44 ควรให้คำแนะนำแก่บิดามารดาเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ยา ปฏิชีวนะก่อนการตรวจรักษา การผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิด ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบ แผนการรักษา ข้อวินิจฉัยการพยาบาล 4 เสี่ยงต่อการเจริญเติบโตที่ไม่สมวัย เนื่องจากรับประทานอาหารได้น้อย กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1.ดูแลให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนช่วงสั้นๆ ก่อนมื้อนม/อาหารเพื่อสะสม พลังให้เพียงพอที่จะอาหาร และจัดให้อยู่ในบรรยากาศที่สงบ เพราะจะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย จะกระตุ้นให้ 2. ในเด็กโตควรได้รับอาหารให้ครบ 5 หมู่ และมีจำนวนแคลอรี สูงกว่าปกติ (100-120 แคลอรีกิโลวัน) คือ ประมาณ 130-180 แคลอรี/กิโลกรัม/วัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับ การเผาผลาญพลังงานที่สูงขึ้น จากที่มีอาการหายใจเร็วและหัว ใจเต้นเร็วและทดแทนปริมาณอาหารต่อมื้อที่รับประทานได้น้อย กว่าเด็กปกติ (ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์, 2543; Speer, 3. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ และควรจัดหา เครื่องปรุงรสที่ไม่ขัดต่อแผนการรักษากระตุ้นความอยากอาหาร บางรายอาจมีอาหารว่างระหว่างมื้อ รวมทั้งส่งเสริมให้บิดามารดา ร่วมรับประประทานอาหารกับผู้ป่วยด้วย 4. ดูแลให้นมแก่ผู้ป่วยตามแผนการรักษา โดยให้มื้อละปริมาณ น้อย ๆ แต่บ่อยครั้งอาจให้นมประมาณ5-6 มื้อต่อวัน จะช่วยมิให้ ผู้ป่วยมีอาการแน่นท้องหลังมื้อนมหรือท้องอืด หรือต้องใช้ พลังงานมากในการดูดนมแต่ละมื้อ แต่หากผู้ป่วยหิวให้ปรับ ตารางการให้นมตามความต้องการของเด็ก ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วย หิวมากจนร้องไห้ งอแง หรือมีอารมณ์หงุดหงิด เวลาให้นมให้อุ้ม เด็กหรือจัดเด็กอยู่ในท่าศีรษะสูงประมาณ 45 องศา เพื่อ บรรเทาอาการหายใจเร็ว และให้ผู้ป่วยดูดนมครั้งละน้อย ๆ หยุด พักระหว่างมื้อ และให้ดูดนมจนหมดทุกมื้อ โดยควรไล่ลมระหว่าง 1ให้ผู้ป่วยได้รับประทานอาหารที่ หลากหลาย 2.เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหา1รที่ เพียงพอต่อความต้องการของ ร่างกาย 3.เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเกิดความ อยากอาหารเพิ่มมากขึ้น 4.เพื่อให้ผู้ป่วยได้ดื่มนมให้เพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย
45 และหลังมื้อนม เพื่อไม่ให้ท้องอืด ในการให้นมผู้ป่วยแต่ละครั้ง ไม่ ควรให้ดูดนานเกิน 40 นาทีอาหารได้ดีขึ้น ข้อวินิจฉัยการพยาบาล 5 มีโอกาสเกิดพัฒนาการล่าช้า เนื่องจากมีอาการเหนื่อยง่าย การเคลื่อนไหวร่างกาย แขนขา จึงมีน้อย กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินพัฒนาการของเด็ก เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ เปรียบเทียบกับการประเมินพัฒนาการของเด็กครั้งต่อไป 2. วางแผนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก รวมทั้งการจัดเกมส์ และของเล่นต่างๆ โดยให้เหมาะสมกับวัย และสภาพของเด็ก 2.1 ในเด็กเล็กอาจฝึกให้ชันคอ หรือฝึกยืนทรงตัวในช่วงสั้นๆ ภายหลังที่ได้พักผ่อนแล้ว เป็นการพัฒนาการทำงานของ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วนในเด็กโตอาจจัดให้มีโอกาสเดินเล่นใน บริเวณหอผู้ป่วยในช่วงเวลา 2.2 ควรจัดหาของเล่นต่างๆ ที่เหมาะสำหรับวัย เช่น ของเล่นจับ เขย่า และบล็อก ส่วนเด็กโต จัดอุปกรณ์ณีให้วาดรูป เขียน เรียงความ หรือปั้นดินน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก 2.3 ควรพูดคุยกับเด็ก เปิดเพลงให้เด็กเล็กฟัง และเล่นต่อภาพ ส่วนเด็กโตอาจส่งเสริมให้เด็กร้องเล่นดนตรี และอ่านหนังสือ เพื่อ พัฒนาทักษะด้านสติปัญญาและภาษา 2.4 ส่งเสริมให้เด็กเล็กเล่นของเล่นอยู่ใกล้กัน หรือเด็กโตให้วาด รูป ระบายสีและเล่นเกมส์ร่วมกัน เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์พูดคุยใน กลุ่มผู้ป่วยด้วยกัน หรือกับเด็กอื่น ๆ ที่มาเยี่ยมที่มีสุขภาพดี เพื่อ พัฒนาทักษะด้านสังคมจากการสื่อสารกับเด็กคนอื่นๆ 3. ให้ข้อมูลแก่บิดามารดาเกี่ยวกับพัฒนาการของบุตร รวมทั้ง วิธีการส่งเสริมพัฒนาการของบุตร ส่วนรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่า 1 . เ พ ื ่ อ ป ร ะ เ ม ิ น แ ล ะ ส ่ ง เ ส ริ พัฒนาการรเด็ก 2 . เ พ ื ่ อว า งแ ผ นกิจกร ร 1มที่ เหมาะสมหรุบผู้ป 3 . เ พ ื ่ อ ส ่ ง เ ส ร ิ ม แ ล ะ ก ร ะ ตุ้ น พัฒนาการของผู้ป่วย
46 มีพัฒนาการล่าช้า ควรแนะนำเรื่อการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก รวมทั้งการส่งผู้ป่วยปรึกษาเพื่อรับการบริการการกระตุ้น พัฒนาการ ข้อวินิจฉัยการพยาบาล 6 บิดามารดามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิดของ บุตร กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. อธิบายให้บิดามารดาเข้าใจเกี่ยวกับความผิดปกติของหัวใจ และหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิดของบุตร และตอบคำถามที่บิดา มารดาอาจมี ในกรณีที่ความเจ็บป่วยของเด็กอาจเกี่ยวข้องกับ ปัจจัยทางพันธุกรรม พยาบาลควรให้ข้อมูลแก่บิดามารดาและ สอบถามความรู้สึกกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยลดความวิตกกังวล ของบิดามารดา ให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคหัวใจ และบิดามารดาบางคู่ อาจมีคำถามเกี่ยวข้องกับทางพันธุกรรม 2. ให้ข้อมูลแก่บิดามารดาเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของบุตร การ ดำเนินของโรค และแผนการรักษาพอสังเขปโดยให้สอดคล้องกับ คำอธิบายของแพทย์โดยให้เป็นระยะๆจะช่วยให้บิดามารดาได้ ติดตามอาการเปลี่ยนแปลงของบุตร และลดความวิตกกังวล เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของบุตรลง 3. สนับสนุนให้บิดามารดาอุ้มชู และกอดรัดบุตรให้บ่อยเท่าที่จะ ทำได้ จะช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพที่ระหว่างบิดามารดาและบุตร ก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย และลดความวิตกกังวลของบิดา มารดาลง 1เพื่อลกความเครียดและความวิตก กังวลของผู้ดูแล 2 . เ พ ื อ ใ ห ้ ผ ู ้ ด ู แ ล เ ข ้ า ใ จ ถึ ง กระบวนการรักษาผู้ป่วยและลด ความวิตกกังวล 3.เพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีบุทบาท ด้านสัมพันธภาพมากยิ่งขึ้นและลด ความเครียดความวิตกกังวลของ ผู้ดูแลลง
47 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล โรค Rheumatic Heart Disease (โรคหัวใจรูห์มาติก) คำจำกัดความ (Definition) โรคหัวใจรูห์มาติก (Rheumatic Heart Disease) หมายถึง การมีลิ้นหัวใจรั่วจากการที่ผู้ป่วยเป็นโรค ไข้รูห์มาติคมาติดนำก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่มีการอักเสบของระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกายหลายแห่ง ได้แก่ หัวใจ (carditis) ข้อ (arthritis) ใต้หนัง (subcutaneous nodules) และผิวหนัง (erythema marginatum) เกิดตามหลังการติดเชื้อที่คอหรือต่อมทอนซิลจากเชื้อแบคทีเรียชนิด β-hemolytic streotococcus group A โดยมีอาการหลังติดเชื้อประมาณ 1-5 สัปดาห์ พบมากในเด็กช่วงอายุ 5-15 ปี เมื่อเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็น ซ้ำได้ (วรรณไพร แย้มมา, และสุพัตรา นุตรักษ์, 2563) โดยเฉพาะหัวใจทำให้มีการอักเสบของหัวใจทุกชั้น รวมทั้งเยื่อบุหัวใจและลิ้นหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ (อมรรัชช์ งามสวย. และวรรณิ ตา สอนกองแดง, 2563) วัตถุประสงค์ (Objective) เพื่อให้ 1. เพื่อให้เนื้อเยื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ 2. เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อลดลง 3. เพื่อให้ไม่เกิดอาการของโรค 4. ไม่เกิดการกลับมาเป็นซ้ำของ Rheumatic fever 5. เพื่อให้ครอบครัวเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโรคของผู้ป่วย การประเมินผล (Assessment) 1. ประเมินสัญญาณชีพ 2. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ ใช้ กล้ามเนื้อเพิ่มช่วยในการหายใจ เช่น retraction ปีกจมูกบาน เป็นต้น 3. ประเมินอาการและอาการแสดงถึงภาวะติดเชื้อ เช่น มีไข้ เจ็บคอ คอแดง ไอ มีน้ำมูก 4. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะซีด เช่น ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียว เป็นต้น 5. ประเมินอาการปวดตามข้อ เช่น บวม แดง ร้อน เป็นต้น 6. ประเมินสีหน้าของผู้ป่วยเด็ก 7. ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยเด็ก
48 8. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis) 1. เนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจลดลง 2. ปวดข้อเนื่องจากมีการอักเสบของข้อจากการติดเชื้อ β-hemolytic streotococcus group A 3. เสี่ยงต่อการเกิดอาการของโรคหัวใจรูห์มาติกรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากพยาธิสภาพโรค 4. มีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำของ Rheumatic fever จากเชื้อ β-hemolytic streotococcus group A 5. ครอบครัววิตกกังวลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วย เนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับภาวะโรคของผู้ป่วย การวางแผนการพยาบาลและผลลัพธ์ (Outcome identification and Planing) 1. เนื้อเยื่อในร่างกายของผู้ป่วยเด็กได้รับออกซิเจนเพียงพอ 2. อาการปวดข้อลดลง 3. อาการของโรคในผู้ป่วยไม่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น 4. ไม่เกิดกลับมาเป็นซ้ำของ Rheumatic fever 5. ครอบครัวเข้าใจและสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรค การรักษา พยาธิสภาพการดำเนินโรคของผู้ป่วย การบันทึก (Documentation) บันทึกการให้ข้อมูล อาการ บันทึกสัญญาณชีพ เครื่องมือที่ใช้ประเมินผู้ป่วยและครอบครัว น้ำหนักตัว การตรวจร่างกายในเรื่องภาวะซีด ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียวหรือไม่ การหายใจว่ามีอาการหอบเหนื่อย ใช้ กล้ามเนื้อช่วยหายใจหรือปีกจมูกบานหรือไม่ การอิ่มตัวของออกซิเจน การดูแลเพื่อบรรเทาอาการปวด อาการ และอาการแสดงต่อผลข้างเคียงของยา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ลงในบันทึกทางการพยาบาล
49 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 1 เนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากประสิทธิภาพในการ บีบตัวของหัวใจลดลง ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะร่างกาย ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น หายใจเร็ว หอบ เหนื่อย มีการใช้กล้ามเนื้อเพิ่มช่วยในการหายใจ 1. เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและให้การ ช่วยเหลือได้ทันท่วงที 2. สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมงและ ชีพจรขณะหลับ 2. เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดและให้การ ช่วยเหลือได้ทันที 3. ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนอย่างเพียงพอ 3. เพื่อลดหารใช้ออกซิเจนของร่างกาย 4. จัดสิ่งแวดล้อมให้มีความสุขสบาย ไม่รบกวน ผู้ป่วยมากเกินไป 4. เพื่อให้สุขสบายมากขึ้น 5. ดูแลให้ผู้ป่วยออกแรงน้อยที่สุด หรือจำกัด กิจกรรม -ให้ร้องไห้น้อยที่สุด ถ้าผู้ป่วยร้องไห้ต้องทำให้หยุด ร้องไห้โดยเร็ว ถ้าไม่หยุดร้องต้องรายงานแพทย์อาจ ต้องให้ยานอนหลับ -ไม่ให้ออกแรงดูดนมมากเกินไป รูจุกนมต้องมีขนาด เหมาะสมกับวัยและอาการแสดงของผู้ป่วย -ระวังอย่าให้ผู้ป่วยท้องผูก เวลาถ่ายจะได้ไม่ต้องออก แรงเบ่ง 5. เพื่อลดการทำงานของหัวใจ 6. จัดท่านอนศรีษะสูงประมาณ 30-45 องศา (semi fowler’s position) 6. เพื่อช่วยให้ปอดขยายตัวได้ดีและเพิ่ม ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 7. ดูแลให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอตามแผนการ รักษา 7. เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแส เลือด 8. กรณีผู้ป่วยมีเสมหะ ให้ช่วยทำกายภาพบำบัด ทรวงอกและดูดเสมหะตามความเหมาะสม 8. เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 9. ดูแลให้ได้รับยากลุ่มยาขับปัสสาวะตามแผนการ 9. เพื่อลดการคั่งของน้ำในปอด ทำให้ประสิทธิภาพ
50 กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) รักษา การแลกเปลี่ยนก๊าซดีขึ้น ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 2 ปวดข้อเนื่องจากมีการอักเสบของข้อจากการติดเชื้อ β-hemolytic streptococcus group A ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินอาการและอาการแสดงของอาการปวด เช่น บวม แดง ร้อน หรือกดเจ็บ เป็นระยะๆ และให้ การพยาบาล ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดมากขึ้น โดยสังเกต สีหน้า น้ำเสียง การเคลื่อนไหว การส่ง เสียง 1. เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 2. ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา 2. เพื่อลดการอักเสบของข้อ 3. ดูแลให้ผู้ป่วยพักข้อที่มีการอักเสบ พยายามให้ข้อ อยู่ในลักษณะการผ่อนคลายโดยหาหมอนหรือผ้า รองใต้ข้อนั้น 3. เพื่อลดอาการเจ็บปวด 4. ดูแลให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวล จับต้อง หรืออุ้มเด็กด้วยความระมัดระวัง 4. เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว 5. ประคบตามข้อที่มีการอักเสบด้วยความเย็น 5. เพื่อลดอาการเจ็บปวด 6. ดูแลช่วยเหลือในการทำกิจกรรมต่างๆ 6. เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างท่วงที 7. หากิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมตามวัย 7. เพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด 8. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ ไม่รบกวนโดยไม่จำเป็น 8. เพื่อให้สุขสบาย
51 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 3 เสี่ยงต่อการเกิดอาการของโรคหัวใจรูห์มาติกรุนแรงมาก เนื่องจากพยาธิ สภาพโรค ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยเด็กด้วยเสียงนุ่มนวล อ่อนโยน 1. เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กไว้วางใจ 2. อธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องพักอยู่บนเตียงให้ ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวฟัง 2. เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กได้รับการรักษาจากแพทย์ได้ ท่วงที 3. จัดหาของเล่นหรือเกมส์ที่ไม่ขัดข้องกับอาการของ โรคที่ผู้ป่วยเป็น ให้ผู้ป่วยเล่นบนเตียง 3. เพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด 4. ให้ครอบครัว โดยเฉพาะมารดาได้อยู่กับผู้ป่วยเด็ก ให้มาก หรือในวัยรุ่นให้เพื่อนมาเยี่ยมตามความ เหมาะสม 4. เพื่อลดความวิตกกังวล 5. ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยแต่ต้องไม่ทำ ให้อาการของโรคเลวลง เช่น การเล่น ต้องเป็นการ เล่นที่ต้องใช้กำลัง เป็นต้น 5. เพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 4 มีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำของ Rheumatic fever จากเชื้อ β-hemolytic streotococcus group A ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา 1. เพื่อป้องกันการติดเชื้อ β-hemolytic streotococcus group A 2. แนะนำบิดามารดาและผู้ป่วยให้เข้าใจความ จำเป็นของการใช้ยาปฏิชีวนะ 2. เพื่อป้องกันโรคและขอความร่วมมือในการพา ผู้ป่วยมารับยาอย่างสม่ำเสมอ 3. แนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ เหนื่อย หอบหรือเจ็บคอ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพราะ อาจเกิดการติดเชื้อ streotococcus ได้ 3. เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
52 กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 4. แนะนำให้ผู้ป่วย หรือบิดามารดาดูแลผู้ป่วยใน เรื่องสุขวิทยาส่วนบุคคล เช่น การรักษาความสะอาด ปาก ฟัน เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค ซึ่งอาจทำให้ เกิดการติดเชื้อในระบบหายใจส่วนต้นและลุกลาม เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างได้ 4. เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค 5. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการติดเชื้อ เช่น มี ไข้ เจ็บคอ คอแดง หรือชุมชนแออัด 5. เพื่อลดการติดเชื้อในร่างกาย ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 5 ครอบครัววิตกกังวลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วย เนื่องจากขาดความรู้ เกี่ยวกับภาวะโรคของผู้ป่วย ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) กิจกรรม (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมิน 2Q กับสมาชิกภายในครอบครัวของ ผู้ป่วย 1. เพื่อเฝ้าระวังความวิตกกังวล 2. สังเกตสีหน้าสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย เช่น ใต้ตาคล้ำ 2. เพื่อประเมินความวิตกกังวล 3. ประเมินความรู้ของสมาชิกภายในครอบครัว เกี่ยวกับภาวะโรคของผู้ป่วย 3. เพื่อให้ความรู้ได้เหมาะสม 4. อธิบายพยาธิสภาพ แผนการรักษาให้สอดคล้อง กับคำอธิบายของแพทย์แนวทางการช่วยเหลือที่ บ้าน โดยให้เป็นระยะๆ และให้ความรู้โดยใช้รูปภาพ และตอบคำถามที่บิดามารดาอาจมีจะช่วยให้บิดา มารดาได้ติดตามอาการเปลี่ยนแปลงของบุตร 4. เพื่อบิดามารดาได้ติดตามอาการเปลี่ยนแปลงของ บุตร และลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของบุตรลง 5. สนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลและ ให้กำลังใจผู้ป่วย 5. เพื่อส่งเสริมสัมพันธภาพที่ระหว่างบิดามารดาและ บุตร 6. มีโอกาสคุยกับครอบครัวอื่น ที่มีปัญหาใกล้เคียง กัน 6. เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้
53 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล โรค/เรื่อง : โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) คำจำกัดความ (Definition) (ระบุเอกสารอ้างอิง) โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) เป็นโรคที่มีการ อักเสบของหลอดเลือดแดงขนาดกลาง (vasculitis) ในเด็ก ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน มีงานวิจัยหลายฉบับรายงานว่าส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากกลไก ผิดปกติ ทางภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นโดยการติดเชื้อ และมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องด้วย (Newburger, Takahashi, & Burns, 2016) เป็นสาเหตุที่สาคัญ ของการเกิด acquired heart disease ในเด็ก พบได้บ่อย ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 50 พบ ในเพศชาย มากกว่าเพศหญิง 1.5:1 เมื่อเคยเป็นโรค นี้แล้วมีโอกาสกลับเป็นซ้าได้ ร้อยละ 3 อาการแสดงของโรค ประกอบด้วยไข้สูง มีการเปลี่ยนแปลงของ ผิวหนัง เยื่อบุผิว มีการอักเสบของเส้นเลือดแดง ต่อมน้ำเหลืองที่คอ โต ซึ่งโรคนี้สามารถหายได้เอง (Self-limited) แต่มีโอกาสเกิด coronary aneurysm ได้ร้อยละ 15-25 ถ้า ไม่ได้รับการรักษา (Newburger, Takahashi, & Burns, 2016) โดยมีภาวะแทรกซ้อนคือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย อย่างเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) จากการที่ coronary aneurysm มี thrombosis หรือ rupture การรักษานิยมให้ Intravenous immunoglobulin และยา aspirin เพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือด หัวใจโป่งพองและมีลิ่มเลือดอุดตัน วัตถุประสงค์ (Objective) 1. เพื่อป้องกันภาวะชักจากไข้สูง 2. เพื่อทุเลาอาการอักเสบของริมฝีปาก ผื่นตามตัว 3. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนการโป่งพองและลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ลำไส้ และข้อ 4. ไม่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา immunoglobulin และAspirin 5. เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากซีด 6. ลดความวิติกกังวลของญาติ
54 การประเมินผล (Assessment) 1. ประเมินสัญญาณชีพ 2. ประเมินอาการแทรกซ้อน เช่น ผื่นแดง คัน หายใจลำบาก 3. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะติดเชื้อ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ คอแดง 4. ประเมินอาการอาการแสดงของภาวะซีด เช่น ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเขียว 5. ติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ 6. ญาติเข้าใจอาการและโรคของผู้ป่วยเด็ก ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis) 1. ไม่สุขสบายเนื่องจากริมฝีปากอักเสบบวมแดง มีผื่นตามตัว 2. เสี่ยงต่อการชักเนื่องจากมีไข้สูง 3. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนการโป่งพองและลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเนื่องจากการ อักเสบของผนังหลอดเลือดและการเพิ่มขึ้นของเกร็ดเลือด 4. เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากซีด 5. ญาติวิตกกังวลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค การวางแผนการพยาบาลและผลลัพธ์ (Outcome Identification and Planning) 1. ไม่มีเกิดภาวะชักและไม่มีไข้สูง 2. ไม่เกิดอาการอักเสบของริมฝีปาก ผื่นตามตัว 3. ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนการโป่งพองและลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ 4. ไม่เกิดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยยา immunoglobulin และAspirin 5. ไม่มีอาการปลายมือปลายเท้าเขียว 6. ญาติสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับโรคของผู้ป่วยเด็กได้ การบันทึก (Documentation) บันทึกลักษณะอาการและอาการแสดงที่แสดงถึงประสิทธิภาพการหายใจว่ามีอาการหอบเหนื่อยหรือมี ปีกจมูกปานหรือไม่ การตรวจร่ายกายไม่พบภาวะซีด การอิ่มตัวของออกซิเจน ไม่มีอาการและอาการแสดงต่อ อาการข้างเคียงของยาที่ใช้รักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ลงบันทึกทางการพยาบาล
55 ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) ข้อที่1 ไม่สุขสบายเนื่องจากริมฝีปากอักเสบบวมแดง มีผื่นตามตัว กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินภาวะไข้ บันทึกสัญญาณชีพทุก 2-4 ชั่วโมง และสังเกตอาการแสดงอื่น ๆ ของภาวะ ไข้เช่น ตัวร้อน หน้าแดง มึนงง สับสน กระสับกระส่าย และร้องกวน เป็นต้น 1. เพื่อประเมินภาวะไข้ 2. หากเด็กมีไข้สูง (อุณหภูมิกายระหว่าง 37.5– 37.9 องศาเซลเซียส) ให้จัดการเรื่องไข้ ดังนี้ 2.1 ดูแลให้เด็กได้รับน้ำทางปากอย่าง เพียงพอ หรือควบคุมสารน้ำที่ให้ทางหลอด เลือดดำให้ตรงตามแผนการรักษา 2.2 เช็ดตัวลดไข้ (sponging) ด้วยน้ำ อุณหภูมิ ห้อง นาน 15 – 20 นาที และต้อง ระมัดระวังไม่ให้เด็กมีอาการ หนาวสั่น (shivering) เพราะจะเพิ่มอัตราการเผา ผลาญพลังงานของร่างกาย และหลอดเลือด หดตัว (vasoconstriction) ความร้อนจึง ไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้และ สวมเสื้อผ้าที่บาง ไม่ห่มผ้าหากเด็กไม่มี อาการหนาวสั่น 2.3 จัดให้เด็กนอนพัก ไม่รบกวนเกินความ จำเป็น 2.4 ไม่พยายามลดอุณหภูมิกายเด็กอย่าง รวดเร็ว เช่น เปิดพัดลม เพราะจะกระตุ้นให้ มีอาการหนาวสั่น และเพิ่มอัตราการเผา ผลาญพลังงานของร่างกายเช่นกัน 2. เพื่อลดไข้ - เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ (dehydration) จาก ภาวะไข้ และน้ำช่วยระบายความร้อนออกจาก ร่างกายผ่านปัสสาวะ - เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย - เพื่อลดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย จึง ลดการผลิตความร้อนในร่างกายด้วย 3. ติดตามวัดอุณหภูมิกายหลังเช็ดตัวลดไข้ 30 นาที หรือหลังให้ยาลดไข้ 1 ชั่วโมง 3. เพื่อติดตามอาการไข้ 4. ใ ห ้ ย า ล ด ไข ้ P a r a c e t a m o l s y r u p 4. เพื่อให้ได้รับยาตามแผนการรักษา
56 (120mg/5ml) 8 ml PO PRN q 6 hr. ตาม แผนการรักษาของแพทย์ ข้อที่2 เสี่ยงต่อการชักเนื่องจากมีไข้สูง กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินและสังเกตอาการ ลักษณะของผื่น แดง คัน และอาการริมฝีปากอักเสบ บวม แดง ริม ฝีปากแห้ง แตก เพิ่มมากขึ้นรายงานแพทย์ 1. เพื่อสังเกตอาการของผื่นคัน และการอักเสบ ของริมฝีปาก 2. แนะนำให้ญาติเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น เพื่อให้ผิวหนัง สะอาด 2. เพื่อลดอาการคันบริเวณผิวหนังและทำให้ ผิวหนังสะอาด 3. ดูแลเปลี่ยนเสื้อ กางเกง ไม่ให้อับ และจัด สิ่งแวดล้อมรอบเตียงให้สะอาด 3. เพื่อลดอาการคันที่ผิวหนัง และลดสิ่งหมักหมม ที่อาจทำให้เกิดอาการคันเพิ่มมากขึ้น 4. ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ 5% DN/2 1000 ml IV 60 cc/hr. และสังเกต บริเวณเข็มที่ให้น้ำเกลือ เช่น ปวด บวม แดง 4. เพื่อให้ได้รับสารน้ำทดแทน 5. ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะ Ampicillin (500) IV q 6 hr. ตามแผนการรักษาของแพทย์ 5. เพื่อให้ได้รับยาตามแผนการรักษา 6. ดูแลความสะอาดของช่องปาก เช่น บ้วนปาก จิบน้ำบ่อยๆ แนะนำให้รับประทานครั้งละน้อย แต่บ่อย และประเมินภาวะขาดสารอาหาร เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง 6. เพื่อดูแลความสะอาดของช่องปาก และ ประเมินภาวะขาดสารอาหาร 7. แนะนำอาหารที่ควรรับประทาน เช่น นม เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผักผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง ฟักเขียว มะระ แตงโม กีวี่อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ถั่ว และ ไข่ อาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง เช่น ตับและ อาหารทะเลดื่มน้ำเปล่าให้มาก ช่วยให้อุณหภูมิ ร่างกายเย็นลง อาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม น้ำ เย็น เพราะจะทำให้ปากชุ่มชื้นขึ้น เป็นต้น และ ที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม ละเอียด ไม่ร้อนจนเกินไป อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง อาหารเผ็ดร้อน เช่น หอม กระเทียม อาหารกรดสูงหรืออาหารที่มีรส เปรี้ยว เช่น สับปะรด ส้ม ส้มโอ มะนาว มะเขือ 7. เพื่อป้องกันการอักเสบเพิ่มขึ้นในช่องปาก
57 เทศ อาหารทอด อาหารมัน ผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน เงาะ และอาหาร ประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มรส ซาบซ่า เป็นต้น ข้อที่3 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนการโป่งพองและลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเนื่องจาก การอักเสบของผนังหลอดเลือดและการเพิ่มขึ้นของเกร็ดเลือด กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินและสังเกตอาการของลิ่มเลือดอุดตัน ของ - หลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก - อาการอุดตันของลำไส้ ได้แก่ อาการ อาเจียน ถ่ายเหลว และอาการถ่ายมีเลือด ปน และอาการอุดตัน - ของลิ่มเลือดบริเวณข้อ ได้แก่ ปวด บวม แดง 1. เพื่อประเมินอาการของลิ่มเลือดอุดตัน 2. ดูแลให้ยา IVIG ตามแผนการรักษา คือ IVIG 37.5 gm iv rate 11 ml/hr in 30 min, 22 ml/hr in 30 min, 45 ml/hr in 30 hr then 70 ml/hr จนครบ 12 ชั่วโมง ขณะให้ยาให้การ พยาบาลดังนี้ - ดูแลให้ยา Pre-medication 30 นาที ก่อนให้ยา IVIG คือ Paracetamol syrup 5 ml oral - ดูแลให้ยา IVIG ตามแผนการรักษาโดยใช้ Infusion pump ไม่รวมกับสายน้ำเกลือยา อื่นและสังเกตอาการข้างเคียงจากการให้ยา IVIG ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หน้าแดง ปวดตัว ปวดศีรษะ - วัดสัญญาณชีพทุก 15 นาที 1 ชั่วโมง ทุก 30 นาที 2 ชั่วโมง และทุก 1 ชั่วโมง ตลอดจนการให้ยาครบ 24 ชั่วโมง 2. เพื่อให้ได้รับยาตามแผนการรักษา
58 3. ดูแลให้ยา Aspirin (300) 1x3 oral PC. ตาม แผนการรักษา - สังเกตอาการข้างเคียงของยา Aspirin ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ระคาย เคืองกระเพาะอาหาร แผลในทางเดิน อาหาร ผื่น 3. เพื่อป้องกันการรวมตัวของเกร็ดเลือด ลดลิ่ม เลือดอุดตันหลอดเลือด 4. ติดตามผลตรวจห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับ ESR CRP และ Platelet count 4. เพื่อประเมินภาวะการอักเสบของหลอดเลือด 5. ติดตาม Echocardiogram 5. เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ ข้อที่4 เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากซีด กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินอาการและอาการแสดงภาวะซีดได้แก่ ค่าความเข้มข้นเม็ดเลือดแดง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง เวียนศีรษะ หายใจตื้น หอบ ง่วงซึม หัวใจเต้นเร็วมีอาการซีคตามปลาย มือปลา ยเท้า เยื่อบุต า มีPostural Hypotension เพื่อรายงานแพทย์พิจารณาการ ให้ออกซิเจน 1. เพื่อประเมินภาวะซีด 2. จัดท่านอนศีรษะสูง เพราะทำให้กระบังคม เคลื่อนต่ำลง ปอดขยายตัวได้เต็มที่เพิ่มพื้นที่ใน การแลกเปลี่ยนก๊าซมากขึ้น 2. เพื่อให้ปอดได้ขยายตัวและเพิ่มพื้นที่ของการ แลกเปลี่ยนก๊าซ 3. ดูแลให้ผู้ป่วยพักผ่อนบนเตียง เพราะการ พักผ่อนบนเตียงจะช่วยลดการใช้ออกซิเจนใน การทำกิจกรรม ทำให้อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ลดลง และแนะนำเรื่องการปรับเปลี่ยนท่าควร ทำอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ 3. เพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและลดการใช้ พลังงาน 4. Vital sign ทุก 4 ชม เพราะการประเมิน สัญญาณชีพจะช่วยให้ทราบความรุนแรงของ ภาวะซีด 4. เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะพร่อง ออกซิเจน 5. ประเมิน O2 saturation ทุก 4 ชม เพราะเป็น การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 5. เพื่อประเมินการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
59 6. ติดตามผล lab Hb, Hct เพราะเป็นค่าที่แสดง ถึงความเข้มข้นของเลือดในร่างกาย 6. เพื่อประเมินค่าความเข้มข้นของเลือดใน ร่างกาย 7. แนะนำญาติถึงการรับประทานอาหารที่มี ประโยชน์ มีคุณค่าอาหารสูง มีธาตุเหล็ก ได้แก่ นม ไข่แดง ตับ ผักใบเขียว เป็นต้น และแนะนำ ผู้ป่วยและญาติให้สังเกตอาการผิดปกติที่เกิด จากภาวะโลหิตจาง ได้แก่ อ่อนเพลีย เหนื่อย ง่าย ไม่มีแรง เวียนศีรษะ หายใจตื้น หอบ ง่วง ซึม หัวใจเต้นเร็ว ให้รีบปรึกษาแพทย์หรือ พยาบาล 7. เพื่อเพิ่มแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและสามารถ สังเกตอาการของภาวะโลหิตจางได้ ข้อที่5 ญาติวิตกกังวลเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) ให้คำแนะนำเมื่อผู้ป่วยกลับบ้าน ตามหลัก D-METHOD D: Disease ให้ความรู้เรื่องโรคคาวาซากิ ภาวะการ อักเสบของหลอดเลือด (vasculitis) เป็นพยาธิสภาพ ที่สำคัญของการเกิดโรค Kawasaki disease ปัจจุบันยังไม่ทราบเชื้อก่อโรค แต่มีการศึกษาทาง ระบาดวิทยาสนับสนุนว่าอาจเกิดจากกลไกความ ผิดปกติทางภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นโดยการติดเชื้อ (ธนาธิป ลือวิเศษไพบูรณ์, 2557) เป็นสาเหตุหนึ่ง ของการเกิดโรคหัวใจพิการภายหลัง (acquired heart disease) ในเด็ก อาการสำคัญคือ มีไข้ เกิด การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณปาก ลิ้น มีลักษณะสีแดงคล้ายผล สตรอเบอร์รี่ ฝ่ามือฝ่าเท้าลอก และต่อมน้ำเหลืองโต เนื่องจากเป็นโรคที่มีพยาธิสภาพการอักเสบของ หลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย จึงทำให้พบหลอดเลือด โป่งพอง (aneurysm) ตามหลอดเลือดต่างๆ พบ เกร็ดเลือดเพิ่มสูงมากเป็นสาเหตุให้เกิดลิ่มเลือดอุด ตันภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือการโป่งพองของ หลอดเลือดแดงหัวใจ (coronary artery เพื่อให้สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเมื่อกลับไป อยู่บ้าน
60 aneurysm) ในขณะที่มีการโป่งพองของเส้นเลือด แดงจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานไม่ดีและเกิด ภาวะหัวใจวายได้ (วรรณไพร แย้มนา และสุพัตรา นุตรักษ์, 2561) พยาบาลผู้เป็นด่านหน้าในการซัก ประวัติ ตรวจร่างกาย และวางแผนการพยาบาลด้วย ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินโรคที่ถูกต้องจะช่วย ให้การวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำ สามารถให้ การรักษาได้ทันเวลาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ อาจเกิดกับผู้ป่วยได้ M: Medication ยา แอสไพริน (Aspirin) มีชื่อเต็มว่า Acetyl Salicylic Acid เป็นกลุ่มยา Salicylates ใช้สำหรับ แก้ปวด ลดไข้ แก้อักเสบที่เราคุ้นเคยกันดี หากใช้ ระยะยาวสามารถป้องกันโรคหัวใจโรคหลอดเลือด สมอง และโรคมะเร็งลำไส้ได้ด้วย ซึ่งเมื่อก่อนยา แอสไพรินเปรียบเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้าน ต้องมีเลยทีเดียว เนื่องจากหาซื้อง่ายตามร้านสะดวก ซื้อ ให้ประสิทธิภาพในการแก้ปวด ลดไข้ได้รวดเร็ว แต่หลังจากนั้นได้มีผลวิจัยออกมาว่า แอสไพรินมี ผลข้างเคียงที่ส่งผลเสียกับร่างกาย ความนิยมจึง ค่อยๆ ลดลง และหันไปใช้ยาพาราเซตามอลแทน ชื่อทางการค้าของ Aspirin ย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก ค้นพบว่าใบและ เปลือกของต้นหลิว (Willow leaves and bark) สามารถลดไข้และแก้ปวดได้ ต่อมามีการเริ่มคิดค้น ใหม่โดยนำสารซาลิซินมาสังเคราะห์เป็นกรดอเซติว ซาลิไซลิก (Acetyl salicylic acid) และ เรียกว่า แอสไพริน ภายหลังในปี ค.ศ. 1915 บริษัทไบเออร์ได้ผลิตเป็นรูปแบบผงออกวางจำหน่าย ไปทั่วโลก นอกจากนี้Aspinrin ยังมีชื่อทางการค้า ยี่ห้ออื่น เช่น Bayer Aspirin, ALKA-SELTZER,
61 Asatab, Cardiprin 100 mg การออกฤทธิ์ของ Aspirinแอสไพรินนอกจากมี ฤทธิ์ในการช่วยรักษาอาการอักเสบ อาการปวด และ แก้ไข้ด้วยการยับยั้งกระบวนการผลิตสารพลอสตา แกลนดินแล้ว ยังมีกลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ มี ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดโดยจะช่วยยับยั้ง Acetylating ซึ่งมีหน้าที่ทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันเพื่อรักษา ภาวะหลอดเลือดสมอง รวมถึงมีฤทธิ์กระตุ้นให้ เซลล์มะเร็งตาย (Apoptosis) เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ทั้งนี้การป้องกันทั้งสองโรคนี้จะต้องทานแอสไพริน เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ทำให้แอสไพรินเกิดการ ใช้อย่างแพร่หลายทางการแพทย์ ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Aspirin ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแอสไพรินที่พบบ่อย เช่น • อาการวิงเวียนศีรษะ • คลื่นไส้ • ระคายเคืองกระเพาะอาหาร • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียดท้อง ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาแอสไพริน เช่น • อาการหอบหืดกำเริบรุนแรง • อาเจียน • ใบหน้าบวม คัดจมูก • หายใจขัด • ลมพิษ • บริเวณผิวหนังมีอาการช้ำเป็นจ้ำเลือด • มีเสียงในหู • มีแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกระเพาะอาหารทะลุ • อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำ ย า P a r a c e t a m o l ย า พ า ร า เ ซ ต า ม อ ล (Paracetamol) หรือ ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) คือยาสามัญประจำบ้าน ใช้
62 สำหรับบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงสามารถใช้เป็นยาลดไข้ได้ด้วย จัดอยู่ในกลุ่ม Analgesic (ยาแก้ปวด) และ Antipyretic (ยาลดไข้) โดยอาการปวดที่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลบรร เทาได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวด ฟัน ปวดข้อ แต่ยาพาราเซตามอลไม่สามารถใช้ บรรเทาอาการปวดขั้นรุนแรงที่เกิดจากการผ่าตัด ปวดจากโรคมะเร็ง อีกทั้งยาพาราเซตามอลเดี่ยวๆ ก็ ไม่สามารถใช้รักษาอาการอักเสบได้ จึงเป็นยาที่นิยม นำไปผสมกับตัวยาอื่นเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้กว้างขึ้น ก า ร อ อ ก ฤ ท ธ ิ ์ ข อ ง ย า P a r a c e t a m o l การออกฤทธิ์ของยาพาราเซตามอลจะเข้าไปยับยั้ง สารเคมีในสมอง เช่น สารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด และ ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงได้ด้วยการยับยั้งสาร ในสมองส่วนที่มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งยาพาราจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีโดยประมาณ หลังจากรับประทาน และออกฤทธิ์ต่อเนื่องได้นาน 4-6 ชั่วโมง ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาเกินขนาด เช่น • คลื่นไส้ อาเจียน • มีอาการเหงื่อออก • เบื่ออาหาร • ทำให้เกิดการบาดเจ็บในตับ • เกิดอาการสมองเสื่อมจากโรคตับได้ E: Environment เมื่อกลับบ้าน แนะนำให้ ผู้ปกครองดูแลความสะอาด ภายในและภายนอก บ้านให้สะอาด ดูแลสุขวิทยาโดยทั่วไปเนื่องจาก ผู้ป่วยยังมีภูมิต้านทานโรคต่าจากอาการฟื้นไข้ ลด โอกาสการติดเชื้อในร่างกาย T: Treatment การสังเกตอาการหลอดเลือดหัวใจ โป่งพองจากผล Echocardiography พบ Mild MR
63 สังเกตการเต้นของหัวใจเร็ว H: Health การฟื้นฟูสภาพกาย การนอนหลับ พักผ่อนอย่างเพียงพอ การส่งเสริมพัฒนาการตามวัย O: Outpatient แพทย์นัดติดตามอาการภายหลัง จำหน่าย หากพบอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ก่อน วันนัดได้ D: Diet แนะนำอาหารที่ควรรับประทาน เช่น นม เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผักผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง ฟักเขียว มะระ แตงโม กีวี่ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ถั่ว และไข่ อาหารที่มี วิตามินบี 12 สูง เช่น ตับและอาหารทะเล ดื่ม น้ำเปล่าให้มาก ช่วยให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลง อาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม น้ำเย็น เพราะจะทำให้ ปากชุ่มชื้นขึ้น เป็นต้น และที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม ละเอียด ไม่ร้อนจนเกินไป อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง อาหารเผ็ดร้อน เช่น หอม กระเทียม อาหารกรดสูง หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น สับปะรด ส้ม ส้มโอ มะนาว มะเขือเทศ อาหารทอด อาหารมัน ผลไม้ที่มี ฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน เงาะ และอาหาร ประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มรสซาบ ซ่า เป็นต้น
64 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล เด็กที่มีภาวะหัวใจวาย Congestive Heart Failure : CHF คำจำกัดความ (Definition) ภาวะหัวใจวาย (Congestive Heart Failure) หมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆเกิดการขาดออกซิเจน ทำให้เนื้อเยื่อได้รับไม่เพียงพอและอาจเกิดการคั่งของ เลือดในระบบ (รุจา ภู่ไพบูลย์,2558) ซึ่งมีสาเหตุหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1. การมีปริมาณเลือดมากเกินไป 2. การที่ความดันเลือดสูงผิดปกติ เนื่องจากปัญหาการตีบตันของระบบการไหลเวียนของโลหิต 3. การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง ในโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากภาวะเลือดจาง หรือทางเดิน หายใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ภาวะกรดในเลือดสูง มีการลดต่ำของโปแตสเซียม กลูโคส แคลเซียม หรือแมกเนเชียม ในเลือด 4. ความต้องการเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจเนื่องจากร่างกายต้องการออกชิเจนมาเลี้ยงมากเกินกว่าที่หัวใจจะ สูบฉีดได้ เช่น ในผู้ป่วย sepsis, hyperthyroidism และ severe anemia เด็กที่มีปัญหานี้ มักมีความ พิการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีรูรั่วของผนังระหว่างห้องหัวใจแต่กำเนิด วัตถุประสงค์ (Objective) 1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 2. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนเพียงพอ 3. เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและมีปริมาตรเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีปกติ 4. เพื่อให้ผู้ป่วยมีปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาที่เหมาะสม 5. เพื่อให้ผู้ป่วยมีสมุดน้ำและอิเล็คโทรไลต์ ไม่มีภาวะน้ำเกิน 6. เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ 7. เพื่อให้ผู้ป่วยไม่เกิดอันตรายจากภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก 8. เพื่อให้ทารกได้รับความอบอุ่น เสมือนอยู่กับบิดามารดา 9. เพื่อลดความวิตกกังวลของบิดามารดา การประเมินผล (Assessment) 1. ผู้ป่วยไม่มีอาการหายใจลำบาก 2. ผู้ป่วยไม่มีภาวะ cyanosis 3. การตรวจวัดสัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติตามช่วงอายุ 4. ผู้ป่วยมีปริมาตรเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีปกติ ไม่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
65 5. ปริมาณสารน้ำเข้า-ออก เท่ากัน อาการบวมตามแขนขา ลดลง 6. ค่าอิเล็คโทรไลต์ ค่า BUN Creatinine อยู่ในเกณฑ์ปกติ 7. ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ ได้แก่ เลือดออกที่แผล (Bleed ing)กล้ามเนื้อหัวใจ ขาดเลือดหัวใจเต้นผิดจังหวะและภาวะไตวายเฉียบพลัน 8. ไม่มีการแสดงของการติดเชื้อ ได้แก่ มีไข้ อ่อนเพลีย ซึมลง 9. ผู้ป่วยไม่มีเลือดออกที่ใด 10. ทารกไม่ร้องกวน ไม่มีอาการสะดุ้ง ผวาบ่อยครั้ง 11. บิดาและมารดามีสีหน้าสดชื่นขึ้น ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing Diagnosis) 1. ผู้ป่วยเสี่ยงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง 2. ผู้ป่วยมีปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีลดลงเนื่องจากภาวะหัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว 3. ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีลดลง เนื่องจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ 4. ผู้ป่วยเสี่ยงภาวะน้ำเกิน (Fluid Volume Excess) เนื่องจาก Cardio output ลดลง ทำให้เลือดไป เลี้ยงไตน้อยลง 5. ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการ ได้แก่ เลือดออกที่แผล(Bleeding) กล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนปลาย และภาวะไต วายเฉียบพลัน 6. ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก เนื่องจากได้รับยาต้านเกร็ดเลือด (Warfarin) 7. ทารกได้รับความอบอุ่นและการกระตุ้นสัมผัสไม่เพียงพอเนื่องจากต้องแยกจากบิดามารดา 8. บิดามารดามีความวิตกกังวลเนื่องจากความเจ็บป่วยของบุตร การวางแผนการพยาบาลและผลลัพธ์ (Outcome Identification and Planning) 1. เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ 2. ปริมาตรเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีปกติ 3. ผู้ป่วยมีปริมาตรเลือดออกจากหัวใจต่อนาที่เหมาะสม 4. ผู้ป่วยไม่มีภาวะน้ำเกิน ค่าอิเล็คโทรไลต์ ค่า BUN Creatinine อยู่ในเกณฑ์ปกติ 5. ผู้ป่วยไม่มีอาการติดเชื้อและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้น 6. ผู้ป่วยไม่มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยากจากการใช้ยาต้านเกล็ดเลือด (Warfarin) 7. ทารกมีปฏิสัมพันธ์กับบิดามารดาอย่างต่อเนื่อง
66 8. บิดามารดาคลายความวิตกกังวล การบันทึก (Documentation) บันทึกการให้ข้อมูล การทำหัตถการ อาการ สัญญาณชีพ การอิ่มตัวของออกซิเจน ระดับความรู้สึกตัว Glasgow Coma Score อาการและอาการแสดงของผลข้างเคียงจากการใช้ยา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคภาวะ หัวใจวาย Congestive Heart Failure : CHF ที่พบ ลักษณะและอาการแสดงของการติดเชื้อ ผลการตรวจทาง ห้องปฏิบัติการ และลงในบันทึกทางการพยาบาล ขั้นตอนการปฏิบัติ (Implementation) ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 1 ผู้ป่วยเสี่ยงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากประสิทธิภาพการทำงาน ของหัวใจลดลง กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ โดยการสังเกต ลักษณะ อาการทางคลินิกร่วมกับการวัดสัญญาณ ชีพทุก 4 ชั่วโมง 2. จัดสิ่งแวดล้อมให้มีความสุขสบาย จัดกิจกรรม การพยาบาลไม่ให้รบกวนมากเกินไป 3. จัดท่านอนศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา (Semi fowler’s position) เนื่องจากท่านอน Semi fowler’s position จะทำให้กระบังลมลด ต่ำ ช่องทรวงอกกว้างขึ้น ปอดจึงขยายตัวได้เต็มที่ 4. ดูแลให้ได้รับปริมาณออกซิเจนอย่างเพียงพอ ตามแผนการรักษาของแพทย์ ทำให้เนื้อเยื่อ ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ 5. กรณีผู้ป่วยมีเสมหะให้ช่วยทำกายภาพบำบัด ทรวงอกและดูดเสมหะตามความเหมาะสม 6. ติดตามค่า Hct ถ้าตรวจพบว่ามีมากกว่า 65% (Polycythemia) และเด็กมีอาการซึมลง หรือปวด ศีรษะ แพทย์อาจพิจารณาทำ Blood letting 7. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ ถ้าขาด น้ำจะทำให้เลือดข้นหนืดขึ้น และอาจเกิดลิ่มเลือด 1. เพื่อลดการให้ออกซิเจนของร่างกาย และเพื่อ ประเมินสัญญาณชีพและติดตามผลผิดปกติ 2. เพื่อไม่รบกวนผู้ป่วยมากจนเกินไป 3. เพื่อช่วยให้ปอดขยายตัวได้ดีและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 4. เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแสเลือด ให้เพียงพอ 5. เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ 6. เพื่อช่วยลดการข้างของน้ำในปอดทำให้ ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซดีขึ้น 7. เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
67 ไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด 8. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา 9. อธิบายให้บิดามารดาเข้าใจเกี่ยวกับอาการ เจ็บป่วยของบุตร รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมใน การดูแลบุตร ได้แก่ ช่วยสังเกตอาการของภาวะ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น หายใจเร็ว หายใจลำบาก สีผิวคล้ำลง และช่วยดูแลให้บุตร ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อช่วยลดการใช้ ออกซิเจน 8. เพื่อขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ 9. เพื่อส่งเสริมครอบครัวในการดูแลและเฝ้าระวัง อาการเจ็บป่วยของบุตร ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 2 ผู้ป่วยมีปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีลดลงเนื่องจากภาวะหัวใจห้อง ล่างขวาล้มเหลว กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง 2. สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจ ล้มเหลว ได้แก่ อัตราการหายใจน้อยกว่าปกติ กระสับกระส่าย เหนื่อยง่าย เหงื่อออกมาก ผิวหนัง เย็นซีด ปัสสาวะออกน้อย บวม นอนราบไม่ได้ 3. ให้ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยจัดสภาพ สิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม และไม่ควรปล่อยให้เด็ก ร้องหรือออกแรงมาก 4. ดูแลให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีโปรตีน และแคลอรี่ที่เพียงพอ อาหารที่เด็กรับประทานต้อง เป็นอาหารที่จำกัดโซเดียมหรือมีเกลือน้อย 5. จำกัดปริมาณน้ำเข้าสู่ร่างกายให้สอดคล้องกับ แผนการรักษาของแพทย์ ตามสภาวะของโรคหัวใจ รวมทั้งการบันทึกปริมาณน้ำเข้า-ออกของเด็กป่วย (Intake-Ouput) ปริมาณปัสสาวะ 6. ติดตามชั่งน้ำหนักเด็กป่วยทุกวัน และบันทึกเพื่อ ดูความสมดุลน้ำและประเมินการคั่งของน้ำใน ร่างกาย 7. ให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์และ ประเมินผลข้างเคียงของยา 1. เพื่อประเมินสัญญาณชีพและติดตามผลผิดปกติ 2. เพื่อประเมินภาวะสุขภาพของผู้ป่วยและให้การ ช่วยเหลือได้ทันท่วงที 3. เพื่อลดการทำงานของหัวใจ 4. เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกินเนื่องจากภาวะน้ำเกินจะ ทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น 5. เพื่อป้องกันการคั่งของน้ำในร่างกาย 6. เพื่อประเมินการคั่งของน้ำในร่างกายและเฝ้าระวัง ภาวะน้ำเกิน 7. เพื่อการรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของหัวใจห้องล่าง
68 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 3 ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีลดลง เนื่องจาก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. เฝ้าระวังคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอดเวลา เนื่องจาก ลักษณะคลื่น ไฟฟ้าหัวใจบางรูปแบบ เช่น premature atrial contraction (PAC) 2. ประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นหรือลดลของจังหวะการเต้น ของหัวใจ มีผลต่อการลดลงของทำให้มีการลดลง ของเลือดไปเลี้ยงสมอง เกิดภาวะพร่องออกซิเจน (hypoxia) 3. ประเมินสัญญาณชีพทุก 2-4 ชั่วโมงโดยเฉพาะ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหาย ใจความดัน โลหิต ออกซิเจนในเลือด 4. ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์ และสังเกตอาการข้างเคียงของยา 5. ประสานและรายงานอาการให้แพทย์ทราบ ในทันที เมื่อพบความผิดปกติ 1. เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และให้การ ช่วยเหลือได้ทันท่วงที 2. เพื่อประเมินระดับความรู้สึกตัว 3. เพื่อประเมินสัญญาณชีพและอาการผิดปกติ 4. เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และได้รับยาตาม แผนการรักษาของแพทย์ 5. เพื่อรายงานอาการที่ผิดปกติให้แพทย์ทราบและ ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 4 ผู้ป่วยเสี่ยงภาวะน้ำเกิน (Fluid Volume Excess) เนื่องจาก Cardio output ลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. สังเกตและบันทึกอาการบวมแขน ขา ก้นกบ กระบอกตา ทุก 4 ชั่วโมง 2. ประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง 3. ฟังเสียงปอดและเสียงหัวใจทุก 2-4 ชั่วโมง ประเมินเสียงหายใจที่ผิดปกติ เสียงแทรก เช่น Crepitation wheezing สังเกตอาการหายใจ ลำบาก หายใจเร็ว นอนราบไม่ได้ไอเสมหะเป็น ฟองหรือมีสีชมพู ประเมินเสียงหัวใจที่ผิดปกติ เช่น เสียงฟู่ที่มากขึ้น หรือเกิดใหม่ 4. จำกัดน้ำในแต่ละวัน ตามแนวการรักษา อธิบาย ให้บิดามารดาของบุตรเข้าใจถึงความสำคัญ แบ่ง 1. เพื่อประเมินความผิดปกติของร่างกาย 2. เพื่อประเมินสัญญาณชีพและติดตามผลผิดปกติ 3. เพื่อประเมินเสียงหายใจที่ผิดปกติ 4. เพื่อป้องกันการคั่งของน้ำในร่างกาย
69 ปริมาณน้ำที่ควรได้รับในแต่ละมื้อ ควบคุมการให้ สารละลายทางหลอดเลือดดำ 5. บันทึกปริมาณน้ำเข้าและออก และจำนวน ปัสสาวะ อย่างครบถ้วนทุก 8 ชั่วโมง (I/O) 6. ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์ ติดตามผลของยา และสังเกตอาการข้างเคียง 7. ชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยใช้เครื่องชั่งเดิม เวลาเดิม ซึ่งมักชั่งในตอนเช้าหลังตื่นนอน สวมเสื้อผ้าคล้าย ของเดิม 8. ดูแลให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีโปรตีน และแคลอรี่ที่เพียงพอ จำกัดโซเดียมในอาหารและ เครื่องดื่ม 5. เพื่อบันทึกสารน้ำเข้า-ออกภายในร่างกาย 6. เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน และได้รับยาตาม แผนการรักษาของแพทย์ 7. เพื่อประเมินการคั่งของน้ำในร่างกายและเฝ้าระวัง ภาวะน้ำเกิน 8. เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกินเนื่องจากภาวะน้ำเกินจะ ทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 5 ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำหัตถการ ได้แก่ เลือดออกที่แผล (Bleeding) กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมองและหลอดเลือด ส่วนปลาย และภาวะไตวายเฉียบพลัน กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะหัว ใจเต้นผิดจังหวะ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ปลายมือ ปลายเท้าซีดเย็น หายใจลำบาก อ่อนเพลีย ปวด ศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน 2. ประเมินสัญญาณทุก 2-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ความดัน โลหิต ออกซิเจนในเลือด 3. ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์ และสังเกตอาการข้างเคียงของยา 4. บันทึกสารน้ำเข้า-ออกจากร่างกาย (IntakeOutput) 5. ชั่งน้ำหนักทุกวัน โดยใช้เครื่องชั่งเดิม เวลาเดิม ซึ่งมักชั่งในตอนเช้าหลังตื่นนอน สวมเสื้อผ้าคล้าย ของเดิม 1. เพื่อประเมินอาการผิดปกติของภาวะแทรกซ้อน หลังทำหัตถการ 2. เพื่อประเมินสัญญาณชีพและติดตามผลผิดปกติ 3. เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และได้รับยาตาม แผนการรักษาของแพทย์ 4. เพื่อประเมินสารน้ำเข้า-ออกจากร่างกายว่ามีความ สมดุลกัน 5. เพื่อประเมินการคั่งของน้ำในร่างกายและเฝ้าระวัง ภาวะแทรกซ้อน
70 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 6 ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก เนื่องจาก ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด (Warfarin) กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ประเมินสัญญาณชีพ ประเมินภาวะเลือดออก ง่ายหยุดยาก บาดแผลตามร่างกาย 2. ให้การพยาบาลอย่างนุ่มนวล ระมัดระวังการ พยาบาลที่อาจเกิดอันตรายและเสี่ยงต่อการเกิด เลือดออก ได้แก่ การเจาะเลือด การฉีดยาเข้า กล้ามเนื้อ 3. จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำ ให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุต่างๆ ได้แก่ การตก เตียง ซึ่งอาจเกิดบาดแผลได้ 4. ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์ อย่างเหมาะสม 5. ดูแลความสะอาดในช่องปากหลังรับประทาน อาหารทุกครั้ง ทาริมฝีปากด้วยวาสลีน 6. อธิบายให้บิดามารดาของบุตรเข้าใจว่าผู้ป่วยจะ เกล็ดเลือดต่ำ เป็นผลข้างเคียงจากยาทำให้ เลือดออกง่ายหยุดยาก 7. แนะนำการดูแลการปฎิบัติกิจวัตรประจำวัน ได้แก่ การทำความสะอาดร่างกาย การแปรงฟัน 1. เพื่อประเมินสัญญาณชีพและภาวะเลือดออกที่ ผิดปกติ 2. เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายและความเสี่ยงต่อตัว ทารก 3. เพื่อป้องกันอันตรายหรืออุบัติเหตุต่างๆ 4. เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และได้รับยาตาม แผนการรักษาของแพทย์ 5. เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้ง ให้นุ่มชุ่มชื่น 6. เพื่อให้บิดามารดาทราบถึงผลข้างเคียงของการใช้ ยา 7. เพื่อให้บิดามารดารู้แนวทางการดูแลกิจวัตร ประจำวันให้แก่บุตร ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 7 ทารกได้รับความอบอุ่นและการกระตุ้นสัมผัสไม่เพียงพอเนื่องจากต้อง แยกจากบิดามารดา กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ให้การพยาบาลอย่างนุ่มนวล สัมผัสเบามือลูบ ศีรษะ ข้างแขน หรือตบก้นเบาๆ 2. ตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ปลอบโยน เมื่อร้องดูแลอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง เมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระ พร้อมทั้งเช็ดทำความ สะอาดให้ 3. กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านหู โดยพูดจาหยอกล้อ เรียกชื่อ ใช้น้ำเสียงที่เป็นมิตร เมื่อให้การพยาบาล 1. เพื่อให้ทารกเกิดความอบอุ่นใจ 2. เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของทารก 3. เพื่อให้ทารกรู้สึกไม่ว้าเหว ได้รับความพอใจ
71 ทุกครั้ง 4. กระตุ้นประสาทตา โดยใช้สายตามองอย่างเป็น มิตร จริงใจขณะให้การพยาบาล เรียกชื่อทารก มองหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทารกมองหน้า พยาบาลด้วย 5. เสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบิดา มารดาและ ทารก โดยกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการดูแลทารก และแนะนำให้มาเยี่ยมสม่ำเสมอ เมื่อทารกพ้น ภาวะวิกฤตเปิดโอกาสให้บิดามารดา ได้อุ้มสัมผัส กอดรัดตามความเหมาะสม 4. เพื่อกระตุ้นระบบประสาทตาทารก 5. เพื่อให้ทารกได้สัมผัสความรัก การกอด จากบิดา มารดา ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่ 8 บิดามารดามีความวิตกกังวลเนื่องจากความเจ็บป่วยของบุตร กิจกรรมการพยาบาล (Action) เหตุผล (Rationale) 1. ให้การต้อนรับด้วยท่าทีที่เป็นมิตร พร้อมจะให้ ความช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้ซักถาม เกี่ยวกับ อาการเจ็บป่วยของบุตร พร้อมจัดให้ได้พูดคุยกับ กุมารแพทย์ที่ทำการรักษา ถึงอาการที่เป็นและ แนวทางการรักษาพร้อมลงชื่อในเอกสาร 2. ให้ข้อมูลแก่บิดามารดาถึงอาการเจ็บป่วยของ บุตรด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย แผนการดูแลรักษา และ เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่ใช้ กับทารกรวมทั้งการพยาบาลที่สำคัญที่จำเป็นต้อง ให้ในช่วงนั้น ๆ เช่น การใส่เครื่องช่วยหายใจชนิด ความดันบวกต่อเนื่องทางจมูก การใส่สายยาง ทางปาก การงดนม การเจาะเลือด หรือการให้ สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 3. แจ้งอาการของทารกให้บิดามารดาทราบเป็น ระยะ ๆ ทุกครั้งที่เข้าเยี่ยมทารก 4. ประเมินความวิตกกังวลและท่าทีต่าง ๆที่ แสดงออกของบิดามารดาและครอบครัวต่อความ เจ็บป่วยของทารกและการต้องอยู่โรงพยาบาล นาน 5. ให้กำลังใจและสนับสนุนส่งเสริมให้บิดามารดามี 1. เพื่อเปิดโอกาสให้บิดามารดาถามถึงข้อสงสัย และบอกแนวทางการรักษา 2. เพื่อให้บิดามารดาทราบถึงแผนการรักษาของ แพทย์ 3. เพื่อลดความวิตกกังวลของบิดามารดา 4. เพื่อเปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึกต่าง ๆ รวมทั้งยอมรับท่าทีและปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อ ความเครียดนั้น 5. เพื่อทำให้บิดามารดารู้สึกว่าได้ทำบทบาทของ
72 ส่วนร่วมในการดูแลบุตร เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดตัว การป้อนนม 6. ให้สุขศึกษาตามแบบฟอร์มแบบแผนการ จำหน่ายและ ให้มารดาบีบนมมาไว้ให้บุตรใน ระยะแรกที่ให้ทางสายยาง และป้อนและเมื่อ แพทย์อนุญาตให้ดูดนมมารดาได้ 7. สอนวิธีการให้นมบุตร ท่าอุ้มที่ถูกต้อง และคอย ดูแลช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา ตนเองอย่างมีคุณค่า 6. เพื่อเป็นการสอนสุขศึกษาให้บิดามารดา 7. เพื่อดูแลทารกเมื่อมีปัญหา
73 เอกสารอ้างอิง กฤษณา คล้ายเพ็ชร. การพยาบาลเด็ก2: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีขอนแก่น. 2548. ดวงมณี เลาหประสิทธิพร. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ: 2551. เด็กและวัยรุ่น 512207 หน่วยที่ 6-10 : การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะผิดปกติของหัวใจและ หลอดเลือด. (พิมพ์ครั้งที่ 6). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ประณีต ส่งวัฒนา. (2548). บทบาทของพยาบาลในการประเมินสภาพและติดตามผลการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจ. สงขลา : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผ่องพรรณ อรุณแสง. การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด. พิมพ์ครั้งที่2.ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, 2549 พรทิพย์ ศิริบูรณ์พิพัฒนา. (2565). การพยาบาลเด็ก 2 (ฉบับปรับปรุง) : การพยาบาลเด็กระบบหัวใจและ ไหลเวียนเลือด. (พิมพ์ครั้งที่ 6). นนทบุรี : สถาบันพระบรมราชนก กระทรวงสาธารณสุข. วรรณไพร แย้มมา, และสุพัตรา นุตรักษ์. (2563). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ : การพยาบาลผู้ป่วยเด็ก โรคหัวใจที่เกิดภายหลัง. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ. : นีโอดิจิตอล. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์. (2549). เอกสารการสอนชุดวิชา การพยาบาล เด็กและวัยรุ่น 512207 หน่วยที่ 6-10 : การพยาบาลเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะผิดปกติของหัวใจและ หลอดเลือด. (พิมพ์ครั้งที่ 6). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด. 2551. รุจา ภู่ไพบูลย์. (2558). การวางแผนการพยาบาลเด็กสุขภาพดีและเด็กป่วย : การดูแลเด็กโรคหัวใจรูห์มา ติค. (พิมพ์ครั้งที่ 2). โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา. วัลยา ธรรมพนิชวัฒน์ และคณะ. (2559). การพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยง สูง. กรุงเทพฯ. : โครงการตำราคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศรีสมบรูณ์ มุสิกสุคนธ์. (2561). การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจแต่ทําเนิด : หลักการและแนวทางปฏิบัติ. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศรีสมบูรณ์ มุสิกสุคนธ์, ฟองคำ ดิลกสกุลชัย, วิโล เลิศธรรมเทวี, อัจฉรา เปรื่องเวทย์, พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม, สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง (2561) ตำราการพยาบาลเด็ก เล่ม 2 (พิมพ์ครั้งที่6) กรุงเพท: สหมิตรพริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง ศิริพร ศรีวิชัย. การจัดการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด. มปก. 2551.
74 สุกษม อัตนวานิช. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: ไอเดีย อินสแตนทพริ้นทิ่ง;2552. สุชญาดา ขุนเสถียร. (2563). คู่มือการพยาบาล ผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่มีภาวะความดันหลอด เลือดแดงปอดสูงภายหลังผ่าตัดหัวใจในระยะวิกฤต. โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อมรรัชช์ งามสวย. และวรรณิตา สอนกองแดง. (2563). การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ : การพยาบาล เด็กที่มีความผิดปกติระบบหัวใจและหลอดเลือด. เชี่ยงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.