The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saifon, 2023-08-02 02:00:29

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ คาร์ล จี จุง

ทฤษฎีจิต จิ วิเ วิ คราะห์ คาร์ล ร์ จี จุง Carl G. Jung


รายงาน เรื่อง ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ คาร์ล จี จุง (Carl G. Jung's Analytic Theory) โดย นางสาวสายฝน แสนพระพล รหัสนักศึกษา 6622610106 ห้อง 1 รุ่นที่ 26 เสนอ ดร.รอง ปัญสังกา รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู วิชาจิตวิทยาสำหรับครูEA105 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยสันตพลนานาชาติ


คำนำ รายงานเล่มนี้่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยาสำหรับครูEA105 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ ในเรื่่อง ทฤษฎีวิเคราะห์ของ คาร์ล จี จุง และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวสายฝน แสนพระพล ผู้จัดทำ


1. ทฤษฎีจิตวิทยาวิเคราะห์ของจุง (Jung's Analytic Theory) คาร์ล จี. จุง (Carl G. Jung) เป็นผู้หนึ่งที่สนใจแนวความคิดของฟรอยด์ จุงเป็นลูกศิษย์ของบรูเออร์ (Breuer) เขามีส่วนได้ปฏิบัติงานด้านจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับเด็กอยู่ซึ่งเขามีส่วนหลายปี จึงพยายามทำการทดลอง เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของฟรอยด์และหาทางลัดไปสู่วิธีรักษาโรคจิต ต่อมาเขามีความคิดเห็นแยกไปจากฟรอยด์ ออกไปตั้งทฤษฎีใหม่เรียกว่าจิตวิทยาวิเคราะห์ (Analytic Psychology) ทฤษฎีของจุงได้อธิบายความหมาย ของศัพท์บางอย่างของฟรอยด์ต่างออกไป และเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ของตนเอง ศัพท์ต่าง ๆ ที่จุงตั้งขึ้นมีผู้ นิยมนำไปใช้อย่างแพร่หลาย 2. ประวัติของคาร์ล จี. จุง จุงเป็นชาวสวิส เกิดในปี ค.ศ. 1875 และตายที่สวิสในปี ค.ศ. 1961 เขาเป็นคนโชคดีที่เกิดมามั่งคั่ง สามารถทำงานได้เป็นอิสระ เขาเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกตั้งใจจะเป็นนักภาษาศาสตร์ อยากเรียนโบราณคดีแต่ พอเรียนแล้วกลับไปสนใจวิทยาศาสตร์กายภาพจนได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์ เมื่อเรียนจบแล้วเขาไปทำงานใน โรงพยาบาลโรคจิตที่ซูริค ที่นี่เป็นจุดเริ่มแรกทำให้สนใจทำงานทางด้านจิตแพทย์ และได้ทำงานด้านนี้มาโดย ตลอด ปี ค.ศ. 1909 จุงเริ่มหันมาทำงานส่วนตัว ศึกษาวิจัย เดินทางไปรวบรวมข้อมูลและสอนบ้างเป็น ระยะๆ ปี ค.ศ. 1944 ได้รับเชิญเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบาสเซลทางสาขาแพทย์ ทำงานอยู่ 1 ปี สุขภาพไม่ดีก็ลาออกกลับไปอยู่กับครอบครัว ทําการวิจัยเขียนหนังสือ รักษาคนไข้จนกระทั่งตาย จุงได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค อิทธิพลของจุงแพร่หลายในวิชาการหลายสาขา ไม่ เฉพาะแพทย์และจิตแพทย์เท่านั้น ตลอดชีวิตของเขาพยายามศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ จุงกับฟรอยด์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จากการที่จุงได้อ่านหนังสือเรื่องการตีความหมายของ ความฝัน (The Interpretation of Dream) ของฟรอยด์ เขาสนใจมากและพยายามหาทางพิสูจน์ความจริง ของหนังสือเรื่องนี้ ปี ค.ศ. 1906 เขาได้ติดต่อกับฟรอยด์โดยตรง ฟรอยด์มีความเห็นว่าจุงคือคนที่เหมาะสมที่ จะเป็นผู้รับมรดกทางจิตวิเคราะห์จุงไม่เห็นด้วยและยอมรับไม่ได้เกี่ยวกับแนวความคิดของฟรอยด์โดยเฉพาะ ทฤษฎีทางเพศของฟรอยด์ จุงแยกจากฟรอยด์มาตั้งทฤษฎีใหม่ในปี ค.ศ. 1914 1. ทฤษฎีจิตวิทยาวิเคราะห์ของจุง (Jung's Analytic Theory) 2. ประวัติของคาร์ล จี. จุง


3. ความคิดพื้นฐานของจิตวิเคราะห์ของจุง จุงเน้นว่าพันธุกรรมหรือสัญชาตญานเดิมมีความสำคัญเป็นพื้นฐานของบุคลิกภาพ สัญชาตญานไม่ใช่ แค่ชั่วอายุของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นผลรวมจากบรรพบุรุษด้วย เพราะฉะนั้นจุงไม่เน้นอิทธิพลของวัยต้นของ ชีวิตแบบฟรอยด์ แต่เน้นที่ต้นกำเนิด เชื้อชาติของมนุษย์เพราะว่าเผ่าพันธุ์ของมนุษย์มีกำเนิด มีโครงสร้าง มี ประวัติวิวัฒนาการของตนเอง หรือเรียกว่าแบบฉบับ (Archetype) ของตนเองในมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์ จึง พยายามหาแหล่งข้อมูลจากที่หลายแห่ง เช่น จากประวัติศาสตร์ ธนบธรรมเนียมประเพณีศาสนา เทพนิยาย ความเชื่อถือโชคลาง เวทย์มนตร์คาถา พิธีกรรมต่าง ๆ ของสังคม ซึ่งแนวความคิดนี้เองทำให้นักจิตวิทยาสมัยนี้ ต้องศึกษาสังคมวิทยา มนุษยวิทยาด้วย จุงกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้จะให้ข้อมูลที่นักจิตวิทยาจะต้องให้ความสนใจ ไม่ใช่เฉพาะจากครอบครัวในวัยต้นของชีวิตเท่านั้น 4. โครงสร้างของบุคลิกภาพ จุงใช้คำแทนบุคลิกภาพทั้งหมดว่า "ไซคี" (Psyche) เขามีความเห็นว่าบุคลิกภาพของคนเราเกิดจาก การประสมประสานระหว่างลักษณะ 3 ประการคือ ระบบของลักษณะต่าง ๆ (System) ท่าทีของบุคลิกภาพ (Attitudes) และหน้าที่ของบุคลิกภาพ (Functions) ซึ่งลักษณะทั้ง 3 ประการนี้ถูกหล่อหลอมหรือพัฒนาขึ้น รวมกันเป็นตนเอง (Self) หรืออาจกล่าวว่าตนเองเป็นจุดกึ่งกลางของบุคลิกภาพล้อมรอบด้วยระบบของ ลักษณะต่าง ๆ ตนเองจะเป็นผู้รวบรวมระบบเหล่านี้ผสมผสานกัน ทำให้บุคลิกภาพของบุคคลมีลักษณะเป็น เอกลักษณ์เฉพาะมีความสมดุลและมั่นคง 4.1 ระบบลักษณะต่าง ๆ ของบุคลิกภาพ (Systems) เป็นระบบที่ปะทะสัมพันธ์กันบางระบบอยู่ใน ส่วนของจิตสำนึก และบางระบบก็อยู่ในส่วนจิตใต้สำนึก ระบบเหล่านี้ ได้แก่ อีโก้ (Ego) จิตใต้สำนึก (Unconcious) หน้ากาก (Persona) ลักษณะความเป็นหญิงและลักษณะความเป็นชาย (Anima and Animus) และเงา (Shadow) 4.1.1 อีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่อยู่ในจิตสำนึก (Concious) เป็นส่วนที่สำนึกรู้ว่าคนเราเป็นใคร รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งเร้าภายในและสิ่งเร้าภายนอก หรือเป็นความรู้สึกตัวอันเนื่องมาจากการรับรู้ การจำ การคิด และความรู้สึกต่าง ๆ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าอีโก้เป็นศูนย์กลางของบุคลิกภาพในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม 4.1.2 จิตใต้สำนึก (Unconcious) จุงให้ความสนใจมากเหมือนฟรอยด์เขาเชื่อว่าจิตใต้สำนึกมี ความสำคัญมากต่อบุคลิกภาพ จึงอธิบายจิตใต้สำนึกไว้ว่า มี 2 ระดับ คือ ก. จิตใต้สำนึกส่วนบุคคล (Personal Unconcious) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลแต่คนเราทำไม่สนใจ ลืม หรือเก็บกดไว้ในระบบจิตใต้สํานึกแต่เก็บไว้ตื้น ๆ อยู่ 3. ความคิดพื้นฐานของจิตวิเคราะห์ของจุง 4. โครงสร้างของบุคลิกภาพ


ใกล้ระดับจิตสำนึก ถ้าแรงกดอ่อนลงสิ่งที่อยู่ในจิตใต้ก็จะผลักดันขึ้นมาได้ จุงอธิบายว่าพลังชนิดหนึ่งอยู่ในจิตใต้ สำนึกส่วนบุคคลเขาเรียกว่าพลังของปม (Complexes) พลังนี้เกิดจากการเก็บกดความรู้สึก ความคิด ความ ทรงจำ การรับรู้ ที่ได้มาจากประสบการณ์ไว้โดยเฉพาะทำให้พลังนี้มีอำนาจมาก ซึ่งมีผลต่อการกระทำของ บุคคล เช่น คนที่มีปมแม่ (Mother Complex) เนื่องจากถูกเลี้ยงดูแบบใกล้ชิดและผูกพันกับแม่มากมาตั้งแต่ เล็กจนโตต้องขึ้นอยู่กับแม่ตลอดเวลา ทำให้ความต้องการแม่มีพลังสูงเก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึกส่วนบุคคล เขาจะ มีบุคลิกภาพถูกครอบคลุมโดยแม่ เช่น มีการพลั้งปากเกี่ยวกับแม่ ชอบใกล้ชิดกับผู้หญิงที่แก่กว่า หรือมีแฟนก็ เลือกใบหน้าคล้ายแม่ เป็นต้น ถ้าพลังปมเก็บกดไว้มีพลังมากจะควบคุมอีโก้ไว้หมด ข. จิตใต้สำนึกที่สะสมไว้ (Collective Unconcious) หมายถึง จิตใต้สำนึกที่มนุษย์ สะสมมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มีความหมายคล้าย ๆ กับสัญชาตญานของฟรอยด์เป็นการเก็บกดประสบการณ์ที่ สะสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งติดตามมนุษย์ทุกคนประดุจดั่งเงา จุงกล่าวว่าร่างกายของคนเราเป็นสิ่งแสดงให้ เห็นลักษณะทางร่างกาย ซึ่งบรรพบุรุษของเรามีมาแต่ดึกดำบรรพ์สืบทอดมาปรากฏที่ตัวเราและในชั่วอายุคน ต่อ ๆ ไปในอนาคต หรือเปรียบเทียบได้ว่าร่างกายของคนเราเป็นประดุจพิพิธภัณฑ์แห่งสรีระของบรรพบุรุษ ดังนั้นจิตใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นประดุจพิพิธภัณฑ์แห่งความคิดอ่านของมนุษย์มาแต่ดึกดำบรรพ์ ซึ่งได้สะสมต่อ ๆ กันมาตราบเท่าทุกวันนี้ ความคิดอ่านความรู้สึกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่เก็บกดไว้ในจิต ใต้สำนึกส่วนลึกนี้ จึงใช้คำว่าแบบฉบับ (Archetypes) ที่คนตั้งแต่สมัยโบราณแสดงออกมาตามความรู้สึกนึกคิด ของตน หรือแบบฉบับก็คือรูปร่างของจิตใต้สำนึกที่สะสมมานั่นเอง ตัวอย่างเช่น การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การ บูชาวีรบุรุษ ความเชื่อในเรื่องลึกลับบางอย่าง การกลัวอำนาจของธรรมชาติ เช่น กลัวเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า หรือกลัวความืด กลัวงู เป็นต้น จึงอธิบายว่าแบบฉบับที่เก็บสะสมไว้ในจิตใต้สำนึกนี้จะผลักดันให้คนเรา แสดงออกและการแสดงออกนี้เป็นตัวแทนความรู้สึกนึกคิดภายในของคนเราซึ่งเกิดจากธรรมชาติที่สลับซับซ้อน ของจิตใจ โดยการกำหนดรู้ทางประสาทสัมผัส การกำหนดรู้ในใจและการรู้สึก หรืออาจกล่าวว่าการกระทำเป็น เครื่องแสดงออกซึ่งการรับรู้ การคาดคะเนความปรารถนา และความกลัวของคนเรา ดังนั้นในการศึกษาจิตใต้สำนึกส่วนนี้จุงมุ่งไปในทางศึกษาความคิดอ่านความที่ความรู้สึกของมนุษย์ จากนิทานปรำปรา โบราณคดี ความเป็นมาของชนเผ่าต่าง ๆ ความเชื่อการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่กระทำ มาตั้งแต่โบราณ จุงอธิบายว่าระบบจิตใต้สำนึกให้ทั้งคุณทั้งโทษ แบบฉบับ (Archetypes) หลายอย่างทำให้คนเรารู้จัก ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันก็เป็นโทษถ้าเราไม่แสดงออกเก็บกดไว้โดยแสดงระบบหน้ากาก (Persona) มาก เกินไป บุคลิกภาพก็จะตกภายใต้อิทธิพลของระบบหน้ากาก


4.1.3 หน้ากาก (Persona) คําว่าเพอซันนา (Persona) มาจากภาษาลาติน ซึ่งหมายถึง หน้ากากที่ตัวละครกรีกในสมัยโบราณสวมใส่สำหรับเล่นละคร จุงเอาคำนี้มาใช้แทนระบบหนึ่งของบุคลิกภาพ ของคนเราที่ปรากฏต่อหน้าปวงชน (Public Personality) หรือหมายถึงหน้ากากที่สร้างขึ้นสวมใส่ให้เหมาะสม กับบทบาทของเรา ซึ่งลักษณะทีแสดงออกตามหน้ากากนี้สังคมยอมรับสนับสนุนหรือคาดคะเนให้เราแสดง บทบาทตามนี้ด้วย จุงชี้แจงว่าหน้ากากเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม เป็นเครื่องบิดบัง ความรู้สึกนึกคิดของคนเราไว้เพราะถ้าคนเราแสดงความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงออกมาหมดอาจทำให้เกิดปัญหาได้ หรือเท่ากับว่าสิ่งแวดล้อมทางสังคมทําให้เราจําเป็นต้องสร้างหน้ากาก เพื่อใช้ในการตอบสนองความต้องการ ของสังคม แต่ก็มีปัญหาเช่นกันถ้าเราตกภายใต้อิทธิพลของหน้ากากมากเกินไปจะทําให้ตัวจริงกับหน้ากาก ห่างไกลกันมาก มีการสะกัดกั้นความต้องการของตนเองมากเกินไปการสะกัดกั้นนี้จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ย่อมสุดแต่บุคคลและสังคมที่แวดล้อมตัวของเรา 4.1.4 ลักษณะความเป็นหญิงและลักษณะความเป็นชาย (Anima and Animus) จุงอธิบาย ว่าทางด้านร่างกายคนเราจะมีทั้งฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิงและทางด้านจิตใจก็เช่นกันคนเราจะมี ทั้งลักษณะความเป็นหญิงและลักษณะความเป็นชายอยู่ในตัวเอง เขาเรียกลักษณะความเป็นหญิงในบุคลิกภาพ ของผู้ชายว่าแอนนี่มา (Anima) และเรียกลักษณะความเป็นชายในบุคลิกภาพของผู้หญิงว่าแอนนี่มูส (Animus) ดังนั้นในบางครั้งผู้ชายมีความอ่อนแอนุ่มนวลได้จะไปหวังให้ผู้ชายมีความก้าวร้าวเข้มแข็งตลอดเวลาไม่ได้ ใน ทำนองเดียวกัน ในตัวผู้หญิงที่มีลักษณะความเป็นชายแฝงอยู่เช่นกัน อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นผู้นำเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูและการปะทะสัมพันธ์ในสังคม 4.1.5 เงา (Shadow) เป็นแบบฉบับของสัญชาตญานแบบสัตว์ซึ่งมนุษย์ได้รับสืบทอดมาจาก บรรพบุรุษ ซึ่งสัญชาตญานเหล่านี้จะถูกเก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึกส่วนลึกเป็นส่วนที่สะสมมาจะแสดงออกมาใน รูปแบบพฤติกรรมการเห็นแก่ตัว การแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น การทะเลาะวิวาทกัน เป็นต้น จุงอธิบายว่า ตน (Self) เกิดจากการประสมประสานกันระหว่างบุคลิกภาพด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย โลกภายในและโลกภายนอก โลกภายในประกอบด้วยสิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก ได้แก่ประสบการณ์ต่าง ๆ ใน ชีวิต ลักษณะความเป็นหญิงและชายรวมทั้งเงาที่มนุษย์ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนโลกภายนอกได้แก่ การกระทำ หรือการแสดงออกอันเนื่องมาจากการรับรู้ การคิด การจำ และความรู้สึกต่าง ๆ รวมทั้งการแสดง บทบาทตามที่สังคมคาดหวัง


4.2 ท่าทีของบุคลิกภาพ (Attitude) จุงอธิบายว่ามนุษย์ทุกคนจะท่าทีสนใจตนเองและสนใจ สิ่งแวดล้อมภายนอกทั้งสองอย่าง ประสบการณ์ในชีวิตจะทำให้คนเราพัฒนาท่าทีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง มากกว่าอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งทำให้คนเรามีบุคลิกภาพ 2 แบบ คือ บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) และ บุคลิกภาพแบบแสดงตัว (Extrovert) 4.2.1 บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Introvert) ได้แก่บุคคลที่สนใจในวงแคบแต่ตนเอง คิดถึงแต่ ตนเอง ได้แก่คนที่ชอบทำอะไรคนเดียว ชอบอยู่คนเดียว มีความสุขเฉพาะในเรื่องของตนเอง ไม่ชอบติดต่อ สมาคมกับคนมากนัก 4.2.2 บุคลิกภาพแบบแสดงตัว (Extrovert) ได้แก่บุคคลที่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว มองอะไร ในแง่ไกลตัว ชอบคบค้าสมาคมกับคนทั่ว ๆ ไป เป็นคนที่ชอบเข้าสังคม จุงมีความเห็นว่า ในชีวิตของคนเราแต่ละคนจำเป็นต้องมีลักษณะเก็บตัวและลักษณะแสดงตัว ทั้งสองอย่าง จึงจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ถ้ามีลักษณะทั้งสองอย่างกำกันจะมีบุคลิกภาพเหมาะสมที่สุด แต่คน ทั่ว ๆ ไปมักจะมีบุคลิกภาพเอนเอียงไปทางลักษณะใดลักษณะหนึ่งมากกว่า ในคนผิดปกติเท่านั้นจึงจะมี ลักษณะเก็บตัว หรือลักษณะแสดงตัวสุดขีดอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คนเรามีลักษณะทั้งสองอย่างขัดแย้งกันอยู่ ในตัวจะไม่แสดงตัวตลอดเวลาหรือเก็บตัวตลอดเวลา เช่น คนที่มีบุคลิกภาพเอนเอียงไปทางลักษณะแสดงตัว ชอบเช้าสังคม ชอบคบค้าสมาคมกับคนอื่น แต่ก็มีบางครั้งที่อยากอยู่คนเดียว คิดอะไรคนเดียวบ้าง นอกจากนี้จุงมีข้อสังเกตว่าในการดำรงชีวิตอยู่กับผู้อื่นในสังคม คนที่มีบุคลิกภาพเก็บตัวกับบุคลิกภาพ แบบแสดงตัวจะมีลักษณะดึงดูดกันและกัน เพราะท่าที่ทั้งสองเมื่อมาประกอบกันเข้าจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ เป็นการอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราสนใจผู้อื่นที่มีบุคลิกภาพตรงข้ามกับตนเอง แต่เป็นสัมพันธภาพระยะสั้น เท่านั้น ในสัมพันธภาพระยะยาวเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นควรมีบุคลิกภาพคล้ายคลึงกัน มีความ สนใจ ความต้องการใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น การเลือกเพื่อนหรือเลือกคู่ครอง ถ้าฝ่ายหนึ่งมีบุคลิกภาพแบบ เก็บตัว อีกฝ่ายหนึ่งมีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว ระยะแรกยังไม่ค่อยขัดแย้งกันเพราะต่างฝ่ายต่างสนใจซึ่งกันและ กัน เนื่องจากตนเองขาดลักษณะนั้น ต่อมาฝ่ายมีบุคลิกภาพแบบแสดงตัวก็อยากออกไปหาความเพลิดเพลิน นอกบ้าน เช่น เล่นกีฬา ดูหนัง ดูละคร หรือไปงานสังคม พบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ แต่ฝ่ายที่มีบุคลิกภาพแบบ เก็บตัวชอบอยู่บ้าน ปลูกต้นไม้เลี้ยงนกเขา จัดบ้านหรือทำอะไรไปตามเรื่อง ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น ถ้า ประนีประนอมกันไม่ได้สัมพันธภาพก็น่าจะสิ้นสุดลงโดยเฉพาะถ้ามีปัญหาอื่น ๆ ในชีวิตเข้ามาแทรกด้วยแล้วก็ ยิ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกร้าวได้ง่ายขึ้น


4.3 หน้าที่ของบุคลิกภาพ (Functions) จุงได้อธิบายเกี่ยวกับการทำงานของบุคลิกภาพไว้ว่ามีหน้าที่ 4 ประการ 4.3.1 การกำหนดรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensation) เป็นการกำหนดรู้ที่บอกให้รู้ว่าสิ่งที่เห็น คืออะไร ให้ขณะที่เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู รู้รสด้วยลิ้น ได้กลิ่นด้วยจมูก หรือสัมผัสทางผิวหนัง 4.3.2 การรู้สึก (Feeling) เป็นการกำหนดรู้ในค่า (Value) ของสิ่งต่างชอบว่า ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ กลัว เสียใจ รัก สนุก หรือเบื่อ 4.3.3 การคิด (Thinking) เป็นการกำหนดรู้ที่ต้องใช้เหตุผลในการอธิบายว่า ดี เลว ธรรมชาติ ของโลกและตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปัญญาและประสบการณ์ 4.3.4 การกำหนดรู้ที่เกิดขึ้นในใจ (Intuition) เป็นการนึกรู้ที่เกิดขึ้นเองทันทีทันใด เป็นการ คาดคะเนเกี่ยวกับอนาคตหรืออดีต สรุปว่า การคิด และการรู้สึก เป็นหน้าที่ของบุคลิกภาพที่ต้องใช้เหตุผล มีการตัดสินใจ เป็นเรื่องของ นามธรรม และมีการสรุป ส่วนการกำหนดรู้ทางประสาทสัมผัสและการกำหนดรู้ในใจ เป็นหน้าที่ของบุคลิกภาพ ที่ไม่ขึ้นกับเหตุผล ขึ้นอยู่กับการรับรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือสิ่งที่นึกรู้ที่เกิดขึ้นทันทีทันใดโดยไม่รู้ล่วงหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้ง 3 ของบุคลิกภาพ บุคลิกภาพของคนเราหล่อหลอมผสมผสาน กันระหว่างระบบ ท่าที และหน้าที่ของบุคลิกภาพในลักษณะสัมพันธ์กัน ตรงกันกันข้าม และทดแทน ดังนี้ 1. ลักษณะทดแทนกัน (Compensation) เช่น ในบุคคลบางคนปกติเป็นคนชอบเข้าสังคมคือมีท่าที แบบแสดงตัว (Extrovert) แต่บางเวลาก็ชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ คือนำลักษณะเก็บตัวมาใช้แทน ในเรื่องความ ฝันจึงอธิบายว่าเป็นการทดแทนที่มนุษย์ใช้มาก เช่นคนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวมักจะฝันว่าเป็นคนพูดเก่ง สามารถเข้าสังคมได้ดี เป็นต้น 2. ลักษณะตรงกันข้าม (Opposition) จุงมีความเห็นว่าชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจ (Conflicts) เพราะชีวิตเป็นระบบพลังงานที่ต้องมีความเครียดการที่คนเราปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทําให้ คนเรามีความขัดแย้ง เช่น ระบบอีโก้ขัดแย้งกับระบบจิตใต้สํานึก หรืออีโก้ขัดแย้งกับสัญชาตญานดิบ หรือ ความคิดขัดแย้งกับความรู้สึกหรือหน้ากากขัดแย้งกับลักษณะความเป็นหญิงและความเป็นชาย เป็นต้น 3. ลักษณะสัมพันธ์ร่วมมือกัน (Union) เป็นการผสมผสานสอดคล้องกันหล่อหลอมรวมกันเป็นตนเอง (Self) หรือรวมกันก่อให้เกิดตนเองที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งลักษณะตนเองแบบนี้มนุษย์ปัจจุบันยังไปไม่ถึง


5. พลังของบุคลิกภาพ (Dynamic of Personality) จุงมีแนวความคิดว่าบุคลิกภาพเป็นระบบพลังงานที่ไม่อยู่นิ่ง คนเราจะรับพลังงานเพิ่มเติมได้ หรือ ปลดปล่อยได้ เขาอธิบายการเพิ่มและการลดพลังในลักษณะดังต่อไปนี้ 5.1 พลังงานจิต (Psychic Energy) เป็นพลังงานที่ทำให้บุคลิกภาพทำงานเป็นพลังงานของการมีชีวิต อยู่ เป็นพลังงานทางร่างกายและพลังของความรู้สึก จุงใช้คำว่าลิปิโด (Libido) หมายถึงพลังงานแห่งชีวิต (Life Energy) มิใช่หมายถึงพลังสัญชาตญานทางเพศอย่างเดียวเหมือนทฤษฎีของฟรอยด์ ลิปิโด หมายถึงพลัง ที่แสดงออกมาในรูปของความรู้สึก ความปรารถนา ความยินดี ความตั้งใจ ความกระตือรือร้น การต่อสู้ 5.2 ความเข้มข้นของพลัง (Psychic Value) ที่มีอยู่ในบุคลิกภาพ ปริมาณความเข้มข้นเราไม่สามารถ วัดได้ เราดูได้ว่าความเข้มข้นแค่ไหนจากการใช้พลังงานไปในเรื่องใดมาก จะทำให้มีพฤติกรรมแสวงหาสิ่งนั้น มาก เช่นระหว่างการดูหนังสือกับการเล่น ถ้าเด็กสนใจการเล่นมากกว่าดูหนังสือ ก็บอกได้ว่าการเล่นมีพลัง เข้มข้นมากกว่า 5.3 พลังของปม (Complex Energy) จึงได้อธิบายพลังทีเกิดจากปม (Complexes) อันเป็นผล เนื่องมาจากประสบการณ์ที่คนเราเก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึก ซึ่งจุงบอกว่าทำให้มีพลังผลักดันให้กระทําพฤติกรรม การศึกษาพลังของปมของจูง มี 3 วิธีคือ 1. สังเกตจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยตรง แล้วนำมาวิเคราะห์สรุปเกี่ยวกับปม 2. สังเกตจากสิ่งชี้แนะปม (Complex Indicator) ได้แก่คำพูดที่พลั้งปากการลืมโดยไม่น่าลืม สังเกตพฤติกรรมเฉพาะซึ่งจะเป็นตัวชี้แนะถึงปม ซึ่งจุงได้สร้างแบบทดสอบเชื่อมโยงคำ (word Association Tests) ขึ้นเพื่อวัดปม การทดสอบนี้ใช้คำเป็นสิ่งเร้าเพื่อดูว่าผู้รับการทดสอบจะตอบสนองด้วยคำอะไรเมื่อเร้า ด้วยคำต่าง ๆ ที่จุงสร้างขึ้นคำที่ตอบสนองจะเป็นตัวชี้แนะให้เห็นปม 3. สังเกตการแสดงออกของอารมณ์ความเข้ม หรือระดับของอารมณ์โดยใช้วิธีวัดทางร่างกาย เช่น วัดชีพจรดูจังหวะการเต้นของหัวใจ การหายใจ แรงดันเลือด เป็นต้น 4. การใช้พลังตามหลักของความสมดุลย์ (The Principle of Equivalence) จุงอธิบายว่า พลังของบุคลิกภาพไม่สูญหายไปไหน ถ้าพลังงานหายไปจากระบบใดระบบหนึ่งก็แสดงว่าเลื่อนไหลไปอยู่ที่ ระบบอื่น ถ้าความเข้มที่จุดใดอ่อนลงก็จะไปเพิ่มความเข้มที่จุดอื่นหรือหมายความว่าถ้าพลังงานในที่ใดน้อยลง อีกที่หนึ่งก็จะเพิ่มพลังขึ้น เช่น เด็กในระยะวัยรุ่นจะลดความสนใจพ่อแม่ โดยไปเพิ่มความส นใจที่เพื่อน ให้ ความสำคัญแก่เพื่อนมาก พ่อแม่มีความสำคัญน้อยลง พ่อแม่ชวนไปไหนด้วยไม่อยากไป เมื่อใดก็ตามที่พลังถูก เก็บกดไว้พลังนั้นจะแสดงออกมาในรูปอื่น เช่น จินตนาการหรือฝัน 5. พลังของบุคลิกภาพ (Dynamic of Personality)


จุงมีความเห็นว่าถ้าคนเราพัฒนาบุคลิกภาพไปสู่ความสมดุลย์ที่สมบูรณ์แบบได้นั่นคือการพัฒนาตนเอง ไปสู่เป้าหมาย 6. พัฒนาการของบุคลิกภาพ (Development of Personality) จุดมุ่งหมายของพัฒนาการบุคลิกภาพของจุง ได้แก่การพัฒนาตนเองไปถึงจุดเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ (Self Actualization) ซึ่งหมายถึงจุดที่เกิดความสมบูรณ์แบบของบุคลิกภาพทั้งหมด ในเรื่องของพัฒนาการจุง ให้ความสำคัญเกี่ยวกับพันธุกรรมในแง่เป็นแหล่งโครงสร้างบุคลิกภาพโดยเฉพาะความต้องการพื้นฐานและการ ถ่ายทอดแบบฉบับ (Archetypes) ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จุงไม่ได้อธิบายชั้นพัฒนาการละเอียดเหมือน ฟรอยด์ เขามีความเห็นว่าชีวิตในวัยเด็กมีความสำคัญก็จริง แต่ความต้องการในวัยเด็กเป็นความต้องการเพื่อ ดำรงชีวิตทั้งสิ้น เป็นความต้องการในวงแคบ ส่วนการอธิบายเกี่ยวกับสัญชาตญานทางเพศเขาอธิบายว่าอายุ ราว 5 ปีเป็นต้นไปเด็กเริ่มเรียนรู้ว่าตนเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย สัญชาตญานทางเพศเริ่มมีความเข้มข้นเรื่อยไป จนถึงวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นระยะที่คนเรียนรู้ที่จะแต่งงาน มีลูก มีครอบครัว และมีชีวิตอยู่ในสังคม เมื่อคนเราเข้า สู่วัยกลางคนจะมีความพอใจในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ความสนใจแบบหนุ่มสาวจะค่อยหมดไป จะเปลี่ยนไปเป็น ลักษณะการสร้างสรรค์ ความต้องการพื้นฐานจะลดลง แนวโน้มแบบเก็บตัวจะลดลง มีการใช้ความคิดแบบ ไตร่ตรอง มีค่านิยมขึ้นอยู่กับสังคม ศาสนา และปรัชญามากขึ้นคือในช่วงวัยกลางคนนี้จะเปลี่ยนค่านิยมโดย คำนึงถึงความมีจิตใจที่ดีงามมากกว่า จุงมีความเห็นว่าวัยนี้เป็นวัยสำคัญจะไม่คิดถึงตัวบุคคลเท่านั้น จะเห็นแก่ ส่วนรวมซึ่งเป็นระยะที่มนุษย์จะพัฒนาตนเอง (self) ไปสู่ตนที่เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ได้ วัยนี้จะอันตรายมาก ถ้าบุคลิกภาพเสีย ในแง่พัฒนาการ จุงอธิบายไว้ว่าบุคลิกภาพของคนเราจะพัฒนาไปได้เนื่องจากลักษณะดังต่อไปนี้ คือ 1. ลักษณะก้าวหน้า (Progression) หมายถึงบุคลิกภาพในแต่ละช่วงวัยจะพัฒนาในลักษณะก้าวไป ข้างหน้าเรื่อย ๆ มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน 2. ลักษณะถดถอย (Regression) ในชีวิตคนเราจะมีการพัฒนา 2 ลักษณะ บางขณะเราพัฒนาไป ข้างหน้า แต่บางระยะก็ถอยหลัง เมื่อไรที่มีปัญหาเกิดขึ้นมนุษย์ย่อมแสวงหาวิธีการแก้ปัญหา วิธีหนึ่งที่มนุษย์ใช้ คือการถดถอยโดยดึงเอาประสบการณ์เดิมมาใช้ และอีกประการหนึ่งการถอยกลับไปสู่สภาพการณ์เดิมที่มั่นคง ปลอดภัยจะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น ในคนบุคลิกภาพปกติพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่ยืดเยื้อเกินไป ซึ่งจะเป็นผลดีทำ ให้สามารถตั้งหลักคิดหาทางแก้ปัญหาได้ดีขึ้น แต่ถ้าถอยกลับนานเกินไปมีความสุขในสภาพการณ์เดิมจนไม่ กล้าก้าวต่อไปข้างหน้าก็จะทำให้บุคลิกภาพมีปัญหา จุงถือว่าสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกนั้นมีค่า รวบรวมความรู้ ความฉลาดทั้งของเราและของบรรพบุรุษเก็บไว้ 6. พัฒนาการของบุคลิกภาพ (Development of Personality)


3. การแทนที่ (Sublimation) จุงอธิบายว่าเป็นการเปลี่ยนพลังงานจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง อยู่ภายใต้กฎแห่งความสมดุลย์ 4.การเก็บกด (Repression) จะเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถแทนที่ได้พลังงานนั้นไม่ได้สูญหายไปไหน แต่ถูก เก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึก ทําให้จิตใต้สํานักมีพลังมาก มีอำนาจเหนือจิตสำนึกซึ่งถ้าพลังของจิตใต้สำนึกสามารถ ผ่านแรงกดนั้นขึ้นมาได้ก็ทำให้คนเรามีพฤติกรรมผิดปกติได้ หรือ การแทนที่ทําให้บุคลิกภาพเคลื่อนไปข้างหน้า แต่การเก็บกดทําให้บุคลิกภาพถอยหลัง 7. การศึกษาวิจัยของจุง จุงไม่มีระเบียบในการทำงานเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเขียน เป็นข้อเท็จจริงที่เขาใช้เวลาทั้งหมดใน การรวบรวมข้อเท็จจริง การศึกษาของจุง แบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ คือ 1. การศึกษาเรื่องปม (Complexes) นอกจากใช้วิธีสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออกมาโดยตรงแล้ว เขาได้ สร้างเครื่องมือในการวัดปม โดยพิจารณาจากเครื่องชี้แนะปม เขาสร้างแบบทดสอบขึ้น เรียกว่า แบบทดสอบ เชื่อมโยงคำ โดยใช้คำเป็นสิ่งเร้า อ่านคำทีละคำ ให้ผู้รับการทดสอบตอบทันทีจับเวลาในการตอบ ขณะเดียวกัน ก็ใช้เครื่องวัดทางกายภาพประกอบด้วย เพื่อพิจารณาลักษณะอารมณ์ขณะตอบ ได้แก่วัดการหายใจ วัดชีพจร ถ้าค่าไหนขณะตอบการหายใจผิดปกติหัวใจเต้นเร็ว แสดงว่าคำนั้นชี้แนะจะให้เห็นถึงปม 2. การศึกษาเป็นรายบุคคล (Case Study) จุงทำการศึกษาเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด โดยใช้วิธี เชื่อมโยงอย่าง เหมือนของฟรอยด์คือ ทําให้ผู้รับการศึกษามีเสรีภาพในการเล่า หรือระบายออก เช่น วิเคราะห์ ความฝัน แต่จุงดัดแปลงวิธีเชื่อมโยงอย่างเสรีต่างไปจากของฟรอยด์คือ เขาวิเคราะห์ความฝันเป็นชุด เขาใช้วิธี จินตนาการต่อถ้าฝันไม่จบหรือจำได้ไม่สมบูรณ์ โดยให้ผู้รับการศึกษาปะติดปะต่อฝันให้สมบูรณ์ จะช่วยให้ จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกเชื่อมติดต่อกัน หรือให้แสดงจินตนาการโดยการวาดรูปเป็นการวาดภาพประกอบความ ฝันให้เป็นภาพชัดเจนขึ้น 3. การศึกษาจิตใต้สำนึกที่สะสมไว้ (Collective Unconcious) โดยศึกษาเปรียบเทียบจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากเทพนิยาย ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ต่างเป็นต้น 7. การศึกษาวิจัยของจุง


สรุป คาร์ล จี. จุง เป็นผู้หนึ่งที่สนใจศึกษาค้นคว้าตามแนวความคิดของฟรอยด์เขากับฟรอยด์มีความสัมพันธ์ กันอย่างใกล้ชิด และชื่นชมซึ่งกันและกัน จนฟรอยด์มีความเห็นว่าจึงเป็นคนที่เหมาะในการสืบทอดมรดกทาง จิตวิเคราะห์ ต่อมาจูงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฟรอยด์ที่ว่าการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นผลมาจากแรงขับของสัญ ชาตญานทางเพศ เขาแยกไปตั้งทฤษฎีใหม่เรียกว่า จิตวิทยาวิเคราะห์จุงเห็นด้วยกับฟรอยด์ในแง่อิทธิของจิตใต้ สำนึก แต่จุงมีความคิดว่านอกจากประสบการณ์ในอดีตที่เก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึกระดับบนซึ่งจุงเรียกว่าปมแล้ว ยังมีส่วนที่สะสมสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในจิตใต้สำนึกระดับลึกอีกด้วยอีกด้วย และจุงอธิบายว่าเป้าหมาย ชีวิตของคนเราคือการพยายามที่จะพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ความมีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบเกี่ยวกับโครงสร้างของ บุคลิกภาพ จุงมีความเห็นว่าบุคลิกภาพของคนเราเกิดจากการหล่อหลอมผสมผสานกันระหว่างระบบของ ลักษณะต่าง ๆ ท่าทีของบุคลิกภาพ และหน้าที่ของบุคลิกภาพ ในลักษณะที่ทดแทนกันตรงกันข้ามกัน หรือ สอดคล้องสัมพันธ์กัน ส่วนการอธิบายเกี่ยวกับพลังของบุคลิกภาพจงอธิบายว่าเป็นระบบพลังงานที่ไม่อยู่นิ่ง คือ มีการเลื่อนไหลพลังงานในลักษณะเพิ่มหรือลดความเข้มข้นของพลังตามหลักของความสมดุลย์ และในเรื่อง พัฒนาการของบุคลิกภาพ จึงไม่เน้นความสำคัญของพัฒนาการในวัยต้นของชีวิตเหมือนฟรอยด์ เขามีความเห็น ว่าความต้องการในวัยเด็กเป็นความต้องการในวงแคบ เพื่อดำรงชีวิตอยู่เท่านั้น เขาให้ความสำคัญต่อพัฒนาการ ทุกวัยโดยเฉพาะในวัยกลางคนเป็นวัยที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ได้ถ้ามีบุคลิกภาพที่ เหมาะสม การศึกษาวิจัยของจุงที่สำคัญ คือ 1) การศึกษาเรื่องปม โดยสร้างเครื่องมือเพื่อวัดปมเรียกว่า แบบทดสอบเชื่อมโยงคำ 2) การศึกษาจิตใต้สำนึกที่สะสมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี นิทานปรำปรา ฯลฯ และ3) การศึกษาเป็นรายบุคคล โดยใช้วิธีเชื่อมโยงโดยเสรีเหมือน ฟรอยด์ แต่ดัดแปลงแตกต่างไปจากฟรอยด์ในเรื่องวิเคราะห์ความฝัน คือ วิเคราะห์ความฝันเป็นชุด โดยให้ จินตนาการความฝันต่อให้จบ


บรรณานุกรม ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ คาร์ล จี จุง. ค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2545 สืบค้นจาก http://oservice.skru.ac.th/ebookft/273/chapter3.pdf?fbclid=IwAR3MojXni4HtyM3X7jhXIdUiPZ_ AL4FN0H633eN6tNX8C_LTIiYP3htSr7A ทฤษฎีบุคลิกภาพ คาร์ล ยุง. (2562). ค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2545 สืบค้นจาก https://www.sixfacetspress.net/content/4851 ทฤษฎีบุคลิกภาพของคาร์ จี จุง ( Carl G. Jung Theory ). ค้นเมื่อ 2 กรกฎาคม 2545 สืบค้นจาก https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Theory_Carl_Jung.htm?fbclid


Click to View FlipBook Version