The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by librarymaeramad2020, 2022-09-27 23:15:18

วันธงชาติไทย

วันธงชาติไทย

ธงสยามหรือธงชาติไทยมีมาต้ังแต่เมื่อใดไม่
ปรากฏเป็นที่แน่ชัด เท่าที่พบหลักฐานเชื่อกันได้ว่า
น่าจะเกิดข้ึนในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เพราะปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุ
ของฝร่ังเศส โดยได้กล่าวไว้ว่าเมื่อวันท่ี ๓กันยายน
พ.ศ. ๒๒๒๓ เรือรบของฝร่ังเศสช่ือ เลอรโวตูร์ โดยมี
มองซิเออร์ คอนูแอน เป็นนายเรือ ได้นาเรือเข้า
มาถึงปากแม่น้าเจ้าพระยา เพ่ือเจริญพระราชไมตรี
และการคา้ นายเรือได้สอบถามทางกรุงศรีอยุธยาว่า
ถา้ จะยิงสลตุ (ยิงปืนให้ความเคารพ)ให้แก่สยาม เมื่อ
เรือผ่านปูอมวิไชเยนทร์ (ปัจจุบันคือปูอมวิชัยสิทธิ์)
ตามประเพณีของชาวยุโรป จะเป็นการขัดข้อง
หรือไม่ สมเด็จพระนารายณ์ทรงอนุญาต และรับสั่ง
ให้เจ้าเมืองบางกอก คือ ออกพระศักด์ิสงครามให้
ทางปูอมยิง สลุตตอบด้วย และในการท่ีเรือรบฝร่ัง
เศลไดย้ งิ สลตุ ใหน้ นั้

ทางปูอมก็ชักธงชาติขึ้น แต่ในห้วงเวลานั้นธงชาติ
สยามยังไม่มี จึงได้ชักธงชาติฮอลันดาข้ึนแทน แต่
ฝรั่งเศสไม่ยอมยิงสลุต เพราะเห็นว่าไม่ใช่ธงของ
ชาติสยาม จึงแจ้งใหท้ ราบวา่ หากสยามประสงค์จะ
ให้ฝรั่งเศสยิงสลุตให้ ก็เอาธงฮอลันดาลงเสีย แล้ว
ชักธงอย่างหนึ่งอย่างใดข้ึนแทน เผอิญในสมัยนั้น
ธงสีแดงถือเป็นธงที่สยามใช้สาหรับเป็นธงนาทัพ
อยู่แล้ว สยามจึงนาธงแดงชักข้ึน จากน้ันฝร่ังเศส
จึงยิงสลุตให้ ด้วยเหตุนี้สยามจึงถือเอาธงสีแดง
เป็นธงชาตสิ ยาม

ค ร้ั น ถึ ง ส มั ย ก รุ ง ธ น บุ รี แ ล ะ ต้ น ก รุ ง
รัตนโกสินทร์ ก็ยังคงใช้ธงสีแดงเกล้ียงชักเป็น
เครอ่ื งหมายประจาเรือค้าขายกับต่างประเทศอยู่ ธง
แดงน้ีใช้ชักข้ึนทั้งในเรือหลวงและเรือราษฎร ต่อมา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลก (รัชกาลท่ี
๑) ทรงมีพระราชดาริว่าเรือหลวงกับเรือราษฎรควร
มีเคร่ืองหมายให้เห็นแตกต่างกัน จึงมีพระบรมราช
โองการให้ทารูป "จักร" สีขาวติดไว้กลางธงสีแดง
เป็นเคร่ืองหมายใช้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือค้าขาย
ของราษฎรท่วั ไปนนั้ ยงั คงใชส้ แี ดงเกล้ยี งอยู่

ขึ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหลา้ นภาลยั พ.ศ. ๒๓๖๐ - ๒๓๖๖ (รัชกาลท่ี ๒)
ประเทศอังกฤษได้เข้ามาต้ังสถานีการค้าขายอยู่ที่
ประเทศสิงคโปร์ และพระองค์ท่านทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกาปั่นของหลวงขึ้น ๒ ลา
เพื่อล่องค้าขายระหว่างสิงคโปร์และมาเก๊า โดยท่ี
เรอื หลวงทัง้ สองลาดงั กล่าวจะชักธงแดงตามธรรม
เนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กระทั่งวัน
หนึ่งประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้
บอกกับนายเรือหลวงของสยามให้มากราบบังคับ
ทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า ..."เรือเดินทะเลชาวมลายู
ท่ี ค้ า ข า ย กั บ สิ ง ค โ ป ร์ ก็ ชั ก ธ ง แ ด ง เ ห มื อ น กั น
เพราะฉะน้ันจึงขอให้พระเจ้ากรุงสยามใช้ธงอย่าง
อ่ืนเสยี เพอ่ื จะได้จัดการรบั รองเรือหลวงได้สะดวก
และไมส่ บั สน"...

และท่ีสาคัญในช่วงรัชกาลท่ี ๒ น้ี พระองค์ทรงได้
ช้างเผือกเอกมาสู่พระบารมีถึง ๓ ช้าง คือ พระ
เศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยา
เศวตคชลักษณ์ ซึ่งถือเป็นพระเกียรติยศอย่างสูง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทารูปช้างสีขาว
ยืนพื้นอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางธงแดงอันมี
ความหมายว่าพระเจ้าแผ่นดินผู้มีช้างเผือกและธง
รูปช้างเผือกสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวนี้ก็ใช้เฉพาะ
เรือหลวงเท่าน้ัน ส่วนเรือพ่อค้าไทยท่ัวไปก็ยังคง
ใช้ธงแดงอยู่ตามเดิม โดยใช้ธงสยามแบบนี้จนถึง
รัชกาลที่ ๓

คร้ันข้ึนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๔) สยามได้มีการทา
หนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตกมาก
ข้ึน ทาให้มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ทั้งจาก
ยุโรปและอเมริกาล่องเข้ามาค้าขายมากข้ึน พร้อม
ท้ังมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในพระนคร ซึ่งชักธงชาติของ
ประเทศตนเองขึ้นเป็นสาคัญ ดังนั้นจึงจาเป็นท่ี
ป ร ะ เ ท ศ ส ย า ม จ ะ ต้ อ ง มี ธ ง ช า ติ ท่ี แ น่ น อ น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรง
พระราชดาริว่าธงสีแดงซ่ึงเป็นธงท่ีใช้กับเรือของ
สามัญชนชาวสยามน้ัน ซ้ากับประเทศอื่น ยากต่อ
การแยกแยะ สมควรยกเลิกเสีย และหันมาใช้ธง
อย่างเรือหลวงเป็นธงชาติสยามสาหรับเรือสามัญ
ชนด้วย แต่โปรดเกล้าให้เอารูปวงจักรสีขาวออก
เสีย เพราะเป็นของสูงซึ่งถือเป็นเคร่ืองหมายเฉพาะ
ของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น โดยให้คงไว้แต่รูป
ช้างเผือกอย่กู ลางธงแดง

แต่ทว่าให้ปรับขนาดช้างเผือกให้ใหญ่ข้ึน โดย
ในชว่ งแรกเปน็ แบบชา้ งเผือกยนื พื้น ต่อมาปรับรูป
ช้างเป็นแบบช้างเผอื กปล่อย

ห ม า ย เ ห ตุ : จ า ก ห ลั ก ฐ า น ล่ า สุ ด ที่
พิพธิ ภณั ฑธ์ งชาติไทยไดค้ น้ ควา้ จนค้นพบเรื่องการ
ใชธ้ งชา้ งเผือกเป็นธงชาติสยาม ได้พบว่ามีหนังสือ
หลายเลม่ ของตา่ งประเทศ ไดพ้ ิมพ์ธงช้างเผอื ก ใน
ฐานะธงชาติสยามมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓ แล้ว ... โปรด
ศึกษาหลกั ฐานจากหนา้ เฉพาะเร่อื ง)

โดยในช่วงแรกเป็นแบบช้างเผือกยืนพื้น
ต่อมาปรบั รูปชา้ งเปน็ แบบช้างเผอื กปล่อย

ค ร้ั น ถึ ง รั ช ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี ๕) ก็ได้ออก
พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามเป็นครั้ง
แรก ตรงกับรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ต่อมาคือ
พระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖
และพระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก
๑๑๘ โดยทุกฉบับได้ยืนยันถึงลักษณะของธงชาติ
ส ย า ม เ ป็ น แ บ บ ธ ง พ้ื น สี แ ด ง ต ร ง ก ล า ง เ ป็ น รู ป
ชา้ งเผอื กสขี าวปลอ่ ยหนั หนา้ เข้าหาเสา

ค รั้ น ถึ ง รั ช ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ก็ได้ออก
พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามเป็นคร้ัง
แรก ตรงกับรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ต่อมาคือ
พระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖
และพระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก
๑๑๘ โดยทุกฉบับได้ยืนยันถึงลักษณะของธงชาติ
ส ย า ม เ ป็ น แ บ บ ธ ง พื้ น สี แ ด ง ต ร ง ก ล า ง เ ป็ น รู ป
ช้างเผอื กสขี าวปล่อยหนั หนา้ เข้าหาเสา

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว(รัชกาลท่ี ๖)ได้ทรงพระราชดาริว่า เมื่อ
มองธงชาติซ่ึงใช้อยู่ในขณะน้ันแต่ไกล จะมี
ลักษณะไม่ต่างจากธงราชการเท่าไร และรูปช้างท่ี
อยู่กลางธงก็ไม่งดงาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออก
ประกาศเพ่ิมเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธงรัตน
โกสินทรศก ๑๒๙ ตามมาตรา ๔ ข้อ ๑๕ โดยแก้ไข
ลักษณะธงชาติเป็น "ให้แก้ธงชาติเปนพ้ืนสีแดง
กลางเปนรูปช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหัน
เข้าเสา สาหรับเปนธงราชการ" ประกาศมา ณ
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ ซ่ึง
ถื อ เ ป็ น ธ ง ช้ า ง รู ป สุ ด ท้ า ย ข อ ง ธ ง ใ น ส มั ย
รตั นโกสินทร์

และช่วงท้ายในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ ก็ได้มีการ
ยกเลิกการใช้ธงชาติแบบช้างเผือกทรงเครื่องยืน
แท่น หน้าหันเข้าเสา เน่ืองจากพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดาริเปล่ียน
ธงช้างเป็นธงแถบสี เพราะทรงเห็นความลาบาก
ของ ราษฎรที่ต้องส่ังซ้ือธงช้างมาจากต่างประเทศ
และบางครั้งเม่ือเกดิ ความสะเพรา่ ติดธงผิด รูปช้าง
กลับเอาขาชี้ข้ึนเป็นที่น่าละอาย (สืบเนื่องจากเมื่อ
วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระองค์ท่านได้
เ ส ด็ จ ป ร ะ พ า ส วั ด เ ข า ส ะ แ ก ก รั ง แ ล ะ ไ ด้
ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านประดับธงช้างเผือก
กลับหัว (หมายเหตุ : เหตุการณ์น้ีเกิดก่อน
พระราชบัญญัติธงฉบับธงช้างเผือกทรงเครื่องท่ี
ปรา กฏอ ยู่ใ นรา ช กิจจา นุ เบกษา วันที่ ๒ ๖
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ดังนั้นย่อมต้องเป็นธง
ช้างเผือกปล่อยบนพ้ืนแดงแบบสมัยรัชกาลท่ี ๕
อย่างแน่นอน)

ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นธงแถบสีแล้ว ราษฎรก็
สามารถทาธงใช้ได้เอง และจะช่วยขจัดปัญหา
การติดผิดพลาด โดยก่อนออกพระราชบัญญัติ
ฉบับใหม่ ได้ทรงทดลองใช้ธงชาติไทยแบบริ้ว
ขาวแดงห้าร้ิวติดอยู่ท่ีสนามเสือปุาในช่วงระยะ
หน่ึง

แต่เนื่องจากธงแดงขาวห้าริ้ว เมื่อดูแล้วไม่สง่างาม
จึงมีการปรับเปลี่ยนแถบตรงกลางซ่ึงเป็นสีแดงให้เป็นสีน้า
เงินขาบ การเพ่ิมสีน้าเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขา
ในบันทึกส่วนพระองค์ วันเสาร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๖๐ ว่าได้
ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า
"อะแคว์รสิ " ในหนังสอื พมิ พ์กรงุ เทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ
ฉบับวนั ที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ทรงแปลข้อความนั้น
ลงในบนั ทึกด้วย มีความโดยยอ่ ว่า ..." เพอ่ื นชาวต่างประเทศ
ของผเู้ ขยี น (อะแคว์รสิ )ไดป้ รารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า ยังมี
ลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตาม
เช่นน้ัน และเสนอแนะด้วยว่า ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้า
เงินซ่ึงเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซ่ึงถ้าเปลี่ยน
ตามนแ้ี ล้ว ธงชาตไิ ทยกจ็ ะประกอบด้วยสีแดง ขาว น้าเงิน มี
สีเหมือนกับธงสามสีของฝร่ังเศส ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ
และธงดาวของสหรัฐอเมริกา ประเทศพันธมิตรทั้งสาม
ประเทศ คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะ
เสมอื นยกย่องเขา ท้ังการทีม่ สี ขี องพระมหากษัตริย์ในธงชาติ
ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระท่ีประเทศ
ไทยได้เข้าสูเ่ หตุการณส์ าคญั ตา่ งๆ ดว้ ย... "

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็น
ด้วยกับข้อเสนอน้ี เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีลงใน
บันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าร้ิวขาวแดงท่ีใช้อยู่ ต่อมาเม่ือ
เจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภ
การ) ไปเฝูาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟูากรมหลวง
พิษณุโลกประชานาถ ได้นาแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอ
ความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟูากรมหลวง
พิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับส่ังว่าถ้าเปล่ียน
ในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกคร้ัง
ท่ี ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรด
ใหพ้ ระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติสยาม และ
ไดท้ รงนาเรอ่ื งเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพ่ือฟังความเห็น ที่
ป ร ะ ชุ ม ล ง ม ติ เ ห็ น ช อ บ ธ ง ส า ม สี ต า ม แ บ บ ท่ี คิ ด ขึ้ น ใ ห ม่
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณา
โปรด เ กล้ า ฯ ให้ ต รา พ ระรา ชบัญญัติ ธงข้ึน เ รีย กว่ า
พระราชบญั ญัติธง พระพุทธศกั ราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเม่ือ
วนั ท่ี ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๐ มผี ลบังคับใช้ภายหลงั วันออก
ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ซึ่งต่อมา
ธงสยามแบบลา่ สุดนถ้ี กู เรียกวา่ "ธงไตรรงค์"

ความหมายของธงชาติ

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติของ
ประเทศชาติต่างๆ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซ่ึงแต่
ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ธ ง ช า ติ จ ะ มี สี ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ล ะ
ค ล้ า ย ค ลึ ง กั น บ้ า ง ( ต า ม พ จ น า นุ ก ร ม
ราชบัณฑิตยสถาน นิยามคาว่า ธงชาติ ไว้ว่า ธง
ชาติ เป็นธงที่มีความหมายถึงประเทศและชาติ
ใดชาตหิ น่ึง

"ธงไตรรงคธ์ งชาติไทย"

เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยหรือชาติ
ไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และศักด์ิศรีใน
ความเป็นไทย ซ่ึงมีความหมายแสดงความเป็น
เอกราชอธิปไตยของชาติ รวมทั้งสถาบันชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ธงชาติจึงมีความ
ศกั ดส์ิ ิทธติ์ ้องไดร้ ับความเคารพอยา่ งสูง และยัง
มีความสาคัญทางจิตใจท่ีแสดงถึงความรักชาติ
ค ว า ม รู้ สึ ก ที่ มี ร่ ว ม กั น ข อ ง ค น ใ น ช า ติ
นอกจากนนั้ ยังเป็นเสมือนส่ิงศักด์ิสิทธิ์ที่ไม่อาจ
ลบหลู่ และสามารถเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ
ของคนในชาติ เพื่อจะได้ดารงไว้ซึ่งความเป็น
ปึกแผ่นของประเทศไทยให้ย่ังยืนตลอดไปช่ัว
กาลนาน



กาหนดเวลาชักธงชาติ

เวลาชักธงชาติโดยปกติ กาหนดให้ชักธงขึ้นในเวลา
8.00 น.และชักธงลงเวลา 18.00 น. สาหรับอาคารสถานที่
และยานพาหนะฝุายทหารนั้น ให้ปฏิบัติตามระเบียบหรือ
ข้อบังคับของฝุายทหาร ส่วนในเรือเดินทะเลนั้น ให้ปฏิบัติ
ตามธรรมเนียมชาวเรือสาหรับการชักธงชาติในโรงเรียน
และสถานศึกษาน้ัน ปัจจุบันน้ีได้ปฏิบัติตามระเบียบ
กระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา
พ.ศ. 2547 ซึ่งกาหนดให้โดยปกติแล้ว ให้สถานศึกษาชักธง
ขนึ้ เวลาเขา้ เรยี น และชกั ธงลงเวลา 18.00 น.ในวันเปดิ เรียน
ส่วนวันปิดเรียนน้ัน ให้ชักธงขึ้นในเวลา 8.00 น. และชักธง
ลงเวลา 18.00 น. หากสถานศึกษาใดมีความจาเป็นไม่อาจ
ชักธงขึ้นลงตามกาหนดท่ีกล่าวมา ให้หัวหน้าสถานศึกษา
เป็นผู้มีอานาจพิจารณาตามความเหมาะสม โดยต้อง
สอดคล้อง กับระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการใช้
การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศใน
ราชอาณาจักร พ.ศ. 2529

การประดับธงชาติ

การประดับธงชาติไทยคู่หรือร่วมกับธงอื่นยกเว้นธงพระ
อสิ รยิ ยศ โดยหลกั แล้วธงชาติไทยจะต้องอยู่ในระดับท่ีไม่ต่าว่า
ธงอื่น ๆ และโดยปกติให้จัดธงชาติอยู่ที่เสาธงแรกด้านขวา
(เมื่อมองดูออกมาจากภายใน หรือจุดของสถานท่ีที่ใช้ชัก
แสดง หรอื ประดับธงเป็นหลัก) ถ้าหากเป็นการประดับในงาน
พธิ ีซ่ึงมีแท่นหรือมีที่สาหรับประธาน ธงชาติจะต้องอยู่ทางขวา
มือเสมอ ในกรณีท่ีประดับกับธงอื่นซ่ึงรวมกันแล้วได้จานวน
เป็นเลขค่ี ธงชาติไทยจะต้องอยู่ตรงกลาง ถ้ารวมกันแล้วเป็น
เลขคู่ ธงชาตไิ ทยตอ้ งอยูก่ ลางขวา หลักการเช่นนี้อนุโลมใช้กับ
การประดับธงชาติไทยคู่กับธงต่างประเทศด้วย เว้นแต่ว่าจะ
ข้อตกลงระหว่างประเทศกาหนดไปเป็นอย่างอื่น ก็ให้ปฏิบัติ
ตามข้อตกลงระหว่างประเทศน้ันเป็นกรณีไป การประดับธง
ชาตใิ นการแข่งขนั กีฬาระหว่างประเทศ โดยปกตใิ ห้เป็นไปตาม
ระเบียบข้อบังคับของสมาคมกีฬาระหว่างประเทศ หรือตาม
หลักสากลที่ยอมรับกันในนานาอารยประเทศ สาหรับการ
ประดับธงชาติคู่หรือร่วมกับพระพุทธรูปหรือพระบรมรูปใน
งานพิธตี ่าง ๆ ธงชาตติ อ้ งอยู่ทางขวาของพระพทุ ธรปู พระบรม
รูปนัน้ ตอ้ งอยู่ดา้ นซา้ ย

การเคารพธงชาติ

ก า ร เ ค า ร พ ธ ง ช า ติ ใ น ปั จ จุ บั น ไ ด้ ยึ ด ถื อ ห ลั ก ก า ร ต า ม
ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการ
แสดงธงชาติ และธงของต่างประเทศ ในราชอาณาจักร พ.ศ.
2529 กล่าวคือ เม่ือมีการชักธงชาติข้ึนและลง ให้แสดงความ
เคารพโดยการยืนตรง หันไปทางเสาธง อาคาร หรือสถานท่ีท่ีมี
การชักธงชาติขึ้นและลง จนกว่าจะเสร็จการ ในกรณีท่ีได้ยิน
เพลงชาติหรือสัญญาณการชกั ธงชาติ จะเห็นหรือไม่เห็นการชัก
ธงชาตกิ ต็ าม ให้แสดงความเคารพโดยหยุดน่ิงในอาการสารวม
จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติ หรือสัญญาณการชัก
ธงชาติจะส้ินสุดลง สาหรับการเคารพธงชาติของทหารน้ัน
เมื่อมีการชกั ธงชาตขิ นึ้ และลง นายทหารสัญญาบตั รทุกนาย ให้
แสดงความเคารพโดยการยืนตรงทาวันทยาหัตถ์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
แถวหรือนอกแถว ส่วนนายทหารประทวนและพลทหาร ให้ทา
วันทยาหัตถ์ขณะยืนอยู่นอกแถวทหารเท่าน้ัน หากอยู่ในแถว
ทหาร ใหใ้ ช้ทา่ ตรง สว่ นแถวทหารที่มอี าวุธ นายทหารผู้ควบคุม
แถวจะส่ังแสดงความเคารพโดยการทาวันทยาวุธ และส่ังเรียบ
อาวุธเม่ือธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาเรียบร้อยแล้ว พิธีกร เมื่ออยู่ใน
แถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ สงบน่ิง ให้ก้าวออกไป 1 ก้าว ส่ัง
แล้วให้ถอยกลับเข้าที่




















Click to View FlipBook Version