The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yingyod, 2022-11-01 02:17:15

ประวัติศาสตร์สระแก้ว

2prawat-sakaeo_merged

บทที่ ๑ สระแกว้ เบอ้ื งบรู พา หนา้ 1

บทท่ี ๑ สระแกว้ เบื้องบรู พา

จงั หวัดสระแกว้ เป็นจงั หวัดชายแดนมพี รมแดนตดิ ตอ่ กับประเทศกมั พูชาทางดา้ นตะวนั ออกยาวประมาณ ๑๖๕
กโิ ลเมตร ตั้งอย่ใู นตอนบนของภาคตะวนั ออกของประเทศไทยซ่งึ ประกอบด้วยจังหวัดต่าง ๆ ๗ จังหวัด ได้แก่ จงั หวัด
ปราจีนบรุ ี จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา จงั หวดั ชลบรุ ี จงั หวัดระยอง จงั หวัดจันทบุรี จงั หวัดตราดและจังหวัดสระแกว้
๑. สภาพภมู ศิ าสตร์
๑.๑ ทต่ี งั้ ขนาด และรูปร่าง

ทีต่ ง้ั จังหวัดสระแก้วสงู จากระดับนำ�้ ทะเลปานกลาง ๗๔ เมตร ตง้ั อยูต่ อนบนของภาคตะวันออกของประเทศไทย
มพี ิกดั ทางภูมศิ าสตร์ดังน้ี
ทิศเหนือ จดละติจดู ๑๔ องศา ๑๑ ลิปดาเหนอื
ทศิ ใต้ จดละตจิ ูด ๑๓ องศา ๑๔ ลปิ ดาเหนือ
ทศิ ตะวนั ออก จดลองติจูด ๑๐๒ องศา ๕๖ ลิปดาตะวันออก

ทิศตะวนั ตก จดลองตจิ ูด ๑๐๑ องศา ๕๑ ลปิ ดาตะวันออก
ขนาด เป็นจงั หวดั ทีม่ ีขนาดใหญ่เปน็ อนั ดบั ที่ ๒๘ ของประเทศไทย มีเน้ือท่ีประมาณ ๗,๑๙๕,๔๓๖ ตารางกิโลเมตร
หรือประมาณ ๔,๔๙๖,๙๖๒ ไร่ เปน็ จังหวัดที่มเี นือ้ ทม่ี ากทส่ี ุด มีขนาดใหญอ่ นั ดบั ๑ ของภาตะวนั ออก หา่ งจาก
กรุงเทพมหานคร
โดยทางรถยนต์ระยะทางประมาณ ๒๓๖ กโิ ลเมตร และเดินทางโดยรถไฟระยะทางประมาณ ๒๒๐ กโิ ลเมตร และเดินทางโดย
รถไฟระยะทางประมาณ ๒๒๐ กิโลเมตร
รูปรา่ ง จงั หวดั สระแกว้ มีลักษณะเหมือนรูปสามเหลี่ยม หรือรปู หัวใจมนุษย์
๑.๒ อาณาเขต
ทิศเหนือ ตดิ กับอำ� เภอโนนดินแดง อำ� เภอละหานทรายจงั หวดั บุรรี มั ย์ และอ�ำเภอครบุรีจงั หวดั นครราชสมี า
ทศิ ตะวันออก ตดิ กบั ประเทศกัมพูชา
ทศิ ใต้ ตดิ กบั อ�ำเภอสอยดาวจงั หวัดจนั ทบุรี
ทศิ ตะวนั ตก ติดกับอ�ำเภอกบนิ ทรบ์ ุรี อ�ำเภอนาดี จังหวดั ปราจีนบุรี และอำ� เภอสนามชัยเขต จังหวดั ฉะเชงิ เทรา

ภาพ : แผนที่แสดงอาณาเขตจังหวดั สระแกว้
ท่ีมา : http://www.sakaeo.go.th

หน้า 2

๑.๓ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
สภาพพื้นที่สว่ นใหญ่ของจังหวดั สระแก้วต้ังอยูใ่ นเขตทางตอนเหนอื ของภาคตะวนั ออก ลักษณะภูมิประเทศของ
จงั หวัดสระแก้วเป็นทิวเขาสลบั ซบั ซอ้ น ท่รี าบลูกฟกู และ ทร่ี าบลมุ่ น้�ำ สามารถแบง่ ออกเปน็ ๒ ลักษณะ ดงั น้ี

ภาพแผนทแ่ี สดงลกั ษณะภมู ิประเทศของภาคตะวนั ออก
ที่มา : https://www.google.co.th/search?q

หนา้ 3

๑.๓.๑ พ้ืนทท่ี ิวเขาตอนเหนือ เปน็ ภูเขาสงู สลับซับซ้อน เขตติดตอ่ ระหวา่ งภาคกลางภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือและภาคตะวันออก เขตทวิ เขาตอนเหนอื ในภาคตะวันออก แบง่ เปน็ ๓ แนว คอื
- แนวเขาสนั ก�ำแพง ตอนที่ ๑ ตามแนวทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ ระหวา่ งจงั หวัด
นครราชสมี า และจังหวดั ปราจนี บุรี
- แนวเขาสันกำ� แพงตอนที่ ๒ จะวางตัวลงมาใต้ จากอ�ำเภอปกั ธงชยั จงั หวดั นครราชสีมา และ
อำ� เภอกบินทรบ์ รุ ี จงั หวดั ปราจีนบรุ ี แล้วแนวเขาจะวางตวั ไปทางตะวันออกในเขตติดต่อระหวา่ งอ�ำเภอครบุรี จงั หวดั
นครราชสีมา และอำ� เภอ เมอื งสระแกว้ จังหวัดสระแกว้ ลักษณะของภูเขาในสว่ นน้เี ป็นเขายอดปา้ น ยอดเขา มลี กั ษณะ
ไม่สงู ชันมากนกั แนวเขาสันก�ำแพงชว่ งเขตอำ� เภอตาพระยามีแนวรอยต่อไปถึง
- แนวเขาบรรทัด แนวพรมแดนธรรมชาติระหว่าง อำ� เภอตาพระยา จงั หวดั สระแกว้ และ
อำ� เภอละหานทราย อ�ำเภอโนนดินแดง จังหวัดบรุ ีรมั ย์จนถงึ พรมแดนไทย - กัมพูชา บรเิ วณหลกั เขตท่ี ๒๘ ลกั ษณะ
ของเขาในชว่ งน้ี จะมขี อบ สงู ชนั ในอ�ำเภอวฒั นานคร และอำ� เภอตาพระยา เขา้ ไปในเขตจังหวัดบุรีรมั ยจ์ ะเป็น
ยอดเขาตดั เชน่ อุทยานแห่งชาติตาพระยา ซงึ่ เปน็ ส่วนหนงึ่ ของผนื ป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่
๑.๓.๒ พื้นท่ีเขตท่รี าบลูกฟกู และท่รี าบลุ่มแมน่ ้ำ� ตอนเหนือ เขตพืน้ ทน่ี ้ี ไดแ้ ก่ บริเวณตอนใต้ของ
อำ� เภอเมอื งสระแกว้ อ�ำเภอวัฒนานคร อ�ำเภอตาพระยา บรเิ วณอ�ำเภอคลองหาด อ�ำเภอเขาฉกรรจแ์ ละอ�ำเภอวังนำ�้ เย็น
แบง่ พ้ืนท่ีออกเป็น ๒ เขต คือ
- เขตพ้ืนท่ีราบลกู ฟกู (Rolling Plain) ลักษณะภมู ิประเทศในเขตนม้ี ลี กั ษณะเป็นเนินเขาท่รี าบ
เชงิ เขาและท่ีราบ เกดิ จากการยบุ ตวั ของแผ่นดนิ บรเิ วณฉนวนไทย มคี วามลาดชนั นอ้ ย มคี วามสงู จากระดบั น�ำ้ ทะเล
ระหวา่ ง ๑๐ – ๙๐ เมตร ลกั ษณะพ้ืนที่ราบลกู ฟกู จะอยู่โดยรอบของแอง่ บางปะกง ซ่งึ แบง่ การศกึ ษาออกเปน็ ๒ ส่วน
คอื
- เขตทร่ี าบลกู ฟูกตอนเหนือของลุม่ แม่น้ำ� บางปะกง เขตนมี้ คี วามสูงเฉลยี่ ๓๐ - ๕๐ เมตร
ไดแ้ ก่ บรเิ วณเขต ติดตอ่ ตอนล่างของเทอื กเขาสนั กำ� แพงลงมาทางตอนเหนอื ของจังหวดั ปราจนี บรุ แี ละ จังหวดั สระแกว้
จากสภาพภมู ปิ ระเทศ ดงั กล่าวประชาชนมักใช้ทด่ี ินในการปลูกพชื ไร่ เชน่ ขา้ วโพด มนั สำ� ปะหลัง สว่ นบรเิ วณแอง่ ลุ่ม
ลักษณะพน้ื ท่กี เ็ ป็นทรี่ าบ ในฤดฝู นมีน้�ำไหลมาท่วมขงั เช่น ในเขตอ�ำเภอวัฒนานคร อ�ำเภออรญั ประเทศ ประชาชนจะใช้
ทด่ี ินในการทำ� นา พ้นื ที่นาในเขตนี้ มใิ ชด่ ินเหนียว ดนิ ช้นั บนเป็นทรายแปง้ สะสมตัวอยบู่ าง ๆ ประมาณ ๒ - ๓ น้ิว
สว่ นดินชั้นลา่ ง เปน็ พวกกรดของลูกรังขา้ วท่ปี ลูกในเขตน้ี จึงไม่เจรญิ งอกงามเท่าทค่ี วร
- เขตทร่ี าบลูกฟกู ตอนลา่ งของลมุ่ แม่น้ำ� บางปะกง เขตนมี้ คี วามสูงเฉลยี่ ๒๐ - ๓๐ เมตร
ลกั ษณะพน้ื ทร่ี าบลูกฟูกในจงั หวดั สระแก้ว จะเปน็ พ้ืนที่ตอ่ เน่ืองมาจากพ้ืนท่รี าบเชิงเขาของเทอื กเขาจนั ทบุรี ทางด้าน
เหนอื ประกอบด้วยพื้นท่ีของอ�ำเภอคลองหาด และอำ� เภอวงั น�ำ้ เย็น ระดบั ความสูงจะเพมิ่ ขึ้น ๔๐ – ๓๐ เมตร ในเขต
อ�ำเภอเมืองสระแกว้ บรเิ วณเขตติดต่อระหวา่ งตอนบนของอ�ำเภอสนามชยั เขต จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา กบั อ�ำเภอเมือง
สระแก้ว ลกั ษณะพ้นื ทจี่ ะเปน็ สันปันนำ�้ ระดับตา่ ง ๆ สงู เฉลยี่ ๖๕ – ๑๒๐ เมตร ต่อเนื่องไปจากเขาสุบงในเขตอำ� เภอ
สนามชยั เขต จังหวดั ฉะเชิงเทรา จนถึงทิวเขาตะกรุบ เขตติดตอ่ กับอ�ำเภอวังน้ำ� เยน็ ลำ� น้�ำดา้ นหนงึ่ จะไหลลงสู่คลอง
ท่าลาด อ�ำเภอสนามชยั เขต ส่วนอกี ด้านหน่งึ จะไหลลงส่คู ลองพระสะทึงอำ� เภอเขาฉกรรจ์ จงั หวัดสระแกว้

หน้า 4

สภาพภูมิประเทศบริเวณอำ� เภอคลองหาดและอำ� เภอวงั น้�ำเย็น ลกั ษณะพื้นทจี่ ะเป็นแอง่ ตอนกลาง
ทางตะวันตก และทางใตข้ องอำ� เภอวงั นำ�้ เย็นจะเปน็ ท่ีสงู ลาดตำ่� ลงสู่แอ่ง คลองพระสะทงึ สภาพภมู ปิ ระเทศที่เป็นเนินมี
ความสูงเฉลยี่ ๕๐ - ๘๐ เมตร มีเนนิ เขาเต้ยี ๆ สงู ระหว่าง ๒๐๐ - ๕๐๐ เมตร กระจายอยู่ทวั่ ไป เช่น เขาสามสบิ เขาจาน
เขาทุง่ เปลอื ย เขาเมยจอย เนนิ เขาเหล่านต้ี ั้งอยทู่ างตอนใต้ของบ้านบ่อนางชิง ซึ่งต้ังทางดา้ นตะวนั ออกของของเขาฉกรรจ์
พ้ืนทท่ี างตะวันออกซึง่ ตดิ ต่อกบั พรมแดนไทย - กมั พชู า ในเขตอำ� เภอคลองหาด พืน้ ท่ีจะลาดสแู่ อง่
คลองพระสะทึง ทางตะวันตก พนื้ ที่ในเขตนีจ้ ะเป็นเนินสูงเฉลย่ี ๘๐ - ๑๓๐ เมตร เกอื บไมพ่ บพืน้ ทีร่ าบเลยเน่ืองจากลกั ษณะ
ทางธรณวี ิทยาใน เขตน้ีเปน็ เขาหนิ ปูน ดนิ ที่สลายตัวมาจากหนิ ปูนจงึ มคี วามอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสงู ประชาชนจงึ ใชท้ ด่ี ิน
สว่ นใหญ่ในการ ปลกู ขา้ วโพด ฝ้ายและพืชผัก
- เขตพนื้ ท่ีราบลุม่ แม่น้�ำตอนเหนือ ประกอบดว้ ยลุม่ แมน่ ้ำ� บางปะกงและสาขา ลุ่มน�ำ้ ทะเลสาบเขมร
โดยมีสันปันน้ำ� อยู่บริเวณตอนกลางของอำ� เภอวัฒนานคร แม่น�ำ้ บางปะกง เป็นแม่น้�ำทม่ี ีขนาดใหญ่ที่สดุ ของภาคตะวันออก
เกดิ จากการไหล รวมกนั ของแมน่ �ำ้ นครนายกและแม่นำ้� ปราจนี บุรี ในสว่ นของแม่น�้ำปราจนี บรุ ี ประกอบดว้ ยล�ำน้ำ� สาขา
คอื แมน่ �ำ้ ประจันตคาม แมน่ �้ำหนมุ าน แมน่ ำ้� พระปรง ส�ำหรบั แมน่ �ำ้ พระปรง เกดิ จากการไหลมาบรรจบกันของล�ำคลอง ๒
สาย คือ คลองพระปรง และคลองพระสะทงึ

ภาพ : สภาพภมู ิประเทศ จงั หวดั สระแกว้
ท่ีมา : http://pr.prd.go.th

หน้า 5

ภาพ : แผนทีแ่ สดงลักษณะภูมปิ ระเทศจังหวัดสระแก้ว
ท่มี า : รายงานโครงการจัดท�ำแผนท่ีแสดงความลาดชนั ของพ้นื ที่

เพอ่ื การพฒั นาท่ดี ิน จังหวดั สระแกว้

หนา้ 6

๑.๔ ลักษณะภมู อิ ากาศ
สระแก้วมสี ภาพภูมิอากาศเป็นแบบปา่ ฝนเมืองร้อนมีสภาพอากาศแห้งแลง้ และชมุ่ ชนื้ สลบั กันอย่างชดั เจน ในฤดู
มรสุมตะวันตกเฉยี งใต้จะมีอากาศชุ่มชืน้ และฝนทต่ี กตลอดฤดแู ตใ่ นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนอื หรอื ฤดูหนาวจะมีอากาศ
แหง้ แลง้ สภาพภมู ิอากาศแบง่ ออกไดเ้ ป็น ๓ ฤดู ดงั นี้
ฤดูร้อน เริ่มตัง้ แต่เดอื นกุมภาพนั ธ์ - เดอื นเมษายน
ฤดูฝน เร่ิมต้งั แต่เดอื นพฤษภาคม - เดือนตุลาคม ปริมาณนำ�้ ฝนเฉล่ยี ๑,๒๙๖ – ๑,๕๓๙ มลิ ลิเมตร
ฤดหู นาว เริ่มต้ังแต่เดอื นพฤศจิกายน - เดือนมกราคม อากาศเยน็ และมีหมอกในตอนเช้าอุณหภมู ิโดยเฉล่ยี
๒๗.๕ - ๒๘.๗๘ องศา
๒. ทรพั ยากรธรรมชาติ
ทรพั ยากรธรรมชาติทส่ี ำ� คัญของจังหวัดสระแก้ว คอื ปา่ ไม้ สว่ นใหญจ่ ะเหลืออยบู่ รเิ วณอทุ ยานแหง่ ชาตปิ างสดี า
และบรเิ วณทิศตะวันออกในเขตอ�ำเภอวังนำ�้ เยน็ เขตรอยต่อ ๕ จังหวดั สภาพเป็นปา่ ดงดิบ ไม้ทีส่ �ำคญั ได้แก่ ไม้ตะเคยี น
ไม้มะคา่ โมง ไม้แดงและปา่ เบญจพรรณ
๒.๑ แหลง่ น�ำ้
แหล่งนำ�้ ในจังหวดั สระแกว้ เปน็ แหล่งนำ้� ทเี่ ชอื่ มโยงกนั จากจันทบรุ ีและจังหวดั ปราจนี บรุ ี จัดเปน็ แหล่งนำ้� สว่ นหนึ่ง
ของ “ล่มุ น�ำ้ ปราจีนบุร”ี โดยมีอาณาเขตของแหลง่ น�้ำดังตอ่ ไปน้ี ทศิ เหนือตดิ ลมุ่ แมน่ �้ำมูล ทศิ ใตแ้ ละทศิ ตะวันตก ตดิ ลุม่ น�้ำ
บางประกง ทศิ ตะวนั ออกติดโตนเลสาป ประเทศกมั พูชา
ลุม่ น�้ำในจงั หวัดสระแก้ว ประกอบดว้ ยลำ� น้ำ� สาขา ๓ สาขา คือลำ� นำ�้ สาขาคลองพระสะทึง ลำ� น้�ำสาขาคลอ
งพระปรง และลุ่มนำ�้ โตนเลสาป

ภาพ : พ้ืนท่แี หลง่ น้ำ� ต�ำบลวังใหม่ อ�ำเภอวงั สมบูรณ์ จงั หวัดสระแก้ว
ที่มา : http://www.jba.tbs.tu.ac.th/files/APA_Style.pdf

หน้า 7

ภาพแสดงแผนทภ่ี าคตะวันออกแสดงเขตล่มุ น�้ำ
ท่ีมา : http://pr.prd.go.th/sakaeo/ewt_news.

หน้า 8

๒.๑.๑ ลมุ่ นำ้� สาขาคลองพระสะทงึ มีความยาวประมาณ ๑๓๐ กิโลเมตร ครอบคลุม ๕ อ�ำเภอเขาฉกรรจ์
อำ� เภอวังน�้ำเยน็ อำ� เภอคลองหาด อำ� เภอวังสมบูรณ์ อ�ำเภอคลองหาด มีพน้ื ท่ีทั้งหมด ๑,๖๔๙,๖๔๙,๖๐๑ ตารางกโิ ลเมตร
อาณาเขตทิศเหนอื ตดิ ลุ่มนำ�้ สาขาคลอง พระปรง ทิศตะวันออก ติดล่มุ นำ�้ สาขาโตนเลสาบตอนบน และประเทศกัมพชู า
ทศิ ใตต้ ดิ ลุมน้ำ� หลกั ชายฝง่ั ทะเลตะวนั ออก ทิศตะวันตกตดิ ลุ่มนำ้� สาขาคลองทา่ ลาดและลมุ่ น�้ำสาขา แม่น�ำ้ ปราจนี บรุ ีสายหลกั
ตอนบน ตน้ กำ� เนิดมาจากเทอื กเขาลงึ ทงึ เขาตะกวด และเขาพลายในเขตจงั หวัดจนั ทบรุ ี ไหลผา่ นเขตอ�ำเภอวังสมบูรณ์
อำ� เภอวงั นำ้� เย็น เขตอ�ำเภอ เขาฉกรรจ์และเขตอำ� เภอเมอื งสระแก้ว ไหลมาบรรจบกับคลองพระปรงทบ่ี ้านทา่ ชา้ ง แลว้ จงึ ไหล
ไปบรรจบกบั แควหนุมานบรเิ วณตลาดเกา่ ทางตอนเหนอื ของอ�ำเภอกบินทร์บุรี ล�ำน้ำ� ย่อยท่ีสำ� คัญ ไดแ้ ก่ คลองพอก
คลองกะวดั คลองใหญ่ คลองกดั มะนาวใหญ่ คลองตาหลัง คลองพระเพลิงใหญ่ และคลองวงั จิก เปน็ ต้น

ภาพ : คลองพระสะทึง
ที่มา : www.Sakaeo.com

หนา้ 9

๒.๑.๒ ลมุ่ น�ำ้ สาขาคลองพระปรง ความยาวประมาณ ๑๓๑.๕ กิโลเมตร ครอบคลมุ ๒ อ�ำเภอ คอื
อำ� เภอเมืองสระแกว้ อำ� เภอวฒั นานคร อาณาเขตทิศเหนอื ตดิ ลุ่มนำ้� หลักมูล ทิศตะวันออกตดิ ลุ่มนำ้� สาขาโตนเลสาปตอนบน
ทิศใต้ตดิ ลมุ่ นำ้� สาขาคลองพระสะทึง ทศิ ตะวนั ตกติดลุ่มนำ้� สาขาปราจนี บุรีสายหลักตอนบนและลุ่มน�้ำสาขาแมน่ ้ำ� หนมุ าน
มีต้นกำ� เนดิ จากเขาหว้ ยชัน เขาภูเขียว เขาขม้นิ เขาเขยี ว เขาอีด่าง และเขาเทียน ในเขตตดิ ต่อ ๓ จังหวดั คอื อำ� เภอ
วัฒนานคร จังหวดั สระแกว้ อ�ำเภอครบุรี จงั หวดั นครราชสมี า และอ�ำเภอละหานทราย จงั หวัดบุรีรัมย์ มีทศิ ทางการไหล
จากทศิ ตะวันออกไปทางด้านตะวนั ตกจากอ�ำเภอฒั นานคร สอู่ ำ� เภอเมอื งสระแก้ว จงั หวัดสระแกว้ มสี าขา คอื คลองยาง
คลองมณโท คลองทา่ กระบาก คลองยายเมอื ง นอกจากนี้ มีห้วยเลก็ ๆ เช่น ห้วยพระปรงน้อย หว้ ยละเลิงไผ่ ล�ำเสียวน้อย
ลำ� เสยี วใหญ่ ห้วยปะตง หว้ ยชนั หว้ ยเหลือ ห้วยทราย คลองอ้ายทอง และคลองทา่ กะบาก และไหลไปบรรจบกับ
คลองพระสะทึง ทีบ่ ้านทุง่ ช้าง นับว่าเปน็ แหล่งนำ้� ท่มี คี วามสำ� คัญมากเพราะประชาชนท้ังสองฝ่ังไดอ้ าศัยท�ำการ
เพาะปลกู และยังเปน็ แหลง่ น�ำ้ ดิบในการท�ำนำ้� ประปาของชาวอ�ำเภอวัฒนานคร จงั หวัดสระแก้ว
๒.๑.๓ ลมุ่ น�ำ้ โตนเลสาป เป็นลุ่มน�้ำขนาดเลก็ ต้งั อยูท่ างตะวันออกของประเทศไทยครอบคลุมจงั หวดั
สระแกว้ และจงั หวัดจันทบรุ ี ล่มุ น้ำ� นจ้ี ะทอดตัวจากทิศเหนอื สู่ทศิ ใต้ติดลุ่มน�ำ้ ปราจีนบุรี ทศิ ตะวันออกติดกัมพชู า ลักษณะ
ของลุ่มนำ�้ พื้นท่ี ตอนบนเป็นแนวเทือกเขาบรรทดั พน้ื ที่สว่ นใหญเ่ ป็นภเู ขาและมีท่รี าบรมิ ล�ำน�้ำ ตอนกลางของลุม่ น�ำ้ เปน็
ทีร่ าบสงู โดยลาดเทลงจากทางทศิ ตะวนั ตกไปทางทิศตะวนั ออก ทำ� ใหล้ �ำน�ำ้ สายต่าง ๆ จงึ ไหลออกไปทางประเทศกมั พชู า
และลงทะเลสาบเขมร

ภาพ : แสดงล่มุ น�ำ้ โตนเลสาป
ทีม่ า : http://www.sakaeo.com

หนา้ 10

๒.๒ แรธ่ าตุ ในพ้นื ที่จงั หวดั สระแกว้ ทีข่ ดุ พบบริเวณทม่ี ลี ักษณะภูมิประเทศเปน็ ภูเขา ได้แก่ แร่แมกนไี ซด์ พบท่ี
เขาถ�้ำมะกอก ต�ำบลคลองหนิ ปนู อ�ำเภอวังน้�ำเยน็ แร่แมงกานีส พบที่ต�ำบลวฒั นานคร อำ� เภอวฒั นานคร และตำ� บล
คลองหินปูน อ�ำเภอวังน้ำ� เยน็ แร่โครไมต์ พบท่ตี ำ� บลคลองหินปนู อำ� เภอวงั นำ้� เย็น ทองค�ำพบท่บี ้านบอ่ นางชงิ ตำ� บล
ทา่ เกวยี น อำ� เภอวฒั นานคร หินอ่อนพบทต่ี �ำบลคลองหาด อำ� เภอคลองหาด เหลก็ พบทเี่ ขายายอนิ ทร์ อ�ำเภอวังนำ�้ เย็น
พื้นทีบ่ างสว่ นของอ�ำเภอเขาฉกรรจ์ สว่ นแคลไซด์และฟลอู อไรด์ พบที่ตำ� บลเขาฉกรรจ์ อ�ำเภอเขาฉกรรจ์
๒.๒.๑ หนิ ปนู เพื่อการกอ่ สร้างแหลง่ หนิ ปนู บา้ นเขาสารภี อยหู่ า่ งไปทางดา้ นทิศเหนือของเขาชอ่ งแคบ
ประมาณ ๕ กโิ ลเมตร ลกั ษณะเป็นเทอื กเขายาวประมาณ ๓ กโิ ลเมตร มีเนอื้ ที่ประมาณ ๔.๑ ตารางกโิ ลเมตร อยใู่ นเขต
บา้ นสารภี ต�ำบลคลองหาด อำ� เภอคลองหาด มีเนอื้ ท่ปี ระมาณ ๔.๑๐ ตารางกิโลเมตร มีปริมาณสำ� รอง ๗๑๙.๑๒
ล้านเมตรกิ ตัน แหลง่ หนิ ปูน เขาช่องแคบ - เขาตางอ๊ ก มีลักษณะเปน็ เทือกเขายาวขนานไปกบั พรมแดนไทย-กมั พูชา
ในแนวเหนือ - ใต้ อยบู่ รเิ วณ ต.คลอง ไก่เถอื่ น ต.คลองหาด อ.คลองหาด ความยาวรวมประมาณ ๑๕ กโิ ลเมตร เปน็
เทือกเขาหินปนู ที่มีความยาวมากท่สี ดุ ใน จ.สระแก้ว เนือ้ ทปี่ ระมาณ ๑๘.๘๘ ตารางกโิ ลเมตร มีปริมาณสำ� รอง
๕,๓๒๘.๔๘ ลา้ นเมตริกตนั

ภาพ : แหล่งหินปนู เขาสารภี อ.คลองหาด
ที่มา : http://www.nongmakfai.go.th

หน้า 11

๒.๒.๒ หินบะซอลต์ เพ่ือการกอ่ สร้างแหล่งหินบะซอลตข์ องจงั หวัดสระแก้วมที งั้ ส้ิน ๖ แหลง่ อยู่ในเขต
อำ� เภอโคกสงู อ�ำเภอวฒั นานคร และอำ� เภออรัญประเทศ บริเวณด้านตะวันออกของตวั จงั หวัด บะซอลต์เน้ือละเอยี ด
สีเทาดำ� มรี ูพรุน ประกอบดว้ ยผลึกโอลวิ ีน แพลจิโอเคลส (แอนดซี นี ) ไคลโนไพรอกซีน และแรท่ บึ แสง หินผุจะใหด้ ิน
สีน�้ำตาลแดง

ภาพ : แหลง่ หินบะซอลต์ บา้ นโคกสามัคคี โคกสงู และบา้ นเขากาหลง อ�ำเภอวงั สมบูรณ์
ทีม่ า : http://www.nongmakfai.go.th

๒.๒.๓ ทรายกอ่ สร้าง แหล่งทรายจังหวดั สระแกว้ มตี น้ ก�ำเนิดมาจากหนิ ทรายของกลุ่มหนิ โคราชโดยการ
พดั พามาของคลองพระปรง และจากหนิ แกรนิตโดยการพดั พามาของคลองพระสะทึง ลักษณะเปน็ ทรายละเอียดถงึ
ปานกลาง การคัดขนาดดี มีกรวดปนนอ้ ย เช่น คลองพระปรง เปน็ แม่น�้ำสายหลักของจังหวัดสระแก้ว ไหลผ่านอำ� เภอ
วัฒนานคร และอำ� เภอเมืองสระแก้ว มกี ารผลติ ทรายก่อสร้างบรเิ วณแนวลำ� น�้ำคลองพระสะทึง เป็นแมน่ ้�ำสายหลกั รอง
จากคลองพระปรง ไหลผา่ นอำ� เภอวังสมบรู ณ์ อำ� เภอวังนำ้� เย็น อ�ำเภอเขาฉกรรจ์ และอ�ำเภอเมืองสระแก้ว มศี กั ยภาพ
ทรายกอ่ สร้างอยู่ชว่ งเขตอ�ำเภอเขาฉกรรจ์ และอำ� เภอเมอื งสระแกว้

ภาพ : แหล่งแหล่งทรายกอ่ สรา้ ง อ�ำเภอเมอื งสระแกว้
ก ต�ำบลท่าแยก ข ตำ� บลหนองบอน

ค ต�ำบลบา้ นแกง้ ง ต�ำบลศาลาล�ำดวน
ทมี่ า : http://www.nongmakfai.go.th

หนา้ 12

๒.๒.๔ ทองคำ� บรเิ วณเขาสามสบิ บ้านบอ่ นางชิง ตำ� บลหว้ ยโจด อำ� เภอวฒั นานคร มกี ารพบแร่ทองค�ำ
ที่คาดว่ามีการเกิดสมั พนั ธ์กับสายแร่ควอตซท์ แี่ ทรกตดั เข้ามาในหนิ ภูเขาไฟปจั จบุ ันมีการขดุ หาแรท่ องค�ำโดยชาวบา้ น
อยทู่ วั่ ไป วธิ กี ารขดุ จากชนั้ ดินผุ แล้วนำ� ไปฉดี ดว้ ยน้�ำ เพื่อทำ� การแยกแรท่ องค�ำออกมา

ภาพ : แสดงแหลง่ แรท่ องคำ� บริเวณเขาสามสิบ บ้านบอ่ นางชงิ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร
ก ต�ำแหน่งของแหล่งแร่เขาสามสิบ
ข การขุดแรท่ องค�ำบรเิ วณเขาสามสิบโดยชาวบา้ น
ค แร่ทองค�ำทพ่ี บอยู่ในสายแรค่ วอตซท์ ผ่ี อุ ยู่กับท่ีซางปิดทบั ดว้ ยดนิ เหนียว
ง แร่ทองค�ำทขี่ ุดไดจ้ ากเขาสามสิบ

ทม่ี า : จากหนงั สอื ธรณีวทิ ยาจังหวัดสระแกว้ และแหลง่ เรยี นรูท้ างธรณีวิทยา

หน้า 13

แผนทจี่ ังหวัดสระแกว้ แสดงแหล่งแรธ่ าตุ
ภาพ : แผนทแี่ สดงแหล่งแรธ่ าตุ

ทม่ี า : http://www.nongmakfai.go.th

หน้า 14

๒.๓ ดิน
จากการศึกษาการจ�ำแนกดินทั่วประเทศไทย มาตราสว่ น ๑ : ๕๐,๐๐๐ ของกรมพฒั นาทด่ี ิน ซง่ึ จำ� แนกตาม
ลกั ษณะ สมบตั ิ และศักยภาพในการเพาะปลูกของดิน รวมถึงการจัดการดินทีค่ ล้ายคลงึ กันรวมไว้เปน็ กลมุ่ เดยี วกัน
พบวา่ จำ� แนกดินได้ ๖๒ กลุ่มชดุ ดนิ โดยจงั หวดั สระแกว้ จำ� แนกดนิ ได้ ๓๑ กลมุ่ ชุดดิน ซึง่ ตอ่ มากองส�ำรวจดนิ และวจิ ยั
ทรัพยากรดนิ ไดท้ ำ� การสำ� รวจจำ� แนกดนิ และจัดทำ� แผนทีท่ รัพยากรดิน มาตราส่วน ๑ : ๒๕,๐๐๐ โดยมหี นว่ ยแผนท่ี
อยู่ในระดับชดุ ดินจาก การศึกษาแผนทีช่ ุดดินและรายงานการส�ำรวจทรัพยากรดนิ จงั หวดั สระแก้ว ขอ้ มลู ระดับชดุ ดนิ
พบว่า จงั หวัดสระแก้วจ�ำแนกดนิ ได้ ๔๒ ชุดดิน ได้แก่ หน่วยดนิ เชิงซอ้ นของตะกอนน�ำพาชุดดินอรัญประเทศ ชดุ ดิน
บางคล้า ชุดดนิ บุญฑรกิ ชุดดินชมุ พลบรุ ี ชุดดินโชคชัย ชดุ ดินดอนไร่ ชดุ ดนิ ห้วยยอด ชุดดนิ แกง่ คอย ชดุ ดนิ กบินทรบ์ ุรี
ชุดดนิ ค�ำบง ชุดดนิ กลางดง ชุดดินเขมราฐ ชุดดนิ โคกปรอื ชดุ ดนิ เขาพลอง ชุดดนิ โคกส�ำโรง ชุดดินละหานทราย
ชดุ ดนิ ลำ� สนธิ ชดุ ดินลาดหญา้ ชดุ ดนิ มวกเหล็ก ชดุ ดนิ นครปฐม ชดุ ดินนาทอน ชุดดินพชิ ัย ชดุ ดนิ ปางไร่ ชุดดินไพศาลี
ชดุ ดินพษิ ณุโลก ชดุ ดินปกั ธงชยั ชุดดินภพู าน หนว่ ยเชิงซอ้ นของชดุ ดนิ ภพู านและที่ดนิ หนิ พ้นื โผล่ ชดุ ดนิ สมอทอด
ชดุ ดินสระแก้ว ชดุ ดนิ ตาคลี ชุดดินทบั พรกิ ชุดดนิ ตาพระยา ชดุ ดนิ ท่ายาง ชุดดินวงั ไฮ ชดุ ดินวังนำ้� เขียวหน่วยเชงิ ซ้อน
ของชุดดนิ วังน�้ำเขียว และที่ดนิ หนิ พน้ื โผล่ ชดุ ดนิ วงั น�้ำเย็น ชุดดนิ วงั สะพงุ ชุดดินวังทอง และที่ ลาดชันเชิงซอ้ น
(รายงานโครงการจัดท�ำแผนท่แี สดงความลาดชันของพ้ืนทเ่ี พื่อการพัฒนาทีด่ ิน จงั หวัดสระแก้ว, ๒๕๖๒, น. ๑๐)
๒.๓.๑ ชุดดนิ ทส่ี ำ� คญั ของจงั หวดั สระแกว้
- ชุดดินปักธงชัย (Pakthongchai series: Ptc) เกดิ จากการสลายตัวผุพงั อยู่กับที่หรือเคล่ือนย้ายมา
ในระยะทางไม่ไกลนักของหนิ ตะกอนทมี่ ีเนอื้ หยาบหรอื พวกหินทราย สภาพพ้นื ที่คอ่ นข้างราบเรยี บถึงเป็นลกู คล่ืนลอนลาด
เลก็ นอ้ ย มคี วามลาดชัน ๑ - ๕ เปอรเ์ ซ็นต์ การระบายน้�ำดี
- ชุดดินกบินทร์บรุ ี(Kabin Buri series: Kb) กล่มุ ชุดดินท่ี ๔๖ เกดิ จากตะกอนลำ� น�ำ้ หรอื วัตถตุ ้น
ก�ำเนดิ ทผี่ พุ งั สลายตัวอยู่กบั ท่ี หรอื จากการสลายตวั ผพุ ังแลว้ เคลอ่ื นย้ายมาทบั ถมของวสั ดุเนือ้ ละเอยี ดของพวก
หินตะกอน หรือหนิ ภูเขาไฟ เปน็ ดินตนื้ มาก สภาพพื้นท่เี ปน็ ลูกคล่นื ลอนลาดถึงลกู คลน่ื ลอนชัน มีความลาดชนั ๕ - ๒๐
เปอร์เซ็นต์ การระบายนำ�้ ดี
- ท่ลี าดชนั เชงิ ซอ้ น (Slope complex: SC) กลมุ่ ชดุ ดนิ ที่ ๖๒ ลกั ษณะพ้ืนที่บริเวณนยี้ ังไมม่ กี าร
ศึกษาส�ำรวจและจ�ำแนกดนิ เนื่องจากสภาพพ้ืนทม่ี คี วามลาดชนั สูง ควรปล่อยไวใ้ ห้เปน็ ปา่ ตามธรรมชาตเิ ปน็ ทอ่ี ยู่อาศยั
ของสตั วป์ ่า แหล่งตน้ น้�ำล�ำธาร ในกรณีท่ีจ�ำเปน็ ตอ้ งน�ำมาใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตรจ�ำเปน็ ตอ้ งมกี ารศกึ ษาดนิ กอ่ น
เพื่อให้ทราบถึงความเหมาะสมของดินสำ� หรบั การปลกู พชื โดยมีการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ ในเชิงอนุรักษ์หรือวนเกษตร ใน
บรเิ วณพื้นท่ีทีเ่ ปน็ ดนิ ลึกและสามารถพัฒนาแหล่งน�้ำได้มรี ะบบอนรุ ักษ์ดนิ และน�้ำ เช่น ปลกู พืชคลุมดินท�ำแนวร้วั หญา้ แฝก
และขดุ หลุมปลกู เฉพาะตน้ โดย ไม่มีการท�ำลายไม้พนื้ ลา่ ง ส�ำหรับในพ้ืนทท่ี ่ีไม่มศี กั ยภาพทางการเกษตร ควรรกั ษาไวใ้ ห้
เป็นสวนป่า สร้างสวนปา่ หรอื ใชป้ ลูกไม้ใชส้ อยโตเรว็ (รายงานโครงการจัดทำ� แผนท่แี สดงความลาดชันของพ้ืนท่ีเพอ่ื การ
พฒั นาทดี่ ิน จังหวดั สระแก้ว, ๒๕๖๒, น. ๕๔)

หน้า 15

ภาพ : แผนท่สี ภาพการใชท้ ่ดี นิ จงั หวัดสระแก้ว ปี ๒๕๕๙
ทม่ี า : http://www.lddservice.org/services.

ภาพ : แสดงแหล่งแรธ่ าตุ
ทีม่ า : http://www.nongmarkfai.go.th

หนา้ 16

ภาพ : พ้นื ท่เี กษตรกรรม ตำ� บลช่องกมุ่ อำ� เภอวัฒนานคร จังหวัดสระแกว้
ท่ีมา : http://www.lddservice.org/services.
ภาพ : แผนท่แี สดงความลาดชนั ของพนื้ ที่จังหวัดสระแก้ว
ที่มา : http://www.lddservice.org/services.

หน้า 17

๒.๔ ทรัพยากรป่าไม้
จังหวัดสระแกว้ มีเน้ือทป่ี ่าไม้ที่ประกาศเปน็ ปา่ สงวน แหง่ ชาติ ประมาณ ๓,๖๓๐,๓๔๑ ไร่ และเป็นวนอุทยาน
แห่งชาติ ๕๒๗,๕๐๐ ไร่ ซ่งึ มีเนอ้ื ท่ีรวม ๔,๑๕๗,๕๔๑ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๘๗ ของพน้ื ท่ีทงั้ หมดของจังหวดั พ้นื ทีป่ ่าส่วน
ใหญถ่ กู บุกทาํ ลายลงไปมาก คงเหลืออยู่เฉพาะบริเวณทางตอนเหนอื ของอาํ เภอเมอื งสระแก้ว อําเภอวฒั นานคร อาํ เภอ
ตาพระยา ท่ที างราชการไดป้ ระกาศใหเ้ ปน็ เขตอุทยานแห่งชาติปางสดี า และบรเิ วณทศิ ตะวันตกของอาํ เภอวังนำ้� เยน็
ซง่ึ ทางราชการไดด้ าํ เนนิ การประกาศใหเ้ ป็นเขตรกั ษาพันธสุ์ ตั ว์ป่า ส่วนไม้พน้ื ล่าง อันมีค่าทางเศรษฐกจิ ได้แก่ เรว่
กระวาน สมนุ ไพรตา่ ง ๆ สว่ นบรเิ วณอาํ เภอตาพระยา อาํ เภอวัฒนานครบางสว่ น มีสภาพเป็นป่าเต็งรงั มพี ันธ์ุไมท้ ี่สําคัญ
ได้แก่ เต็งรัง เพียง พลวง ประดู่ พนั ธไ์ุ ม้ พื้นลา่ ง ไดแ้ ก่ ปรง และทุ่งหญ้า สภาพดนิ เป็นดนิ ลูกรัง การเจรญิ เตบิ โตของ
พชื พันธุ์คอ่ นขา้ งชา้ ราษฎรในทอ้ งถนิ่ สว่ นหนง่ึ นิยมทําอาชีพเผาถา่ นขาย ทาํ ให้สภาพป่าทรุดโทรม สภาพพืน้ ที่ป่า
สว่ นใหญถ่ กู บกุ ทําลาย คงมสี ภาพปา่ อย่บู ริเวณเทอื กเขาสงู เทา่ น้นั

ภาพ : เขตปา่ สงวน สำ� นักสงฆเ์ ขามะกอ่ ง สระแกว้
ท่ีมา : https://mgronline.com/local/detail/9630000044983

หนา้ 18

๒.๔.๑ ประเภทของทรพั ยากรปา่ ไม้ จําแนกได้ดังนี้
- ปา่ ดงดบิ เปน็ ปา่ ท่ีขน้ึ อยู่ในบริเวณเขตอากาศที่มีความชนื้ สูง พบได้บริเวณเทอื กเขาท่ีเปน็ รอยตะเข็บ
ระหว่างจงั หวัดสระแกว้ และจังหวดั จันทบรุ ี
- ป่าดิบเขา ส่วนใหญจ่ ะพบตามเทอื กเขา และท่ีราบสูงบางแห่ง บรเิ วณเทือกเขาสันกาํ แพง
- ป่าเบญจพรรณ พบตามพน้ื ท่ีทม่ี คี วามชน้ื นอ้ ย บริเวณอาํ เภอวงั น้ำ� เยน็ ติดต่อกับอาํ เภอสนามชัยเขต
จงั หวดั ฉะเชิงเทรา และบรเิ วณอาํ เภอตาพระยา ติดตอ่ กับกมั พชู า
- ปา่ แพะหรือป่าโคกหรอื ป่าแดง พบบริเวณทม่ี ลี ักษณะ ภูมิประเทศ และภมู ิอากาศทคี่ ล้ายคลงึ กับ
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ไดแ้ ก่ บรเิ วณอาํ เภอตาพระยา อําเภออรัญประเทศ

ภาพ : เขตรกั ษาพันธุ์สตั วป์ ่าเขาอา่ งฤาไน
ทีม่ า : https://www.dnp.go.th/wildlife_it/n_web/menu_map/page_ALN.php

หน้า 19

๒.๔.๒ พ้นื ท่ปี า่ อนรุ กั ษ์และพนื้ ท่ีป่าสงวนแห่งชาติ ปจั จบุ นั พ้ืนที่พ้นื ที่ปา่ บรเิ วณป่าไมท้ ัง้ หมดของ
จงั หวัดสระแกว้ ไดด้ ําเนนิ การประกาศให้เปน็ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษา อุทยานแห่งชาติปางสีดา พันธุ์สัตว์ปา่ และ
ป่าสงวนแหง่ ชาติ ดงั น้ี
- พน้ื ทปี่ า่ อนุรกั ษ์ ประกอบด้วย อทุ ยานแหง่ ชาติ ๒ แหง่ และเขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ปา่ ๑ แห่ง ได้แก่
๑. อุทยานแห่งชาตปิ างสีดา ไดร้ บั การประกาศเปน็ อทุ ยานแห่งชาติ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๔
มพี ้ืนที่ ๕๒๗,๕๐๐ ไร่
๒. อุทยานแห่งชาติตาพระยา ไดร้ บั การประกาศเปน็ อทุ ยานแหง่ ชาติ ใน พ.ศ. ๒๕๓๔
มีพืน้ ที่ ๑๕,๒๕๐ ไร่
- เขตรกั ษาพันธส์ุ ตั ว์ปา่ เขาอ่างฤาไน ไดร้ ับการประกาศเปน็ อุทยานแหง่ ชาตใิ น พ.ศ.๒๕๓๕
มีพืน้ ท่ี ๖๗,๕๖๒ ไร่ พ้นื ทปี่ า่ เศรษฐกจิ ประกอบดว้ ยปา่ สงวนแหง่ ชาติ ๑๐ ป่า ดงั นี้
๑. ป่าสงวนแหง่ ชาติ ปา่ เขาฉกรรจฝ์ ง่ั เหนือ อย่ใู นเขตอ�ำเภอ อรัญประเทศ อ�ำเภอตาพระยา และ
อำ� เภอวัฒนานคร มีเนอื้ ที่ ๒๓๒,๑๐๐ ไร่
๒. ป่าสงวนแห่งชาติ ปา่ สักท่าระพา อยูใ่ นเขตอำ� เภอเมอื งสระแก้ว มเี นอ้ื ที่ ๓๔.๔๕ ไร่

๓. ปา่ สงวนแหง่ ชาติ ปา่ โคกสงู อยใู่ นเขตอ�ำเภอวฒั นานคร อำ� เภอตาพระยา มีเน้อื ที่ ๔๑๖,๕๕๔ ไร่
๔. ปา่ สงวนแห่งชาติ ปา่ ห้วยไคร้ อยใู่ นเขตอ�ำเภอเมืองสระแกว้ มเี น้ือที่ ๔๖๖,๓๐๐ ไร่
๕. ปา่ สงวนแห่งชาติ ปา่ ตาพระยา อยู่ในเขตอำ� เภอวัฒนานคร อำ� เภอตาพระยา เนอื้ ท่ี ๓๓๖,๕๕๐ ไร่
๖. ป่าสงวนแหง่ ชาติ ปา่ แก่งดินสอ - แกง่ ใหญ่ - เขาสะโตน อย่ใู นเขตอ�ำเภอเมอื งสระแก้ว
อ�ำเภอวฒั นานคร มีเน้อื ที่ ๗๐๕,๑๐๙ ไร่
๗. ปา่ สงวนแห่งชาติ ปา่ เขาฉกรรจ์ ปา่ โนนสาวเอ้ ปา่ ปลายคลอง หว้ ยไคร้ และปา่ พระสะทงิ้
อยู่ในเขตอำ� เภอเมอื งเขาฉกรรจ์ อ�ำเภอวงั นำ้� เยน็ อ�ำเภอวัฒนานคร อำ� เภออรัญประเทศ และอำ� เภอคลองหาด
มเี นื้อท่ี ๑,๐๗๒,๕๐๐ ไร่
๘. ปา่ สงวนแหง่ ชาติ ปา่ ทา่ กระบาก อยู่ในเขตอำ� เภอเมอื งสระแก้ว และอ�ำเภอวัฒนานคร
มเี นื้อที่ ๒๘๑,๔๓๐ ไร่
๙. ป่าสงวนแห่งชาติท่าแยก อยู่ในเขตอ�ำเภอเมืองสระแก้ว มีเน้อื ท่ี ๓๗,๖๓๑ ไร่
๑๐. ปา่ สงวนแหง่ ชาติ ป่าวฒั นานคร อยู่ในเขตอำ� เภอวัฒนานคร มีเนื้อท่ี ๘๑,๔๓๗ ไร่
๒.๕ ทรพั ยากรสตั ว์ป่า
ปจั จบุ นั สัตวป์ า่ ในจงั หวดั สระแกว้ มีจ�ำนวนลดลงอยา่ งรวดเร็วมาก เนือ่ งจากพนื้ ทป่ี า่ ถูกทำ� ลายแตย่ งั มสี ัตว์ป่า
อาศัยอยู่บา้ งตามบรเิ วณท่ยี ังคงสภาพเปน็ ปา่ และตามปา่ บริเวณแนวชายแดนไทยกมั พูชา สำ� หรบั บรเิ วณท่ีมพี นั ธ์ุสตั ว์ป่า
อาศัยอยู่มากจะเปน็ บริเวณเขตอทุ ยานแห่งชาตปิ างสีดา อทุ ยานแหง่ ชาติตาพระยา เขตรกั ษาพนั ธุส์ ัตว์ปา่ เขาอา่ งฤาไน
จังหวัดสระแก้วไดม้ กี ารเพาะเลี้ยงและขยายพันธ์สุ ตั วป์ ่าแผนท่แี สดงพื้นทีป่ ่าสงวนทห่ี ายากและใกลจ้ ะสญู พนั ธุ์ ท่ีสถานี
เพาะเล้ยี งและขยายพันธส์ุ ัตว์ป่าชอ่ งกล่ำ� บน ไดท้ ำ� การเพาะเล้ียงและขยายพนั ธ์ุสัตวป์ ่าหลายชนดิ เชน่ เกง้ กวาง
เน้อื ทราย นกฮกู ไกฟ่ ้า นกเงอื ก ท่สี ำ� คัญคอื นกเปด็ กา่ ซง่ึ ก�ำลังจะสูญพนั ธุ์ นอกจากน้ี ที่อำ� เภอเขาฉกรรจ์สตั วป์ ่า
ทพ่ี บมาก คือ ลิงป่า และคา้ งคาว

หน้า 20

๓. สภาพแวดล้อม
๓.๑ สภาพท่วั ไป จงั หวัดสระแก้วเป็นจงั หวัดท่ีก่อต้ังใหม่ มีจ�ำนวนประชากรทีอ่ าศัยอยู่และทีอ่ พยพเข้ามา
อาศัยใหม่เป็นจำ� นวนมาก ประกอบกบั ประชากรสว่ นใหญ่เป็นเกษตรกร ทำ� ให้มีการบกุ รกุ ทีท่ ำ� กนิ ปัจจบุ นั มีสว่ นราชการ
ทเี่ ก่ียวข้องกับการดแู ลและรับผดิ ชอบทีด่ ินของรฐั อยหู่ ลายหน่วยงาน อาทิ ทป่ี ่าสงวนแห่งชาตทิ ่สี าธารณประโยชนแ์ ละ
ที่ราชพสั ดุแต่บางครง้ั เมือ่ มีปัญหาการบุกรุกท่ดี ินของรฐั สว่ นราชการดงั กล่าวไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยลำ� พงั ประกอบกบั
ปจั จุบนั ทด่ี นิ ของรฐั ได้ถูกบกุ รุก ยดึ ครอง ถือครอง ทัง้ ใน ส่วนตวั และเป็นหมู่คณะ อนั ก่อให้เกิดผลเสยี ในทางเศรษฐกิจ
สังคม การเมอื งการปกครองทน่ี ับวันจะย่ิงซับซ้อน และทวีความรนุ แรงยิง่ ข้ึน เพราะจังหวดั สระแก้วส่วนใหญ่เปน็ ป่าไม้
ซ่งึ เปน็ ทส่ี าธารณะ ในแต่ละปีจึงมรี าษฎรบกุ รกุ เขา้ ไปทำ� เป็นปี ปลี ะมากๆ นอกจากจะมีการบุกรกุ ท่ีดนิ ของรฐั แลว้
เกษตรกรเหลา่ นย้ี ังมกี ารท�ำการเกษตร โดยใชส้ ารเคมีเป็นจำ� นวนมากเพอื่ เพิม่ ผลผลติ เชน่ ปุ๋ย ยาปราบศัตรพู ชื
อันเป็นตน้ เหตุ ให้เกดิ ปญั หาความเสื่อมโทรมของดิน ประกอบกับขาดความรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกบั สารเคมี ความรู้
ความเข้าใจเก่ยี วกับการใชท้ ่ดี ินตามสมรรถนะของดิน ทำ� ให้เกิดปัญหาเป็นอนั ตรายต่อตนเอง และเปน็ อนั ตรายต่อ
สง่ิ แวดลอ้ มเปน็ อย่างมาก ทางจงั หวดั จงึ ไดเ้ รง่ ด�ำเนินการแล้ว
๓.๒ การคมนาคมขนส่งและการส่อื สาร จงั หวดั สระแก้วมเี สน้ ทางคมนาคมขนสง่ ท้ังทางรถยนตแ์ ละรถไฟ
ทีส่ ะดวกรวดเร็ว ดังน้ี
๓.๒.๑ ทางหลวงแผน่ ดนิ จงั หวัดสระแก้ว มีทางหลวงแผน่ ดินผ่านจงั หวดั ดงั นี้
- ทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข ๓๓ (ถนนสวุ รรณศร) ผา่ นอาํ เภอเมอื งสระแกว้ อาํ เภอวฒั นานคร
และอาํ เภออรญั ประเทศ
- ทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข ๓๑๗ (สระแกว้ - จันทบุรี) ผ่านอาํ เภอเมืองสระแก้ว อําเภอ
วังน�ำ้ เย็นและอําเภอวังสมบูรณ์
- ทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข ๓๔๔ (อรัญประเทศ - บุรรี ัมย)์ ผา่ น อาํ เภออรญั ประเทศ
อําเภอตาพระยา และอําเภอโคกสงู สําหรบั เสน้ ทางการคมนาคมระหวา่ งอาํ เภอตา่ ง ๆ สจู่ ังหวัดสระแก้วมีระยะทาง
หา่ งจากอาํ เภอเมืองสระแก้ว
จากอําเภอตาพระยา ระยะทาง ๙๕ กโิ ลเมตร
จากอาํ เภออรัญประเทศ ระยะทาง ๔๔ กิโลเมตร
จากอาํ เภอวฒั นานคร ระยะทาง ๒๒ กโิ ลเมตร
จากอาํ เภอวงั นำ้� เยน็ ระยะทาง ๓๗ กิโลเมตร
จากอาํ เภอคลองหาด ระยะทาง ๕๗ กิโลเมตร
จากอาํ เภอเขาฉกรรจ์ ระยะทาง ๑๘ กิโลเมตร
จากอําเภอโคกสงู ระยะทาง ๗๐ กโิ ลเมตร
จากอําเภอวังสมบรู ณ์ ระยะทาง ๕๖ กิโลเมตร

หน้า 21

สว่ นเส้นทางหลวงทีต่ ิดตอ่ กบั กรงุ เทพมหานคร จังหวดั ใกล้เคียงในภาคกลาง และชายฝั่งทะเลตะวนั ออก
เช่อื มโยงไทย - กมั พูชา ตลอดจนเป็นเส้นทางเขา้ ส่ภู าคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มดี งั นี้
เส้นทางตดิ ต่อภาคกลาง ได้แก่
๑) สระแกว้ – ปราจนี บุรี – นครนายก – รงั สิต – กรงุ เทพมหานคร โดยทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข ๓๓
ระยะทางประมาณ ๒๓๖ กโิ ลเมตร
๒) สระแก้ว – กบินทรบ์ ุรี – ฉะเชิงเทรา – มีนบรุ ี – กรงุ เทพมหานคร โดยทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข ๓๐๔
และ ๓๑๙ ระยะทางประมาณ ๒๕๔ กโิ ลเมตร
เส้นทางส่ชู ายฝ่ังตะวนั ออก ได้แก่
๑) สระแกว้ – กบินทรบ์ ุรี – พนมสารคาม – สัตหีบ โดยทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข ๓๑๙ และ ๓๓๑ ระยะ
ทางประมาณ ๑๖๔ กิโลเมตร และตอ่ ดว้ ยทางหลวง หมายเลข ๓ ถงึ บริเวณทา่ เรอื แหลมฉบงั รวมระยะทางประมาณ
๒๐๙ กิโลเมตร
๒) สระแก้ว จนั ทบุรี โดยทางหลวงแผน่ ดินหมายเลข ๓๑๗ ระยะ ทางประมาณ ๑๕๔ กิโลเมตร
เส้นทางสภู่ าคตะวันออกเฉียงเหนอื
๑) เสน้ ทางสู่จังหวดั นครราชสมี า โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ สระแก้ว – กบนิ ทรบ์ ุรี – ปกั ธงชยั
–นครราชสีมา ระยะทางประมาณ ๑๒๔ กโิ ลเมตร
๒) เส้นทางสูจ่ ังหวัดบุรีรัมย์ โดยทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข ๓๕๘ อรญั ประเทศ-ตาพระยา-ละหานทราย
และ ตอ่ ดว้ ยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๔ และ ๒๑๔ รวมระยะทางประมาณ ๑๕๗ กโิ ลเมตร
เสน้ ทางสกู่ มั พูชา
จงั หวัดสระแกว้ สามารถตดิ ต่อกับกัมพชู าไปสูป่ ระเทศในกลุ่มอินโดจนี โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓
(สระแก้ว – อรญั ประเทศ – คลองลึก) โดยระยะทางจากสระแก้วถึงชายแดนยาวประมาณ ๕๔ กโิ ลเมตร และมี
เสน้ ทางเดมิ ในกัมพูชาทีเ่ ชื่อมอรัญประเทศไปสพู่ ระตะบองและพนมเปญ รวมทั้งเสน้ ทางอรญั ประเทศไปยงั ศรโี สภณ
และเสียมราฐ อันเป็นเส้นทางท่องเทยี่ วสำ� คัญไปสู่นครวดั
๓.๒.๒ ทางรถไฟ จังหวัดสระแกว้ มีรถไฟสายตะวันออก (กรงุ เทพมหานคร – อรญั ประเทศ)
ผ่านวนั ละ ๒ ขบวน ๕ เทีย่ ว เป็นรถธรรมดาและรถดเี ซลราง ใช้เวลาเดนิ ทาง จากสถานีสระแก้วถึงสถานีปราจนี บุรี
ประมาณ ๙ ชว่ั โมง ๓๐ นาที และถงึ สถานกี รุงเทพมหานครใชเ้ วลาประมาณ ๔ ช่ัวโมง

หน้า 22

๔. ประชากร
ประชากรเป็นองค์ประกอบสำ� คญั ท่ที �ำใหก้ ิจกรรมทางเศรษฐกจิ ด�ำเนนิ ต่อไป ในจังหวดั สระแก้วประกอบดว้ ย
ประชากรดง้ั เดมิ หลายเชือ้ ชาติ ศาสนา และวฒั นธรรม นอกจากน้ียงั ประกอบด้วยประชากรจากทุกภาคของประเทศไทย
ท่ีอพยพเขา้ มาตั้งถน่ิ ฐาน เพ่ิมมากขึ้นเป็นลำ� ดบั ทำ� ให้มผี ลต่อปรมิ าณและคุณภาพของประชากร ตลอดจนการประกอบ
อาชพี ทหี่ ลากหลายออกไปตามสภาพภูมศิ าสตรข์ องท้องถ่นิ
๔.๑ เช้ือชาติ
จากการที่ประชากรดง้ั เดมิ ของจังหวัดสระแก้วประกอบดว้ ย ชนหลายเชือ้ ชาติ หลายศาสนา และวัฒนธรรม
และประกอบกับมีประชาชนจากทกุ ภมู ิภาค ของประเทศอพยพหล่ังไหลเข้ามาตง้ั ถนิ่ ฐานเพิ่มมากข้ึน ทำ� ใหจ้ งั หวดั สระแก้ว
มลี ักษณะเป็น พหุสงั คม ประกอบดว้ ยชนหลายเชอื้ ชาติ ไดแ้ ก่ เขมร ญวน จนี ญ้อ ลาว
๔.๒ จำ� นวนประชากร
ประชากรโดยรวมของจังหวดั สระแกว้ ในพ.ศ. ๒๕๖๐ มจี �ำนวนทง้ั ส้ิน ๕๖๐,๕๓๑ คน เปน็ ชาย ๒๘๐,๗๓๑ คน
หญงิ ๒๗๙,๘๐๐ คน อำ� เภอทมี่ จี �ำนวนประชากรมากทส่ี ดุ คอื อำ� เภอเมอื งสระแก้ว มีจำ� นวนประชากร ๑๑๑,๑๓๗ คน
รองลงไป ได้แก่ อำ� เภออรญั ประเทศ มีจำ� นวนประชากร ๘๙,๖๖๐ คน สว่ นอำ� เภอที่มี ประชากรนอ้ ยท่สี ดุ คอื
อ�ำเภอโคกสงู มีจำ� นวนประชากร ๒๗,๑๔๐ คน
๔.๓ ความหนาแน่นของประชากร
ประชากรในจงั หวดั สระแก้ว มกี ารกระจายตวั หนาแน่นเขตเมือง และมีการกระจายตัวเบาบางในเขต
นอกเมืองออกไป
๔.๔ อาชพี
ประชากรในจงั หวัดสระแกว้ ประกอบอาชพี เกษตรกรรมเป็นหลกั รองลงมา ไดแ้ ก่ อตุ สาหกรรม และบรกิ าร
ส�ำหรบั เศรษฐกจิ รายสาขาทส่ี ำ� คัญของจงั หวดั สระแกว้ ได้แก่ อาชพี การเกษตรกรรม การปศุสตั ว์ การประมง การคา้ ส่ง
และค้าปลีก อตุ สาหกรรม และ การบรกิ าร
• สหกรณโ์ คนมวงั นำ�้ เย็น ตง้ั อยู่ทอี่ �ำเภอวงั น�ำ้ เย็น
• แหลง่ ผลติ ท่อคอนกรตี เป็นของบริษทั B.P.T.A. คอนสตรักชนั่ ตั้งอย่ทู ่ีตำ� บลวงั ใหม่ อำ� เภอวงั สมบูรณ์
จงั หวัดสระแกว้
• โรงงานนำ�้ ตาลตะวนั ออก ตงั้ อยูต่ �ำบลหว้ ยโจด อำ� เภอวฒั นานคร
• โรงงานตดั เย็บเสอ้ื ผา้ ส�ำเร็จรูป ต้งั อยทู่ ่ตี ำ� บลวฒั นานคร อำ� เภอวฒั นานคร
๕. การปกครอง
จงั หวดั สระแกว้ ได้รบั การประกาศให้เป็นจังหวดั อย่างเปน็ ทางการ เม่ือวนั ท่ี ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ มหี นว่ ยงาน
ท่ีกระทรวง ทบวง กรมตา่ งๆ จัดต้ังภายในจงั หวัด หลายหนว่ ยงาน ซึ่งจำ� แนกได้เป็น ๓ ลกั ษณะ คอื การบรหิ ารราชการ
ส่วนกลาง การบรหิ าร ราชการส่วนภูมิภาค และการบรหิ ารราชการส่วนท้องถนิ่
- การบรหิ ารราชการสว่ นกลาง หมายถงึ หน่วยงานทมี่ สี ายบงั คับบญั ชา ขนึ้ ตรงตอ่ ส่วนกลาง มี ๒๕ หน่วยงาน
- การบริหารราชการส่วนภมู ภิ าค หมายถึง หน่วยงานทม่ี ีสายบงั คบั บัญชา ขึน้ ตรงตอ่ ผ้วู ่าราชการจงั หวัด
มสี ว่ นราชการ ๒๔ หน่วยงาน ส�ำหรบั การปกครองสว่ นภมู ิภาคน้นั แบง่ ออกเปน็ ๙ อ�ำเภอ ๕๙ ตำ� บล ๓๗๑ หมูบ่ า้ น

หน้า 23

๖. การศึกษา จงั หวดั สระแก้วมสี ถานศกึ ษาตง้ั แตร่ ะดับประถมศึกษาถงึ ระดับอดุ มศึกษา มีดังนี้
๑. สำ� นกั งานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาสระแก้วเขต ๑
๒. ส�ำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาสระแก้วเขต ๒
๓. ส�ำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาสระแก้ว
๔. สำ� นักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
๕. ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
๖. วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว
๗. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยสี ระแกว้
๘. วทิ ยาลัยการอาชีพวงั นำ�้ เยน็
๙. วิทยาลัยโพธวิ ชิ ชาลัย มศว สระแก้ว
๑๐. วทิ ยาลัยเทคโนโลยี ไฮเทค สระแกว้
๑๑. วทิ ยาลัยเทคโนโลยสี ระแกว้
๑๒. วิทยาลัยชมุ ชน สระแกว้
๑๓. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สระแก้ว
๑๔. มหาวทิ ยาลัยบูรพา วทิ ยาเขตสระแก้ว
นอกจากน้จี ังหวัดสระแกว้ ไดม้ ีการสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกโรงเรยี นสำ� หรบั บุคคลทั่วไป ดังนี้
๑. ศนู ย์ฝกึ และพฒั นาอาชพี ราษฎรไทยบริเวณชายแดนจงั หวัดสระแกว้
๒. ศนู ย์การศึกษานอกโรงเรยี นจงั หวัดสระแกว้
๓. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดสระแกว้
๔. ห้องสมุดประชาชนจงั หวดั
๕. ห้องสมุดประชาชนอ�ำเภอ
๖. ศูนย์การเรยี นชมุ ชน
๗. ที่อา่ นหนงั สอื ประจำ� หมบู่ า้ น
๘. ศนู ย์บรกิ ารการศึกษานอกโรงเรียนอำ� เภอ
๗. การสาธารณสุข
จังหวดั สระแกว้ มจี ำ� นวนสถานพยาบาลในจังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลประจ�ำจังหวัด ๑ แห่ง คอื
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชสระแกว้ โรงพยาบาลชุมชนประจำ� อ�ำเภอทสี่ ังกัด กระทรวงสาธารณสุข ๘ แห่ง
คอื โรงพยาบาลอรัญประเทศ โรงเรียนพยาบาลวัฒนานคร โรงพยาบาลวังนำ�้ เย็น โรงพยาบาลตาพระยา
โรงพยาบาลโคกสงู โรงพยาบาลคลองหาด โรงพยาบาลเขาฉกรรจ์ โรงพยาบาลวังสมบรู ณ์ มโี รงพยาบาลท่ีสงั กัด
กระทรวงกลาโหม ๑ แหง่ คือ โรงพยาบาลค่ายสรุ สงิ หนาท อ�ำเภออรญั ประเทศ และโรงพยาบาลเอกชน ๑ แห่ง คอื
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อนิ เตอรเ์ นชั่นแนล

หน้า 24

บทที่ ๒ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของท้องถน่ิ

บทท่ี ๒
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของท้องถิน่
ไดม้ ีพระราชบัญญัติจัดตั้งสระแก้วเป็นจังหวดั เมอ่ื วนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๓๖ โดยไดแ้ ยก อาํ เภอสระแกว้
อําเภอคลองหาด อาํ เภอตาพระยา อําเภอวงั น้ำ� เยน็ อําเภอวัฒนานคร และอําเภออรัญประเทศ ออกจากการ
ปกครองของจงั หวัดปราจนี บุรี อน่งึ เมอ่ื ได้พจิ ารณาพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรแ์ ลว้ พบว่าจังหวัดสระแก้วมีภมู หิ ลงั
ทางประวตั ิศาสตร์มายาวนานกว่า ๔,๐๐๐ ปี ทัง้ นี้ พจิ ารณาไดจ้ ากความเจริญเติบโต สถานการณ์ บทบาทของเมือง
เหตุการณส์ ําคญั ตลอดจนการเปล่ยี นแปลงในดา้ นตา่ ง ๆ มาเป็นลาํ ดับ อาทิ การตั้งถิ่นฐานของมนษุ ย์ เปน็ ตน้
๑. การตง้ั ถ่นิ ฐาน
การตงั้ ถิ่นฐานของมนุษยใ์ นจังหวัดสระแกว้ เร่ิมตน้ ในยุคใด สมยั ใด และวิวัฒนาการมาถึงปัจจุบนั ไดอ้ ยา่ งไร
จะตอ้ งใช้หลกั ฐานทางโบราณคดมี าประกอบการอธบิ าย เพราะในเขตพื้นทข่ี องจังหวัดสระแก้วได้คน้ พบโบราณวัตถุ เชน่
โครงกระดกู เครื่องปนั้ ดนิ เผา ลกู ปดั หิน ฯลฯ ซ่ึงมอี ายุร่วมสมัยกบั โบราณวัตถทุ ่ีบ้านเชยี ง จงั หวัดอดุ รธานี นอกจากนี้
ยังได้พบโบราณสถานในสมยั แรกเริ่มประวตั ศิ าสตร์ สมยั เมืองพระนคร สมัยทวารวดี อยา่ งตอ่ เนอ่ื งจนถงึ สมัย
รัตนโกสินทร์ แบง่ ชนเผ่าพ้ืนเมอื ง ออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๑.๑. ชนเผ่าดั้งเดิม ในเขตพื้นทีข่ องจังหวัดสระแก้วได้มีการขุดค้นพบโครงกระดกู มนษุ ย์ เครือ่ งมอื เคร่อื งใช้
ที่ทาํ ด้วยเครือ่ งปัน้ ดนิ เผาเนื้อหยาบเผาดว้ ยอณุ หภมู ิต่�ำ ฯลฯ ท่บี ้านโคกมะกอก หมู่ ๔ ตําบลเขาสามสิบ อําเภอเขาฉกรรจ์
และพบถ�ำ้ ท่มี รี ่องรอยการพักอาศยั ของมนุษย์ในสมยั โบราณ คอื ถำ้� เขาสาํ พุง ตําบลหนองหวา้ อาํ เภอเขาฉกรรจ์
โบราณวตั ถุดังกลา่ ว มอี ายรุ ะหว่าง ๓,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ ก่อนครสิ ตกาล นอกจากนย้ี ังไดค้ น้ พบเคร่ืองมอื เครือ่ งใช้ที่เป็น
เคร่ืองปนั้ ดินเผาโลหะสำ� รดิ ที่ชุมชนท่าไม้แดง หมทู่ ี่ ๗ บ้านใหมไ่ พรวลั ย์ ตาํ บลสระขวญั ชุมชนบ้านคลองขนุน หมทู่ ่ี ๑
บ้านหนองเตยี น ตําบลทา่ แยก และชมุ ชนบ้านโคกชายธง หมูท่ ี่ ๔ ตําบลโคกปี่ฆอ้ ง อําเภอเมืองสระแก้ว โบราณวตั ถุ
ตามทต่ี ่างๆ นี้ แสดงใหเ้ ห็นถึงการตง้ั ถิ่นฐานของมนษุ ย์ในระยะเรม่ิ ต้นโดยอยกู่ นั เปน็ ครอบครัวเล็กๆ อาศยั อยู่ในถำ�้
โดยเฉพาะถำ้� ในเขาสาํ พุง ตอ่ มาเมอ่ื ครอบครัวใหญ่ข้ึนก็ขยายถ่ินฐานออกมาที่ ตาํ บลสระขวญั ตาํ บลท่าแยก
ตําบลโคกปี่ฆ้อง เขตอําเภอเมืองสระแกว้
๑.๒ ชนเผา่ ขอม มอญ ละวา้ ชนเผา่ ขอม จัดเป็นมนุษยท์ ่ีจดั อยู่ในกลมุ่ ภาษามอญ - เขมร ในตระกลู
ออสโตร - เอเซียตคิ เชน่ เดียวกบั มอญและละว้า ต้งั แต่ยคุ อาณาจักรเจนละ ในพุทธศตวรรษท่ี ๔ เป็นตน้ มา ขอมมีอทิ ธพิ ล
ทง้ั ในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกของไทย ประชาชนซงึ่ อาศัยอยูใ่ นเขต พน้ื ทท่ี ีเ่ ปน็ จงั หวัดสระแกว้ ตง้ั แต่
ยคุ เจนละและทวารวดีเป็นต้นมา คงมีชนชาตขิ อมเปน็ ผู้ปกครองมชี นชาติละว้าทีต่ กเป็นข้าทาสเป็นขา่ เปน็ ส่วย เป็นผใู้ ช้
แรงงานในการกอ่ สร้าง ปราสาทและขุดบอ่ น�ำ้ ดังจะเห็นไดจ้ ากบรรดาโบราณวัตถโุ บราณสถานต่าง ๆ ท่ีพบท่ัวไปในเขต
พืน้ ท่ีจงั หวัดสระแกว้ สว่ นมอญนั้นนอกจากจะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของทวารวดีแล้ว ยังเปน็ กาํ ลังรบในกองทัพไทยดว้ ย
แตเ่ นือ่ งจากขอม มอญ ละวา้ เป็นมนษุ ย์ทีอ่ ย่ใู นกลุ่ม ภาษามอญ เขมร ในตระกลู ออสโตร - เอเชียติค ด้วยกัน ชนกลมุ่ น้อย
เช่น มอญ ละวา้ จงึ ถูกกลนื โดยเขมร ปจั จุบันมีชนชาติทม่ี เี ชือ้ สายเขมรแต่สัญชาติไทย ตงั้ ถนิ่ ฐานสว่ นใหญ่ อยทู่ ี่อาํ เภอ
ตาพระยา บ้านละลมตมิ อําเภอโคกสูง บ้านตนุ่ อาํ เภออรญั ประเทศ และอําเภอคลองหาด นอกจากนย้ี งั มพี วกส่วย
อยู่บา้ นฝกั มีด อาํ เภอวงั นำ้� เยน็ หมูท่ ่ี ๖ และ ๑๐ ตําบล เขาสามสิบ อําเภอเขาฉกรรจ์

หน้า 25

๑.๓ ชนเผ่าไทยใช้วฒั นธรรมอีสาน ในเขตจงั หวดั สระแก้วมีชาวลาวมา ตัง้ ถ่ินฐานเป็นจาํ นวนมาก ประมาณ
๗๐% ของประชากรทง้ั จังหวัด ชาวลาวดงั กล่าวนัน้ กอ่ นจะมาตงั้ ถ่นิ ฐานอย่ใู นจงั หวัดสระแก้ว มที ่ีมาแตกต่างกนั
กลมุ่ ไทยอสี าน เป็นกลุ่มคนท่สี ืบเนือ่ งมาจากอาณาจักรล้านชา้ ง โดย ประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๑ ทา่ นพระครูโพนเสม็ด ไดน้ ํา
ศิษยานุศิษย์จากอาณาจักรล้านช้างอพยพ ขา้ มลาํ นำ�้ โขง แผ่ขยายออกไปตามลาํ นำ�้ ชี ลาํ น้ำ� มูล และลาํ นำ้� อ่นื ๆ ในจังหวดั
อบุ ลราชธานี ยโสธร รอ้ ยเอด็ ขอนแก่น กลุ่มไทยญ้อ เป็นกลุ่มไทยอีสานกลุ่มหนึง่ ถ่นิ ฐานเดมิ ของชาวไทยยอ้ อยูใ่ นแคว้น
สบิ สองปนั นาหรอื ยนู าน ต่อมาชาวย้อบางส่วนไดอ้ พยพลงมาตามลําน้ำ� โขง ตงั้ รกรากอยูท่ ีเ่ มอื งหงสา แขวงไชยบุรขี อง
ลาวในปัจจุบนั พ.ศ.๒๓๗๓ ตรงกับรชั สมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แหง่ กรุงรัตนโกสินทร์
เจา้ อนุวงศ์แห่ง เวยี งจนั ทน์ ได้กวาดต้อนชาวยอ้ ไปต้งั ถน่ิ ฐานอยทู่ ีเ่ มืองบุเลง เมืองคําเกดิ เมือง คาํ มว่ น ตอ่ มาไดถ้ ูก
กองทัพไทยกวาดต้อนกลับมาอยู่ทเี่ มอื งท่าอเุ ทน จังหวัดนครพนม ภายหลังไดอ้ พยพไปอยทู่ ่ีจงั หวดั กาฬสนิ ธุ์
จงั หวดั มหาสารคาม จังหวดั อดุ รธานี และจงั หวดั สกลนคร กลุม่ ไทยยวน กลุ่มไทยยวน เปน็ กลุ่มของชาวล้านนาเดิม
หรอื ที่เรยี กกนั ว่า กลุ่มไทยโยนกหรือลาวพุงคํา เดมิ อาศัยอยู่แถบเชยี งราย เชียงใหม่ ลาํ พูน ลาํ ปาง แพร่ นา่ น และพะเยา
จากเหตผุ ลทางสงครามจงึ ได้อพยพจากถ่นิ เดมิ มาตัง้ หลักแหลง่ กระจัดกระจายตามท่ีตา่ งๆ ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช และ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ไดเ้ คยนําไทยยวนไปไวท้ ี่
พัทลงุ สงขลา นครศรธี รรมราช จันทบุรี อยุธยาและราชบุรี ตอ่ มาใน พ.ศ.๒๓๔๗ พระเจ้ากาวลิ ะ เจา้ เมอื งเชยี งใหม่
ได้ร่วมกบั สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวงั บวรมหาสุรสิงหนาท นําชาวไทยยวนจากเชยี งแสนมาอยูท่ ี่ราชบรุ แี ละ
สระบุรีท กลมุ่ ผไู้ ทย เปน็ ผมู้ ถี ิ่นฐานเดมิ อยูใ่ นสบิ สองจไุ ทยและสิบสองปนั นา โดยเฉพาะทเี่ มืองแถงหรอื แถนของแควน้
สบิ สองจไุ ทย คอื เดียนเบยี นฟขู องเวียดนามใน ปัจจุบันชาวผไู้ ทยบางกลมุ่ นยิ มแตง่ กายด้วยเสอ้ื ผ้าสดี ําหรอื สีคราม
จงึ มีชอ่ื เรียกตา่ งๆ กนั เชน่ ลาวโซ่ง ลาวทรงดาํ กลุ่มผูไ้ ทยได้เขา้ มาอยใู่ นไทยครัง้ แรกประมาณ พ.ศ. ๒๓๒๒ ทเ่ี พชรบรุ ี
ต่อมา พ.ศ. ๒๓๖๙ เมือ่ กองทพั ไทยปราบเจา้ อนุวงศแ์ ห่งเวียงจนั ทนร์ าบคาบได้มีการอพยพชาวผู้ไทยขา้ มแมน่ ำ้� โขง มาตั้ง
ถน่ิ ฐานอยทู่ างภาคอีสานมากท่ีสุด กลมุ่ เผา่ ไทยทใ่ี ชว้ ฒั นธรรมอสี านในจงั หวดั สระแก้วเป็นกลมุ่ คนรุ่นหลาน เหลน เพราะ
บรรพบุรษุ ของตนเขา้ มาตง้ั ถิ่นฐานอยูใ่ นประเทศไทย เม่ือ ๒๐๐ ปลี ว่ งมาแลว้ และไดค้ ลกุ คลีกับวัฒนธรรมอสี าน จนถูก
วฒั นธรรมอสี านกลนื ไป เชน่ เดียวกับพวกไทยยวน ซงึ่ ถงึ แม้วา่ จะเป็นลาวโยนก แตก่ ใ็ ชว้ ฒั นธรรมอีสานในการดําเนนิ ชีวิต
ประจําวนั ในจังหวดั สระแกว้ มกี ล่มุ คนเหล่านีม้ าตง้ั ถิ่นฐานตามอาํ เภอ ดังนี้ อาํ เภออรญั ประเทศ จะเปน็ กลุ่มท่ีเรียก
ตนเองวา่ ไทยยอ้ อาํ เภออรญั ประเทศ มชี าวไทยยอ้ อาศัยอยู่เป็นจาํ นวนมากที่สุด ในจาํ นวนกลมุ่ คนทงั้ อาํ เภอ
อาํ เภอวังนำ้� เยน็ มีกลุ่มคนท่เี รียกว่าไทยยวน บางสว่ นอพยพมาจากจงั หวดั สระบรุ ี มาต้งั ถนิ่ ฐานอยูท่ ี่ บ้านซบั พลู และ
หมบู่ า้ นขา้ งเคยี ง นอกจากน้ันโดยมากจะอพยพ มาจากภาคอสี าน ในเขตจงั หวดั สระแก้ว มีชนเผ่าไทยท่ีใชว้ ฒั นธรรม
อสี านอพยพเขา้ มาอย่มู ากต้ังแต่ พ.ศ.๒๕๑๔ เป็นต้นมา สบื เนอ่ื งจากในปีนั้นไดม้ กี ารตัดถนนสายสระแก้ว - จนั ทบรุ ี
๑.๔ ชาวจนี ชาวญวน ชาวจีนในจังหวดั สระแกว้ อพยพมาจากถน่ิ ฐานเดมิ ๒ แหล่งดว้ ยกัน คือ
๑.๔.๑ กลุ่มแรก อพยพมาจากพระตะบองกอ่ น พ.ศ. ๒๔๕๐ ชาวจีนกลุ่มนีถ้ ือวา่ ตนเองเป็นคไทย
มถี ่ินฐานทํามาหากนิ อย่ทู ่พี ระตะบอง เพราะในขณะนน้ั พระตะบองเปน็ ส่วนหนึง่ ของไทย ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๕๐ ไทยจํา
เปน็ ต้องยกพระตะบอง เสยี มราฐ ศรโี สภณ ให้กมั พูชาโดยสนธสิ ัญญาท่ไี ทยทาํ ไวก้ ับฝร่ังเศส ทาํ ให้ชาวจีนอพยพเขา้ มา
ตั้งถน่ิ ฐานในไทย โดยเฉพาะท่ีอาํ เภออรัญประเทศ ซึ่งในกรณีเชน่ น้ี ก็เป็นกรณีเดียวกับชาวญวน ที่ตอ้ งอพยพจาก
พระตะบองมาอยู่ท่อี าํ เภออรญั ประเทศเชน่ กนั

หนา้ 26

๑.๔.๒ กล่มุ ทีส่ อง อพยพมาจากชลบุรี กลมุ่ นเ้ี ปน็ ชาวจนี ทม่ี ีบรรพบรุ ษุ อพยพ มาจากจีน เดนิ ทางมา
โดยเรอื สาํ เภา และเรอื กลไฟเข้ามาในไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๓ เป็นตน้ มาในพ.ศ. ๒๔๔๗ ไดม้ ีการสํารวจประชากรจนี
ตามมณฑลต่าง ๆ ของไทยพบว่า มลฑลปราจนี บรุ ี ไดแ้ ก่ เมอื งปราจนี บุรี เมืองฉะเชงิ เทรา เมอื งนครนายกเมอื งชลบรุ ี
มชี าวจีน อาศยั มชี าวจีนอาศัยอยู่ ๓๕,๐๐๐ คนระยะตอ่ ๆ มารนุ่ ลกู หลานของชาวจีนเหลา่ น้ีได้อพยพมาในเขต
จังหวดั สระแกว้ และต้ังถ่ินฐานในชุมชนเมืองทกุ อ�ำเภอ
๒. ลาํ ดับพัฒนาการทางประวตั ศิ าสตร์
จังหวัดสระแกว้ มีร่องรอยของการเจรญิ เตบิ โตมาเป็นระยะเวลาทยี่ าวนาน เปน็ จังหวัดที่มชี ายแดนติดต่อกับ
กัมพชู า มีลําดบั ของการพฒั นาตอ่ เนอื่ งหลายสมัย ดงั น้ี
๒.๑ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (๓,๐๐๐ ปกี ่อนคริสตกาล - ค.ศ.๑๐๐)
จากการคน้ พบโบราณวัตถุทบ่ี ้านโคกมะกอก ตําบลเขาสามสิบ อาํ เภอเขาฉกรรจ์ และตําบล สระขวัญ
ตาํ บลท่าแยก ตาํ บลโคกปฆ่ี ้อง อําเภอเมืองสระแกว้ โบราณวตั ถุท่ไี ดค้ ้นพบและยืนยันการตง้ั หลักแหล่งของชมุ ชนมา
ตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ปกี ่อนคริสตกาล จนถงึ ค.ศ. ๑๐๐ กค็ ือภาชนะดนิ เผาเน้ือทรายเผาด้วย อุณภูมติ ำ�่ โครงกระดูกมนุษย์
ขันคนโท หมอ้ จาน ท�ำดว้ ยดินเผา สว่ นโบราณวตั ถทุ ี่มอี ายรุ ะหว่าง ๕๐๐ ปกี ่อนครสิ ตกาล ถึง ค.ศ. ๑๐๐ ได้แก่ ลกู ปัด
แกว้ ลูกปัดหนิ คาเนเลียนทอ่ี �ำเภอเขาฉกรรจ์ กำ� ไลสำ� รดิ และเครอื่ งปั้นดนิ เผาท่ีมลี ายเชอื กทาบท่ีอ�ำเภอเมืองสระแก้ว
โบราณวตั ถดุ งั กล่าวมีอายุร่วมสมยั กับโบราณวตั ถที่ อุดรธานี อําเภอภูเวยี ง จังหวดั ขอนแก่น อาํ เภอสวนผ้งึ จงั หวดั ราชบรุ ี
และอาํ เภอพนสั นคิ ม จงั หวดั ชลบุรี แสดงว่าชุมชนใดชมุ ชนหนึ่งมอี าชีพผลิต เคร่ืองแบบหนึง่ หรอื หลายแบบกไ็ ด้ มีการ
แจกจา่ ยแลกเปล่ียนส่งิ ของจําเปน็ ระหวา่ งชมุ ชนเดียวกันในเขตจังหวดั สระแกว้ เร่ิมตน้ ดว้ ยครอบครัวเลก็ ๆ อาศยั อยู่ในถ้ำ�
เชน่ ถ้�ำเขาสําพุง อําเภอเขาฉกรรจ์ แล้วขยายเป็นครอบครวั ใหญ่ขน้ึ และพฒั นามาเป็นเผ่าหรือหม่บู ้าน ทบ่ี ้านโคกมะกอก
ตาํ บลเขาสามสบิ อําเภอเขาฉกรรจ์ และขยายหม่บู ้านออกไปท่ชี มุ ชนทา่ ไม้แดง ตาํ บลสระขวญั ชุมชนคลองขนุน
ตาํ บลทา่ แยก และชุมชนโคกชายธง ตาํ บลโคกปี่ฆ้อง อาํ เภอเมืองสระแกว้
๒.๒ สมยั เจนละ - ทวารวดี (พทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๔) จากหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์ตง้ั แต่สมยั เจนละ
ซ่งึ อยใู่ นห้วงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๓ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ มนุษยใ์ นยคุ นน้ั ไดม้ ีการรวมตัวกนั เป็นหน่วยทางการ
เมืองของกลมุ่ ชนทรี่ วมเรยี กวา่ ชาวกมั พชู า มจี ุดเร่มิ ตน้ การตง้ั ถน่ิ ฐานเกิดเป็นชุมชนบ้านเมืองทเ่ี ก่าแก่ท่สี ดุ อยู่ทาง
ตอนเหนือของลุ่มนำ้� ชี ในขณะทป่ี ระชากรบางสว่ นแถบใกล้ทะเลหรอื ลําน้�ำใหญห่ รือในเส้นทางคมนาคม มโี อกาสไดร้ ับ
อทิ ธิพลทางศลิ ปวฒั นธรรมทัง้ จากอินเดียและจามกลมุ่ ชนทเี่ จรญิ กว่าทางดา้ น วัฒนธรรมเหลา่ น้ไี ดถ้ ่ายทอดอารยธรรม
อันเห็นไดช้ ัดจากคติความเชือ่ และรปู แบบทางศิลปะ ซงึ่ มีอิทธิพลของอนิ เดยี และจามปนกนั แพรข่ ยายเข้าสอู่ ีสาน
แถบอรัญประเทศ จังหวดั สระแก้ว จงั หวัดอุบลราชธานี และบรเิ วณทะเลสาบของเขมร ซง่ึ บริเวณดงั กล่าวไดพ้ บจาก
สัมพนั ธก์ บั กษัตรยิ อ์ งคส์ ําคัญในสมยั เจนละ คอื พระเจา้ จิตรเสน (มเหนทรวรมนั ) และพระเจา้ อสี านวรมนั
(โอรสของพระเจ้าจิตรเสน) โบราณวัตถทุ ่มี ีความส�ำคญั ของจงั หวัดสระแกว้ คือ
๑. จารกึ ช่องสระแจง จารกึ ในชว่ งพุทธศตวรรษที่ ๑๒ อยู่ทอ่ี ำ� เภอตาพระยา
๒. จารกึ เขานอ้ ย จารึกในชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒ อยู่ทีอ่ �ำเภออรญั ประเทศ
๓. จารึกบ้านกดุ แต้ จารึกในช่วงพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ อยทู่ ี่อำ� เภออรัญประเทศ
๔. จารกึ เขารัง จารึกในพุทธศตวรรษที่ ๑๑๘๒ อยู่ทอ่ี �ำเภออรญั ประเทศ

หน้า 27

ดงั น้ัน ในระหวา่ งพทุ ธศตรวรรษท่ี ๑๑-๑๔ ในสมยั เจนละและทวารวดี พื้นท่ีในจังหวัดสระแกว้ ไดพ้ ัฒนา
จากบ้านกลายเป็นชุมชนเมอื งขนาดย่อม โดยเฉพาะในเขต อําเภอตาพระยา อําเภอโคกสูง อาํ เภออรญั ประเทศ
อําเภอวัฒนานคร และอําเภอเมอื ง สระแกว้ รจู้ กั การใชต้ วั อกั ษรปัลลวะ เขยี นภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ประกอบ
อาชีพ เกษตรกรรมแบบดั้งเดมิ มกี ารนบั ถอื ศาสนาพทุ ธและฮินดเู ปน็ เครือ่ งยดึ เหน่ียวจติ ใจ
๒.๓ สมยั เมืองพระนคร (พ.ศ. ๑๓๔๕ - ๑๗๖๓) สมัยเมืองพระนคร เร่ิมนบั ตงั้ แต่เม่ือพระเจ้าชยั วรมันที่ ๒
เสด็จกลบั จากชวาและสถาปนากัมพชุ เทศะด้วยการรวมเจนละบก เจนละน้�ำ เข้าด้วยกัน เปน็ เมอื งพระนคร และไดน้ ํา
เอาลทั ธิเทวราชมาใช้ ยกสถานภาพของกษตั รยิ ์ขึ้นเปน็ สมมติเทพมสี ญั ลกั ษณ์แหง่ ลัทธเิ ทวราช คอื ศวิ ลงึ ค์ กษตั ริย์
ผู้ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งในสมัยเมืองพระนคร คอื พระเจา้ สุริยวรมันท่ี ๑ พ.ศ.๑๕๕๓ - ๑๕๙๓ พระองค์นับถอื
พทุ ธศาสนานิกายมหายาน แต่ศาสนาฮนิ ดูก็ยงั คงไดร้ บั การสนับสนุนตามปกติ กษัตริยท์ สี่ ําคัญย่งิ และมอี าํ นาจโดดเด่น
อีกพระองค์หนงึ่ คือ พระเจา้ ชัยวรมนั ที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๗๖๓) เป็นผู้สรา้ งพระพทุ ธรปู ฉลองพระองค์ ช่อื ว่า
พระชยั พุทธมหานาถ และนําไปประดษิ ฐานไวต้ ามเมอื งตา่ ง ๆ ในภาคกลางของดินแดนไทย เช่น ละโว้ เพชรบรู ณ์
เปน็ ต้น เม่อื ส้ินสดุ สมัยของพระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ ประมาณ พ.ศ.๑๗๖๓ เปน็ ระยะเวลาทสี่ โขทยั ตง้ั ตวั เป็นอิสระ
ต้งั อาณาจักรขน้ึ เพราะกษตั ริยแ์ ห่งเมืองพระนครองคต์ อ่ ๆ มาไม่เขม้ แขง็ พอ ในระหว่าง พ.ศ.๑๓๔๕ - ๑๗๖๓ ซึ่งเป็น
ช่วงเวลาท่เี มืองพระนครรงุ่ เรอื ง บรเิ วณท่ีเปน็ จงั หวัดสระแกว้ ในปจั จุบันและบรเิ วณชายแดนกมั พูชาส่วนท่ตี ิดกบั
จงั หวดั สระแกว้ อยู่ในอทิ ธิพลของเมืองพระนคร ดงั ทไ่ี ดพ้ บโบราณวัตถุโบราณสถานแบบศลิ ปะเขมร ในเขต
อําเภอโคกสงู อาํ เภอตาพระยา อําเภออรญั ประเทศ และอําเภอวฒั นานครหลายแห่ง เชน่ ปราสาทสดก็ ก๊อกธม
มอี ายุประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ - ๑๗ จารกึ ทวลระลมทิม อายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ จารึกทัพเสียม
อายปุ ระมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ปราสาทหนองบอน บา้ นหอย ตาํ บลทา่ เกวียน อาํ เภอวัฒนานคร นอกจากน้ี
ยงั มีปราสาทอกี หลายแห่งที่ตัง้ อย่ใู นเขตอําเภอโคกสูง อาํ เภอตาพระยา และนอกเขตอําเภอตาพระยา ออกไปท่ี
อําเภอทมอพวก จงั หวดั บนั เตียเมียนเจย ประเทศกมั พชู า มีปราสาทบันทายฉมาร์ ปราสาทนสี้ ร้างขนึ้ ในรัชสมัยของ
พระเจา้ ชยั วรมันที่ ๗ เพือ่ เปน็ ศาสนสถานใน พุทธศาสนาลัทธมิ หายาน ปราสาทบนั ทายฉมาร์ เป็นปราสาททีต่ ้งั อยู่
ห่างจากอําเภอตาพระยา ออกไปประมาณ ๒๐ กโิ ลเมตร ดังนนั้ อาจเปน็ ไปไดว้ ่าวถิ ชี วี ติ ของคนที่อาศัยอยูใ่ นทอ้ งท่ี
อําเภอตาพระยา อำ� เภออรัญประเทศ ในอดตี มีสว่ นผกู พันกบั จารึกซ่ึงพบทป่ี ราสาทดงั กลา่ วดว้ ย หลักฐานทางดา้ น
โบราณสถานดงั กล่าวเปน็ สิง่ ยนื ยันว่าพ้ืนทจี่ ังหวัดสระแกว้ ในสมัยเมืองพระนครได้มกี ารขยายตวั เมืองและชมุ ชน
ออกไปอยา่ งกว้างขวางกวา่ ในสมัยเจนละ และมีสิง่ ที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ ในยุคต้น ๆ ของสมยั เมืองพระนคร
ยงั คงนบั ถือ ศาสนาพราหมณ์ นับถอื ลทั ธเิ ทวราช นบั ถอื ศิวลึงค์ แต่ในตอนปลายสมยั เมืองพระนคร ต้ังแต่ สมยั พระเจา้
สุริยวรมันที่ ๑ จนถงึ สมยั พระเจ้าชยั วรมันท่ี ๗ พบหลกั ฐานว่ามีการนับถือศาสนา พทุ ธนกิ ายมหายาน ขณะเดยี วกนั
พทุ ธศาสนาจากวัฒนธรรมทวารวดีทีม่ ศี ูนยก์ ลางอยูท่ ่เี มอื งศรีมโหสถได้แผข่ ยายเข้ามาทบ่ี รเิ วณจังหวดั สระแก้วใน
ปจั จุบนั ดว้ ย เพราะไดพ้ บโบราณวัตถุ เกี่ยวกบั พุทธศาสนาที่มีอายุสมัยชว่ งเดียวกันทจี่ งั หวัดสระแกว้ หลายชนิ้

หน้า 28

๒.๔ สมยั สโุ ขทัย (พ.ศ.๑๗๗๘ - ๑๘๙๓) หลังจากสมยั พระเจ้าชัยวรมนั ท่ี ๗ กําลังไพร่พลและเศรษฐกิจตกตำ่�
จนไมส่ ามารถแกไ้ ขได้ เป็นเหตใุ ห้คนพ้นื เมอื งไดแ้ ยกตัวปกครองเป็นรัฐอิสระข้นึ โดยทว่ั ไปในดินแดนของไทยก็มี เช่น
สโุ ขทัย ละโว้ ภายหลงั เม่ือศนู ยก์ ลางการปกครองที่เมอื งพระนครล่มสลาย เมืองตา่ งๆ ในเขตอาณาจกั รของขอมก็เสอื่ ม
สลายตามไปด้วย
๒.๕ สมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) อยุธยาเปน็ รัฐที่สบื ต่อจากละโว้ ซ่ึงมคี วามสมั พนั ธก์ ับละโวห้ รอื ขอม
มาก่อน เมอ่ื อยุธยามีอำ� นาจเขม้ แขง็ กไ็ ด้รวมสุโขทัยกับ สุพรรณภูมแิ ละดินแดนที่เคยอย่ใู นอํานาจ ของเมืองพระนคร
บางสว่ น ดังนนั้ พ้ืนท่สี ระแก้วจึงน่าจะอยภู่ ายใตอ้ ํานาจการปกครองของอยธุ ยาด้วยใน พ.ศ. ๒๑๓๖ หลังจากสงครามกบั
พมา่ สงบลง ทัพหลวงของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชได้ออกจากกรุงศรอี ยุธยามาทางตะวนั ออกผา่ นพิหารแดง (วิหารแดง)
บา้ นนา เมอื งนครนายก ด่านกบกระแจ (ประจันตคาม) ด่านหนมุ าน (กบนิ ทรบ์ ุรี) ด่านพระปรง (อำ� เภอเมอื งสระแกว้ )
ชอ่ งตะโก ดา่ นพระจารกึ (พระจฤต)ิ ทอี่ รัญประเทศ - ตาพระยา ตำ� บลท�ำนบ (ด่านพระจารกึ และตำ� บลท�ำนบ)
เปน็ ชอ่ื ที่ปรากฏในพงศาวดาร สมยั อยธุ ยาอยูร่ ะหวา่ งเมอื ง อรัญประเทศ และเมืองพระตะบอง
(บัตตะบอง คงเปน็ เมืองศรีโสภณปัจจบุ นั ) เมอื งโพธิสัตว์ และเมืองละแวก อน่ึง การทีพ่ ระมหากษตั ริยแ์ หง่ อยธุ ยายกทัพ
ไปทำ� สงครามกับเขมรโดยใช้ เส้นทางดงั กลา่ ว นับว่าเปน็ การสง่ เสรมิ บทบาทของดนิ แดน ซง่ึ ภายหลงั เปน็ เขตท้องที่
จงั หวัดสระแกว้
๒.๖ สมยั ธนบรุ ี (พ.ศ.๒๓๑๐ - ๒๓๒๕) สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราช ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
กรงุ ธนบุรี เมอ่ื พ.ศ.๒๓๑๐ พระมหากษัตริยแ์ หง่ กมั พูชาขณะนัน้ คือ พระนารายณ์ราชา ไมย่ อมสวามภิ กั ด์ิ สมเด็จ
พระเจา้ ตากสนิ มหาราช โปรดใหพ้ ระยาสุรสหี ์ และนักองนนไปตีเมอื งเสียมราฐ ให้พระยาอนุชิตราชาและพระยาโกษาธบิ ดี
ไปตเี มอื งพระตะบอง พ.ศ.๒๓๑๓ กัมพชู ายกทพั ไปตีหวั เมอื งชายแดนคือเมอื งทงุ่ ใหญแ่ ละจันทบุรี แตก่ ัมพูชาแตกพ่ายไป
พ.ศ. ๒๓๑๔ สมเด็จพระตากสินมหาราชไดโ้ ปรดให้เจา้ พระยาจกั รี ยกทัพไปทางบกตกี มั พูชาได้เสียมราฐ พระตะบอง
โพธิสตั ว์ ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราช และกองทพั ไปด้วยเพราะจะให้ข้ึนเปน็ กษตั ริย์ เมือ่ ทพั ไทยตไี ดเ้ มืองเปียม
ขณะทยี่ ก กไ็ ดข้ า่ ววา่ ญวนยกกาํ ลังมาช่วยกัมพูชา กองทพั ไทยจึงตอ้ งลา่ ถอยและได้เปน็ พระรามราชาปกครองเมืองกาํ ปอด
กับคนไทยอกี ๕๐๐ คน กมั พชู าใน เปน็ ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายพระนารายณ์ราชากบั ฝ่ายพระรามราชา ต่อมาพระนารายณ์ ได้
แสดงความจรงิ ใจต่อทางธนบุรี โดยยกราชสมบตั ใิ หพ้ ระรามราชา ใน พ.ศ. ๒๓๒๒ ราษฎรชาวกมั พชู ารว่ มกับขุนนางเขมร
ต้งั ตัวเป็นหวั หน้า กอ่ การจลาจลจบั พระรามราชา ปลงพระชนม์ทบ่ี ึงขยอง (หนองหอย) ใน พ.ศ.๒๓๒๔ สมเดจ็
พระเจา้ ตากสินมหาราช ยกทัพไปทกี่ ัมพชู า การศกึ คร้ังนี้ พงศาวดารกมั พชู ากลา่ วว่า กรมขุนอินทร พิทักษ์คมุ ไปทางเมอื ง
บันทายเพชร เจา้ พระยาจกั รคี ุมไปทางเมืองเสยี มราฐ และเจ้าพระยาสุรสีหค์ ุมไปทางพงสวาย ก่อนหนา้ ท่เี จา้ พระยาจกั รี
จะยกออกไปน้ัน ไดข้ อพระราชทานเอาพระยายมราช (แบน) ไปในกองทพั ด้วย โดยอ้างเหตผุ ลวา่ พระยายมราช ผนู้ ีร้ จู้ กั
ผคู้ นและท�ำเลภูมิประเทศดี ในการสงครามคร้งั น้ี พระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ กลา่ วตอ่ ไปวา่
เมื่อเจ้าฟ้าทลหะ ซึง่ ตัง้ ตวั เปน็ เจ้าฟ้า มหาอปุ ราชทราบขา่ ววา่ ไทยยกกองทพั มาปราบจงึ หนีไปตง้ั อย่ทู เี่ มอื งพนมเปญ
แล้วขอกองทพั ญวนมาช่วย กองทพั เจา้ พระยาสุรสหี ไ์ ด้ยกตามไปเมืองพนมเปญ แตย่ ังมทิ ัน ไดส้ ู้รบกนั ฝ่ายไทยตอ้ งถอยทัพ
กลบั เนอ่ื งจากเกิดจลาจลในกรงุ ธนบรุ ี คร้ันการจลาจล สงบเรยี บร้อย เจ้าพระยามหากษัตรยิ ์ศึกก็ปราบดาภิเษกขนึ้ เป็น
พระมหากษัตริยพ์ ระองค์แรก แห่งกรงุ รัตนโกสินทร์ อน่ึง ในเอกสารแหล่งโบราณคดีของกรมศิลปากรที่เก่ียวเนือ่ งกบั เส้น
ทาง เดินทพั และเสน้ ทางตดิ ตอ่ ค้าขายแลกเปล่ียนในเขตจังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา สระบรุ ี นครนายก ปราจีนบรุ ี สระแก้ว

หนา้ 29

ฉะเชงิ เทรา ชลบรุ ี ระยอง จนั ทบรุ ี ระบุวา่ มกี ารใช้เส้นทางเดนิ ทพั ผา่ นทางภาคตะวันออก โดยใช้เสน้ ทางจากกรุงเก่า
บ่อโพรง พระแก้ว พิหารแดง บา้ นนา เมืองนครนายก เมอื งปราจีนบรุ ี เมืองใหม่ ดา่ นหนุมาน ช่องตะโก ดา่ นพระปรง
ยางเกา้ ตน้ หนองสะโมง่ ด่านพระจาฤก ดงั น้ัน จงึ เป็นเหตผุ ลท่เี ช่ือได้วา่ กองทพั ของเจ้าพระยาจกั รีได้ยกทพั ผา่ นดินแดน
ทเ่ี ป็นเขตอำ� เภอเมอื งสระแกว้ และหยุดพกั ทีส่ ระแก้ว - สระขวัญ ซึง่ อยใู่ น เขตเทศบาลเมืองสระแกว้ ในยุคปัจจบุ ัน
ตามความเช่อื ถือของชาวสระแกว้
๒.๗ สมยั รัตนโกสนิ ทร์
๒.๗.๑ การพัฒนาเมืองในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๕๒)
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช มีเหตกุ ารณท์ ่ีมีผลต่อการพฒั นาเมือง
สระแก้วท่ีส�ำคญั ๆ อยู่ ๓ ประการด้วยกัน ประการแรก ได้เลอ่ื นเจา้ พระยายมราชข้ึนเปน็ เจา้ พระยาอภยั ภูเบศร์ และ
สง่ ไปสําเร็จราชการมณฑลเขมรส่วนใน คือ เสียมราฐ พระตะบอง และให้ขึ้นตรงต่อกรงุ เทพฯ ประการที่ ๒ ไดเ้ ลอ่ื น
และแต่งต้ังนักองเอง โอรสของสมเด็จพระนารายณร์ าชา (อดีตกษัตริย์ - กัมพูชา) เป็นสมเดจ็ พระนารายณร์ ามาธบิ ดไี ป
ปกครองกมั พชู า ยกเวน้ เสียมราฐ พระตะบอง ในฐานะประเทศราชของไทย และประการท่ี ๓ สนับสนนุ ให้องเชยี งสอื
ไปปกครองเมืองญวนท่ไี ซง่อน ยคุ นี้เป็นยคุ ปลอดสงครามทางภาคตะวันออก และปราจีนบรุ กี ย็ ังมีฐานะเป็นหัวเมอื งชนั้ ใน
เหมือนเมื่อครัง้ สมยั กรุงศรีอยธุ ยาจงึ ทําใหก้ ารพัฒนาบ้านเมืองเป็นไปอย่างสนั ตสิ ขุ ตลอดรัชกาล
๒.๗.๒ การพฒั นาเมืองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๗)
ในรชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย เมอื่ นักองจัน หรือพระอภยั ราช (โอรสของพระองค์เอง)
ขนึ้ ครองราชย์เปน็ กษตั รยิ ก์ ัมพูชา กเ็ รมิ่ มคี วาม แตกแยกภายในกัมพูชา เพราะขุนนางแตกแยกออกเปน็ ๒ ฝา่ ย ฝ่ายหน่งึ
นิยมไทย อีกฝ่าย หนง่ึ นยิ มญวน ขณะเดยี วกันกมั พูชาได้สง่ กาํ ลงั มาตีพระตะบอง แตไ่ ทยยังป้องกนั ไว้ได้ทำ� ให้แนว
ชายแดนไทยกัมพูชาเกดิ ความไม่สงบขึน้
๒.๗.๓ การพัฒนาเมืองในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔)
ในรัชกาลนีพ้ ระองคไ์ ดท้ รงจัดการบ้านเมืองโดยเฉพาะหัวเมอื งมหาดไทย ซึ่งขณะนนั้ ดนิ แดนซง่ึ เปน็ จงั หวดั
สระแกว้ ยงั คงเป็นส่วนหนงึ่ ของปราจนี บุรี ไดร้ บั การยกฐานะขน้ึ เป็นเมอื งใน พ.ศ.๒๓๙๓ ดงั น้ี
ยกดา่ นหนุมาน ขึ้นเป็นเมอื งกบนิ ทร์บรุ ี
ยกบ้านหินแร่ ข้ึนเป็นเมอื งอรัญประเทศ
ยกบ้านแขยก ข้นึ เป็นเมืองวัฒนานคร
ยกบา้ นสวาย ข้นึ เป็นเมอื งศรีโสภณ
ส�ำหรบั ดนิ แดนซ่งึ เป็นพนื้ ทีจ่ งั หวดั สระแกว้ ในยุคนีท้ ีไ่ ดร้ ับการยกฐานะข้นึ เป็นเมืองในรัชกาลน้ี คือ
เมืองอรัญประเทศ เมืองวฒั นานคร ส่วนพื้นทซ่ี ่งึ ปัจจุบนั เมอื งสระแก้ว ในรชั กาลนยี้ งั คงใช้ชอ่ื ด่านพระปรงข้นึ อยกู่ บั
เมอื งกบนิ ทร์บรุ ี ในรัชกาลนี้นกั องดว้ งราชโอรสของนกั องเองอกี พระองค์หนง่ึ ได้ขึ้นเปน็ กษัตริยข์ องกมั พชู า ระยะนี้
ความนิยมไทยญวนของกัมพูชามมี าก พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ ัวจึงได้โอนออ่ นให้นักองด้วงส่งเครอ่ื ง
บรรณาการไปใหญ้ วนได้นอกจาก ต้องส่งใหก้ ับไทย ด้วยเหตนุ ้ีเองทท่ี าํ ให้ญวนอ้างสทิ ธิเหนือกมั พชู าในรัชกาลตอ่ มา

หนา้ 30

๒.๗.๔ การพฒั นาเมอื งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว (พ.ศ.๒๓๙๔-๒๔๑๑)
ในรัชกาลนตี้ รงกบั ยคุ ของพระเจ้านโปเลยี นท่ี ๓ แห่งฝรงั่ เศส และ ตรงกบั สมัยของพระเจา้ นโรดมแหง่ กมั พูชา
ในยคุ ฝรง่ั เศสอา้ งสิทธิในการปกครองกมั พูชา แทนไทย โดยอ้างว่าเมอ่ื ฝร่ังเศสมีอ�ำนาจการปกครองญวน ก็ต้องมี
อํานาจปกครองกัมพชู าด้วย เพราะญวนมีอาํ นาจปกครองกัมพูชา เพราะเหตุน้ี กมั พชู าสว่ นหนึง่ จึงตกอยู่ภายใตก้ าร
ปกครองของฝรั่งเศส ยกเวน้ พระตะบอง เสยี มราฐ ศรีโสภณ และเมืองปราจีนบรุ ียังคงเป็นหัวเมืองชัน้ ในตามเดิม
๒.๗.๕ การพฒั นาเมอื งในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓
การพฒั นาเมอื งในรชั กาลน้ี เขตพนื้ ทข่ี องจังหวัดสระแก้ว ซึง่ ข้ึนกบั มณฑลปราจีนบุรี พฒั นาไปอยา่ งมาก
เชน่ พ.ศ.๒๔๑๒ ไดม้ กี ารระดมพลจากเมืองต่างๆ มาช่วยทำ� อฐิ เพื่อก่อสร้าง ปอ้ มปราการเมอื งปราจนี โดยเฉพาะ
ให้เกณฑ์คนจากเมืองสุรินทร์ ขุขันธ์ สงั ขะ ศรสี ะเกษ เดชอดุ ม ไปทําอิฐสร้างกาํ แพง นอกจากน้ียังได้เกณฑ์มอญ
บา้ นสามโคก เมืองปทมุ ธานี มาต้ังท�ำเตาเผาอฐิ และสามารถสร้างกําแพงเมอื งปราจีนบรุ ี เสร็จใน พ.ศ.๒๔๑๕
พ.ศ.๒๔๓๕ มณฑลปราจนี บุรี ประกอบดว้ ย เมอื งปราจนี บรุ ี เมืองนครนายก เมืองพนมสารคาม
เมืองฉะเชงิ เทรา ตั้งท่วี ่าการมณฑล ณ เมอื งปราจีนบุรี
พ.ศ.๒๔๓๖ ในชว่ งที่เกดิ กรณพี ิพาทระหว่างไทยกับฝรัง่ เศส เทศาภิบาล มณฑลปราจีนบุรี ไดจ้ ัดสง่ กาํ ลงั
และเครื่องยุทธภณั ฑ์ ไปยงั มณฑลชายแดนตะวันออกไดอ้ ยา่ ง เข้มแข็ง รวดเรว็ กว่าคนทง้ั หลายคาดการณ์
การแบง่ ท้องท่กี ารปกครองในเมืองปราจีนบุรีได้แบง่ เขตการปกครองออก เปน็ ๓ ภาค
ภาคท่ี ๑ มีอาณาเขตจากบา้ นทา่ ประชุม (ศรีมหาโพธ)์ิ ขึ้นไปถึงบ้านเขาฉกรรจ์ วงั หอก (สระแกว้ )
ใหห้ ลวงจา่ เมอื ง (อ�่ำ) เป็นผปู้ กครอง เรยี กว่า เจ้ากรมหริรักษ์ท่ี ๑
ภาคที่ ๒ มีอาณาเขตในเมอื งปราจีนบุรีให้หลวงบาํ รุงรัฐนกิ ร (บุศย์ อเนก บณุ ย์) เปน็ ผ้ปู กครอง เรยี กวา่
เจา้ กรมหริรักษท์ ่ี ๒
ภาคท่ี ๓ มีอาณาเขตต้งั แตค่ ลองยางพวงถงึ บ้านบางแตน (บา้ นสรา้ ง) ใหห้ ลวงนครบรุ ี (เดช) เป็นผปู้ กครอง
เรียกว่า เจ้ากรมหรริ ักษท์ ี่ ๓
พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้โอนเมอื งชลบุรี พนัสนิคม และบางละมุง มาอยู่ในเขต ปกครองของมณฑลปราจนี บุรี
พ.ศ. ๒๕๔๑ ไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองใหม่ ให้ยกเล็กช่ือเจ้า กรมแขวง เปลี่ยนเปน็ นายอําเภอ
พร้อมกับใหน้ ายอ�ำเภอแต่ละอําเภอแยกยา้ ยกันไปทํางานประจาํ อยทู่ วี่ ่าการอาํ เภอน้ัน ๆ
พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้ยุบอำ� เภอหาดทราย รวมกบั อําเภอเมืองกบินทร์ และให้ หลวงกาํ แพงมหึมาไปเปน็ (เขียน)
นายอาํ เภอ พร้อมทงั้ ให้จัดตงั้ ด่านสระแก้ว เมือง วฒั นานคร เมืองอรญั ประเทศ โดยให้เป็นก่ิง อ�ำเภอขน้ึ ตรงตอ่
อาํ เภอกบนิ ทรบ์ รุ ี
พ.ศ. ๒๔๔๖ เมอื งปราจนี บรุ ีแบ่งการปกครองออกเป็น ๕ อำ� เภอ กบั ๓ สาขาอาํ เภอ คอื
๑. อำ� เภอเมอื ง
๒. อ�ำเภอบ้านสร้าง
๓. อำ� เภอศรีมหาโพธิ์ แยกสาขาอําเภออีก ๑ สาขา คือ ท่าประชุม
๔.อำ� เภอกบินทรบ์ ุรี แยกสาขาอาํ เภออีก ๒ สาขา คอื วัฒนานคร และ สระแกว้
๕. อ�ำเภอประจนั ตคาม

หนา้ 31

พ.ศ. ๒๔๔๗ ไดป้ ระกาศเลกิ ทาส โดยเฉพาะในเขตมณฑลบรู พา ไดแ้ ก่ พระตะบอง เสยี มราฐ พนมศกศรโี สภณ
จากการประกาศเลกิ ทาสทำ� ใหบ้ ทบาทฐานะ ของประชาชนเปลย่ี นแปลงไปจากเดิม เม่ือระบบขา้ ทาส ข่า ส่วย ไดเ้ รม่ิ
หายไป การเกณฑแ์ รงงานไปทํางานหลวงต่างๆ ก็ซบเซาไปด้วย
พ.ศ. ๒๔๔๙ ไทยต้องทำ� สญั ญายกเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรโี สภณ ให้ฝรัง่ เศส เมอ่ื วนั ท่ี ๒๓ มนี าคม
พ.ศ.๒๔๔๙
พ.ศ.๒๔๕๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ดั ทางรถไฟสายตะวนั ออก เป็นทางขนาดกว้าง๑.๔๓๕ เมตร
ถึงแปดรวิ้ (ฉะเชงิ เทรา) ระยะทาง ๖๑ กโิ ลเมตร เปดิ การเดินรถ เม่อื วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐
๒.๗.๖ การพัฒนาเมืองในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (พ.ศ. (๒๔๕๓-๒๔๖๔)
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้ เปลยี่ นแปลงทางรถไฟเปน็ ทางกว้าง ๑ เมตร
แล้วสรา้ งทางรถไฟตอ่ จากฉะเชิงเทราไป เชื่อมกบั ทางรถไฟกัมพูชาท่ดี ่านคลองลึก อ�ำเภออรัญประเทศ การก่อสร้างได้
รับความรว่ มมอื จากหน่วยทหารชา่ งในการวางรางจากฉะเชิงเทราถงึ ปราจนี บุรี ต่อจากน้นั กรมรถไฟไดด้ ําเนนิ การ
ก่อสรา้ งเอง และได้เปิดการเดนิ รถจากฉะเชิงเทราถงึ กบนิ ทรบ์ ุรี ระยะทาง ๑๐๐ กโิ ลเมตร เมือ่ วันที่ ๑ มกราคม
พ.ศ. ๒๔๖๗ และเปดิ การเดนิ รถ จากกบนิ ทรบ์ ุรถี ึงสถานี อรญั ประเทศ ระยะทาง ๙๔ กิโลเมตร ในวนั ที่ ๘ พฤศจกิ ายน
พ.ศ. ๒๔๖๙ ในสมัยรชั กาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั
๒.๗.๗ การพฒั นาเมืองในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (พ.ศ.๒๔๕๓ - ๒๔๖๘)
ตามพระราชบัญญตั วิ ่าดว้ ยระเบยี บบรหิ ารราช พ.ศ. ๒๔๗๖ กําหนดใหม้ ตี ําแหน่งผวู้ ่าราชการจงั หวัดแทน
ข้าหลวงประจําจงั หวดั เทศาภบิ าลปราจนี บุรีถูกยกเลิกไป และฐานะของเมืองปราจีนบรุ ีกลายเปน็ ตงั้ แต่นนั้ มา ในสว่ น
พืน้ ที่จังหวัดสระแก้ว อรัญประเทศได้รบั การยกฐานะผ้ขู ุนเหย้ี มใจหาญ เปน็ นายอาํ เภอ และยบุ วฒั นานครเป็นก่ิงอาํ เภอ
ขนึ้ อยู่ สว่ นสระแก้วยงั คงเปน็ ก่ิงอาํ เภอขึ้นอยกู่ ับอําเภอกบินทร์บุรี จงั หวัดปราจนี บรุ ี
๒.๗.๘ การพัฒนาเมอื งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจา้ อานันทมหิดล (พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙)
ใน พ.ศ.๒๔๘๔ ไดเ้ กิดสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ หรอื ท่ีเรียก มหาเอเชยี บรู พา ในเขตพน้ื ท่ซี ึ่งภายหลงั เป็นจังหวดั
สระแกว้ ไดม้ ีส่วนเก่ยี วข้องกบั สงครามครงั้ น้นั โดยในวันท่ี ๗ ธนั วาคม พ.ศ.๒๔๘๔ญ่ปี ่นุ ได้ยกกองทพั (กองทพั ที่ ๑๕)
เคลื่อนทัพ โดยรถยนต์เข้าส่ไู ทย ทางด้านอาํ เภออรญั ประเทศ ใชเ้ สน้ ทาง ศรโี สภณ-อรญั ประเทศ-วฒั นานคร-สระแกว้ -
กบนิ ทรบ์ รุ ี-เมอื งปราจนี บุรีเขา้ สกู่ รุงเทพฯ ในการยกทัพของญี่ปุน่ คร้งั นี้ ไดใ้ ชเ้ ครอ่ื งบินขบั ไล่ ๑๑ เครือ่ ง เครอื่ งบนิ
ทงิ้ ระเบดิ ๒ เครอ่ื ง เข้าโจมตสี นามบนิ วฒั นานคร ซ่ึงมฝี ูงบนิ ท่ี ๔๓ ประจําอยู่ ทาํ ให้นักบนิ ไทยเสยี ชวี ติ ๓ คน คอื
เรืออากาศเอกไชย สุนทรสิงห์ เรอื อากาศเอกชนิ จริ ะมณี และเรอื อากาศตรสี นิท โพธิเวชกุล อนง่ึ ในสงครามมหา
เอเชยี บรู พา เม่ือ พ.ศ. ๒๔๘๔ ไทยได้เรียกร้อง เอาดินแดนมณฑลบรู พา คอื เสยี มราฐ พระตะบอง ศรโี สภณ กลบั คืน
มาไดอ้ ีกครงั้ เหตุการณ์ ดังกลา่ ว นายควง อภยั วงศ์ เป็นประธานรบั มอบแผ่นดินมณฑลบูรพาคืน ได้กลา่ วคาํ ปราศรัย
อำ� ลารัฐบาลเมอื่ วนั ท่ี ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ว่า เมอ่ื ๓๔ ปมี าแลว้ ทา่ นบิดาของกระผม เจ้าพระยาอภัยภเู บศร์
ได้เปน็ ผอู้ ัญเชญิ ธงไทยกลับสปู่ ระเทศไทยด้วยอาการนองนำ�้ ตา และในวาระน้กี ระผมผเู้ ปน็ บตุ ร ได้มีโอกาสเชิญธงไทย
กลบั ไปส่ถู นิ่ เดมิ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามเมอ่ื เสร็จสิ้นสงคราม ฝร่งั เศสเป็นผูช้ นะสงคราม ไทยจึงตอ้ งคนื ดนิ แดนมณฑลบูรพา
กลบั ไปให้ฝรง่ั เศสอีกคร้ังหนึง่ ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๙ และจงั หวดั สระแก้วกม็ พี ืน้ ทเี่ ปน็ จงั หวัดชายแดน
อย่างถาวรตงั้ แตน่ ้นั มา

หนา้ 32

๒.๗.๙ การพฒั นาเมอื งสระแก้วในยคุ ปัจจุบัน
ตามพระราชบญั ญตั ิตั้งจังหวดั สระแก้ว พ.ศ.๒๕๓๖ ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๑๑๐
ตอนที่ ๑๒๕ หน้า ๑-๓ ลงวนั ที่ ๒ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ในมาตรา ๓ ใหแ้ ยกอ�ำเภอสระแกว้ อําเภอคลองหาด
อาํ เภอตาพระยา อําเภอวงั น�้ำเยน็ อาํ เภอวัฒนานคร และอําเภออรัญประเทศ ออกจาก การปกครองของจังหวดั
ปราจีนบุรี รวมต้งั ขึ้นเปน็ จังหวัดสระแก้ว และมเี ขตทอ้ งทตี่ ามท่อี �ำเภอ ดังกลา่ วมอี ยใู่ นวนั ที่พระราชบัญญตั ินีใ้ ชบ้ ังคับ
และตามมาตรา ๔ ให้เปลยี่ นชอ่ื อ�ำเภอ สระแก้ว เปน็ อ�ำเภอเมืองสระแกว้ จงั หวัดสระแก้วมีพน้ื ที่ในเขตปกครอง
ประมาณ ๗,๑๙๕ ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ ๔,๔๙๖,๙๖๑ ไร่ เป็นจังหวัดท่ีประชาชนคนไทยและต่างประเทศ
ควรให้ความสนใจเปน็ อย่างย่งิ เพราะจงั หวดั สระแกว้ เป็นจงั หวดั ท่มี ลี ักษณะพิเศษ ซงึ่ มไี มม่ ากนกั ใน ประเทศไทย
คอื มคี วามอดุ มสมบรู ณท์ างดา้ นเกษตรกรรม เปน็ เมอื งทม่ี กี ารค้าชายแดน และเป็นประตสู อู่ ินโดจีนในภาคตะวันออก
นอกจากน้ยี งั เปน็ เมืองท่องเท่ยี วในด้านประวตั ิศาสตร์ และธรรมชาตสิ ิ่งแวดล้อม
สระแกว้ เมืองเกษตรกรรม ผลิตผลทางเกษตรจากจงั หวัดสระแก้ว มที งั้ ประเภทพชื ผัก ผลไม้ และพืช
เศรษฐกิจ ประเภทผลไม้ เช่น แคนตาลปู เปน็ ผลไม้ขึ้นช่อื ของอ�ำเภออรญั ประเทศและมีการจดั งานแคนตาลูปประจำ� ปี
ทุกปี ชมพ่เู ป็นผลไมข้ ้ึนชอ่ื ของอ�ำเภอคลองหาดและมกี ารจดั งานชมพหู่ วานประจำ� ปที กุ ปี ประเภทพชื เศรษฐกิจ เช่น
ขา้ ว ข้าวโพด มนั ส�ำปะหลงั อ้อย ล�ำไย ฝ้าย ฯลฯ
สระแก้วประตกู ารค้าสอู่ ินโดจีน ปจั จุบันสระแกว้ เป็นยา่ นการค้าชายแดน ระหวา่ งไทยกบั กัมพชู ามดี ่านถาวร
คลองลึก-ปอยเปต ทีอ่ าํ เภออรัญประเทศ มีตลาด โรงเกลอื เป็นตลาดการค้าชายแดนทใ่ี หญ่โตมโหฬารแหง่ หน่งึ ของ
ประเทศ นอกจากนยี้ ังมี จดุ ผอ่ นปรนบ้านหนองปรอื บ้านมาลยั ท่อี ำ� เภออรญั ประเทศ จุดผอ่ นปรนบ้านเขาดิน -
บา้ นกโิ ล ๓ ทอี่ ําเภอคลองหาด และจุดผ่อนปรนบ้านตาพระยา-บ้านบงึ ตากวน ท่อี าํ เภอตาพระยา การค้าชายแดน
ทจ่ี ังหวัดสระแกว้ เป็นการค้าท่ีไทยไดด้ ลุ การค้าประมาณปีละ ๔ พนั ลา้ นบาท นอกจากน้ี ศักยภาพของจงั หวดั
ท้ังด้านคมนาคม ทง้ั สภาพทตี่ งั้ ลว้ นเอ้อื ต่อการเปิดประตู ส่อู ินโดจนี โดยเฉพาะเสน้ ทางการคา้ คอื
อำ� เภออรญั ประเทศ จังหวดั บนั เตียเมยี นเจยพนมเปญ ในกมั พชู า ไปจนถึงโฮจมิ นิ หซ์ ติ ขี้ องเวียดนาม
สระแก้วเมอื งทอ่ งเท่ยี ว สระแกว้ เป็นแหล่งโบราณวตั ถุ โบราณสถาน มา แตโ่ บราณกาล นอกจากนี้ ยงั เปน็
แหลง่ ประวตั ศิ าสตร์ มสี ถานที่ท่องเทีย่ วทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ อาทิ สระแก้ว สระขวัญ ถ�ำ้ เขาสามสิบ สวนรุกขชาตเิ ขา
ฉกรรจ์ นำ�้ ตกเขาสบิ ห้าช้นั ถ�ำ้ น�้ำ เขาตางอก อุทยานแหง่ ชาตติ าพระยา เขอื่ นห้วยยาง ที่อำ� เภอตาพระยา ศูนย์เพาะ
เลยี้ งสัตวป์ ่า ช่องกล�่ำบน นำ้� ตกทา่ กระบาก นำ้� ตกทพั เทวา ทีอ่ าํ เภอวฒั นานคร น�ำ้ ตกและอุทยานแห่งชาติ ปางสีดา
ที่อาํ เภอเมืองสระแกว้ ขณะน้ีสระแกว้ เปน็ เมืองนา่ อย่ผู ู้คนน่ารกั เพราะมีเอกลกั ษณ์ เฉพาะของจงั หวัดในดา้ น
วฒั นธรรม
สระแกว้ เมอื งแหง่ วัฒนธรรม ประชากรของจังหวดั สระแก้วเป็นคน สญั ชาตไิ ทยแตห่ ลากหลาย เชือ้ สาย
เช่น คนไทย คนไทยอสี าน คนไทยย้อ คนไทยเชือ้ สาย เขมร คนไทยเชือ้ สายเวยี ดนาม คนไทยเชื้อสายจีน ดงั นน้ั
วฒั นธรรมประเพณใี นภาพรวม จงึ หาดูไดย้ าก ถงึ แมว้ า่ จะมหี ลายเชอ้ื ชาติ หลายประเพณีวฒั นธรรม แต่คนสระแกว้
ในหมู่บา้ น ต�ำบล อาํ เภอ กอ็ ยดู่ ว้ ยกันอยา่ งสนั ตสิ ุข มคี ณุ ภาพชวี ติ ทีด่ ี

หน้า 33

สระแกว้ เมอื งชายแดน จังหวัดสระแกว้ มแี นวชายแดนตดิ ตอ่ กบั กมั พชู า ได้มกี ารแบง่ เขตแดนระหวา่ งไทยกบั
กมั พูชา โดยใชส้ ญั ญาว่าด้วยการปกั ปันเขตแดนระหวา่ ง ไทยกับฝรง่ั เศส ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ (ร.ศ.๑๒๕)
การประชุมเพ่ือ ปกั ปนั เขตแดนและปักหลักเขตเพอื่ เปน็ เคร่ืองหมายสำ� คญั ระหว่างคณะกรรมการทงั้ สองฝ่าย โดยหลัก
เขตท่ี ๑ ซ่งึ ตรงชอ่ งสงำ� ดา้ นตรงขา้ มจงั หวัดศรสี ะเกษ จนถึงหลกั เขตท่ี ๒๕ ให้ถอื ตามสนั ปันน�้ำของทิวเขาพนมดงรกั
เปน็ เส้นเขตแดน จากหลักเขตท่ี ๒๘ แนวพรมแดนจะหัก ลงไปตามลาํ หว้ ยปะอาวและหว้ ยโอเซ (คลองแผง) จนถงึ หลกั
เขตท่ี ๓๓ รวมความยาว ๒๗ กโิ ลเมตร ซง่ึ เนิน ๔๔ จะอยูร่ ะหวา่ งหลักเขตที่ ๓๑ กับ ๓๒ ที่ตอ้ งใช้หว้ ยโอเซเป็นเส้น
เขตแดน (เนนิ ๕๔ อยทู่ างทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ บา้ นแสง อ�ำเภอตาพระยา จดุ ยทุ ธศาสตรอ์ ีกจดุ หน่งึ คือ
ยอดเขาพนมปะ (อยู่ทางทศิ ตะวันออกบา้ นแก้วเพชรพลอย อําเภอตาพระยา) เปน็ ทต่ี ั้ง หลกั เขตที่ ๓๔ และยอดเขา
พนมฉัตร เป็นหลักเขตที่ ๔๐ ลากเสน้ ตรงจากหลกั เขตที่ ๓๘ - ๔๐ แบง่ ครึ่งระยะทางจะเปน็ หลักเขตท่ี ๒๙ และถ้าลาก
จากหลกั เขตในแนวมมุ อาซิมุท ๒๙ องศา ระยะทาง ๒.๘ กโิ ลเมตร จะเปน็ หลักเขตที่ ๓๗ หลักเขตท่ี ๓๘ อยใู่ นท้องทกี่ ง่ิ
อาํ เภอโคกสูง หลกั เขตที่ ๕๔, ๕๐, ๕๑ อย่ใู นเขตอ�ำเภออรญั ประเทศ สว่ นในเขตอาํ เภอคลองหาด แนวพรมแดนไปตาม
ตน้ นำ้� คลองดา่ นแลว้ ตอ่ ขน้ึ ไปสนั เขาและวกกลับขา้ มเขา้ ไปลงซอง อีกด้านหนง่ึ ซึ่งเปน็ ต้นน�้ำของคลองน้�ำใส
เนือ่ งจากสระแกว้ เป็นจงั หวดั ชายแดนจงึ ไดม้ ีการจดั ระเบยี บพนื้ ทีช่ ายแดน ด้านการจดั ตงั้ ทีต่ รวจการณ์ จดุ เฝ้า
ตรวจด่านตรวจ จดุ ตา้ นทาน และเสน้ ทางยุทธศาสตร์ โดยกองกาํ ลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้ตัง้ จุดตรวจตามแนวชายแดน
จํานวน ๑๑๓ จดุ จัดตั้งด่าน ตรวจ ๓๓ ด่าน และไดด้ ําเนินการกอ่ สรา้ งเส้นทางเพ่ือความม่นั คงในพน้ื ท่ี ๔ เส้นทาง คือ
ถนนศรเี พญ็ เป็นถนนเลียบแนวชายแดน ถนนสายบ้านทับพริก - เขาตาง๊อก อำ� เภอคลองหาด
ถนนสายบ้านใหม่ ปากฮ่อง - ปลายแหลมหนองเอยี น - บา้ นโคกสะแบง อำ� เภออรัญประเทศ
ถนนบ้านสนั ลอชงัน - ชอ่ งเขาตากิ๋ว อำ� เภอตาพระยา
ทางด้านการพฒั นาความมัน่ คง ไดใ้ ช้แนวความคดิ ในการใชร้ ะบบการตอ่ สู้ เบ็ดเสร็จ จึงไดด้ �ำเนนิ การจัดต้งั
หมู่บ้านป้องกันตนเองตามแนวชายแดน ตงั้ แตด่ ้านเหนอื สดุ ของอาํ เภอตาพระยา จนถงึ สว่ นใต้สุดของอำ� เภอคลองหาด
และโครงการทบั ทิมสยาม
๓. เหตุการณ์ส�ำคัญ
จงั หวัดสระแกว้ เปน็ พืน้ ท่ที ีม่ ปี ระวตั ศิ าสตร์ผ่านมาหลายยคุ หลายสมัยแต่โบราณกาล เหตุการณ์ในแตล่ ะยคุ
ก็เกดิ ขน้ึ เสมอ ถ้าไมน่ ับโบราณวตั ถุ โบราณสถานทีเ่ ปน็ ประจกั ษพ์ ยาน ให้เห็นได้โดยรูปธรรม กย็ งั มีเหตุการณส์ ำ� คัญ
ทีต่ อ้ งจารึกไว้ใหค้ นสระแกว้ รนุ่ หลังไดร้ บั ทราบคือ
- ในสมยั อยธุ ยาจงั หวัดสระแกว้ เปน็ เสน้ ทางเดินทัพผา่ นของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
- สระแกว้ - สระขวัญ กลายเป็นแหลง่ ประวัตศิ าสตร์ สืบเนอื่ งจากที่พระบาท สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก
มหาราช เมือ่ ครงั้ ทรงดำ� รงต�ำแหนง่ เปน็ เจ้าพระยาจักรี พรอ้ มกับบุตรชาย (พระบาทสมเดจ็ พระพุทธ - เลิศหล้านภาลยั
ได้มาพกั แรมและใช้น�้ำสระแหง่ นี้ ขณะที่ยกทพั ไปเสียมราฐ ต่อมาภายหลงั ได้มีการนาํ น�้ำจากสระแหง่ น้ไี ปใช้ใน
พระราชพธิ ีสําคญั ของไทยตลอดมา
- เมอื่ วนั ที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ญี่ป่นุ ทง้ิ ระเบดิ ที่สนามบินวฒั นานครท�ำให้ เรอื อากาศเอกไชย สนุ ทรสิงห์
เรืออากาศเอกชน จิระมณี และเรอื อากาศตรสี นทิ โพธิเวชกลุ นักบนิ แห่งกองทัพอากาศไทย เสียชวี ิต

หน้า 34

- เมือ่ วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ราษฎรชายแดนไทยทบ่ี ้านนอ้ ย ป่าไร่ กกดัด หนองตอ
อรัญประเทศ ถูกเขมรแดงเข้าโจมตี ตอ้ งสงั เวยชวี ติ และบ้านเรอื นถูก เผาผลาญ เพราะสงครามกลางเมอื งของกมั พูชา
ตอ่ มาในวนั ท่ี ๒๐ กรกฎาคม ปเี ดียวกัน ทหารไทยต้องเสยี ชวี ติ ขณะออกลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยจากเขมร
แดง ณ สถานที่เดียวกนั
- พ.ศ.๒๕๒๐ - ๒๕๓๖ ไดม้ กี ารเปิดศูนย์อพยพรบั ชาวเขมรอพยพตามแนว ชายแดน ๓ ศนู ย์ คอื ศูนยเ์ อ ๔๒๖๔
บริเวณเชงิ เขาบรรทัดดา้ นเหนอื อ�ำเภอตาพระยา ศนู ยเ์ อ ๔๘๒๖ เขาอดี ่าง บริเวณด้านใตข้ องอาํ เภอตาพระยา และ
ศูนย์ ทวี ี ๑๑๗๒ บริเวณ ปลายเขาตาง๊อก ต�ำบลคลองไก่เถอ่ื น อําเภอคลองหาด
- พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้จัดตั้งกองกาํ ลังบรู พาขึน้ เพ่อื ปกปักษ์รกั ษาเอกราชไทยตาม แนวชายแดน โดยไดพ้ ัฒนามาจาก
ชุดควบคมุ ทไี่ ด้จดั ต้งั ขึ้นเมือ่ พ.ศ. ๒๕๒๑
- วนั ที่ ๑๒-๒๙ มิถนุ ายน พ.ศ.๒๕๓๑ ประชาชนชาวเขมร และทหารเขมร ๓ ฝา่ ย ไดเ้ ขา้ มาตัง้ กองกําลังรกั ชาติ
(กรช ) โดยการนาํ ของเจา้ นโรดมสีหนุ นายซอน ซาน และนายพอล พต มผี ลทำ� ให้พน้ื ท่ีในเขตหมูบ่ ้านน้อยปา่ ไร่
บา้ นหนองเอียน บ้านคลองนำ้� ใส บ้านโนนสาวเอ้ บา้ นสแี่ ยกทนั ใจ บ้านทบั พรกิ ในเขตของจงั หวัดสระแกว้ ประสบภยั
จากกบั ระเบิด กระสนุ ปืนใหญ่ที่ฝา่ ยเวยี ดนามเฮงสัมรนิ ยิงเข้ามา
กลา่ วโดยสรปุ การพัฒนาสังคมทเ่ี ห็นไดช้ ดั กค็ อื ปรากฏการณท์ ี่เกดิ จากชีวติ ประจ�ำวนั ของมนษุ ยเ์ มือ่ เดมิ อยู่กนั
เป็นครอบครัว ขยายเป็นเผ่า เปน็ หมบู่ ้าน เปน็ เมอื งตามลาํ ดับ บรรดาสรรพสิ่งที่เกดิ มาควบคกู่ บั ชวี ิตประจำ� วันของมนุษย์
เครื่องมอื เครื่องใช้ในการหาอาหารเพื่อดํารงชีวิต ทจ่ี ังหวัดสระแกว้ ในพ้นื ทเี่ ขตบา้ นโคกมะกอก อาํ เภอเขาฉกรรจ์ ไดม้ ี
การคน้ พบ ขวาน จอบ อาวธุ ปลายแหลม ขันตักนำ�้ ตอ่ มาเมอ่ื สงั คมขยายตัวขึ้นเป็นเผา่ เปน็ หม่บู ้าน ก็มีการสร้างทีอ่ ยู่
อาศยั ดังได้มกี ารคน้ พบร่องรอยการสร้างชุมชนเพอ่ื เปน็ ท่ีอยู่อาศยั หลายแหง่ ทั้งท่อี รญั ประเทศ ตาพระยา วัฒนานคร
ฯลฯ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ต่อมา คือ ความเชื่อถอื เชือ่ เพอื่ คณุ ภาพชีวิต มีตั้งแตเ่ ชื่อผสี าง เชือ่ เทวดา ตอ่ มาก็เชือ่ ใน
ศาสนา และเม่ือสงั คมเติบโตมากขนึ้ มีการอย่รู วมกนั มากขึ้น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ จะออกมาในรูปของประเพณี
วัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมการแต่งกาย ซง่ึ ได้มีการพบ ลกู ปดั สตี า่ งๆ ก�ำไล กระพรวน ที่อําเภอเขาฉกรรจ์ และ
อําเภอเมอื งสระแกว้ เปน็ หลักฐานยืนยัน อกี ประการหนงึ่ อนั เปน็ ผลมาจากวฒั นธรรม เมือ่ คนมาอย่รู ่วมกันมากขน้ึ
อย่ไู ปนาน ๆ ก็ เกิดความรกั ที่อยู่ ติดพ้ืนที่ รักแผน่ ดิน รกั ญาติพน่ี ้อง เผา่ พันธุ์ และตอ้ งการความ ปลอดภยั ในชีวิตและ
ทรพั ยส์ ิน ดงั น้ัน เมือ่ ยามเกดิ ศึกสงคราม กจ็ ะมีกลมุ่ ชนท่ีแสดงออกถงึ ความรกั ชาติ ซ่งึ เราไดพ้ บเห็นมาแลว้ ในอดีต
เชน่ ชาวบ้านบางระจนั ทา้ วเทพกษตั รยิ ์ตรี ท้าวศรีสนุ ทร และท้าวสรุ นารี ในจงั หวัดสระแก้วได้เกิดชมรมชาวชายแดน
ขึน้ ท่ีอำ� เภอ อรัญประเทศ โดยภาคเอกชน เม่ือ พ.ศ. ๒๕๓๐ ชมรมนเี้ กิดขึ้นเพือ่ แกไ้ ขปญั หาภัยคุกคามจาก เขมรแดง
เพ่ือเปน็ พลงั ต่อสู้ศตั รทู งั้ ภายนอกภายใน เพ่อื ช่วยเหลอื ซึง่ กันและกัน และสรา้ งสรรค์ คณุ ภาพชีวติ คนชายแดน โดยมี
อุดมการณ์ สเู้ พ่ือชาติฉลาดเพอ่ื หมู่ อย่เู พือ่ ชีวิต คิดเพ่อื ชายแดน

บทท่ี ๓ มรดกทางวัฒนธรรมนำ� ศาสตร์ศลิ ป์ หนา้ 35

บทที่ ๓ มรดกทางวฒั นธรรมนำ� ศาสตรศ์ ิลป์
ความรุง่ เรืองของท้องถิน่ เร่มิ ต้นมาจากการทบี่ รรพบรุ ุษได้รว่ มกนั บ�ำรุงรักษา และสรา้ งสรรค์มรดกทางธรรมชาติ
มรดกทางวัฒนธรรมไว้ให้เปน็ สมบตั ิแกค่ นรนุ่ หลงั ธรรมชาติถือเปน็ สมบัตอิ ันล้ำ� ค่าของท้องถ่ินที่ ทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการ
เปน็ เจา้ ของ สว่ นวฒั นธรรมเป็นสิ่งท่ีสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ กระบวนการคดิ การแกป้ ัญหา เพื่อการด�ำรงอยขู่ องคนในทอ้ งถน่ิ
ท้องถน่ิ แต่ละแหง่ อาจมีสภาพทางธรรมชาตแิ ละการสร้างสมวัฒนธรรมท่ีแตกตา่ งกันออกไป แต่ทัง้ ธรรมชาติและ
วฒั นธรรมต่างเป็นสิง่ ท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ วิถีชีวติ ความเป็นอยูข่ องคนทกุ คนในทอ้ งถิ่น
จังหวัดสระแกว้ เป็นจังหวัดหน่งึ ทีม่ ีมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าเปน็ สงิ่ ท่ที �ำให้ชาว
สระแกว้ เกดิ ความภาคภมู ใิ จในจงั หวัดของตน มรดกน้มี หี ลากหลายและมีลักษณะเฉพาะแตกตา่ งจากทอ้ งถิน่ จังหวัดอ่ืน
ดงั น้ี
๑. มรดกทางธรรมชาติ
ธรรมชาติถอื เป็นมรดกลำ�้ ค่าอย่างหนึ่งของท้องถ่นิ ที่ทุกคนมสี ่วนรว่ มในการเป็นเจา้ ของ ซ่ึงแต่ละทอ้ งถ่นิ อาจมี
สภาวะธรรมชาติ เช่น ปา่ เขา ตน้ น้ำ� ลำ� ธาร พืช สัตว์ และแรธ่ าตตุ า่ งๆ ทค่ี ล้ายคลงึ กันหรอื แตกต่างกนั มรดกทาง
ธรรมชาตเิ หลา่ นีเ้ ปน็ สิง่ ท่เี อือ้ อำ� นวยประโยชน์ในการด�ำรงชีวติ ของประชากรในแตล่ ะท้องถิ่น ส�ำหรบั จังหวดั สระแกว้
มีมรดกทางธรรมชาตทิ ่ีสำ� คัญอยู่หลายประการ ดงั น้ี
๑.๑ พน้ื ทีป่ า่ จงั หวดั สระแกว้ มลี กั ษณะภูมปิ ระเทศทางตอนเหนอื เป็นเนนิ เขาสูงจนถึงภูเขา สว่ นใหญ่
ยงั คงมีสภาพเป็นป่า ทางตอนใต้มีลักษณะเป็นลูกคล่ืนลอนลาดจนถงึ เนนิ เขามีป่าไมป้ กคลมุ สภาพปา่ ไมใ้ นพ.ศ. ๒๕๓๘
พ้ืนท่ปี ่าไมใ้ นจงั หวดั สระแก้ว เหลืออยู่ ๗๕๒,๕๑๒ ไร่ คดิ เป็นรอ้ ยละ ๑๖.๗๓ ของพืน้ ท่ีจงั หวดั ทง้ั หมด แบง่ เปน็ ป่าไม้
ถาวรตามมตขิ องคณะรฐั มนตรีป่าสงวนแหง่ ชาติ ปา่ อนุรักษ์ตามมติของคณะรฐั มนตรี ปา่ อนุรักษ์ตามกฎหมาย และ
พน้ื ทป่ี า่ อน่ื ๆ
ปา่ ไม้ถาวรตามมตคิ ณะรัฐมนตรี เป็นพ้ืนทปี่ ่าไมส้ ่วนที่มีสภาพสมบรู ณ์เปน็ แหลง่ ต้นนำ�้ ล�ำธารทีส่ �ำคัญ
ป่าไมป้ ระเภทนมี้ อี ยูใ่ นทุกอ�ำเภอของจงั หวดั สระแกว้ รวม ๑๐ ป่า ไดแ้ ก่ ป่าตาพระยา, ปา่ ท่ากระบาก, ปา่ หว้ ยไคร,้
ปา่ เขาฉกรรจ-์ ปา่ โนนสาวเอ-้ ป่าปลายคลองหอ้ ยไคร้-ป่าพระสะทงึ , ป่าแกง่ ดนิ สอ-แกง่ ใหญ่-เขาสะโตน, ป่าวัฒนานคร,
ป่าเขาฉกรรจ์ฝั่งเหนือ, ป่าโคกสูง, ปา่ สกั ท่าระพา, ปา่ ท่าแยก
ปา่ อนรุ ักษ์ตามกฎหมาย ในจังหวัดสระแก้วมีพื้นท่ีป่าเพอื่ การอนรุ กั ษ์ท่ไี ดร้ บั การประกาศเปน็ อทุ ยาน
แห่งชาติ และเขตรกั ษาพันธสุ์ ตั วป์ า่ จ�ำนวน ๓ แหง่ คือ อุทยานแห่งชาตปิ างสีดา อทุ ยานแห่งชาติตาพระยา และ
เขตรกั ษาพนั ธ์สุ ัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน

หน้า 36

๑) อุทยานแห่งชาติปางสีดา เปน็ อุทยานแห่งแรกในจังหวดั สระแก้ว มีอาณาเขตอยูใ่ นพ้นื ทอ่ี �ำเภอเมอื ง
สระแกว้ อ�ำเภอวฒั นานคร จงั หวดั สระแกว้ และอำ� เภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี อทุ ยานแห่งชาตปิ างสีดามีพ้นื ที่ทั้งหมด
๘๔๔ ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ ๕๒๗,๕๐๐ ไร่ ลักษณะท่วั ไปเป็นเทือกเขาสูงสลับซบั ซอ้ น ปา่ บรเิ วณนมี้ ีจุดเด่น คือ
น�้ำตกปางสดี า เป็นสถานทสี่ �ำหรับพักผ่อนหย่อนใจและเปน็ การรักษาป่าต้นนำ้� ล�ำธารและสภาพปา่ ธรรมชาติโดยรอบ
กองอทุ ยานแหง่ ชาติได้ดำ� เนินการสำ� รวจพืน้ ท่ีเพ่ิมเตมิ และประกาศเปน็ อทุ ยานแหง่ ชาติ ในราชกจิ จานุเบกษา เล่มท่ี ๙๙
ตอนที่ ๒๔ ลงวันท่ี ๒๒ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ นบั เป็นอุทยานแหง่ ชาตแิ ห่งที่ ๔๑ ของประเทศไทย
ชนดิ ของป่าในอทุ ยานแหง่ ชาตปิ างสดี า
ครอบคลุมไปด้วยพืน้ ที่ปา่ ไมป้ ระมาณร้อยละ ๙๕.๓ สว่ นใหญ่
เป็นป่าดบิ ชน้ื ผสมปา่ ดิบแลง้ แบ่งได้เปน็ ๒ ประเภทดงั นี้
๑. ปา่ ประเภทที่ผลดั ใบ (Deciduous
Forest) เป็นปา่ ท่ปี ระกอบด้วยพรรณไม้ทผ่ี ลดั ใบในฤดูแล้ง
และผลใิ บใหม่ในฤดฝู น แบ่งยอ่ ยออกได้เป็น ๒ ชนดิ ไดแ้ ก่
๑) ป่าเบญจพรรณ ๒) ป่าเตง็ รัง
๒. ป่าประเภทไมผ่ ลัดใบ (Evergreen
Forest) ปา่ ประเภทน้ีประกอบดว้ ยพรรณไม้ทีม่ ลี ักษณะไม่
ผลัดใบ มีใบเขียวชอมุ่ ตลอดทง้ั ปี แบ่งออกได้เปน็ ๓ ชนิด ดงั นี้ ภาพอทุ ยานแห่งชาติปาสีดา
๑) ปา่ ดงดบิ ชื้น ๒) ปา่ ดิบแลง้ ๓) ป่าดบิ เขา
ท่มี า : https://travel.mthai.com/blog/๒๑๑๐๔๑.htm

๑.๒ สัตว์ป่า จากการสำ� รวจสัตวป์ า่ ทอี่ าศยั อยใู่ นเขตอุทยานแห่งชาตปิ างสดี า พบสตั ว์ ต่าง ๆ ดงั น้ี
สัตว์เลย้ี งลกู ด้วยนม เช่น ชา้ ง กระทงิ วัวแดง เสอื โครง่ เก้ง กระจง นากเล็กเลบ็ สั้น เม่นแผงคดใหญ่
ลงิ แสม และค้างคาวปกี ขน ซึง่ เป็นค้างคาวทหี่ ายาก พบครง้ั แรกในบริเวณปา่ เขาสอยดาว จังหวดั จันทบุรี
สตั วป์ ีก เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกยางเขียว นกพญาปากกว้างอกสีเงิน นกแต้วแร้วธรรมดา นกหวั ขวาน
สามน้ิวลังทอง นกหวั ขวานแคระจดุ ธปู หัวใจ นกกระรางหัวหงอก เปน็ ต้น นอกจากนีย้ งั มีนกอพยพยา้ ยถนิ่ เชน่ เหย่ยี วอ
อสเปร นกเด้าดิน นกนางแอน่ บ้าน นกเด้าลมเหลือง นกอีเสือสนี �ำ้ ตาล
สตั ว์เล้ือยคลาน เช่น ตะกอง กง้ิ กา่ บิน ตะกวด
สัตวค์ ร่งึ บกคร่งึ น�้ำ เช่น เขยี ดตะปาด เขียวทราย อ่งึ แม่หนาว ฯลฯ
ปลานำ�้ จืด เช่น ปลาสร้าง นกเขา ปลาคอ้ ปลาชะโอน ปลากดเหลือง ปลาดกุ เนอ้ื เลน ปลากา้ ง ฯลฯ

หนา้ 37

๑.๓ สถานทีท่ ีส่ ามารถทอ่ งเทย่ี วพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ
และศึกษาหาความรู้เกยี่ วกบั ธรรมชาตสิ ิ่งแวดล้อมและระบบ
นิเวศอนื่ ๆ อีก ได้แก่
นำ้� ตกปางสีดา อยู่ห่างจากท่ีท�ำการอุทยานแห่งชาติ
ปางสดี า ประมาณ 800 เมตร ลกั ษณะเป็นน้�ำตกทิ้งตัวจาก
หน้าผาสูงประมาณ ๘๐๐ เมตร ลกั ษณะเปน็ น้�ำตกท้งิ ตัวจาก
หนาผาสูงประมาณ ๘ เมตร เบ้ืองล่างมีแอ่งน้ำ� ขนาดใหญ่นบั
เปน็ น�ำ้ ตกท่ีสวยมากแห่งหนึง่ ของจงั หวัดสระแก้ว
นำ้� ตกผาตะเคียน เปน็ นำ้� ตกที่อยเู่ หนอื น�ำ้ ตก ภาพ : นำ�้ ตกปางสีดา อุทยานแห่งชาติ ประมาณ ๕ กโิ ลเมตร
ปางสดี าขึ้นไปเปน็ หนา้ ผาสงู ประมาณ ๑๐ เมตร ลกั ษณะ ที่มา : https://www.google.com/search?sxsrf

เป็นนำ้� ตกท่ีทง้ิ ตวั จากหน้าผาสงู เบื้องล่างเป็นแอง่ น้�ำขนาด
ใหญ่ และจะมนี ำ�้ ตกมากในชว่ งฤดูฝน น�้ำตกแห่งน้อี ยู่ห่าง
จากที่ทำ� การ
น้�ำตกแควมะคา่ เปน็ น�ำ้ ตกทใี่ หญ่ท่สี ุดและงดงาม
ที่สุดในอุทยานแหง่ ชาติแหง่ น้ี ลักษณะเปน็ นำ�้ ตกสงู ถงึ
๗๐ เมตร ทต่ี ้งั ของน�้ำตกแหง่ นอี้ ยลู่ ึกเข้าไปในผืนป่าต้องเดิน
ทางไปตามเสน้ ทางจากทท่ี ำ� การของอทุ ยานถงึ หลกั กิโลเมตร
ท่ี ๔๐ และเดินเทา้ จากปากทางเข้านำ�้ ตกไปอกี ประมาณ
๖ กโิ ลเมตร
น�ำ้ ตกถำ�้ คา้ งคาว เป็นนำ้� ตกทม่ี ลี กั ษณะเป็น
หนา้ ผาสงู การเดินส่นู ำ�้ ตกแหง่ น้ีค่อนขา้ งล�ำบาก
ภาพ : น้ำ� ตกแควมะคา่ ๖ กโิ ลเมตร และเดินทางอีกประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร

น้ำ� ตกแห่งน้อี ย่หู ่างจากท่ีทำ� การอทุ ยานท่กี ิโลเมตร ที่มา : https://www.google.com/search?sxsrf
ท่ี ๒๒ แล้วเดนิ เทา้ ไปอกี ระยะหนึง่ ประมาณ 8 กโิ ลเมตร บริเวณน�ำ้ ตกจะมีถำ�้ ขนาด ๕๐๐ เมตร และมีน้�ำตกทบั เทวา
ซึ่งอยหู่ า่ งจากทีท่ �ำการอุทยาน
น้ำ� ตกลานแกว้ อยหู่ า่ งจากน้ำ� ตกถ�ำ้ ค้างคาวประมาณ ๓๐๐ เมตร เปน็ น้ำ� ตก ๓ ช้ัน
จุดชมววิ อยู่ห่างจากทีท่ �ำการอุทยานแหง่ ชาติปางสดี า ไปตามถนนผา่ นกลางอุทยานแหง่ ชาติปางสีดา
๒๕ กโิ ลเมตร เปน็ จดุ ทส่ี ามารถชมภูมปิ ระเทศ ทิวเขา และสภาพของผืนป่าทส่ี มบรู ณ์
๒. อทุ ยานแหง่ ชาตติ าพระยา เป็นอุทยานทีต่ ้งั ขึ้นเปน็ อันดับหลังสุดในจงั หวัดสระแก้ว เม่ือ พ.ศ. ๒๕๓๙
อทุ ยานแหง่ ชาติตาพระยาเปน็ พ้นื ทีป่ ่าอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ซ่ึงทอดยาวไปในแนว ทิศตะวันออก ก้ันเขตแดนระหว่าง
ทร่ี าบสูงโคราชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกบั ท่ีราบลมุ่ ภาคกลางและท่รี าบลุ่มในกัมพชู า หรอื ทีร่ ู้จักกันท่วั ไปว่า เขมรต�ำ่
ครอบคลมุ พืน้ ที่ของไทย ๒ จังหวัด คือ จังหวัดบุรีรมั ย์ และจังหวดั สระแกว้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลบั ซับซอ้ นใน
เทอื กเขาสันกำ� แพงตลอดแนวจนถงึ เขาพนมดงรกั สงู จากระดบั น�ำ้ ทะเล ๒๐๖-๕๗๙ เมตร ยอดสูงสดุ ของพื้นท่ี คอื
ยอดเขาพรานนุช อยู่ทางทศิ ตะวนั ออกเฉียงใตข้ องพืน้ ทซ่ี งึ่ ห้อมลอ้ มด้วยพื้นที่คอ่ นขา้ งราบ

หนา้ 38

นอกจากอุทยานแห่งชาตติ าพระยาจะมีอาณาเขตติดตอ่ กับ
ผนื ป่าของกัมพชู าแล้ว ยงั ตดิ ตอ่ กับผนื ปา่ ของกมั พชู าแลว้
ยงั ตดิ ต่อกบั ผืนปา่ อนุรกั ษอ์ ีก ๓ แหง่ ได้แก่ อทุ ยานแหง่ ชาติ
เขาใหญ่ อทุ ยานแห่งชาตทิ ับลาน และอทุ ยานแหง่ ชาตปิ างสีดา
ทศิ เหนือ จดอทุ ยานแห่งชาติทบั ลาน
ทศิ ใต้ จดชุมชนตำ� บลทัพราช
ทิศตะวนั ออก จดแนวชายแดนทต่ี ิดตอ่ กบั กัมพชู า
ทิศตะวนั ตก จดอทุ ยานแหง่ ชาติปางสีดา
ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ เป็นภูเขาสลับซับซ้อน


ในเทือกเขาสนั ก�ำแพงตลอดแนวจนถงึ เทอื กเขา ภาพ : อุทยานแหง่ ชาติตาพระยา

พนมดงรกั สูงจากระดบั น�ำ้ ทะเล ๒๐๖-๕๗๙ เมตร ทม่ี า : https://www.painaidii.com/business/

ยอดสงู สุดของพืน้ ทช่ี ื่อยอดเขาพรานนุช มคี วามสงู ๕๗๙ เมตร ๑๒๐๘๔๐/photo/lang/th/#photo

ในเทอื กเขาบรรทัดบริเวณเขาพรานนุชและเขาสะแกกรอง
เป็นต้นก�ำเนิดลำ� หว้ ยขวาง ล�ำสะโตน ไหลลงสูด่ ้านทิศใต้ลงสูอ่ า่ งเก็บน้�ำหว้ ยยาง ในตำ� บลทพั ราช อ�ำเภอตาพระยา
ส่วนเทอื กเขาตามแนวตะวันออก เป็นต้นกำ� เนดิ ของลำ� นางรอง ไหลลงสอู่ ่างเกบ็ น�้ำล�ำนางรอง ลำ� จงั หัน ไหลลงส่อู า่ งเกบ็ น�้ำ
ลำ� จงั หัน ล�ำปะเทยี ะ ไหลลงสูอ่ ่างเก็บน้ำ� ล�ำปะเทียะ ห้วยตะมะเมือง ห้วยแห้ง หว้ ยตากวิ่ หว้ ยหิน หว้ ยดนิ ทราย
หว้ ยนานอ้ ย ห้วยสูบ หว้ ยพลุ ห้วยโอบก ไหลลงสู่อ่างเกบ็ น้�ำห้วยโอบก และหว้ ยเมฆา ไหลลงสอู่ ่างเกบ็ น้�ำ หว้ ยเมฆา
จงั หวัดบรุ รี ัมย์
จดุ เด่นของอุทยานแหง่ ชาตติ าพระยา นอกจากจะมสี ัตวป์ า่ หลายชนิด เชน่ ช้างปา่ กระทิง ววั แดง เสอื เก้ง กวาง
หมี เลียงผา กระจง และนกนานาชนดิ แล้ว ยงั มีแหลง่ โบราณสถานทยี่ งั ไมไ่ ด้ทำ� การสำ� รวจหลายแหง่ มีปราสาทหนิ ขนาด
เล็กกระจดั กระจายอยู่ทั่วไป จุดเด่นท่ีน่าสนใจอีกอยา่ งหนง่ึ คือ การเดนิ ปา่ ศกึ ษาธรรมชาติ เพราะอทุ ยานแห่งชาติตาพระยา
มีสภาพเป็นปา่ ท่สี วยงามและสมบูรณท์ ส่ี ดุ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
๓. เขตรักษาพันธ์สุ ตั วป์ ่าเขาอา่ งฤาไน ตง้ั อยทู่ างภาคตะวันตกเฉียงเหนอื ของเทอื กเขาพนมกระวานอนั เปน็ เทอื ก
เขาต้ังอยทู่ างภาคตะวันตกของกัมพชู า และภาคตะวนั ออกของไทย
เขตรักษาพนั ธสุ์ ัตว์ปา่ เขาอ่างฤาไนเปน็ โครงการอนุรักษ์
ทรัพยากปา่ ไมแ้ ละสัตว์ป่า อนั เน่อื งมาจากพระราชดำ� ริ
ในสมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ ซ่ึงมีพระราช
ประสงคใ์ ห้มีการอนุรักษแ์ ละฟ้นื ฟูทรพั ยากรป่าไมแ้ ละสัตว์
ปา่ ตลอดจนพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ความหลากหลายของพนั ธ ์ุ
สตั วป์ ่าเขาอ่างฤาไน

ภาพ : เขตรักษาพันธส์ ตั ว์ปา่ เขาอา่ งฤาไน
ที่มา : https://woodychanel.com/kaoangruenai-conservation-area.html

หน้า 39

ความหลากหลายของพันธป์ุ า่ (Species Diversity) ในเขตรักษาพันธ์ุสตั วป์ า่ เขาอา่ งฤาไมปี ระเภทสตั ว์
มีกระดูกสันหลังเปน็ หลกั จ�ำแนกไดเ้ ปน็ 4 จำ� พวก ได้แก่ สตั วส์ ะเทนิ นำ้� สะเทนิ บก (Amphibians) สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน
(Reptilians) สตั วป์ ีก (Avians) และสัตวเ์ ลยี้ งลูกด้วยนม (Mammalians) ชนดิ ของพนั ธ์สุ ตั ว์ปา่ ต่างๆ
ปรากฏดงั ต่อไปน้ี
- สัตว์เลย้ี งลกู ด้วยนำ้� นม อาทิ พญากระรอกด�ำ กระรอกหลากสี นอกจากน้ียงั พบชะนมี งกุฎ เกง้ และ
สัตว์ ขนาดใหญ่ เชน่ ชา้ ง พบเป็นโขลงในปา่ และกระทงิ

ภาพ : พญากระรอกดำ� ภาพ : ชะนมี งกฎ
ทีม่ า : https://th.wikipedia.org/wiki/
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/animaldobby/home/phya-krarxk-da

ภาพ : ช้างป่า ภาพ : กระทิงป่า

ที่มา : https://www.lovethailand.org/travel/th/56 ทม่ี า : https://www.onep.go.th/21



ภาพ : เก้งป่า
ท่ีมา : https://www.google.com/search?q

หน้า 40

- สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน (Reptiles) เช่น เต่าใบไม้ จิง้ จกหางหนาม ตะกองหรอื ลัง้ และงูจงอาง
- สตั ว์สะเทินนำ�้ สะเทินบก (Amphibians) เช่น กบหนอง เขียดตะปาด คางคกบา้ น และองึ่ แม่หนาว เปน็ ต้น
นอกจากน้ี จงั หวัดสระแกว้ ยังมมี รดกธรรมชาตทิ ี่นา่ สนใจศกึ ษาอีก เช่น เขาฉกรรจ์ เป็นภูเขาหนิ ปนู
ดึกด�ำบรรพ์ มีลกั ษณะเปน็ ภเู ขาสามลกู เรียงกนั ใน ฝูงค้างคาวทง้ั หมดจะบินออกไปหากจิ จากถ�ำ้ ตา่ งๆ ของภเู ขา จนมอง
เหน็ เป็นสายดำ� มดื บนท้องฟา้ นานนบั ช่วั โมง บรรดาถ้�ำเล็กถ้ำ� นอยหลายสบิ ถำ�้ นเี้ ปน็ ทอ่ี าศยั ของลิงป่าฝูงใหญแ่ ละคา้ งคาว
นบั ลา้ นตวั

ภาพ : เขาฉกรรจ์

ที่มา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction

ละลุหรือโปง่ ยบุ ต้งั อยทู่ ี่อำ� เภอตาพระยา เลยทางเข้าสอู่ ุทยานแหง่ ชาตติ าพระยาประมาณ ๑ กิโลเมตร
ทางด้านขวามอื จะสงั เกตเห็นละลุหรอื โปง่ ยุบ ลกั ษณะเป็นเขาดินท่ีเกิดจากการกัดเซาะของน้�ำ
มีลักษณะคลา้ ยๆ แพะเมืองผี จังหวัดแพร่ แตม่ ขี นาดเลก็ กว่า มบี รเิ วณกวา้ งประมาณ ๔๐๐ ตารางเมตร



ภาพ : ละลุ

ทมี่ า : https://www.vogue.co.th/lifestyle/article/tateasteast

หนา้ 41

๑.๒ พชื พรรณไม้ ในอดตี พืน้ ทีส่ ว่ นใหญข่ องจงั หวัดสระแกว้ เปน็ สภาพปา่ ไมเ้ นือ้ แขง็ ที่มี ความสำ� คัญ
ทางเศรษฐกจิ เป็นจำ� นวนมาก เชน่ ไมม้ ะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้ตะเคยี นทอง ไมช้ งิ ชัน ไมต้ ะแบกใหญ่ รกฟ้า และป่าไผ่
มะขามป้อม เปน็ พรรณไม้พระราชทาน เพอ่ื ปลกู เป็นไมม้ งคลแก่
จงั หวัดสระแกว้ ลกั ษณะของมะขามปอ้ มเปน็ ไม้ยืนตน้ ลำ� ตน้ สูง
ประมาณ ๘– ๑๒ เมตร ดอกสขี าวหรอื ขาวนวล ผลอ่อนสเี ขียวออ่ น
ผลแกส่ เี ขยี วอมเหลอื ง เน้ือหุม้ เมล็ด มรี สฝาดเปรีย้ ว ส่วนใหญจ่ ะ
ขึ้นอยปู่ ระปรายหรอื เปน็ หมใู่ หญ่ๆ ในป่า เบญจพรรณ และปา่ แดง
ทวั่ ไป มีมากทางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ส่วน
จังหวดั สระแก้วมีมากในพื้นทีป่ า่ แถบอ�ำเภอตาพระยา
ภาพ : มะขามป้อม ประโยชน์ของมะขามป้อม ล�ำตน้ สามารถใชท้ �ำเสาบ้านขนาดเลก็
ทม่ี า : https://www.thipmongkol555.com/ แปรรูปเป็นไม้กระดาน ใชท้ ำ� ดา้ มเครือ่ งมือเครื่องใช้ เปลือกและ
ใบสนี ้ำ� ตามแกมเหลืองใชย้ ้อมผา้ ได้ ผลดิบมีรสฝาด เปรีย้ ว ขม หวาน รับประทานไดท้ ำ� ใหช้ มุ่ คอแกก้ ระหายน้ำ� หรือ
ค้ันเอานำ้� กนิ แกท้ อ้ งเสยี ขับปสั สาวะ
ศนู ยเ์ พาะเล้ยี งและขยายพันธ์ุสตั ว์ป่าชอ่ งกลำ่� บน
ตงั้ อยู่ทบี่ า้ นคลองทราย อำ� เภอ วัฒนานคร จงั หวัดสระแก้ว
นับเปน็ ๑ ใน ๔ แห่งของสถานเี พาะเลยี้ งสัตว์ปา่ ทัว่ ประเทศ
ทำ� หนา้ ที่เพาะเลีย้ งสตั วป์ ่าใหใ้ กล้เคยี งธรรมชาตทิ ่ีสุด
โดยเฉพาะสตั วป์ า่ ทห่ี ายากท่ีสามารถพัฒนาเป็นสตั วเ์ ศรษฐกิจ
๑.๔ ตน้ นำ้� ล�ำธารและแหลง่ น�้ำสำ� คญั การทพี่ ้นื ท่สี ว่ นใหญ่
ของจังหวดั สระแกว้ เป็นเนนิ สูง ทีร่ าบสูง ท�ำใหม้ ตี ้นน้ำ� ล�ำธาร
ส�ำคัญ หลายสาย ได้แก่ ภาพ : ศูนยเ์ พาะเลี้ยงและขยายพันธส์ุ ตั วป์ ่าช่องกล่�ำบน

ท่ีมา : http://www.sakaeo.go.th/royalproject/Projects1-1.html

คลองพระสะทงึ เป็นลำ� น�้ำท่ีสำ� คัญไหลผ่าน
อ�ำเภอวงั นำ�้ เยน็ และทางตอนใตข้ องอ�ำเภอเมอื งสระแก้ว
จากทศิ ตะวนั ออกไปทศิ ตะวนั ตก ไปบรรจบกับแควหนุมาน
ในเขตอำ� เภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี


ภาพ : คลองพระสะทึง

ทีม่ า : https://mgronline.com/business/detail/9590000065763

หนา้ 42

คลองพระปรง เป็นล�ำนำ้� ธรรมชาตทิ ่ไี หลผ่านตอนเหนอื ของอำ� เภอเมอื งสระแก้ว


ภาพ : เขอ่ื นพระปรง
ที่มา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction




คลองพรหมโหด มตี น้ ก�ำเนิดในเขตพืน้ ทอี่ ำ� เภอวฒั นานคร ไหลผ่านพ้ืนทีต่ อนกลางของอ�ำเภออรญั ประเทศไป
ทางทศิ ตะวันออกเขา้ สกู่ ัมพูชา ท่บี า้ นคลองลึก และยงั ถอื เป็นแนวเขตอนรุ ักษ์ของทงั้ สองประเทศ


ภาพ : คลองพรมโหด

ทมี่ า : https://km.rdpb.go.th


คลองน�ำ้ ใส มีตน้ ก�ำเนนิ มาจากภูเขาในกัมพชู า รวมกับตน้ นำ�้ ท่ีก�ำเนดิ ในเขตพื้นที่จงั หวดั จนั ทบุรี
คลองตาหลงั ใน มตี น้ กำ� เนินมาจากเขาสอยดาว จงั หวดั จันทบุรี ขนานกบั คลองพระสะทงึ ผ่านอ�ำเภอวงั นำ้� เยน็
ไปบรรจบกบั คลองพระสะทึง ท่ีตำ� บลทงุ่ มหาเจริญ อ�ำเภอวังนำ�้ เย็น สามารถเกบ็ กกั น้�ำไดต้ ลอดท้งั ปี แหล่งนำ้� ที่สำ� คญั
นอกจากต้นน�้ำลำ� ธารแลว้ ยังมีอา่ งเกบ็ นำ�้ ขนาดกลางและขนาดเล็ก

หน้า 43

อ่างเก็บน�้ำทา่ กระบาก อยใู่ นเขตบา้ นคลองทราย หมู่ที่ ๘ ต�ำบลหนองตะเคยี นบอน อ�ำเภอวัฒนานคร โดย
เรม่ิ ตน้ จากถนนวฒั นานคร-แซร์ออร์ และห่างจากท่ีว่าการอำ� เภอวฒั นานครเพียง ๒๘ กิโลเมตร เปน็ อา่ งเกบ็ นำ้� ท่ีจดั
สรา้ งขน้ึ ตามแนวโครงการพระราชด�ำริบริเวณอา่ งเกบ็ น�ำ้ จะปลกู ตน้ ไม้พันธ์ตุ ่างๆ ทั้งไม้ยืนตน้ ไม้ดอก ไม้ประดับ
ปจั จบุ ันอยใู่ นความดแู ลของกรมป่าไม้


ภาพ : อา่ งเกบ็ น้ำ� ท่ากระบาก
ทม่ี า : https://www.google.com/search?q

อา่ งเกบ็ นำ้� เขาสามสบิ ต้งั อยูท่ ่ีต�ำบลเขาสามสบิ อ�ำเภอเขาฉกรรจ์ เปน็ อา่ งเก็บนำ้� ขนาดใหญใ่ ชส้ �ำหรบั เก็บกกั
น�้ำเพอ่ื การเกษตรตามโครงการพระราชดำ� รพิ น้ื ทร่ี าบเชิงเขาตำ� บลเขาสามสิบ ท�ำใหเ้ กษตรกรในต�ำบลเขาสามสบิ และ
ต�ำบลใกล้เคยี งไดร้ บั น�ำ้ จากอ่างเก็บน้ำ� แหง่ นีท้ �ำเกษตรกรรมไดต้ ลอดปี นอกจากนอ้ี ่างเกบ็ น�้ำเขาสามสบิ ยงั มที วิ ทัศน์
ท่ีสวยงาม เป็นสถานทีท่ ่องเทยี่ วพักผ่อนหยอ่ นใจของชาวอ�ำเภอเขาฉกรรจแ์ ละชาวอำ� เภอใกลเ้ คยี งอีกด้วย


นอกจากอ่างเก็บน�ำ้ ท้งั ๒ แห่งแล้ว ยงั มอี ่างเกบ็ น�้ำ

หว้ ยยาง อ�ำเภอตาพระยา อา่ งเกบ็ นำ�้ บา้ นคลองทราย
อา่ งเกบ็ น�้ำบา้ นห้วยชัน อา่ งเก็บนำ�้ บ้านคลองคนั โต
อา่ งเก็บน้ำ� บ้านภักดีแผน่ ดนิ อ่างเก็บนำ้� บ้านทับประดู่
อ่างเก็บน้ำ� คลองวังจกิ อำ� เภอวฒั นานคร
ภาพ : อ่างเกบ็ น�ำ้ เขาสามสิบ
ที่มา : https://www.google.com/search?q

หนา้ 44

๒. มรดกทางวฒั นธรรม
มรดกทางวฒั นธรรมเปน็ ส่งิ ทเี่ กิดขึ้นจากการคดิ สร้างสรรคข์ องมนุษยม์ าต้งั แต่อดีตและสบื ทอดมาจนถงึ ปัจจุบนั
มที ั้งส่ิงทเ่ี ปน็ รปู ธรรม เชน่ เคร่อื งมือเครอ่ื งใช้ งานศิลปกรรม งานฝมี อื เปน็ ต้น รวมถงึ โบราณสถาน หลักฐานการจารกึ
ตา่ งๆ และสิ่งท่เี ป็นนามธรรม เชน่ ภาษา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น สิง่ เหล่าน้แี สดงถึงพฒั นาการของ
สังคมอนั เปน็ รากฐานความเจริญของท้องถนิ่ ปัจจบุ นั มรดกทางวฒั นธรรมทสี่ �ำคัญของ จังหวัดสระแก้ว มีดังน้ี
๒.๑ โบราณวตั ถุ โบราณสถาน เป็นมรดกทางวฒั นธรรมอย่างหนงึ่ ที่บรรพบุรุษในท้องถน่ิ ได้
สร้างสรรค์ขึ้นมาเปน็ เวลาทีย่ าวนานและสบื ทอดส่คู นรุน่ หลงั เป็นส่งิ ท่ีแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความเจริญของท้องถ่นิ ได้เปน็ อย่างดี
ในจังหวดั สระแก้ว มมี รดกทางวัฒนธรรมทเ่ี ปน็ โบราณวตั ถุ และโบราณสถานทสี่ ำ� คญั ดังนี้
๒.๑.๑ โบราณวตั ถุ จากการศึกษาหลกั ฐานทางโบราณคดที ่ีไดม้ กี ารส�ำรวจขุดคน้ ใน
จงั หวัดสระแกว้ พบวา่ มหี ลกั ฐานทางโบราณวัตถทุ ี่ส�ำคญั ซง่ึ สามารถจ�ำแนกออกได้เป็น ๒ ยคุ ดงั นี้

ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ หลกั ฐานทางโบราณวัตถทุ ่เี ก่าแก่ท่สี ดุ ทพ่ี บในสระแก้วขณะน้ี ได้แก่ เครอ่ื งมือ
เคร่อื งใชป้ ระเภทเครื่องมอื หินขัดของมนุษยก์ ่อนประวัตศิ าสตรใ์ นสังคมเกษตรกรรม อาศัยอยูบ่ นภเู ขาสงู มอี ายุประมาณ
๔,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ปี มาแลว้ แหลง่ ทีพ่ บได้แก่ บริเวณถำ�้ เขาฉกรรจ์ แหล่งชุมชนบนภเู ขาสูงแหลง่ นเี้ ชอื่ วา่ เป็นตน้ ก�ำเนดิ
ของชุมชนในทรี่ าบ เชน่ ที่แหลง่ โบราณคดโี คกมะกอก แหล่งโบราณคดี สระมว่ ง บ้านวงั รี จงั หวดั สระแกว้ ซึง่ มคี วาม
สัมพนั ธก์ นั กบั แหลง่ โบราณคดีท่ีเขาฉกรรจ์ และพัฒนาไปสสู่ ังคมเมืองสมัยประวตั ิศาสตร์ท่ีแหล่งโบราณคดีบา้ นไผ่ และ
ปราสาทเขานอ้ ย อ�ำเภออรญั ประเทศ
ยคุ ประวตั ิศาสตร์ พัฒนาการของชมุ ชนเมืองกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดสระแกว้ เมอ่ื เช้าสยู่ คุ ประวัติศาสตร์
ในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๒ -๑๘ ได้พัฒนาการเป็น ๒ สายวัฒนธรรมดว้ ยกนั คอื
๑. พัฒนาการไปส่เู มืองท่มี คี ูน้ำ� คนั ดนิ ล้อมรอบ เช่นสมยั วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งรงุ่ เรืองอยทู่ างแถบ
ภาคกลางของไทย เชน่ เมอื งอ่ทู อง จงั หวดั สพุ รรณบุรี เมอื งนครปฐม จังหวัดนครปฐม และเมืองคูบวั จังหวดั ราชบรุ ี
เป็นตน้ เมอื งในกลมุ่ น้ี ได้แก่ เมืองโบราณทบ่ี า้ นเมอื งไผ่ อำ� เภออรัญประเทศ เป็นต้น

๒. พัฒนาการไปในวิถีทางเดียวกับวัฒนธรรมเขมร ซ่งึ เคยรุง่ เรอื งอยใู่ นกมั พชู าปจั จุบัน
ตวั อยา่ งเช่น โบราณคดที ปี่ ราสาทเขาน้อย อำ� เภออรัญประเทศ ปราสาทสด๊อกก๊อกธม และปราสาทบา้ นนอ้ ย อำ� เภอ
วัฒนานคร เปน็ ต้น
โบราณวัตถุสำ� คญั ท่ีพบในยคุ น้ีสว่ นใหญเ่ ป็นศิลปะเขมร ได้แก่ โบราณวัตถทุ เี่ ป็นรปู เคารพตา่ ง ๆ เชน่
ศิวลงึ ค์ เทวรปู พระพุทธรูป ชน้ิ สว่ นเสมาธรรมจกั รแตก่ ม็ ีโบราณวัตถทุ ่เี ป็นศิลปะแบบทวารวดบี ้างบางส่วน สถานท่ีพบ
โบราณวัตถุส่วนใหญพ่ บท่อี ำ� เภอตาพระยา อ�ำเภออรัญประเทศ และอำ� เภอวัฒนานคร มรี ายละเอยี ด ดังนี้
โบราณวัตถทุ ี่เกบ็ รักษาอยู่ทีว่ ัดตาพระยา วัดตาพระยา ตัง้ อยูห่ มูท่ ่ี ๑ บา้ นตาพระยา ต�ำบลตาพระยา
อ�ำเภอตาพระยา จังหวดั สระแกว้ เปน็ แหลง่ สะสมโบราณวัตถุหลายชนดิ โดยพระครปู ระทปี ปัจจนั ตเขต เจา้ คณะอำ� เภอ
ตาพระยา เจา้ อาวาส เป็นผดู้ แู ลเก็บรักษาและได้จดบันทึกรายละเอียดไว้ในบัญชีแสดงศิลปวตั ถแุ ละโบราณวตั ถขุ องวัด
ตาพระยา ดังนี้

หนา้ 45

๑. พระพทุ ธรปู นาคปรกโบราณ ได้นำ� มาประดษิ ฐานไวท้ ่ี วัดตาพระยา เรยี กกันว่า หลวงพอ่ ทบั พระยา
- พระพทุ ธรูปนาคปรกทรงเคร่ือง เป็นพระพุทธรูปหนิ ประทับนง่ั ปางสมาธิ
- พระพุทธรูปปางมารวชิ ัย เป็นพระพทุ ธรูปหิน พระพทุ ธรปู องคน์ ี้เรียกกันวา่ หลวงพ่ออยุธยา
- รปู พระนาราย์ ๔ กร สร้างด้วยส�ำริดประทับยืน

- รปู เทวสตรี สร้างดว้ ยส�ำรดิ
- พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั
- ใบเสมา

- รปู สลกั บุคคล
- เศียรเทวรูป รปู ลกั ษณส์ ่วนใบหน้าคล้ายภาพสลกั นูนต�ำ่ ทีพ่ บที่ปราสาทเขาน้อย อำ� เภออรญั ประเทศ
- เศยี รพระนารายณ์
- รูปนางอัปสร ท�ำดว้ ยหินทรายรูปยนื ลักษณะของใบหน้านางอปั สรอาจจัดอยใู่ นศิลปะแบบบาปวนอายุ
ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖
- เศียรเทวรูปขนาดตา่ งๆ ท�ำด้วยหินทรายเน้ือหยาบ
- เครื่องถว้ ยเขมร มีทงั้ ชนิดเคลอื บและชนดิ ไมเ่ คลอื บ เนอ้ื ละเอียดขนาดต่างๆ ชาวบา้ นขุดพบบริเวณ
ปราสาทรา้ งเนนิ ดิน ในเขตอำ� เภอตาพระยาน�ำมาถวายวัดตาพระยา
ชิ้นสว่ นของสถาปตั ยกรรม
- กลีบขนุนปรางค์รูปนาค ๗ เศยี ร
- อมรกะ เป็นอยูใ่ นศิลปะเขมร
- ฐานโยนี
โบราณวตั ถทุ ่เี กบ็ รักษาไวท้ ่วี ดั หนองแวง
วัดหนองแวง ตงั้ อยู่หมู่ที่ ๑ บา้ นหนองแวง ต�ำบลหนองแวง กง่ิ อำ� เภอโคกสูง จังหวัดสระแกว้ เปน็ แหล่งสะสม
โบราณวัตถุทข่ี ดุ ได้จากปราสาทตา่ งๆ ในเขตต�ำบลหนองแวง โดยประชาชนน�ำมาถวายเจา้ อาวาสเก็บรกั ษาไว้ ดังน้ี
- หินบดยา ทำ� ดว้ ยหินทรายเนอื้ หยาบ มตี ัวแทน่ ซึง่ หกั ตรงกลาง ๑ อนั และตวั บดยา ๒ อนั ลักษณะ
ผา่ นการใชง้ านจนสึกคอดตรงกลาง
- ช้ินส่วนมอื ของรปู บุคคล ท�ำด้วยหนิ ทรายเนื้อละเอียดสีขาย นายพรมมี ชาวบ้านหนองสงั ข์
ได้มาจากเขมร น�ำมาถวายวัดหนองแวง ลักษณะคล้ายพระหัตถ์พระพทุ ธรปู ปางแสดงธรรมใน ศลิ ปะทวารวดี
- สว่ นเทา้ ของประติมากรรมรูปบุคคล มีเดือยส�ำหรบั เสยี บลงในฐานส�ำหรับ ต้งั ลกั ษณะการวางเทา้
ขนานกนั
- สว่ นของฐานปราสาท ท�ำด้วยหนิ ทรายเน้ือหยาบ ย่อเหลี่ยมลดหลน่ั ระหวา่ งฐานล่างสุดกบั ฐานบนสุด
มีเฉพาะส่วนมมุ มุมหนึ่งเทา่ นน้ั จ�ำนวน 1 ชิน้
- ฐานรูปเคารพ ท�ำดว้ ยหนิ ทรายเน้ือหยาบ รูปส่เี หล่ยี มจัตรุ สั กว้าง ๘๐ x ๘๐ เซนตเิ มตร สงู ๔๒
เซนตเิ มตร อีกอนั หนึง่ กว้าง ๕๒ x ๕๒ เซนติเมตร สูง ๕๐ เซนติเมตร ตรงกลางเจาะรู สำ� หรับใส่เดือย มีทัง้ หมด ๓ ชิ้น

หนา้ 46

- รูปดอกจนั ทน์หรือดอกไมส้ ่ีกลีบ ท�ำดว้ ยหินทรายเนือ้ หยาบ ทรงกลมแบน มีดอกสี่แฉก
- ศีรษะบคุ คล ทำ� ดว้ ยหนิ ทรายเนอ้ื ละเอยี ด หน้าตรง รูปใบหนา้ กลม จมูกโดง่ เปน็ สันนูน ปากกว้าง
ลืมตา คิว้ เปน็ สัน โพกผ้าบนศีรษะ เหมือนท่พี บทีว่ ดั ตาพระยา แต่มวยผมสูงกวา่
โบราณวัตถุท่ีเก็บรักษาไวท้ ่ีวดั มะกอก

วัดมะกอกตงั้ อยหู่ มู่ท่ี ๑ บา้ นโคกเพร็ก ต�ำบลทพั เสดจ็ อ�ำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว มีโบราณวตั ถุทีส่ ำ� คญั
ดังนี้
- พระพฆิ เนศวร แกะสลกั จากหนิ ทราย มีลักษณะประทับนงั่ ราบ กรขา้ งหนึง่ โอบ จบั ปลายงวงสูง
ประมาณ ๖๐ เซนติเมตร กรอีกข้างถือถว้ ยขนม ลกั ษณะเศียรพระพฆิ เนศวรองค์นมี้ ีลักษระใกลเ้ คยี งกบั ธรรมชาติมาก
จึงน่าจะเปน็ พระพิฆเนศวรทีม่ ีอายอุ ย่ใู นช่วงต้นๆ ของศิลปะเขมรสมยั กอ่ นเมอื ง พระนคร มีอายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี
๑๒ – ๑๔ ขุดพบทบี่ ้านสนั ลอชะงนั เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ เคยถูกขโมยไปแตไ่ ด้กลับคืนมาได้
- พระพุทธรูปนาคปรก ชาวบา้ นเรียกกันวา่ หลวงพ่อด�ำ แกะสลักจากหนิ ทราย หน้าตักกว้าง ๔๒
เซนตเิ มตร ประทับน่ังสมาธบิ นขดตวั พญานาค ๓ ชนั้ วัดความสงู ถงึ เศยี รนาคสูงสดุ ๖๘ เซนติเมตร องค์พระได้มาจาก
ปราสาทบา้ นโคกไพลตะวันออก เมอื่ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐ เดิมไมม่ เี ศียร ต่อมาพระอาจารยเ์ ตาะ พระชาวกัมพูชา
เปน็ ผสู้ ร้างเศยี รขึน้ ใหม่ เศียรเดิมอยู่ทว่ี ัดกุดเวียน ซึ่งคน้ พบภายหลงั ชาวบา้ นเคารพนับถือวา่ เป็นพระท่ศี กั ดิส์ ทิ ธิ์
ปัจจบุ นั พ่นสดี �ำทบั เพ่อื ใหด้ ูเป็นของใหม่
- พระพทุ ธรูปนาคปรกหรอื พระไภสชั ยครุ ุ พบที่เนินโบราณสถานโคกสำ� โรง บา้ นคลองแผง หม่ทู ่ี ๑๐
ตำ� บลทัพเสดจ็ มลี ักษณะเป็นพระพทุ ธรูปทรงเครอื่ งนาคปรกประทับปางสมาธิ แกะสลกั ดว้ ยหินทรายหนา้ ตกั กวา้ ง ๓๐
เซนตเิ มตร สูง ๕๐ เซนติเมตร มีหมอ้ น้ำ� มนตอ์ ยใู่ นพระหตั ถ์ เป็นพระพุทธรปู ท่นี ยิ มสรา้ งกันมากมรี ูปแบบเปน็ ศลิ ปะ
เขมรแบบบายนสมัยพระเจ้าชยั วรมันที่ ๗ กษตั ริย์แห่งอาณาจักรกมั พชู าในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘
- พระพทุ ธรูปนาคปรกวัดกดุ เวยี น วดั กุดเวยี น ตงั้ อยู่หมู่ท่ี 4 ตำ� บลตาพระยา อำ� เภอตาพระยา
จังหวัดสระแก้ว พระพทุ ธรูปองคน์ ้ีชาวบ้านโคกไพลขุดพลเศยี รทีเ่ นนิ โบราณสถาน บ้านโคกไพลแล้วได้น�ำมาสร้างตวั
องคพ์ ระใส่ ชาวบ้านเคารพนบั ถือเปน็ พระพทุ ธรูปที่ศักด์สิ ทิ ธ์ิ ส�ำหรับ ตวั องค์พระเดิมนัน้ ถูกขุดพบและสร้างเศียรใสก่ อ่ น
หน้าน้ีแลว้ ประดษิ ฐานอยู่ที่วัดมะกอก
- รปู ปนั้ สิงห์โบราณ อยู่ท่ีหอ้ งสมุดประชาชนอ�ำเภอตาพระยา จงั หวัดสระแก้ว ไมท่ ราบประวตั ิและ
หลักฐานการค้นพบ ลักษณะของสงิ หเ์ ป็นธรรมชาติ มีแผงขนคอม้วนเป็นระเบียบ อยูท่ างด้านหนา้ ของลำ� ตัว เป็นรปู
สามเหลีย่ มคล้ายกับเปน็ เกราะกนั หน้าอก จัดเปน็ สงิ ห์ในศลิ ปะเขมร มอี ายรุ ะหวา่ งพุทธศตวรรษที่ ๑๔– ๑๕
- เครือ่ งบดยาสมยั โบราณ ทำ� ด้วยหนิ ทรายเน้อื ละเอียด ไม่ปรากฏหลักฐาน
การได้มา ปัจจุบันเก็บรกั ษาอย่ทู ่ีหอ้ งสมดุ ประชาชนอ�ำเภอตาพระยา จงั หวดั สระแก้ว
- ศลิ าจารึกโบราณ ไม่ปรากฏหลกั ฐานว่าพบเม่ือใด ใครเปน็ ผ้คู ้นพบ เป็นจารึกอักษาขอมโบราณ
ภาษาเขมร จารกึ ท้งั สองดา้ นบนหินทราย รปู ส่เี หล่ยี มผนื ผา้ ตัวอักษรชำ� รุดเปน็ ชว่ งๆ นบั จำ� นวนบรรทดั ไมไ่ ด้ ขนาด
กว้าง ๔๕ เซนติเมตร สูง ๘๕ เซนติเมตร หนา ๗ เซนตเิ มตร

หน้า 47

โบราณวัตถุทเี่ ก็บรกั ษาทวี่ ัดหนองตมิ
วัดหนองตมิ ตัง้ อยหู่ มทู่ ี่ ๑ บา้ นหนองตมิ ต�ำบลทัพราช อ�ำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว มีโบราณวัตถุท่ีส�ำคญั
ดงั นี้
- เทวรปู ขดุ พบในสวนของนายวนั สตั เลิศ บ้านตะลุมพกุ ตำ� บลทัพราช เมือ่ พ.ศ. ๒๕๑๕ บรเิ วณเนนิ
โบราณสถานหนองไผ่ลอ้ ม เปน็ เทวรปู นนู ตำ่� บนหนิ ทรายแดงรปู ใบเสมา ภายหลังได้ตกแต่งด้วยสีให้เกดิ ความสวยงามและ
ดูเป็นของใหมเ่ พ่ือป้องกันการโจรกรรม
- ฐานรปู เคารพ จ�ำนวน ๔ ฐาน ลกั ษณะเป็นแทน่ ฐานโยนีสำ� หรบั ประดษิ ฐานศวิ ลึงค์
โบราณวตั ถุบริเวณชมุ ชนบ้านคลองขนุน
เมื่อวนั ที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ไดข้ ดุ พบเทวรูปพฆิ เนศวร ๒ องค์ ท่ตี �ำบลทา่ แยก อ�ำเภอเมอื งสระแก้ว
จังหวดั สระแกว้ มอี ายุประมาณ ๑,๐๐๐ ปเี ศษ องค์ใหญ่สูง ๖๕ เซนตเิ มตร หน้าตกั กวา้ ง ๓๐ เซนตเิ มตร ฐานรอบแกะ
สลักเป็นรูปชา้ ง ๓ เศยี ร พระหตั ถ์ขวาวางท่ีหนา้ ตัก พระหัตถ์ซา้ ยถอื ถว้ ยขนม ลวดลายต่างๆ สกึ หรอไปมาก ส่วนองคเ์ ลก็
หนา้ ตักกว้าง ๒๕ เซนติเมตร มฐี านรปู สี่เหล่ยี มรองรบั ฐานเทวรปู อีกชน้ั หน่งึ ฐานรองรับไมม่ ีลวดลายแต่เป็นหนิ ทรายขาว
คลา้ ยหินทรายท่ีใชส้ รา้ งปราสาทหนิ พิมาย ปจั จบุ นั เก็บรกั ษาอยทู่ ่ีวดั โคกเจรญิ สขุ หมทู่ ี่ ๔ ตำ� บลท่าแยก อ�ำเภอเมือง
สระแก้ว จังหวดั สระแกว้ นอกจากน้ที ่บี รเิ วณชมุ ชนบ้านคลองขนนุ ยังพบโบราณวตั ถอุ ื่นๆ อกี ได้แก่ หินบดยา เครื่องมือ
เหล็กโบราณและเคร่ืองปั้นดินเผาชนิดเคลอื บ
โบราณวัตถบุ ริเวณสระแกว้ สระขวัญ บริเวณสระแกว้ สระขวัญ พบวตั ถุโบราณจำ� นวนมาก ไดแ้ ก่ เงนิ เหรยี ญ
สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ๑ เหรยี ญ มีด ๑ เลม่ ผาลไถเหล็ก ๒ อัน มดี ปอกหมาก ๒ เล่ม
เคียว ๑ เล่ม โซ่ ๕ อนั ลิม่ เหล็ก ๒ อัน ปลายหอก ๑ อัน เสียม ๑ อัน ดา้ มพลวั่ ๑ อนั ขอบขนั โลหะ ๑ ชน้ิ เศษถว้ ยชาม
กระเบือ้ งลายคราว ๗ ช้ิน เศษวัสดุส�ำรดิ ๒ ช้นิ เศษเคร่ืองป้นั ดินเผา ๑๔ ชิ้น
โบราณวตั ถุบริเวณชมุ ชมท่าไมแ้ ดง แหล่งโบราณคดชี มุ ชมทา่ ไม้แดง ตงั้ อย่ทู ีห่ มูท่ ่ี ๗ บา้ นใหมไ่ พรวัลย์
ต�ำบลสระขวญั อ�ำเภอเมอื งสระแก้ว จงั หวดั สระแก้ว สันนษิ ฐานว่าเป็นชมุ ชนโบราณเก่าแกแ่ หง่ หนึ่งของจงั หวัดสระแกว้
เพราะขุดพบรอ่ งรอยการอยูอ่ าศัยของมนษุ ย์ ทั้งบนผวิ ดินและใต้ดิน แต่ไมม่ อี าคารสิ่งก่อสร้างหลงเหลอื อย่แู ตป่ ระการใด
หลกั ฐานท่ีพบได้แก่ เครือ่ งมอื เคร่ืองใชแ้ ละเครอ่ื งประดับ ทง้ั ท่ีเปน็ เครื่องปนั้ ดนิ เผาและโลหะส�ำรดิ เชน่ ก�ำไลสำ� รดิ
เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง ๘.๕ เซนตเิ มตร เต็มวง ๑ อนั ครงึ่ วง ๑ อนั แท่งดีบกุ วงกลม เส้นผา่ ศูนย์กลาง ๔ เซนตเิ มตร
หนา ๑.๕เซนติเมตร ๑ อนั แท่งดีบุก ๑ แทง่ เงินราง ดบี ุกเป็นรอ่ ง ขเ้ี หล็กจากเตาถลงุ เครอ่ื งป้ันดินเผาสงู ๑๖ เซนติเมตร
รอบปากกวา้ ง ๔๐ เซนติเมตร เส้นผา่ ศูนยก์ ลางขอบปาก ๑๓ เซนตเิ มตร กน้ เสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง ๔ เซนติเมตร ขนั สำ� ริด
เสน้ ผา่ ศูนย์กลาง ๑๑ เซนติเมตร สงู ๗ เซนตเิ มตร มีลายขอบใน
โบราณวตั ถบุ รเิ วณชมุ ชนบา้ นโคกชายธง ตง้ั อยทู่ ห่ี มทู่ ่ี ๔ ต�ำบลโคกป่ฆี ้อง อ�ำเภอเมอื งสระแก้ว จงั หวัดสระแก้ว
บนท่ีดนิ ของนายสี ชาญธนู ราษฎรบา้ นเลขที่ ๗๑ หมู่ ๔ ต�ำบลโคกป่ีฆ้อง ได้ไถนาบรเิ วณหมูบ่ ้าน พบวัตถโุ บราณ เช่น
กระปุกดนิ (ไห) สงู ๓๐ เซนติเมตร ปากกว้าง ๖ เซนตเิ มตร หินสีเขียวลกั ษณะคล้ายมอื ๑ ชน้ิ แหวนสำ� รดิ และภาชนะ
เครือ่ งป้นั ดนิ เผา

หนา้ 48

โบราณวตั ถบุ ริเวณชุมชนบ้านสระพระเนตร ต้ังอยทู่ ห่ี มูท่ ่ี 11 ต�ำบลท่าเกษม อ�ำเภอเมอื งสระแกว้ จงั หวดั
สระแกว้ โบราณวัตถทุ ี่ค้นพบ คือ พระพทุ ธรูปหินสีเขียว 3 องค์ ฝังอย่ใู ตพ้ ้ืนศาสนสถาน เศษหม้อไห เคร่อื งมอื เครอ่ื งใช้
ทำ� ด้วยเครอื่ งปนั้ ดนิ เผาจ�ำนวนมาก เศษกระดูกมนษุ ย์ ก�ำไลส�ำรดิ พระพุทธรปู หนิ สเี ขียว สงู ๑ เมตร จำ� นวน ๑ องค์
โบราณวัตถทุ แ่ี หลง่ โบราณคดีทเ่ี ขาฉกรรจ์ ตัง้ อยู่ที่บ้านเขาฉกรรจ์ ต�ำบลเขาฉกรรจ์ อำ� เภอเขาฉกรรจ์ จงั หวดั
สระแก้ว โบราณวตั ถทุ ีพ่ บคือ ภาชนะดินเผา เนือ้ หยาบ เผาดว้ ยอณุ หภมู ิตำ�่ ลายเชอื กทาบและเศษภาชนะดินเผาเน้อื
แกร่ง เผาด้วยอณุ หภูมิสูงเคลือบสีนำ้� ตาล แบบเครื่องถ้วยเขมร
โบราณวัตถุบริเวณแหล่งโบราณคดบี ้านโคกมะกอก ตั้งอยู่ท่บี ้านโคกมะกอก หมู่ท่ี ๙ ตำ� บลเขาสามสิบ อ�ำเภอ
เขาฉกรรจ์ จงั หวดั สระแก้ว โบราณวตั ถทุ ีพ่ บ ไดแ้ ก่ ลูกปัดสตี ่างๆ เช่น สีขาว สฟี า้ สีน�้ำเงิน สเี หลอื ง สีสม้ สีเขียวออ่ น
สีดำ� สว่ นเคร่อื งมอื เคร่ืองใชท้ ี่ท�ำดว้ ยเครือ่ งป้นั ดินเผา พบหม้อดินปากกวา้ ง ๖ น้ิว สงู ๘ นิ้ว เน้ือหยาบ เผาด้วยอุณหภมู ิตำ่�
บางลกู มลี ายเชือกทาบ นอกจากนยี้ งั พบเครือ่ งมือเครื่องใช้ทท่ี ำ� ดว้ ยโลหะ เชน่ ขวาน มีด จอบ อาวธุ ปลายแหลม หนิ ลับ
เคร่ืองประดับ เช่น กำ� ไลสำ� รดิ กระพรวนส�ำริด ลูกปดั หิน
โบราณวตั ถุทีเ่ กบ็ รกั ษาในพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี พิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจนี บุรี ตั้งอยทู่ ี่
ถนนปราจีนอนุสรณ์ ตำ� บลหน้าเมอื ง อ�ำเภอเมอื งปราจนี บุรี จงั หวดั ปราจนี บุรี จัดแสดงโบราณวตั ถุทข่ี ุดค้นและส�ำรวจ
พบในแหล่งโบราณคดีในภูมภิ าคตะวันออกในเขตจังหวัดปราจีนบรุ ี สระแกว้ จันทบุรี ระยอง ชลบรุ ี ตราด ฉะเชงิ เทรา
และนครนายก สำ� หรับโบราณวตั ถทุ สี่ �ำคัญท่ีพบในจังหวดั สระแก้วซ่ึงจดั แสดงในพพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ ปราจนี บุรี
อาจแบง่ ตามแหลง่ ท่พี บตา่ งๆ ไดด้ งั น้ี
- โบราณวตั ถทุ ีพ่ บจากการขดุ แตง่ ปราสาทเขาน้อยหรือปราสาทเขาน้อยสีชมพู ปราสาทเขานอ้ ย
หรอื ปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตัง้ อยู่ท่ตี ำ� บลคลองน้�ำใส อ�ำเภออรญั ประเทศ โบราณวตั ถซุ ึ่งได้จากการขุดแตง่ ปราสาท
เขาน้อยน้ัน ส่วนใหญเ่ ป็นโบราณวัตถุทีท่ �ำจากหินทราย มโี บราณวตั ถุทท่ี �ำจากโลหะ กระดูกสตั ว์ เปลอื กหอย และดนิ เผา
อย่บู า้ ง

- โบราณวัตถุทท่ี ำ� จากหนิ โบราณวตั ถทุ ีท่ ำ� จากหนิ ทพ่ี บนป้ี รากฏรอ่ งรอยว่าถกู ทุบท�ำลาย และถูก
เคลอ่ื นย้ายจากตำ� แหนง่ เดิม โบราณวตั ถุเหล่านอี้ าจแยกยอ่ ยออกเป็น ทับหลัง ศิวลงึ ค์ ฐานรปู เคารพ และประเภทอ่นื ๆ
ทบั หลงั ทับหลังที่พบจากการขดุ แตง่ พบอยบู่ ริเวณรอบปรางค์องคด์ ้านทิศเหนอื มี 4 ชิ้น ทบั หลังทพี่ บบรเิ วณ
ปรางค์องค์กลางมี 1 ชิน้ รวม 5 ชิน้ ลกั ษณะของทับหลงั 5 ชิ้นนั้น เป็นศิลปะเขมรแบบสมโบรไ์ พรกกุ และแบบไพรกเม็ง
ซง่ึ เปน็ ลักษณะศิลปะเขมรสมัยก่อนเมอื งพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ทับหลงั หมายเลข 1 เป็นทบั หลัง
ของประตทู างเข้าปรางคอ์ งคก์ ลาง ทับหลงั ช้ินน้เี คยถูกโจรกรรมไปเม่ือประมาณ เดอื นมีนาคม พ.ศ. 2531 ภายหลัง
หนว่ ยศลิ ปากรที่ 5 ซ่ึงเปน็ ผูด้ แู ลรับผดิ ชอบ ไดด้ �ำเนินการตามขั้นตอนจนตดิ ตามน�ำทับหลังชนิ้ ดงั กลา่ วคืนมา แตอ่ ยู่ใน
สภาพแตกหักเปน็ 2 ชิ้น เมือ่ วนั ที่ 19 สงิ หาคม พ.ศ. 2531 แล้วเกบ็ รักษาจัดแสดงไว้ในพิพิธภณั ฑ์สถานแหง่ ชาติ
ปราจีนบรุ ี

หนา้ 49

ส่วนทบั หลังอกี 4 ชน้ิ พบฝังจมอยูใ่ นดินขณะท่ีทำ� การขุดแตง่ ปราสาทเขาน้อยระหวา่ งวันท่ี ๑
ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๒
ศิวลงึ ค์ ศวิ ลึงคห์ รอื ประติมากรรมรูปอวัยวะเพศชายน้ี ในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนกิ ายถือว่าเปน็ รปู
เคารพส�ำคัญทีส่ ุด ในศาสนสถานจะประดษิ ฐานเปน็ ประตมิ ากรรมประธาน เนือ่ งจากถือวา่ ศิวลึงค์เปน็ สญั ลกั ษณ์แทน
องคพ์ ระศิวะ ซงึ่ เป็นผู้ให้กำ� เนิดมวลมนษุ ยชาติ
ในศิลปะเขมรสมยั ก่อนเมอื งพระนครนัน้ จะนิยมทำ� ศิวลึงค์ติดเปน็ ช้ินเดยี วกบั ฐาน โดยโผล่ออกมาให้
เหน็ เฉพาะรทุ รภาคหรอื ปูชาภาคเท่าน้ัน ลกั ษณะเชน่ นี้ อาจไดร้ ับอิทธพิ ลมาจากศิลปะจาม
ฐานรปู เคารพ ฐานรปู เคารพท่ีพบน้ี บางช้นิ ยังอยู่ในสภาพดีบางช้นิ มีร่องรอยถกู ทบุ ท�ำลาย บางชน้ิ
อาจมีฐานท่ใี ช้ตัง้ รูปเคารพทเ่ี ปน็ รูปบุคคล บางชิ้นอาจเปน็ โยนเี พอ่ื ใชป้ ระกอบ
กับศวิ ลงึ ค์ และบางชนิ้ อาจเป็นศิลาฤกษ์ที่ใช้เกีย่ วกับการกอ่ สร้างฐานรปู เคารพ
หนิ สีเขยี วใส รูปสเ่ี หล่ียมมมุ มน อาจใช้ประดบั หัวแหวน
สว่ นเท้าของประติมากรรมรูปบุคคล สว่ นเทา้ ของประติมากรรมรูปบคุ คล
และส่วนเดอื ยส�ำหรบั เสยี บลงในฐานสำ� หรบั ตั้ง ลักษณะการวางเทา้ ขนานกันบนฐานรูปสเ่ี หลีย่ มจตั ุรัส สว่ นของเดือย
เปน็ รปู สี่เหล่ียมจตั ุรสั ปลายเรยี ว ยาว ๑๖ เซนติเมตร โคนเดือยกว้าง ๙ เซนติเมตร
ประติมากรรมรปู บรุ ษุ ท�ำจากหนิ ทรายเน้ือหยาบสีเขยี ว ขณะทำ� การขุดแตง่
พบในสภาพแตกเป็นช้ินเลก็ ช้ินน้อย สามารถต่อกลบั ไดใ้ นชว่ งคอถงึ หัวเข่า ลักษณะท่อนบนเปลอื ย บ่าใหญ่ เอวเลก็
ลงพงุ สะดือเปน็ รูกลม นงุ่ ผา้ สั้น ลายเป็นผ้าร้วิ
จากลักษณะการน่งุ ผ้า ลายผ้า ชายผ้าทงั้ ดา้ นหน้าและดา้ นหลงั สนั นิษฐานวา่ ประตมิ ากรรมชิน้ นี้เปน็
ศลิ ปะเขมรแบบเกาะแกร์ อายุราว พ.ศ. ๑๔๖๕ – ๑๕๙๐ หรอื ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕
ประตมิ ากรรมรปู หัวช้าง พบอยู่บริเวณมขุ ทางเข้าปรางคอ์ งค์ทิศเหนอื สันนษิ ฐานว่าเดิมคงเปน็ ฐาน
เสาตดิ อยทู่ ่ีผนงั ทางเขา้ ขององคป์ รางค์ ประติมากรรมรูปช้างคู่นที้ �ำจากหินทราย ด้านหน้าแกะสลกั เปน็ รูปหัวช้างโผล่
ออกมาพร้อมขาคหู่ นา้ ด้านขา้ งแกะสลกั เป็นรปู สิงหท์ ีม่ ีงวงเหมอื นช้าง ยนื ผงาดดว้ ยขาหลงั ทงั้ คู่
ภาพสลกั นนู ตำ่� ท�ำดว้ ยหินทราย รปู ศีรษะบุคคล หันหน้าตรง สวมกะบงั หน้า
มีมวยผมอย่ดู า้ นบน จมกู แบน ดวงตายาวใหญ่
ภาพสลักนูนต�ำ่ รูปตัวนกดา้ นข้าง มีลวดลายทคี่ อ่ นข้างเลอะเลือนประกอบอยดู่ ว้ ย ทำ� ดว้ ยหนิ ทราย
ช้นิ สว่ นมือของรูปบคุ คล ทำ� จากหนิ ทราย
ภาพสลกั นูนตำ�่ รปู หัวววั ทำ� จากหนิ ทราย
ชิ้นส่วนเทา้ ของประตมิ ากรรมรปู บุคคล เปน็ สว่ นของเท้าขวายืนอย่บู นแทน่ มเี ดอื ย ทำ� จากหินทราย
สีชมพู ขนาดสงู ๑๔.๕ เซนติเมตร
ประติมากรรมนูนต�ำ่ ลายกา้ นขด ทำ� จากหนิ ทรายสแี ดง ขนาดกว้าง ๑๑ เซนติเมตร ตรงกลางเตาะ
เปน็ เบา้ กลมเสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง ๑๐ เซนติเมตร


Click to View FlipBook Version