
ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นนั้น ราคาจะมีโอกาสสูงขึ้นได้ง่ายกว่า ขณะที่ช่วงขาลง
ราคาจะมีโอกาสลงต่อสูงกว่า การกำหนดกลยุทธ์การลงทุนให้ถูกต้องตามแนวโน้ม
ของวัฎจักรราคา จึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ เพราะการลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับ
แนวโน้มนั้น มักจะทำให้เกิดผลขาดทุนได้ง่าย
4.ความสำคัญของปริมาณซื้อขาย
ปริมาณซื้อขายหุ้น (มักเรียกกันสั้นๆ ว่า “Volume”) คือ ปริมาณเม็ดเงินที่
เกิดขึ้นจากการซื้อขายจริงในช่วงเวลานั้น จึงสามารถบ่งบอกถึงน้ำหนักนัยสำคัญ
ของทิศทางราคาได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการยืนยันแนวโน้มว่ายัง
แข็งแรงดีอยู่หรือไม่ เพื่อให้ตัดสินใจซื้อขายได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
5. ใช้แนวรับแนวต้านเพื่อตัดสินใจ
“แนวรับ” คือ ระดับราคาที่เม็ดเงินกลุ่มใหญ่ในตลาด เห็นว่าเป็นราคาที่ถูก และ
เข้าซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสามารถเด้งกลับขึ้นมาได้ค่อนข้างง่าย ขณะที่
“แนวต้าน” คือ ระดับราคาที่ตลาดเห็นว่าแพงเกินไป และพากันแย่งขาย ทำให้
ราคาจะเคลื่อนผ่านจุดนี้ขึ้นไปต่อค่อนข้างลำบาก หากราคาสามารถวิ่งทะลุผ่าน
แนวรับแนวต้านเหล่านี้ได้ ราคาก็มักจะไปต่อในทิศทางนั้นอย่างมีนัยสำคัญ แนว
รับและแนวต้านจึงเป็นจุดสำคัญสำหรับตัดสินใจซื้อขายหุ้นหลังจากทำการ
วิเคราะห์ในส่วนอื่นๆ มาแล้ว
6. รู้จักรูปทรงของกราฟชนิดต่างๆ
รูปทรงของกราฟ (Chart Pattern) คือ รูปแบบพฤติกรรมราคาที่มักเกิด
ขึ้นบ่อยๆ โดยปกติจะมีลักษณะคล้ายกับการนำเส้นแนวรับ แนวต้าน และแนวโน้ม
มาผสมผสานกัน การทำความเข้าใจกับ Pattern แบบต่างๆ จะช่วยให้ประเมินหา
จุดกลับตัวของแนวโน้มได้อย่างละเอียดและชัดเจนยิ่งขึ้น
7. วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายกรอบเวลา
การวิเคราะห์ข้อมูลจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน (Time Frame) จะทำให้
สามารถมองเห็นและแยกแยะถึงแนวโน้มของราคาในระยะต่างๆ ทั้งระยะสั้น ระยะ
กลาง และระยะยาวได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องเข้าใจ เพื่อป้องกันการ
เข้าซื้อขายหุ้นที่ผิดจังหวะ
8. รู้ข้อจำกัดของเครื่องมือก่อนนำไปใช้งาน
เครื่องมือต่างๆ มักมีข้อจำกัดในตัวมันเอง เช่น เครื่องมือประเภทตัวชี้วัด
(Indicator) นั้น มีทั้งแบบที่เหมาะกับช่วงตลาดที่มีแนวโน้ม (Trend
Following) และแบบที่เหมาะกับช่วงที่ตลาดยังมีแนวโน้มไม่ชัดเจน แต่มีการ
เคลื่อนไหวในระดับที่มากพอ (Oscillator)
นอกจากนั้น เครื่องมือเหล่านี้ยังจำเป็นต้องนำไปใช้ประกอบกับเครื่องมืออื่นๆ
เช่น แนวรับ แนวต้าน รูปทรงกราฟ และปริมาณการซื้อขายด้วย การใช้เครื่องมือ
อย่างผิดวิธี นับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักจะพลาดกันอยู่บ่อยๆ จึงควรระวังให้ดี เพื่อ
ป้องกันไม่ให้เกิดการใช้งานเครื่องมือผิดประเภทจนส่งผลเสียต่อการลงทุนได้
9. เลือกใช้เครื่องมือเฉพาะเท่าที่จำเป็น
เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางเทคนิคทุกชนิด ต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในตัว
ของมันเอง นอกจากจะเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกประเภทแล้ว ยังไม่ควรใช้เครื่องมือ
เยอะเกินไป เพราะจะทำให้เกิดสัญญาณซื้อขายที่ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันเอง จนไม่
สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมได้
10. มีแผนการที่ชัดเจนอยู่เสมอ
ไม่มีเครื่องมือใด สามารถบอกอนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% ดังนั้น ก่อนซื้อ
หุ้นทุกครั้ง เราจึงควรกำหนด “ราคาตัดขาดทุนที่ยอมรับได้” (จุด Cut Loss)
เอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรับมือกรณีที่ราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้และป้องกัน
การขาดทุนหนัก รวมถึง “ราคาสำหรับขายทำกำไร” (จุด Take Profit) เพื่อ
ป้องกันไม่ให้ขายช้าเกินไป จนกำไรที่มีอยู่กลับกลายเป็นขาดทุน
กฎทั้ง 10 ข้อนี้ จะช่วยให้มือใหม่ทางเทคนิค สามารถเริ่มต้นได้อย่างถูกทิศทาง
และใช้งานเครื่องมือทางเทคนิคทั้งหลายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่
หนทางแห่งความสำเร็จในการลงทุนในที่สุด
E-Book ดีมีคุณภาพจาก
LP TRADER
พื้นฐาน Forex กราฟเทคนิค
พื้นเล่ม 1 พื้นเล่ม 2
แถมฟรี !!!
คอร์สออนไลน์ทุกเล่ม
สัมนาเจาะลึกทุกวันเสาร์