คำนำ ก
หนังสือ E-Book เรื่อง ประเพณีไทยภาคกลาง
เล่มนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน 4 ประเพณีของ
ภาคกลาง คือ ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีโยนบัว
ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประเพณีตักบาตรเทโว
ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ E-Book
"เรื่อง ประเพณีไทยภาคกลาง"เล่มนี้จะเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในหนังสือเล่มนี้เป็ นอย่างดี
หากมีข้อเสนอเเนะประการใด ผู้จัดทำ ยินดีน้ อมรับ
ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง เเละปรับปรุงในโอกาส
หน้ าต่อไป
ผู้จัดทำ
นาย ธีรกช อ่วมคุ้ม
ประเพณีตักบาตรเทโว
เรื่อง สารบัญ ข
คำนำ
สารบัญ หน้า
ประเพณีโยนบัว ก
ข
ประเพณีสงกรานต์ 1-2
3-4
ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ 5-6
ประเพณีตักบาตรเทโว 7-8
1
ประเพณีโยนบัว เป็นงานประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาซึ่งจัดขึ้นเป็น
ประจำทุกปีเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่มากเป็น ที่รู้จักของคนทั่วไปและนักท่อง
เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี วันจัดงานตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ
เดือน 11 คือก่อน ออกพรรษา 1 วัน ที่จัดก่อนวันออกพรรษาเพราะวันออก
พรรษาจะเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทำบุญกัน แต่วันงานประเพณีโยนบัว จะเป็น
วันที่ทุกคนสนุกสนานรื่นเริงเปรียบเหมือนการเฉลิมฉลองก่อนเทศกาลออก
พรรษา นอกจากโยนดอกบัวลงในเรือแล้ว ยังมี
บางคนโยนข้าวต้มมัดลงมาในเรือด้วย
เพื่ อให้ฝี พายและคนที่ร่วมอยู่ในขบวนแห่
ได้กินแก้หิวกันไปพลางก่อนที่จะเสร็จพิธี
ขบวนเรือในพิธีนี้จะประกอบด้วยเรือพระ
ที่เป็ นหัวขบวนและมีเรือติดตามอีกสอง
เสขา้ามร่ลวำมพิธตี่ทอี่จมาากจเารกือหติมูด่บต้าานมทนัี้้งจะเป็ นเรือที่
15
หมู่บ้าน
ของตำบลบางพลี โดยแต่ละ
หมู่บ้านจะส่งเรือเข้าร่วมพิธี
หมู่บ้านละ 3 ลำ ซึ่งนอกจากจะเข้า
ร่วมพิธีแห่แล้วยังถือเป็ นการ
ประกวดแข่งขันกันด้วย การ
ประกวดเรือนี้ จะมีทั้งประเภท
สวยงาม ความคิดและตลกขบขัน
แต่ละหมู่บ้านจึง พิถีพิถันในการ
แต่งเรือประกวดของตนให้สวยงาม
เป็นพิเศษ ทำให้ขบวนเรือแห่นี้เป็น
ขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่สวยงามละลาน
ตาเป็ นที่ชื่ นชอบและประทับใจแก่ผู้
ที่เข้าชมงานมากจนเป็ นที่กล่าว
ขวัญถึงอยู่เสมอ
2.
ต่อมาประเพณีรับบัวได้เลือนหายไปแต่เมื่อนายชื้น วรศิริ ได้เป็นนายอำเภอ
บางพลีในระหว่าง พ.ศ. 2478-2481 จึงได้รื้นฟื้ นประเพณีรับบัวขึ้นมาใหม่
มีการแต่งเรือประกวดประขันกัน เรือที่จัดเข้าประกวดในคราวนั้น มีการนำ
ไม้ไผ่มาสานเป็ นโครงรูปองค์พระพุทธรูปปิ ดหุ้มด้วยกระดาษทองตั้งมาบน
เรือ สมมติว่าเป็นหลวงพ่อโตแห่งวัดบางพลีใหญ่ จึงกลายมาเป็นธรรมเนียม
ในปีต่อๆ มาในการอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อโตจำลองลงเรือ ล่องมาตาม
คลองสำโรง เพื่อให้ชาวบางพลีทั้งสองฝั่งคลองถวายดอกบัวด้วยการโยน
ดอกบัวลงไปในลำเรือขณะเดียวกัน ลูกศิษย์หลวงพ่อโตบนเรือก็จะโยน
ข้าวต้มมัด (ข้าวเหนียว Oryza sativa L.) กล้วยน้ำว้า Musa (BBA)‘Kluai
Namwa’?) ถั่วดำ Vigna mungo (L.) Hepper ถั่วเขียว Vigna radiata
(L.) Wilezek.ให้ชาวบ้านสองฝั่งคลอง พร้อมทั้งร้องบอกถึงสรรพคุณสารพัด
ประโยชน์ของข้าวต้มมัดหลวงพ่อโต ประเพณีรับบัวของชาวบางพลีแต่เดิม
จึงกลายมาเป็ นประเพณีโยนบัวจนกระทั้งทุกวันนี้
3
สงกรานต์ คือ ประเพณีของประเทศไทย ลาว
กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้ อยชาวไตแถบเวียดนาม
และมนฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และ
ประเทศทางตะวันออกของประเทศอินเดีย
สันนิษฐานกันว่า ประเพณีสงกรานต์นั้นได้รับ
วัฒนธรรมมาจากเทศกาลโฮลีในอินเดีย แต่
เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน โดยจะจัดให้มี
ขึ้นในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งก็คือเดือน
มีนาคม
สงกรานต์ เป็นคำในภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง การเคลื่อนย้าย โดยเป็นการอุปมา
ถึงการเคลื่อนย้ายการประทับในจักรราศี หรือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อ
ของไทยและบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเพณีสงกรานต์นั้นมี
สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงมักเรียกรวมกันว่า
ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมาย
ถึง การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เดิมทีวันที่จัดสงกรานต์นี้นั้นจะมี
การคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่
ในปั จจุบันได้มีการกำหนดวันที่
แน่นอน คือ ตั้งแต่ 13 – 15
เมษายน แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่
ไทย คือ วันเริ่มปีปฏิทินของไทย
จนถึง พ.ศ. 2431 และได้มีการ
เปลี่ยนแปลงมาเป็ นวันที่ 1
เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง
พ.ศ. 2483
4
การทำบุญตักบาตร นับว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง อีกทั้งยัง
เป็นการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญในลักษณะนี้มักจะ
มีการเตรียมไว้ล่วงหน้ า เมื่อถึงเวลาทำบุญก็จะนำอาหารไปตักบาตรถวายพระ
ภิกษุที่ศาลาวัดโดยจัดเป็นที่รวมสำหรับการทำบุญ ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่ได้
ทำบุญเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการก่อเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีที่สำคัญในวัน
สงกรานต์อีกด้วย
การรดน้ำ นับได้ว่าเป็นการอวยพรปีใหม่
ให้แก่กันและกัน น้ำที่นำมาใช้รดหัวในการ
นี้มักเป็ นน้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา
การสรงน้ำพระ เป็นการรดน้ำพระพุทธ
รูปที่บ้านและที่วัด ซึ่งในบางที่ก็จะมีการ
จัดให้สรงน้ำพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย
การบังสุกุลอัฐิ สำหรับเถ้ากระดูกของ
ญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว มักทำที่เก็บ
เป็นลักษณะของเจดีย์ จากนั้นจะนิมนต์
พระไปบังสุกุล
การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการที่เราไปอวยพรผู้
ใหญ่ใที่ห้ความเคารพนับถือ อย่าง ครูบา
อาจารย์ มักจะนั่งลงกับที่ จากนั้นผู้ที่รดก็
จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำธรรมดารดลงไปที่
มือ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรผู้ที่ไป
รด
หากเป็ นพระก็อาจนำเอาผ้าสบงไปถวาย
เพื่อให้ผลัดเปลี่ยนด้วย แต่หากเป็ น
ฆราวาสก็จะหาผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าไปให้
เปลี่ยน มีความหมายกับการเริ่มต้นสิ่ง
ใหม่ๆ ในวันปีใหม่ไทย
5
ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
เป็นประเพณีที่ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร่วมมือกันจัดขึ้นในวันแรม
สิบห้าค่ำเดือนสิบ ซึ่งประวัติความเป็นมาของประเพณีอุ้มพระดำน้ำก็
คือ เมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมีอาชีพหาปลา
ขาย และได้ไปหาปลาที่แม่น้ำป่าสักเป็นประจำทุกวัน อยู่มาวันหนึ่ง
ก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เกิดอะไรขึ้นเพราะวันนั้น ไม่มี
ใครจับปลาได้สักตัว จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นตรงบริเวณ
วังมะขามแฟบ (ไม้ระกำ)
7
ตักบาตรเทโว หมายถึงการทำบุญตักบาตร ปรารภเหตุที่
พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ในวันมหาปวารณา (วันขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 11)
คำว่า เทโว เรียกมาจากคำว่า เทโวโรหณะ (เทว+โอโรหณ) ซึ่งแปลว่า
การลงจากเทวโลก
ความเดิมมีว่า ในพรรษาที่ 7 นับแต่วันตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จ
ไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศน์โปรดพระพุทธ
มารดา ที่ได้กำเนิดเป็นเทพบุตรอยู่ในชั้นดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ 4)
โดยลงมาฟังธรรมที่ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2) จนบรรลุโสดา
ปัตติผล (สาเหตุที่พระศาสดาไม่เสด็จไปแสดงธรรมในชั้นดุสิต
เพราะเทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ไม่สามารถขึ้นไปในชั้นดุสิตได้
ด้วยศักดานุภาพที่น้ อยกว่า เพื่อให้โอกาสฟังธรรมแก่เทวดาเหล่า
นั้น)
6
ซึ่งปกติบริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวมาก จู่ ๆ น้ำก็หยุดไหล และมี
พรายน้ำผุดขึ้นมาพร้อมกับพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงอัญเชิญ
พระพุทธรูปองค์ดังกล่าว ขึ้นจากน้ำและนำไปประดิษฐานไว้ที่วัด
ไตรภูมิ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ จน
กระทั่งถึงวันสารทไทยหรือ วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ พระพุทธรูป
องค์ดังกล่าว (พระพุทธมหาธรรมราชา) ก็ได้หายไปจากวัด ชาว
บ้านจึงช่วยกันตามหาและเจอพระพุทธรูป อยู่บริเวณวังมะขาม
แฟบ จากนั้นเป็นต้นมา พอถึงวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ชาวจังหวัด
เพชรบูรณ์ ก็จะจัดงานซึ่งเรียกว่า “อุ้มพระดำน้ำ”[1] ตั้งแต่วันที่ 19
กันยายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา
8
ครั้นถึงวันมหาปวารณา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) จึงเสด็จลงจาก
เทวโลกที่เมืองสังกัสสนคร[1] ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ได้มีเนินเป็น
อันเดียวกันจนถึงพรหมโลก เมื่อทรงแลดูข้างล่าง สถานที่นั้นก็มีเนินอัน
เดียวกันจนถึงอเวจีมหานรก ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียง จักรวาล
หลายแสนก็มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวก
มนุษย์ก็เห็นเทวดา สัตว์นรกก็เห็นมนุษย์และเทวดา ต่างก็เห็นกันเฉพาะ
หน้ าทีเดียว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี
ขณะที่พระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวเมืองจึงพากันทำบุญตักบาตร
เป็นการใหญ่ เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามาถึง 3 เดือน การทำบุญ
ตักบาตรในวันนั้นจึงได้ชื่อว่า ตักบาตรเทโวโรหณะ ต่อมามีการเรียก
กร่อนไปเหลือเพียง ตักบาตรเทโว เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น จึง
นิยม ตักบาตรเทโว กันจนเป็นประเพณีสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้
บรรณานุกรม
http://www.tnntailand.com/palyer.ph
p
http://youtu.be/9u8xdZ6NEwY