ระบบกล้ามเนื้อ
(MUSCULAR SYSTEM)
นางสาวนฤมล ภู่คำ
654991029
กล้ามเนื้อ เป็นเนื้อเยื่อยืดหยุ่น พบได้ทุกส่วนของ
ร่างกาย กล้ามเนื้อบางชนิดอยู่ใต้อานาจจิตใจ
สามารถบังคับได้ บางชนิดอยู่นอกอานาจจิตใจ
ไม่สามารถบังคับได้
หน้าที่สำคัญของกล้ามเนื้อ
1. คงรูปร่างท่าทางของร่างกาย
2. ยึดข้อต่อไว้ด้วยกัน
3. ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว
4. รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย
องค์ประกอบของกล้ามเนื้อ
1. นำ้ร้อยละ 75
2. โปรตีนร้อยละ20ประกอบด้วยเส้นใย
actin,myosin,myoglobin
3. สารอื่นๆร้อยละ5 เช่นglycogen,ไขมัน,ATP
คุณสมบัติกล้ามเนื้อ
1. Irritability&Excitability
ความสามารถรับรู้และตอบสนองสิ่งเร้า
2. Contractility ความสามารถในการหดรัดตัว
3. Extensibility ความสามารถในการยืดตัว
4. Elasticity ความสามารถในการยืดหยุ่น
กลับสภาพเดิม
5. Tonus ความสามารถในการคงสภาพอยู่ได้
การทำงานของกล้ามเนื้อ
1. เมื่อสมองสั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อ
จะเกิดการหดตัวและคลายตัวมีผลทำให้เกิดการ
เคลื่อนเซลล์ของกล้ามเนื้อ
2. กล้ามเนื้อจะทำงานประสานเป็นคู่ๆ พร้อมกัน
แต่ตรงข้ามกัน ในขณะที่กล้ามเนื้อมัด
หนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัว
3. เมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับโครง
กระดูก ทำให้กระดูกและข้อต่อเกิดการเคลื่อนไหว
ประเภทของกล้ามเนื้อ
1. กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle)
เป็นกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ของร่างกาย มีลักษณะเป็น
ลายขาวดำสลับกัน และยึดติดกับ กระดูก ในหนึ่ง
เซลล์จะมีหลายนิวเคลียส กล้ามเนื้อลายจะมี
ลักษณะเป็นมัดๆ แต่ละมัดจะมีเนื้อเยื่อ เกี่ยวพันซึ่ง
ประกอบด้วยเส้นใย collagen และ elastin
ระยะการหดตัวของกล้ามเนื้อ
1. latent period ระยะแฝง เป็นระยะที่กล้ามเนื้อ
ได้รับสิ่งเร้ามากระตุ้นแต่ยังไม่เกิดการหดตัว
2. contraction period ระยะหดตัว เป็นการหด
ตัวจนเกิดแรงตึงสูงสุด
3. relaxation period ระยะคลายตัว หลังการ
เกิดแรงตึงสูงสุด เป็นการคลาย ตัวเข้าสู่ภาวะปกติ
ชนิดของการหดตัวของกล้ามเนื้อ
1. isotonic contraction เป็นการหดตัวของ
กล้ามเนื้อที่ความยาวหดสั้นลงแต่ความตึงตัวคงที่
เช่น การยกน้ำหนักของแขน
2. isometric contraction เป็นการหดตัวที่
ความยาวคงที่ แต่ความตึงตัวเพิ่มขึ้น
ไม่มีการเคลื่อนที่
3. isokinetic contraction เป็นการหดตัวของ
กล้ามเนื้อด้วยความเร็วคงที่และมีแรงดึงของ
กล้ามเนื้อสูงสุดตลอดช่วงของการเคลื่อนที่
4. eccentriccontractionการหดตัวของกล้าม
เนื้อยาวที่เพิ่มความยาวมากขึ้นแต่ความตึงตัวคงที่
กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle)
เป็นกล้ามเนื้อที่เป็นผนังของอวัยวะภายใน
มีลักษณะเรียบ ไม่มีลาย เซลล์มีลักษณะแบน ยาว
ปลายแหลมเรียว รูปร่างคล้ายกระสวย ภายในมี
นิวเคลียสอันเดียว
ชนิดของกล้ามเนื้อเรียบ
1. Single-Unit Smooth Muscle หรือ
Visceral Smooth Muscle เป็นผนัง
ของหลอดเลือดหรืออวัยวะกลวง เส้นใยต่อกันเป็น
ร่างแห โดยมี gap junction ซึ่งทำหน้าที่เป็น
ตัวนำไฟฟ้า ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวต่อเนื่องกัน
ไปเป็นลำดับ
2. Multiunit Smooth Muscle ใยกล้ามเนื้อ
แยกกัน และมีปลายประสาท มอเตอร์ของตนเอง
เมื่อถูกกระตุ้นก็จะหดตัวเฉพาะแต่ละใย พบในผนัง
หลอดเลือดใหญ่ ท่อทางเดิน หายใจขนาดใหญ่
กล้ามเนื้อที่ดึงเส้นขนของผิวหนัง เป็นต้น
การหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ
กล้ามเนื้อหดตัวหรือคลายตัวเป็นผลมาจากการ
กระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ
หลั่งสารสื่อประสาทถึงระดับ threshold จึงเกิด
ศักย์ไฟฟ้า ขณะทำงานเกิดขึ้น ดังนั้นการทำงาน
ของกล้ามเนื้อเรียบจึงอยู่นอกอานาจจิตใจ
นอกจากนี้ใยของกล้ามเนื้อเรียบหดตัวหรือคลายตัว
เป็นการตอบสนองฮอร์โมน หรือ ปัจจัยเฉพาะที่
เช่น การเปลี่ยนแปลง pH หรือระดับของ O2 หรือ
CO2 อุณหภูมิและความเข้มข้นของไอออน
กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)
กล้ามเนื้อหัวใจประกอบเป็นกล้ามเนื้อหัวใจเพียง
แห่งเดียว อยู่นอกอำนาจจิตใจโดยควบคุมโดย
ระบบประสาทอัตโนมัติ มีลักษณะเป็นเซลล์รูปทรง
กระบอก มีลายตามขวางเป็นแถบสีทึบสลับกับ
สีจาง เซลล์กล้ามเนื้อตอนปลายของเซลล์มีการ
แตกแขนงไปประสานกับแขนงของเซลล์ใกล้เคียง
เซลล์ทั้งหมดจึงหดตัวพร้อมกันและหดตัว
เป็นจังหวะ
ชนิดของเนื้อเยื่อในกล้ามเนื้อหัวใจ
1. Contractile Cell เป็นส่วนของกล้ามเนื้อ
ทำหน้าที่ยืดหดตัวพบที่ atrium และ ventricle
2. Nodal Tissue หรือ Pacemaker Cell เป็น
แหล่งให้กาเนิดสัญญาณ ประสาทไปควบคุมการ
บีบตัวของหัวใจ พบที่ SA (sino-atrial) node
และ AV (atrio-ventricular) nodeเซลล์มี
ลักษณะกลมหรือเป็นรูปไข่ มี myofilament
และ glycogen น้อยกว่า contractile cell
สีจึงซีดกว่า
2.1.1 SA node อยู่บริเวณที่ SVC มาต่อกับ
Right Atrium ยื่นโค้งลงไปที่รูเปิดของ IVC
fiber ของ SA node แผ่ออกไปรอบๆและกลืนไป
กับกล้ามเนื้อหัวใจของ Right Atrium มี
vagus และ sympathetic nerve มาเลี้ยง
มากมาย
2.1.2 AV node อยู่บริเวณรอยต่อของ atrium
และ ventricle เนื้อเยื่อต่อไปยัง bundle of
His
3. Specialized Conducting Tissue ได้แก่
A-V bundle หรือ bundle
of His ให้แขนงไปยัง Right และ Left
ventricle แตกเป็น Purkinje network
แทรกไปตาม ventricle wall เซลล์ที่ bundle
of His มียาวคล้ายกระสวย แต่สั้นและแคบกว่า
contractile cell เซลล์ติดต่อกันทางด้านข้าง
ขณะที่ Purkinje cells จะสั้นกว่าแต่กว้างกว่า
contractile cell และ เซลล์ติดต่อกันโดยปลาย
ต่อปลาย
กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย
กล้ามใบหน้า
กล้ามเนื้อแสดงความรู้สึกของใบหน้าเป็นกล้าม
เนื้อที่อยู่ตื้น ด้านหนึ่งเกาะกับกระดูกหน้า อีกด้าน
หนึ่งติดกับผิวหนังของใบหน้า
กล้ามเนื้อคอ(Muscleoftheneck)
2.1 Sternocleidomastoid อยู่ด้านข้างลำคอ
ทำหน้าที่เอียงคอ หันและหมุนคอ
2.2 Splenius capitis อยู่บริเวณลำคอด้านหลัง
ทำหน้าที่ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า
2.3 Semispinalis capitis ทอดตัวจากกระดูก
สันหลังส่วนคอ และอก ไปกระดูกท้าย
ทอยทำหน้าที่ยืดคอ เอียงคอและเงยหน้า
กล้ามเนื้อส่วนลำตัวด้านหลัง
3.1 Trapezius muscle เป็นกล้ามเนื้อรูป
สามเหลี่ยมคลุมบริเวณคอด้านหลังลงมาถึง หลัง
โดยยึดเกาะจากแนวกลางของแผ่นหลังส่วนบนไป
เกาะที่กระดูกไหปลาร้าทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่รั้ง
กระดูกสะบักมาข้างหลัง กล้ามเนื้อส่วนบนเมื่อหด
ตัวไหล่จะยกขึ้น ส่วนกลางหดตัวจะดึง สะบัก 2
ข้างเข้ามาหากัน ส่วนล่างหดตัวจะทำให้ไหล่
ถูกดึงลง
3.2 Latissimus dorsi muscle เป็นกล้ามเนื้อ
รูปสามเหลี่ยมแบนกว้าง คลุมอยู่ ตอนล่างของ
แผ่นหลังและบั้นเอวทอดผ่านไปมุมล่างของกระดูก
สะบัก ทำหน้าที่ดึงแขนเข้าชิดลำตัวดึงแขน ลงมา
ข้างล่าง ด้านหลังและหมุนแขนเข้าด้านใน
กล้ามเนื้อทรวงอกด้านหน้า
4.1 Pectoralis minor muscle ทำหน้าที่ดึงหัว
ไหล่ไปทางด้านหน้าและลงล่าง และ
ช่วยรับนำ้หนักตัวขณะที่ยืนเอามือยัน
4.2 Pectoralis major muscle เป็นกล้ามเนื้อ
ทรวงอกมัดใหญ่รูปร่างคล้ายพัดคลุมอยู่
บนอกและทับอยู่บนกล้ามเนื้อ Pectoralis
minor และเป็นกล้ามเนื้อที่เกาะจากแนวกลางของ
กระดูก หน้าอกไปยังกระดูกต้นแขน เป็นกล้าม
เนื้อที่เน้นลักษณะเพศชายได้ชัดเจนคือมีลักษณะอก
ผายไหล่ผึ่ง ทำหน้าที่หุบ งอ หมุนต้นแขน
เข้าด้านใน
4.3 Serratus anterior muscle เป็นกล้ามเนื้อ
ด้านในของรักแร้ อยู่ทางด้านข้างขอ งอกมีรูปร่าง
เป็นแฉก ๆ ยึดติดกับกระดูกซี่โครงทางด้านหน้าไป
ยังกระดูกสะบัก ทำหน้าที่ยึดดึงกระดูก สะบักให้
อยู่กับที่และช่วยการทางานของกล้ามเนื้อ
Deltoid เวลายกแขน
กล้ามเนื้อช่วยการหายใจ
5.1 Diaphragm muscle กระบังลมมีรูปร่างโค้ง
อยู่ระหว่างช่องอกกับช่องท้อง เมื่อหดตัวกระบังลม
จะแบนลง ทำให้ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น ทกให้มี
การหายใจเข้า เมื่อคลายตัวจะยก สูงขึ้น เกิดการ
หายใจออก
5.2 External intercostal muscle อยู่
ระหว่างช่องกระดูกซี่โครง เส้นใยเฉียงไปทาง
ด้านหน้า ช่วยยกกระดูกซี่โครงขึ้น ช่วยในการ
หายใจเข้า
5.3 Internal intercostal muscle อยู่ระหว่าง
ช่องกระดูกซี่โครงในระดับลึกลงไป เส้นใยเฉียงไป
ทางด้านหลัง ช่วยดึงกระดูกซี่โครงลง ช่วยในการ
หายใจออก
กล้ามเนื้อหน้าท้อง
6.1 Rectus abdominis muscle เป็นกล้าม
เนื้อหน้าท้องมีลักษณะเป็นแถบยาวเป็น
ปล้องๆ เมื่อออกแรงเกร็งมีจุดเกาะต้นจากกระดูก
หัวเหน่า (Pubic bone) ทอดขึ้นบนและค่อย ๆ
กว้างขึ้นไปเกาะที่ปลายผิวหน้าของกระดูก
Xiphoid และกระดูกซี่โครงที่ 5, 6,7 ทำหน้าที่
เกร็งช่อง ท้องเวลายกของหนัก ช่วยในการขับถ่าย
และคลอดบุตร
6.2 External abdominal oblique muscle
เป็นกล้ามเนื้อลำตัวด้านข้างตั้งต้นจาก
กระดูกที่ 4 -12 ทอดเฉียงจากบนมาล่าง ยึดเกาะ
ที่ Iliac crest ของกระดูกเชิงกรานทำหน้าที่
เหมือนกับกล้ามเนื้อ Rectus abdominis
6.3 Internal abdominal oblique muscle
อยู่ใต้ External abdominal oblique มีหน้าที่
หดตัว ทำให้ผนังช่องท้องเกร็ง ช่วยในการ
หายใจออก
6.4 Transversus abdominis muscle
อยู่ลึกสุด มีหน้าที่หดเกร็งช่องท้อง
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทาหน้าที่รองรับอวัยวะ
ภายในอุ้งเชิงกราน ประกอบด้วย
7.1 Levator ani muscle
7.2 Coccygeus muscle
กล้ามเนื้อส่วนหัวไหล่และแขน
(Muscleoftheupperlimb)
กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและขา (Muscle of the
lower limb)
THAN YOU