The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธนัชพร เมืองงาม, 2020-10-19 01:56:52

ilovepdf_merged (8)

ilovepdf_merged (8)

โครงงาน IS เภทสารวจ

เรื่อง อาหารท่ีคนในทอ้ งถ่ินชอบรับประทานอาหาร

สมาชิก
น.ส.รุ่งอรุณ คาของ เลขท่ี16 ม.4/2
น.ส.ศิริญาภรณ์ ขายสาร เลขท่ี17 ม.4/2

บทคดั ย่อ

จาการสารวจอาหารที่คนในบา้ นโรงชา้ งรับประทาน พบวา่ ส่วนมากเป็นอาหารที่มีวธิ ีการปรุงท่ี
ทาง่ายๆ เช่น ส้มตา ปิ้ งปลา ลวกผกั ลาบ หรืออาหารตามฤดูกาล เช่น เห็ด กบ เขียด ปลา กงุ้ ฝอย ฯลฯ และ
กพ็ บวา่ ครอบครัวส่วนมากไดร้ ับสารอาหารที่ครบถว้ นและมีประโยชน์ แต่กพ็ บวา่ มีครอบครัวส่วนหน่ึงที่
ยงั ขาดสารอาหารอยเู่ พราะไม่มีความรู้ในการเลือกรับประทาน เช่นการขาดธาตุไอโอดีนทาใหเ้ กิดโรคคอ
พอกได้

คำนำ

โครงงำนเรอื่ งน็้ีเปน็สวนหน่งึ ของวชิ ำis (i30201)ช้ันมธั ยมศึกษำ็ปท4่ี /2 โดยมจี ุดประส็งคเพื่อ
ศึกษำกำรสำรวจกำรรับประทำนอำหำรของคนในโรงเรยี น็ปำแดดวิทยำคม ก็ลุมของพวกเรำเลือก
ศกึ ษำเรอ่ื งน้เี พรำะ็เปนเรื่องท็่ีนำสนใจและก็ลมุ ของพวกเรำหว็ังวำรำยงำนฉบับน้ีจะ็ใหควำม็รแู ละ
็เปนประโยช็นแ็ก็ผ็อู ำนทกุ ๆ็ทำน

คณะ็ผจู ัดทำ

สำรบัญ ก
คัด็ยอ ข
กติ ติกรรมประกำศ 1
บทท่ี 1 บทนำ 8
9
บทท่ี 2 วธิ กี ำรดำเนิน 15
บทท่ี 3 ผลกำรศกึ ษำ 19
บทท่ี 4 สรปุ อภิปรำยผล็ขอเสนอแนะ
บทท่ี 5 สรุปผล

บทท่ี 1

บทนำ

ทม่ี ำและควำมสำคญั ของโครงงำน

เน่ืองจากสภาพแวดลอ้ มในบา้ นโรงชา้ ง หมูท่ ่ี 8 ต.โรงชา้ ง อ. ป่ าแดด จ.เชียงราย จานวน 40
คน ซ่ึงเป็นชุมชนชนบท มีอาชีพทานา อาหารที่รับประทานก็เป็นอาหารที่มีตามฤดูกาล เช่น กงุ้ ปลา ผกั
ตา่ งๆตามป่ า และอ่ืนๆท่ีพอจะหาได้ และพบวา่ งานในแต่ละวนั ของคนในหมู่บา้ นเป็นงานที่หนกั เช่น ทา
นา ซ่ึงเป็นงานท่ีตอ้ งใชพ้ ลงั งานเป็นอยา่ งมาก ดงั น้นั อาหารท่ีรับประทานเขา้ ไปตอ้ งมีพลงั งานเพยี งพอกบั
ความตอ้ งการ แต่ผจู้ ดั ทาพบวา่ อาหารท่ีคนในหมูบ่ า้ นน้ีรับประทานไม่ค่อยมีประโยชน์ มีพลงั งานไม่
เพยี งพอกบั ความตอ้ งการ และพบวา่ เดก็ ไมค่ อ่ ยเจริญเติบโต สติปัญญาไมพ่ ฒั นาเท่าที่ควร ผจู้ ดั ทาจึงเกิด
ความสงสยั วา่

1. อาหารท่ีคนในบา้ นโรงชา้ งกลางรับประทานเขา้ ไปมีอะไรบา้ ง สารอาหารประเภทใด และให้
ประโยชนแ์ ละโทษอยา่ งไร

2. เหตุใดเดก็ ไม่เจริญเติบโตเท่าท่ีควร และพบวา่ บางคนเป็นโรคพอก

จุดม่งหมำยของกำรศึกษำค้นคว้ำ

1. เพือ่ สารวจประเภทอาหารท่ีคนในหมู่บา้ นโรงชา้ งรับประทานวา่ มีประเภทอะไรบา้ ง

2. อาหารน้นั มีสารอาหารท่ีมีประโยชน์และโทษอยา่ งไร

3. จะหาวธิ ีการท่ีจะทาใหค้ นในหมู่บา้ นโรงชา้ งไดร้ ู้จกั วธิ ีการเลือกรับอาหารที่มีประโยชน์ ถูก
สุขลกั ษณะ เพือ่ ความเป็นอยทู่ ่ีดีอยา่ งไร

ขอบเขตของกำรศึกษำค้นคว้ำ

1. สารวจครอบครัวที่อยใู่ นบา้ นโรงชา้ ง

2. ทาการสารวจระหวา่ งวนั ท่ี

ระยะเวลำในกำรศึกษำ

ระหวา่ งวนั ที่ 24 สิงหาคม 2563 – 12 ตุลาคม 2563

บทท่ี 2

เอกสำรทเ่ี กยี่ วข้องในกำรศึกษำค้นคว้ำ

สารอาหารที่เรารับประทานในแตล่ ะวนั สามารถแบง่ เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

สำรอำหำรทใี่ ห้พลงั งำน

1. คำร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate)

คาวา่ คาร์โบไฮเดรต หมายความวา่ “คาร์บอนที่อ่ิมดว้ ยน้า” ท้งั น้ีเพราะประกอบดว้ ยธาตุ C H O ประเภทของ
คาร์โบไฮเดรตแบง่ เป็น 2 กลุ่ม ตามสมบตั ิทางกายภาพและทางเคมี ไดแ้ ก่

1.1 นำ้ ตำล เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีรสหวานและละลายน้าได้ สามารถใชส้ ารละลายเบเนดิกต์
ทดสอบเกิดตะกอนสีส้มแดงหรือสีเขียวอมเหลือง

1.) น้าตาลโมเลกุลเด่ียว ( Monosaccharide )

เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลที่เลก็ ท่ีสุด ร่างการสามารถนาไปใชไ้ ดเ้ ลย ไดแ้ ก่ กลโู คสพบในผกั และผลไม้
รสหวาน ฟรักโทส มีรสหวานมากกวา่ น้าตาลชนิดอื่น พบในน้าผ้งึ และกำแลกโทส พบในน้านม

2.) น้าตาลโมเลกลุ คู่ ( Disaccharide )

เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เกิดจากการรวมตวั ของน้าตาลโมเลกลุ เดี่ยว 2 โมเลกุล น้าตาลชนิดน้ีร่างกายไมส่ ามารถ
นาไปใชไ้ ดเ้ ลย จะตอ้ งยอ่ ยสลายใหเ้ ป็นน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน ไดแ้ ก่ ซูโครส พบในผกั ผลไมท้ วั่ ไปเมื่อ
แตกตวั จะไดก้ ลูโคสและฟรักโทสอยา่ งละ 1 โมเลกลุ มอลโทส พบในขา้ วบาร์เลยห์ รือขา้ วมอลตท์ ่ี
นามาใชท้ าเบียร์และอาหารสาหรับเด็ก เม่ือแตกตวั ออกจะไดก้ ลูโคส 2 โมเลกลุ แลกโทส ท่ีพบน้านมเมื่อ
แตกตวั จะไดก้ ลูโคสและกาแลกโทสอยา่ งละ 1 โมเลกุล

1.2 พวกแป้ง เป็ นคาร์โบไฮเดรตละลายน้ายากเกิดจากน้าตาลโมเลกุลเด่ียวจานวนมากมาเกาะ
รวมกนั เป็ นสารท่ีมีโมเลกุลเชิงซอ้ น เรียกวา่ “พอลิแซ็กคาไรด”์ ( Polysaccharide ) เช่น แป้ง เป็ น
คาร์โบไฮเดรตท่ีพชื เก็บสะสมไวต้ ามเมล็ด รากหรือหวั เซลลโู ลส ซ่ึงคนเราไมส่ ามารยอ่ ยไดแ้ ต่จะขบั ถ่าย
ออกมาในลกั ษณะของกาก

ที่เรียกวา่ “เส้นใยอาหาร” ไกลโคเจน เป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมในร่างกายพบมากในตบั และกลา้ มเน้ือจะ
นามาใชเ้ ม่ือร่างกายขาดสารอาหาร

ความตอ้ งการคาร์โบไฮเดรตในแตล่ ะวนั ประมาณ 300-400 กรัม พบในขา้ ว แป้ง น้าตาล เผอื ก มนั
ขา้ วโพด

2. โปรตนี ( Protein )

เป็นสารที่มีความสาคญั ในเชิงเป็นโครงสร้างเน้ือเยอ่ื ของร่างกาย ธาตุที่เป็นองคป์ ระกอบหลกั คือ C H O N
และอาจพบ Sและ P โปรตีนประกอบดว้ ยหน่วยท่ีเล็กที่สุดคือ “กรดอะมิโน” แบ่งเป็นกรดอะมิโนที่จาเป็น
คือร่างกายไมส่ ามารถสังเคราะห์ข้ึนเองไดต้ อ้ งไดร้ ับจากอาหาร และกรดอะมิโนท่ีไม่จาเป็น พวกน้ีร่างกาย
สงั เคราะห์เองได้

วนั หน่ึงๆควรจะไดร้ ับโปรตีนปริมาณ 1 กรัมต่อน้านกั ร่างกาย 1 กิโลกรัมแตก่ ็ข้ึนอยกู่ บั เพศ วยั และสภาพ
ร่างกายดว้ ย สารับอาการท่ีใหโ้ ปรตีน ไดแ้ ก่ ปลา เน้ือสตั ว์ ไข่ นม ถวั่ ต่างๆ

3. ไขมนั ( Lipid)

ไขมนั เป็นสารประกอบอินทรียท์ ี่มีโมเลกลุ ใหญ่ ประกอบดว้ ยธาตุ C H O เป็นสารอินทรียท์ ่ีไมล่ ะลาย
น้าแต่ละลายไดใ้ นน้ามนั และตวั ทาละลายอินทรีย์ เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เป็ นตน้ ไขมนั เกิดจากการวมตวั
ของกรดไขมนั กบั กรีเซอรอล

กรดไขมนั ท่ีจาเป็นต่อร่างกายมี่ 2 ประเภทคือ กรดไขมนั อ่ิมตวั พบไดใ้ นไขสัตว์ ส่วนกรดไขมนั ไม่
อ่ิมตวั พบมมากในน้ามนั พืช กรดไขมนั ท่ีจาเป็นไดแ้ ก่ กรดไลโนเลอิก ซ่ึงร่างกายไม่สามารถสงั เคราะห์ข้ึน
เองไดห้ ากไดร้ ับไม่เพียงพอจะทาใหร้ ่างกายเจริญเติบโตไมเ่ ตม็ ที่ ผวิ หนงั อกั เสบ โดยปกติแลว้ ร่างกายจะ
ไดร้ ับกรดไขมนั ที่จาเป็นทุกๆวนั วนั ละ 2-4 กรัม

นอกจากน้ีไขมนั ยงั เป็นส่วนประกอบที่สาคญั ของเยอ่ื หุม้ เซลลแ์ ลฮอร์โมนบางชนิด ช่วยในการดูดซึม
วติ ามินท่ีละลายในไขมนั เขา้ สู่ร่างกาย ป้องกนั ไม่ใหร้ ่างกายสูญเสียน้ามากเกินไป ถึงแมว้ า่ ไขมนั จะมี
ประโยชน์แต่ถา้ ไดร้ ับมากเกินไปก็จะทาใหเ้ กิดโรคอว้ น ความดนั โลหิตสูง เบาหวาน ฯลฯได้

ในวนั หน่ึงๆควรไดร้ ับไขมนั ประมาณร้อยละ 30 ของจานวนพลงั งานที่ใชท้ ้งั หมด ส่วนอาหารที่มี
ไขมนั ไดแ้ ก่ ไขมนั หมู น้ามนั ตบั ปลา ฯลฯ

สำรอำหำรทไ่ี ม่ให้พลงั งำน

1. สำรอำหำรประเภทวติ ำมิน

วติ ามิน หมายถึง สารอินทรียท์ ่ีจาเป็นต่อชีวติ และสุขภาพ แมจ้ ะไมใช่สารอาหารท่ีใหพ้ ลงั งานแก่ร่างกาย
และตอ้ งการในปริมาณนอ้ ย แต่ร่างกายกข็ าดไม่ได้ วิตามินแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ วิตามินที่
ละลายน้าได้ และวติ ามินท่ีละลายในไขมนั ได้

2. แร่ธำตุ

เป็นสารอาหารที่ไมใ่ หพ้ ลงั งานแตร่ ่างการกข็ ากไมไ่ ด้ จากการศึกษาพบวา่ คนเรามีแร่ธาตุเป็ น
ส่วนประกอบประมาณร้อยละ 4 ของน้าหนกั ตวั และตอ้ งการแร่ธาตุประมาณ 17 ชนิด

บทท่ี 3
วสั ดุอปุ กรณ์ และวธิ ีกำรศึกษำ

วสั ดุ อปุ กรณ์
1. กรรไกร
2. ดินสอหรือปากกา
3. ไมบ้ รรทดั
4. สีไม้
5. หนงั สือท่ีเก่ียวกบั สารอาหาร
6. กาว
7. สมุดบนั ทึก
วธิ ีกำรดำเนินกำรศึกษำ
1. แบ่งงานใหแ้ ต่ละคนทา เช่น ส่วนหน่ึงไปหาขอ้ มูลท่ีเก่ียวกบั สารอาหาร
2. ออกสารวจอาหารท่ีคนในหมู่บา้ นทาน
3. นาอาหารที่คนนิยมรับประทานมากท่ีสุมาศึกษาวา่ มีสารอาหารอะไรบา้ ง มีประโยชนแ์ ละโทษ
อยา่ งไร กรรมวธิ ีในการทาสะอาดหรือไม่
4. นาขอ้ มูลท่ีไดม้ าจดั ทาในรูปเล่มตกแต่งใหส้ วยงามและนาเสนอ

บทท่ี 4
ผลกำรศึกษำค้นคว้ำ

จากการสารวจอาหารของคนในบา้ นโรงชา้ ง พบวา่ มีอาหารหลายชนิด แบ่งเป็นแต่ละประเภทไดด้ งั น้ี
1. อำหำรมื้อหลกั
- ประเภทตม้ เช่น ตม้ ไก่ ตม้ ปลา ตม้ เป็ด ตม้ ไข่ ตม้ ยากุง้
- ประเภทแกง เช่น แกงจืด แกงผกั ข้ีเหล็ก แกงเห็ด แกงผกั ข้ีเหลก็ แกงปลาทู แกงหน่อไม้ แกงฮวก *
- ประเภททอด เช่น ทอดไข่ ทอดปลา ทอดปลา ทอดไส้กรอก ทอดทอดเน้ือ
- ประเภทผดั เช่น ผดั ถว่ั ใส่หมู ผดั ผกั บุง้ ผดั กะเพา ผดั เปร้ียวหวาน ผดั เผด็ ปลาดุก ผดั ไก่ใส่ขิง
- ประเภทปิ้ ง เช่น ปิ้ งไก่ ปิ้ งเป็ด ปิ้ งนก ปิ้ งปลา
- ออ่ มหอย ลาบ ปลาร้าบอง ตุ๋นไข่ อ่อมไก่ เผาปลา ส้มตา ป่ นปลาทู ฯลฯ

2. อำหำรว่ำง
เป็นผลไมต้ ามฤดูกาล เช่น มะม่วง มะขาม แตงโม นอ้ ยหน่า มะยม มะพร้าว เม่ียง ตากลว้ ย ยามะมว่ ง

บทท่ี 5

สรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ

สรุปผล

จากการสารวจพบวา่ อาหารที่นิยมของคนในบา้ นโรงชา้ ง 5 อนั ดบั แรก คือ ส้มตา-ไก่ยา่ ง ตม้ ไก่ ป่ น
ปลาทู-ลวกผกั ลาบ ปลาแปลาร้าบองตามลาดบั

นอกจากน้ียงั พบวา่ สาเหตุท่ีทาให้เด็กบางส่วนไมเ่ ติบโตเท่าที่ควร เกิดจากการไดร้ ับโปรตีนในแต่ละ
วนั นอ้ ยเกินไป บางคนไม่ชอบกินผกั ไมด่ ื่มนม และบางคนเป็นโรคคอพอกเพราะการไม่ค่อยไดก้ ินอาหาร
ทะเล เกลือท่ีใชไ้ มม่ ีธาตุไอโอดีน แต่คณะผทู้ าโครงงานก็แนะนาใหใ้ ชเ้ กลือท่ีมีธาตุไอโอดีนแลว้ ผลปรากฏ
วา่ ไดร้ ับความร่วมมือเป็นอยา่ งดีและคนในหมู่บา้ นส่วนมากก็หนั มาใชแ้ ลว้

อภิปรำยผลกำรศึกษำค้นคว้ำ

จากการสารวจพบวา่ อาหารท่ีคนทานไมค่ ่อยจะแตกตา่ งกนั มากนกั และกินอาหารประเภทเดียว
ติดต่อกนั นาน ทาใหไ้ ดร้ ับสารอาหารอยา่ งเดียวเป็ นเวลานานและขาดสารอาหาร ซ่ึงปัจจยั หลกั กค็ ือ ไมม่ ี
เงินเพราะคนในหมูบ่ า้ นส่วนมากมีอาชีพทานา รับจา้ งทวั่ ไป อาหารที่รับประทานก็ง่ายๆ บางครอบครัวยงั
ไม่รู้จกั เลือกอาหารท่ีมีประโยชนก์ บั ร่างกาย ผลท่ีตามมาคือ เด็กเติบโตชา้ สมองพฒั นาไม่เตม็ ที่เป็นผลให้
การเรียนไม่ดี ส่วนปัญหาท่ีพบและสาคญั มากอีกปัญหาหน่ึงคือ เดก็ ไมค่ ่อยรับประทานอาหารเชา้ ซ่ึงเป็ นม้ือ
ท่ีสาคญั มากที่สุด เพราะสมองตอ้ งใชพ้ ลงั งานในการคิด แตถ่ า้ ไมไ่ ดร้ ับอาหารเชา้ จะทาใหเ้ ด็กไม่มีสมาธิ ใน
การเรียน สมาธิส้ัน ทาใหไ้ ม่อยากเรียนหนงั สือซ่ึงผลกค็ ือ การเรียนท่ีออกมาไม่ดี ดงั น้นั ทุกคนควรจะ
รับประทานอาหารเชา้ ทุกวนั และมีประโยชน์ดว้ ย เพ่ือทาใหส้ มองปลอดโปร่งและสามารถเรียนไดด้ ีและ
เขา้ ใจมากยง่ิ ข้ึน

ขอ้ เสนอแนะ

1. ควรรณรงคใ์ หค้ นหนั มาใชเ้ กลือท่ีมีธาตุไอโอดีนผสมอยู่

2. ควรศึกษาวธิ ีการปรุงอาหารของคนในหมูบ่ า้ นดว้ ยวา่ สะอาดหรือไม่

3. ควรใหผ้ ทู้ ่ีมีความรู้เร่ืองโภชนาการมาแนะนาให้ความรู้กบั คนในหมูบ่ า้ นเกี่ยวกบั การเลือก
รับประทานอาหารที่ถูกสุขลกั ษณะและถูกหลกั โภชนาการ

บรรณำนุกรม

หนงั สือวทิ ยาศาสตร์ ม.3 ผูแ้ ต่ง ดร. บญั ชา แสนทว.ี โรงพิมพว์ ฒั นาพานิชสาราษฎร์
หนงั สือชีววทิ ยา ม.4 ผแู้ ตง่ ดร.สมาน แกว้ ไวยทุ ธ. โรงพมิ พเ์ ทพเนรมิตการพิมพ์


Click to View FlipBook Version