เอกสารประกอบการสอน
วิชาจังหวดั ศึกษา
นางสาวจอมขวัญ เวียงเงนิ
ผสู้ อน
สถาบนั วิทยาลยั ชมุ ชน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจยั และนวัตกรรม
๒
แผนการสอนหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2
เร่ืองประวัตศิ าสตร์จังหวดั แพร่
ข้นั นำ
นำนักศึกษาเข้าสู่บทเรียนโดยชมวดิ ิทัศน์ประวัติศาสตร์จงั หวดั แพร่
ขัน้ สอน
อาจารย์ผู้สอนอธบิ ายขอบเขตของการสอน
บรรยายเนอ้ื หา ความรู้ เรื่องประวัติศาสตร์และพฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ของจงั หวดั แพร่
คำถาม
นกั ศกึ ษาคดิ ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาประวัติศาสตร์
เนอ้ื หาการสอน เรอ่ื ง ประวตั ิศาสตร์จงั หวัดแพร่
เมืองแพร่เป็นเมืองโบราณสร้างมาช้านานแล้วตั้งแต่อดีตกาลแต่ยังไมป่ รากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมยั
ใดและใครเป็นผ้สู ร้าง
เมอื งแพร่เป็นเมืองท่ีไม่มีประวัติของตนเองจารึกไว้ในท่ีใดๆ โดยเฉพาะ นอกจากปรากฏในตำนาน พงศาวดาร
และจารึกของเมอื งอืน่ ๆ บ้างเพียงเลก็ น้อย ดังจะกลา่ วรายละเอยี ดในตอนต่อไป
จากการศึกษาค้นคว้าและตรวจสอบหลักฐานจากตำนานเมืองเหนือ พงศาวดารโยนก และศิลาจารึกพ่อขุน
รามคำแหง เมืองแพรน่ ่าจะสรา้ งยุคเดียวกนั กับกรงุ สุโขทัย เชยี งใหม่ ลำพูน พะเยา นา่ น ซงึ่ บา้ นเมอื งของเมอื งแพรใ่ นยุคน้ัน
คงไมก่ วา้ งขวางและมผี คู้ นมากมายเหมือนปัจจุบัน
เมืองแพร่มชี อ่ื เรยี กกนั หลายอย่าง ตำนานเมืองเหนือเรียกวา่ “พลนคร” หรอื “เมอื งพล”
ดงั ปรากฏในตำนานสรา้ งพระธาตุลำปางหลวงวา่
“เบื้องหน้าแต่นั้นนานมา ยังมีพระยาสามนตราชองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติในพลรัฐนคร อันมีในที่ใกล้กัน
กบั ลัมภกัปปะนคร (ลำปาง) น่ี ทราบวา่ สรรี พระธาตุพระพุทธเจา้ มีในลมั ภกัปปะนคร
กป็ รารถนาจะใครไ่ ด้”
ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ราว พ.ศ. ๑๔๗๐ - ๑๕๔๐ นั้น พระนางจามเทวีได้แผ่อำนาจเข้าครอบครองดินแดน
ในเขตลานนา ได้เปลี่ยนชื่อเมืองในเขตลานนาเป็นภาษาเขมร เช่น ลำพูนเป็น หริภุญไชย น่านเป็นนันทบุรี เมืองแพร่
เป็นโกศัยนคร หรือนครโกศยั
ชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เรียกว่า “เมืองพล” และได้กลายเสียงตามหลักภาษาศาสตร์
เป็น “แพร่” ชาวเมอื งนยิ มออกเสยี งว่า “แป”้
๓
เมืองแพร่สมยั ก่อนกรงุ สุโขทยั
จุลศักราช ๔๒๑-๔๘๐ (พ.ศ. ๑๖๕๔-พ.ศ. ๑๗๗๓) พงศาวดารโยนก กล่าวถงึ เมืองแพรว่ ่า
“จุลศักราช ๔๖๑ (พ.ศ. ๑๖๕๔) ขุนจอมธรรมผคู้ รองเมืองพะเยา เมอ่ื ครองเมืองพะเยาได้ ๓ ปี กเ็ กิดโอรสองค์
หน่ึง ขนานนามว่า เจ๋ือง ต่อมาไดเ้ ปน็ ขนุ เจ๋อื ง”
พอขุนเจื๋องอายุได้ ๑๖ ปี ไปคล้องช้าง ณ เมืองน่าน พระยาน่านตนชื่อว่า “พละเทวะ” ยกราชธิดาผู้ชื่อว่า
นางจันทร์เทวีให้เป็นภรรยาขุนเจื๋อง แล้วขุนเจื๋องก็ไปคล้องช้าง ณ เมืองแพร่ พระยาแพร่คนชื่อ พรหมวงศ์ ยกราชธิดา
ผชู้ ื่อว่า นางแก้วกษตั รียใ์ ห้ขุนเจ๋อื ง
พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวถึงความตอนนี้ว่า เมื่อตติยศักราช ๔๒๑ ขุนเจียงประสูติ ครั้นอายุได้
๑๗ ปี ไปคลอ้ งชา้ งทเ่ี มืองแพร่ พญาแพร่ชอ่ื พรหมวงั โส ยกลกู สาวชือ่ นางแกว้ อสิ ัตรใี ห้ขนุ เจยี งพรอ้ มกับช้างอกี ๕๐ เชือก
แทรกกล่าว จากพงศาวดารทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเมืองแพร่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นแล้วในระหว่างจุล
ศักราช ๔๒๑ - ๔๖๑ (พ.ศ. ๑๖๑๔ - ๑๖๕๔) แต่คงเป็นเมืองขนาดเลก็ และจะตอ้ งเลก็ กว่าเมืองพะเยาดว้ ย
อนง่ึ ในระหวา่ งจุลศกั ราช ๔๖๒ - ๔๘๐ (พ.ศ. ๑๖๕๕ - พ.ศ. ๑๗๗๓) เมืองแพร่อยู่ในอำนาจการปกครองของ
ขอมเพราะในระยะเวลาดงั กล่าว ขอมเรืองอำนาจอยใู่ นอาณาจกั รลานนาไทย
มีข้อน่าสังเกตว่าในระยะที่ขอมเรืองอำนาจได้เปลี่ยนชื่อเมืองแพร่เป็นโกศัยนคร (โกศัยหมายถึงผ้าแพรเนื้อ
ด)ี แต่ไม่มเี หตกุ ารณส์ ำคญั อะไรปรากฏใหเ้ หน็
เมืองแพรส่ มยั กรุงสโุ ขทัย (จุลศักราช ๔๘๐ - ๖๒๙ พ.ศ. ๑๗๗๓ - พ.ศ. ๑๙๒๒)
จุลศักราช ๔๘๐ พ.ศ. ๑๗๗๓ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง พ่อขุนบางกลางท่าวและขุนผาเมืองได้รวมกันลงเข้า
ด้วยกนั ยกเขา้ ตีกรงุ สุโขทยั ซึง่ ตอนนน้ั เป็นเมอื งหนา้ ดา่ นของขอม
จุลศักราช ๕๐๗ พ.ศ. ๑๘๐๐ ฝ่ายไทย คือ พ่อขุนบางกลางท่าวมีชัยชนะแก่พวกขอม พ่อขุนบางกลางท่าว
ประกาศตนเปน็ อสิ ระ ยกเมอื งสุโขทยั เปน็ ราชธานีของเมอื งไทย
หัวเมืองต่างๆ ในเขตลานนา ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ลำปาง แพร่ น่าน จึงต่างเป็นอิสระไม่
ยอมขนึ้ แก่ใคร
จุลศักราช ๕๒๗ พ.ศ. ๑๘๒๐ พ่อขุนรามคำแหงได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางดังปรากฏในศิลา
จารกึ กล่าววา่
“๐ …. เบอ๋ ง ( ตนนวนรอด เมองแพล เมองมา่ น เมองน …. เมองพลาว ….)”
หอสมุดแหง่ ชาติถอดความได้ว่า
“เบ้อื งตนี นอนรอดเมืองแพล เมืองม่าน เมืองน่าน เมืองพลวั ”
แทรกกล่าว เมือ่ พจิ ารณาตามสภาพภมู ิศาสตร์ “เมอื งแพล” ตัง้ อยู่ทางทศิ เหนอื ของกรุงสโุ ขทัย และเมืองที่อยู่
ทางทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนอื ของเมืองแพร่ คือ เมอื งนา่ น
ดังนน้ั จงึ กลา่ วได้ว่า “เมืองแพล” ท่ีปรากฏในศิลาจารกึ ก็คอื “เมืองแพร่” น่นั เอง
จุลศักราช ๖๒๙ พ.ศ. ๑๙๒๒ แผ่นดินสมัยพระเจ้าไสยลือไท สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พะงั่ว)กษัตริย์แห่ง
กรงุ ศรอี ยุธยาได้ยกทัพข้ึนมาตีกรุงสุโขทยั และได้ชัยชนะ กรงุ สุโขทัยจึงตกอยใู่ ต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา เมืองแพร่จึงตั้งตน
เปน็ อิสระอีกครัง้ หนง่ึ
๔
พงศาวดารเมอื งนา่ น กลา่ วถึงเมอื งแพร่ว่า
จลุ ศกั ราช ๖๕๒ พ.ศ. ๑๙๕๔ สมยั เจา้ ศรีจันตะ๊ ครองเมอื งนา่ นได้ ๑ ปี กม็ พี ระยาแพร่สองคนพี่น้อง คน
พชี่ อ่ื พระยาเถร คนน้องชอ่ื พระยาอุน่ เมอื ง ยกกองทัพไปตเี มืองน่าน จบั ตวั เจ้าศรีจนั ต๊ะฆา่ เสยี แลว้ พระยาเถรก็ข้ึนครองเมือง
นา่ นแทน ฝา่ ยอนชุ าของเจ้าศรีจันต๊ะ ชอ่ื เจา้ หงุ หนีไปพึ่งพระยาชะเลียงท่เี มืองชะเลียง (ซง่ึ ขณะนัน้ เมืองชะเลียงข้ึนต่อพระ
เจา้ ไสยฤาไท แห่งกรงุ สุโขทัย)
พระยาเถร ครองเมืองน่านได้ ๖ เดอื นกับ ๙ วัน กล็ ม้ ปว่ ยเป็นไขโ้ ลหติ ออกจากรูขุมขนถงึ แก่กรรม พระ
ยาอนุ่ เมอื งผนู้ ้องจงึ ครองเมืองนา่ นแทน
พระยาอุ่นเมือง ครองเมืองน่านได้เพียง ๑ ปี เจ้าหุง อนุชาของเจ้าศรีจันต๊ะก็คุมพลชาวชะเลียงยกมารบพุ่ง
ชิงเอาเมอื งคืน เจ้าหงุ จับตวั พระยาอุ่นเมืองไดน้ ำไปถวายพระยาใตแ้ ละถูกกักตัวไว้ที่เมืองชะเลยี งเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี และถึง
แกก่ รรมท่นี ่ันดว้ ย
ตำนานเมอื งเหนือ กล่าวว่า
ในสมัยพระเจ้าติโลกราช จุลศักราช ๘๐๕ พ.ศ. ๑๙๘๖ กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ยกกองทัพไปตีเมืองน่านและ
ได้ชัยชนะ พญาอินต๊ะแก่น เจ้าเมืองน่านหนีไปเมืองชะเลียง ขณะที่พระองค์กำลังตีเมืองน่านอยู่นั้น ได้แต่งกองทัพให้พระ
มหาเทวผี ้มู ารดายกไปตีเมืองแพร่ พระมหาเทวียกกองทพั ไปถงึ เมอื งแพร่ก็ใหท้ หารล้อมไว้
ฝ่ายท้าวแม่คุณ เจ้าเมืองแพร่ เห็นกำลังทหารของกองทัพเชียงใหม่เข้มแข็งกว่าจึงออกไปอ่อนน้อมต่อพระ
มหาเทวี และพระมหาเทวีก็ให้ท้าวแม่คุณครองเมืองแพร่ดังเดิม พงศาวดารโยนก กล่าวถึงความตอนนี้และแตกต่างไปจาก
ตำนานเมอื งเหนอื วา่
จุลศักราช ๘๐๕ พ.ศ. ๑๙๘๖ พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ได้ทรงทราบว่าเจ้ามืองน่านได้กระทำเหตุ
หลอกลวงพระองค์ ดงั นั้นก็ทรงพระพโิ รธ จึงเสดจ็ ยกทพั หลวงไปตีเมืองน่าน กองทพั ยกออกจากเมืองเชยี งใหม่ในวันข้ึน ๑๓
ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน เบญจศก แล้วแบ่งกองทัพให้พระมหาเทวีผู้เป็นชนนียกไปตีเมืองแพร่อี กทัพหนึ่ง กองทัพพระมหาเทวี
ยกมาถึงเมืองแพร่ ก็แต่งทหารเข้าล้อมเมืองแพร่ไว้ มีหนังสือแจ้งเข้าไปให้เจ้าเมืองแพร่ออกมาถวายบังคม ฝ่ายท้าวแม่คุณ
ผู้ครองเมืองแพรก่ ็แต่งพลรักษาเมอื งมั่นไว้ไม่ออกไปถวายบังคมและไม่ออกต่อรบกองทพั เชียงใหม่จะหักเอาเมอื งแพร่กม็ ิได้
นายทัพนายกองทง้ั หลายจึงคิดทำปนื ปู่เจา้ ยิงเข้าไปในเมืองแพร่ นัดแรกกระสุนตอ้ งต้นตาลใหญ่ในเมืองแพร่หักเพยี งคอ นัด
ที่สองถูกกลางต้นตาลหักโคน่ ลง ท้าวแม่คุณเห็นดงั นั้นก็ตกใจกลัว จึงออกไปถวายบังคมต่อพระมหาเทวี พระมหาเทวีจึงให้
ทา้ วแมค่ ุณครองเมอื งแพร่ดงั เก่า แลว้ เลกิ ทพั กลับเชยี งใหม่
๕
เมืองแพร่สมัยกรุงศรอี ยธุ ยา (จลุ ศกั ราช ๘๒๒ พ.ศ. ๒๐๐๓)
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ยกทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาตีเมืองแพร่ทางเขาพึง หมื่นด้งนคร รักษา
เมืองเชียงใหม่แทนพระเจ้าติโลกราช ซง่ึ เสดจ็ ไปตเี มืองพง ยกกองทพั ไปต้ังรับไว้พอพระเจ้าติโลกราชทรงทราบขา่ ว จึงเสด็จ
ยกทพั หลวงลงไปช่วยหมื่นดง้ นคร สมเดจ็ พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ จงึ ล่าถอยทัพกลบั กรงุ ศรีอยุธยา
หนงั สอื สงั คมศกึ ษา เขตการศึกษา ๘ กลา่ วถึงความตอนน้วี า่
ปี พ.ศ. ๒๐๐๓ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ราชโอรสพระนามว่าพระอินทราชาเป็นแม่ทัพหน้ายกไปตีเมือง
เชยี งใหม่ ตีเมอื งรายทางถึงลำปาง พระอินทราชาเข้าชนช้างกับแมท่ พั ขา้ ศึกตอ้ งปืนสน้ิ พระชนมใ์ นท่รี บกองทัพ พระ
อนิ ทราชาและกองทัพสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจำต้องยกกลบั ขณะน้นั เมืองแพร่อยู่ในอาณาเขตของเชียงใหม่
พระราชพงศาวดารกรงุ ศรอี ยุธยาฉบบั สมเดจ็ พระนพรตั นวดั พระเชตพุ นกลา่ วถงึ ตอนน้วี า่ ศักราช ๘๐๙ ปีเถาะ
นพศก พระยาเชลียงนำมหาราชมาเอาเมืองพระพิษณุโลกเข้าปล้นเมืองเป็นสามารถเอามิได้ จึงยกทัพไปเอาเมือง
กำแพงเพชร เข้าปล้นเมืองถึงเจ็ดวันมิได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า และสมเด็จพระอินทราชาเสด็จขึ้นไปช่วยเมือง
กำแพงเพชรทันและสมเด็จพระอินท-ราชาตีทัพพระยาเกียรติแตก ทัพท่านมาปะทะทัพหมื่นนครได้ชนช้างด้วยหมื่นนคร
และข้าศึกลาวทั้งสี่เข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งข้างเดียว ครั้งนั้นพระอินทราชาเจ้าต้องปืน ณ พระพั กตร์ ทัพมหาราชน้ัน
เลิกทพั คืนไป
จุลศกั ราช ๘๖๘ พ.ศ. ๒๐๔๙
แผ่นดินสมัยพระเมืองแกว้ ครองเมืองเชียงใหม่ ท้าวเมืองคำขา่ ย นำบริวารหมู่จุมมาเป็นขา้ พระเมืองแกว้ จึง
ให้ไปกนิ เมอื งแพร่ (กนิ = ครอง)
จุลศักราช ๘๗๐ พ.ศ. ๒๐๕๑ แม่ทัพกรุงใต้ (กรุงศรีอยุธยา) ชื่อพระยากลาโหมยกเอารี้พลมารบเมืองแพร่
หมนื่ จิตรเจา้ เมืองน่านยกทพั มาช่วยตอ่ สู้ด้วยจนไดช้ ัยชนะ
จลุ ศักราช ๘๗๒ พ.ศ. ๒๐๕๓
แมท่ พั กรงุ ใต้ชอื่ ขราโห (เพยี้ นมาจากคำวา่ “กลาโหม”) ยกทพั มารบเมืองแพรอ่ กี หมื่นคำคาย เจา้
เมืองละกอน (ลำปาง) ยกทัพไปช่วยเมอื งแพร่ รบกนั จนทัพเมอื งใตแ้ ตกพ่ายหนกี ลับไป
ในปเี ดียวกัน คอื จลุ ศักราช ๘๗๒ พ.ศ. ๒๐๕๓
พระเมืองแกว้ ใหเ้ จ้าเมอื งแพรส่ รอ้ ยไปกนิ เมอื งน่าน แทนท้าวเมืองคำข่าย (หม่นื สามล้าน)
ครั้นจุลศักราช ๘๗๘ พ.ศ. ๒๐๕๙ พระเมืองแก้วให้เจ้าเมืองแพร่คำยอดฟ้าไปครองเมืองน่าน และทรงย้าย
เจ้าเมืองนา่ นไปครองเมืองพะเยา
พระยาแพร่ยอดคำฟ้าครองเมืองน่าน (พ.ศ. ๒๐๕๙, พ.ศ. ๒๐๖๒, พ.ศ. ๒๐๖๙) ต่อมายกทัพไปรบศึกที่
เชยี งใหมป่ ่วยเป็นฝเี นือ้ รา้ ยจนถงึ แก่กรรม
จุลศกั ราช ๙๘๕ พ.ศ. ๒๐๖๖
ขณะที่พม่าเข้าครอบครองลานนาไทย เจ้าอุ่นเฮือนผู้ครองเมืองน่านได้รบกับพม่า สู้พม่า ไม่ได้หนีไปพึ่งเมือง
ชะเลยี ง
พอถึงจลุ ศักราช ๙๘๖ พ.ศ. ๒๐๖๗ เจ้าอนุ่ เฮอื นก็คุมพวกเข้าหักเอาเมืองน่าน ไลข่ า้ ศึกหนีจากเมืองน่านไปอยู่
เมอื งแพร่
๖
จลุ ศักราช ๙๐๗ พ.ศ. ๒๐๘๘
เมอื งเชียงใหม่เกดิ จลาจล ทางกรงุ ศรอี ยุธยาแผน่ ดินสมเด็จพระไชยราชาไดย้ กกองทัพข้ึนมาตเี มืองเชยี งใหม่
พระนางจิระประภา ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้นำเอาเครื่องราชบรรณาการไปถวาย พระไชยราชาจึงยก
กองทพั กลบั เมืองแพรจ่ ึงตกอยูใ่ ต้อำนาจของกรุงศรีอยธุ ยาไปดว้ ย
จุลศกั ราช ๙๑๒ พ.ศ. ๒๐๙๓
พระยาแพร่ เป็นท่พี ระยาสามล้านเชียงใหม่ไดร้ ว่ มกนั คบคิดจะเปน็ ใหญ่ในนครพิงคก์ ับ พระยาล้านชา้ ง พระ
ยาหวั เวียงลา้ นช้างรวบรวมไพรพ่ ลยกกำลงั เข้าไปถึงนครพงิ ค์จกั กระทำร้ายแกเ่ มือง ครัน้ กระทำมไิ ดก้ อ็ อกหนีไป
ฝ่ายเจ้าขุนทั้งหลายในนครพิงค์ต่างก็แตง่ ทหารออกรบ พระยาสามล้าน (พระยาแพร่) และพวกก็แตกพ่ายหนี
ไปเมืองแพร่
จุลศักราช ๙๒๐ พ.ศ. ๒๑๐๑
พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกกองทัพมาตเี มืองเชียงใหม่ ทหารเมืองเชียงใหม่มีน้อยกว่าพม่า อีกทั้งกองทัพ
พระเจ้าบุเรงนองเขม้ แขง็ ชาญศกึ สงครามกว่าพมา่ จึงไดช้ ยั ชนะ
เชียงใหม่ตกเป็นประเทศราชของพมา่ เมืองแพรจ่ ึงตกอยใู่ ต้อำนาจของพมา่ ดว้ ย
พม่าปกครองประเทศราชในอาณาจักรลานนาไทย อันได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา แพร่
น่าน ด้วยการใหข้ นุ นางของพมา่ พรอ้ มดว้ ยทหารจำนวนหน่งึ อยู่เป็นข้าหลวงอยู่กำกับเมือง
จลุ ศกั ราช ๙๓๑ พ.ศ. ๒๑๑๑
อาณาจักรลานนาไทยถูกพม่าเกณฑ์ให้ยกกองทัพไปช่วยรบกรุงศรอี ยุธยา เมอื งแพรก่ ็ยกกองทัพรว่ มไปกับพม่า
ครั้งน้ีด้วย และในที่สดุ จลุ ศักราช ๙๓๒ พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยธุ ยากแ็ ตก ตกเปน็ เมอื งขน้ึ ของพม่า อาณาจกั รลานนาไทยจึง
ตกอยใู่ ต้อำนาจของพมา่ ดังเดิม
จลุ ศกั ราช ๙๘๓ พ.ศ. ๒๑๖๓
แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กรุงศรีอยุธยามีกองทัพไม่ค่อยเข้มแข็งเกรียงไกร อาณาจักรลานนาจึงตั้งตน
เปน็ อิสระไม่ขึน้ ต่อกรงุ ศรอี ยธุ ยา
จุลศักราช ๙๙๗ พ.ศ. ๒๑๗๗
พระเจ้าสุทโธธรรมราชา กษัตริย์พม่าได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่และจับกุมเอาตัว พระเจ้าเชียงใหม่ไป
คุมขังไว้ที่เมืองหงสาวดี เมื่อจัดการปกครองในเมืองเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าสุทโธธรรมราชายกทัพไปปราบเมือง
ต่างๆ ในเขตลานนาไทยยึดเมอื งทกุ เมืองไวใ้ นอำนาจ เมอื งแพรจ่ ึงตกอย่ใู นอำนาจของพม่าอกี ครั้ง
จลุ ศกั ราช ๑๐๒๔ พ.ศ. ๒๒๐๕
แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ พระองค์ทรงเป็นจอมทัพตีหัว
เมืองรายทางตั้งแต่ลำปาง แพร่ ลำพูน จนถึงเมืองเชียงใหม่ โปรดให้เจ้าพระยาโกษาเหล็กถมดินทำเป็นเชิงเทินตั้งปืนใหญ่
ยิงกราดเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ก็แตก ฝ่ายกองทัพพม่ายกมาแต่เมืองอังวะเพื่อช่วยเหลือเมืองเชียงใหม่ (เพราะ
พมา่ ปกครองเมืองเชยี งใหม่) ก็ถกู ทัพไทยซุ่มโจมตีกระหนาบแตกพ่ายยับเยนิ ไป ดังนนั้ อาณาจกั รลานนาจึงตกอยู่ใต้อำนาจ
ของกรุงศรีอยุธยา
๗
แทรกกล่าว มีข้อน่าสังเกตว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมืองแพร่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขณะใดที่
กองทัพเมืองเชียงใหม่เข้มแข็ง เมืองแพร่ก็จะขึ้นอยู่กบั เชียงใหม่ หากขณะใดที่กองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้มแขง็ เมืองแพร่ก็จ ะ
ขน้ึ อยูก่ บั กรุงศรอี ยุธยา ระยะเวลาใดทีท่ งั้ สองฝ่ายอ่อนแอหรือเกิดจลาจล เมืองแพรก่ ็จะต้งั ตนเป็นอิสระทนั ที
จุลศักราช ๑๑๐๓ พ.ศ. ๒๒๘๓ พระเจ้าอังวะ กษัตริย์พม่าให้โปทัพพะการมังดีเป็นแม่ทัพยกกำลังหนึ่งหมื่น
คนมาตเี มืองเทนิ เมอื งแพร่ เมอื งน่าน กวาดตอ้ นผคู้ นในเมอื งดังกล่าวไปไวท้ ่เี มืองเชยี งแสน
ในปตี อ่ มา จุลศกั ราช ๑๑๐๔ พ.ศ. ๒๒๘๔
พระยาแพร่พร้อมกับเจ้าเมืองฝ่ายเหนือ มีพระยายองเป็นต้น ต่างรวบรวมไพร่พล ยกเข้ารบพุ่งฆ่าฟันพม่าที่
ปกครองเมอื งเชียงแสน พม่าทราบขา่ วจงึ สง่ กองทัพใหญล่ งมาชว่ ย พระนครลำปางจึงกวาดต้อนผ้คู นของตนไปไว้ทเ่ี มืองเทงิ
สว่ นพระยายองและพระยาแพร่ ไดน้ ำผคู้ นของตนไปไวท้ เ่ี มอื งภคู า (อำเภอปัว จ.นา่ น) แตก่ ถ็ กู พม่าตามตีแตก
พา่ ยจนตอ้ งหนีเขา้ ไปในเมืองนา่ น
จุลศักราช ๑๑๐๕ พ.ศ. ๒๒๘๕ เจ้าเมืองแพร่ และเจ้าเมืองน่านพร้อมด้วยเจ้าเมืองฝ่ายลานนา มีพระยายอง
เปน็ หัวหนา้ ต่างรวมกำลงั ไพร่พลยกไปรบพมา่ ทปี่ กครองเมอื งเชียงแสนแลว้ ตั้งตนเป็นอสิ ระนครอกี คร้ังหนงึ่
จุลศกั ราช ๑๑๒๑ พ.ศ. ๒๓๐๒
เจ้าชายแก้ว โอรสพระยาสุละวะฤาไชยสงคราม (ทิพช้าง) เจ้าเมืองละกอน (ลำปาง) พาครอบครัวญาติพี่
นอ้ งและบริวารหนที ้าวลิน้ ก่านไปซ่องสุมผู้คนอยเู่ มืองแพร่ แล้วยกกองทัพไปรบกบั ท้าวลิน้ ก่านท่เี มืองลำปางแตส่ ู้ไม่ได้จึงหนี
ไปพง่ึ พม่า
จุลศกั ราช ๑๑๒๓ พ.ศ. ๒๓๐๔
กองทัพพม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่ ครั้นแล้วก็ยกกองทัพเข้าตีเมืองลำปาง (เจ้าชายแก้วซึ่งหนีไปพีงพม่าเมื่อ
คราวก่อนร่วมมากับกองทัพพม่าด้วย) พม่ายึดเมืองลำปางได้ เจ้าชายแก้วจึงจับท้าวลิ้นก่านประหารชีวติ เสีย กองทัพพม่า
ยกมายึดครองเมืองแพร่ เมืองน่าน และลานนาไทยเกือบทั้งหมด ครั้นปีต่อมาพม่าจำต้องยกกองทัพกลับเพราะเกิดจลาจล
ในเมืองอังวะ
จุลศักราช ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐ พวกชาวลานนาไทย ถูกพม่าข่มเหงรังแกเบียดเบียน บ่อยครง้ั จงึ คิดจะกอบกู้
อสิ รภาพ พระเจา้ มังระกษตั รยิ ์พม่าทราบขา่ วได้นำกองทพั ใหญ่ลงมาปราบ อาณาจกั รลานนาไวไ้ ดท้ ง้ั หมด
หลังจากปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือแล้ว พระเจ้ามังระก็กรีฑาทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา และในที่สุดกรุง ศรี
อยธุ ยากเ็ สยี อสิ รภาพแก่พมา่
เมอื งแพร่จงึ ตกอยู่ใตอ้ ำนาจของพม่าอีกครงั้ หนงึ่ จนถึงจุลศักราช พ.ศ. ๑๑๓๑ พ.ศ. ๒๓๑๒
๘
เมืองแพรส่ มัยกรงุ ธนบุรี
จุลศกั ราช ๑๑๓๑ พ.ศ. ๒๓๑๒ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหอสมดุ แห่งชาตกิ ลา่ วว่า
หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกเพียงปีเดียว สมเด็จพระเจา้ ตากสนิ ก็ได้รวบรวมกำลังไพร่พล ต่อสูก้ ับพม่าที่ค่ายโพธิ์
สามต้น กรงุ ศรีอยุธยา พษิ ณโุ ลก พิชยั สวรรคโลกจนข้าศึกแตกพ่ายหนไี ป
จุลศักราช ๑๑๓๒ พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเห็นว่าอาณาจักรลานนายังมีพม่ายึดครองอยู่มาก
จงึ โปรดใหย้ กกองทพั ข้นึ ไปตีพม่าทค่ี รองเมืองเชียงใหม่ ขณะเดินทางเรือมาถงึ เมืองพชิ ยั ก็มเี จ้ามงั ชัย ผ้ปู กครองเมืองแพร่พา
ขุนนางกรมการเมอื ง และไพรพ่ ลเขา้ เฝ้าถวายบงั คมขอเป็นเมืองในขอบขัณฑสมี า
สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดแต่งตั้งให้เป็น “พระยาศรีสุริยวงศ์” แล้วให้เข้าร่วมขบวนทัพ ยกทัพไปตีเมือง
เชียงใหม่ พระราชพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติกล่าวถึงความตอนนี้ว่า “พระยาแพร่ ผู้ชื่อว่า มังไชย พม่าจับตัวไปคร้ัง
ทัพอะแซหวุ่นกี้มาตีเมืองพิษณุโลกมากับกองทัพครั้งนี้ด้วย พระยาแพร่มีจิตคิดสวามิภักดิ์ในสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั กรุงเทพฯ
จึงคดิ อ่านชักชวนพระยายองยกกองทัพไปตีเมืองเชยี งแสน เจ้าเมืองเชียงแสนสู้ไม่ได้จึงหนไี ปหาพระยาเชยี งราย พระ
ยาแพร่ และพระยายอง ก็ยกทัพติดตามไปที่เชียงราย พระยาเชียงรายเห็นว่า พระยาแพร่และพระยายองเป็นชนชาติเชื้อ
ลาวดว้ ยกนั จึงจบั ตวั เจ้าเมืองเชียงแสนชือ่ อาปรกามณี เป็นชาวพม่าสง่ ให้พระยาแพรแ่ ละพระยายอง”
พระราชพงศาวดารเมอื งเหนือ กล่าวถึงความตอนนวี้ า่
จุลศักราช ๑๑๓๓ พ.ศ. ๒๓๑๔ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตีเชียงใหม่, มังไชยะ เจ้าเมืองแพร่มา
สวามภิ กั ดิจ์ งึ โปรดต้ังใหเ้ ปน็ พระยาศรีสุริยวงศ์แลว้ เกณฑ์ไปตีเมอื งเชียงใหมด่ ว้ ย
ปีกุน เอกศก จุลศักราช ๑๑๔๑ เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ได้แต่งกองทัพหลวง ๓๐๐ คน ให้มา
ตรวจราชการทางเมืองแพร่ เมืองน่าน ตลอดไปจนถึงเมอื งนครลำปาง กองข้าหลวงดังกลา่ วได้ทำโจรกรรมแย่งชิงทรพั ย์สนิ
ของราษฎร ฉุดคร่าบุตรภรรยาของชาวบ้านไปทำอนาจารต่างๆ ราษฎรได้นำความเข้าร้องทุกข์ต่อพระยากาวิละ เจ้าเมือง
นครลำปาง พระยากาวิละขดั ใจก็ยกพวกไพร่พลออกไปขับไล่ฆา่ ฟันข้าหลวงทีอ่ ยู่บา้ นวงั เกิง ลม้ ตายไปเป็นจำนวนมาก
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบข่าวจึงให้มีตราหาตัวพระยากาวิละลงไปกรุงเทพฯ แต่พระยากาวิละก็ขัด
ตราเสียหาไปไม่ พระยากาวลิ ะคิดจะทำความชอบแกโ้ ทษท่ีทำผิดจงึ ยกกองทัพไปตีเมืองลอ เมอื งเทงิ กวาดตอ้ นผู้คนไปเป็น
เชลยจำนวนมากแล้วจึงลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงธนบุรี แต่พระยากาวิละยังถูกลงโทษอีกนั่นเองคือทรงให้
เฆ่ยี น ๑๐๐ ที แล้วใหจ้ ำคุกไว้
พระยากาวิละได้ร้องขออาสาไปตีเมืองเชียงแสนแก้โทษ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรด
พระราชทานให้ถอดออกจากคุกและให้ไปทำราชการตามเดิม พระยากาวิละไปถึงเมืองป่าช้าง จึงแต่งให้พระยาอุปราชคุม
พลรอ้ ยเศษไปเกลยี้ กล่อม นาขวา เมืองเชยี งแสน เพราะเวลานั้นกองทัพพม่าเลิกไปหมดแล้ว ให้นาขวารักษาเมืองไว้พร้อม
ดว้ ยทหารพมา่ จำนวนหนึง่
นาขวาปลงใจด้วยกับพระยาอุปราช พระยากาวลิ ะจึงไดต้ วั พระยาแพร่ พระยาเถนิ คนื จากพม่า
จุลศักราช ๑๑๔๒ พ.ศ. ๒๓๒๓ เดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ พงศาวดารเมืองน่านฉบับหอสมุดแห่งชาติกล่าวว่า พญา
จ่าบ้าน พญาละกอน พญาแพร่ และชาวเมืองหลวงพระบางได้ร่วมกันคบคิดยกทัพไปพร้อมกันที่สมกก เพื่อไปตีเมืองเชียง
แสน และในทีส่ ดุ กต็ เี มอื งเชยี งแสนไดเ้ ม่ือเดอื น ๗ ข้ึน ๙ ค่ำ วันจันทรย์ ามเช้า
จุลศักราช ๑๑๔๔ พ.ศ. ๒๓๒๕ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหอสมุดแห่งชาติกล่าวว่าสมเด็จพระเจ้ากรงุ ธนบุรี
ไดร้ บั ความร่วมมือร่วมใจจากบคุ คลสำคัญของอาณาจักรลานนาไทย เชน่ พระยาจ่าบ้าน เจา้ กาวลิ ะทำการขับไล่ฆ่าฟันพม่า
๙
ที่ยึดครองเมืองเชียงใหม่จนพวกพม่าแตกพ่ายหนีไป หลังจากนั้นได้เข้าตีหัวเมืองอื่นๆ เช่น ลำปาง ลำพูน เชียงราย แพร่
น่าน ขบั ไลพ่ มา่ ไปจนหมดสิ้น เมืองแพรแ่ ละเมอื งอ่ืนๆ ดงั กลา่ วจึงอยใู่ ตอ้ ำนาจของสมเด็จพระเจา้ กรงุ ธนบุรีอกี ครงั้ หนึง่
เมอื งแพร่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ระหวา่ งจุลศกั ราช ๑๑๔๗ - จุลศักราช ๑๒๒๙ (พ.ศ. ๒๓๒๘ - พ.ศ. ๒๔๑๐)
จุลศักราช ๑๑๔๗ พ.ศ. ๒๓๒๘ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวว่ากษัตริย์พม่าแต่งให้กาละมังดีเป็น
แม่ทัพมกี ำลงั หมื่นหนึง่ ยกมาตอี าณาจักรลานนาแวะถึงเมืองเชยี งแสนในเดือน ๔ ขน้ึ ๑๑ คำ่ วนั เสาร์ เขา้ ยดึ เมืองเชียงแสน
ได้แล้วยกทัพเข้าตีเมืองเทิง ฝ่ายเมืองเชียงใหม่และละกอนลำปาง ต่างพร้อมใจกันรวบรวมไพร่พลต่อสู้กับพม่าและป้องกนั
เมอื งเอาไวไ้ ด้
ฝา่ ยพญาแพร่ พญาน่าน เห็นว่ากองทัพพมา่ ใหญ่หลวงนักเกรงจะสไู้ ม่ได้ จึงบส่ ูบ้ ร่ บ ยอมอ่อนน้อมเปน็ ข้าของ
พม่าแต่โดยดี แม่ทพั พม่าคือ กาละมงั ดี จึงให้พญาแพร่ พญาน่าน ยกกองทัพไปแวดลอ้ มเมืองละกอนไว้ เมือ่ พมา่ ไม่สามารถ
ตเี อาเมอื งใดได้ จงึ ลา่ ถอยทัพกลับไป
จุลศกั ราช ๑๑๔๘ พ.ศ. ๒๓๒๙ เดอื น ๕ เพ็ญ พญาแพรพ่ รอ้ มกับเจา้ เมอื งฝ่ายเหนือ คิดกอบกู้เอกราชคืนจาก
พมา่ จงึ ยกทพั ไปตีเมืองเชียงแสน มวยหวาน ซึ่งปกครองเมืองเชียงแสนหนีพา่ ยไปเชยี งราย พญาเชียงรายจับตัวได้ส่งไปยัง
เมืองละกอนลำปาง พญาละกอนสง่ ตวั มวยหวานไปยงั กรุงเทพฯ ฝา่ ยพญาละกอน เม่อื สง่ มวยหวานไปกรงุ เทพฯ แล้ว ก็
ยกกองทัพไปเมืองเชยี งแสนจับตัว พญาแพรใ่ ส่คา จองจำส่งตัวลงกรุงเทพฯ
จุลศักราช ๑๑๖๘ พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าส่งกองทัพมาตีหัวเมืองอาณาจักรลานนา แต่เวลานั้นทางเมืองเชียงใหม่
ยังร้างอยู่ไม่มีใครปกครอง จึงเลยลงไปตีเมืองลำปาง เจ้าเมืองลำปางคือพระยากาวิละได้ต่อสู้ต้านทานทัพพม่า สามารถ
รักษาเมืองไว้ได้ พม่าจึงแต่งกองทัพให้ล้อมเมืองไว้ก่อน พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกทรงทราบข่าวศึก จึงโปรด
ใหก้ รมหลวงเจษฎายกกองทัพข้ึนมาชว่ ย ฝา่ ยพระยากาวลิ ะ รวู้ ่ากองทัพในกรงุ ขึ้นมาชว่ ยก็มีกำลังห้าวหาญยกกองทัพตีฝ่า
วงล้อมของพมา่ ออกจากเมือง ได้สู้รบกันต้ังแตเ่ ชา้ จนเที่ยง กองทพั พม่าจึงแตกพา่ ยไป
เมื่อกองทัพพม่าถูกไล่ออกจากอาณาจักรลานนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ ฯ ได้โปรดพระราชทาน
บำเหนจ็ ใหแ้ ก่เจา้ นายฝา่ ยเหนือโดยให้พระยากาวิละเจา้ เมอื งลำปางขึ้นไปครองเมอื งเชยี งใหม่
ส่วนพระยามังชัย เจ้าเมืองแพร่ พระองค์ทรงเห็นว่าถ้าจะให้ไปครองเมืองแพร่ก็ยังไม่ไว้วางพระราชหฤทัย
เพราะพระยามงั ชัยเคยอยู่กบั พมา่ มานาน จึงโปรดใหไ้ ปช่วยราชการอยทู่ ่เี มืองลำปางกอ่ น
จุลศักราช ๑๑๗๑ พ.ศ. ๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงโปรดให้ เจ้าเมืองฝ่ายเหนอื
ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุง พระยามังชัย เจ้าเมืองแพร่ ซึ่งขณะนั้นอยู่ท่ีเมืองลำปางได้ร่วมไปกับกองทัพด้วย พระยามังชัย
ได้แสดงความหา้ วหาญชาญศกึ อาสาเป็นนายกองหนา้ เข้าตเี มืองเชียงตุง และสามารถตเี มืองเชียงตุงจนได้ชัยชนะ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกฯ ทรงเหน็ ความดีและความสามารถจงึ โปรดใหก้ ลับไปครองเมืองแพร่
ดงั เดมิ
หลงั จากรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้ว ประวตั ศิ าสตร์เก่ยี วกับเมืองแพร่ไม่
มีกลา่ วถึงจนกระทั่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
๑๐
เมอื งแพรส่ มัยกรุงรตั นโกสินทรต์ อนกลาง
ระหว่างจุลศักราช ๑๒๕๓ - จลุ ศักราช ๑๒๙๖ (พ.ศ. ๒๔๓๔ - พ.ศ. ๒๔๗๗)
จลุ ศักราช ๑๒๕๓ พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัวทรงเปล่ียนระบอบการปกครอง
ประเทศ เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล มีข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลลดอำนาจเจ้าผู้ครองเมืองให้น้อยลง
กว่าเดิม
เมืองแพร่ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัด
มณฑลพิษณุโลก มาเปน็ ข้าหลวงกำกับการปกครองเมอื งแพรเ่ ปน็ คนแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๐
หนังสอื การปฏิรปู การปกครองมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๓๖ - พ.ศ. ๒๔๗๖ กลา่ วถงึ ตอนนวี้ ่า
เมืองแพรจ่ ัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลหลังจากพระยาทรงสรุ เดชได้ไปตรวจราชการในเมืองแพร่เมื่อ
พ.ศ. ๒๔๓๗ กล่าวคือ
เมื่อพระยาทรงสุรเดชไปถึงเมืองแพร่ “พระยาพิริยวิไชย” เจ้าเมืองแพร่ได้ให้การต้อนรับพระยาทรงสุรเดช
เป็นอย่างดี พร้อมกับแสดงความจำนงให้พระยาทรงสุรเดชทราบว่าต้องการให้จัดราชการ ๖ ตำแหน่งขึ้นในเมืองแพร่ให้
เหมือนกับแบบแผนราชการเมืองเชียงใหม่ เหตุที่พระพิริยวิไชยเสนอเช่นนั้นก็ประสงค์จะขอพระราชทานเลื่อนยศข้ึน
เป็น “เจ้า” พระยาทรงสุรเดชเห็นว่างานราชการทั้งหมดของเมืองแพร่ตกอยู่ในอำนาจของพระยาพิริยวิไชยทั้งสิ้น ดั งน้ัน
เพ่อื ให้การปกครองของเมืองแพร่เรยี บร้อย จงึ ใหท้ ำการทดลองจดั ราชการ ๖ ตำแหนง่ ข้นึ ในเมืองแพร่
พระยาทรงสรุ เดชไดม้ อบหมายให้ นายราชาภกั ด์ิ ขา้ หลวงเมืองแพร่ ทำหนา้ ท่เี ป็นทีป่ รกึ ษาของ พระ
ยาพริ ยิ วไิ ชย จดั การราชการงานในเมอื งแพรร่ ่วมกนั
แทรกกลา่ ว มีขอ้ น่าสงั เกตวา่
ประวัติศาสตร์เมอื งเหนือของ ตรี อมาตยกุล กล่าวว่า “โปรดเกลา้ ฯ ให้พระยาไชยบูรณ์ไปเป็นข้าหลวงกำกับ
การปกครองเมอื งแพร่เปน็ คนแรกปี พ.ศ. ๒๔๔๐”
สว่ นปรญิ ญานิพนธ์ของสรสั วดี ประยรู เสถยี ร ขา้ งตน้ นกี้ ลา่ วว่า พระยาทรงสุรเดชได้ มอบหมายให้ นาย
ราชาภักดิ์ ข้าหลวงเมืองแพร่ทำหน้าทเ่ี ป็นที่ปรกึ ษาของพระยาพิรยิ วิไชย จัดการราชการงานในเมอื งแพร่รว่ มกัน
จงึ ทำให้เป็นท่นี ่าสงสยั วา่ นายราชาภกั ดิ์ หรือพระยาไชยบูรณเ์ ปน็ ข้าหลวงเมืองแพรค่ นแรกกนั แน่
๑๑
กบฏเงี้ยวเมืองแพร่
จุลศักราช ๑๒๖๔ พ.ศ. ๒๔๔๕
ในขณะทีพ่ ระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงกำกับการปกครองเมืองแพร่อยู่นัน้ ปรากฏว่ามพี วกเง้ียวหรือไทยใหญ่ได้
คบคดิ กนั ก่อการจลาจลขนึ้ ในเมืองแพร่ซึ่งมีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
วันศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ เวลาประมาณ ๗ นาฬกิ า พวกไทยใหญ่นำโดย พะกาหม่องและสะลา
โปไชย หัวหนา้ พวกโจรเงยี้ วนำกองโจรประมาณ ๔๐ - ๕๐ คน บกุ เข้าเมอื งแพร่ทางดา้ นประตชู ยั จู่โจมสถานตี ำรวจเป็นจุด
แรก ขณะนนั้ สถานตี ำรวจเมอื งแพร่มปี ระมาณ ๑๒ คน จึงไมส่ ามารถตา้ นทานได้ กองโจรเงี้ยวเขา้ ยดึ อาวุธตำรวจแลว้ พากัน
เข้าโจมตีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข โจรเงี้ยวได้ตัดสายโทรเลขและทำลายอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ เพื่อตัดปัญหาการสื่อสาร
ครั้นแล้วก็มุ่งหน้าสู่บ้านพักข้าหลวงประจำเมืองแพร่ แต่ก่อนที่กองโจรเงี้ยวจะไปถึงบ้านพักข้าหลวงนั้น พระยาไชย
บรู ณ์ (ทองอยู่ สวุ รรณบาตร) ไดพ้ าครอบครัวพร้อมด้วยคุณหญิงเยื้อน ภริยาหลบหนีออกจากบ้านพกั ไปก่อนแล้ว
พวกโจรเงีย้ วไปถึงบา้ นพกั ไมพ่ บพระยาไชยบูรณ์จงึ บุกเข้าปลน้ ทรัพยส์ ินภายในบ้านพกั ขา้ หลวง และสังหารคน
ใชท้ หี่ ลงเหลอื อย่จู นหมดส้ิน จากน้ันจงึ ยกกำลังเขา้ ยึดท่ีทำการเคา้ สนามหลวง ทำลายคลังหลวงและกวาดเงนิ สดไปท้ังหมด
๔๖,๙๑๐ บาท ๓๗ อัฐ
หลังจากนั้นพวกโจรเงี้ยวก็มุ่งตรงไปยังเรือนจำเพื่อปล่อยนักโทษให้เป็นอิสระพร้อมกับแจกจ่ายอาวุธให้แก่
นักโทษเหล่านน้ั ทำให้พวกกองโจรเง้ยี วไดก้ ำลังสนับสนนุ เพ่ิมขนึ้ อกี จนภายหลงั มกี ำลังถึง ๓๐๐ คน
ในระหว่างที่กองโจรเงี้ยวเข้าโจมตีสถานที่ราชการต่างๆ อยู่นั้น ราษฎรเมืองแพร่ตื่นตกใจกันมาก บางส่วนได้
อพยพหลบออกไปอยนู่ อกเมืองทันที กองโจรเงยี้ วจึงประกาศใหร้ าษฎรอยู่ในความสงบ เพราะพวกตนจะไม่ทำร้ายชาวเมือง
จะฆ่าเฉพาะคนไทยภาคกลางที่มาปกครองเมืองแพร่เท่านั้น ราษฎรจึงค่อยคลายความตกใจลง และบางส่วนได้เข้าร่วมกับ
พวกกองโจรเง้ียวกม็ ี ทำใหก้ องโจรเงีย้ วทำงานคล่องตวั และมกี ำลงั เข้มแข็งขนึ้
ขณะเดียวกันพระยาไชยบูรณ์ซึ่งพาภริยา คือ คุณหญิงเยื้อนหลบหนีออกจากบ้านพักตรงไปยังคุ้มเจ้าหลวง
เมอื งแพร่ หวังขอพ่งึ กำลังเจ้าเมอื งแพร่หรือเจ้าหลวงเมืองแพร่ คอื พระยาพิริยวไิ ชย
เมอ่ื ไปถงึ คมุ้ เจา้ หลวง เจา้ หลวงเมืองแพร่กล่าวว่า “จะชว่ ยอยา่ งไรกัน ปืนกไ็ ม่มี ฉันกจ็ ะหนเี หมือนกนั ”
พระยาไชยบูรณ์ตัดสนิ ใจพาภรยิ าและหญิงรับใช้หนีออกจากเมอื งแพร่ไปทางบ้านมหาโพธิ์เพ่ือหวงั ไปขอกำลัง
จากเมืองอืน่ มาปราบ ส่วนเจ้าเมอื งแพร่น้ันหาได้หลบหนีไปตามคำอ้างไม่ ยงั คงอยใู่ นคุม้ ตามเดิม
ตอนสายของวันที่ ๒๕ กรกฎาคม เมื่อกองโจรเงี้ยวสามารถยึดเมืองแพร่ได้แล้ว พะกาหม่องและสะลาโปไชย
กไ็ ปทคี่ มุ้ เจา้ หลวง เพือ่ เชิญใหเ้ จา้ เมอื งแพรป่ กครองบา้ นเมืองตามเดิม
กอ่ นจะปกครองเมือง พะกาหมอ่ งได้ให้เจ้าเมืองแพร่และเจ้านายบุตรหลานทำพิธีถือน้ำสาบานก่อน โดยมีพระ
ยาพริ ยิ วไิ ชยเปน็ ประธานรว่ มดว้ ยเจ้าราชบตุ ร เจา้ ไชยสงครามและเจ้านายบตุ รหลานอื่นๆ รวม ๙ คน
ในพิธีนี้มีการตกลงร่วมกันว่าจะร่วมกันต่อต้านกองทัพของรัฐบาลโดยพวกกองโจรเงี้ยวเป็นกองหน้าออกสู้รบ
เอง สว่ นเจ้าเมอื งและคนอื่นๆ เป็นกองหลังคอยสง่ อาหารและอาวธุ ตลอดทงั้ กำลงั คน
วนั ท่ี ๒๖ กรกฎาคม พวกกองโจรเงี้ยวเร่ิมลงมือตามล่าฆ่าข้าราชการไทยและคนไทยภาคกลางทกุ คน ไม่ว่าจะ
เป็นเดก็ หรอื สตรีทห่ี ลบหนไี ปโดยประกาศใหร้ างวัลนำจับ เฉพาะค่าหัวพระยาไชยบรู ณแ์ ละพระเสนามาตย์ยกบัตรเมืองแพร่
คนละ ๕ ชั่ง หรือ ๔๐๐ บาท นอกนั้นลดหลั่นลงตามลำดับความสำคญั แตอ่ ยา่ งตำ่ จะได้คา่ หัวคนละ ๔๐ บาท
๑๒
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พระยาไชยบูรณ์ซึ่งอดอาหารมาเป็นเวลา ๓ วัน กับ ๒ คืน โดยหลบซ่อนอยู่บนต้นข่อย
กลางทุ่งนาใกล้ๆ กับหมู่บ้านร่องกาด ได้ออกจากที่ซ่อนเพื่อขออาหารจากชาวบ้านร่องกาด ราษฎรคนหนึ่งในบา้ นร่องกาด
ชื่อหนานวงศ์ จึงนำความไปแจ้งต่อพะกาหม่องเพื่อจะเอาเงินรางวัล พะกาหม่องนำกำลังไปล้อมจับพระยาไชยบูรณ์ทันที
จับตัวได้ก็ควบคุมตัวกลับเขา้ เมืองแพร่ และได้บังคับขู่เข็ญพระยาไชยบูรณ์ตลอดทาง พระยาไชยบรู ณจ์ ึงท้าทายให้พวกโจร
เงี้ยวฆ่าตนเสียดกี วา่ ดังนั้นพอมาถึงทางระหว่างร่องกวางเคา(ปัจจุบันเรียกว่าร่องคาว) โจรเงี้ยวคนหนึง่ ช่ือ จองเซิน จึงคิด
ฆ่าพระยาไชยบูรณ์ทันที
นอกจากพระยาไชยบูรณ์แลว้ พวกโจรเง้ยี วยงั ไดจ้ ับข้าราชการไทยอกี หลายคนฆ่า ทสี่ ำคญั ได้แก่
พระเสนามาตย์ ยกกระบตั รศาล
หลวงวมิ ล ข้าหลวงผชู้ ่วย
ขนุ พิพิธ ข้าหลวงคลงั
นายเฟ่ือง ผูพ้ ิพากษา
นายแมน้ อัยการ
นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และสมุห์บัญชีอำเภอต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก นับเป็นการเข่นฆ่าข้าราชการไทยครั้ง
ยิ่งใหญ่จริงๆ ในภาคเหนือ ทางรัฐบาลไทยได้ส่งกองทัพจากเมืองใกล้เคียง เช่น พิชัย สวรรคโลก สุโขทัย ตาก น่าน และ
เชียงใหม่ เข้ามาปราบปรามพวกกองโจรเง้ียวอย่างรีบด่วน โดยกำหนดให้ทุกเมืองระดมกำลังเข้าปราบปราม พวกกองโจร
เงี้ยวในเมืองแพร่พร้อมกันทุกด้าน และยังได้มอบหมายให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) นำกองทัพหลวงขึ้นมา
ปราบปรามพร้อมท้งั ให้ดำเนินการสอบสวนสาเหตุการปล้นครั้งนี้ด้วยและให้ถือว่าเปน็ “กบฏ” ดว้ ย ดังน้ันจึงเรียกว่า กบฏ
เงยี้ วเมืองแพร่ สว่ นพวกกองโจรเงย้ี วเม่ือสามารถก่อการกบฏได้สำเร็จก็ไมไ่ ดต้ ระเตรยี มกำลงั ป้องกันแต่อย่างใด
จนกระทั่งวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ เมื่อทราบข่าวว่ากองทัพรัฐบาลจะมาปราบปรามจึงได้แบ่งกำลัง
ออกเป็น ๒ กอง กองหนึ่งนำโดยสะลาโปไชย ยกกำลังไปทางด้านใต้เพื่อขัดตาทัพ รัฐบาลที่ส่งมา อีกกองหนึ่งนำโดยพะกา
หมอ่ ง ยกกำลังไปทางดา้ นตะวันตกเพ่ือโจมตนี ครลำปางหวังยดึ เมืองเป็นฐานกำลงั อีกแห่งหนงึ่
การโจมตีนครลำปางนั้น พวกกองโจรเงี้ยวต้องประสบกับความผิดหวัง เพราะนครลำปางรู้เหตุการณ์และ
เตรียมกำลังไวต้ ่อสอู้ ยา่ งรวดเรว็
เมื่อพวกเงี้ยวไปถงึ นครลำปางในวันท่ี ๓ สิงหาคม จึงถูกฝ่ายนครลำปางตโี ต้กลับทำให้ กองโจรเงีย้ วแตกพ่าย
หนกี ระจัดกระจายไป ตัวผู้นำคือ พะกาหม่องตอ้ งสญู เสียชีวิตเพราะถูกยิงในระหวา่ งการตอ่ สู้
ส่วนพวกกองโจรเงี้ยวที่นำโดยสะลาโปไชยนั้น ในระยะแรกสามารถสกัดทัพเมืองพิชัยไว้ได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่
สามารถต้านทานทพั เมอื งสวรรคโลกและสโุ ขทยั ได้ จงึ ถอยกลบั ไปต้งั หลกั ทีเ่ มืองแพรต่ ั้งแตว่ นั ท่ี ๑๑ สงิ หาคม
แตใ่ นทีส่ ุดพวกโจรเง้ียวก็หนกี ระจดั กระจายไปเพราะต่อสู้ไมไ่ หว
ดังนั้น ในวันที่ ๑๔ สิงหาคม พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพ เนติโพธิ์) ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย จึงนำกอง
กำลงั ตำรวจภธู รและทหารจำนวนหนง่ึ บกุ เข้าเมอื งแพร่ไดส้ ำเร็จ
วันที่ ๒๐ สิงหาคม เจ้าพระยาสุรศักด์ิมนตรี (เจิม แสงชูโต) ก็นำทัพหลวงถึงเมืองแพร่ หลังจากเหตุการณ์
สงบลงหลายวันแลว้ เจ้าพระยาสุรศักด์ิมนตรจี งึ ทำการสอบสวนความผดิ ผเู้ กย่ี วข้องทนั ที
ขั้นแรก ได้สั่งจับชาวเมืองแพร่ ราษฎรบ้านร่องกาด คือ หนานวงค์ ที่หวังเงินรางวัลนำจับพระยาไชยบูรณ์มา
ประหารชีวติ เปน็ เย่ียงอย่างกอ่ น
๑๓
ข้นั ที่สอง สัง่ ให้จบั ตัว พญายอด ผู้นำจบั หลวงวิมลมาประหารชีวิตอีกคนหน่งึ
จากนั้นเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้สอบสวนพยานหลายคน โดยยึดถือตามแนวนโยบายที่กรมหลวงดำรง
ราชานุภาพทรงกำชับไว้ คือ ไมใ่ ห้ตงั้ ขอ้ สงสยั หรือกลา่ วหาเจ้าเมอื งแพร่และเจ้านายบุตรหลานล่วงหน้า
เมื่อสอบสวนพยานเสร็จไปหลายคน ก็พบหลักฐานต่างๆ ผูกมัดเจ้าเมืองแพร่และ เจ้านายบุตรหลานบางคน
เช่น เจ้าราชบตุ ร เจ้าไชยสงครามอย่างแน่นหนาวา่ มสี ว่ นรู้เห็นเป็นใจกับกบฎครั้งนี้ ดงั คำใหก้ ารของพระยาเขื่อนขัณฑ์อดีต
นายแควน้ (กำนัน) เมืองสอง เปน็ คนทเ่ี จา้ เมืองแพรไ่ ว้วางใจ ไดก้ ลา่ วใหก้ ารไวต้ อนหน่งึ ว่า
“เจ้าแพรพ่ ดู วา่ เมอื งแพร่ตอ่ ไปจะเป็นของไทยนานเท่าใด จะตอ้ งเปน็ เมืองของเงย้ี ว เจ้าแพรจ่ ะคดิ ให้ พะ
กาหมอ่ ง สะลาโปไชย ซ่ึงเป็นหวั หน้าเงยี้ วบ่อแก้วเขา้ มาตีปลน้ เมืองแพร่ พวกเงยี้ วจะจบั คนไทยฆา่ เสียใหห้ มด แต่พะ
กาหมอ่ งและสะลาโปไชยจะยกเข้าตีเมอื งแพรเ่ มื่อใดยงั ไมม่ กี ำหนด
ถา้ จะใหพ้ ะกาหม่องและสะลาโปไชยยกเข้าตีเมืองแพรว่ ันใด จะได้มีหนงั สือไปนดั พะกาหม่องและสะลาโปไชย
ทราบ เจ้าแพร่ได้สั่งข้าพเจ้าว่า เมื่อออกนอกราชการแล้ว อย่ามาเที่ยวเกะกะ วุ่นวายทำราชการกับไทย เมื่อเงี้ยวมันเข้าตี
บางทีจะถกู ปนื ตายเสียเปลา่ ผทู้ ่ีร่วมคดิ ใหเ้ ง้ยี วเข้าปล้นเมืองแพร่คราวนี้ เจ้าหลวงบอกขา้ พเจ้าว่า พระยาราชบตุ ร พระไชย
สงคราม เป็นผู้รว่ มคดิ ดว้ ย”
นอกจากนั้น ก่อนที่พวกโจรเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่ก็ได้ส่งข่าวมาบอกเจ้าเมืองแพร่ไว้แล้ว ดังคำให้การของ
หลวงจติ รจำนงค์ เจา้ ของสัมปทานป่าไม้มคี วามวา่
“พระไชยสงครามไปที่บ้านข้าพเจ้าว่า วันที่ ๒๔ กรกฎาคม เวลากลางคืนประมาณ ๓ ทุ่มเศษ พวกเงี้ยวมี
หนังสือมาบอกเจา้ แพร่วา่ ถา้ ในกลางคนื นีไ้ ม่ทนั กจ็ ะยกเข้าปลน้ เวลาเชา้ มดื ”
เจ้าเมืองแพร่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจึงได้ป้องกันภัยแก่ญาติและคนสนิท ดังนายส่างกราบ ผู้ดูแลคุ้มหลวงได้ให้
การไวต้ อนหน่งึ ว่า
“ครั้นข้าพเจ้าเขา้ นอนเฝา้ คุ้มหลวงได้ ๖ คนื เจ้าหลวงกบ็ อกขา้ พเจา้ ว่า พวกเง้ยี วจะพากนั เขา้ มาปลน้ เมอื งแพร่
วนั พรงุ่ น้ีรหู้ รือเปล่า ขา้ พเจ้าก็บอกวา่ ไม่รู้
เจา้ หลวงจึงบอกขา้ พเจ้าไปเอาปืน ๑๒ นัดที่บา้ นพระไชยสงครามมาปอ้ งกนั ตวั ไว้ ๑ กระบอก”
ในวันที่ ๒๔ กรกฎาคมนั้น เจ้าเมืองแพร่ก็ได้เรียกตัว เจ้าพลอยแก้ว หลานสาวซึ่งไป คลุกคลีอยู่ในบ้านพัก
ขา้ หลวงกับคุณหญิงเยอ้ื น ภรยิ าของพระยาไชยบูรณ์ใหก้ ลบั คมุ้ ด่วน เพราะเกรงอนั ตรายจากพวกเงีย้ วจะเกดิ แก่ เจ้า
พลอยแก้ว เม่ือพวกกองโจรเง้ียวปล้นเมืองแพรส่ ำเรจ็ แลว้ เจา้ เมอื งแพรไ่ ดแ้ สดงตวั เป็นผ้สู นบั สนุนพวกโจรเงย้ี วอย่างเด่นชัด
โดยเกณฑ์ข้าวสารชาวบ้านหลังคาละ ๒ ทะนาน อาวุธปืน กระสุนดินดำ เงิน และกองกำลัง จำนวน ๕๐ คน ส่งไปช่วย พะ
กาหม่องต่อสูก้ ับฝา่ ยรัฐบาล
จากหลกั ฐานตา่ งๆ ทก่ี ลา่ วมาทำใหเ้ จา้ พระยาสรุ ศักดม์ิ นตรีเขา้ ใจวา่ เจา้ เมอื งแพร่ เจา้ ราชบตุ ร เจา้
ไชยสงคราม มีสว่ นสนบั สนนุ ให้กองโจรเงยี้ วก่อการกบฏขึน้ อย่างแน่นอน และเชื่อว่าต้องมีการตระเตรยี มการล่วงหน้ามาช้า
นานพอสมควร
ก่อนที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจะได้ชำระความผิดผู้ใด เจ้าราชวงษ์และภริยาก็ตกใจกลัวความผิดดื่มยาพิษ
ฆา่ ตัวตายเสียกอ่ น เพราะไดข้ ่าวลอื ว่ารฐั บาลจะประหารชวี ติ ผู้เก่ียวข้องกับกบฏเงยี้ วทุกคน
เมื่อเกิดอัตวินิบาตกรรมขึ้นเช่นนี้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเกรงวา่ จะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดกันวา่ รัฐบาล
กระทำการรุนแรงต่อเจา้ นายเมืองแพร่ ครัน้ จะสบื หาพยานตอ่ ไปอีกหลักฐานก็จะผกู มัดเจา้ เมืองแพร่ และเจา้ นายบตุ รหลาน
๑๔
ที่เกี่ยวข้องยิ่งขึ้น จนในที่สุดจะต้องถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหากบฏอย่างแน่นอน หากคดีจบในรูปนั้นย่อม
กระทบกระเทือนใจเจ้านายฝ่ายเมืองเหนือทุกเมอื ง เพราะต่างเกี่ยวพันฉนั ท์ญาติผู้สืบสายราชวงศเ์ จ้าเจด็ ตนด้วยกัน ทั้งยัง
สร้างความสะเทือนใจแก่ราษฎรท้ังหลายในลานนาไทย
ดังนั้นเจ้าพระยาสุรศักศ์มนตรี จึงพยายามคิดหาวิธีที่ละมุนละม่อมตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งต้องการใช้วิธีผ่อน
ปรนต่อเจ้านายเมืองแพร่ ขณะเดียวกันก็พยายามไม่ให้เจ้านายเมืองแพร่ตื่นตกใจหนีเข้าพึ่งอิทธิพลอังกฤษ อันอาจจะ
กอ่ ให้เกดิ ปญั หาระหวา่ งประเทศได้
ในที่สุด เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีก็ใช้วธิ ปี ล่อยข่าวว่าจะมีการจับกุมตัวเจา้ เมืองแพร่และเจ้าราชบุตร ข่าวลือน้ี
ได้ผล เพราะตอนดึกคืนน้ัน เจา้ เมืองแพรพ่ ร้อมดว้ ยคนสนทิ อกี สองคนก็หลบหนีออกจากเมอื งแพร่ทนั ที
อยา่ งไรกด็ ี การหลบหนีของเจ้าเมืองแพร่ในคืนนัน้ ไดร้ บั การสนับสนนุ จากเจ้าพระยาสุรศักด์มิ นตรี โดยมีคำส่ัง
ลับมใิ หก้ องทหารที่ตัง้ สกดั อยูร่ อบเมืองแพร่ขัดขวาง ทำใหก้ ารหลบหนีของเจ้าเมอื งแพร่เป็นไปอย่างสะดวกจนถึงหลวงพระ
บางอยา่ งปลอดภัย
เมื่อเจ้าเมืองแพร่หนีไปได้ ๑๕ วนั ถอื ว่าเป็นการละทิ้งหน้าทีร่ าชการ จงึ เป็นโอกาสให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
สามารถออกคำส่ังถอดเจา้ พริ ิยเทพวงศ์ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองแพร่ทันที พร้อมกบั สงั่ อายัดทรัพย์เพื่อชดใชห้ นี้หลวงที่เจ้า
เมืองแพร่ค้างกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ สำหรับคดีความผดิ ฐานร่วมก่อการกบฏก็เป็นอันตอ้ งระงับโดยปริยาย ไม่มีกา ร
รอ้ื ฟ้นื ข้นึ อกี
เจา้ พิรยิ เทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่คนสดุ ท้ายได้ใช้ชวี ติ ในบั้นปลายทีเ่ มืองหลวงพระบางจนถงึ แก่พริ าลยั
สำหรบั เจ้าราชบุตร ผเู้ ป็นบตุ รเขยเจ้าเมืองแพร่นั้น มีพยานหลักฐานและพฤติการณ์บง่ ชัดวา่ ได้รู้เห็นเป็นใจกับ
พวกเงี้ยวเพราะโดยหน้าที่ เจ้าราชบุตรเป็นร้อยตำรวจเอกจะต้องนำกำลังออกต่อสู้ตา้ นทานพวกโจรเงี้ยว แต่ปรากฏว่าเจา้
ราชบตุ รไม่ได้ทำหน้าที่อันควรกระทำ กลับไปทำส่งิ ตรงกันข้ามคือ เปน็ ผเู้ กณฑ์กำลงั ออกไปสนบั สนุนพวกโจรเงี้ยว ทั้งยังส่ง
กระสนุ ดนิ ดำพร้อมเสบียงอาหารให้พวกเงย้ี ว พฤติการณ์ดงั กล่าวเป็นความผิดข้ันรนุ แรงมโี ทษถึงประหารชีวิต แต่เน่ืองจาก
รฐั บาลมีนโยบายหลีกเล่ียงการประหารชวี ิต เพราะไม่ประสงค์จะใหก้ ระทบกระเทือนใจเจ้านายเมอื งเหนือ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง เจ้าราชบุตรเป็นบุตรชายของเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่าน หากกระทำตามกฎเกณฑ์ก็จะกระทบกระเทือนใจเจ้า
เมืองนา่ น ดังนน้ั เจ้าพระยาสรุ ศักดิม์ นตรจี ึงส่ังใหร้ ้อยตำรวจเอกเจ้าราชบตุ รนำกองกำลังตามขึ้นไปตีพวกโจรเง้ียวที่แตกไป
อยู่ตำบลสะเอียบ อันเป็นวิธีสร้างความดีลบล้างความผิด ซึ่งร้อยตำรวจเอกเจ้าราชบุตรก็สามารถกระทำงานที่มอบหมาย
สำเร็จคอื ตีพวกกองโจรเงยี้ วจนแตกพา่ ยไป ไดร้ บิ ทรัพยจ์ ับเชลยกลับมาเปน็ จำนวนมาก
ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๖ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าเมืองน่าน ได้ขอย้ายเจ้าราชบุตรไปรับราชการที่เมืองน่าน
และขอรับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าราชดนัย อันเป็นตำแหน่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา้ ฯ ทรงเห็นชอบด้วย
๑๕
เมอื่ พิจารณา สาเหตกุ บฏเงีย้ วเมอื งแพร่ อาจแบง่ ได้เปน็ ๒ ประการ คอื
ประการแรก เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในเมอื งแพร่นับตั้งแต่ช่วงจัดการปกครองแบบเทศาภิบาล
ซึง่ เปน็ ตอนทร่ี ัฐบาลยบุ เลิกฐานะเมืองประเทศราชและรวมอำนาจเข้าสูส่ ่วนกลาง ดังจะเห็นได้วา่ ฐานะทางการเมืองนัน้ เจ้า
เมืองมีแต่เกียรติยศ ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง เพราะอำนาจสิทธิขาดตกเป็นของข้าหลวง ซึ่งเป็นข้าราชการที่ส่งมาจาก
สว่ นกลาง
ในทางด้านเศรษฐกิจก็ถูกตัดทอนผลประโยชน์ลงสร้างความไม่พอใจแก่เจ้าเมือง และเจ้านายบุตรหลาน
ทั้งหลายในแต่ละเมือง จึงปรากฏปฏิกิริยาออกมาในลักษณะต่างๆ กัน เช่นที่เชียงใหม่เจ้านายบุตรหลานไม่พอใจเรื่องลด
ผลประโยชน์เป็นอันมาก เมืองแพร่ตกอยู่ในสภาพลำบาก เนื่องจากในช่วงที่พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิรยศิริ) ปฏิรูปการ
ปกครอง พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้จัดการอย่างรุนแรงและบีบบังคับยิ่งกว่าเมืองอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงว่าเมืองแพร่เพิ่งจะจัดการ
ปกครองเป็นคร้งั แรก พ.ศ. ๒๔๓๗
ในครั้งนั้น ด้านการคลังพระยาทรงสุรเดชยังผ่อนปรน ไม่ได้แบ่งเงินผลประโยชน์ของเจ้าเมืองออกจากเงิน
แผ่นดิน ดังนั้น เจ้าพิริยเทพวงศ์จึงเก็บรักษาเงินปนกันหมด และนำเงินหลวงมาจ่ายในกิจการป่าไม้ของตนก่อน โดยเข้าใจ
ว่าเป็นเงินของตน เมื่อพระยาศรีสหเทพตรวจสอบการเงินก็พบว่าเงินหลวงขาดไป จึงสั่งกักขังเจ้าเมืองแพร่ไว้จนกว่าจะหา
เงินมาชดใชใ้ หค้ รบภายใน ๒๔ ช่ัวโมง เจา้ นายบตุ รหลานตอ้ งหาเงินมาชดใช้จนครบ เจ้าเมอื งแพร่จงึ ได้รับการปลอ่ ยตัว
นับเป็นการกระทำที่บีบคั้นจิตใจและไม่ให้เกียรติกัน นอกจากนั้นยังกำหนดอัตราการใช้จ่ายเงินของเจ้าเมือง
แพร่ไม่ให้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะฐานะทางเศรษฐกิจตกต่ำ จนกระทั่งกำหนดให้ใช้เงินเพียงเดือนละ ๒ ,๐๐๐.- บาท และ
จะต้องขอยมื จากทอ้ งพระคลังก่อน
ประการที่สอง เนื่องจากเงี้ยวชาวเมืองและราษฎรพื้นเมืองให้การสนับสนุนกองโจรเงี้ยว การโจมตีเมืองแพร่
มิใช่มีแต่บรรดาเจ้านายเมืองแพร่เท่านั้นที่สนับสนุนพวกโจรเงี้ยว ชาวเมืองก็จับอาวุธขึ้นช่วยพวกกองโจรเงี้ยวด้วย ทั้งน้ี
มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากชาวเงี้ยวซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจากรัฐฉานเข้ามาอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในมณฑลพายัพเป็น
เวลานานแล้ว พวกเงี้ยวส่วนใหญ่มักเป็นผู้ทำมาหากินตามปกติและปะปนอยู่กับชาวบ้านเมืองแพร่ ทำให้มีความสนิทสนม
กนั เป็นอนั ดี เม่ือเกดิ ความทุกขย์ ากลำบากใจจึงร่วมมือสนับสนุนทันที
การจดั รปู การปกครองเมืองแพร่ตามระบอบมณฑลเทศาภิบาลของเมอื งแพร่
ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ทางราชการได้ประกาศให้รวมหวั เมอื งฝ่ายเหนือขึ้นเป็นมณฑล โดยจัดให้เมืองแพร่ เมืองน่าน
เมืองลำปาง รวมเป็นมณฑลเรยี กวา่ มณฑลมหาราษฎร์และใหต้ ง้ั ทีว่ ่าการมณฑลขนึ้ ที่จงั หวัดลำปาง
ผ้สู ำเรจ็ ราชการมณฑล ๓ ท่าน คอื
- มหาเสวกตรี พระยาเพชรรตั นราชสงคราม (เลื่อง ภูมิรัตน)
- จางวางตรี พระยาไกรเพชรรตั นสงคราม (ชม โชตกิ ะพุกกะณะ)
- มหาเสวกโท พระยาเดชานชุ ติ (หนา บนุ นาค)
ปีพ.ศ. ๒๔๖๙ ทางราชการได้สั่งให้รวมมณฑลมหาราษฎร์กับมณฑลพายัพดังเดิม มีที่ว่าการมณฑลตั้งอยู่ที่
เมอื งเชียงใหม่
๑๖
ปพี .ศ. ๒๔๗๖ ทางราชการยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ประกาศใช้พระราชบัญญตั ิจัดระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งเป็นภาคๆ เมืองแพร่จัดอยู่ในภาคที่ ๕ ที่ทำการภาคตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง ขึ้นกับ
กระทรวงมหาดไทย
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางราชการได้ประกาศยกเลิกการปกครองแบบภาค ให้ทกุ จังหวัดข้นึ ตรงรัฐบาลกลางที่
กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งถงึ ปจั จบุ นั
๑๗
ขั้นสรุป
ผสู้ อนและนักศกึ ษารว่ มกันสรุปสาระสำคัญที่ได้รบั จากการบรรยาย
ขน้ั ประเมิน
แบบทดสอบกอ่ นเรียน(Pre-Test)
1.ในยุคขอมเรอื งอำนาจเมืองแพรม่ ีช่อื เรียกวา่ อะไร
ก. เมืองพลนคร
ข. เวยี งโกศยั
ค. เมอื งแพล
ง. เมืองโกสยี ธชั คบรรพต
2.“เบือ้ งตีนนอน รอดเมืองแพล เมอื งน่าน เมืองพลัวพน้ ฝั่งของ เมืองชวา เป็นทแ่ี ล้ว …”ถูกบนั ทึกไว้ในหลักฐานใด
ก. ตำนานสิงหนวัติ
ข. ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ค. ตำนานเมืองเหนือ
ง. พงศาวดารเมืองเงินยาง เชียงแสน
3. กลมุ่ คนทกี่ ่อความไม่สงบในเหตุการณ์เง้ียวปลน้ เมืองแพร่ คอื กลมุ่ ใด
ก. กลมุ่ ไทยลื้อ
ข. กลุ่มไทยใหญ่
ค. กลมุ่ ไทยเขนิ
ง. กล่มุ ไทยพวน
4. หัวหน้ากลุ่มกอ่ การจลาจลในเมอื งแพร่(เงี้ยวปลน้ เมืองแพร)่ คือใคร
ก. นายทองอยู่ สุวรรณบาตร
ข. พะกาหมอ่ งและสะลาโปไชย
ค. นายจองเซนิ
ง. นายเจมิ แสงชูโต
5. ผนู้ ำกองทัพหลวงท่ยี กมาปราบปรามและสอบสวนสาเหตขุ องเหตุการณเ์ ง้ียวปล้นเมอื งแพรค่ ือใคร
ก. พญาเถร
ข. พญาเมืองชัย
ค. เจ้าพระยาสรุ ศกั ดิ์มนตรี
ง. ขุนพหุสิงห์
6. การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบเจ้าเมืองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลเกิดขนึ้ เม่ือใด
ก. พ.ศ.1371
ข. พ.ศ.2437
ค. พ.ศ.2440
ง. พ.ศ.2445
๑๘
7.เจ้าหลวงพิรยิ ะเทพวงศ์ ปกครองเมืองแพร่ถงึ พ.ศ.ใด
ก. พ.ศ. 2440
ข. พ.ศ. 2445
ค. พ.ศ. 2450
ง. พ.ศ. 2455
8.จงั หวัดแพร่สิน้ สดุ การปกครองแบบเจา้ ผู้ครองนคร
ในสมัยใด
ก. พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ข. พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
ค. พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ง. พระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หวั
9. ผใู้ ดแตง่ ตั้งให้เจา้ มงั ไชยเป็นพระยาศรสี ุริยวงค์
ก. พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลก
ข. อะแซหว้นุ กี้
ค. พระเจ้าตากสนิ
ง. สมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
10.พระยาไชยบรู ณ์ มีนามเดิมวา่ อยา่ งไร
ก. นายวงค์ แสนศริ พิ ันธ์
ข. นายเจมิ แสงชูโต
ค. นายทองอยู่ สวุ รรณบาตร
ง. พระยาศรีเทศบาล
๑๙
แบบทดสอบหลงั เรยี น(Post-Test)
1.ในยุคขอมเรืองอำนาจเมืองแพรม่ ีชือ่ เรยี กว่าอะไร
จ. เมอื งพลนคร
ฉ. เวียงโกศยั
ช. เมืองแพล
ซ. เมอื งโกสยี ธัชคบรรพต
2.“เบื้องตนี นอน รอดเมอื งแพล เมืองน่าน เมืองพลวั พน้ ฝง่ั ของ เมืองชวา เป็นที่แลว้ …”ถูกบันทึกไว้ในหลกั ฐานใด
ก. ตำนานสงิ หนวัติ
ข. ศิลาจารกึ พ่อขนุ รามคำแหงมหาราช
ค. ตำนานเมอื งเหนือ
ง. พงศาวดารเมืองเงินยาง เชียงแสน
3. กลมุ่ คนท่กี ่อความไม่สงบในเหตกุ ารณเ์ งยี้ วปล้นเมืองแพร่ คอื กลุม่ ใด
จ. กลุม่ ไทยล้ือ
ฉ. กลุ่มไทยใหญ่
ช. กลุ่มไทยเขิน
ซ. กลุ่มไทยพวน
4. หัวหนา้ กลมุ่ ก่อการจลาจลในเมืองแพร่(เง้ียวปลน้ เมืองแพร)่ คือใคร
ก. นายทองอยู่ สวุ รรณบาตร
ข. พะกาหมอ่ งและสะลาโปไชย
ค. นายจองเซนิ
ง. นายเจมิ แสงชูโต
5. ผูน้ ำกองทัพหลวงทีย่ กมาปราบปรามและสอบสวนสาเหตขุ องเหตุการณ์เง้ียวปล้นเมอื งแพรค่ ือใคร
จ. พญาเถร
ฉ. พญาเมืองชยั
ช. เจา้ พระยาสรุ ศกั ดิ์มนตรี
ซ. ขุนพหุสิงห์
6. การเปลย่ี นแปลงการปกครองแบบเจ้าเมืองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลเกิดข้ึนเมื่อใด
จ. พ.ศ.1371
ฉ. พ.ศ.2437
ช. พ.ศ.2440
ซ. พ.ศ.2445
๒๐
7.เจ้าหลวงพิรยิ ะเทพวงศ์ ปกครองเมืองแพร่ถงึ พ.ศ.ใด
จ. พ.ศ. 2440
ฉ. พ.ศ. 2445
ช. พ.ศ. 2450
ซ. พ.ศ. 2455
8.จงั หวัดแพร่สิน้ สุดการปกครองแบบเจา้ ผู้ครองนคร
ในสมัยใด
จ. พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ฉ. พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
ช. พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
ซ. พระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หวั
9. ผใู้ ดแตง่ ตั้งให้เจ้ามงั ไชยเป็นพระยาศรสี ุริยวงค์
จ. พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ฉ. อะแซหวุ้นกี้
ช. พระเจา้ ตากสนิ
ซ. สมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
10.พระยาไชยบรู ณ์ มนี ามเดิมวา่ อยา่ งไร
ก. นายวงค์ แสนศริ พิ ันธ์
ข. นายเจิม แสงชูโต
ค. นายทองอยู่ สวุ รรณบาตร
ง. พระยาศรีเทศบาล