The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunnisa sy, 2023-02-08 03:35:00

คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม

คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม

Keywords: คุณธรรม,จริยธรรม,ค่านิยม

คุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยม


คำ นำ E-BOOK เล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชวิาการจัดประสบการณ์การเรียรีนรู้เพื่อ พัฒนาค่านิยม และคุณธรรมจริยริธรรมสำ หรับผู้เรียรีนในระดับประถมศึกษา ชั้นปี 2 เพื่อให้ได้ ศึกษาหาความรู้ในเรื่อรื่งคุณธรรม จริยริธรรม และค่านิยมและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็น ประโยชน์กับการเรียรีน ผู้จัดทำ หวังวัว่าว่ E-BOOK เล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือรืนักเรียรีน นักศึกษา ที่ กำ ลังหาข้อมูลเรื่อรื่งนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือรืข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ


ส า ร บั ญ ชื่ อ เ รื่ อ รื่ ง ห น้ า คำ นำ ส า ร บั ญ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง คำ ว่ า ว่ คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ริ ธ ร ร ม แ ล ะ ค่ า นิ ย ม 1 ที่ ม า ข อ ง จ ริ ย ริ ธ ร ร ม 2 วิ วั วิ วัฒ น า ก า ร จ ริ ย ริ ธ ร ร ม 3 ห ลั ก สู ต ร ที่ เ น้ น จ ริ ย ริ ธ ร ร ม ใ น ศ า ส น า ต่ า ง ๆ 4 ศ า ส น า พุ ท ธ 5 ศ า ส น า ค ริ ส ริ ต์ 6 ศ า ส น า อิ ส ล า ม 7 จ ริ ย ริ ธ ร ร ม ข อ ง บุ ค ค ล ต่ า ง ๆ 9 โ ค ล เ บิ ร์ ก 1 0 จ อ ห์ น ดิ ว อี้ 1 3 อ ริ ส ริ โ ต เ ติ ล 1 4 ต้ น ไ ม้ จ ริ ย ริ ธ ร ร ม 1 5 ค่ า นิ ย ม คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ริ ธ ร ร ม ใ น ศ ต ว ร ร ษ ที่ 2 1 1 6


ความหมายคุณคุธรรม จริยริธรรม และค่านิยม เนื่องจากมีความสงสัยเป็นการส่วนตัวและเชื่อว่าว่หลายคนก็คงสังสัยในการใช้คำ และความหมายของ คำ ว่าว่คุณธรรม (Virtue) จริยริธรรม (Ethics) และค่านิยม (value) ซึ่งคำ ทั้งสามคำ นี้มีความสำ คัญ มาก และมีการใช้กันทั่วไปและแพร่หลายในชีวิตวิประจำ วันวัการใช้ให้ถูกต้องและเข้าใจความหมายของคำ ทั้งสามจริงริเป็นสิ่งจำ เป็น เฉพาะวงการศึกษาด้วยแล้ว ก่อนอื่นเรามาพิจารณาคำ ว่าว่ "คุณธรรม" "Virtue" คุณธรรม ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 หมายถึง สภาพคุณ งามความดี Virtue ตามความหมายของ Wikipedia หมายถึง คุณลักษณะในทางที่ดี (Virtue is moral excellence. A virtue is a positive trait) สรุปจากความหมายที่นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ไว้ คุณธรรม หมายถึง คุณงามความดีที่สั่งสมใน จิตใจมนุษย์โดยผ่านการเรียรีนรู้หรือรืประสบการณ์ต่างๆ หรือรืความดีงามที่อยู่ในจิตใจ หรือรืจิตวิญวิญาณ ของปัจเจกบุคคล หรือรืหลักธรรมที่รู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดีซึ่งฝังรากอยู่ในจิตใจ ความหมายของ "จริยริธรรม" "Ethics" จริยริธรรม มีรากศัพย์มาจากภาษาบาลี_สันสกฤต คือ จริยริ =ความประพฤติ การปฏิบัติ หรือรืกริยริาที่ ควรประพฤติ ธรรม =คุณงามความดี บุญกุศล กฏ ข้อบังคับ หลักคำ สอนทางศาสนา เป็นต้น จริยริธรรม ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2546 หมายถึง ธรรมที่เป็น ข้อประพฤติ ปฏิบัติ หรือรืศีลธรรม หรือรืกฏศีลธรรม Ethics ตามความหมายของ Cambridge การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ดีและไม่ดี (the study of what is morally right and what is not) จริยริธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติที่สังคมมุ่งหวังวัเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ของสังคม หรือรืประพฤติตามค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยเน้นที่การประพฤติชอบ ถ้านิยามสั้นๆ คือ "หลักของการ ประพฤติ" หรือรื "แนวทางของการประพฤติ" (ดวงเด่น นุเรนรัมย์) ซึ่งต่างจากศีลธรรมตรงที่ ศีลธรรม คือ สิ่งที่กำ ลังประพฤติอยู่ หรือรืประพฤติแล้ว โดย จริยริธรรม หรือรื Ethics จะอยู่ในรูปของปรัชญาเป็น ความหมายที่กว้าว้งกว่าว่ศีลธรรม ส่วน "ค่านิยม" "Value" เป็นความคิดหรือรืสิ่งที่ยอมรับว่าว่ดีมีคุณค่าหรือรืเป็นการยอมรับนับถือและ พร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คนหรือรืกลุ่มคนในสังคม ส่วน Phenix (1992) ให้นิยามว่าว่ “ค่านิยมคือ ความชอบ ความสามารถจำ แนกให้ความเห็นความแตกต่างของความชอบกับกับความไม่ชอบได้โดยการ ประเมินผล” จึงสรุปได้ว่าว่ค่านิยม เป็นสิ่งกำ หนดคุณค่าการกระทำ ของมนุยษ์ เช่น ค่านิยมการแต่งตัวของคน อีสาน ค่านิยมการไว้ทว้รงผมของเด็กวัยวัรุ่น เป็นต้น ซึ่งอาจจะดีหรือรืไม่ดีก็ได้ ถ้าค่านิยม ที่ดี เช่น การประหยัด การเสียสละ อดทน เป็นต้น ค่านิยมเหล่านี้ฝักรากลึกในจิตใจจะเรียรีกว่าว่ คุณธรรม และถ้าประพฤติออกมาด้วย จะเรียรีกว่าว่จริยริธรรม ดังนั้นความต่างระหว่าว่ง คุณธรรม กับ จริยริธรรม คือคุณธรรม เป็นคุณสมบัติภายในใจใดๆ ส่วน จริยริธรรม เป็น ส่ิงที่ควรประพฤติ 1


ที่มาของจริยริธรรม ที่มาของจริยริธรรม มีด้วยกันหลายทาง อันเป็นบ่อเกิดของจริยริธรรม ดังนี้ 1. ปรัชญา วิชวิาปรัชญาเป็นผลที่เกิดจากการใช้สติปัญญาของผู้ที่เป็นนักปราชญ์หรือรืนักปรัชญา จนเกิด เป็นหลักแห่งความรู้และความจริงริที่พิสูจน์ได้สาระโดยทั่วไปของปรัชญามักจะกล่าวถึงลักษณะของชีวิตวิและ ธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ที่พึงปรารถนา หลักการและเหตุผลของปรัชญามักเป็นเรื่อรื่งเกี่ยวกับความดี ความ ถูกต้อง ความเหมาะสม ซึ่งสามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการดำ เนินชีวิตวิได้ 2. ศาสนา เป็นคำ สอนที่เป็นหลักประพฤติปฏิบัติหรือรืแนวทางในการดำ เนินชีวิตวิของบุคคล ตามแต่ ศาสนาของเจ้าลัทธิหรือรืศาสนาจะเป็นผู้กำ หนดหรือรืวางแนวทาง คำ สอนของแต่ละศาสนาถึงแม้จะแตกต่างกัน ตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒวันธรรม แต่ทุกศาสนาก็มีหลักคำ สอนและวิถีวิถีทางที่คล้ายคลึงกัน คือมุ่ง เน้นที่จะให้เกิดความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคมและเกิดสันติสุขแก่ชาวโลก ดังนั้นศาสนาจึงเป็นตัว กำ หนดศีลธรรม จรรยา เพื่อให้คนในสังคมได้นำ ไปประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผล และบรรลุจุดมุ่งหมาย 3. วรรณคดี วรรณคดีของทุกชาติทุกภาษาย่อมมีแนวคิด และคำ สอนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชาติที่มี ความเจริญริทางวัฒวันธรรม ย่อมมีแนวคิดและคำ สอนที่เป็นแนวทางสำ หรับประพฤติปฏิบัติโดยถูกเก็บรักษา และเผยแพร่ในรูปของวรรณคดีฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าว่วรรณคดีนับเป็นแหล่งกำ เนิดหรือรืรวบรวมแนวคิดทาง จริยริธรรมได้อีกทางหนึ่ง แนวคิดหรือรืคำ สอนในวรรณคดีไทยที่นำ มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เป็นอย่างดียก ตัวอย่าง เช่น สุภาษิต พระร่วง โคลงโลกนิติ สุภาษิตสอนหญิง เป็นต้น 4. สังคม การที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคมได้ก็เนื่องมาจากมีข้อกำ หนดที่เป็นที่ยอมรับและยึดถือเป็นแนว ปฏิบัติร่วมกันเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน อันได้แก่ จารีตรี ประเพณี ขนบธรรมเนียมต่างๆ ข้อกำ หนดทางสังคมเหล่านี้จึงเป็นที่มาและเป็นตัวกำ หนดมาตรฐานและคุณค่าทาง จริยริธรรมของแต่ละสังคม 5. การเมืองการปกครอง หลักในการปกครองที่นำ มาใช้ในแต่ละสังคม โดยทั่วไปมักเกิดจากการผสม ผสานกันของหลักการต่างๆ ทั้งที่เป็นหลักศาสนา และหลักปรัชญา จารีตรีประเพณี แล้วพัฒนาขึ้นเป็นกฎข้อ บังคับของสังคม ตลอดจนตราเป็นกฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและผดุง ไว้ซึ่ว้ ซึ่งความยุติธรรม สรุป จริยริธรรมเป็นหลักหรือรืแนวทางของความประพฤติของมนุษย์ในสังคม ช่วยทำ ให้สังคมอยู่รวมกันอย่าง สงบสุข เป็นสิ่งจำ เป็นทั้งคุณค่าและประโยชน์อย่างมากมายแก่บุคคลทั้งในระดับครอบครัวไปจนถึงระดับ ประเทศชาติจริยริธรรประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบที่สำ คัญคือ ระเบียบวินัวินัย สังคม และอิสรเสรี การแบ่งประเภทของจริยริธรรมแบ่งได้แบบกว้าว้งๆเป็น 2 ประเภท คือ จริยริธรรมภายนอก และ จริยริธรรม ภายใน จริยริธรรมมีแหล่งที่มาจากต้นกำ เนิดหลายสาขาด้วยกัน คือ ด้านปรัชญา ศาสนา วรรณคดี สังคม การเมืองการปกครองและจากรากฐานที่กล่าวมาจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นจริยริธรรม 2


วิวัวิวัฒนาการจริยริธรรม การสอบถามที่สำ รวจว่าว่ทฤษฎีวิวัวิฒวันาการอาจมีผลต่อความเข้าใจของเราเกี่ยวกับจริยริธรรมหรือรืศีล ธรรมอย่างไร จริยริธรรมเชิงวิวัวิฒวันาการ คือ พื้นที่ของการสอบถามที่สำ รวจว่าว่ทฤษฎีวิวัวิฒวันาการอาจมีผลต่อความ เข้าใจของเราเกี่ยวกับ จริยริธรรม หรือรืศีลธรรม ได้อย่างไร ประเด็นต่างๆที่ถูกตรวจสอบโดยจริยริธรรมเชิง วิวัวิฒวันาการนั้นค่อนข้างกว้าว้ง ผู้สนับสนุนจริยริธรรมเชิงวิวัวิฒวันาการอ้างว่าว่มันมีผลกระทบที่สำ คัญในด้าน จริยริธรรมเชิงพรรณนา , จริยริธรรมเชิงบรรทัดฐาน และ อภิจริยริศาสตร์ . จริยริธรรมเชิงพรรณนา ประกอบด้วยแนวทางทางชีววิทวิยาเพื่อศีลธรรม ตามบทบาทที่ถูกกล่าวหา ของ วิวัวิฒวันาการ ในการสร้าง จิตวิทวิยา และพฤติกรรมของมนุษย์ แนวทางดังกล่าวอาจอยู่ในสาขา วิทวิยาศาสตร์เช่น จิตวิทวิยาวิวัวิฒวันาการ , สังคมวิทวิยา หรือรื ethology และพยายามอธิบายพฤติกรรมทาง ศีลธรรมความสามารถและแนวโน้มใน เงื่อนไขวิวัวิฒวันาการ ตัวอย่างเช่นความเชื่อเกือบสากลที่ว่าว่การร่วม ประเวณีระหว่าว่งพี่น้องผิดศีลธรรมอาจอธิบายได้ว่าว่เป็นการปรับตัวตามวิวัวิฒวันาการที่ช่วยเพิ่มความอยู่รอด ของมนุษย์ จริยริธรรมเชิงวิวัวิวัฒนาการตามกฎเกณฑ์ (หรือรืกำ หนด) ในทางตรงกันข้ามพยายามที่จะไม่อธิบาย พฤติกรรมทางศีลธรรม แต่เพื่อให้เหตุผลหรือรืหักล้างทฤษฎีหรือรืข้อเรียรีกร้องทางจริยริธรรมเชิงบรรทัดฐาน บางประการ ตัวอย่างเช่นผู้เสนอจริยริธรรมเชิงวิวัวิฒวันาการเชิงบรรทัดฐานบางคนแย้งว่าว่ทฤษฎีวิวัวิฒวันาการ ทำ ลายมุมมองที่มีอยู่อย่างกว้าว้งขวางเกี่ยวกับความเหนือกว่าว่ทางศีลธรรมของมนุษย์เหนือสัตว์อื่ว์ อื่น ๆ อภิธานศัพท์เชิงวิวัวิวัฒนาการถามว่าว่ทฤษฎีวิวัวิฒวันาการมีผลต่อทฤษฎีของวาทกรรมทางจริยริธรรม อย่างไรคำ ถามที่ว่าว่คุณค่าทางศีลธรรมตามวัตวัถุประสงค์มีอยู่จริงริหรือรืไม่และความเป็นไปได้ของความรู้ทาง ศีลธรรมตามวัตวัถุประสงค์ ตัวอย่างเช่นนักจริยริธรรมเชิงวิวัวิฒวันาการบางคนได้เรียรีกร้องทฤษฎีวิวัวิฒวันาการ เพื่อปกป้องรูปแบบต่างๆของการต่อต้านสัจนิยมทางศีลธรรม (การอ้างโดยประมาณว่าว่ ไม่มีข้อเท็จจริงริ ทางศีลธรรมที่เป็นวัตวัถุประสงค์) และความสงสัยทางศีลธรรม 3


หลักสูตรที่เน้น จริย ริ ธรรมในศาสนา ต่างๆ 4


ศาสนาพุทธ จริยริธรรมในพระพุทธศาสนาในทางพระพุทธศาสนาแบ่งระดับจริยริธรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง แต่ละขั้นมีรายละเอียด ดังนี้ 1. ขั้นขั้ต้น ได้แก่ เบญจศีล และเบญจธรรม 1.1 เบญจศีล มีหลักปฏิบัติ ดังนี้ - เว้นว้จากการฆ่าสัตว์ จริยริธรรมในพระพุทธศาสนา - เว้นว้จากการลักทรัพย์ - เว้นว้จากการหมกมุ่นในกามารมณ์ มีรูป เสียง เป็นต้น - เว้นว้จากการกล่าวค าเท็จ - เว้นว้จากการดื่มของมึนเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท จริยริธรรมในพระพุทธศาสนา . 1.2 เบญจธรรม มีหลักปฏิบัติ ดังนี้ - เมตตา - สัมมาอาชีวะ - กามสังวร (สำ รวมระวังวัในกามารมณ์) - สัจจะ (พูดความจริงริ) - สติ (มีสติรอบคอบ) จริยริธรรมในพระพุทธศาสนา 2. ขั้นขั้กลาง ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐ ประกอบไปด้วย 2.1 กายสุจริตริ 3 (เว้นว้จากการฆ่าสัตว์,ว์ลักทรัพย์ และประพฤติผิดในกาม) 2.2 วจี สุจริตริ 4 (เว้นว้จากการพูดเท็จ พูดคำ หยาบ ส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ) จริยริธรรมใน พระพุทธศาสนา . 2.3 มโนสุจริตริ 3 (เว้นว้จากโลภอยากได้ของคนอื่น ,ไม่พยาบาทคนอื่นและไม่เห็นผิดจากท านอง คลองธรรม) จริยริธรรมในพระพุทธศาสนา 3. ขั้นขั้สูง ได้แก่อริยริมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย 3.1 สัมมาทิฏฐิ 3.2 สัมมาสังกัปปะ 3.3 สัมมาวาจา 3.4 สัมมากัมมันตะ . 3.5 สัมมาอาชีวะ 3.6 สัมมาวายามะ 3.7 สัมมาสติ 3.8 สัมมาสมาธิ จริยริธรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อสรุปลงจะเป็นป็ 3 หรือรืไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญปัญา และ สรุปลงอีก จะเหลือเพียงข้อเดียวคือ มัชฌิมาปฏิปทา 5


ศาสนาคริสริต์ จริยริธรรมในศาสนาคริสริต์พอประมวลมาได้ ดังนี้ 1. การเน้นในเรื่อรื่งคุณธรรม ได้แก่ ความรัก ความหวังวัความเชื่อ ความบริสุริสุทธิ์ ความสุข มีสติ ความ อ่อนน้อมถ่อมตน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เมตตา ความอดทนต่อความทุกข์ทรมาน และการให้อภัยกัน 2. จริยริธรรมในความสัมพันธ์ทางสังคม ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ระหว่าว่งสามีภรรยา พ่อแม่ ลูก นายกับคนใช้ เพื่อนบ้าน และเพื่อนมนุษย์ต่าง ศาสนา ความรอบคอบ ไม่ยั่วยุท้าทาย การแสวงหา ความสงบ ความเมตตากรุณาแม้มิใช่ในหมู่มิตร 3.ความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นป็ ประชากรของ สังคม มีความเคารพเชื่อฟังต่อผู้มีหน้าที่รักษา กฎหมาย ความซื่อสัตย์ต่อศีลธรรมของพระเจ้า ความอดทนต่อการเบียดเบียนด้วยความแข็งแกร่ง อดทน มีความ ระวังวัสำ นึกในหน้าที่ที่เป็นความรับผิดชอบของตน หากจัดเป็น 3 ระดับจัดได้ดังนี้ 1. จริยริธรรมระดับต้น ได้แก่ บัญญัติ 10 ประการในศาสนายิว,บัญญัติ 6 ประการในศาสนาคริสริต์ 1.1 บัญญัติ 10 ประการ 1) อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเราเลย 2) อย่าทำ รูปเคารพสำ หรับตน 3) อย่าออกนามพระยะโฮว่าว่เปล่า 4) จงระลึกถึงวันวัสะปาโต 5) จงนับถือมารดาบิดาของตน 6) อย่าฆ่าคน 7) อย่าล่วงประเวณี 8) อย่าลักทรัพย์ 9) อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้าน 10) อย่าโลภในทรัพย์สินของเพื่อนบ้าน จริยริธรรมศาสนาคริสริต์ บัญญัติ 6 ข้อในศาสนาคริสริต์ 1. อย่าฆ่าคน 2. อย่าล่วงประเวณี 3. อย่าลักทรัพย์ 4. อย่าเป็นพยานเท็จ 5. อย่าฉ้อเขา 6. จงเคารพมารดาบิดาของตน ทั้งหมดข้างต้นนี้จัดเป็นจริยริธรรมขั้นต้น 2. จริยริธรรมขั้นขั้กลาง ประกอบไปด้วย 1. พิธีศีลจุ่ม (Baptism) หรือรืพิธีล้างบาป 2. พิธีศีลกำ ลัง (Comtirmatiom) เป็นพิธีที่แสดงถึงความ มั่นคงแห่งจิตใจที่มีต่อพระจิต 3. พิธีศีลมหาสนิท (Communion) เป็นพิธีที่ทำ ให้เกิดความ มั่นใจว่าว่ ได้เข้าอยู่ใกล้พระเจ้า 4. พิธีแต่งงาน (Matrinony) 5. พิธีศีลสารภาพบาป (Confession) 6. พิธีศีลเจิมครั้งสุดท้าย (Holy Unction or Extreme Unction) 7. พิธีศีลบวช (Order or Ordination) จริยริธรรมศาสนาคริสริต์ 3. จริยริธรรมระดับสูงสุด ได้แก่ ความรักสากล พระเยชูสอนให้มนุษย์รักพระเจ้า รักเพื่อนบ้าน เหมือน กับรักตนเอง รักแม้กระทั่งศัตรูของตน ความรักของพระเยชูเป็นความรักสากล ประกอบด้วยมโนธรรม สูงสุด 6


ศาสนาอิสลาม หลักปฏิบัติ 5 ศรัทธา 6 ก็จัดเป็นจริยริธรรมของศาสนาอิสลาม ศาสนานี้มีหลักว่าว่มนุษย์มี ความนึกเสมอว่าว่คนเป็นป็ทาส ของพระเจ้าด้วยใจอันบริสุริสุทธิ์จิตใจผูกพันอยู่กับ พระผู้เป็นป็เจ้า ตลอดเวลา ดังที่ เอ. เอส .ตริตัริตัน กล่าวว่าว่ "จริยริธรรมอิสลาม ผู้หันหน้าไปทางทิศตะวันวัออกหรือรื ทางทิศตะวันวัตกเท่านั้น จะได้ชื่อว่าว่เป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาหาได้ไม่ แต่ผู้มีใจใสศรัทธาในพระเป็น เจ้า ในวันวัสุดท้าย ในเทวทูต ในพระคัมภีร์ และในองค์พระศาสดา จัดว่าว่เป็นผู้เคร่งครัดได้อย่าง แท้จริงริทั้งนี้เพราะความรักภักดีในพระเป็นเจ้าก็เหมือนกับได้เสียสละ ความมั่งคั่งรำ รวยของเขา แก่วงศาคณาญาติ แก่เด็กกำ พร้า อนาถา แก่ผู้ที่ขาดแคลนในการเดินทางไกลที่เขาขอร้องมา ตลอดทั้งผู้ตกเป็นเชลย ผู้ใดละหมาด บริจริาคทานและผู้มีความเสียสละต่อลูกจ้าง โดยให้ค่าจ้าง แก่เขาตามสมควรแก่หน้าที่ การงานที่เขาทำ แก่คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยและผู้ตกทุกข์ได้ยากและ เมื่อ ถึงคราวเดือดร้อน ผู้ประพฤติได้เช่นนี้จัดว่าว่เป็นคนยุติธรรม และเป็นผู้เกรงกลัวต่อพระเป็นเจ้า" จริยริธรรมในศาสนาอิสลามเมื่อแบ่งแล้วจะได้ 2 ส่วนดังนี้ 1. จริยริธรรมที่ต้องประพฤติ หมายถึงความดีต่างๆ ที่ต้องประพฤติอยู่เสมอ อันได้แก่หน้าที่ และมารยาทที่ต้องแสดงออก และเป็นคุณสมบัติทางใจ เช่น หน้าที่ของบุคคลต่อพระผู้เป็นเจ้า หน้าที่ของผู้รู้ หน้าที่ของผู้ไม่รู้ หน้าที่ของลูก หน้าที่ของพ่อแม่ หน้าที่ของเพื่อน หน้าที่ของสามี ภรรยา หน้าที่ของผู้นำ หน้าที่ของประชาชน 2. คุณลักษณะที่ต้องละเว้นว้มีคุณลักษณะที่มุสลิมจะต้องละเว้นว้เช่น 2.1 เกี่ยวกับคุณลักษณะด้านร้ายทางจิตใจ เช่น ความโกรธ ความอิจฉาริษริยา ความเกลียดชัง ความตะหนี่ เป็นต้น 2.2 เกี่ยวกับความประพฤติโดยทั่วไป เช่นความฟุ่มฟุ่เฟือยในการบริโริภค การพูดมาก ความ เกียจคร้าน การเอารัดเอาเปรียรีบ เป็นต้น 2.3 เกี่ยวกับคุณลักษณะและความประพฤติที่มีผลต่อ ศรัทธา ซึ่งมีผลทำ ให้ผู้ประพฤติหรือรืมี อยู่ต้องสิ้นสภาพ อิสลามทันที เช่น การนับถือสิ่งอื่นนอกจากพระอัลเลาะฮ์ กราบสิ่งอื่นนอกจาก พระอัลเลาะฮ์ เป็นต้น จริยริธรรมอิสลาม คุณลักษณะที่ต้องละเว้นว้นี้หากแบ่งตามไตรทวารได้ดังนี้ ทางกาย 1. ไม่กราบไหว้รูว้รูปเคารพ 2. ไม่ดูหมิ่นพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน(โกหร่าน) และค าสอนของ บรรดานะบี 3. ไม่เอนเอียงไปทางศาสนาอื่น เช่น การไปร่วมชุมนุมยังสถานที่ ของศาสนาอื่น และแต่งกาย ตามพิธีของศาสนานั้นๆ 4. ไม่ทำ ความสกปรกให้เกิดแก่พระคัมภีร์ แก่พระนามของพระเจ้าตลอดจนนามของท่านนะบีทั้ง หลาย 5. ไม่ทำ ตัวเป็นอุปสรรคต่อผู้ประสงค์เข้านับถืออิสลามหรือรืไม่ ร่วมมือในการสอนศาสนาอิสลาม 6. ไม่แสดงกิริยริาท่าทางอันเกี่ยวกับพิธีกรรมของศาสนาอื่นไม่ ว่าว่จะโดยตั้งใจหรือรืมิได้ตั้งใจก็ตาม 7


ทางวาจา 1. ไม่พูดว่าว่ตนได้เคยเห็นพระเจ้า 2. ไม่พูดว่าว่ตนเคยสนทนากับพระอ้าหล่า(อัลเลาะอ์) 3. ไม่พูดว่าว่พระอัลเลาะฮ์ มีรูปสวยงามมาก หรือรืรูปพระอัล เลาะฮ์เหมือนกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จ 4.ไม่ยกเอาพระนามของพระอัลเลาะฮ์มาพูดอ้างในการกระทำ อันมิ บังควร เช่น พูดว่าว่ "ในนามของพระอัล เลาะฮ์ ข้าขอดื่มสุราแก้วนี ้" เป็นต้น 5. ไม่กล่าวหา หรือรืติฉินนินทาบรรดาพี่น้องมุสลิมว่าว่เป็ นผู้นอกลู่นอก ทาง 6. สิ่งที่ทำ ไม่ได้(ตามพระคัมภีร์) อย่าพูดว่าว่เป็ นสิ่งที่ทำ ได้ 7. สิ่งที่ทำ ได้(ตามพระคัมภีร์) อย่าพูดว่าว่เป็ นสิ่งที่ทำ ไม่ได้ 8. การกระทำ ที่เป็นบาปอย่าพูดว่าว่ ไม่เป็นบาป 9. ไม่ด่าหรือรืสาปแช่งบรรดานะบีและเทพบริวริารของพระอัลเลาะฮ์ 10. ไม่นำ เอาคำ ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนามาพูดเล่น เช่น พูดวา"คำ ถวาย พระพรพระเจ้าไม่เป็นประโยชน์อันใด ไม่ เห็นจะทำ ให้มีกินหรือรืมั่งมีขึ้นมา" เป็นต้น ทางใจ 1. ไม่สงสัยว่าว่พระอัลเลาะฮ์เจ้าเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งจริงริหรือรืไม่ และพระองค์คงไม่มีองค์เดียว ฯลฯ 2. ไม่สงสัยความเป็ ศาสนทูตของนะบีมูฮัมหมัด ไม่สงสัยเรื่อรื่ง ของนะบีทั้งหลาย 3. ไม่สงสัยว่าว่พระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ไม่ใช่บัญญัติของพระอัลเลาะฮ์ 4. ไม่สงสัยว่าว่ภายหลังพระนะบีมูฮัมหมัดแล้วยังจะมีนะบีอื่นอีกหรือรืไม่ 5. ไม่ครุ่นคิดว่าว่จะเลิกนับถือศาสนาอิสลาม 6. ไม่สงสัยเรื่อรื่งวันวัสิ้นโลก เรื่อรื่งนรกสวรรค์ 7. ไม่สงสัยเรื่อรื่งพิธีกรรมต่างๆ เช่นเรื่อรื่งละหมาด การถือศีลอดว่าว่จะไม่มีผลดี เป็นต้น 8. ไม่สงสัยในพระอำ นาจของพระเป็นเจ้า ไม่คิดวิปวิริตริไปว่าว่พลังงาน ต่างๆ มิได้เกิดจากพระอำ นาจนั้น หากสรุปลงให้สั้น หลักจริยริธรรมของศาสนาอิสลามก็คือ เรื่อรื่งของหลักศรัทธา 6 ปฏิบัติ 5 ดังนี้ หลักศรัทธา 6 1. เชื่อในพระอัลเลาะฮ์เพียงพระองค์เดียว 2. เชื่อในบรรดามลาอิกะส์ผู้เป็นทูตรับใช้ของพระเจ้า (ศาสนทูต) 3. เชื่อในคัมภีร์อัลกุรอ่าน (โกหร่าน) จริยริธรรมอิสลาม 4. เชื่อในผู้แทนของพระเจ้า(ศาสนทูตว่าว่คำ สอนทั้งหมดถูก ส่งผ่านมาทางนี้) 5. ศรัทธาในวันวัสิ้นสุดโลก 6. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์(อำ นาจของพระอัลเลาะฮ์) ปฏิบัติ 5 . 1. ปฏิญาณว่าว่มีพระอัลเลาะฮ์เพียงพระองค์เดียว 2. การละหมาด วันวัละ 5 เวลา 3. การถือศีลอด 4. การซะกาต (บริจริาค) 5. การไปธุดงค์ที่เมกกะ 8


จริยธรรมของ บุคคลต่างๆ 9


จริยริธรรมเป็นสิ่งที่สังคมกำ หนดขึ้นมาว่าว่อยากจะให้สมาชิกของสังคม มีพฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบ อยู่ในตัว และลักษณะใดที่สังคมไม่นิยมก็ไม่อยากให้สมาชิกมีอยู่ในตัว แบ่งได้เป็น 4 ด้านคือ 1. ความรู้เชิงจริยริธรรม หมายถึง ความรู้ว่าว่อะไรดีอะไรชั่วภายในสังคมของตน แต่ความรู้ว่าว่อะไรดีอะไรชั่ว นี้ยังเป็นข้อสรุปว่าว่คนจะต้องทำ ตามที่ตนเองรู้เสมอไปเช่นรู้ว่าว่คอรัปชั่นเป็นสิ่งเลว ก็ไม่แน่ว่าว่จะไม่คอรัปชั่น 2. ทัศนคติเชิงจริยริธรรม คือ ความรู้สึก ของบุคคลที่มีต่อสิ่งถูกสิ่งผิดในสังคมว่าว่ชอบหรือรืไม่ชอบ ทัศนคติมีลักษณะจูงใจให้คนทำ พฤติกรรมตามทัศนคติค่อนข้างมาก 3. เหตุผลเชิงจริยริธรรม หมายถึง การใช้เหตุผลที่บุคคลใช้เลือกที่จะทำ หรือรืไม่เลือกที่จะทำ อย่างใดอย่าง หนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กคนจนต้องขโมยเงินมาซื้อยาให้แม่ที่เจ็บป่วยอยู่เด็กจะให้เหตุผลว่าว่เขาทำ อย่างนั้นถูก แล้วเพราะเขาต้องมีความกตัญญู จริยริธรรมเรื่อรื่งความซื่อสัตย์ต้องเป็นรองเพราะเขาเป็นคนจน 4. พฤติกรรมเชิงจริยริธรรม เป็น พฤติกรรม ที่คนแสดงออกมาตามที่สังคมนิยมชื่นชอบ หรือรืงดเว้นว้การ แสดงพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม เช่นการให้ทาน นอกจากนั้น ยังหมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออก ในสภาพการณ์ที่ยั่วยุ เช่น ถ้ามีคนมาให้สินบนข้าราชการเขาจะรับหรือรืไม่ (Moral Development) : Kolber แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางจริยริธรรมของโคลเบิร์ก เด็กยังไม่มีคุณธรรมภายในใจของตนเอง เด็กเข้าใจเหตุผลของการกระทำ จากการยอมรับในเรื่อรื่งการลงโทษ และการได้รับรางวัลวั ในพฤติกรรม เช่น การขโมยไม่ดี เพราะจะโดนลงโทษ คำ จำ กัดความ คำ ว่าว่จริยริธรรม ของโคลเบิร์ก “จริยริธรรม” เป็นความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับความถูกผิด และเกิดขึ้นจากขบวนการทางความคิดอย่างมี เหตุผล ซึ่งต้องอาศัยวุฒิวุฒิภาวะทางปัญญา การใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจที่จะเลือกกระทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง จะแสดงให้เห็นถึงความเจริญริของจิตใจของบุคคล การใช้เหตุผลเชิงจริยริธรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของ สังคมใดสังคมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการใช้เหตุผลที่ลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจยิ่งขึ้นตามลำ ดับของวุฒิวุฒิภาวะทาง ปัญญา โคลเบิร์ก ได้ศึกษาการใช้เหตุผลเชิงจริยริธรรมของเยาวชนอเมริกัริกัน อายุ 10 -16 ปี และได้แบ่งพัฒนาการ ทางจริยริธรรมออกเป็น 3 ระดับ (Levels) แต่ละระดับแบ่งออกเป็น 2 ขั้น (Stages) ดังนั้น พัฒนาการทาง จริยริธรรมของโคลเบิร์กมีทั้งหมด 6 ขั้น คำ อธิบายของระดับและขั้นต่างๆ ของพัฒนาการทางจริยริธรรมของ โคลเบิร์ก มีดังต่อไปนี้ ระดับที่ 1 ระดับก่อนมีจริยริธรรมหรือรืระดับก่อนกฎเกณฑ์สังคม (Pre - Conventional Level) ระดับนี้เด็กจะรับกฎเกณฑ์และข้อกำ หนดของพฤติกรรมที่ “ดี” “ไม่ดี” จากผู้มีอำ นาจเหนือตน พฤติกรรม “ดี”ดีคือ พฤติกรรมที่แสดงแล้วได้รางวัลวั พฤติกรรม “ไม่ดี”ดีคือ พฤติกรรมที่แสดงแล้วได้รับโทษ อเรนซ์ โคลเบิร์ก (Lawrence Kohlberg)(25 ตุลาคม 1927 - 19 มกราคม 1987) เป็นอเมริกัริกันยิว นักจิตวิทวิยา ที่เกิดใน Bronxville, New York , ที่ทำ หน้าที่เป็นอาจารย์ที่ มหาวิทวิยาลัยชิคาโก เป็น Harvard University . มีผู้ เชี่ยวชาญในการวิจัวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาคุณธรรมและเหตุผล ที่เขาเป็นที่รู้จักกัน ดีที่สุดสำ หรับเขา ในทฤษฎีของขั้นตอนของการพัฒนาจริยริธรรม . ลูกศิษย์ใกล้ ชิดของ Jean Piaget 's ทฤษฎีของการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ การ ทำ งานของ Kohlberg สะท้อนและขยายความคิด ของบรรพบุรุษของเขาใน เวลาเดียวกันการสร้างเขตข้อมูลใหม่ภายในจิตวิทวิยา "การพัฒนาคุณธรรม" ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยริธรรมของโคลเบิร์ก 10


ขั้นขั้ที่ 1 การถูกลงโทษและการเชื่อฟังฟั (Punishment and Obedience Orientation) เด็กจะ ยอมทำ ตามคำ สั่งผู้มีอำ นาจเหนือตนโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ตนถูกลงโทษ ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อ หลบหลีกการถูกลงโทษ เพราะกลัวความเจ็บปวด ยอมทำ ตามผู้ใหญ่เพราะมีอำ นาจทางกายเหนือตน ถ้าเด็กถูกทำ โทษก็จะคิดว่าว่สิ่งที่ตนทำ “ผิด” และจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำ สิ่งนั้นอีก พฤติกรรมที่มีรางวัลวัหรือรืคำ ชม เด็กก็จะคิดว่าว่สิ่งที่ตนทำ “ถูก” จะทำ ซ้ำ เพื่อหวังวัรางวัลวั ขั้นขั้ที่ 2 กฎเกณฑ์เป็นป็เครื่อรื่งมือเพื่อประโยชน์ของตน (Instrumental Relativist Orientation) ใช้หลักการแสวงหารางวัลวัและการแลกเปลี่ยน โดยให้ความสำ คัญของการได้รับรางวัลวั ตอบแทน ทั้งที่เป็นวัตวัถุหรือรืการตอบแทนทางกาย วาจา และใจ โดยไม่คำ นึงถึงความถูกต้องของสังคม โคลเบิร์ก อธิบายว่าว่ ในขั้นนี้เด็กจะสนใจทำ ตามกฎข้อบังคับ เพื่อประโยชน์หรือรืความพอใจของตนเอง หรือรืทำ ดีเพราอยากได้ของตอบแทน ไม่ได้คิดถึงความยุติธรรมและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พฤติกรรม ของเด็กในขั้นนี้ทำ เพื่อสนองความต้องการของตนเอง แต่มักจะเป็นการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น เช่น ประโยค “ถ้าเธอทำ ให้ฉัน ฉันจะให้....” ระดับที่ 2 ระดับจริยริธรรมตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) ผู้ทำ ถือว่าว่การประพฤติตนตามความคาดหวังวัของผู้ปกครอง บิดามารดา กลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกหรือรื ของชาติ เป็นสิ่งที่ควรจะทำ หรือรืทำ ความผิด เพราะกลัวว่าว่ตนจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ผู้แสดง พฤติกรรมจะไม่คำ นึงถึงผลตามที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ถือว่าว่ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีเป็นสิ่งสำ คัญ ทุกคนมีหน้าที่จะรักษามาตรฐานทางจริยริธรรม ขั้นขั้ที่ 3 ความคาดหวังและการยอมรับในสังคม สำ หรับ “เด็กดี” (Interpersonal Concordance of “Good boy , nice girl” Orientation) บุคคลจะใช้หลักทำ ตามที่ผู้อื่นเห็น ชอบ ใช้เหตุผลเลือกทำ ในสิ่งที่กลุ่มยอมรับโดยเฉพาะเพื่อน เพื่อเป็นที่ชื่นชอบและยอมรับของเพื่อน ไม่ เป็นตัวของตัวเอง คล้อยตามการชักจูงของผู้อื่น เพื่อต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดี พบในวัยวัรุ่นอายุ 10 -15 ปี โคลเบิร์ก อธิบายว่าว่พัฒนาการทางจริยริธรรมขั้นนี้เป็นพฤติกรรมของ “คนดี” ตามมาตรฐานหรือรืความ คาดหวังวัของบิดา มารดาหรือรืเพื่อนวัยวัเดียวกัน พฤติกรรม “ดี” หมายถึง พฤติกรรมที่จะทำ ให้ผู้อื่นชอบ และยอมรับ หรือรืไม่ประพฤติผิดเพราะเกรงว่าว่พ่อแม่จะเสียใจ ขั้นขั้ที่ 4 กฎและระเบียบ (“Law-and-order” Orientation) พบในอายุ 13 -16 ปี ขั้นนี้แสดง พฤติกรรมเพื่อทำ ตามหน้าที่ของสังคม โดยบุคคลรู้ถึงบทบาทและหน้าที่ของเขาในฐานะเป็นหน่วยหนึ่ง ของสังคมนั้น จึงมีหน้าที่ทำ ตามกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สังคมกำ หนดให้ หรือรืคาดหมายไว้ โคลเบิร์ก อธิบายว่าว่เหตุผลทางจริยริธรรมในขั้นนี้ ถือว่าว่สังคมจะอยู่ด้วยความมีระเบียบเรียรีบร้อยต้อง มีกฎหมายและข้อบังคับ คนดีหรือรืคนที่มีพฤติกรรมถูกต้องคือ คนที่ปฏิบัติตามระเบียบบังคับหรือรื กฎหมาย ทุกคนควรเคารพกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียรีบร้อยและความเป็นระเบียบของสังคม 11


ระดับที่ 3 ระดับจริยริธรรมตามหลักการด้วยวิจวิารณญาณหรือรืระดับเหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post - Conventional Level) เป็นหลักจริยริธรรมของผู้มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ผู้ทำ หรือรืผู้แสดงพฤติกรรมจะตีความหมายของหลัก การและมาตรฐานทางจริยริธรรมด้วยวิจวิารณญาณ ก่อนที่จะยึดถือเป็นหลักของความประพฤติที่จะ ปฏิบัติตาม การตัดสินใจ “ถูก” “ผิด” “ไม่ควร” มาจากวิจวิารณญาณของตนเอง ปราศจากอิทธิพล ของผู้มีอำ นาจหรือรืกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก กฎเกณฑ์ – กฎหมาย ควรจะตั้งบนหลักความยุติธรรม และ เป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมที่ตนเป็นสมาชิก ทำ ให้บุคคลตัดสินข้อขัดแย้งของตนเองโดยใช้ ความคิดไตร่ตรองอาศัยค่านิยมที่ตนเชื่อและยึดถือเป็นเครื่อรื่งช่วยในการตัดสินใจ จะปฏิบัติตามสิ่งที่ สำ คัญมากกว่าว่ โดยมีกฎเกณฑ์ของตนเอง ซึ่งพัฒนามาจากกฎเกณฑ์ของสังคม เป็นจริยริธรรมที่เป็นที่ ยอมรับทั่วไป โคลเบิร์กแบ่งพัฒนาการทางจริยริธรรม ระดับนี้เป็น 2 ขั้น คือ ขั้นขั้ที่ 5 สัญญาสังคมหรือรืหลักการทำ ตามคำ มั่นมั่สัญญา (Social Contract Orientation) ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำ ตามมาตรฐานของสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าว่ ประโยชน์ส่วน ตน โดยบุคคลเห็นความสำ คัญของคนหมู่มากจึงไม่ทำ ตนให้ขัดต่อสิทธิอันพึงมีได้ของผู้อื่น สามารถ ควบคุมบังคับใจตนเองได้ พฤติกรรมที่ถูกต้องจะต้องเป็นไปตามค่านิยมส่วนตัว ผสมผสานกับ มาตรฐานซึ่งได้รับการตรวจสอบและยอมรับจากสังคม โคลเบิร์ก อธิบายว่าว่ขั้นนี้เน้นถึงความสำ คัญของมาตรฐานทางจริยริธรรมที่ทุกคนหรือรืคนส่วนใหญ่ ในสังคมยอมรับว่าว่เป็นสิ่งที่ถูกสมควรที่จะปฏิบัติตาม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของบุคคล ก่อนที่จะใช้เป็นมาตรฐานทางจริยริธรรม ได้ใช้ความคิดและเหตุผลเปรียรีบเทียบว่าว่สิ่งไหนผิดและสิ่งไหน ถูก ในขั้นนี้การ “ถูก” และ “ผิด” ขึ้นอยู่กับค่านิยมและความคิดเห็นของบุคคลแต่ละบุคคล แม้ว่าว่จะ เห็นความสำ คัญของสัญญาหรือรืข้อตกลงระหว่าว่งบุคคล แต่เปิดให้มีการแก้ไข โดยคำ นึงถึงประโยชน์ และสถานการณ์แวดล้อมในขณะนั้น ขั้นขั้ที่ 6 หลักการคุณธรรมสากล (Universal Ethical Principle Orientation) เป็นขั้นที่ เลือกตัดสินใจที่จะกระทำ โดยยอมรับความคิดที่เป็นสากลของผู้เจริญริแล้ว ขั้นนี้แสดงพฤติกรรมเพื่อทำ ตามหลักการคุณธรรมสากล โดยคำ นึงความถูกต้องยุติธรรมยอมรับในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มี อุดมคติและคุณธรรมประจำ ใจ มีความยืดหยุ่นและยึดหลักจริยริธรรมของตนอย่างมีสติ ด้วยความ ยุติธรรม และคำ นึงถึงสิทธิมนุษยชน เคารพในความเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคล ละอายและเกรงกลัว ต่อบาป พบในวัยวัผู้ใหญ่ที่มีความเจริญริทางสติปัญญา โคลเบิร์ก อธิบายว่าว่ขั้นนี้เป็นหลักการมาตรฐานจริยริธรรมสากล เป็นหลักการเพื่อมนุษยธรรม เพื่อ ความเสมอภาคในสิทธิมนุษยชนและเพื่อความยุติธรรมของมนุษย์ทุกคน ในขั้นนี้สิ่งที่ “ถูก” และ “ผิด” เป็นสิ่งที่ขึ้นมโนธรรมของแต่ละบุคคลที่เลือกยึดถือ 12


จอห์นดิวอี้จบการศึกษาจากมหาวิทวิยาลัยเวอร์มอนต์และใช้เวลาสามปีในฐานะครูโรงเรียรีน มัธยมศึกษาที่เมืองน้ำ มันเมืองเพนซิลเวเนีย จากนั้นเขาก็ใช้เวลาเรียรีนปีหนึ่งภายใต้การแนะนำ ของ G. Stanley Hall ที่ John Hopkins University ใน ห้องปฏิบัติการจิตวิทวิยาแห่งแรก ของ อเมริกริา หลังจากได้รับปริญริญาดุษฎีบัณฑิต จาก John Hopkins, Dewey ไปสอนที่ มหาวิทวิยาลัยมิชิแกนมาเกือบทศวรรษ 2437 ดิวอี้ยอมรับตำ แหน่งในฐานะประธานภาควิชวิาปรัชญา จิตวิทวิยาและการสอนที่มหาวิทวิยาลัยแห่งชิคาโก ที่มหาวิทวิยาลัยชิคาโกดิวอี้เริ่มริ่ทำ ตามความเห็นของ เขาที่จะมีส่วนอย่างมากต่อโรงเรียรีนแห่งความคิดที่เรียรีกว่าว่ลัทธิปฏิบัตินิยม ผู้เช่าส่วนกลางของลัทธิ ปฏิบัตินิยมคือคุณค่าความจริงริหรือรืความหมายของแนวคิดอยู่ในผลที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แนวคิดของจอห์น ดิวอี้ แนวคิดเรื่อรื่งการปรับตัว จอห์น ดิวอี้ ตระหนักเรื่อรื่ง “การปรับตัว” ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่อรื่งสำ คัญและจะ ต้องนำ ไปใช้เป็นแนวคิดของการจัดการศึกษา หรือรืเป็นแก่นแห่งการศึกษา มนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหา จึงต้องฝึกให้มนุษย์แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียรีนรู้จากการกระทำ ฝึกปฏิบัติ ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ ประสบการณ์ที่มนุษย์พบหรือรืเผชิญ มีอยู่ 2 ประเภทคือ ขั้นขั้ปฐมภูมิ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เป็นความรู้ หรือรืยังไม่ได้คิดแบบไตร่ตรอง ขั้นขั้ทุติยภูมิ คือที่เป็นความรู้ ได้ผ่านการคิดไตร่ตรอง ประสบการณ์ขั้นแรกจะเป็นรากฐานของขั้นที่ สอง ปรัชญาของ จอห์น ดิวอี้ เป็นปรัชญาที่ยกย่องประสบการณ์ ผู้เรียรีนต้องเรียรีนรู้จากการกระทำ ใน สถานการณ์จริงริการศึกษาตามทัศนะของจอห์น ดิวอี้คือ ความเจริญริงอกงามทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา การจัดกระบวนการเรียรีน รู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงริเป็นการจัดกิจกรรม ในลักษณะกลุ่มปฏิบัติการที่เรียรีนรู้ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเผชิญสถาน การณ์จริงริและการแก้ ปัญหา เพื่อให้เกิดการเรียรีนรู้จากการกระทำ ผู้เรียรีนได้ปฏิบัติจริงริ ฝึกคิด ฝึกลงมือทำ ฝึกทักษะ กระบวน การต่างๆ ฝึกการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และฝึกทักษะการเสาะแสวงหาความรู้ร่วมกันเป็นก ลุ่ม กระบวนการเรียรีนรู้แบบแก้ ปัญหา เป็นกิจกรรมการเรียรีนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียรีนเรียรีนรู้ด้วย ตนเอง เพื่อให้ผู้เรียรีนคิดเป็นและแก้ปัญหาเป็น โดยการนำ วิธีวิธีการทางวิทวิยาศาสตร์มาใช้ บางครั้งก็ เรียรีนวิธีวิธีสอนนี้ว่าว่การสอนแบบวิทวิยาศาสตร์ จอห์น ดิวอี้ "ผมเชื่อว่าว่การศึกษาจึงเป็นป็กระบวนการของการมีชีวิตวิไม่ใช่การเต รียรีมพร้อมสำ หรับการใช้ชีวิตวิในอนาคต" - จอห์นดิวอี้เป็นนักปรัชญาและนักการศึกษาชาวอเมริกัริกันผู้ช่วย ลัทธิปฏิบัตินิยมซึ่งเป็นโรงเรียรีนปรัชญาแห่งความคิดที่ได้รับความ นิยมในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขายังเป็นประโยชน์ในการ เคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าในด้านการศึกษาโดยเชื่อว่าว่การศึกษาที่ดีที่สุด คือการเรียรีนรู้ผ่านการทำ ชีวิตวิ จอห์นดิวอี้เกิดวันวัที่ 20 ตุลาคม 2402 ในเบอร์ลิงตันรัฐ เวอร์มอนต์ เขาเสียชีวิตวิ 1 มิถุนายน 2495 ในมหานครนิวยอร์ก นิวยอร์ก 13


ทรรศนะของอริสริโตเติ้ลเรื่อรื่งจริยริศาสตร์คุณธรรมมีสาระสำ คัญคือ ประการแรก อริสริโตเติ้ลเชื่อว่าว่ธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้จริงริคือ เหตุผลและปัญญา (wisdom) ประการที่สอง ด้วยลักษณะของธรรมชาติดังกล่าวมนุษย์จึงแสวงหาความรู้ (desire to know) ประการที่สาม ความรู้ที่เกิดจากปัญญาและเหตุผลนำ มนุษย์ไปสู่ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายที่ แท้จริงริ ของการกระทำ รู้จักแยกแยะการกระทำ ที่ดีและรู้จักคุณค่าทางศีลธรรมคือ ดี ถูก ผิด ฯลฯ คนดีคือคนที่ ทำ ในสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญาและเหตุผล ประการที่สี่ สิ่งทีดีเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยเหตุผล ด้วยหตุนี้เมื่ออริสริโตเติ้ลกล่าวถึงคุณธรรมจึงหมายถึงสภาวะของการรู้จัก ตัดสินใจเลือกระหว่าว่งสิ่งที่ มากเกินไปหรือรืน้อยเกินไป ไม่ได้หมายถึงตัวคุณธรรมเช่นความกล้าหาญ ความยุติธรรม ดังเช่นที่นัก ปรัชญากรีกรีในสมัยเดียวกันเชื่อและอธิบายไว้ ผู้มีคุณธรรมจึงหมายถึงผู้ที่สามารถใช้ปัญญาและเหตุผล ตัดสินใจเลือกการกระทำ ที่ตนเผชิญได้อย่างเหมาะสม มากกว่าว่จะหมายถึงผู้ที่ยึดหลักคุณธรรมตายตัว คุณธรรมทางศีลธรรมตามทรรศนะของอริสริโตเติ้ลจึงเป็น ลักษณะนิสัยของบุคคลที่แสดงออกได้อย่าง เหมาะสมถูกต้อง โดยมีเหตุผลมีปัญญาเป็นพื้นฐาน และ อาจกล่าวได้ว่าว่เป็นแนวความคิดทางจริยริศาสตร์ ที่สัมพัทธ์กับแต่ละสถานการณ์ที่ ปัญญามีอำ นาจตัดสินใจเลือก (power of determining) อย่าง เหมาะสม อริสริโตเติล 384–322 ปีก่อนคริสริตกาล เป็น นักปรัชญา และ ผู้รู้รอบด้าน ชาวกรีกรีระหว่าว่ง สมัยคลาสสิก ใน กรีซรี โบราณ เป็นศิษย์ของ เพลโต ผู้ก่อตั้ง ไลเซียม , สำ นัก ปรัชญาเพริพริาเททิก และขนบอริสริโตเติล งานนิพนธ์ของเขา ครอบคลุมหลายสาขาวิชวิารวมทั้งฟิสิกส์ ชีววิทวิยา สัตววิทวิยา อภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ จริยริศาสตร์ สุนทรียรีศาสตร์ บทกวี การละคร ดนตรี วาทศาสตร์ จิตวิทวิยา ภาษาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองและการปกครอง แอริสริตอเติลเป็นผู้ สังเคราะห์อย่างซับซ้อนซึ่งปรัชญาต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้าเขา เหนืออื่นใดโลกตะวันวัตกได้รับเอาศัพทานุกรมทางปัญญาจาก คำ สอน ตลอดจนปัญหาและวิธีวิธีการสอบสวนของเขา ผล ทำ ให้ปรัชญาของเขาส่งอิทธิพลเป็นเอกลักษณ์ต่อความรู้ แทบทุกแบบในโลกตะวันวัตก และยังเป็นหัวข้อการอภิปราย ทางปรัชญาร่วมสมัย อริสริโตเติล 14


ต้นไม้จริยริธรรม ดวงเดือน พันธุมนาวินวิ ได้ทำ การศึกษาวิจัวิจัยถึงสาเหตุพฤติกรรมของคนดีและคนเก่ง โดยได้ทำ การประมวลผล การวิจัวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ ๖-๖๐ ปี ว่าว่พฤติกรรมเหล่านั้น มีสาเหตุทางจิตใจอะไรบ้าง และ ได้นำ มาประยุกต์เป็นทฤษฎีต้นไม้จริยริธรรมสำ หรับ คนไทยขึ้น โดยแบ่งต้นไม้จริยริธรรม ออกเป็น ๓ ส่วน ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่แสดงถึงพฤติกรรมการทำ ดีละเว้นว้ชั่วและพฤติกรรมการทำ งานอย่าง ขยันขันแข็งเพื่อส่วนรวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ ส่วนที่หนึ่ง ได้แก่ ดอกและผลไม้บนต้น ที่ แสดงถึงพฤติกรรมการทำ ดีละเว้นว้ชั่วและ พฤติกรรมการทำ งานอย่างขยันขันแข็งเพื่อส่วน รวม ซึ่งล้วนแต่เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดี พฤติกรรมที่เอื้อเฟื้อต่อการพัฒนาประเทศ ส่วนที่สอง ได้แก่ ส่วนลำ ต้นของต้นไม้ แสดงถึงพฤติกรรมการทำ งานอาชีพอย่าง ขยัน ขันแข็ง ซึ่งประกอบด้วยจิตลักษณะ ๕ ด้าน คือ ๑) เหตุผลเชิงจริยริธรรม ๒) มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง ๓) ความเชื่ออำ นาจในตน ๔) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ๕) ทัศนคติ คุณธรรมและค่านิยม ส่วนที่สาม ได้แก่ รากของต้นไม้ ที่แสดงถึง พฤติกรรมการทำ งานอาชีพอย่างขยันขันแข็งซึ่ง ประกอบด้วยจิตลักษณะ ๓ ด้าน คือ ๑) สติปัญญา ๒) ประสบการณ์ทางสังคม ๓) สุขภาพจิต จิตลักษณะทั้งสามนี้อาจใช้เป็นสาเหตุของการพัฒนาจิตลักษณะ ๕ ประการ ที่ลำ ต้นของต้นไม้ ก็ได้ กล่าวคือ บุคคลจะต้องมีลักษณะพื้นฐานทางจิตใจ ๓ ด้าน ในปริมริาณที่สูงพอเหมาะกับอายุ จึงจะ เป็นผู้ที่มีความพร้อมที่จะพัฒนาจิตลักษณะทั้ง ๕ ประการ ที่ลำ ต้นของต้นไม้ โดยที่จิตทั้ง ๕ ลักษณะนี้ จะพัฒนาไปเองโดยอัตโนมัติ ถ้าบุคคลที่มีความพร้อมทางจิตใจ ๓ ด้านดังกล่าวและอยู่ในสภาพ แวดล้อมทางครอบครัวและสังคมที่เหมาะสม นอกจากนั้นบุคคลยังมีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาจิต ลักษณะบางประการใน ๕ ด้านนี้ โดยวิธีวิธีการอื่น ๆ ด้วย ฉะนั้นจิตลักษณะพื้นฐาน ๓ ประการ จึงเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของคนดีและของคนเก่งนั่นเอง นอกจากนี้จิตลักษณะพื้นฐาน ๓ ประการที่รากนี้ อาจเป็นสาเหตุร่วมกับจิตลักษณะ ๕ ประการที่ลำ ต้น หากบุคคลมีพื้นฐานทางด้านจิตใจเป็นปกติและได้รับประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสม บุคคลนั้นก็จะ สามารถพัฒนาโดยธรรมชาติ แต่ในสังคมไทยมีการวิจัวิจัยพบว่าว่พัฒนาการหยุดชะงักอย่างไม่เหมาะสม กับวัยวักล่าวคือ ผู้ใหญ่จำ นวนหนึ่งซึ่งสมควรพัฒนาการใช้เหตุผลไปถึงขั้นสูงแล้วแต่ยังหยุดชะงักที่ขั้น ต่ำ เช่น ยังยึดหลักแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนพวกพ้อง เป็นต้น บุคคลที่มีแรงจูงใจดัง กล่าวจึงยังไม่สามารถคิดประโยชน์เพื่อสังคมได้ 15


"คุณธรรม/จริยริธรรม" เป็นความต้องการที่คนรุ่นหนึ่งจะชี้น าคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยผู้สอนมี ความ เชื่อว่าว่ ประสบการณ์ของตนอาจสร้างความเข้าใจเรื่อรื่ง คุณธรรม/จริยริธรรม (หรือรืความดีความ ถูก ต้อง ความเหมาะสม) อย่างถ่องแท้ในระดับหนึ่ง และต้องการให้ เยาวชนเชื่อ ดีและเหมาะสมกับ เยาวชน การยึดหลักคุณธรรม/จริยริธรรม ท าให้มนุษย์มีความสุข ความสวย และความงาม โดยที่ ความสุข นั้นควรเป็นความสุขแบบเรียรีบง่ายและยั่งยืน คุณสมบัติอันเป็นป็ความพร้อมที่จะพัฒนา จริยริธรรมของบุคคลประกอบด้วย 1. ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตวิและหลัก จริยริธรรม ทุกคนได้มีโอกาสเรียรีนรู้มาตั้งแต่วัยวัต้น ของ ชีวิตวิจากการเลี้ยงดู การศึกษาอบรม และจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน โดยอาจเป็นในวิถีวิถี ทางที่ ต่างกัน ซึ่งเป็นผลให้บุคคลมีพัฒนาการทางจริยริธรรมต่างกัน จากกฎเกณฑ์การตัดสินที่ต่าง กัน 2. ความใฝ่ธรรม มนุษย์มีธรรมชาติ ของการ แสวงหาความถูกต้องเป็นธรรมหรือรืความดีงามตั้งแต่ วัยวัทารก คุณสมบัตินี้ท าให้บุคคลนิยมคนดีชอบสังคมที่มีคุณธรรมจริยริธรรม ต้องการที่จะพัฒนา ตนเองให้ เป็นคนดี อย่างไรก็ตามประสบการณ์ในชีวิตวิจากการเลี้ยงดูและเจริญริเติบโตในสภาพ แวดล้อมที่ส่งเสริมริคุณธรรม เป็นปัจจัยสำ คัญให้บุคคลพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้มีจริยริธรรมสูงกว่าว่ 3. ความรู้จักตนเองของบุคคลนั้น ความรู้จักตนเองของบุคคล คือ สร้างความสามารถในการ พิจารณาให้รู้อิทธิพลของความดีและความไม่ดีของตนให้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้บุคคลสามารถเสริมริสร้าง ความดี ของตนให้มีพลังเข็มแข็ง ในลักษณะที่ตนเองและสังคมยอมรับได้ ความรู้จักตนเองนี้จะทำ ให้ บุคคลมีความ มั่นใจ มีพลังและพร้อมที่จะขจัดความไม่ดีของตนและพัฒนาตนเองอย่างถูกต้องดีขึ้น วิถีวิถีทางพัฒนาจริยริธรรม 1. การศึกษาเรียรีนรู้กระท ำหลายวิธีวิธีดังนี้ 1.1 การศึกษาเรียรีนรู้ด้วยตนเอง ด้วยการหาความ รู้จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา วรรณคดีที่มีคุณค่า หนังสือเกี่ยวกับจริยริธรรมทั่วไปและ จริยริธรรมวิชวิาชีพ 1.2 การเข้าร่วมประชุมสัมมนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับ คุณธรรมจริยริธรรม และการคบหาบัณฑิตผู้ใส่ใจด้านจริยริธรรม 1.3 การเรียรีนรู้จากประสบการณ์ชีวิตวิและจากประสบการณ์ในสถานที่ปฏิบัติงานประสบการณ์ จริงริ เป็นโอกาสอันประเสริฐริในการเรียรีนรู้จริยริธรรมแห่งชีวิตวิที่ช่วยให้ผู้เรียรีนเรียรีนรู้ได้อย่างลึกซึ้งทั้งด้าน เจตคติ และทักษะการแก้ปัญหาเชิง จริยริธรรม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความพร้อมของบุคคล ผู้มี ความพร้อมน้อย อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากการเรียรีนรู้อันมีค่านี้เลย 2. การวิเวิคราะห์ตนเอง บุคคลผู้มีความพร้อมจะพัฒนามีความตั้งใจและเห็นความสำ คัญของการ วิเวิคราะห์ตนเองเพื่อท าความรู้จักในตัวตนเอง ด้วยการพิจารณาเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิดและ พฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง จะช่วยให้บุคคลตระหนักรู้คุณลักษณะของตนเอง รู้จุดดีจุดด้อย ของตน รู้ว่าว่ควรคงลักษณะใดไว้ ค่านิยม คุณธรรม จริยริธรรมในศตวรรษที่ 21 16


การวิเวิคราะห์ตนเอง กระทำ ได้ด้วยหลักการต่อไปนี้ 2.1 การรับฟังความคิดเห็นเชิงวิพวิากษ์จากคำ พูดและอากัปกิริยริาจากบุคคลรอบ ข้าง เช่น จากผู้บังคับ บัญชา จากเพื่อนร่วมงาน จากผู้ใกล้ชิดหรือรืบุคคลในครอบครัว 2.2 วิเวิคราะห์ตนเองเกี่ยวกับความคิด ความต้องการเจตคติการกระท า และผลการ กระท า ทั้งใน อดีตและปัจจุบัน 2.3 ค้นหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ เช่น จากต ารา บทความ รายงานการวิจัวิจัยด้าน พฤติกรรม ศาสตร์หรือรืศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อน ามาประยุกต์ใช้ในการวิเวิคราะห์และพัฒนาตนอย่างถ่อง แท้ 2.4 เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาจิตใจ (จิตใจและพฤติกรรมมนุษย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและ พัฒนาได้ เช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก) ท าให้จิตใจได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดปัญญารับรู้ตนเองอย่าง ลึก ซึ้งและแท้จริงริ 3. การฝึกตน เป็นวิธีวิธีการพัฒนาด้าน คุณธรรมจริยริธรรมด้วย ตนเองขั้นสูงสุด เพราะเป็นการ พัฒนา ความสามารถของบุคคล ในการ ควบคุมการประพฤติปฏิบัติของตนให้อยู่ในกรอบของพฤติกรรมที่ พึง ปรารถนาของสังคม ทั้งในสภาพการณ์ปกติและเมื่อเผชิญปัญหาหรือรืขัดแย้ง การฝึกตน เป็นวิธีวิธีการ พัฒนาด้าน คุณธรรม จริยริธรรมด้วยตนเองขั้นสูงสุด เพราะเป็นการ พัฒนาความสามารถของบุคคล ใน การควบคุมการประพฤติปฏิบัติของตนให้อยู่ในกรอบของพฤติกรรมที่พึง ปรารถนาของสังคม ทั้งใน สภาพการณ์ปกติและเมื่อเผชิญปัญหาหรือรืขัดแย้ง 3.1 การฝึกวินัวินัยขั้นพื้นฐาน เช่น ความขยันหมั่นเพียร การพึ่งตนเอง ความตรงต่อเวลา ความ รับผิด ชอบ การรู้จักประหยัดและออม ความซื่อสัตย์ ความมี สัมมาคารวะ ความรักชาติฯ 3.2 การรักษาศีลตามความเชื่อในศาสนาของตน ศีลเป็นตัวก าหนดที่จะท าให้งดเว้นว้ ในการที่จะ กระท าชั่วร้ายใด ๆ อยู่ในจิตใจ ส่งผลให้บุคคลมีพลังจิตที่เข้มแข็งรู้เท่าทันความคิดสามารถควบคุมตนได้ 3.3 การทำ สมาธิ เป็นการฝึกให้เกิดการตั้งมั่นของจิตใจท าให้เกิดภาวะมีอารมณ์หนึ่งเดียวของ กุศล จิต เป็นจิตใจที่สงบผ่องใสบริสุริสุทธิ์เป็นจิตที่เข้มแข็ง มั่นคง แน่วแน่ ท าให้เกิดปัญญาสามารถ พิจารณา เห็นทุกอย่างตรงสภาพความเป็นจริงริ 3.4 ฝึกการเป็นผู้ให้ เช่น การรู้จัก ให้อภัย รู้จักแบ่งปันความรู้ ความดีความชอบ บริจริาคเพื่อ สาธารณะประโยชน์ อุทิศแรงกายแรงใจช่วยงานสาธารณะประโยชน์โดยไม่หวังวัผลตอบแทนใด ๆ สรุปได้ว่าว่การพัฒนาจริยริธรรมด้วยวิธีวิธีพัฒนาตนเองตามขั้นตอนดังกล่าว เป็นธรรมภาระที่บุคคล สามารถปฏิบัติได้ควบคู่กับการด าเนินชีวิตวิประจ าวันวัแต่มิใช่เป็นการกระท าในลักษณะเสร็จสิ้น ต้อง กระทำ อย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย เพราะจิตใจของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เฉกเช่น กระแสสังคม ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 17


จัดทำ โดย นางสาวชญานิน ไม่แพง รหัสนักศึกษา 63115270116 นางสาวปรีย รี าภา กิขุนทด รหัสนักศึกษา 63115270134 สาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิท วิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร 18


Click to View FlipBook Version