The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน 3 ฟิกเกอร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by klumnganza, 2025-02-25 07:28:14

ลีลาศจังหวะบีกิน

การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน 3 ฟิกเกอร์

ลีลาศ จังหวะบีกิน


Beguine


สมาชิก นายธิวากร พันสาง เลขที่2 นายนฤพนธ์ สวัสดิ์ทอง เลขที่10 นางสาวกานต์ธิดา ถาวรสวัสดิ์ เลขที่30 นางสาวพัดชา เจริญวิริยะภาพ เลขที่31 นางสาววิภาดา อยู่วัฒนา เลขที่32 25503 25827 25857 25859 25863


เอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ จัดขึ้นเพื่อประกอบการเรียนการสอนวิชาลีลาศ1 ( พ30237 ) เพื่อให้ได้ศึกษา ความรู้ในเรื่องการเต้นลีลาศ จังหวะบีกิน และเป็นผู้มีความสามารถ มีทักษะในการเต้นลีลาศ ทั้งด้านการเรียน และการสอน เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาลีลาศ1 แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อ คือ ความหมาย ประวัติ ประวัติของจังหวะบิกินในประเทศไทย การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน ดนตรีและการนับจังหวะ ความช้าเร็วของ จังหวะดนตรี การจับคู่ การยืน การก้าวเท้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาลีลาศเล่ม นี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไม่มากก็น้อย คณะผู้จัดทำ สมาขิกกลุ่มอาจารย์พรนิภา สุรินทร์คำ คำ นำ ก


สารบัญ เรื่องคำ นำสารบัญบทนำประวัติกีฬาลีลาศยุคก่อนประวัติศาสตร์ยุคโบราณยุคกลางยุคฟื้นฟูยุคโรแมนติคยุคปัจจุบันประวัติจังหวะบีกินในประเทศไทยการเต้นลีลาศจังหวะบีกินดนตรีและการนับจังหวะความช้าเร็วของจังหวะดนตรีการจับคู่การนับจังหวะการก้าวเท้าเบสิค วอล์คอันเดอร์ อาร์ม เทิร์นโชเดอร์ ทู โชเดอร์ ข หน้ากข1234567891011


1 บทนำ คำ ว่า ลีลาศ หรือ เต้นรำ มีความหมายเหมือนกัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปีพุทธศักราช 2525 ได้ให้ความหมายดังนี้ ลีลาศ เป็นนาม แปลว่า ท่าทางอันงดงาม การเยื้องกราย เป็นกิริยาแปลว่า เยื้องกรายเดิน นวยนาด เต้นรำ เป็นกิริยาแปลว่า เคลื่อนที่ไปโดยมีระยะก้าวตามกำ หนด ให้เข้ากับจังหวะดนตรี ซึ่งเรียกว่า ลีลาศ การเต้นรำ ของคู่ชายหญิงตามจังหวะดนตรีที่มีแบบอย่างและลวดลายการเต้นเฉพาะตัวเป็นการเต้นรำ ที่แสดงออกอย่างมีศิลปะ ท่าทางอันงดงาม การเยื้องกราย เคลื่อนที่ไปโดยมีระยะก้าวตามกำ หนด ให้เข้ากับจังหวะดนตรีโดยใช้เสียงเพลงและจังหวะดนตรีเป็นสื่อ เพื่อให้เกิดความสนุกสนามเพลิดเพลิน มีลวดลายการเต้น มักนำ ลีลาศมาใช้ในงานสังคมทั่ว ๆ ไป ความหมายกีฬาลีลาศ


ประวัติลีลาศ กีฬาลีลาศ (Ballroom Dance) คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เน้นความสวยงามพริ้วไหวของผู้เต้น ตามจังหวะต่าง ๆ โดยถือกำ เนิดขึ้น ในหมู่ชนชั้นสูงฝั่งตะวันตก ที่นิยมใช้การเต้นรำ เป็นกิจกรรมในงานสังคม โดยการเต้นรำ แต่ละจังหวะมีต้นกำ เนิดแตกต่างกัน ดังนี้ 2 ประวัติลีลาศ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ การเต้นรำ ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการแสดงออกของบุคคล ศิลปะการเต้นรำ ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ถูกค้นพบ จากภาพวาดบนผนังถ้ำ ในแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ ซึ่งศิลปะในการเต้นรำ ได้ถูกวาดมาไม่น้อยกว่า 20,000 ปีมาแล้ว อีกทั้งพิธีกรรมทาง ศาสนา จะรวมการเต้นรำ การดนตรี และการแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งสำ คัญในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่าง มาก พิธีกรรมเหล่านี้อาจเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา หรือจากการฉลองที่ล่าสัตว์มาได้ หรือการออกศึกสงคราม นอกจากนี้อาจมีการ เฉลิมฉลองการเต้นรำ ด้วยเหตุอื่น ๆ เช่น ฉลองการเกิด การหายจากอาการเจ็บป่วย หรือการไว้ทุกข์ เป็นต้น ประวัติลีลาศ ยุคโบราณ การเต้นรำ ของพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพวกที่ไม่มีศาสนาในสมัยโบราณนั้น ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง มี ภาพวาด รูปปั้นแกะสลัก และบทประพันธ์ของชาวอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นถึง การเต้นรำ ได้ถูกจัดขึ้นในพิธีศพ ขบวนแห่ และพิธีกรรมทาง ศาสนา ชาวอียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในทุก ๆ ปีแม่น้ำ ไนล์จะเพิ่มระดับ สูงขึ้นและเมื่อน้ำ ลดลง จะมีการทำ การเพาะปลูก และมี การเต้นรำ หรือแสดงละคร เพื่อขอบคุณเทพเจ้าโอซิริส (God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น นอกจากนี้การเต้นรำ ยังนำ มาใช้ในงานส่วนตัว เช่น การเต้นรำ ของพวกข้าทาส ซึ่งจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน และต้อนรับแขกที่มาเยือน ชาว กรีกโบราณเห็นว่า การเต้นรำ เป็นสิ่งจำ เป็นทั้งในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา และการแสดงละคร ปรัชญาเมธีพลาโตให้ความเห็น ว่า พลเมืองกรีกที่ดีต้องเรียนรู้การเต้นรำ เพื่อพัฒนาการบังคับร่างกายของตนเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะในการต่อสู้ ดังนั้น การร่ายรำ ด้วยอาวุธ จึงถูกนำ มาใช้ในการศึกษาทางทหารของเด็ก ทั้งในรัฐเอเธนส์และสปาร์ต้า นอกจากนี้ การเต้นรำ มีความนิยมแพร่หลายนำ มาใช้ในพิธีแต่งงาน ฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผล และในโอกาสอื่น ๆ ด้วย


ประวัติลีลาศ ยุคกลาง เป็นยุคที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข โบสถ์มีอิทธิพลต่อการเต้นรำ ของยุโรปมาก โบสถ์มีข้อห้ามมากมาย เกี่ยวกับการเต้นรำ ทั้งนี้เป็นเพราะการเต้นรำ บางอย่างถือว่าต่ำ ช้าและเพื่อกามารมณ์ อย่างไรก็ดีผู้ที่ชอบการเต้นรำ มักจะหาโอกาสจัดงานเต้นรำ ขึ้น ในหมู่บ้านของตนอยู่เสมอ ในปี ค.ศ. 300 บรรดาผู้ใช้แรงงานฝีมือ ได้จัดละครทางศาสนาขึ้นและมีการเต้นรำ รวมอยู่ด้วย โดยในระหว่างปี ค.ศ. 300 กาฬโรคซึ่งถูกเรียกว่า ความตายสีดำ ระบาดในยุโรป ทำ ลายชีวิตผู้คนไปมากมายจนทำ ให้ผู้คนแทบเป็นบ้าจากความกลัวและความโศกเศร้า โดยผู้คน จะร้องเพลงและเต้นรำ คล้ายกับคนวิกลจริตที่หน้าหลุมศพ ซึ่งเชื่อว่าการแสดงของเขานั้น จะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้าย และขับไล่ความตายให้หนีไปจาก ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาได้ ในยุคกลางยุโรปยังมีการเฉลิมฉลองการแต่งงาน วันหยุด และประเพณีต่าง ๆ ตามโอกาสด้วย การเต้นรำ พื้นเมือง ผู้ใหญ่และเด็กในชนบท จะจัดรำ ดาบและเต้นรำ รอบเสาสูง ที่ผูกริบบินจากยอดเสา (Maypoles) พวกขุนนางที่ไปพบเห็น ก็นำ มาพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น การเต้นรำ แบบวงกลมของ บรรดาขุนนางซึ่งเรียกว่า Carol เป็นการเต้นรำ ที่ค่อนข้างช้า ในช่วงปลายยุคกลางนั้น การเต้นรำ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนแห่ต่าง ๆ หรือในงาน เลี้ยงที่มีเกียรติ 3 ประวัติลีลาศ ยุคกลาง (ค.ศ. 400 - 1500) ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรื่องทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยุคฟื้นฟูเริ่มในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 300 ใน ช่วงปลายสมัยกลาง แล้วแผ่ขยายไปในยุโรปในปี ค.ศ. 300 ที่อิตาลี ขุนนางที่มีความมั่นคงตามเมืองต่างๆ จะจ้างครูเต้นรำ อาชีพมาสอนในคฤหาสน์ของตน เรียกการเต้นรำ สมัยนั้นว่า Balli หรือ Balletti ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี แปลว่า การเต้นรำ นั่นเองในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝรั่งเศส ชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ในหนังสือได้บรรยายถึงการเต้นรำ แบบต่าง ๆ หลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่า มาก บันทึกถึงการเต้นรำ ที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆ การเต้นรำ แบบบอลรูม เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (ค.ศ. 1558 - 1603) ซึ่งสมัยนั้นคลั่งไคล้การเต้นรำ ที่เรียกว่า โวลต้า (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ ในปัจจุบันการเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิงกระโดดขึ้นในอากาศด้วย ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16 งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานแต่งงาน และงานต้อนรับแขกที่มาเยือน ในงานจะรวม พวกการเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการแสดงละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lorenzo de Medlci ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่ง คฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการแข่งขันหลายอย่าง รวมทั้งการเต้นรำ สวมหน้ากาก (Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะดนตรีประกอบการเต้น พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิซี (Catherine de Medicis) พระราชินีในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 เดิมเป็นชาวฟลอเรนซ์แห่งอิตาลีพระองค์ได้นำ คณะเต้นรำ ของ อิตาลี มาเผยแพร่ในพระราชวังของฝรั่งเศส ซึ่งถูกเรียกเป็นสำ เนียงฝรั่งเศสว่า คองเทร ดองเซ่ (Conterdanse) และเป็นจุดเริ่มต้นของระบำ บัลเลย์ พระองค์ได้จัดให้มีการแสดงบัลเล่ย์ โดยพระองค์ทรงร่วมแสดง พื้นฐานของการลีลาศในสมัยศตวรรษที่ 17 การเต้นรำ มีแบบแผนมากขึ้น จอห์น วีเวอร์ และ จอห์น เพลฟอร์ด (John Weaver & John Playford) เป็น นักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง เพลฟอร์ด ได้เขียนเกี่ยวกับ การเต้นรำ แบบเก่าของอังกฤษ ซึ่งรวบรวมได้ถึง 900 แบบอย่าง การเต้นรำ ในปี ค.ศ. 1700 ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ Gavotte, Allemande และ Minuet รูปแบบการเต้นจะประกอบ ด้วยการก้าวเดิน หรือวิ่ง การร่อนถลา การขึ้นลงของลำ ตัว การโค้ง และถอนสายบัว ภายหลังได้แพร่หลายไปสู่ทวีปยุโรปและอเมริกา เป็นที่ชื่นชอบของ ยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกามาก การเต้นรำ ในอังกฤษที่เรียกว่า Country Dance ซึ่งเป็นการเต้นรำ พื้นเมือง ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรป ภายหลังได้แพร่หลายไปสู่อาณานิคมตอนใต้ของอเมริกา ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู (ค.ศ. 1400 - 1600)


ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค เป็นยุคที่มีการปฏิรูปเรื่องบัลเล่ย์ ในยุคนี้ นักเต้นรำ มีความอิสระในการเคลื่อนไหว และการแสดงออกของบุคคล สมัยก่อนการ แสดงบัลเลย์ มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าเทพธิดา แต่ยุคนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เรื่องทั่ว ๆ ไป รวมถึงใส่จินตนาการ ลงไปในบางครั้งด้วย ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป ทำ ให้เกิดความรู้สึกใหม่คือความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน และเกิด การเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วใน ยุโรปตะวันตก แต่เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือ และ เอวของคู่เต้นรำ ได้ จึงถูกคณะพระคริสประณามว่า ไม่เหมาะสมและไม่สุภาพเรียบร้อยในช่วง ปี ค.ศ. 1800 - 1900 การเต้นรำ ใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำ พื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำ ไป ประยุกต์ให้เหมาะสมกับราชสำ นัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era 1830 - 80) การไปงานราตรีสโมสรหนุ่มสาวจะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคน ต่างไป และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิง คนเดิมมากกว่า 4 ครั้งไม่ได้ หญิงโสดก็จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้าง ในอเมริการูปแบบใหม่ในการเต้นรำ ที่นิยมมากในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพ พวกที่ยากจน และคนผิวดำ คือ การเต้น Tap-Danced หรือ ระบำ ย่ำ เท้า โดยรวมเอาการ เต้นรำ พื้นเมืองในแอฟริกา การเต้นแบบจิ๊ก (jig) ของชาวไอริส และการเต้นรำ แบบคล๊อก (Clog) ของชาวอังกฤษผสมเข้าด้วยกัน โดยคนผิวดำ มักจะเต้นไปตาม ถนนหนทางต่าง ๆ ก่อนปี ค.ศ. 1870 การเต้นรำ ได้ขยายไปสู่เมืองต่างๆ ในอเมริกา ผู้หญิงที่ชอบร้องเพลงประสานเสียงจะเต้นระบำ แคน-แคน (Can-Can) โดยใช้การเตะเท้าสูงๆ เพื่อเป็นสิ่งบันเทิงใจแก่พวกโคบาลที่อยู่ตามชายแดนอเมริกา ระบำ แคน-แคน มีจุดกำ เนิดมาจากฝรั้งเศส 4 ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค


ในราวปี ค.ศ. 1840 การเต้นรำ บางอย่างกลับมาเป็นที่นิยมอีก อาทิ โพลก้า จากโบฮิเมีย ซึ่งเป็นที่นิยมมากใน เวียนนา ปารีส และ ลอนดอน จังหวะมาเซอก้า (Mazuka) จากโปแลนด์ก็เป็นที่นิยมมากในยุโรปตะวันตก ในราวกลางศตวรรที่ 19 การเต้นรำ ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอีกมาก อาทิ การเต้นมิลิทารี่ สก๊อตติช (Millitary Schottische) การเต้นเด็กวอล์ค (Cakewalk) ซึ่งเป็นการเต้นรำ แบบหนึ่งของพวกนิโกรในอเมริกา การเต้นทูสเตป (Two-Step) การเต้นบอสตัน (Boston) และการเต้นเตอรกีทรอท (Turkey trot) ในศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1910) จังหวะแทงโก้ จากอาร์เจนตินา เริ่มเผยแพร่ที่ปารีส เป็นจังหวะที่แปลก และเต้นสวยงามมาก ในระหว่างปี ค.ศ. 1912 - 1914 Vemon และ Irene Castle ได้นำ รูปแบบการเต้นรำ แบบใหม่ๆ จากอังกฤษมาเผย แพร่ในอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แก่ จังหวะฟอกซ์ทรอท และแทงโก้ ปี ค.ศ. 1918 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้เลือกเฟ้นจังหวะเต้นรำ ทั้งบอลล์รูม และละตินอเมริกา เรียบเรียง ขึ้นเป็นตำ รา วางหลักสูตรของแต่ละจังหวะรัดกุม ในสมัยนี้ประเภทบอลรูม มีเพียง 4 จังหวะ คือ วอลซ์ (Waltz) ค วิกวอลซ์ (Quick Waltz) สโลว์ฟอกซ์ทรอท (Slow Fox-trot) และ แทงโก้ (Tango) ปี ค.ศ. 1920 ในอเมริกาเริ่มนิยมจังหวะ Paso-Doble (ปาโซโดเบล) และการเต้นรำ แบบก้าวเดียวสลับกัน (One-step) ซึ่งเรียกกันว่า Fast fox-trot ปี ค.ศ. 1925 จังหวะชาร์ลตัน (Charleston) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นคล้ายทูสเตป และในปีเดียวกันนี้ Arthur Murray ก็ได้ให้กำ เนิดการเต้นรำ แบบสมัยใหม่ (Modem Dances) ขึ้น การเต้นรำ แบบสมัยใหม่นี้เป็นการ เต้นรำ ที่แสดงออกถึงจินตนาการของแต่ละบุคคล ไม่มีท่าเต้นที่แน่นอนตายตัว บางครั้งก็นำ ท่าบัลเล่ย์มาผสมผสานด้วย ปี ค.ศ. 1929 จังหวะจิตเตอร์บัก (Jittebug) เริ่มเป็นที่นิยม รูปแบบการเต้นต้องอาศัยยิมนาสติก การเบรก และการ ก้าวเท้าย่าเร็วๆ ในปีเดียวกันอิทธิพลจากเพลงแจ๊สของอเมริกา ทำ ให้เกิดจังหวะ ควิกสเตป (Quickstep) ขึ้น เป็นจังหวะที่ 5 ของบอลรูม ปี ค.ศ. 1929 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการลีลาศ (Official Board of Ballroom Dancing) ขึ้นในประเทศอังกฤษและจัดการแข่งขันเต้นรำ ในอังกฤษทุกปี ปี ค.ศ. 1930 การเต้นรำ ของชาวคิวบา (Cuban Dance) ก็เป็นที่นิยมมากในอเมริกา คือจังหวะ คิวบันรัมบ้าหรือจังหวะรัมบ้า ปี ค.ศ. 1939 บรรดาครูลีลาศ และผู้ทรงคุณวุติทางลีลาศในอังกฤษได้ร่วมกันวางกฎเกณฑ์ของลวดลายต่างๆ ในลีลาศเพื่อให้เป็นมาตราฐานเดียวกัน ในแต่ละจังหวะมีประมาณ 20 ลวดลาย ปี ค.ศ. 1940 การเต้นคองก้า และแซมบ้า จากบราซิล ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปี ค.ศ. 1950 ได้จัดตั้งสภาการลีลาศระหว่างชาติ (International Council of Ballroom Dancing) โดยใช้ชื่อย่อว่า I.C.B.D. และในปีเดียวกันนี้ มีจังหวะใหม่ๆ เข้ามาเผยแพร่อีก เช่น จังหวะแมมโบ้ จากคิวบา จังหวะ ชา ชา ช่า จากโดมินิกันและจังหวะเมอเรงเก้ ปี ค.ศ. 1959 จัดแข่งขันลีลาศชิงแชมป์เปี้ยนโลก ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยจัดทั้งประเภทสมัครเล่นและอาชีพตามกฎเกณฑ์ที่สภาการ ลีลาศระหว่างชาติกำ หนดนอกจากนี้สภาการลีลาศระหว่างชาติได้กำ หนดจังหวะมาตรฐานไว้ 4 จังหวะ คือ วอลซ์ ฟอกซ์ทรอท แทงโก้ และควิกสเตป ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จังหวะที่มีการจัดการแข่งขันมี วอลซ์แบบอังกฤษ ฟอกซ์ทรอท แทงโก้ ควิกสเตป และเวนิสวอลซ์ นอกจากนี้ อเมริกาและอังกฤษได้แนะนำ ร็อคแอนด์โรค ให้ชาวโลกได้รู้จัก ปี ค.ศ. 1960 มีจังหวะใหม่ๆ เกิดขึ้นในอเมริกาโดยคนผิวดำ คือ จังหวะทวิสต์ การเต้นจะใช้การบิดลำ ตัว เข่าโค้งงอการเต้นจะไม่แตะต้องตัวกับคู่เต้น คือ ต่างคนต่างเต้น นอกจากนี้ยังมีจังหวะฮัสเซิล (Hustle) และจังหวะบอสซาโนวา (Bossanova) ซึ่งดัดแปลงจากแซมบ้าของบราซิล ปี ค.ศ. 1970 นิยมการเต้นรำ ที่เรียกว่า ดิสโก้ (Disco) ซึ่งเป็นการเต้นที่ค่อนข้างอิสระมาก อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้มีการเต้นรำ ใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายแบบ เช่น แฟลชดานซ์ (Flash Dances) เบรกดานซ์ (Brake Dances) ซึ่งมักจะเริ่มจากพวกนิโกรในอเมริกา และยังมีการเต้นรำ โดยใช้ท่าบริหารร่างกาย ประกอบจังหวะดนตรี ซึ่งเรียกว่า แอโรบิคดานซ์ (Aerobic Dances) ซึ่งกำ ลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ การเต้นรำ แบบต่างๆ เหล่านี้ไม่จัดเป็นการลีลาศ นอกจากนี้ จังหวะเต้นรำ ก็เกิดขึ้นใหม่ๆ อีกหลายจังหวะเช่น สลูปปี้ เจอร์ค วาทูซี่ เชค อโกโก้ แมทโพเตโต้ บูการลู ซึ่งจัดเป็น การเต้นรำ สมัยใหม่ ไม่จัด เป็นการลีลาศเช่นกัน 5 ประวัติยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1900)


6 ประวัติจังหวะของบีกินในประเทศไทย บีกิน (Began) หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ บีกิน เป็นหนึ่งในประเภทของการเต้นรำ ที่ได้รับความนิยมใน ประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงยุค พ.ศ. 2493-2503 (1950-1960) จังหวะบีกินมีต้นกำ เนิดมาจากดนตรีและการ เต้นของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะจากการแนะนำ ของ วัฒนธรรมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากการเปิดประเทศ และการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศต่างๆ ในยุคสมัยนั้น ในช่วงที่บีกินได้รับความนิยมในประเทศไทย มักจะถูกนำ มาผสมผสานกับดนตรีไทยและการเต้นในรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็นที่นิยมในหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ การเต้นบีกินในประเทศไทยจะมีลักษณะการเต้นที่ค่อนข้างเร็วและมีความสนุกสนาน ส่วนใหญ่จะใช้เพลงจังหวะ เร็วในการเต้น รวมถึงในช่วงนั้นเพลงจากต่างประเทศ เช่น เพลงจากอเมริกา มักจะได้รับความนิยม และกลายเป็น ส่วนสำ คัญในการจัดงานสังสรรค์ต่างๆ ที่มีการเต้นบีกินเป็นกิจกรรมหลัก ปัจจุบันการเต้นบีกินอาจจะไม่เป็นที่นิยมอย่างในอดีตแล้ว แต่ในบางสถานที่และงาน กิจกรรม บีกินก็ยังคงได้รับ ความนิยมในบางช่วงเวลา นอกจากนี้ยังสามารถเห็นการกลับมาเป็นที่สนใจในบางกลุ่มที่รักในวัฒนธรรมและดนตรี ในยุคเก่า


7 บีกินเป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด (POP AND SOCIAL DANCES) ที่ปัจจุบันนิยมเต้นกันเฉพาะ งานสังคมลีลาศทั่วในประเทศไทยไม่นิยมเต้นกันในต่างประเทศไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนไทยเรานิยมเต้นรำ จัง หวะบีกินมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่พอจะทราบได้คือ ครูสอนลีลาศคนหนึ่งของไทยที่เต้นรำ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 2493 นั้นก็มีการเต้นรำ จังหวะบีกินกันแล้ว การเต้นลีลาศจังหวะบีกิน


ดนตรีและการนับจังหวะ ความช้าเร็วของจังหวะดนตรี จังหวะทุกจังหวะจะเท่ากันหมด ความเร็วของจังหวะบีกินประมาณ 28 - 32 ห้องเพลงต่อนาที การจับคู่ การยืน แบบประจันหน้าหรือสะพานโค้ง (Facing Position) คู่หันหน้าเข้าหากัน ห่างกันประมาณหนึ่ง ช่วงลำ ตัว ชายหงายมือทั้งสองด้านหน้า หญิงคว่ำ มือวางข้างบน ชายจับมือหญิงยกขึ้นเหนือเอวเล็กน้อย คนตรีของจังหวะบีกินจะเป็น 4/4 คือ มี 4 จังหวะใน 1 ห้องเพลง โดยสามจังหวะแรกจะเป็นเสียงหนัก และ จังหวะที่สี่จะเป็นเสียงเบาและทุก ๆ จังหวะจะมีความช้าเร็วเท่ากันหมดการนับจะนับ 1-2-3 แตะ หรือ 1-2-3 พัก (จังหวะแตะ หรือ พัก หมายถึง การงอเข่า แตะปลายเท้าไว้ที่พื้นไม่วางเต็มเท้า) ต่อเนื่องกันไป และก้าวที่ 1 ตรงกับ จังหวะที่ 1 ของห้องเพลง 8


9 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ลากเท้าซ้ายมาแตะปลายเท้าขวา ผู้หญิง : ลากเท้าขวามาแตะส้นเท้าซ้าย การก้าวเท้า เบสิค วอล์ค ( Basic Walk)


10 ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าพร้อมยกมือ ซ้ายขึ้นเหนือศรีษะของผู้หญิง ผู้หญิง : ยกมือขวาขึ้นเหนือศรีษะหมุนตัวไป ทางขวาพร้อมกับก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า มือซ้ายอยู่เหนือศรีษะผู้หญิง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า มือขวาอยู่เหนือศรีษะ ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ลดมือซ้ายลงพร้อมหันหน้าเข้าหาค คู่ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ลดมือขวาลงพร้อมหันหน้าเข้าหาคู่ ผู้ชาย : ลากเท้าขวามาแตะส้นเท้าข้างซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าซ้ายมาแตะปลายเท้าข้างขวา ผู้ชาย : หมุนตัวไปทางขวาพร้อม กับก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า ผู้ชาย : หมุนตัวและยกมือกลับเข้าหาคู่ ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้า ผู้ชาย : ลากเท้าขวากลับมาแตะปลายเท้าซ้าย ผู้หญิง : ลากเท้าขวาไปแตะที่ส้นเท้าซ้าย อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn)


ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง 11 ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าเยื้องไปทางขวา หมุนตัวไปทางขวาเล็กน้อย ผู้หญิง : ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังเยื้องไปทางซ้าย หมุนตัวไปทางขวา ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หน้าเท้าขวาก้าว ออกนอกคู่หมุนตัวไปทางขวา 1 ใน 8 ผู้หญิง : ถอยเท้าขวาไขว้หลังเท้าซ้ายหมุน ตัวไปทางขวา 1 ใน 8 ผู้ชาย : ยกเท้าขวามาแตะปลายเท้าที่ข้างเท้าซ้าย น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย ผู้หญิง : ยกเท้าซ้ายมาแตะปลายเท้าที่ข้างเท้าขวา น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา ผู้ชาย : ถอยเท้าขวาไปข้างหลัง ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า ผู้ชาย : ก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้างเยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อย ผู้หญิง : ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้าเยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อย ผู้ชาย : ก้าวเท้าขวาไขว้หน้าเท้าซ้ายก้าวออกนอกคู่ หมุนตัวไปทางซ้าย 1 ใน 8 ผู้หญิง : ก้าวเท้าซ้ายไขว้หลังเท้าขวา หมุนตัวไปทางช้าย 1 ใน 8 ผู้ชาย : ยกเท้าซ้ายมาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้าขวา น้ หนักตัวอยู่ที่เท้าขวา ผู้หญิง : ยกเท้าขวามาแตะด้วยปลายเท้าที่ข้างเท้าซ้าย น้ำ หนักตัวอยู่ที่เท้าซ้าย โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shoulder To Shoulder)


12 เบสิค วอล์ค ( Basic Walk) QR COED วิดิโอสอนเพิ่มเติม อันเดอร์ อาร์ม เทิร์น (Under Arm Turn) โชเดอร์ ทู โชเดอร์ (Shoulder To Shoulder)


Click to View FlipBook Version