The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหานาฏศิลป์ตะวันออก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นาตาชา เอียดเสน, 2024-06-25 07:30:57

นาฏศิลป์ตะวันออก

เนื้อหานาฏศิลป์ตะวันออก

จัดทำ โดย ด.ญ.จิรัชญา ทรัพย์นวล ม.2/1 เลขที่23 นำ เสนอ คุณครู สุดา จันทร์ทอง


นาฏศิลป์ตะวันออก นาฏศิลป์ตะวันออก หมายถึง ศิลปะการแสดง ร่ายรำ ในรูปแบบของ ระบำ รำ ฟ้อน และการ แสดงเป็นเรื่องราวที่เรียกว่าละครของกลุ่ม ประเทศใน ภูมิภาคเอเชียที่มีความสัมพันธ์ทาง วัฒนธรรมการแสดงโดยเฉพาะที่ เกี่ยวข้องกับ นาฏศิลป์ไทย มีด้วยกันทั้งหมด6ประเทศ ได้แก่ ประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเขมร และประเทศพม่า


เป็นนาฏศิลป์ที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดีย มีส่วนสำ คัญในพิธี ของศาสนาฮินดูสมัยโบราณ สตรีฮินดูจะถวายตัวรับใช้ ศาสนาเป็น “เทวทาสี” ร่ายรำ ขับร้อง บูชาเทพใน เทวาลัย ซึ่งจะเริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ศึกษาพระเวท วรรณกรรม ดนตรี การขับร้องของเทวทาสีเปรียบประดุจ นางอัปสรที่ทำ หน้าที่ร่ายรำ บนสวรรค์ นาฏศิลป์อินเดีย ภารตนาฏยัม นาฏศิลป์อินเดีย นาฏศิลป์อินเดียการร่ายรำ ที่เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ไทย โดยกำ เนิดตั้งแต่สมัยโบราณกาลมานานหลายร้อย ปี ไม่เว้นแต่เป็นต้นแบบของไทยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นต้นแบบของศาสตร์นาฏศิลป์ของโลก ถึงแม้ว่าดูเผิน ๆ อาจจะดูทั้งเก่าและน่าเบื่อ แต่นาฏศิลป์อินเดียนั้นได้สอดแทรกวัฒนธรรมออกมาอย่างสง่าและสวยงาม ต้น กำ เนิดนั้นเกิดมาจากมุนีท่านหนึ่งมีชื่อว่าท่าน “ภรตมุนี” โดยในระหว่างที่ท่านกำ ลังเข้าฌานอยู่นั้นก็ได้เกิด นิมิตรขึ้น นิมิตรนั้นคือพระศิวะได้ปรากฏกายออกมาแล้วสอนหลักการของนาฏศิลป์และการฟ้อนรำ ในแขนง ต่าง ๆ เพื่อมีจุดประสงค์นำ ไปถ่ายทอดให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ในการประกอบพิธีบูชาโดยการร่ายรำ


กถักกฬิ เป็นการแสดงละครที่งดงามด้วยศิลปะการ่ายรำ แบบเก่าๆ นับว่ากถักกฬิของอินเดียเป็นต้นเค้าของ นาฏศิลป์ตะวันออก ส่วนใหญ่จะเล่นเป็นเรื่องแบบละคร ซึ่งส่วนมากเป็นมหากาพย์เช่น มหาภารตะมายณะ และ เรื่องนิยายปุราณะ กถกฬิใช้ผู้ชายแสดงล้วนและใช้ภาษา ที่ซับซ้อน นาฏศิลป์อินเดีย กถกฬิ หรือกถักกฬิ


การแสดงนาฏศิลป์ของชาวมณีปุระ ลีลาการแสดงที่ค่อน ข้างช้ากว่าการแสดงนาฏศิลป์ประเภทอื่นที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะการแสดงมณีปุระมักแสดงเป็นหมู่มากกว่าแสดง เดี่ยว ผู้แสดงใช้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่งกายคล้ายชาว ยุโรป คือ นุ่งกระโปรงสุ่มที่มีลวดลายมากและมีการนำ กระจกสีต่างๆ มาประดับกระโปรงเพื่อความสวยงาม นาฏศิลป์อินเดีย มณีปุรี


ละครโนะมีต้นกำ เนิดมาจากเพลงสวดและการร่ายรำ บูชาเทพเจ้า บทร้องในละครโนวจะเป็นการเปล่งเสียง ออกมาในระดับเดียวไม่ใช้โทนเสียงที่หวือหวา คำ พูด มักจะใช้สำ นวนโวหารเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ให้ตีความ และด้วยการเคลื่อนไหวเชื่องช้าซึ่งจะทำ ให้จิตใจสงบ ตามหลักของลัทธิเซน จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักรบและ ซามูไรที่กำ ลังรุ่งเรื่องในสมัยนั้น นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ละครโนะ นาฏศิลป์ญี่ปุ่น นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ประวัติของละครญี่ปุ่นเริ่มต้นประมาณศตวรรษที่ 7 แบบแผนการแสดงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในครั้งยังมีเหลืออยู่ และปรากฏ ชัดเจนแสดงสมัยปัจจุบันนี้ ได้แก่ ละครโนะ ละครคาบูกิ เป็นต้น การกำ เนิดของละครญี่ปุ่นกล่าวกันว่า มีกำ เนิดจากพื้นเมือง เป็นประฐมก ล่าวคือมีวิวัฒนาการมาจากการแสดงบูชาเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟ


เป็นละครชวนหัวซึ่งจะเอาชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านมาผูกเรื่องและตีแผ่ ออกมาในแง่ขบขัน เช่น เรื่องเกี่ยวกับลูกน้องกับเจ้านาย, พ่อตากับลูกเขย และซามูไรขี้ขลาด เป็นต้น และใช้วิธีดำ เนินเรื่องด้วยการพูดคุยแบบ ธรรมดาตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมแบบโนว ไม่ได้ใช้ศิลปะการร้องรำ แบบ ละครแบบโนว มีต้นกำ เนิดมาจากละครชวนหัวสมัยปลายเฮอัน ที่เป็นการ เล่นตลกล้อเลียนหรือการถามตอบของตัวละครในเรื่องสนุกๆ เมื่อถึงสมัยมุ โรมาจิจึงกลายเป็นละครที่เล่นสลับฉากกับโนวเพื่อช่วยผ่อนคลายอารมณ์ นับ ว่าเป็นละครที่เสียดสีสังคมสมัยนั้นด้วยอารมณ์ขันโดยถือเอามนุษย์เป็นหลัก จึงได้ชื่อว่าเป็น “ละครแห่งมนุษย์” นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ละครเคียวเง็น


เป็นการแสดงที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสดงออกถึง ท่าทางที่มีความหมายชัดเจน เช่น ร้องไห้ เสียใจ ดีใจ โกรธ บ้าคลั่ง ไม่ต้องแฝงแนวคิดอะไรเนื่องจากประชาชน สมัยนั้นคือพวกพ่อค้าจึงทำ ให้เป็นที่นิยมดูกัน คาบูกินั้น เกิดขึ้นจากการร้องเพลงร่ายรำ พร้อมกับกระดิ่งในพิธี ศาสนา จุดเด่นของคาบูกิคือ ผู้แสดงจะไม่ใส่หน้ากากแต่ จะแต่งหน้าจัดและเป็นเอกลักษณ์มาก นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ละครคาบูกิ


งิ้วปักกิ่งเป็นศิลปะการแสดงสมบูรณ์แบบที่รวมศิลปะ“การ ขับร้อง” “การพูด” “การแสดงลีลา” “การแสดงศิลปะ การต่อสู้”และ“ระบำ รำ ฟ้อน”เข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครของ งิ้วปักกิ่งที่สำ คัญแบ่งเป็น “เซิง” (เพศชาย) “ตั้น” (เพศหญิง) “จิ้ง” (เพศชาย) และ “โฉว” (มีทั้งเพศ ชายและเพศหญิง) นอกจากนั้นยังมีตัวละครประกอบอีก จำ นวนหนึ่ง นาฏศิลป์จีน งิ้วปักกิ่ง นาฏศิลป์จีน นาฏศิลป์จีน เป็นศิลปะการเต้นรำ ของจีนประเภทหนึ่ง มีพื้นฐานมาจากการเต้นรำ พื้นบ้านแบบดั้งเดิม ได้รับการขัดเกลา การจัดระเบียบ และสร้างสรรค์ขึ้นจากคนงานมืออาชีพในหลายชั่วอายุคน


งิ้วฉินเชียง เป็นงิ้วดั้งเดิมของมณฑลส่านซี มณฑลกานซู่ มณฑลซานซีและพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่ง ถือกำ เนิดจากเพลงพื้นบ้านในท้องถิ่น ปัจจุบัน มีบทละคร ดั้งเดิมมากกว่า 2,700 บท ประกอบด้วยเรื่องราวทาง ประวัติศาสตร์ ตำ นาน ละครพื้นบ้าน ฯลฯเมื่อปี 2006 งิ้ว ฉินเชียงยังได้รับการขึ้นบัญชีให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมแห่งชาติของจีนอีกด้วย นาฏศิลป์จีน งิ้นฉินเชียง


การแสดงอันหรูหรา และเป็นมงคล ด้วยศิลปะการร่าย รำ พัดของจีน เพลิดเพลินด้วยความพร้อมเพรียงของนัก แสดง พร้อมกับชุดการแสดงสีแดงสด ซึ่งคนจีนถือเป็นสี แห่งความสมบูรณ์มั่งคั่ง และโชคดี เสนอการแสดงรูป แบบ นางฟ้ามงคล พร้อมท่าทางร่ายรำ รื่นเริง เสมือน มอบความสุข และรอยยิ้ม นาฏศิลป์จีน ระบำ นางฟ้าพัดมงคล


วายังเป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งของอินโดนิเซียโดยใช้ ตัวหนังเชิดบนจอผ้า ผู้ชมจะได้เห็นเงาของตัวละครที่แกะ สลักจากตัวหนังบนจอผ้าสีขาว อากัปกิริยาของตัวละครนั้น แสดงผ่านการเชิดของผู้เชิดที่ดำ เนินไปตามเรื่องราวที่ใช้ ในการเล่น วายังเป็นศิลปะการแสดงของอินโดนิเซียมีชื่อ เสียงมากและส่งอิทธิพลให้กับผู้คนในภูมิภาคเช่น มาเลเซีย ไทย นาฏศิลป์อินโดนีเซีย เชิดหุ่นเงา หรือ วายัง นาฏศิลป์อินโดนีเซีย นาฏศิลป์ของประเทศอินโดนีเซียมีความหลากหลาย เนื่องจากมีเกาะมากมายและแต่ละเกาะก็มีการแสดงของตนเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ โดดเด่น ศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ที่สุด คือการเชิดหุ่น วายัง นอกจากนี้ยังมีศิลปะประจำ ชาติ คือนาฏศิลป์สุมาตรา นาฏศิลป์ชวา และ นาฏศิลป์บาหลี


เป็นการแสดงที่มีพื้นฐานมาจากการรำ ในราชสำ นักมีลีลา ร่ายรำ ที่นุ่มนวล ประณีต จังหวะที่ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มี ผ้าสไบเป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่ายรำ เวลาแสดง ตาจะตกตลอดเวลา ไม่ใช้สายตาไปยังคนดู วงดนตรี ประกอบการแสดง เป็นวงดนตรีประจำ ราชสำ นักสมัย โบราณ ปัจจุบันใช้วงดนตรีสำ หรับฟ้อนรำ เรียกว่า ภารม วลัน นาฏศิลป์อินโดนีเซีย นาฏศิลป์ชวา


เป็นการร่ายรำ เพื่อบวงสรวงและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็น ส่วนใหญ่ มีการแสดงละครเป็นเรื่องราว ลักษณะการ แสดงมีชีวิตชีวา จุดเด่นคือการยักย้ายสะโพก การใช้ ดวงตา เครื่องดนตรีจะคล้ายคลึงกับดนตรีชวา เช่น มหาภารตะ รามายนะ และละครพื้นบ้าน นาฏศิลป์อินโดนีเซีย นาฏศิลป์บาหลี


เป็นการแสดงนาฏศิลป์ที่โดดเด่นของกัมพูชา ซึ่งถอดแบบการ แต่งกายและท่าร่ายรำ มาจากภาพจำ หลักรูปนางอัปสรที่ปราสาทนครวัด นางอัปสราตัวเอกองค์แรก คือ เจ้า หญิงบุพผาเทวี พระราชธิดาในเจ้าสีหนุ เป็นระบำ ที่กำ เนิดขึ้นเพื่อ เข้าฉาก ภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัดที่กำ กับโดย Marchel Camus ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า L"Oiseau du Paradis ก็คือ The Bird of Paradise หลังจากนั้น ระบำ อัปสรา ก็เป็น ระบำ ขวัญใจชาวกัมพูชา ใครได้ เป็นตัวเอกในระบำ อัปสรานั้นเชื่อได้ว่า เป็น ตัวนางชั้นยอดแห่งยุคสมัยนครวัด เป็นอุดมคติแห่งชาติกัมพูชา นางอัปสราในนครวัด ก็เป็นอุดมคติแห่งสตรีเขมร ดังนั้นการชุบชีวิตนางอัปสราออกมาเป็น ระบำ ระดับชาติ นั้นมีความหมายในเชิงชาติพันธุ์นิยม เพื่อให้เข้าถึงสัญลักษณ์สูงสุดแห่งสตรีแขมร์ ระบำ อัปสรามีชื่อเสียง ขึ้นมาด้วยการอิงบนความยิ่งใหญ่ของนครวัด และระบำ อัปสรา ก็จำ ลองภาพสลักที่แน่นิ่งไร้ความ เคลื่อนไหวในนครวัดให้หลุดออกมามีชีวิต นาฏศิลป์เขมร ระบำ อัปสรา นาฏศิลป์เขมร การแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเป็นการแสดงภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดงมาตรฐานของเขมรจะแสดงเรื่องเรียมเลอ ซึ่งมีรากฐานมาจากรามายณะของอินเดียละครที่ได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่ง คือ ละครบาสสัก (Bassas) เป็นละครพูดมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความ รัก ซึ่งละครชนิดนี้ได้รับอิทธิพลจากเวียดนามการแสดงของเขมรจะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่ามากกว่าไทยและไม่อ่อนช้อยเท่าของ ไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่องพระอภัยมณีละครในเรื่องอิเหนา โขนเรื่องรามเกียรติ์ ลักษณะการแต่งกาย มีความใกล้เคียงกับไทยมาก


ละโคนโขล เป็นนาฏกรรมสวมหน้ากากอย่างหนึ่งใน ประเทศกัมพูชา มีลักษณะใกล้เคียงกับการแสดงโขนของ ประเทศไทย เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดไป ปัจจุบันมีละ โคนโขลในกัมพูชาสองรูปแบบได้แก่ ละโคนโขลวัดสวา ยอัณแดต และละโคนโขลคณะระบำ หลวงกัมพูชา แต่เดิม จะใช้ผู้หญิงในการแสดง ต่างจากโขนของไทยที่จะใช้ ผู้ชายแสดง นาฏศิลป์เขมร ละโคนโขล


ละครที่ได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่ง คือ ละครบาสสัก (Bassas) เป็นละครพูดมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรัก ซึ่ง ละครชนิดนี้ได้รับอิทธิพลจากเวียดนาม การแสดงของ เขมรจะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่ามากกว่าไทย และไม่อ่อนช้อยเท่าของไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่อง นาฏศิลป์เขมร ละครบาสสัก


“ระบำ พม่า-มอญ” นี้ ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่อง “ราชาธิราช” ตอน “กระทำ สัตย์” เพื่อหย่าศึก (อ้างอิงพงศาวดารมอญในสงครามสี่สิบปี) ระหว่าง พระเจ้าราชาธิราชแห่งอาณาจักรหงสาวดีของมอญ กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแห่ง อาณาจักรอังวะของพม่า ที่รบพุ่งกันมายาวนานต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจน อ่อนแรงลงไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย นักแสดงใช้ผู้หญิงล้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกแต่งกายแบบพม่า ร่ายรำ ด้วยท่าและทำ นองเพลงพม่า บรรเลงดนตรีเพียงอย่างเดียวจังหวะจะค่อนข้าง เร็วสนุกสนาน กลุ่มที่สองแต่งกายอย่างมอญ ร่ายรำ ด้วยท่าและทำ นองเพลง มอญ มีเนื้อร้องภาษามอญด้วย จังหวะค่อนข้างเนิบช้านุ่มนวล นาฏศิลป์พม่า ระบพม่า-มอญ นาฏศิลป์พม่า การแสดงของชาวพม่า จะแสดงในงานพิธีการต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และประเพณี นาฎศิลป์ที่เก่าแก่พม่าได้แก่ ระ บวงสวรงเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการแสดงประเภทโขน ละคร ปรากฏในสมัยพระเจ้ามังระ เมื่อไทยเสียกรุง ศรีอยุธยาให้กับพม่า นาฏศิลป์ไทยได้ถูกกวาดต้อนไปด้วย พระเจ้ามังระโปรดให้สอนโขนและละครไทยในพม่า เล่นเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนา พม่าเรียกว่า อินทรวงศ์ เป็นละครในราชสำ นัก นอกจากนี้ยังมีการเล่นละครนอกเรื่อง สังข์ทองและสังข์ศิลป์ชัย พระเจ้ามังระโปรดมากทรงให้รวมพวกละครและปี่พาทย์ไว้ในราชสำ นักและพระราชทาน บ้านเรือนให้เรียกว่า “ตำ บลโยธาราช” และพวกละครไทยที่แสดงเรียกว่า “โยธยาสัตคยี”


การแสดงฟ้อนม่านมุยเซียงตาเป็นนาฏกรรมของภาคเหนือ ชุดหนึ่งที่ได้รับการ ปรับปรุงขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ที่มีความงดงามและ โดดเด่น ทั้งเครื่องแต่งกาย ท่ารํา คําร้องและทํานองดนตรีที่สื่อให้ รับรู้ได้ถึงบรรยากาศ ด้านนาฏกรรมตามแบบฉบับของ พม่าที่ยังคงได้รับการรักษาและสืบทอดรูปแบบการ แสดง นั้นไว้ในสังคมไทย นาฏศิลป์พม่า ฟ้อนม่านมุยเซียงตา


การแสดงชุดระบำ หน้ากากพม่า เป็นการแสดงที่ เป็น นาฏศิลป์พื้นเมืองของพม่ามาผสมผสานกับลีลาท่าทางของ หุ่นกระบอกพม่าซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างสรรค์จาก จินตนาการของพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่รวมถึง พม่า ซึ่งท่ารำ นั้นเป็นแบบพม่าไทยใหญ่ดั้งเดิมและได้ นำ มาเล่าเรื่องแสดงถึงการเกี้ยวพาราสี ชายและหญิงซึ่ง เลียนแบบอากัปกิริยาของคนเชิด นาฏศิลป์พม่า ฟ้อนหน้ากากพม่า


จบการนำ เสนอ การนำ เสนอครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียน การสอนรายวิชานาฏศิลป์เท่านั้น ดิฉัน เด็กหญิง จิรัชญา ทรัพย์นวล ขอจบการนำ เสนอไว้เพียงเท่านี้


Click to View FlipBook Version