โครงงานเรื*อง ศึกษาเปรียบเทียบผงซักฟอกที*มีส่วนผสม ของนํ?าหมักชีวภาพที*มีผลต่อการเเพ้บนผิวหนัง ผ ้ ู จดทัาํ ด.ญ. นงลักษณ์ ดํารงโรจน์วัฒนา เลขที8 9 ด.ญ. พุทธนํ =าบุตร แซ่ลิ =ม เลขที8 E ด.ญ ญาณัจฉรา วงศ์สมัน เลขที8 I ด.ญ. เบญจรัตน์ แสนอิน เลขที8 KL ด.ญ. มัลลิกา เจตถิรโชติ เลขที8 KI คร ู ท*ปี รึกษา คุณครูสุมามาลย ์ ศลิปพบิลูย ์ โรงเรียนแสงอรุณ สํานักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
ก บทคัดย่อ ในปัจจุบันผงซักฟอกมีสารที5ทําให้เกิดการแพ้ซึ5งผงซักฟอกมีส่วนผสมของ สารเคมีที5มีอันตรายต่อผิวหนังและยังมีราคาสูง ดังนั Hนกลุ่มผู้จัดทําโครงงานจึงผลิตนํ Hา หมักชีวภาพจากนํ Hามะนาว เพื5อมาผสมกับผงซักฟอก เพื5อลดอาการแพ้ของผงซักฟอก สูตรที5ได้คือ สูตรที5 1 สารละลายผงซักฟอกที5ไม่มีส่วนผสมของนํ Hาหมัก (ผงซักฟอก 7 g : นํ Hา 2000 ml: นํ Hาหมัก 0 ml) เมื5อทดลองโดยใช้มือลงไปปรากฎ ว่าทําให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้และมีผื5นบนผิวหนัง สูตรที5 2 สารละลายผงซักฟอกที5มีส่วนผสมของนํ Hาหมัก (ผงซักฟอก 7 g : นํ Hา 1900 ml : นํ Hาหมัก 100 ml) เมื5อทดลองโดยการแช่มือลงไป ปรากฎว่ามีการระคายเคืองแต่ไม่มีรอยแดง สูตรที5 3 สารละลายผงซักฟอกที5มีส่วนผสมของนํ Hาหมัก (ผงซักฟอก 7 g : นํ Hา 1600 ml:นํ Hาหมัก 400 ml) เมื5อผลทางทดลองเชื5อมมือลงไป ปรากฎว่าไม่มีการระคายเคือง สรุป สารละลายผงซักฟอกที5มีส่วนผสมของนํ Hาหมัก (ผงซักฟอก7g:นํ Hา 1600ml:นํ Hาหมัก400) สามารถลดอาการระคายเคืองได้ดีที5สุด
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ศึกษาเปรียบเทียบผงซักฟอกที5มีส่วนผสมของ นํ Hาหมักชีวภาพที5มีผลต่อการแพ้บนผิวหนัง สามารถสําเร็จลุล่วงได้ดีโดยได้รับ คําปรึกษาและคําแนะนําจาก คุณครูสุมามาลย์ ศิลปพิบูลย์ และ คุณครูพวงประกา ศรีจนัทร์และได้รับความอนเุคราะห์จากผ้ปูกครองทํ ี5 าให้การสนบัสนนุในการทํางาน เป็นอย่างดีคณะผู้จัดทําจึงขอกราบขอบพระคุณ ณ โอกาสนี H คณะผู้จัดทํา
ค คํานํา รายงานนี Hเป็นส่วนหนึ5งของวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์กับคุณภาพชีวิต จัดทํา เพื5อสืบค้นและดําเนินการโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยผู้เรียนเอง นํ Hาหมักชีวภาพจากนํ Hามะนาวเป็นการนําวัสดุธรรมชาติในชีวิตประจําวันมาทํานํ Hาหมัก เพื5อลดอาการแพ้บนผิวหนัง กลุ่มของข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ5งว่าโครงงาน โครงงาน วิทยาศาสตร์เรื5อง ศึกษาเปรียบเทียบผงซักฟอกที5มีส่วนผสมของนํ Hาหมักชีวภาพทีมี ผลต่อการเเพ้บนผิวหนัง เล่มนี Hจะอํานวยความสะดวกประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังเป็นประโยชน์ในการเป็นตัวอย่างต่อพูดที5จะนําไปต่อยอด ในการพัฒนานํ Hา หมักชีวภาพต่อไป
ง สารบัญ เรื%อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข คํานํา ค สารบัญ ง บทที%? บทนํา ที%มาเเละความสําคัญ 1 จุดมุ่งหมายของการศึกษา 1 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า 1 ตัวเเปรที%เกี%ยวข้อง 2 บทที%I เอกสารอ้างอิง ศึกษาส่วนผสมของผงซักฟอกตามท้องตลาด 4 ศึกษาสารในผงซักฟอกที%ทําให้เกิดอาการเเพ้ 6 ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ%นที%สามารถทําให้ลดอาการเเพ้ บนผิวหนังของผงซักฟอกได้ 8 ศึกษาคุณสมบัติของมะนาว 10 ศึกษาส่วนผสมของนํ Xาหมักชีวภาพ 12 ศึกษาวิธีการทํานํ Xาหมักชีวภาพ 12 ศึกษาตัวอย่างโครงงานที%เกี%ยวข้องกับการทําโครงงาน 12 บทที%\ วัสดุอุปกรณ์เเละวิธีดําเนินการทดลอง ขั Xนตอนการทดลอง 13 บทที%_ บันทึกผลการทดลอง บทที%` สรุปอภิปรายเเละข้อเสนอเเนะ ผนวก บรรณานุกรม
1 บทที* 1 บทนํา 1.1 ทีGมาและความสําคัญของการศึกษาค้นคว้า ปัจจุบันสารเคมีอันตรายได้ถูกนํ 8ามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทีDเกีDยวข้องกับชีวิต มนุษย์มากขึ 8น โดยเฉพาะการนํานํ 8ามาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทีDใช้ในชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะ เป็นสารอันตรายทีDชัดเจนอย่าง สารเคมีในยาฆ่าแมลง ผลิตภัณฑ์ดับกลิDน ผลิตภัณฑ์ทําความ สะอาดพื 8นและเครืDองสุขภัณฑ์ต่างๆไปจนถึง ผลิตภัณฑ์ทีDไม่น่าเชืDอว่าจะมีผลกระทบรุนแรงต่อ สุขภาพ เช่น นํ 8ายาลบคําผิด สบู่เหลว แชมพู นํ 8ายาล้างจาน นํ 8ายาซักผ้า ซึDงในความเป็นจริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี 8ล้วนมีส่วนผสมของสารเคมีตัวเดียวกันทั 8งสิน สามารถสะสมในร่างกายระยะยาว และอาจจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในทีDสุด แม้จะมีความ พยายามในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจถึงอันตรายทีDเกิดขึ 8นได้หากใช้ สารเคมีในชีวิตประจําวันแบบไม่ถูกวิธีแต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความตระหนักให้กับประชาชนมาก นัก เพราะประโยชน์ทีDสร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจําวันจนทําให้หลายคนลืมนึกถึงผลเสียทีD จะตามมาจากการใช้ประโยชน์อย่างผิดวิธี 1.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 1.2.1 เพืDอศึกษาการเปรียบเทียบของนํ 8ายาซักผํ 8าจากนํ 8ามะนาว กับผงซักฟอกตามท้องตลาด 1.2.2ช่วยกันทํากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.3 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ผลลัพธ์ของการแพ้บนผิวหนังก็จะต่างกัน
2 1.4 ตัวเเปรทีGเกีGยวข้อง 1.4.1 สมุนไพรตามท้องถิDน คือ นํ 8ามะนาว 1.4.2 ผงซักฟอกตามท้องตลาด 1.4.4 ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ -สัดส่วนของนํ 8าหมักตะลิงปลิงกับนํ 8ายาซักผ้า-ถ้าสัดส่วนต่างกันผลการแพ้ก็ต่างกัน-ซื 8อนํ 8ายาซักผ้าไปแล้วจะไม่เกิดผืDนบนผิวหนัง ตัวแปรตาม คือ-ผลลัพธ์ของการแพ้บนผิวหนังก็จะต่างกัน ตัวแปรควบคุม คือ-ถ้าสัดส่วนต่างกันดังนั 8นการแพ้ของผิวหนังก็จะต่างกัน
3 บทที* 2 เอกสารและงานวิจัยที*เกี*ยวข้อง ในการศึกษาโครงงาน เรื5อง สารลดการแพ้จากนํ7าหมักชีวภาพ คณะผู้จัดทําการศึกษาค้นคว้าแนวความคิด ทฤษฎี และผลวิจัยทีDเกีDยวข้อง เพืDอเป็นแนว ทางการทําโครงงานครั 8งนี 8 โดยมีประเด็นทีDเป็นสะระสําคัญในการศึกษา ดังนี 8 2.1 ศึกษาส่วนผสมของผงซักฟอกตามท้องตลาด 2.2 ศึกษาสารในผงซักฟอกทีGทําให้เกิดอาการแพ้ 2.3 ศกึษาภมูปิัญญาท้องถGนิทGสีามารถทาํ ให้ลดการเเพ้บนผิวหนัง ของผงซักฟอกได้ 2.4 ศึกษาคุณสมบัติของมะนาว 2.5 ศึกษาส่วนผสมของนํZาหมักชีวภาพ 2.6 ศึกษาวิธีการทํานํZาหมักชีวภาพ 2.7 ศึกษาตัวอย่างโครงงานทีGเกีGยวข้องกับการทําโครงงาน
4 2.1 ศึกษาส่วนผสมของผงซักฟอกตามท้องตลาด โดยนํ 8ายาซักผ้าอุตสาหกรรมหลักๆ จะประกอบไปด้วย 1. สารซักฟอก สารซักฟอกจะมีหน้าทีDขจัดคราบไขมัน สิDงสกปรกออกจากเสื 8อผ้า นอกจากนี 8สารซักฟอกยัง อาจจะประกอบด้วยส่วนผสมอืDนๆ เช่น สารทีDทําหน้าทีDกําจัดความกระด้างของนํ 8า เป็นต้น การมีสารอืDนๆ ผสมจะช่วยทําให้สารซักฟอกขจัดคราบไขมัน สิDงสกปรกออกจากเสื 8อได้อย่างมี ประสิทธิผลมากขึ 8น 2. สารเพิKมความเป็ นด่าง สารเพิDมความเป็นด่างเป็นส่วนหนึDงของนํ 8ายาซักผ้าอุตสาหกรรม ใช้เพืDอเพิDมประสิทธิภาพการ ทํางานให้แก่สารซักฟอก รวมถึงป้องกันคราบสกปรก ย้อนกลับไปจับกับเสื 8อผ้าอีกครั 8ง นอกจากนี 8ยังช่วยทําให้คราบทีDสภาพเป็นกรด (คราบส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกรด) กลายเป็น ด่างอีกด้วย ซึDงทําให้สารซักฟอกทํางานได้มีประสิทธิภาพ 3. สารเพิKมความสว่าง ในบางครั 8ง การซักผ้าอุตสาหกรรม ต้องมีสารเพิDมความสว่าง เป็นส่วนประกอบในนํ 8ายาซักผ้า อุตสาหกรรม เพืDอทําให้ผ้านั 8นดูใหม่ สีสดคล้ายๆกับสีตอนดั 8งเดิม ซึDงส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตจะ ผสมสารเพิDมความสว่าง รวมเข้ากับสารซักฟอก 4. สารฟอกขาว สารฟอกขาวไม่ว่าจะเป็นชนิดคลอรีน หรือออกซิเจน มีหน้าทีDกําจัดคราบ, แบคทีเรีย และทํา ผ้าให้ขาวขึ 8น โดยสารฟอกขาวนั 8น จะทํางานมีประสิทธิภาพในอุณหภูมิทีDสูง และกําจัดคราบ สารอินทรีย์ เช่น เลือด เป็นต้น ได้ดี จึงเป็นส่วนประกอบทีDสําคัญสําหรับนํ 8ายาซักผ้า อุตสาหกรรม ทีDใช้ในการซักผ้าของโรงพยาบาลการใช้งานสารฟอกขาว จะต้องควบคุม pH (ระดับความเป็น กรด และด่าง) และอุณหภูมิให้ดี 5. แอนตี7คลอ (หรือแอนตี 8คลอรีน) แอนตี 8คลอจะถูกใส่ไปในกระบวนการซักล้าง เพืDอทําให้แน่ใจว่าคลอรีนทีDเกิดจากสารฟอกขาว นั 8นถูกล้างไปจนหมด (เนืDองจากคลอรีน เป็นสารทีDอันตรายต่อผิว อาจจะทําให้ผิวระคายเคืองได้ หากล้างออกไปไม่หมด)
5 6. สารกําจัดเชื7อรา สารกําจัดเชื 8อราจะถูกใส่ไปในนํ 8ายาซักผ้าอุตสาหกรรมเพืDอยับยั 8งการเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย และฟังไจบนผ้า (นานถึง 30 วัน) สาเหตุทีDต้องกําจัดเชื 8อราเหล่านี 8 เป็นเหตุมาจากทีD มันทําให้เกิดรอยคราบบนผ้าอย่างถาวร (ไม่สามารถซักเพืDอนําคราบเหล่านี 8ออกได้) 7. สารทีKทําให้เปรี7ยว (Sour) สารทีDทําให้เปรี 8ยวจะมีสภาพเป็นกรดกลาง ซึDงจะถูกใส่หลังจากการซักและการซักล้าง เพืDอทํา ให้ความเป็นด่างทีDเกิดจากสารซักฟอก และสารเพิDมความเป็นด่าง เป็นกลาง(Neutralize) เนืDองจากความเป็นด่างสามารถทําให้ผ้าเสียหาย และสร้างคราบเหลือง หรือรอยด่าง บนผ้า รวมถึงทําให้ผิวระคายเคืองเพราะเหตุนี 8สารทีDทําให้เปรี 8ยวจึงเป็นหนึDงในองค์ประกอบของนํ 8ายา ซักผ้าอุตสาหกรรม 8. แป้ง ในบางครั 8ง จะมีการเติ 8มแป้งเข้าไปในลําดับสุดท้ายของการซักผ้าอุตสาหกรรม เพืDอเพิDมความ เป็นลอนให้กับผ้า ซึDงผ้าทีDปกติจะถูกใส่แป้งในกระบวนการซักได้แก่ ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดปาก เป็น ต้นนอกจากสารข้างต้น อาจจะมีสารอืDนๆ เป็นองค์ประกอบของนํ 8ายาซักผ้าอุตสาหกรรม อาทิ สารลดฟอง สารป้องกันสนิม สารป้องกันการเกิดตะกอนในสารซักฟอก เป็นต้น
6 2.2 ศึกษาสารในผงซักฟอกทีGทําให้เกิดอาการแพ้ สาเหตุทีDทําให้ผืDนแดงขึ 8นเมืDอคุณกําลังซักเสื 8อผ้า คือ - สารกันบูด (preservatives) คือสารเคมีหรือของผสม ของสารเคมีทีDใช้ในการถนอมอาหาร โดย อาจจะใส่ลงในอาหาร พ่น- ฉาบรอบๆผิวของอาหารหรือภาชนะ บรรจุสารดังกล่าวจะทําหน้าทีD ยบยัง ั8หรือทําลายจลุนทริ ีย์ท ีD ทําให้อาหาร เนา่เสยีโดยอาจจะไปออกฤทธิv ตอ ่ผนงเัซลล์รบกวนการ ทํางานของ เอนไซม์หรือกลไกทางพันธุกรรม (genetic mechanism) ในเซลล์ ยังผลให้จุลินทรีย์ไม่ สามารถเพิDม จํานวนได้หรือตายในทีDสุด สารกนบัดทูีD ดีควรจะออกฤทธิv ทําลายจลุนทริ ีย์ท ีD เป็น สาเหตทุําให้อาหารเนา่เสยีมากกวา่ท ีD จะออกฤทธิv ยบยัง ั8โดยเฉพาะอยา่งย ิD งพวกท ีD ทําให้อาหารเป็น พิษ ทั 8งนี 8เพืDอป้องกันการเกิด สายพันธุ์ต้านทาน (resistant strain) นอกจากนี 8สารกันบูดไม่ควรจะ เสืDอมคุณภาพเพิDมใส่ลงในอาหาร ยกเว้นสารกันบูดประเภททีDฆ่าเชื 8อได้ ควรจะถูกเปลีDยนสภาพให้ เป็นสาร ไม่มีพิษหรือถูกทําลายได้ด้วยการหุงต้ม สารกันบูด (Preservatives) หรือเรียกอีกชืDอหนึDง ว่าวัตถุกันเสีย คือวัตถุเจือปนอาหาร เป็นสารเคมีทีDช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยในการถนอม อาหารได้ เพราะช่วยชะลอหรือยับยั 8งการเจริญเติบโตและทําลายจุลินทรีย์ทีDเป็นสาเหตุการเน่าเสีย ของอาหาร ตัวทีDนิยมกันมากคือ พวกกรดอ่อนต่างๆ เช่น กรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอท เพราะ มีราคาถูกและไม่ทําให้รสชาติอาหารเปลีDยน มักเติมลงในเครืDองดืDมต่างๆ เช่น นํ 8าผลไม้ ซอส ผักดอง แยม เยลลีD ผลไม้แช่อิDม และเครืDอแกงสําเร็จรูป สําหรับกรดโปรปิโอนิก และเกลือโปรปิโอเนตเหมาะ สําหรับใช้ป้องกันการเจริญของเชื 8อรา และเกิดเมือกหรือยางเหนียวในโด (dough) หรือแป้งขนมปัง ทีDผ่านการนวดแล้ว จึงเหมาะทีDจะใช้ในอาหารประเภทขนมปัง เค้ก และเนยแข็งชนิดต่างๆ ส่วนกรด ซิตริกเป็นส่วนประกอบของผลไม้สามารถป้องกันแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี เหมาะสําหรับใส่ใน เครืDองดืDม นํ 8าหวาน นํ 8าอัดลม เยลลีD แยม เป็นต้น การใช้วัตถุเจือปนอาหารซึDงรวมถึงวัตถุกันเสียด้วย จะต้องใช้ในปริมาณแค่มากพอทําให้เกิดผลตามต้องการ คือไม่ใส่เกินขนาด เพราะผู้บริโภคจะได้ สารเหล่านั 8นมากเกินความจําเป็น ดังนั 8นจึงมีประกาศกระทรวงสาธาณสุข ห้ามใช้วัตถุกันเสียใน อาหารทีDไม่จําเป็นทีDต้องใช้สารกันบูดเลยนัDนก็คืออาหารกระป๋ องทีDผ่านการฆ่าเชื 8อจุลินทรีย์เรียบร้อย แล้ว สําหรับอาหารอืDนผู้บริโภคจะอ่านได้จากฉลากอาหารว่ามีการใช้วัตถุกันเสียหรือไม่ มี ส่วนประกอบอะไรเท่าไหร่ชนิดของสารกันบูด
7 1. กรดและเกลือของกรดบางชนิด เช่น กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก กรดโปรปิโอนิก ฯลฯ และ เกลือของกรดเหล่านี 8ส่วนใหญ่นิยมใช้ในรูป เกลือของกรด เพราะละลายนํ 8าได้ง่าย เมืDอใส่ใน อาหารเกลือเหล่านี 8จะเปลีDยน ไปอยู่ในรูปของกรด หากอาหารนั 8นมีความเป็นกรดสูง กรดจะคง อยู่ในรูป ทีDไม่แตกตัว ซึDงเป็นรูปทีDมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทําลายหรือยับยั 8งเชื 8อ ดังนั 8น อาหารทีDจะใช้สารกันบูดชนิดนี 8ควรจะเป็นอาหารทีDมีความเป็นกรด ประมาณ 4-6 ทั 8งนี 8ขึ 8นกับ ชนิดของกรด เช่น นํ 8าผลไม้ เครืDองดืDม แยม ผักดองชนิดต่างๆ ขนมปัง ฯลฯ สารกลุ่มนี 8ส่วนใหญ่ จะให้ผลยับยั 8งราและ ยีสต์มากกว่าแบคทีเรีย ข้อดีของสารกลุ่มนี 8คือมีความเป็นพิษตํDา เพราะ ร่างกายคนสามารถเปลีDยนแปลงเป็นสารอืDนทีDไม่มีพิษและขับถ่ายออกจาก ร่างกายได้ 2. พาราเบนส์ (parabens) เป็นสารกันบูดทีDมีประสิทธิภาพยับยั 8ง หรือทําลายราและยีสต์ได้ ดีกว่าแบคทีเรีย และจะมีประสิทธิภาพสูงในช่วง ความเป็นกรดด่าง (pH) กว้างกว่าสารกลุ่มแรก คือประมาณ 2-9 อาหาร ทีDนิยมใส่พาราเบนส์ ได้แก่ นํ 8าหวานผลไม้ นํ 8าผลไม้ แยม ขนมหวาน ต่างๆ สารปรุงแต่งกลิDนรส ฯลฯ ร่างกายคนจะมีกระบวนการขจัดพิษของพาราเบนส์ ได้โดย ปฏิกิริยาไฮโดรลีซิส (hydrolysis) 3.สีย้อมผ้า ทั 8งหลาย อาจก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคืองได้เมืDอสัมผัสผิวหนัง เข้าสู่ตา หรือมี การสูดดมเข้าไป
8 2.3 ศกึษาภมูปิัญญาท้องถAนิทAสีามารถทาํ ให้ลดการเเพ้บนผิวหนังของ ผงซักฟอกได้ นํ #าหมักจากผลไม้รสเปรี #ยวนี #มีคุณสมบัติเด่นคือมีความเป็นกรดสูงใช้สําหรับการทํา ความ สะอาดในรูปแบบต่างๆได้ดี ผลไม้รสเปรี #ยวทีIนิยมนํามาหมัก เช่น มะกรูด มะนาว มะเฟื อง สับปะรด ส้มป่ อย นําผลไม้ใดมาหมักก็จะเรียกชืIอนํ #าหมักตามผลไม้นั #นๆ ถ้าจะนํามาใช้กับการทําความสะอาด ร่างกาย ทําสบู่ ยาสระผม ผสมนํ #าอาบ ก็เลือกใช้วัตถุดิบทีIคุณภาพดี แต่ถ้าจะใช้เพืIอการซักล้าง แบบ ช่วยลดโลกร้อนก็ควรเลือกวัตถุดิบทีIคนส่วนใหญ่เขาทิ #งแล้ว(แต่ไม่เน่า เสีย ไม่สกปรก) เช่น เนื #อ มะกรูดทีIนําผิวไปทําพริกแกงแล้ว(ขอได้จากร้านทีIทําพริกแกงขาย) ผลมะเฟื องทีIสุกงอมหรือถูกแมลง เจาะทําลายแล้วร่วงเกลืIอนอยู่ใต้ต้น เปลือก ส้มหรือเปลือกมะนาวทีIคั #นนํ #าไปใช้แล้ว เปลือกสับปะรด เปลอืกส้มโอ(ขอได้จากแมค่ ้า)ซง ึI นํา#ท ีIได้จากหมกัผลไม้รสเปรีย#วนีจ#ะมีฤทธิWเป็นกรดจดัมีคา่ pH ประมาณ 3 -3.5 กรดทีIได้นี #มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหรือขจัดคราบสกปรกต่างๆได้ดีและจะมี กลิIนหอมของผลไม้หรือกลิIนนํ #ามันหอมระเหยทีIอยู่ในเปลือกของผลไม้ นอกจากนี #ยังมีสรรพคุณอืIนๆ ตามชนิดของผลไม้ทีIนํามาหมัก นอกจากนี # จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์(EM)ทีIอยู่ในนํ #าหมักชีวภาพ จะ ไปช่วยยับยั #งการทํางานของจุลินทรีย์กลุ่มทําลาย ทําให้ช่วยลดปัญหาต่างๆใน ชีวิตประจําวันทีIเกิด จากเชื #อโรคได้ด้วย แถมประหยัดเงินไม่ต้องซื #อของใช้ ไม่ต้องเสียค่ากําจัดขยะ ประหยัดแรงงานและ เวลาในการทําความสะอาด และนํ #าทิ #งจากการซักล้างต่างๆ จะทําลายสิIงแวดล้อมน้อยกว่านํ #าทีIซัก ล้างด้วยผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดทีIทําจาก สารเคมีนํ #าหมักชีวภาพจากผลไม้รสเปรี #ยวสามารถ นํามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจําวันได้หลายอย่าง เช่น - ใช้ล้างผักผลไม้นํา นํ #าหมักชีวภาพผสมนํ #า (อัตรา1ส่วน ต่อนํ #าสะอาด 20 ส่วน) ใช้ล้างผักผลไม้ แล้วแช่ไว้ประมาณ 15 นาที จะช่วยล้างสารพิษ ตกค้างในผักผลไม้ช่วยให้ผักกรอบขึ #น สดขึ #น และยืดอายุการเก็บรักษา(แต่ถ้าแช่นานเกินไป ผักจะ เน่าเร็ว) - ใช้ถูพื #น นํานํ #าหมักชีวภาพผสมนํ #า (อัตรา ส่วน ต่อนํ #าสะอาด 50 ส่วน) ใช้ทําความสะอาด เช็ดถูพื #น จะสลายคราบสกปรกได้ดีพื #นสะอาด คราบสกปรกจะไม่เกาะพื #นง่าย ห้องจะไม่มีกลิIน เหม็นอับ - ใช้ผสมกับนํ #าเช็ดกระจก นํานํ #าหมักชีวภาพผสมนํ #า (อัตรา 1ส่วน ต่อนํ #าสะอาด 50 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี กระจกจะใสสะอาดเงางาม ฝุ่ นผงไม่เกาะง่าย และการทําความสะอาด กระจกครั #งต่อๆไปจะง่ายขึ #น - ใช้ผสมกับนํ #าทําความสะอาดห้องนํ #าและเครืIองสุขภัณฑ์นํานํ #าหมัก ชีวภาพผสมนํ #า (อัตรา 1ส่วน ต่อนํ #าสะอาด 20 ส่วน) จะสลายคราบสกปรกได้ดี เครืIองสุขภัณฑ์จะ สะอาด เงางาม คราบสกปรกไม่เกาะง่าย และการทําความสะอาดครั #งต่อๆไปจะง่ายขึ #น
9- ใช้เป็นส่วนผสมในนํ 8ายาซักผ้า(10 %) หรือผสมกับนํ 8า ซักผ้าโดยตรง(อัตรา 1ส่วน ต่อนํ 8าสะอาด 5 ส่วน)แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 30 นาที ผ้าจะสะอาดขึ 8น ถึงแม้ว่าจะแช่ผ้าทิ 8งไว้นานข้ามคืน นํ 8าทีDแช่ผ้าจะไม่มีกลิDนเหม็นเน่าเหมือนกับการใช้ผงซักฟอก ทัDวๆไป ผ้าทีDแห้งแล้วจะไม่มีกลิDนอับ เสื 8อผ้าทีDใส่แล้วจะมีกลิDนเหม็นน้อย - ใช้ผสมกับนํ 8าสําหรับ ล้างจานชามทีDไม่มีคราบไขมัน (อัตรา 1ส่วน ต่อนํ 8าสะอาด 20 ส่วน) ล้างภาชนะให้สะอาดได้ ง่ายขึ 8น กําจัดเชื 8อโรคและเชื 8อรา - ใช้เป็นส่วนผสมในนํ 8ายาล้างจาน(10 %) จะช่วยสลายคราบ สกปรกและไขมันได้ดีขึ 8น ล้างภาชนะให้สะอาดได้ง่ายขึ 8น ช่วยดับกลิDนคาว กําจัดเชื 8อโรคและ เชื 8อรา - ใช้เป็นส่วนผสมในยาสระผม ครีมนวดผม ใช้นํ 8าหมักชีวภาพผสมในยาสระผมหรือครีม นวดผม(10 %) จะทําให้ผมสะอาด นุ่มสลวย ช่วยลดหรือยับยั 8งการเกิดรังแค - ใช้เป็นส่วนผสม ในสบู่เหลวอาบนํ 8า ใช้ นํ 8าหมักชีวภาพผสมในสบู่อาบนํ 8า(3-5 %) จะทําให้ผิวสะอาดชุ่มชื 8น ไม่ แห้งกร้าน ช่วยลดสิว ลดฝ้า ลดกลิDนตัว ช่วยบําบัดรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
10 2.4 ศึกษาคุณสมบัติของมะนาว มะนาว มะนาว ชืDอสามัญ Lime มะนาว ชืDอวิทยาศาสตร์ Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingleจัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE) สรรพคุณของมะนาว ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยแก้อาเจียน เป็นลมวิงเวียนศีรษะ รักษาโรคความดันโลหิตสูง และตํDา ช่วยในการขับเสมหะ แก้ไอหรืออาการไอทีDมีเลือดปนออกมา ซึDงจะช่วยบรรเทาอาการ ลงได้ดีในระดับหนึDง บรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ บรรเทาอาการเสียงแหบแห้ง ลดอาการ เหงือกบวม รักษาโรคผิวหนังด้วยการนํานํ 8ามะนาวมาทาบริเวณทีDเป็น บรรเทาอาการคัน บริเวณผิวหนัง แก้ปัญหา กาก เกลื 8อน หิด ด้วยการนํากํามะถันมาตําให้ละเอียดผสมกับนํ 8า มะนาว แล้วนํามาทาบริเวณดังกล่าวหลังอาบนํ 8า แก้หูดด้วยการใช้เปลือกมะนาวนํามาหมักกับ นํ 8าส้มสายชูประมาณ í วันแล้วนําเปลือกมาปิดทับบริเวณทีDเป็นหูด แก้ฝีและอาการปวดฝี โดย ใช้รากมะนาวสดมาฝนกับเหล้าและนํามาทา ขูดเอาผิวมะนาวผสมกับปูนแดงปิดไว้ แก้ผิวหนัง ฟกชํ 8า หัวโน อาการปวดบวม ปูดแดง ด้วยการนํานํ 8ามะนาวกับดินสอพองมาผสมให้เข้ากัน แล้วทาบริเวณดังกล่าววันละ ì-í ครั 8ง แก้แผลไฟไหม้ นํ 8าร้อนลวก พุพองแสบร้อน ด้วยการใช้ นํ 8ามะนาวชโลมบริเวณดังกล่าว แก้แผลบาดทะยักด้วยการใช้นํ 8ามะนาวมาทาบริเวณทีDเกิด บาดแผล ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นด้วยการใช้นํ 8ามะนาวผสมดินสอพองให้เข้ากัน แล้วนํามาทา บริเวณทีDเป็นรอยแผล ช่วยบรรเทาอาการคันหนังศีรษะ ด้วยการใช้นํ 8ามะนาวนวดศีรษะให้ทัDว แล้วค่อยสระผม นํ 8ามะนาวช่วยดับกลิDนเต่าหรือกลิDนกายได้เหมือนกัน โดยนํานํ 8ามะนาวมาทา บริเวณรักแร้ แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยและช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด แก้พิษจากการโดนงู กัด ป้องกันภัยจากงูด้วยการใช้เปลือกวางไว้บริเวณใกล้ทีDนอน ๆ งูจะไม่มารบกวนเพราะได้กลิDน มะนาว มะนาวช่วยลดกลิDนคาวจากปลาเมืDอทําอาหารและทําให้ปลาคงรูปไม่เละ ประโยชน์ของมะนาว มะนาวช่วยบํารุงผิวพรรณให้เปล่งปลัDงสดใส ช่วยบํารุงตาของคุณให้สดใสอยู่เสมอ มะนาว ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดทีDมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส กรดซิตริก กรดมาลิก ในผลมะนาว ì ลูกจะมีนํ 8ามันหอมระเหยอยู่มากถึง î%
11 ซึDงนํามาใช้ประโยชน์ในการผสมเป็นนํ 8ายาทําความสะอาดต่าง ๆ เช่น นํ 8ายาล้างจาน เป็นต้น มะนาวมีนํ 8ามันหอมระเหยทีDให้กลิDนหอมสดชืDน (Aromatherapy) มะนาวมีฤทธิv ท ีDช่วยในการกัด ด้วย ซึDงถือว่าเป็นกรดผลไม้อย่างหนึDง (AHA) ทีDเป็นทีDยอมรับในการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวทีD เสืDอมสภาพออกไป นํ 8ามะนาวจะเป็นทีDนิยมใช้กันมากในบ้านเราในการนํามาปรุงรสชาติอาหาร เพืDอใช้แต่งรสชาติให้เครืDองดืDมแอลกอฮอล์บางชนิด โดยจะนิยมฝานมะนาวออกเป็นชิ 8นบาง ๆ เสียบไว้กับขอบแก้วนัDนเอง สําหรับประโยชน์ของเปลือกมะนาวนั 8น เมืDอบีบนํ 8าออกหมดแล้วให้ นํามาทาบริเวณคาง เข่า ข้อศอก ส้นเท้า ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณเหล่านี 8มีความนุ่มนวลเพิDมมาก ขึ 8น และนอกจากนี 8ยังใช้เปลือกผลแห้งนํามาต้มเอานํ 8าดืDมเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับเสมหะ บํารุงกระเพาะได้อีกด้วย ประโยชน์ของมะนาวสําหรับผู้ทีDเป็นสิวฝ้า มะนาวจะช่วยรักษาสิวของ คณุให้ลดน้อยลงได้เพราะมะนาวมีฤทธิvเป็นกรดออน ่ๆ จะทําให้ลดการอดตุนรัูขมุขนจากสวิ และยังช่วยในการขจัดความมันและเชื 8อโรคบนใบหน้าได้ด้วย โดยสามารถนําดินสอพองกับ มะนาวมาผสมกันแล้วทาบริเวณสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อย ๆ ยุบลงไปเอง แก้ปัญหาผิวแตก ด้วยใช้นํ 8ามะนาวมาทาบริเวณดังกล่าว แก้ปัญหาขาลาย สีผิวไม่สมํDาเสมอ ด้วยการนําดินสอ พองกับมะนาวมาผสมกันแล้วทาทิ 8งไว้ก่อนนอน แล้วจึงล้างออกในตอนเช้า แก้ปัญหาส้นเท้า แตก ด้วยการนํานํ 8ามะนาวมาทาบริเวณส้นเท้า วันละ ï เวลา การแปรรูปมะนาว มะนาวแปรรูป เป็นอะไรได้บ้าง เช่น เปลือกมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นปรุงรส เปลือกมะนาวเชืDอม เปลือกมะนาวแช่อิDม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
12 2.5 ศึกษาส่วนผสมของนํZาหมักชีวภาพ นํ 8าหมักชีวภาพผลไม้ จากมะนาว ประกอบด้วย -ผลไม้มะนาว ì ลิตร -นํ 8าตาลทรายธรรมชาติ ïïñ กรัม -นํ 8าสะอาด í.ó ลิตร - หัวเชื 8อนํ 8าหมัก ñ.ó ลิตร 2.6 ศึกษาวิธีการทํานํZาหมักชีวภาพ -ผสมนํ 8าตาลทรายกับนํ 8าสะอาดในถังพลาสติก - คนให้นํ 8าตาลละลาย -จากนั 8นหัDนผลไม้ตามขวางให้เป็นชิ 8นเล็กๆ -ใส่ลงในถังทีDละลายนํ 8าตาลไว้ - ควรเลือกใช้ถังขนาดทีDเมืDอใส่วัตถุดิบทั 8งหมดแล้วเหลือทีDอากาศเพียงเล็กน้อย (เหลือทีD ประมาณ 1 ใน 10 ส่วน) แล้วปิดฝาถังให้สนิท หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน ขึ 8นอยู่กับว่าจะนํานํ 8า หมักนั 8นมาใช้ประโยชน์อะไร? การหมักในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกจะเกิดฟองอากาศขึ 8นมา จํานวนมาก มีฝ้าสีขาวขึ 8นทีDผิวด้านบนนํ 8าหมัก ถ้าเทบนลานปูนซีเมนต์ทีDถูกแสงแดดจัดๆ ส่อง ตลอดวันก็จะหายเหม็นเร็วขึ 8นหน่อย แต่ก็มีบางคนนําไปใช้กําจัดวัชพืชโดยใช้ชนิดเข้มข้นฉีดพ่น ไปบนใบวัชพืช ใบวัชพืชจะแห้งเหีDยวเฉาตาย แต่ขอบอกว่า "เหม็นมาก" และเหม็นนานกว่าจะ หาย และเมืDอวัชพืชตายแล้วต้องฉีดพ่นซํ 8าด้วย EM เพืDอปรับสภาพแวดล้อมให้ฟื 8นกลับคืนมา • ถ้าจะนํานํ 8าหมักฯ ไปผสมเพืDอทําผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน (ทําสบู่ นํ 8ายาสระผม นํ 8ายาซักผ้า นํ 8ายาล้างจาน) จะต้องหมักไว้อย่างน้อย 3 เดือน เพืDอให้กระบวนการหมักสิ 8นสุดอย่างสมบูรณ์ หากหมักไม่ถึง 3 เดือน กระบวนการหมักยังดําเนินต่อไป เมืDอผสมเป็นผลิตภัณฑ์แล้วเก็บ ผลิตภัณฑ์ไว้ระยะหนึDง จะทําให้กลิDนของผลิตภัณฑ์เปลีDยนไปไม่น่าใช้ (จะมีกลิDนคล้ายผลไม้ ดอง) 2.7 ศึกษาตัวอย่างโครงงานทีGเกีGยวข้องกับการทําโครงงาน http://www.yesspathailand.com/
13 บทที%3 วิธีดําเนินการทดลอง วิธีดําเนินการทดลองโครงงาน เรืDอง สารลดการแพ้จากนํ 8าหมักชีวภาพ แบ่งเป็น 2 ขั 8นตอนดังต่อนี 8 3.1 วัสดุอุปกรณ์เครื8องมือพิเศษ 3.1.1 วัสดุอุปกรณ์ - ถังมีฝาปิด - บีกเกอร์ - เขียงพลาสติก - ตาชัDง - มีดด้ามไม้ - ไม้พายพลาสติก 3.2 สารเคมี 3.2.1 ชืDอสารเคมี - นํ 8าเปล่า 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร - นํ 8ามะนาว 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร - หัวเชื 8อนํ 8าหมัก 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร - นํ 8าตาลทรายแดง 330 กรัม 3.3 ขั =นตอนการทดลอง 1.ชัDงมวลของนํ 8าตาลทรายแดง 330 กรัม 2.เตรียมนํ 8าอุณหภูมิปกติ 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร 3.นํ 8ามะนาว1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร
14 4.นํ 8าสารในข้อ1ข้อ2และข้อ3ใส่ลงไปในภาชนะทีDมีฝาปิด กวนให้เข้ากันจนละลายเป็น เนื 8อ เดียวกัน 5.หมักไว้เป็นเวลา 7วัน และ อีกเป็นเวลา 3วันให้มาเปิดแก๊สออก และหมักต่อให้ครบ7 วัน
15 บทที* 4 บันทึกผลการทดลอง ผลการทดลองตอนทีK 1 การทํานํ 8าหมักชีวภาพจากนํ 8ามะนาว การทํานํ 8าหมักชีวภาพจาก นํ 8ามะนาวโดยใช้ส่วนผสมดังนี 8 นํ 8าเปล่า 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร นํ 8ามะนาว 1000 ลูกบาศก์เซนติเมตร หัวเชื 8อนํ 8าหมัก 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร นํ 8าตาลทรายแดง 330 กรัม หมักทิ 8งไว้ในถังทีDมีฝาปิด เป็นระยะเวลา 14 วัน เมืDอค่า pH ได้เท่ากับ 4 แสดงว่ามีคุณสมบัติเป็นกรดและมีกลิDนมะนาว ตอนทีK 2 ตารางแสดงอัตราส่วน สารละลายผงซักฟอก ต่อนํ 8าหมักชีวภาพ ทีDมีผลต่อการเกิดผืDน บนผิวหนัง อตัราส่วนสารละลายผงซกัฟอกต่อน3 าํหมกั ชีวภาพ ผลการสงัเกตการเกิดผน ื> บนผวิหนงั สูตร1 ผงซักฟอก (.) :น3 าํ(.):น3 าํหมกั (.) 7 : 2000 : 0 มีการระคายเคืองและมีรอยแดง สูตร2 ผงซักฟอก (.) :น3 าํ(.):น3 าํหมกั (.) 7 : 1900 : 100 มีการระคายเค ื องแต่ไม่มีรอยแดง สูตร3 ผงซักฟอก (.) :น3 าํ(.):น3 าํหมกั (.) 7 : 1600 : 400 ไม่มีการระคายเค ื อง
16 บทที* 5 อภิปรายผลการทดลอง จากการ ทํานํ 8าหมักชีวภาพจากนํ 8ามะนาวโดยย่นระยะเวลาในการทํานํ 8าหมักให้เหลือ น้อยลงโดยวิธีการดังนี 8 ใช้นํ 8าอุณหภูมิปกติ 2500 ลูกบาศก์เซ็น, นํ 8ามะนาว 1,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ,ใช้หัวเชื 8อนํ 8าหมัก 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร หมักระยะเวลา 14 วัน พบว่านํ 8าหมามีกลิDนมะนาวและตรวจค่า pH ได้เท่ากับ 4 แล้วนําไปทดลองโดยการผสมกับ สารละลายผงซักฟอก ทีDมีความเข้มข้น (7:2000, 7:1900, 7:1600) เพืDอลดอาการแพ้บนผิวหนังและเปรียบเทียบกับการไม่ใส่นํ 8าหมัก พบว่า 1 สารละลายผงซักฟอกทีDไม่ใส่นํ 8าหมัก (7. : 2000 : 0 ) เมืDอทดลองโดยใช้มือลงไปแล้ว ปรากฏว่าทําให้ผิวหนังเกิดการแพ้และมีผืDนบนผิวหนัง 2 สารละลายชักฟอกทีD 2 : นํ 8าหมัก (7. :1900: 100) เมืDอทดลองโดยแช่มือลงไปแล้ว ปรากฏว่ามีการระคายเคืองแต่ไม่มีรอยแดง 3 สารละลายของซักฟอกทีD 3 :นํ 8าหมัก (7. : 1600 : 400) เมืDอทดลองในการแช่มือลงไปแล้ว ปรากฏว่าไม่มีการระคายเคือง สรุป สารละลายผงซักฟอกทีDมีส่วนผสมของนํ 8าหมัก (7. : 1600 : 400) สามารถลดอาการระคายเคืองได้ดีทีDสุด
17 ภาคผนวก อปุกรณ ์ ถังมีฝาปิ ด บีกเกอร์ เขียงพลาสติก ตาชัKง
18 มีดด้ามไม้ ไม้พายพลาสติก
19 การทดลอง - ขั 8นตอนการทํานํ 8าหมัก เตรียมนํา7มะนาว[\\\ลูกบาศก์เซนตเิมตร เทนํ7ามะนาวลงในถัง เตรียมนํา7เปล่า^_\\ลูกบาศก์เซนตเิมตร
20 เทนํา7เปล่าลงในภาชนะทKมีีนํา7มะนาวอยู่ คนให้นํ7ามะนาวเเละนํ7าเปล่าเข้ากัน
21 เตรียมหวเัชือ7นํา7หมัก_\\ลูกบาศก์เซนตเิมตร นําหัวเชื7อนํ7าหมักเทลงในภาชนะทีKมีนํ7ามะนาวเเละนํ7าเปล่าทีKเข้ากันเเล้ว
22 คนให้หัวเชื7อนํ7าหมักเข้ากับนํ7ามะนาวเเละนํ7าเปล่า ชัKงนํ7าตาลทรายเเดง``\กรัม
23 นํานํ7าตาลทรายแดงทีKชัKงไว้เทใส่ในภาชนะ คนให้นํ7าตายทรายเเดงละลาย
24 หมักไว้เป็ นเวลาaวันเเละอีก`วันมาเปิ ดเพืKอเอาเเก๊สออกเเละหมักต่อให้ครบaวัน -ทดสอบอาการคันบนผิวหนัง สูตรทK[ีผงซักฟอกag:นํ7า2,000ml:นํ7าหมัก:0ml
25 สูตรทK ^ ี ผงซัก ฟ อ ก ag:นํ7า1,900ml:นํ7าหมัก:100ml
26 สูตรทK ` ี ผงซัก ฟ อ ก ag:นํ7า1,600ml:นํ7าหมัก:400ml
27 บรรณานุกรม ตัวอย่างโครงงานนํ7ายาซักผ้าจากสมุนไพรธรรมชาติ http://mvs.ac.th/PDF/project/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E 0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0% B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8 %B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9 E%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2% E0%B8%95%E0%B8%B4.pdf สูตรการทาํนํา7หมักชีวภาพจากนํา7หมักชีวภาพ http://www.yesspathailand.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9C %E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E 0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%B2/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0 %B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B 8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2.html คุณสมบัติของมะนาว http://cmi.nfe.go.th/lib/Lib_Hot/?name=nws1&file=readnews&id=433 ศึกษาสารของผงซักฟอกทีKทําให้เกิดอาการคัน https://hellokhunmor.com/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0% B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89/%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8 %A1%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A 7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89% E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0 %B8%81- %E0%B8%9C%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87- %E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E 0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99/