(SKELETAL SYSTEM)
ระบบโครง
กระดูก
654991029
นางสาวนฤมลภู่ คำ
ระบบโครงกระดูก
(Skeletal System)
ระบบโครงกระดูก เป็นระบบที่เป็นโครงร่างของร่างกาย
ประกอบด้วยกระดูก กระดูกอ่อน พังผืดและข้อต่อ
ซึ่งระบบโครงกระดูกมีหน้าที่
รักษารูปร่างของร่างกายให้คงรูป
ช่วยรองรับอวัยวะต่างๆ
เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่ อนไหวร่างกาย
ช่วยป้องกันอันตรายแก่อวัยวะภายใน
เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็น
ผลิตเม็ดเลือดแดงโดยไขกระดูก
เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย
กระดูก (Bone)
กระดูกเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแข็ง ซึ่งมีส่วนประกอบเป็น
สารอินทรีย์ คือเซลล์และ matrix และสารอนินทรีย์ คือเกลือแร่ต่าง ๆ
กระดูกของเด็กจะมีสารอินทรีย์มากกว่า อนินทรีย์จึงทำให้กระดูกเด็ก
มีความยืดหยุ่น ไม่หักง่ายเหมือนของผู้ใหญ่
เซลล์ของกระดูก มี 4 ชนิด คือ
1. Osteoblast เซลล์อ่อนสร้างกระดูก ทำหน้าที่สร้างและหลั่ง
matrix
2. Osteocyte เซลล์กระดูก เปลี่ยนแปลงมาจาก osteoblast
3. Osteoclast เซลล์สลายกระดูก ทำหน้าที่สลายกระดูกส่วนที่ไม่ได้
ใช้
4. Osteoprogenic เป็นเซลล์ต้นแบบที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์
ทั้ง 3 ชนิด ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเซลล์มีเซ็นไคม์
Bone matrix มี 2 ชนิด คือ
1. Organiccomponent เป็นสารประกอบอินทรีย์มี 1/3 ของmatrix
ส่วนใหญ่เป็น คอลลาเจนเส้นใยอิลาสตินทำให้กระดูกเหนียวไม่เปราะง่าย
2. Inorganiccomponent เป็นสารประกอบอนินทรีย์มี 2/3 ของmatrix
ประกอบด้วย calcium phosphate, calcium carbonate , calcium
fluoride, magnesium fluoride เป็นส่วนที่ทำให้กระดูกแข็งตัว
การเจริญของกระดูก
Intramembranous ossification คือการสร้างกระดูกในแผ่น membrane
เป็นการ เจริญจากเซลล์มีเซ็นไคม์โดยตรง ในตอนแรกการเกิดกระดูก
จะเกิดเป็นหย่อม ๆ และค่อยๆเชื่อมกันเป็นร่างแห แล้วสะสมเป็นชั้น ๆ
มีหลอดเลือดเข้ามาเลี้ยง เช่น กระดูกกะโหลก กระดูกหน้าอก
และกระดูก ขากรรไกรล่าง
การเจริญของกระดูก
Intracartilagenous ossification คือการสร้างกระดูกในกระดูกอ่อน
เป็นการ เกิดกระดูกแบบแทนที่กระดูกเดิม เช่น กระดูกชิ้นยาว
ภาพแสดงIntramembranous ossification
ไขกระดูก (bone marrow)
เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันร่างแหอยู่ตรงกลางกระดูกท่อนยาวและช่องว่าง
ของกระดูกฟองน้า เป็นแหล่งสร้างอาหารแก่กระดูกและสร้างเม็ด
เลือดแดง เม็ดเลือดขาวบางชนิด
Red bone marrow พบในเด็กเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง
ส่วนในผู้ใหญ่พบได้บางที่ เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกอก
กระดูกซี่โครง กะโหลกศีรษะ และช่วงกลางกระดูกยาว
Yellowbonemarrow พบในผู้ใหญ่เกิดจากมีไขมันเข้ามาแทนที่
เม็ดเลือดแดง
ชนิดกระดูก
มนุษย์มีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น
แบ่งตามรูปร่าง
~Long bone กระดูกยาว มีหน้าที่รับน้าหนักและเคลื่อนไหวมากกว่า
กระดูกอื่น ๆ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ epiphysis เป็นตอนปลาย 2
ข้าง และ diaphysis หรือ shaft เป็น ตอนกลางของกระดูก กระดูก
ชนิดนี้ได้แก่ กระดูกแขน กระดูกขา
ชนิดกระดูก
~Short bone กระดูกสั้น มีรูปร่างไม่แน่นอน มีหน้าที่ออกแรงขณะ
ทำงานแต่ ไม่ต้องเคลื่อนไหวมาก ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า
~Flat bone กระดูกแบน พบในตำแหน่งที่ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะ
ภายในร่างกาย ได้แก่ กระดูกซี่โครง กระดูกอก กระดูกสะบัก
~Irregular bone กระดูกรูปร่างแปลก มีรูปร่างที่มีแง่ง เหลี่ยมเพื่อให้
เหมาะสมกับรูปร่างของร่างกาย ได้แก่ กระดูกฐานกะโหลกศีรษะ
กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกหู กระดูกโคนลิ้น เป็นต้น
~Sesamoid bone กระดูกในเอ็นกล้ามเนื้อหรือกระดูกกลม
เป็นกระดูกที่ฝังตัว อยู่ในอยู่ในเอ็นกล้ามเนื้อ เช่น กระดูกสะบ้า
แบ่งตามโครงสร้าง
~Spongy bone กระดูกฟองน้า มีลักษณะโปร่งเป็นร่างแหมีช่องว่าง
มาก มีไขกระดูกอยู่มาก พบในส่วนกลางและหัวท้ายของกระดูกยาว
~Compact bone กระดูกแข็ง เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอก มีลักษณะหนา
ทึบและแข็ง การเรียงตัวของกระดูกเป็นวงล้อมรอบช่องฮาเวอร์เชีย
นที่อยู่ตรงกลาง
ชนิดกระดูก
การแบ่งตามส่วนต่างๆของร่างกาย
~กระดูกแกนกลางของร่างกาย (Axial skeletal) มีทั้งหมด 80 ชิ้น
•กระดูกกะโหลกศีรษะ (Skull) ภายในกะโหลกศีรษะเป็นโพรงสำหรับ
บรรจุสมองจะมีกระดูกกะโหลกศีรษะและกระดูกย่อยหลายๆ ชิ้นเชื่อม
ติดกัน กระดูกกะโหลกศีรษะทำหน้าที่ห่อหุ้มและป้องกันสมอง ในเด็ก
แรกเกิดจะเจริญไม่เต็มที่มีบางส่วนที่ยังไม่ติดกันเป็นช่องว่าง เรียก
ว่า fontanelle หรือกระหม่อม ซึ่งกระหม่อมหน้าจะปิดเมื่ออายุ 18
เดือน ส่วนกระหม่อมหลังจะปิด 6 เดือน และระหว่างกระดูกแต่ละชิ้น
จะมีรอยต่อเรียกว่า suture กระดูกกะโหลกศีรษะ ประกอบด้วย
กระดูก 8 ชิ้น ได้แก่
• กระดูกหน้าผาก (Frontal bone) 1ชิ้น
• กระดูกด้านข้างศีรษะ (Parietal bone) 2 ชิ้น
•กระดูกขมับ (Temporal bone) 2 ชิ้น
• กระดูกท้ายทอย (Occipital bone) 1 ชิ้น
• กระดูกขื่อจมูก (Ethmoid bone) 1ชิ้น
• กระดูกรูปผีเสื้อ (Sphenoid bone) 1 ชิ้น
ชนิดกระดูก
~กระดูกใบหน้า (Bone of face) ประกอบด้วยกระดูก 14 ชิ้น ได้แก่
กระดูกสันจมูก (Nasal bone) 2 ชิ้น
กระดูกกั้นช่องจมูก (Vomer) 1ชิ้น
กระดูกข้างในจมูก (Inferior concha) 2 ชิ้น
กระดูกถุงน้ำตา (Lacrimal bone) 2 ชิ้น
กระดูกโหนกแก้ม (Zygomatic bone) 2ชิ้น
กระดูกเพดาน (Palatine bone) 2 ชิ้น
กระดูกขากรรไกรบน (Maxillary) 2ชิ้น
กระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible) 1 ชิ้น
บริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะมีโพรงอากาศ (air sinuses)
เพื่อให้อากาศ ผ่านเข้าทางจมูกหมุนวนเพื่อปรับอุณหภูมิและความชื้น
ให้เท่ากับร่างกายก่อนส่งต่อเข้าสู่ปอด ซึ่งมีอยู่ 4 คู่ ได้แก่
1.Sphenoidal sinus อยู่ในกระดูก Sphenoid
2.Ethmoidal sinus อยู่ในกระดูก Ethmoid
3.Frontal sinus อยู่ในกระดูก frontal
4.Maxillary sinus อยู่ในกระดูก Maxillary
ชนิดกระดูก
~กระดูกหู (Bone of ear) ประกอบด้วยกระดูก 6 ชิ้น ได้แก่
•กระดูกรูปฆ้อน (Malleus) 2 ชิ้น
•กระดูกรูปทั่ง (Incus) 2 ชิ้น
•กระดูกรูปโกลน (Stapes) 2 ชิ้น
~กระดูกโคนลิ้น (hyoid bone) เป็นกระดูกชิ้นเล็กบริเวณโคนลิ้นเหนือ
กล่องเสียง รูปตัวยู มีแง่งกระดูกใหญ่คล้ายเขา และแง่งกระดูกเล็ก
อยู่ 2 ข้าง
กระดูกสันหลัง (Vertebra) เป็นส่วนของกระดูกแกนที่ช่วยค้าจุนและ
รองรับน้าหนักของร่างกาย มีทั้งหมด 26 ชิ้น ระหว่างกระดูกสันหลัง
แต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อนเรียกว่า’หมอนรองกระดูก’
(Intervertebral disc) ทำหน้าที่รองและเชื่อมกระดูกสันหลังแต่ละข้อ
เพื่อป้องกันการเสียดสี
• กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical vertebrae) 7 ชิ้น
•กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic vertebrae) 12ชิ้น
•กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar vertebrae) 5ชิ้น
•กระดูกกระเบนเหน็บ (Sacrum) 1ชิ้น
•กระดูกก้นกบ (Coccyx) 1 ชิ้น
~กระดูกซี่โครง (Rib) มีทั้งหมด 12 คู่ เชื่อมกับกระดูกอกด้วยกระดูก
อ่อน ระหว่างกระดูกซี่โครงมีกล้ามเนื้อยึดซี่โครงทั้งแถบนอกและแถบใน
ด้านหลังเชื่อมติดกับกระดูกสันหลัง
ชนิดกระดูก
~กระดูกหน้าอก (Sternum) 1 ชิ้น เป็นกระดูกแบนอยู่กลางหน้าอกติด
กับซี่โครงประกอบด้วยกระดูก 3 ชิ้นต่อกัน ได้แก่ Manubrium, Body,
Xiphoid process
~กระดูกระยางค์ (Appendicular Skeleton) เป็นกระดูกที่อยู่ห่างจาก
แนวกลางลาตัว มี 126 ชิ้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
1.กระดูกระยางค์บน (upper extremity) ประกอบด้วย
•กระดูกไหล่ (Shoulder girdle) ประกอบด้วย
- กระดูกไหปลาร้า (Clavicle) 2ชิ้น
-กระดูกสะบัก (Scapular) 2 ชิ้น
2.กระดูกต้นแขน (Humerus) 2 ชิ้น
3.กระดูกปลายแขน (Bone of forearm) ประกอบด้วย
•กระดูกปลายแขนท่อนใน (Ulna) 2 ชิ้น
•กระดูกปลายแขนท่อนนอก (Radius) 2 ชิ้น
• กระดูกข้อมือ (Carpal bone) 16 ชิ้น
•กระดูกฝ่ามือ (Metacarpal bone) 10 ชิ้น
•กระดูกนิ้วมือ (Phalanges) 28 ชิ้น
ชนิดกระดูก
2.กระดูกรยางค์ล่าง (Lower limb) ประกอบด้วย
•กระดูกเชิงกราน (Hip bone) 2 ชิ้น
•กระดูกต้นขา (Femur) 2 ชิ้น
•กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) 2 ชิ้น
•กระดูกน่อง (Fibula) 2 ชิ้น
•กระดูกข้อเท้า (Tarsal bone) 14 ชิ้น
•กระดูกฝ่าเท้า (Metatarsal bone) 10 ชิ้น
•กระดูกนิ้วเท้า (Phalanges) 28 ชิ้น
กระดูกอ่อน (Cartilage)
เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีตัวเซลล์ และ matrix ที่มีโปรตีนหลายชนิด
มีความอ่อนกว่ากระดูก พบในบริเวณข้อต่อต่างๆของ เซลล์ของกระดูก
อ่อนจะแลกเปลี่ยนสารอาหารโดยแพร่ผ่านคอลลาเจนสู่เส้นเลือด
ด้านนอก
เซลล์กระดูกอ่อนมี 2 ชนิด
1. Chondroblast เซลล์ตัวอ่อน เจริญมาจาก mesenchymal cell
2. Chondrocyte เซลล์ตัวแก่ อยู่ในช่อง lacuna
Matrix มี 2 ชนิด
1. Ground substances ลักษณะคล้ายเจล ไม่มีรูปร่าง
2. Fiber อยู่ใน Ground substances เส้นใยแต่ละชนิดที่พบจะขึ้นอยู่กับ
ชนิดของกระดูกอ่อน
ชนิดกระดูกอ่อน
ชนิดของกระดูกอ่อน
1. hyaline cartilage มีเส้นใยคอลลาเจนมาก มีเยื่อหุ้มกระดูกอ่อน พบได้ที่
บริเวณผิวกระดูกที่มีการเสียดสี
2. fibrocartilage เห็นเส้นใยชัดเจนพบในบริเวณที่ต้องการความแข็งแรง
และทน ต่อการเสียดสี ไม่มีเยื่อหุ้มกระดูกอ่อน พบในแนวกลางลาตัว
3. elastic cartilage มีความยืดหยุ่นสูงมีเยื่อหุ้มกระดูกอ่อนห่อหุ้มพบที่ ใบหู
ข้อต่อ (Joints)
คือส่วนต่อระหว่างกระดูกตั้งแต่สองชิ้นขึ้นไปมาต่อกัน เพื่อการเคลื่อนไหว
ของร่างกาย
ชนิดของข้อต่อ
~แบ่งตามโครงสร้างที่คั่นระหว่างข้อต่อ
•fibrous joint ภายในข้อต่อมีเส้นใยแทรกอยู่
•cartilagenous joint ภายในข้อต่อมีกระดูกอ่อนแทรกอยู่
•synovial joint ภายในข้อต่อมีsynovial membrane และ synovial fluid
~แบ่งตามความสามารถของการเคลื่ อนไหว
•synarthrosis ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ข้อต่อกะโหลกศีรษะ
•amphiarthroosis ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้เล็กน้อยเช่นกระดูกสันหลังเชิงกราน
•diarthrosis ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มาก จะมีนำ้หล่อเลี้ยงข้อต่อ
เอ็นและพังผืด
เอ็น (Tendon) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันประกอบด้วยคอลลาเจนอัดแน่นที่มี
ปลายใดปลายหนึ่งหรือทั้งสองปลายยึดติดกับกล้ามเนื้อ
•Ligament ลักษณะแบบเดียวกับเส้นเอ็นแต่ไม่มีปลายติดกับกล้ามเนื้อ
จะยึดกระดูกกับกระดูกหรือกับกระดูกอ่อน
•Fascia พังผืด มีทั้งชนิดตื้น ( superficial fascia)
และชนิดลึก (deep fascia)
Thyoaun!k