คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
คำถามสำคญั
นกั เรยี นสามารถนำพทุ ธศาสนสภุ าษิตไปใช้ในชวี ติ ประจำวันไดอ้ ยา่ งไร
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ข•้ันส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นกั เรยี นรว่ มกันสนทนาแลกเปลย่ี นประสบการณ์ แล้วตอบคำถาม ดังน้ี
• หลงั จากตืน่ นอนจนถงึ เดินทางมาโรงเรียน นักเรียนทำกจิ วตั รประจำวันอะไรบ้าง
(ตัวอย่างคำตอบ แปรงฟนั ล้างหนา้ อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร)
• นกั เรยี นสามารถทำกจิ วตั รประจำวนั ต่าง ๆ ไดเ้ องหรอื ไม่ (ได้/ไมไ่ ด)้
• ถา้ นกั เรียนทำกจิ วตั รประจำวันตา่ ง ๆ ได้เอง โดยไมต่ ้องพึ่งผอู้ นื่ นกั เรยี นรู้สกึ อย่างไร
(ตัวอย่างคำตอบ ดีใจ ภมู ิใจ)
2. นกั เรยี นอ่านบัตรคำพุทธศาสนสุภาษติ บนกระดานพร้อมกนั ดงั นี้
อตฺตา หิ อฺตตโน นาโถ = ตนแลเป็นที่พ่ึงแห่งตน
(อา่ นวา่ อัด-ตา-ห-ิ อัด-ตะ-โน-นา-โถ)
จากนั้นนกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกย่ี วกบั พุทธศาสนสภุ าษิต ดังกลา่ วว่า
• กจิ กรรมใดบ้างทนี่ กั เรียนสามารถทำไดด้ ว้ ยตนเอง
(ตวั อยา่ งคำตอบ แต่งตัว อาบนำ้ สระผม เก็บทีน่ อน ล้างจาน กวาดบ้าน)
3. นักเรยี นอา่ นบตั รคำพุทธศาสนสภุ าษติ บนกระดานพรอ้ มกนั ดงั นี้
มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร = มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
(อา่ นวา่ มา-ตา-มิด-ตงั -สะ-เก-คะ-เร)
จากนน้ั นักเรยี นรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกับพุทธศาสนสภุ าษติ ที่อา่ นวา่
• พอ่ แมเ่ ปรยี บเสมือนมิตรของเราอย่างไรบา้ ง
(ตวั อยา่ งคำตอบ เปน็ ผู้ให้กำเนดิ เล้ียงดู อบรมสั่งสอน คอยดแู ลยามเจบ็ ปว่ ย)
4. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับเรื่อง พุทธศาสนสุภาษิต จากหนังสือเรียนและ
แหล่งการเรยี นร้ทู ่หี ลากหลาย
•ข้ัน• ค•ดิ •วเิ ค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
5. นักเรียนแบ่งกลุ่มร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับส่ิงที่ทำได้ด้วยตนเอง จากน้ันวิเคราะห์ จำแนก
สิง่ ทที่ ำเองทบ่ี า้ น และสง่ิ ท่ที ำเองทโ่ี รงเรียนเปน็ แผนภาพความคดิ ดงั ตัวอยา่ ง
ส่ิงที่ทาได้เอง
ส่ิงทท่ี าเองที่บ้าน ส่ิงท่ีทาเองที่โรงเรียน
อาบน้าํ สระผม เก็บที่นอน กวาดบา้ น ทาํ ความสะอาดหอ้ งเรียน แปรงฟัน
ซกั ผา้ ทาํ การบา้ น ผกู เชือกรองเทา้
6. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั พุทธศาสนสุภาษิต อตฺตา หิ อตฺ ตโน นาโถ
ตนแลเปน็ ท่พี ึ่งแหง่ ตน และตอบคำถาม ดังน้ี
• ถา้ นักเรียนสามารถทำกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ดว้ ยตนเองจะรู้สกึ อยา่ งไร (ดีใจ ภาคภูมใิ จ)
• ถ้านักเรียนสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตนเองจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ครอู าจารย์)
• การศึกษาความหมายของพทุ ธศาสนสุภาษิตมปี ระโยชนต์ อ่ นักเรียนอย่างไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ทำใหไ้ ด้ข้อคิดเตือนสติที่จะนำไปปฏิบตั ิในชีวิตประจำวัน)
7. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับพุทธศาสนสุภาษิต มาตา มติ ฺตํ สเก ฆเร
มารดาเปน็ มติ รในเรอื นตน แล้วตอบคำถาม ดังนี้
• การท่ีแม่ตกั เตือนหรอื ทำโทษเมื่อลูกทำความผิดแสดงว่าแม่รกั ลกู หรอื ไม่ เพราะอะไร
(รกั ลกู เพราะต้องการให้ลกู ยอมรบั ความผิดและทำในสิ่งท่ีถูกต้อง จึงตอ้ งตักเตือน
หรอื ทำโทษ)
• พ่อแม่มีบุญคุณเปรยี บเสมือนมิตรในบา้ นอย่างไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ ดูแลเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา อบรมส่งั สอนให้เปน็ คนดี)
• นักเรียนจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ไดอ้ ย่างไรบ้าง
(ตัวอย่างคำตอบ ตั้งใจเรยี น เชอื่ ฟงั คำสงั่ สอน และปฏิบัติตนเป็นคนดี)
8. นักเรียนคดิ ประเมนิ เพ่ือเพิ่มคุณคา่ แล้วสรปุ ความคิดรวบยอดเกยี่ วกับพุทธศาสนสภุ าษติ
โดยตอบคำถาม ดงั น้ี
• นักเรียนสามารถนำพทุ ธศาสนสภุ าษติ ไปใช้ในชีวิตประจำวันไดอ้ ย่างไร
(ชว่ ยเหลอื ตนเองในการทำกจิ วตั รประจำวนั ให้มากทสี่ ดุ เท่าท่ีจะทำได้ รสู้ ำนกึ ในบุญคุณของแม่
และหาโอกาสตอบแทนบุญคุณ)
ข•้ันป•ฏ•บิ ตั• ิแ•ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•งั •กา•รป•ฏ•ิบตั •ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
9. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ เลอื กพุทธศาสนสภุ าษติ ที่สนใจ กล่มุ ละ 1 สภุ าษิต จากนน้ั รว่ มกนั วาดภาพ
กิจกรรมท่ีสอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษติ ท่เี ลอื ก ลงในกระดาษ ดังตัวอยา่ ง
(ภาพพ่อแมก่ าํ ลงั สอนการบา้ น
และสอนอ่านหนงั สือ)
กิจกรรมท่ีวาด คือ (พ่อแม่สอนทาํ การบา้ น และอา่ นหนงั สือ)
สอดคลอ้ งกบั พุทธศาสนสุภาษิต
(มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร มารดาเป็นมิตรในเรือนตน)
10. นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องเรยี บรอ้ ย หากพบขอ้ ผิดพลาดใหป้ รับปรงุ แก้ไขใหด้ ีขึน้
11. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ สิ่งท่ีเข้าใจเป็นความรรู้ ว่ มกนั ดงั น้ี
พุทธศาสนสภุ าษติ เป็นขอ้ คดิ ทางศาสนาท่ีใชส้ ำหรบั เตอื นใจศาสนิกชน
•ข้นั• ส•่ือส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
12. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ออกมานำเสนอภาพวาดทส่ี อดคลอ้ งกบั พุทธศาสนสุภาษิตท่ีเลือก
หน้าชัน้ เรยี น
13. นักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเก่ยี วกบั วิธกี ารทำงานให้เหน็ การคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ท่ีมีแบบแผน
•ข้นั• ป•ระ•เม•ิน•เพ•ื่อเ•พม่ิ• ค•ุณ•ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
14. นกั เรียนร่วมกนั รวบรวมผลงานภาพวาดเกย่ี วกับพทุ ธศาสนสภุ าษติ ไปจดั ปา้ ยนิเทศ เพ่ือเผยแพร่
ความรู้ใหก้ บั ผู้อนื่
15. นักเรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรยี น ในประเด็นต่อไปน้ี
• ส่งิ ท่ีนกั เรียนได้เรียนรใู้ นวันนี้คอื อะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากน้อยเพยี งใด
• เพอื่ นนักเรยี นในกล่มุ มีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลุ่มมากน้อยเพียงใด
• นักเรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั น้หี รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรทู้ ่ีได้น้ีไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทั่วไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนนั้ แลกเปล่ยี นตรวจสอบข้นั ตอนการทำงานทุกขน้ั ตอนวา่ จะเพมิ่ คณุ คา่ ไปสูส่ งั คม
เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากขนึ้ กวา่ เดิมในขนั้ ตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในครง้ั ต่อไป
สือ่ การเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้
1. หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน พระพุทธศาสนา ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1
ของสถาบันพฒั นาคุณภาพวิชาการ (พว.)
2. บตั รคำพุทธศาสนสภุ าษติ
3. กระดาษสำหรบั ทำกิจกรรม
4. แหล่งการเรยี นรูท้ ัง้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่อื ง พุทธศาสนสภุ าษติ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทำงานกลุ่ม (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน (A)
ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลมุ่
รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
กระบวนการ 432 1
ทำงานกลุ่ม ไม่มีการกำหนด
มีการกำหนดบทบาท มีการกำหนดบทบาท มีการกำหนดบทบาท บทบาทสมาชกิ
และไมม่ ีการชแ้ี จง
สมาชิกชดั เจน และ สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หน้า เปา้ หมาย สมาชกิ
ต่างคนตา่ งทำงาน
มกี ารช้ีแจงเปา้ หมาย มีการช้ีแจงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชแ้ี จงเปา้ หมาย
การทำงาน มีการ อยา่ งชดั เจนและ อยา่ งชัดเจน
ปฏบิ ตั งิ านร่วมกัน ปฏบิ ตั ิงานร่วมกัน ปฏบิ ัติงานร่วมกัน
อยา่ งร่วมมือรว่ มใจ แต่ไมม่ กี ารประเมนิ ไม่ครบทุกคน
พรอ้ มกับการประเมินเป็น เป็นระยะ ๆ
ระยะ ๆ
ข้อเสนอแนะของผู้บริหารสถานศึกษา
ลงชอื่ ______________________________
(_____________________________)
ตำแหนง่ ______________________________
บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ปัญหา/อุปสรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู ้สู อน___________________________
(__________________________)
วนั ที่บันทกึ ___________________________
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาและหลักคำสอนของศาสนาต่าง ๆ
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8
เร่อื ง หลกั คำสอนของศาสนาอสิ ลาม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1
เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง ครผู ู้สอน.....................
.................................................................................................................................................................. ............
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้ีวดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รูแ้ ละเข้าใจประวตั ิ ความสำคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนบั ถือและศาสนาอนื่ มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัติตามหลกั ธรรม
เพอื่ อยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติสขุ
ตัวชี้วดั
ส 1.1 ป.1/3 บอกความหมาย ความสำคัญ และเคารพพระรตั นตรัย ปฏิบัติตามหลกั ธรรมโอวาท 3
ในพระพทุ ธศาสนา หรอื หลักธรรมของศาสนาทตี่ นนบั ถอื ตามที่กำหนด
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายความร้เู กี่ยวกับหลกั คำสอนของศาสนาอิสลาม (K)
2. เปรียบเทียบความเหมอื นและความแตกตา่ งระหวา่ งหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและหลกั คำสอน
ของศาสนาอสิ ลาม (P)
3. เห็นประโยชน์ของการศึกษาหลักคำสอนของศาสนาอสิ ลาม (A)
สาระสำคัญ
ศาสนาอสิ ลามมหี ลกั คำสอนที่เป็นหลักศรัทธา 6 ประการ และหลักปฏบิ ตั ิ 5 ประการ ซ่งึ เปน็ แนวทาง
ท่ชี าวมุสลิมนำไปปฏิบัติ
สาระการเรยี นรู้
หลกั คำสอนของศาสนาอิสลาม
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ใฝ่เรียนรู้
3. ม่งุ ม่ันในการทำงาน
คำถามสำคัญ
หากทุกคนปฏบิ ัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ จะเกดิ ประโยชนอ์ ย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ข•้ันส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นักเรียนสงั เกตภาพเกย่ี วกับการปฏิบตั ิพธิ ีกรรมของศาสนาอิสลาม เชน่ การละหมาด การถอื ศลี อด
การบริจาคทาน การประกอบพธิ ีฮัจญ์ จากน้นั ร่วมกันสนทนาแลกเปลย่ี นประสบการณ์ และตอบคำถาม ดงั น้ี
• นักเรียนเคยเหน็ การประกอบพิธีกรรมในภาพหรือไม่ (เคย/ไมเ่ คย)
• พิธกี รรมในภาพเปน็ การปฏิบตั ขิ องผู้ทน่ี ับถือศาสนาใด (ศาสนาอิสลาม)
2. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม จากน้ันร่วมกันสนทนา
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และตอบคำถาม ดงั นี้
• คมั ภีรท์ ี่รวบรวมหลกั คำสอนของศาสนาอสิ ลามคอื คมั ภีร์ใด (คัมภีรอ์ ัลกรุ อาน)
• หลักคำสอนท่ีเป็นสาระสำคัญของศาสนาอสิ ลามมีอะไรบ้าง (หลกั ศรัทธา 6 ประการ และหลัก
ปฏิบตั ิ 5 ประการ)
3. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเร่ือง หลักคำสอนของศาสนาอิสลาม จากหนังสือเรียน
และแหล่งการเรียนรอู้ น่ื ๆ
•ข้ัน• ค•ดิ •วเิ ค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
4. นักเรียนวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และหลัก
คำสอนของศาสนาอิสลาม ลงในแผนภาพความคดิ ดังตวั อยา่ ง
พระพทุ ธศาสนา เหมือน ศาสนาอสิ ลาม
คมั ภีร์ : พระไตรปิ ฎก คมั ภีร์ : อลั กรุ อำน
หลกั คำสอน :
หลกั คำสอน : โอวำท 3 สอนใหเ้ ป็น หลกั ศรัทธำ 6 ประกำร
หลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประกำร
คนดี
5. นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั หวั ใจสำคญั ของหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
ท่ีจะนำไปสู่เปา้ หมายสงู สดุ คืออะไร จากนั้นนำคำตอบที่ไดส้ รปุ เป็นแผนภาพความคิดบนกระดาน
ดงั ตวั อยา่ ง
ศรัทธาในเทวทตู ของอิสลาม ศรัทธาในวนั พิพากษาโลก
ศรัทธาในศาสนทูต ความสาคัญของ ศรัทธาในอลั ลอฮ์
หลกั คาสอน ศรัทธาในคมั ภีร์
ของศาสนาอสิ ลาม
ศรัทธาในกฎกาหนดสภาวการณ์
6. นกั เรยี นคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพิม่ คุณคา่ แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยครใู ช้คำถาม ดังน้ี
• หากทกุ คนปฏบิ ตั ติ ามหลักคำสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ จะเกิดประโยชนอ์ ยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ สังคมมีความสขุ และสงบสุข)
ข•้ันป•ฏ•ิบัต• แิ •ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•งั •กา•รป•ฏ•ิบัต•ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
7. นกั เรียนแบง่ กลุ่มเลอื กพิธีกรรมของศาสนาอสิ ลามทีส่ นใจ กล่มุ ละ 1 พิธกี รรม โดยนำภาพมาตดิ
หรอื วาดภาพลงในกระดาษพรอ้ มบอกรายละเอยี ด ดงั ตวั อย่าง
(ติดภาพหรือวาดภาพ)
(ภาพการละหมาด)
ช่ือพิธีกรรม (การละหมาด)
จุดมุ่งหมายของการปฏิบตั ิพิธีกรรมน้ี คือ
(เพื่อแสดงความเคารพต่อพระเจา้ วนั ละ 5 เวลา)
8. นกั เรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งเรียบร้อยของผลงาน หากพบขอ้ ผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไขใหด้ ีขึ้น
9. นักเรียนร่วมกันสรปุ ส่ิงที่เข้าใจเปน็ ความรูร้ ่วมกัน ดงั น้ี
ศาสนาอิสลามมหี ลกั คำสอนที่เปน็ หลักศรทั ธา 6 ประการ และหลกั ปฏบิ ตั ิ 5 ประการ ซงึ่ เป็น
แนวทางทช่ี าวมสุ ลมิ นำไปปฏบิ ตั ิ
•ข้นั• ส•่ือส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
10. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ออกมานำเสนอภาพหรอื ภาพวาดพธิ กี รรมของศาสนาอสิ ลาม พร้อมบอก
รายละเอยี ดท่ีหนา้ ชน้ั เรยี น
11. นกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายสรปุ เก่ยี วกบั วธิ ีการทำงานใหเ้ ห็นการคิดเชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ท่ีมแี บบแผน
•ข้นั• ป•ระ•เม•ิน•เพ•ื่อเ•พมิ่• ค•ุณ•ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
12. นักเรยี นร่วมกนั รวบรวมผลงานภาพหรอื ภาพวาดเก่ยี วกบั พิธกี รรมของศาสนาอสิ ลาม
ไปจดั ปา้ ยนิเทศ เพ่ือเผยแพรค่ วามรู้ให้กบั ผู้อนื่
13. นกั เรียนประเมินตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ ึกหลังการเรียน ในประเด็นต่อไปน้ี
• สิ่งท่นี ักเรียนได้เรียนร้ใู นวนั นคี้ อื อะไร
• นักเรยี นมีสว่ นร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• เพ่ือนนักเรยี นในกลุ่มมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรยี นในวนั นีห้ รอื ไม่ เพยี งใด
• นักเรียนจะนำความรทู้ ี่ไดน้ ไ้ี ปใชใ้ ห้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป
ได้อย่างไร
จากน้ันแลกเปลี่ยนตรวจสอบข้นั ตอนการทำงานทุกข้นั ตอนว่าจะเพิ่มคณุ ค่าไปสสู่ ังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมให้มากข้ึนกว่าเดมิ ในขั้นตอนใดบา้ ง สำหรับการทำงานในคร้ังต่อไป
สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1
ของสถาบนั พฒั นาคุณภาพวชิ าการ (พว.)
2. ภาพพธิ กี รรมของศาสนาอิสลาม
3. กระดาษสำหรบั ทำกจิ กรรม
4. แหล่งการเรยี นร้ทู ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน
ความรเู้ พมิ่ เตมิ สำหรับครู
การละหมาดเป็นสิง่ ทช่ี าวมสุ ลมิ ทกุ คนต้องปฏิบัตเิ ปน็ ประจำวัน วนั ละ 5 เวลา เพ่อื แสดงความเคารพต่อ
พระเจา้ และการประกอบพธิ ฮี ัจญ์ทีน่ ครมกั กะฮ์ ประเทศซาอดุ ีอาระเบีย เปน็ ส่ิงทีช่ าวมสุ ลมิ พอจะมี
กำลงั แรงกายและกำลังทรัพย์ ควรปฏิบัติอยา่ งนอ้ ย 1 คร้ังในชวี ิต
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เรือ่ ง หลักคำสอนของศาสนาอิสลาม (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทำงานกล่มุ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใฝ่เรียนรู้ มงุ่ ม่ันในการทำงาน
(A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมินตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทำงานกล่มุ
รายการการประเมิน ระดับคุณภาพ
กระบวนการ 432 1
ทำงานกลมุ่ ไมม่ กี ารกำหนด
มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท มีการกำหนดบทบาท บทบาทสมาชกิ
และไม่มกี ารชี้แจง
สมาชิกชดั เจน และ สมาชกิ ชัดเจน เฉพาะหัวหนา้ เปา้ หมาย สมาชกิ
ต่างคนต่างทำงาน
มกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย มีการชแี้ จงเป้าหมาย ไม่มีการชแี้ จงเป้าหมาย
การทำงาน มกี าร อย่างชัดเจนและ อย่างชดั เจน
ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกนั ปฏิบตั งิ านรว่ มกัน ปฏิบัตงิ านร่วมกัน
อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ แต่ไมม่ กี ารประเมิน ไม่ครบทกุ คน
พร้อมกบั การประเมินเป็น เปน็ ระยะ ๆ
ระยะ ๆ
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
_ ลงชอื่ ______________________________
ผลการจัดการเรียนการสอน (_____________________________)
ตำแหน่ง_____________________________
บนั ทกึ หลงั การสอน
ปัญหา/อุปสรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู สู้ อน___________________________
(__________________________)
วนั ทีบ่ นั ทึก___________________________
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 3 หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาและหลักคำสอนของศาสนาตา่ ง ๆ
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 9
เรือ่ ง หลกั คำสอนของศาสนาครสิ ต์ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1
เวลาเรยี น 1 ชว่ั โมง ครูผ้สู อน.....................
.................................................................................................................................................................. ............
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชี้วดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวตั ิ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนบั ถือและศาสนาอื่น มีศรทั ธาท่ถี ูกต้อง ยดึ ม่ัน และปฏิบัติตามหลกั ธรรม
เพอื่ อยรู่ ว่ มกันอยา่ งสนั ตสิ ขุ
ตวั ชว้ี ดั
ส 1.1 ป.1/3 บอกความหมาย ความสำคัญ และเคารพพระรัตนตรยั ปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมโอวาท 3
ในพระพุทธศาสนา หรือหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถอื ตามท่ีกำหนด
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความรู้เกี่ยวกบั หลักคำสอนของศาสนาครสิ ต์ (K)
2. เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกตา่ งระหวา่ งหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและหลักคำสอน
ของศาสนาคริสต์ (P)
3. เห็นประโยชน์ของการศึกษาหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ (A)
สาระสำคญั
ศาสนาครสิ ต์มหี ลักคำสอนทเ่ี ป็นหลกั แห่งความรัก ซงึ่ เปน็ แนวทางให้คริสต์ศาสนิกชนปฏิบตั ิตาม
สาระการเรียนรู้
หลักคำสอนของศาสนาคริสต์
สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งม่นั ในการทำงาน
คำถามสำคัญ
นักเรยี นจะแสดงความรกั ตอ่ เพื่อนมนุษย์ตามหลักศาสนาครสิ ตอ์ ย่างไร
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ข•้ันส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นกั เรียนสงั เกตภาพพธิ รี ับศีลศักดสิ์ ิทธ์ิ แลว้ รว่ มกันสนทนาแลกเปลย่ี นประสบการณ์
โดยตอบคำถาม ดังน้ี
• นกั เรียนเคยเห็นพิธีกรรมในภาพหรือไม่ (เคย/ไม่เคย)
• พิธีกรรมในภาพเป็นการปฏิบตั ขิ องผู้ทน่ี ับถอื ศาสนาใด (ศาสนาครสิ ต์)
2. นักเรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ จากน้ันร่วมกันสนทนา
แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ และตอบคำถาม ดังน้ี
• คัมภีร์ที่รวบรวมหลกั คำสอนของศาสนาครสิ ต์ คอื คมั ภีร์ใด (คัมภีรไ์ บเบิล)
• หลกั คำสอนทเ่ี ปน็ สาระสำคญั ของศาสนาคริสต์มอี ะไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ หลักแห่งความรัก)
3. นกั เรียนศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรือ่ ง หลกั คำสอนของศาสนาครสิ ต์ จากหนังสือเรยี นและ
แหล่งการเรยี นร้อู นื่ ๆ
•ข้นั• ค•ิด•วิเค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
4. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์เก่ียวกับการนำหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ไปปฏิบัติและวิเคราะห์ผลท่ี
เกดิ ข้ึนถา้ ปฏิบตั ิและไมป่ ฏิบัติ จากน้ันนักเรียนสรปุ เป็นแผนภาพความคิดบนกระดาน ดงั ตัวอยา่ ง
หลกั คาสอนของศาสนาคริสต์ ถา้ ปฏิบตั ิ ผลท่ีเกิดขนึ้
หลกั แห่งความรัก ถา้ ไมป่ ฏิบตั ิ ทุกคนเกิดความรักและ
ความสามคั คีกนั
ผลท่ีเกิดขนึ้
สงั คมเกิดความขดั แยง้
ขาดความสามคั คี
5. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั ความสำคัญของหลกั คำสอนของศาสนาคริสต์
แล้วนกั เรยี นสรุปเป็นแผนภาพความคิดบนกระดาน ดังตัวอยา่ ง
รักในเพ่ือนมนุษย์ ความสาคัญของ รักเพอ่ื นบา้ น
หลกั คาสอน รักในพระเจา้
ของศาสนาคริสต์
รักครอบครัว
6. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี
• นักเรียนจะแสดงความรกั ตอ่ เพื่อนมนุษย์ตามหลกั ศาสนาครสิ ต์อยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ แบ่งปนั ส่ิงของ เอ้ือเฟือ้ เผื่อแผ่ และแสดงความรัก ความเมตตาต่อผอู้ ่นื )
7. นกั เรยี นคดิ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคา่ แล้วสรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คำถาม ดังน้ี
• หากทุกคนปฏิบตั ิตามหลักคำสอนของศาสนาท่ีตนนบั ถือจะเกดิ ประโยชน์อย่างไร
(ตัวอย่างคำตอบ สงั คมสงบสุข)
ข•้ันป•ฏ•บิ ัต• ิแ•ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•งั •กา•รป•ฏ•ิบัต•ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
8. นกั เรยี นแบง่ กลุ่มรว่ มกนั เลือกการแสดงออกถึงความรกั ต่อเพือ่ นมนุษย์ กลุม่ ละ 1 เร่ือง จากน้นั
แสดงบทบาทสมมุติ
9. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั ตรวจสอบความถกู ต้องและความเรียบร้อยของผลงานตนเอง หากพบ
ขอ้ ผดิ พลาดใหร้ ่วมกนั แก้ไข
10. นักเรียนร่วมกันสรปุ สง่ิ ทีเ่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้รว่ มกนั ดังน้ี
ศาสนาคริสต์มีหลักคำสอนท่ีเปน็ หลกั แห่งความรัก ซ่ึงเป็นแนวทางใหค้ ริสต์ศาสนิกชนปฏิบตั ติ าม
•ข้นั• ส•ื่อส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
11. นักเรียนแต่ละกลุม่ ออกมาแสดงบทบาทสมมุติเกยี่ วกบั การแสดงออกถึงความรักต่อเพื่อนมนษุ ย์
หนา้ ชัน้ เรยี น
12. นกั เรียนร่วมกันอภิปรายสรปุ เกย่ี วกับวิธกี ารทำงานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ที่มแี บบแผน
•ข้ัน• ป•ระ•เม•ิน•เพ•่ือเ•พม่ิ• ค•ุณ•ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ิตส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
13. นกั เรยี นนำการแสดงบทบาทสมมตุ ิเกี่ยวกับการแสดงออกถงึ ความรักตอ่ เพ่ือนมนุษย์ไปแสดง
ใหเ้ พอ่ื นในโรงเรยี นหรือสมาชิกในครอบครวั ดู เพ่ือสร้างความสุขให้กบั ผู้อืน่
14. นักเรยี นประเมินตนเอง โดยเขยี นแสดงความรสู้ ึกหลงั การเรยี น ในประเด็นต่อไปนี้
• สง่ิ ทน่ี กั เรียนได้เรยี นรใู้ นวันนค้ี ืออะไร
• นกั เรยี นมสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกล่มุ มากนอ้ ยเพยี งใด
• เพือ่ นนักเรยี นในกลมุ่ มสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลุม่ มากน้อยเพียงใด
• นักเรยี นพอใจกบั การเรียนในวันน้ีหรอื ไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนำความร้ทู ่ีได้นไ้ี ปใชใ้ ห้เกิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทว่ั ไป
ไดอ้ ย่างไร
จากนน้ั แลกเปลี่ยนตรวจสอบข้นั ตอนการทำงานทกุ ข้ันตอนวา่ จะเพมิ่ คณุ คา่ ไปสู่สังคม
เกิดประโยชน์ต่อสงั คมให้มากข้นึ กวา่ เดิมในข้นั ตอนใดบ้าง สำหรบั การทำงานในคร้ังต่อไป
ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1
ของสถาบนั พฒั นาคุณภาพวชิ าการ (พว.)
2. ภาพการประกอบพธิ ีรับศีลศกั ดส์ิ ิทธ์ิ
3. แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมนิ การเรียนรู้
1. ประเมินความรู้ เรื่อง หลกั คำสอนของศาสนาครสิ ต์ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทำงานกลมุ่ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นรกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ใฝเ่ รยี นรู้ ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
(A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจรงิ (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลมุ่
รายการการประเมิน ระดบั คณุ ภาพ
กระบวนการ 432 1
ทำงานกลุ่ม ไมม่ กี ารกำหนด
มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท บทบาทสมาชกิ
และไม่มีการชแ้ี จง
สมาชิกชัดเจน และ สมาชิกชดั เจน เฉพาะหวั หนา้ เปา้ หมาย สมาชกิ
ตา่ งคนต่างทำงาน
มีการชีแ้ จงเปา้ หมาย มกี ารชี้แจงเป้าหมาย ไม่มกี ารชแี้ จงเป้าหมาย
การทำงาน มีการ อย่างชัดเจนและ อยา่ งชัดเจน
ปฏิบตั ิงานร่วมกนั ปฏิบตั ิงานร่วมกัน ปฏบิ ตั งิ านร่วมกนั
อย่างร่วมมอื รว่ มใจ แตไ่ มม่ กี ารประเมนิ ไม่ครบทกุ คน
พร้อมกบั การประเมินเป็น เป็นระยะ ๆ
ระยะ ๆ
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ลงช่อื )
(
ตำแหน่ง
บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู ู้สอน )
(
วันทีบ่ นั ทึก
ช้ินงานท่ี 7 เรือ่ ง พระรัตนตรยั
วันท่ี________เดอื น_______________พ.ศ.___________ ได_้ _________คะแนน
ช่ือ_____________________________เลขท_ี่ _______ชัน้ ______ คะแนนเตม็ 10 คะแนน
นกั เรียนลากเส้นตามรอยประหน้าข้อความท่ีเปน็ ความหมายของพระรัตนตรัยแลว้ ตอบคำถาม
พระพุทธ ศาสดาของพระพทุ ธศาสนา
พระพุทธรูปสาคญั คู่บา้ นคู่เมือง
พระรัตนตรัย พระธรรม
ขอ้ คดิ ท่ีควรนาไปปฏิบตั ิ
พระสงฆ์ หลกั ธรรมคาสอนของพระพุทธเจา้
ผทู้ ่ีมีคาถาอาคม
ผเู้ ผยแผค่ าสอนของพระพทุ ธศาสนา
พระรัตนตรัยมีความสำคัญอย่างไร
ช้ินงานท่ี 8 เรอ่ื ง โอวาท 3
วันที่________เดอื น_______________พ.ศ.___________ ได_้ _________คะแนน
ชือ่ _____________________________เลขท_ี่ _______ชัน้ ______ คะแนนเตม็ 10 คะแนน
นกั เรยี นนำหลักโอวาท 3 ไปปฏบิ ตั ิ แล้วบันทึกผลลงในแผนภาพความคดิ และตอบคำถาม
ละเวน้ การทาความชว่ั โดย ทาความดีโดย
หลกั โอวาท 3
ทาจิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิผอ่ งใสโดย
เมือ่ นำหลักโอวาท 3 ไปปฏบิ ัติ แลว้ จะเกดิ ผลอย่างไร (เขียนเครอื่ งหมาย ลงใน หนา้ คำตอบ)
• ต่อตนเอง เกดิ ความสุขใจ เกดิ ความทกุ ข์ใจ
• ต่อสังคม เกดิ ความเดือดร้อน เกิดความสงบสุข
การปฏิบัตติ นตามหลักโอวาท 3 สอดคล้องกบั คุณธรรม จรยิ ธรรม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคด์ า้ นใด
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง รกั ความเป็นไทย
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 4 หน้าทชี่ าวพทุ ธ เวลาเรยี น 3 ชว่ั โมง
แผนผงั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการ
ภาษาไทย
• การฝึกอา่ นคำภาษาบาลแี ละคำแปล
• การสนทนาแสดงความคดิ เห็น
การงานอาชีพและเทคโนโลยี หน้าทีช่ าวพทุ ธ ศิลปะ
• การร่วมกนั ฝึกปฏิบตั ิแสดงตน • การสรุปความรู้เป็นแผนภาพ
เป็นพทุ ธมามกะ
ตัวชี้วดั
1. บำเพ็ญประโยชน์ต่อวดั หรือศาสนสถานของศาสนาทต่ี นนับถือ (ส 1.2 ป.1/1)
2. แสดงตนเปน็ พุทธมามกะหรือแสดงตนเปน็ ศาสนิกชนของศาสนาที่ตนนบั ถือ (ส 1.2 ป.1/2)
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 4 หนา้ ทชี่ าวพุทธ
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1
เรือ่ ง การบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ วัดหรือศาสนสถาน เวลาเรียน 1 ช่ัวโมง
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ครผู สู้ อน..................
......................................................................................................... .....................................................................
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏบิ ัตติ นเป็นศาสนิกชนทด่ี ี และธำรงรกั ษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาท่ีตนนับถือ
ตวั ชีว้ ดั
ส 1.2 ป.1/1 บำเพญ็ ประโยชน์ต่อวดั หรือศาสนสถานของศาสนาทีต่ นนับถอื
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายและสรุปความร้เู กยี่ วกับการบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ วดั (K)
2. เสนอแนวทางการบำเพ็ญประโยชน์ต่อวดั (P)
3. เห็นความสำคญั ของการบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ วดั (A)
สาระสำคญั
การบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ วดั หรือศาสนสถานเป็นหน้าทท่ี ่ีชาวพทุ ธพึงปฏบิ ตั ิตน
สาระการเรยี นรู้
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัดหรอื ศาสนสถาน
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวนิ ัย
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มีจติ สาธารณะ
คำถามสำคญั
นกั เรยี นจะปฏิบัตติ นในฐานะชาวพทุ ธทีด่ ีอย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข•้ันส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นักเรียนร่วมกนั สนทนาเกีย่ วกบั การปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธ โดยใช้คำถาม ดังน้ี
• นกั เรียนเคยไปวัดหรอื ไม่ อย่างไร
(ตวั อย่างคำตอบ เคย โดยไปทำบุญตักบาตรในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา)
• เม่อื นกั เรยี นไปวดั แล้วทำอะไรบา้ ง
(ตวั อย่างคำตอบ บริจาคเงิน ถวายสังฆทาน)
• นักเรยี นเคยเห็นคนท่ไี ปวดั ทำอะไรบ้าง
(ตัวอยา่ งคำตอบ ลา้ งถ้วยชาม กวาดศาลา)
• นักเรียนคดิ วา่ การกระทำดังกล่าวควรปฏิบตั ิหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
(ตวั อย่างคำตอบ ควรปฏิบัติ เพราะเป็นการปฏบิ ตั ติ นตามหนา้ ท่ีชาวพทุ ธท่ดี ี)
• นอกจากการกระทำดังกล่าวแล้วนักเรียนคิดว่า ยังมีการกระทำใดอีกบ้างท่ีเป็นการบำเพ็ญ
ประโยชนต์ อ่ วัดหรือศาสนสถาน
(ตัวอยา่ งคำตอบ รักษาศลี ฟงั ธรรม บรจิ าคส่งิ ของ ปลูกตน้ ไม)้
2. นกั เรยี นศกึ ษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั เร่ือง การบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ วดั หรือศาสนสถาน
จากหนังสอื เรียนและแหลง่ การเรียนรู้อืน่ เพมิ่ เตมิ
•ข้นั• ค•ดิ •วิเค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
3. นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะหเ์ ก่ียวกับการบำเพ็ญประโยชน์ต่อวดั หรอื ศาสนสถานและบอกผล
ทเ่ี กดิ ข้ึนจากการปฏบิ ัตดิ งั กล่าวเป็นแผนภาพความคิดบนกระดาน ดงั ตัวอย่าง
ถา้ ปฏิบตั ิ ผลที่เกดิ ขึน้
วดั ไมช่ ารุด ทรุดโทรม
การบาเพญ็ ประโยชน์ต่อวดั หรือศาสนสถาน
การพฒั นา ทานุบารุงศาสนสถานภายในวดั ผลท่ีเกดิ ขึน้
และช่วยกนั ดูแลความสะอาด
ถา้ ไม่ปฏิบตั ิ วดั เกิดความชารุด ทรุดโทรม
4. นกั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวทางการบำเพ็ญประโยชน์ต่อวดั หรอื ศาสนสถาน โดยสรุปเป็นแผนภาพ
ความคิดบนกระดาน ดังตวั อย่าง
การดูแลรักษาความสะอาดภายในวดั
การบริจาคเงินเพอื่ สร้าง แนวทางการบาเพญ็ ปลกู ตน้ ไมภ้ ายในบริเวณวดั
หรือบรู ณะศาสนสถาน ประโยชน์ต่อวดั เพื่อให้เกดิ ความร่มร่ืน
หรือศาสนสถาน
การเขา้ ร่วมกิจกรรมใน
วนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา
5. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพอื่ เพิ่มคุณค่า แลว้ สรปุ เปน็ ความคิดรวบยอด โดยใชค้ ำถาม ดังนี้
• นักเรยี นจะปฏิบัติตนในฐานะชาวพุทธทีด่ อี ย่างไร
(ตัวอย่างคำตอบ ดแู ลรักษาศาสนสถานโดยการทำความสะอาด รกั ษาศีลในวนั สำคัญ
ทางพระพทุ ธศาสนา)
กิจกรรมน้ีสร้างเสริมคา่ นิยมหลกั 12 ประการ ดา้ นคานึงถึงประโยชนข์ องส่วนรวม
ข•้ันป•ฏ•บิ ตั• ิแ•ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•ัง•กา•รป•ฏ•บิ ัต•ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
6. นกั เรยี นทำกิจกรรมบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ วัดหรือศาสนสถานในชมุ ชนและนำเสนอผลการปฏบิ ัตลิ ง
ในแบบบันทึก แลว้ ตอบคำถามลงในช้นิ งานที่ 9 เรอื่ ง การบำเพญ็ ประโยชน์ตอ่ วัดหรอื ศาสนสถาน
7. นักเรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบรอ้ ยของชิ้นงาน หากพบข้อผิดพลาดควรปรบั ปรงุ แก้ไขให้ถูกต้อง
8. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ สิง่ ทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้ร่วมกนั ดงั น้ี
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัดหรอื ศาสนสถานเป็นหน้าที่ท่ชี าวพทุ ธพงึ ปฏบิ ตั ิตน
•ข้นั• ส•่ือส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
9. นักเรยี นนำเสนอช้นิ งาน เร่ือง การบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ วดั หรือศาสนสถาน หนา้ ชัน้ เรียน
10. นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายสรปุ เกี่ยวกบั วิธกี ารทำงานใหเ้ ห็นการคดิ เชิงระบบและวิธีการทำงาน
ทม่ี ีแบบแผน
•ข้นั• ป•ระ•เม•ิน•เพ•่ือเ•พมิ่• ค•ณุ •ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
11. ครจู ัดกจิ กรรมพานักเรียนไปบำเพญ็ ประโยชนท์ ว่ี ัดและศาสนสถานในชุมชน
12. นกั เรยี นประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียน ในประเด็นต่อไปนี้
• ส่ิงท่นี กั เรยี นได้เรยี นร้ใู นวันน้ีคืออะไร
• นักเรียนมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรยี นรูม้ ากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพอใจกับการเรียนรู้ในวนั นหี้ รอื ไม่ เพียงใด
• นักเรียนจะนำความรู้ท่ีไดน้ ีไ้ ปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมทัว่ ไป
ได้อยา่ งไร
จากนนั้ แลกเปล่ยี นตรวจสอบขน้ั ตอนการทำงานทุกขั้นตอนวา่ จะเพม่ิ คุณค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมให้มากข้นึ กวา่ เดิมในข้ันตอนใดบา้ ง สำหรบั การทำงานในคร้งั ต่อไป
ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งการเรียนรู้
1. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพุทธศาสนา ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1
ของสถาบันพัฒนาคณุ ภาพวิชาการ (พว.)
2. แหล่งการเรียนรู้ทัง้ ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เรือ่ ง การบำเพ็ญประโยชนต์ ่อวดั หรือศาสนสถาน (K) ดว้ ยแบบทดสอบ
2. ประเมินช้นิ งาน เร่อื ง การบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ วัดหรือศาสนสถาน (P) ดว้ ยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ดา้ นมีวนิ ัย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ (A) ด้วยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ ชิ้นงาน เรือ่ ง การบำเพ็ญประโยชน์ต่อวัดหรือศาสนสถาน
รายการการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
4 32 1
เขียนเครือ่ งหมาย
การเขยี นเครอ่ื งหมาย เขยี นเครือ่ งหมาย เขยี นเคร่อื งหมาย เขียนเคร่ืองหมาย ลงตาราง การบำเพญ็
ประโยชนต์ อ่ วดั
ลงตาราง ลงตาราง การบำเพ็ญ ลงตาราง การบำเพ็ญ ลงตาราง การบำเพ็ญ หรือศาสนสถานได้
แต่ยงั ไมส่ อดคล้อง
การบำเพญ็ ประโยชน์ ประโยชนต์ ่อวดั ประโยชนต์ ่อวดั ประโยชนต์ ่อวดั กับข้อมูลท่อี า่ น
และไมม่ กี ารยกตัวอยา่ ง
ต่อวดั หรือศาสนสถาน หรือศาสนสถาน หรือศาสนสถานได้ หรอื ศาสนสถาน เพม่ิ เตมิ
ไดส้ มั พนั ธก์ ัน มีการจำแนกขอ้ มลู ไดส้ อดคล้องกับข้อมลู
มกี ารเชอ่ื มโยงใหเ้ ห็น ทแ่ี สดงถึงความสัมพนั ธ์ และยกตวั อยา่ งเพ่ิมเติม
เป็นภาพรวมแสดง กับตนเองอยา่ งเป็นเหตุ ใหเ้ ข้าใจง่าย
ใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พันธ์ เป็นผล
กบั ตนเองและผอู้ ืน่
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ลงชื่อ______________________________
(_____________________________)
ตำแหนง่ ______________________________
บนั ทึกหลงั การสอน
ผลการจัดการเรยี นการสอน
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู ้สู อน___________________________
(__________________________)
วนั ท่ีบันทกึ ___________________________
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 หนา้ ท่ชี าวพุทธ
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2
เร่อื ง การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1
เวลาเรยี น 1 ชัว่ โมง ครผู ูส้ อน.....................
..............................................................................................................................................................................
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้ีวดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏบิ ัตติ นเป็นศาสนกิ ชนที่ดี และธำรงรกั ษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาทีต่ นนับถือ
ตวั ช้ีวดั
ส 1.2 ป.1/2 แสดงตนเป็นพุทธมามกะหรือแสดงตนเป็นศาสนิกชนของศาสนาท่ีตนนบั ถือ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายการแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ (K)
2. เสนอแนวทางและปฏบิ ตั ิตนในฐานะพทุ ธมามกะ (P)
3. เห็นความสำคัญของการปฏบิ ัติตนในฐานะพทุ ธมามกะ (A)
สาระสำคัญ
พทุ ธศาสนิกชนท่ีดี นอกจากการนำหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาไปเป็นแนวทางปฏบิ ตั ิในการดำเนนิ ชวี ติ
แลว้ ควรท่ีจะบำรงุ พระพุทธศาสนาใหค้ งอยู่และเจรญิ ร่งุ เรอื งสบื ไป โดยการบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ วดั และศาสน
สถาน และแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ
สาระการเรยี นรู้
การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มีวินยั
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มจี ติ สาธารณะ
คำถามสำคญั
พิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะมปี ระโยชนต์ อ่ นักเรียนอย่างไร
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ข•้นั ส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นักเรียนสงั เกตดอกไม้ ธปู เทียน จากน้ันร่วมกนั สนทนาแลว้ ตอบคำถาม
• ส่ิงทีน่ ักเรยี นเหน็ คอื อะไร (ดอกไม้ ธูปเทยี น)
• นกั เรยี นเคยนำดอกไม้ ธปู เทียนไปทำอะไรบา้ ง
(ตัวอยา่ งคำตอบ ไหว้พระ เวียนเทยี น)
• นกั เรียนเคยเข้าร่วมพิธแี สดงตนเปน็ พุทธมามกะหรอื ไม่ (เคย/ไมเ่ คย)
• การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะสำคญั อยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ เปน็ การประกาศตนว่าเป็นชาวพุทธ เป็นผูน้ ับถือพระพุทธศาสนา)
2. นักเรยี นฝกึ กลา่ วคำปฏญิ าณตนเป็นพทุ ธมามกะทงั้ ภาษาบาลแี ละคำแปล 2-3 ครงั้
จากนนั้ ฝกึ ปฏบิ ัติการประกอบพธิ แี สดงตนเป็นพุทธมามกะตามข้ันตอนที่ไดศ้ ึกษามาแล้วจนเสรจ็ พิธี
แล้วตอบคำถาม
• นกั เรยี นร้สู กึ อย่างไรเม่อื ได้ปฏบิ ัติพธิ กี รรมดังกลา่ ว
(ตวั อยา่ งคำตอบ ดใี จและตื่นเตน้ มคี วามสุข)
• ถ้าต้องการให้พิธีกรรมน้ีสมบรู ณ์ถกู ต้อง เราจะตอ้ งไปปฏบิ ตั ิทีไ่ หน
(ตวั อยา่ งคำตอบ ท่ีวัด ต่อหนา้ พระสงฆ์ หรือในท่ีทีม่ พี ระพทุ ธรูป และนิมนต์พระสงฆม์ า
ประกอบพิธี)
3. นักเรยี นศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ยี วกับเรือ่ ง พธิ ีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ จากหนังสอื เรียนและ
แหล่งการเรียนรู้อนื่ เพิ่มเตมิ
•ข้ัน• ค•ดิ •วิเค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
4. นักเรียนร่วมกันบอกแนวทางการปฏิบัติตนในฐานะเป็นพุทธมามกะ โดยบันทึกคำตอบเป็น
แผนภาพความคิดบนกระดาน ดงั ตัวอยา่ ง
ไมข่ โมยของของผอู้ ื่น พูดจาดว้ ยถอ้ ยคาท่ีสุภาพ
มีความเมตตา ไม่รังแกผอู้ น่ื การปฏิบัติตนในฐานะ เคารพสิทธิของเพ่ือน ชาย-หญิง
เป็ นพุทธมามกะ
ปฏิบตั ิตนใหห้ ่างไกลจากอบายมขุ หรือสารเสพติด
5. นกั เรยี นคิดประเมนิ เพอื่ เพ่มิ คุณค่า แลว้ สรปุ เป็นความคิดรวบยอด โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี
• พิธีการแสดงตนเป็นพุทธมามกะมปี ระโยชน์ต่อนักเรียนอยา่ งไร
(ตวั อย่างคำตอบ ทำให้ตระหนกั และระลกึ วา่ ต้องปฏบิ ตั ติ นเปน็ ชาวพุทธที่ดี)
ข•้ันป•ฏ•ิบัต• แิ •ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•งั •กา•รป•ฏ•บิ ัต•ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
6. นกั เรยี นเข้ารว่ มกจิ กรรมเพอื่ แสดงตนเป็นพุทธมามกะ แล้วบันทึกผลการปฏิบัติลงใน
แบบบนั ทกึ ของช้ินงานที่ 10 เรอ่ื ง การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
กิจกรรมน้ีสร้างเสริมค่านิยมหลกั 12 ประการ ดา้ นรักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
7. นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของชิ้นงาน หากพบข้อผิดพลาดควรปรบั ปรุงแก้ไขให้ดีขนึ้
8. นักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้รว่ มกนั ดังนี้
พุทธศาสนิกชนท่ีดี นอกจากการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปเป็นแนวทางปฏิบัติ
ในการดำเนินชีวิตแล้ว ควรท่ีจะบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่และเจริญรุ่งเรืองสืบไป โดยการบำเพ็ญ
ประโยชน์ต่อวัดและศาสนสถาน และแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
•ข้นั• ส•ื่อส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
9. นกั เรยี นนำเสนอช้นิ งานหนา้ ช้ันเรียน
10. นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรุปเกีย่ วกับวิธีการทำงานให้เห็นการคดิ เชิงระบบและวิธีการทำงาน
ทม่ี ีแบบแผน
•ข้นั• ป•ระ•เม•ิน•เพ•่ือเ•พม่ิ• ค•ุณ•ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
11. นักเรยี นทง้ั ห้องร่วมกันจัดทำแผนภาพความคิดทส่ี รปุ ประโยชนข์ องการแสดงตนเปน็
พทุ ธมามกะ แล้วนำไปตดิ ทป่ี ้ายนิเทศหน้าชน้ั เรียน เพ่ือเป็นการแบ่งปันความรูแ้ กเ่ พ่ือนในโรงเรียน
12. นกั เรียนประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียน ในประเดน็ ต่อไปน้ี
• สง่ิ ท่ีนักเรยี นได้เรียนรูใ้ นวันน้คี ืออะไร
• นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนรมู้ ากน้อยเพยี งใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรียนรู้ในวันนี้หรอื ไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความรทู้ ี่ไดน้ ไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่ตนเอง ครอบครวั และสังคมท่ัวไป
ไดอ้ ยา่ งไร
จากนนั้ แลกเปลยี่ นตรวจสอบขน้ั ตอนการทำงานทกุ ขั้นตอนว่าจะเพ่ิมคณุ ค่าไปส่สู ังคม
เกดิ ประโยชนต์ ่อสงั คมให้มากข้ึนกว่าเดมิ ในข้นั ตอนใดบา้ ง สำหรับการทำงานในครั้งต่อไป
ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนงั สือเรียน รายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1
ของสถาบันพฒั นาคุณภาพวิชาการ (พว.)
2. แหลง่ การเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมินการเรยี นรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่ือง การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ ช้ินงาน เร่ือง การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดา้ นมวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ (A) ดว้ ยแบบประเมนิ
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินชนิ้ งาน เรื่อง การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ
รายการการประเมนิ ระดบั คุณภาพ
การเขา้ ร่วมกจิ กรรม 4321
เพ่ือแสดงตน
เป็นพทุ ธมามกะ เข้าร่วมกิจกรรมเพือ่ แสดง เข้าร่วมกจิ กรรมเพอ่ื แสดง เข้าร่วมกิจกรรมเพอ่ื แสดง เข้ารว่ มกิจกรรมเพอื่ แสดง
ตนเป็นพุทธมามกะ ตนเปน็ พุทธมามกะ ตนเป็นพุทธมามกะ ตนเปน็ พุทธมามกะ
ร่วมกบั ผูอ้ ่ืน มีความรับผิดชอบ ปฏบิ ตั ิตามแบบอยา่ งได้ ได้ตามแบบอยา่ ง
ในการพัฒนาให้เกดิ ต่อการปฏบิ ตั ิ ถกู ต้อง มคี วามพยายาม หรือทำตาม
ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวม ร่วมกบั บุคคลอน่ื ไดด้ ี เรียนรู้ในการปฏิบตั ิ ท่ีครูแนะนำเท่านัน้
และสามารถแกป้ ญั หา โดยมีครแู ละผู้อื่น ให้เหมาะสมกับตนเองโดย
ระหวา่ งการปฏบิ ัตไิ ด้ คอยใหก้ ารแนะนำบา้ ง มีครคู อยให้
และเปน็ แบบอย่าง การแนะนำ
ใหก้ บั ผู้อ่ืน
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ลงชอื่ ______________________________
(_____________________________)
ตำแหน่ง_____________________________
_
บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ปัญหา/อุปสรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู ้สู อน___________________________
(__________________________)
วนั ที่บันทกึ ___________________________
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 หนา้ ท่ีชาวพทุ ธ
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3
เรอื่ ง การบำเพ็ญประโยชน์ต่อศาสนสถานของศาสนาตา่ ง ๆ เวลาเรยี น 1 ชวั่ โมง
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ครูผู้สอน.................
..............................................................................................................................................................................
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชว้ี ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเปน็ ศาสนกิ ชนทดี่ ี และธำรงรกั ษาพระพทุ ธศาสนา
หรือศาสนาท่ีตนนับถือ
ตัวช้ีวัด
ส 1.2 ป.1/1 บำเพญ็ ประโยชน์ต่อวัดหรือศาสนสถานของศาสนาที่ตนนับถือ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายและสรุปความรูเ้ กย่ี วกับการบำเพ็ญประโยชน์ต่อศาสนสถาน (K)
2. เสนอแนวทางการบำเพญ็ ประโยชนต์ ่อศาสนสถานของศาสนาทีต่ นนับถือ (P)
3. เห็นความสำคญั ของการบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ ศาสนสถาน (A)
สาระสำคญั
ศาสนิกชนของแตล่ ะศาสนามีหน้าทีบ่ ำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานทตี่ นเองนบั ถือ
สาระการเรียนรู้
การบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มีวินัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มจี ติ สาธารณะ
คำถามสำคญั
ถา้ นักเรยี นสามารถออกกฎระเบยี บของการเข้าไปในศาสนสถานได้ นักเรียนจะออกกฎระเบยี บอะไรเพื่อให้
เกดิ ความสงบสขุ และความเป็นระเบียบเรยี บร้อย
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
ข•้นั ส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นกั เรียนสังเกตภาพโบสถค์ ริสตแ์ ละมสั ยดิ จากนั้นรว่ มกนั สนทนา แลว้ ตอบคำถาม
ตวั อยา่ งภาพ
• สถานที่ในภาพคืออะไร (โบสถค์ ริสต์ มัสยิด)
• ชมุ ชนของนักเรยี นมสี ถานทีเ่ หมือนในภาพหรอื ไม่ (ม/ี ไม่ม)ี
• สถานทใ่ี นภาพมคี วามสำคัญอย่างไร (ตวั อยา่ งคำตอบ เปน็ สถานทป่ี ระกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ของผูท้ ่ีนับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอสิ ลาม)
2. นกั เรียนร่วมกันศึกษาและรวบรวมขอ้ มลู เก่ยี วกบั เรื่อง การปฏิบัติตนเมื่อเข้าไปในศาสนสถานของ
ศาสนาตา่ ง ๆ จากหนงั สือเรียนและแหล่งการเรียนรอู้ นื่ เพิม่ เติม
•ข้ัน• ค•ดิ •วิเค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
3. นักเรียนร่วมกันยกตัวอย่างการปฏิบัติตนเมื่อเข้าไปในศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ โดยบันทึก
คำตอบเปน็ แผนภาพความคดิ บนกระดาน ดังตัวอยา่ ง
ไม่วง่ิ เล่นหลอกลอ้ กนั ต้งั ใจขณะประกอบพธิ ีกรรม
กำรใหค้ วำมเคำรพและปฏิบตั ิ แตง่ กำยสุภำพเรียบร้อย
ตำมกฎระเบียบ
การปฏบิ ัติตนเม่ือเข้าไป
ในศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ
ไมท่ ำกิริยำลอ้ เลียนพระพทุ ธรูปตำ่ ง ๆ สำรวมกิริยำมำรยำท
4. นกั เรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับการบำเพญ็ ประโยชนต์ ่อศาสนสถานของศาสนา
ต่าง ๆ โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี
• นักเรยี นจะมสี ่วนร่วมในการบำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ อย่างไร
(ตวั อย่างคำตอบ ชว่ ยเกบ็ ขยะทต่ี กอย่บู นพืน้ ไปทงิ้ ลงในถงั ขยะ ช่วยดแู ลรักษาความสะอาดของสถานที่)
5. นักเรยี นคิดประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณค่า แล้วสรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คำถาม ดังน้ี
• ถา้ นกั เรียนสามารถออกกฎระเบยี บของการเข้าไปในศาสนสถานได้ นักเรียนจะออกกฎระเบยี บ
อะไร เพื่อให้เกิดความสงบสขุ และความเป็นระเบยี บเรียบร้อย
(ตัวอยา่ งคำตอบ การแต่งกายใหร้ ดั กุม ผู้หญงิ ไมใ่ ส่กางเกงขาสน้ั หรือขายาว ใหใ้ ส่กระโปรงยาว
ผชู้ ายไมใ่ ส่กางเกงขาสั้น)
ข•้ันป•ฏ•บิ ตั• ิแ•ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•ัง•กา•รป•ฏ•ิบตั •ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
6. นักเรียนแบ่งกลุ่มรว่ มกันยกตัวอย่างการกระทำทีเ่ หมาะสมและไมเ่ หมาะสมต่อศาสนสถาน
แล้วบอกผลทเี่ กิดขึ้นจากการปฏิบตั ิดงั กล่าวเปน็ แผนภาพความคดิ ดังตัวอย่าง
การกระทาที่เหมาะสม ผลที่เกดิ ขึน้
(การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย) (เป็นท่ีช่ืนชมของผคู้ นท่ีพบเห็น)
การกระทาทไ่ี ม่เหมาะสม ผลทเ่ี กดิ ขึน้
(กำรไม่สำรวมกิริยำวำจำ เช่น (อำจโดนตำหนิจำกผใู้ หญ่
พูดจำเสียงดงั ) และดูไม่เหมำะสมต่อผพู้ บเห็น)
7. นักเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเรียบรอ้ ยของผลงาน หากพบข้อผดิ พลาดควรปรบั ปรงุ แกไ้ ขให้ถกู ตอ้ ง
8. นกั เรียนร่วมกนั สรุปสงิ่ ทเี่ ขา้ ใจเปน็ ความรู้รว่ มกัน ดังนี้
ศาสนิกชนของแตล่ ะศาสนามีหนา้ ที่บำเพญ็ ประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานทีต่ นเองนบั ถือ
•ข้นั• ส•ื่อส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
9. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลงานตนเองหนา้ ชัน้ เรียน
10. นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปเกี่ยวกับวิธีการทำงานใหเ้ หน็ การคิดเชิงระบบและวธิ กี ารทำงาน
ทม่ี แี บบแผน
•ข้ัน• ป•ระ•เม•ิน•เพ•่ือเ•พมิ่• ค•ุณ•ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
11. นักเรียนประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรยี น ในประเดน็ ต่อไปน้ี
• สง่ิ ท่นี กั เรียนได้เรียนร้ใู นวนั นีค้ อื อะไร
• นกั เรียนมสี ่วนร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• เพ่ือนนักเรียนในกลุ่มมีสว่ นรว่ มกิจกรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรยี นพอใจกับการเรยี นในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นกั เรยี นจะนำความรู้ท่ีไดน้ ไ้ี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทั่วไป
ได้อย่างไร
จากนน้ั แลกเปลย่ี นตรวจสอบข้นั ตอนการทำงานทกุ ขน้ั ตอนว่าจะเพม่ิ คุณค่าไปสสู่ งั คม
เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากขนึ้ กว่าเดมิ ในข้นั ตอนใดบา้ ง สำหรบั การทำงานในครัง้ ต่อไป
สอื่ การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
1. หนังสอื เรยี น รายวชิ าพ้ืนฐาน พระพทุ ธศาสนา ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1
ของสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)
2. ภาพโบสถ์คริสตแ์ ละมสั ยดิ
3. แหลง่ การเรยี นรู้ท้งั ภายในและภายนอกโรงเรยี น
การประเมนิ การเรยี นรู้
1. ประเมินความรู้ เร่อื ง การบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมนิ กระบวนการทำงานกลมุ่ (P) ด้วยแบบประเมิน
3. ประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นมวี ินัย ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ (A) ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมินตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมนิ กระบวนการทำงานกลุ่ม
รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
กระบวนการ 432 1
ทำงานกลมุ่ ไมม่ ีการกำหนด
มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท บทบาทสมาชิก
และไม่มีการชี้แจง
สมาชกิ ชดั เจน สมาชิกชัดเจน เฉพาะหวั หนา้ เปา้ หมาย สมาชิก
ต่างคนตา่ งทำงาน
และมกี ารชแ้ี จงเป้าหมาย มีการชแี้ จงเป้าหมาย ไมม่ กี ารช้ีแจงเปา้ หมาย
การทำงาน อย่างชดั เจน อยา่ งชดั เจน
มกี ารปฏิบตั งิ านรว่ มกัน และปฏิบตั งิ านรว่ มกนั ปฏิบตั ิงานร่วมกัน
อย่างร่วมมอื รว่ มใจ แต่ไมม่ กี ารประเมนิ ไมค่ รบทุกคน
พร้อมกบั การประเมนิ เปน็ เปน็ ระยะ ๆ
ระยะ ๆ
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ลงช่อื ______________________________
(_____________________________)
ตำแหน่ง______________________________
บนั ทกึ หลงั การสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ปัญหา/อุปสรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู ้สู อน___________________________
(__________________________)
วนั ที่บันทกึ ___________________________
ชน้ิ งานที่ 9 เร่ือง การบำเพ็ญประโยชนต์ ่อวดั หรอื ศาสนสถาน
วันที่________เดือน_______________พ.ศ.___________ ได_้ _________คะแนน
ชอื่ _____________________________เลขท_ี่ _____ชน้ั __________ คะแนนเตม็ 10 คะแนน
นกั เรียนทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ท่ีวัดหรอื ศาสนสถานในชมุ ชนและนำเสนอผลการปฏิบัติ
ลงในแบบบันทึก แล้วตอบคำถาม โดยเขียนเคร่ืองหมาย ลงใน หน้าคำตอบ
(ตัวอยา่ งคำตอบ)
แบบบนั ทึกการบาเพญ็ ประโยชน์ต่อวดั หรือศาสนสถาน
• กิจกรรมบำเพญ็ ประโยชน์ที่วดั หรือศำสนสถำนที่นกั เรียนปฏิบตั ิคือ (ตอบไดม้ ำกกว่ำ 1 ขอ้ )
กำรพฒั นำและทำควำมสะอำดวดั หรือศำสนสถำน
กำรบริจำคเงินหรือส่ิงของเครื่องใชต้ ำ่ ง ๆ ใหแ้ ก่วดั หรือศำสนสถำน
กำรเขำ้ ร่วมกิจกรรมทำงศำสนำ
อ่ืน ๆ (ระบุ)
• เม่ือปฏิบตั ิกิจกรรมแลว้ นกั เรียนรู้สึกอยำ่ งไร
เกิดควำมสุขใจ เกิดควำมเหน่ือยลำ้
• กำรปฏิบตั ิกิจกรรมดงั กลำ่ วก่อใหเ้ กิดผลอยำ่ งไร (ตอบไดม้ ำกกวำ่ 1 ขอ้ )
เกิดควำมสะอำดและเป็นระเบียบเรียบร้อย
ทำนุบำรุงศำสนสถำนใหค้ งอยสู่ ืบตอ่ ไป
สืบทอดศำสนำและพิธีกรรมทำงศำสนำใหค้ งอยสู่ ืบต่อไป
อ่ืน ๆ (ระบ)ุ
• กำรบำเพญ็ ประโยชน์ตอ่ วดั และศำสนสถำนสอดคลอ้ งกบั คุณธรรม จริยธรรม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคด์ ำ้ นใด
ใฝ่ เรี ยนรู้ รักชำติ ศำสน์ กษตั ริย์ มงุ่ มนั่ ในกำรทำงำน
ช้นิ งานท่ี 10 เร่อื ง การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
วันท่ี________เดือน_______________พ.ศ.___________ ได_้ _________คะแนน
ช่อื _____________________________เลขท_่ี _____ชน้ั __________ คะแนนเตม็ 10 คะแนน
นักเรียนร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ แล้วบนั ทึกผลการปฏบิ ตั ลิ งในแบบบันทกึ
(ตัวอยา่ งคำตอบ)
แบบบันทึกการแสดงตนเป็ นพุทธมามกะ
• สถานที่ท่ีนกั เรียนแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะ คือ (วดั ในชุมชน)
• ขณะเขา้ ร่วมพธิ ีแสดงตนเป็นพุทธมามกะนกั เรียนปฏิบตั ิตนอยา่ งไร
(เขียนเคร่ืองหมาย ลงใน หนา้ คาตอบ ตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้ )
สารวมกิริยามารยาท พูดคุยกบั เพอ่ื นเกี่ยวกบั การเป็นพทุ ธมามกะ
ต้งั ใจปฏิบตั ิ อื่น ๆ (ระบุ)
• นกั เรียนแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะไดถ้ ูกตอ้ งหรือไม่ (ถกู ตอ้ ง)
• เมื่อแสดงตนเป็นพทุ ธมามกะแลว้ นกั เรียนรู้สึกอยา่ งไร
ภาคภภาูมคิใภจูมิใจ เฉย ๆ เสเสียใียจใจ
• เมื่อแสดงตนเป็นพุทธมามกะแลว้ นกั เรียนจะปฏิบตั ิตนอยา่ งไร
มีความเคารพและศรัทธาในพระรัตนตรัย
นาหลกั ธรรมคาสอนมาปฏิบตั ิในการดาเนินชีวิต
อื่น ๆ (ระบ)ุ
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 5 การบรหิ ารจติ และเจริญปัญญา
เวลาเรียน 2 ชว่ั โมง
แผนผงั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
ภาษาไทย
• การพูดแสดงความคดิ เหน็ /
นำเสนอ
• การฝึกอา่ นคำและเน้ือเพลง
การบริหารจิตและเจรญิ ปัญญา
ศลิ ปะ คณิตศาสตร์
• ร้องเพลง “ข้ามถนน” • เกมเรยี งลำดับ
• วาดภาพแสดงการปฏิบัตติ น
ในการเล่นเกมและกีฬา
อย่างมสี ติ
ตวั ชีว้ ัด
เหน็ คณุ ค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติที่เปน็ พน้ื ฐานของสมาธิในพระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิต
ตามแนวทางของศาสนาที่ตนนับถือตามที่กำหนด (ส 1.1 ป.1/4)
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 การบรหิ ารจิตและเจรญิ ปญั ญา
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1
เรื่อง การสวดมนตแ์ ละแผ่เมตตา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1
เวลาเรียน 1 ชว่ั โมง ครูผสู้ อน.....................
..............................................................................................................................................................................
มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้วี ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ท่ีตนนบั ถือและศาสนาอ่ืน มีศรัทธาท่ถี กู ต้อง ยดึ ม่นั และปฏิบตั ติ ามหลักธรรม
เพ่อื อยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติสขุ
ตวั ชว้ี ดั
ส 1.1 ป.1/4 เหน็ คุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติท่เี ป็นพ้ืนฐานของสมาธใิ นพระพุทธศาสนา
หรือการพัฒนาจติ ตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนบั ถือตามทก่ี ำหนด
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายวธิ กี ารปฏิบตั ติ นโดยการสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตา (K)
2. วิเคราะห์เก่ียวกับการสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตา (P)
3. เหน็ ความสำคัญของการสวดมนต์และแผเ่ มตตา (A)
สาระสำคญั
การสวดมนตแ์ ละแผ่เมตตาเป็นประจำจะทำใหม้ จี ติ ใจที่สงบ บริสุทธิ์ และชว่ ยทำให้เป็นผ้มู จี ติ ใจ
เมตตากรุณาตอ่ ผู้อ่นื
สาระการเรียนรู้
การฝึกสวดมนตแ์ ละแผ่เมตตา
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
คำถามสำคญั
การสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตาทุกวัน จะสง่ ผลตอ่ ตัวนักเรียนและคนรอบข้างอย่างไร
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข•้นั ส•ัง•เกต• ร•วบ• ร•วม•ข•้อม•ูล•(G•a•the•ri•ng•) •
1. นกั เรยี นรว่ มกันสนทนาเกีย่ วกับการสวดมนต์ไหว้พระและการแผ่เมตตา โดยใชค้ ำถาม ดังน้ี
• ทุกเช้าหลงั เคารพธงชาติแลว้ นักเรยี นต้องทำอะไร (ตัวอย่างคำตอบ สวดมนต์ แผเ่ มตตา)
• นักเรยี นกลา่ วบทสวดมนตไ์ หวพ้ ระไดจ้ บหรือไม่ (จบ/ไมจ่ บ)
• การสวดมนต์ไหว้พระมคี วามสำคัญอย่างไร
(ตัวอยา่ งคำตอบ ทำใหจ้ ิตใจสงบ มีสมาธิ พรอ้ มท่ีจะเรยี นรู้)
• นกั เรียนแผเ่ มตตาได้หรอื ไม่ (ได้/ไมไ่ ด)้
• การแผเ่ มตตาเป็นการอทุ ศิ สว่ นบุญส่วนกศุ ลใหก้ บั ส่งิ ใด
(ตวั อยา่ งคำตอบ อทุ ศิ ส่วนบญุ สว่ นกศุ ลใหก้ บั สรรพสิ่งท้งั หลาย)
• นักเรยี นแผเ่ มตตาตอนไหนบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ หลงั สวดมนตไ์ หว้พระตอนเช้า กอ่ นนอน)
• เมอื่ แผ่เมตตาแล้วรู้สกึ อย่างไร (ตวั อย่างคำตอบ สบายใจ และมคี วามสุข)
2. นกั เรียนฟังนิทาน เรือ่ ง หมู่บา้ นแผเ่ มตตา จากน้ันนักเรยี นร่วมกนั สนทนา แลว้ ตอบคำถาม
นทิ าน เรื่อง หมบู่ ้านแผเ่ มตตา
หมู่บ้านแหง่ หน่งึ อยตู่ ดิ กบั ป่ารกทึบซ่งึ มสี ัตว์ป่าหลายชนิด
อาศยั อยู่ เมื่อมสี ัตว์ป่าหลงเข้ามาในหมู่บา้ น ชาวบา้ นจะฆา่ สตั ว์ป่านัน้
แลว้ นำมาทำอาหารรบั ประทาน ตอ่ มาสัตว์ป่าจำนวนมากได้ลอ้ ม
หมู่บ้านเอาไว้ดว้ ยความโกรธแค้น ผใู้ หญ่บ้านจึงให้ทกุ คนร่วมกัน
แผ่เมตตาให้สัตว์ป่า สัตว์ป่าจึงกลับเข้าป่าไป จากนั้นชาวบ้าน
จึงไมท่ ำร้ายสตั วป์ ่าและแผ่เมตตาอย่างสม่ำเสมอ หม่บู ้านแหง่ นี้
มคี วามสงบสขุ อกี คร้งั หนง่ึ
• การทช่ี าวบา้ นช่วยกนั แผเ่ มตตา จะทำให้สตั ว์ป่ากลับเขา้ ปา่ ไดจ้ ริงหรือไม่ เพราะอะไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ได้จรงิ เพราะสตั ว์ป่ารบั รถู้ งึ ความเมตตาทช่ี าวบ้านมใี หจ้ งึ หายโกรธแค้น)
3. นกั เรยี นร่วมกันศึกษาและรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกับเรื่อง การสวดมนต์และแผเ่ มตตา จากหนังสือเรยี น
และแหล่งการเรียนรูอ้ นื่ เพม่ิ เตมิ
•ข้นั• ค•ดิ ว•เิ ค•ร•าะ•ห์แ•ละ•ส•รุป•ค•วาม•ร•ู้ (•Pr•oc•ess•in•g) •
4. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม เล่นเกม “เรียงลำดับ” เกี่ยวกับบทสวดมนต์และแผ่เมตตา โดยมีวธิ ีการเล่น
ดงั น้ี
• แต่ละกลุ่มช่วยกันเรียงลำดับบทสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ถูกต้อง กลุ่มใดทำถูกต้องและทำเวลา
น้อยทส่ี ดุ เป็นฝ่ายชนะ ดังตัวอย่าง
บทสวดมนต์ บทแผเ่ มตตา
อะระหัง สมั มาสัมพุทโธ ภะคะวา สัพเพ สตั ตา
พทุ ธัง ภะคะวนั ตงั อะภิวาเทมิ อะเวรา โหนตุ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม อพั ยาปชั ฌาโหนตุ
ธมั มัง นะมสั สามิ อะนีฆา โหนตุ
สปุ ะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สขุ ี อตั ตานงั ปะรหิ ะรันตุ
สงั ฆัง นะมามิ
5. นกั เรียนรว่ มกันสรุปประโยชน์การสวดมนตไ์ หว้พระและการแผเ่ มตตาเปน็ แผนภาพความคิดบน
กระดาน ดังตวั อยา่ ง
ทำให้ผลการเรียนดขี ึ้น จิตใจเบิกบาน อารมณด์ ี
เป็นการฝกึ จิตใจให้มีสติ สมาธิ ประโยชนข์ อง เป็นคนมรี ะเบียบวินยั
เปน็ คนท่ีมีความประพฤตดิ ี การสวดมนต์ไหว้พระ รูค้ วามหมายทำใหเ้ กิดปัญญา
และแผเ่ มตตา
มคี วามรอบคอบในการดำเนินชวี ติ มจี ิตใจท่ีโอบออ้ มอารี มเี มตตา
6. นักเรียนคิดประเมนิ เพ่ือเพ่ิมคุณค่า แลว้ สรุปเป็นความคิดรวบยอด โดยใช้คำถาม ดังนี้
• การสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตาทกุ วัน จะสง่ ผลตอ่ ตวั นกั เรียนและคนรอบข้างอย่างไร
(ตวั อยา่ งคำตอบ ทำให้ตนเองนอนหลับฝันดี มีสมาธิและทำให้เกิดความสุขแก่คนรอบขา้ ง)
ข•้ันป•ฏ•ิบตั• ิแ•ละ•ส•รุป•คว•าม• ร•ู้หล•ัง•กา•รป•ฏ•ิบตั •ิ (•Ap•p•lyi•ng•a•nd•C•on•st•ru•cti•ng• th•e •Kn•o•wl•edg•e)•
7. นกั เรียนจบั คู่กับเพื่อนฝึกกลา่ วบทสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตา แล้วนำเสนอผลการปฏบิ ตั ิ
ลงในแบบบนั ทึกและตอบคำถามลงในชิ้นงานท่ี 11 เรื่อง การสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตา
8. นกั เรียนตรวจสอบความถกู ต้องเรียบร้อยของช้ินงาน หากพบข้อผิดพลาดให้ปรบั ปรุงแก้ไข
ใหถ้ ูกต้อง
9. นกั เรยี นรว่ มกันสรปุ สิง่ ท่ีเข้าใจเป็นความรู้รว่ มกัน ดังน้ี
การสวดมนต์และแผ่เมตตาเป็นประจำจะทำให้มีจิตใจท่ีสงบ บริสุทธ์ิ และช่วยทำให้เป็นผู้มี
จิตใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่น
•ข้นั• ส•ื่อส•า•รแ•ละ•น•าเส•น•อ •(A•pp•ly•ing• t•he•C•om• m• u•ni•ca•tio•n •Sk•ill•)
10. นักเรียนนำเสนอชิ้นงาน เร่ือง การสวดมนต์และแผ่เมตตา หน้าชั้นเรยี น
11. นกั เรียนร่วมกันอภิปรายสรปุ เกี่ยวกบั วธิ ีการทำงานใหเ้ หน็ การคดิ เชิงระบบและวิธกี ารทำงาน
ทม่ี แี บบแผน
•ข้นั• ป•ระ•เม•ิน•เพ•่ือเ•พม่ิ• ค•ณุ •ค่า•บร•ิก•าร•สัง•คม•แ•ละ•จ•ติ ส•าธ•าร•ณ•ะ (•Se•lf-•R•egu•la•tin•g)•
12. ครจู ดั กจิ กรรมใหน้ กั เรียนสวดมนต์ไหวพ้ ระและแผเ่ มตตาก่อนเข้าเรยี น
13. นกั เรียนประเมินตนเอง โดยเขียนแสดงความรู้สึกหลงั การเรียน ในประเด็นต่อไปนี้
• ส่ิงที่นกั เรยี นได้เรียนรใู้ นวันนค้ี ืออะไร
• นกั เรียนมสี ว่ นร่วมกิจกรรมในกลมุ่ มากนอ้ ยเพียงใด
• เพอื่ นนักเรยี นในกล่มุ มสี ว่ นรว่ มกจิ กรรมในกลมุ่ มากน้อยเพียงใด
• นกั เรียนพอใจกบั การเรยี นในวนั นหี้ รือไม่ เพียงใด
• นักเรยี นจะนำความร้ทู ่ีไดน้ ไ้ี ปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมทว่ั ไป
ได้อยา่ งไร
จากนัน้ แลกเปลีย่ นตรวจสอบขัน้ ตอนการทำงานทกุ ขน้ั ตอนว่าจะเพมิ่ คณุ ค่าไปสู่สังคม
เกดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมให้มากข้ึนกว่าเดิมในขน้ั ตอนใดบา้ ง สำหรับการทำงานในครัง้ ต่อไป
สือ่ การเรียนรู้/แหลง่ การเรยี นรู้
1. หนงั สอื เรียน รายวชิ าพืน้ ฐาน พระพทุ ธศาสนา ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1
ของสถาบนั พัฒนาคุณภาพวชิ าการ (พว.)
2. นิทาน เรือ่ ง หมบู่ ้านแผเ่ มตตา
3. แถบข้อความบทสวดมนตแ์ ละบทแผ่เมตตา
4. แหลง่ การเรียนรทู้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน
การประเมินการเรียนรู้
1. ประเมนิ ความรู้ เร่อื ง การฝกึ สวดมนตแ์ ละแผ่เมตตา (K) ด้วยแบบทดสอบ
2. ประเมินกระบวนการทำงานกลุม่ (P) ดว้ ยแบบประเมนิ
3. ประเมินชน้ิ งาน เร่ือง การสวดมนต์และแผ่เมตตา (P) ด้วยแบบประเมนิ
4. ประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดา้ นใฝ่เรียนรู้ ม่งุ มั่นในการทำงาน (A) ดว้ ยแบบประเมิน
แบบประเมนิ ตามสภาพจริง (Rubrics)
แบบประเมินกระบวนการทำงานกลุ่ม
รายการการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
กระบวนการ 432 1
ทำงานกล่มุ ไมม่ กี ารกำหนด
มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท มกี ารกำหนดบทบาท บทบาทสมาชกิ
และไมม่ กี ารชี้แจง
สมาชิกชดั เจน และ สมาชิกชดั เจน เฉพาะหัวหน้า เป้าหมาย สมาชกิ
ตา่ งคนต่างทำงาน
มีการชแ้ี จงเปา้ หมาย มีการชแี้ จงเปา้ หมาย ไมม่ ีการชี้แจงเป้าหมาย
การทำงาน มีการ อย่างชดั เจนและ อย่างชดั เจน
ปฏบิ ัตงิ านร่วมกัน ปฏบิ ตั ิงานรว่ มกัน ปฏิบัตงิ านรว่ มกนั
อยา่ งร่วมมอื ร่วมใจ แตไ่ มม่ กี ารประเมิน ไม่ครบทกุ คน
พร้อมกับการประเมินเปน็ เป็นระยะ ๆ
ระยะ ๆ
แบบประเมินชน้ิ งาน เรื่อง การสวดมนตแ์ ละแผเ่ มตตา
รายการการประเมนิ ระดับคุณภาพ
การฝึกกล่าว 4 32 1
บทสวดมนต์และ ฝกึ กลา่ วบทสวดมนต์ ฝกึ กล่าวบทสวดมนต์
แผ่เมตตา พร้อมเขียน และแผเ่ มตตา ฝึกกลา่ วบทสวดมนต์ ฝกึ กล่าวบทสวดมนต์ และแผเ่ มตตา
อธิบายหรือสรปุ พร้อมเขียนอธบิ าย พร้อมเขียนอธบิ าย
การปฏบิ ตั ิ หรือสรปุ การปฏบิ ัติ และแผเ่ มตตา และแผเ่ มตตา หรือสรปุ การปฏบิ ัติ
รว่ มกบั ผูอ้ ื่น ได้ตามแบบอย่างทีค่ รู
ได้สมั พนั ธเ์ ช่ือมโยง พร้อมเขยี นอธบิ าย พร้อมเขยี นอธบิ าย แนะนำเทา่ นัน้ และ
กบั การปฏิบัตแิ ละ เขียนอธบิ ายสรุปตาม
เปน็ แบบอยา่ งใหผ้ ู้อื่นได้ หรือสรปุ การปฏิบตั ิ หรอื สรปุ การปฏิบัติ ขอ้ มูลที่อ่าน ไม่มกี าร
อธบิ ายเพิ่มเตมิ
ได้สมั พนั ธก์ นั ไดถ้ กู ต้องเหมาะสม
โดยมคี รูและผูอ้ ื่น กับตนเอง
ให้คำแนะนำบา้ ง โดยมคี รูและผ้อู ื่น
และเขยี นสรุปการปฏิบตั ิ ให้คำแนะนำบ้าง
ได้สอดคลอ้ งกัน และมีการเขียนอธิบาย
สรุปใหเ้ ขา้ ใจงา่ ย
ข้อเสนอแนะของผ้บู ริหารสถานศึกษา
ลงชื่อ______________________________
(_____________________________)
ตำแหนง่ ______________________________
บันทึกหลงั การสอน
ผลการจดั การเรียนการสอน
ปญั หา/อปุ สรรค
แนวทางแก้ไข
ครผู สู้ อน___________________________
(__________________________)
วนั ท่บี ันทกึ ___________________________
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 การบรหิ ารจิตและเจริญปัญญา
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 2
เรอื่ ง การฝึกสติที่เป็นพ้ืนฐานของสมาธิเพอ่ื เจริญปัญญา เวลาเรยี น 1 ช่วั โมง
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ครูผสู้ อน.....................
........................................................................................................................................................................ ......
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ช้วี ดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 1.1 ร้แู ละเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนา
ทีต่ นนบั ถือและศาสนาอน่ื มีศรัทธาที่ถกู ต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัติตามหลักธรรม
เพอื่ อยูร่ ว่ มกนั อยา่ งสันตสิ ุข
ตัวช้ีวดั
ส 1.1 ป.1/4 เหน็ คณุ ค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มสี ติที่เปน็ พน้ื ฐานของสมาธใิ นพระพุทธศาสนา
หรือการพฒั นาจิต ตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนบั ถือตามท่ีกำหนด
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายหรอื นำเสนอแนวทางการปฏิบัติให้มีสติ (K)
2. แสดงวธิ ีการปฏิบตั ติ นใหม้ สี ติในการดำเนนิ ชวี ิตประจำวนั (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและความสำคัญของการฝึกสติ (A)
สาระสำคัญ
สติเปน็ พื้นฐานให้เกิดสมาธิและปัญญา ผ้มู สี ติอยู่เสมอจะไม่ประมาทในการดำเนนิ ชวี ติ
สาระการเรียนรู้
การฝกึ สตทิ ่เี ป็นพื้นฐานของสมาธิ เพื่อเจริญปัญญา
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต