The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณัฐฐาพร บุตรแสนคม, 2024-02-07 01:14:54

บทความ

บทความ

บทคัดย่อ การศึกษาคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อ ำ เ ภ อ เ ม ื อ ง อ ุ ด ร ธ า นี จ ั ง ห ว ั ด อ ุ ด ร ธ า นี ท ี ่ ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ ต า ม เ ก ณ ฑ ์ 7 5 / 7 5 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนโดยการ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมือง อุดรธานีจังหวัดอุดรธานีก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการร้องเพลง แบบวิธีการสอนโดยการพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการ เรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีหลังเรียน เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการสอน โดยการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ ้ า น ห ม า ก แข ้ ง อ ำ เ ภ อ เ ม ื อ ง อ ุ ด ร ธ า นี การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชา ดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี Development of learning activities on songs in everyday life Learning Unit 3 Music-Dance Subject By being student-centered according to the Cippa Model concept for Grade 3 students. Academic year 2023 BanMakKhaeng School MueangUdon Thani District Udon Thani Province นางสาวณัฐฐาพร บุตรแสนคม Nattaporn Bhutsaenkhom


จังหวัดอุดรธานีที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวน นักเรียนทั้งหมด 40 คนได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ แบบประเมินความสามารถในการ ร้องเพลงและแบบวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.83/91.00 สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 3. ความสามารถในการร้องเพลง โดยใช้ วิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) ว ิช าดนตรี- นาฏ ศิลป์ เรื่อง บทเพลง ใ น ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.89 ) บทนำ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประชากรของชาติใดที่ มีพื้นฐานทางการศึกษาสูง ย่อมสามารถพัฒนาชาติ ให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้านได้อย่างรวดเร็วเพราะ การศึกษาเป็นกระบวนการสร้างและพัฒนา พฤติกรรมความเป็นมนุษย์ในทุกด้าน และยังให้ มนุษย์มีความรู้ความคิดอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ แบบแผนทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต อย่างมีคุณภาพสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง มีความสุขในสังคมปัจจุบัน นับได้ว่าโลกเรามีการ พัฒนาความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีมากอย่าง ยิ่งรวมถึงในระบบการจัดการศึกษาในสถานศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือ นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ ที่เป็น ผู้รับวัฒนธรรมที่ทันสมัยของเทคโนโลยีที่มีกระแส เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต กิจกรรมการ เรียนการสอนทุกวัน รัฐบาลจึงมีนโยบายในการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีความสอดคล้องควบคู่กับ การปลูกฝังให้เด็กไทยเกิดความรักชาติ จึงให้มีการ จัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะดนตรีไทย นาฏศิลป์ ไทยเพื่อจรรโลงใจให้เด็กในโลกยุคไฮเทคเพื่อรักษา และสืบทอดขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีที่ ดีงามของชาติไทยดนตรีไทยเป็นศิลปะภูมิปัญญาที่ มีการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นศิลปะที่มี สุนทรียะเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทยเป็นสิ่งที่ ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก ดนตรีไทยเป็นสิ่งที่ กล่อมเกลาจิตใจให้มนุษย์มีจิตใจที่อ่อนโยนมีความ ดีงามผ่อนคลายมีสติปัญญาดีเนื่องจากดนตรีนั้นมี การสั่งการความรู้พัฒนาปรับปรุงมาอย่างยาวนาน และมีเอกลักษณ์ที่แสดงถึงวัฒนธรรมวิถีชีวิตของ คนในชาติได้อย่างดี บทเพลงที่ใช้ในชีวิตประจำวัน นั้น มีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของคนทั่วไป โดยบทเพลงต่างๆล้วนมีความสำคัญและรูปแบบที่ แตกต่างกันออกไป โดยผู้แต่ง มีจุดประสงค์เพื่อใช้ บ ท เ พ ล ง ต ่ า ง ๆ น ี ้ ใ น ก า ร ท ำ ก ิ จ ก ร ร ม ใ น


ชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนใน แต่ละยุคสมัย บ่งบอกถึงวัฒนธรรม ค่านิยม การใช้ ภาษา และความเป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ที่มีการดำเนินชีวิตแตกต่าง กันนั้น ย่อมมีเนื้อหา ภาษา และวัฒนธรรมทาง ดนตรีที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละท้องที่อีกด้วย โดยบทเพลงในชีวิตประจำวันนั้นมีมากมายหลาย ประเภท เช่น เพลงสำคัญของชาติ เพลงสรรเสริญ พ ร ะ บ า ร ม ี แ ล ะ เ พ ล ง ป ร ะ จ ำ โ ร ง เ ร ี ย น ซึ่งความสำคัญของบทเพลงดังกล่าวในยุคสมัยที่ เปลี่ยนแปลง การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ น ั ก เร ี ย น ส ่ ว น ใ ห ญ่ม อ ง ข ้ า ม ค ว า ม ส ำ คั ญ การรวบรวมบทเพลงและจัดทำสื่อการสอนบท เพลงในชีวิตประจำวันประกอบการสอน จึงทำให้ ผู้เรียนเข้าใจในความสำคัญของเพลงแต่ละประเภท อีกทั้งยังสามารถร้องเพลงได้อย่างถูกต้อง หลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการจัดการเรียนรู้ วิชาดนตรี–นาฏศิลป์ (เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ด้วยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model)) เพื่อส่งเสริมทักษะการร้องเพลง และความสามารถ การทำงานเป็นทีมในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ นักเรียนเกิดความสนใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนา ทักษะการร้องเพลง และสามารถนำทักษะการร้อง เพลงไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ทั้ง กับตนเองและสังคม นอกจากนี้ยังช่วยปลูกฝัง ความมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีจากการทำงานเป็นทีม เพื่อให้นักเรียนมีความใส่ใจผู้อื่นและสามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอ เมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนโดยการ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการ ร้องเพลง แบบวิธีการสอนโดยการพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปา โมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัด อุดรธานีหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้แบบวิธีการสอนโดยการพัฒนาการ จัดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง บทเพล ง ในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี


สมมุติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนโดยการพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปา โมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความสามารถในการร้องเพลง แบบ วิธีการสอนโดยการพัฒนาการจัดกิจกรรมกาเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอ เมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีหลังเรียนสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 75 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอ เมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีมีประสิทธิภาพ สูงขึ้น 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีหลังเรียนสูงขึ้น 3. ความสามารถในการร้องเพลง โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี วิธีการดำเนินงาน การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของ ซิปปาโมเดล (Cippa Model) สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยดำเนินการวิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 40 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยใน ครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน 40 คน ได้นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 เป็นกลุ่มทดลอง โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน


ชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปา โมเดล (Cippa Model) โดยใช้แบบแผนการวิจัย แบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 249) และแบบกลุ่มเดี่ยวสอบหลัง (One Group Posttest-Only Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60 - 61) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการ จัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 3.1.2 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน จำนวน 6 ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ได้แก่ 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 3.2.2 แบบประเมินทักษะการร้องเพลง เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการร้องเพลงที่ใช้ วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ 3.2.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน 4) แบบประเมินทักษะการร้องเพลง 5) แบบวัด ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของ โมเดลซิปปา (Cippa Model) เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอน แบบแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วิชาดนตรี- นาฏศิลป์ โดยการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 หนังสือ เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน 1.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์ การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้


1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่กำหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1 . 3 . 1 เร ื ่ อ ง ร ู ป แ บ บ ก า ร ข ั บ ร ้ อ ง เ พ ล ง จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง หลักการขับร้องเพลงไทยและสากล จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง เพลงชาติไทย จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง เพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง เพลงประจำโรงเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง ดนตรีที่ใช้ในโอกาสต่างๆ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนดนตรี-นาฏศิลป์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของแผนการจัดการ เรียนรู้ โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการ จัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดย ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการ เรียนรู้ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวช าญ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน คละ ความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหาที่ เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน ไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน จำนวน 6 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อ โรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551, กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 หนังสือ เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน คู่มือการสอน ดนตรี-นาฏศิลป์ รวมทั้งเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์ การเรียนรู้ และกิจกรรมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน จำนวน 6 ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 2.3.1 เรื่อง รูปแบบการขับร้องเพลง จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.2 เรื่อง หลักการขับร้องเพลงไทยและสากล จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.3 เรื่อง เพลงชาติไทย จำนวน 1 ชั่วโมง


2.3.4 เรื่อง เพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.5 เรื่อง เพลงประจำโรงเรียน จำนวน 1 ชั่วโมง 2.3.6 เรื่อง ดนตรีที่ใช้ในโอกาสต่างๆ จำนวน 1 ชั่วโมง โดยแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้าง และพัฒนาขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ 1) คำชี้แจง 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ 3) ใบความรู้ และ 4) ใบกิจกรรม 2.4 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนดนตรี-นาฏศิลป์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) ของชุดกิจกรรมการ แก้ปัญหา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กระบวนการ จัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของชุดการจัดการเรียนรู้ โดยมีค่า ดัชนีความสอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ นำชุด กิจกรรมการร้องเพลงที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน คละ ความสามารถ เพื่อดูความเหมาะสมของ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เวลาที่ใช้และปัญหา ที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.6 นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน ไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนดนตรี- นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน ทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและ ประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ 3.2 วิเคราะห์และกำหนดจุดประสงค์ การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน จากนั้นสร้างตาราง วิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 3 ตัวเลือก โดยวัดผลการเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 20 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรี-นาฏศิลป์ และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี- นาฏศิลป์โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อคำถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้


ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้ คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มี ค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน แล้วนำคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความ ยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.75 และ อำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มา วิเคราะห์ หาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยคำนวณจาก สูตร KR - 20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ตั้งแต่ 0.72 3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไป ทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบประเมินทักษะการร้องเพลง เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน เป็นแบบมาตราส่ว ประเมินค่า 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับทักษะการร้องเพลง และการวัด ประเมินทักษะการร้องเพลง และวิธีสร้างแบบ ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ 4.2 สร้างแบบประเมินการร้องเพลง เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 4 ระดับ คือ 4 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) การร้องตามเนื้อร้อง 2) การร้องเพลงตามจังหวะและทำนอง 3) การแบ่ง วรรคตอนของเนื้อร้อง 4) การออกเสียง 4.3 นำแบบประเมินทักษะการร้องเพลง เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนดนตรี-นาฏศิลป์และการ วัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) ข อ ง แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ท ั ก ษ ะ ก า รแ ก ้ ป ั ญ ห า โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่าง ข้อคำถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน พิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสม และสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มี ค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินทักษะ การร้องเพลง ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้ว นำไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้น


ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 40 คน แล้วนำแบบประเมินมาหาคุณภาพ 4.6 หาคุณภาพของแบบประเมินทักษะ การร้องเพลง เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน เป็น รายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 4.7 นำแบบประเมินทักษะการร้องเพลง ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือ รายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 4.8 นำแบบประเมินทักษะการร้องเพลง ที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริง เพื่อนำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 5. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จำนวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตามวิธี ของ ลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน 5.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบวัดมาตรส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อย ที่สุด จำนวน 1 ฉบับพิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้าน การแสดงออกต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) ด้าน การเห็นประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5.3 นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุด กิจกรรมการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ความเหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนดนตรี-นาฏศิลป์ และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง โครงสร้าง (Construct Validity) ของแบบวัด ความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดย พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence : IOC) ระหว่างข้อ คำถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน พิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและ สอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่า องค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความ สอดคล้องขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มี ค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 5.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความ พึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วนำไป ทดลองใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมา หาคุณภาพ 5.5 หาคุณภาพของแบบวัด ความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจำแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 5.6 นำแบบวัดความพึงพอใจที่ คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือราย ด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา ( Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach)


พบว่า ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบวัดความ พึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88 5.7 นำแบบวัดความพึงพอใจที่ หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อ นำไปเก็บข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บท เพลงในชีวิตประจำวัน เพื่อนำมาสร้างชุดกิจกรรม การเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกน การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับ บท เพลงในชีวิตประจำวัน 2. ศึกษาวิธีสร้างและเขียน แบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการ วัดผลการศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี (2549, หน้า 202-232) 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน 4. เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน และประเมินความสอดคล้องเชิง เนื้อหา (IOC) 6. สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บท เพลงในชีวิตประจำวัน และเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความ เหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 7. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือก คุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 8. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมิน ความเหมาะสม 9. นำไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจง กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 10. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์เพื่อนำ คะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 11. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวันกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็น ผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 6 ชั่วโมงโดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน และ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 6 ชุด/แผน รวม 6 ชั่วโมง โดยระหว่างการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะ ทำการสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะการแก้ปัญหา ของนักเรียนไปด้วย 12. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำ การทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่ม เดิมในแต่ละโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ แบบ ประเมินทักษะการร้องเพลงและแบบวัดความพึง พอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็น ช ุ ด เ ด ี ย ว ก ั น ก ั บ ท ี ่ ใช ้ ท ด ส อ บ ก ่ อ น เร ี ย น แบบประเมินทักษะการร้องเพลง และแบบวัด ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้วัดหลังการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 13. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวันE1/E2 14. นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินทักษะ


การร้องเพลง มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 15. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้ดำเนินการการวิเคราะห์ ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดนตรี-นาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลง ในชีวิตประจำวัน ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิด คะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนนมาทดสอบ สมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการร้อง เพลงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำคะแนนมา ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test for One Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 165-167) เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน หาคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แล้วนำคะแนนการประเมินมาเทียบกับ เกณฑ์การประเมิน โดยหาค่าเฉลี่ยใช้เกณฑ์การ แปลความหมายคะแนนแบบมาตราส่วนประมาณ ค่าของลิเคิร์ท (Likert, 1961 อ้างถึงใน บุญชม ศรีสะอาด, 2556 : 103) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจ ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับน้อยที่สุด สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปา โมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 สรุปผล อภิปรายผลและ ข้อเสนอแนะ ดังนี้ สรุปผล 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.83/91.00 สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 3. ความสามารถในการร้องเพลง โดยใช้ วิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตาม แนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชา


ดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 4. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บท เพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.89 ) อภิปรายผล 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บท เพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น ป ร ะ ถ ม ศ ึ ก ษ า ป ี ท ี ่ 3 ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ 84.83/91.00 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75/75 สอดคล้องกับงานวิจัยของพวงผกา โกมุติกานนท์ (2544 : 58) , ปราณียุติธรรม (2549 : 60) และภาวิณี เดชเทศ (2561 : 184) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บทเพลงใน ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับงานวิจัยของศรัณ เฉยสวัสดิ์ (2543 : 61) , ขนิษฐา เพ็ชร์น้อย ( 2 5 4 7 : บ ท ค ั ด ย ่ อ ) แ ล ะ ส ุ ภ า พ ร ร ณ สิงขรอาจ (2547 : 59) 3. ความสามารถในการร้องเพลง โดยใช้วิธีการสอนแบบการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) ว ิช าดนตรี- นาฏ ศิลป์ เรื่อง บทเพลง ใ น ชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับ งานวิจัยของจินดารัตน์ เบอรพันธุ์ (2551 : บทคัดย่อ) , ลลิตภัทร เจริญรัฐ (2555 : บทคัดย่อ) และอินทิรา นนทชัย (2560 : บทคัดย่อ) 4. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง บท เพลงในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.89 ) สอดคล้องกับงานวิจัยของกาญจนา จันทร์สิงห์ และรุ่งรุจี ศรีดาเดช (2553 : 48) , อาภากร ธาตุโลหะ สายสุณีฤทธิรงค์ และอุฬาริน เฉยศิริ (2553 : 37) และปรีชา อาษาวัง (2554 : 90) ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัย มี ข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ 1. การเรียนการสอนโดยการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตามแนวคิดของซิปปาโมเดล (Cippa Model) ทำ ให้ผลสัมฤทธิ์ทางเรียน ความสามารถในการร้อง เพลง และความพึงพอใจในการเรียนของผู้เรียน สูงขึ้น ผู้สอนสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะการ ร้องเพลงของนักเรียนได้ 2. เนื่องจากงานวิจัยครั้งนี้ศึกษาเฉพาะ กลุ่มตัวอย่างภายในห้องป. 3/2 ในการวิจัยครั้ง ต่อไปอาจจะขยายกลุ่มตัวอย่างไปยังห้องอื่นๆใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3. ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ เกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ เรียนใน กระบวนวิชาอื่น ๆ เพื่อติดตาม ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนและพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง


กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จ ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์มนตรี พันธ์รอด อาจารย์วรธรรม สละวาสี อาจารย์ที่ปรึกษา และ คุณครูจักรกฤษณ์ มหาวิจิตร ครูพี่เลี้ยง ซึ่งได้กรุณา ให้คำแนะนำและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ผู้วิจัย ขอกราบขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คณาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่าน ที่ให้การ อบรมสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างการฝึกปฏิบัติการ สอนในสถานศึกษา ที่ได้กรุณาให้คำชี้แนะในการ สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย พร้อมทั้งได้ประสิทธิ์ ประสาทความรู้ให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ ในการทำวิจัยในชั้นเรียนแก่ผู้วิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะครูโรงเรียนบ้านหมากแข้งทุกท่าน ที่ อำนวยความสะดวกให้ความร่วมมือช่วยเหลือ และ เป็นกำลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหมากแข้ง ปี การศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการ ทดลองเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิก ทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จในครั้งนี้ขอบคุณเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชาดนตรีศึกษา และเพื่อนร่วมรุ่นในการฝึก ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ครุศาสตรบัณฑิตทุก ท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจตลอดมา คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัย ในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ ประสาทวิชาให้แก่ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป เอกสารอ้างอิง [1] กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตร แ ก น ก ล า ง ก า ร ศ ึ ก ษ า ข ั ้ น พ ื ้ น ฐ า น พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ :คุรุสภา ลาดพร้าว. [2] ______________. (2552). หลักสูตร แ ก น ก ล า ง ก า ร ศ ึ ก ษ า ข ั ้ น พ ื ้ น ฐ า น พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ ไทย [3] ______________. (2560). ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย จำกัด. [4] . (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง: CIPPA MODEL. วารสาร ครุศาสตร์. จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (มีนาคม – มิถุนายน). หน้า 4-13. [5] ชลทิตย์ ศิริโมทย์. (2562). การร้องเพลง เบื้องต้น. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 10 พฤศจ ิ กายน 2566. เข ้ าถ ึ งจ า ก http://c5700504.blogspot.com/201 5/11/blog-post_13.html [6] ดุษฎีพนมยงค์ บุญทัศนะกุล. (2547). สานฝันด้วยเสียงเพลง. กรุงเทพฯ: บ้าน เพลงปัณฑ์ [7] ทิศนา แขมมณี. (2542). การจัดการ เรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง: CIPPA MODE [8] วารสารวิชาการ. 5 (พฤษภาคม 2542). หน้า 2-30. [9] ปิยะพันธ์บางแก้ว และวัน เดชพิชัย. (2563). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์


ทางการเรียนและทักษะการขับร้องวิชา ดนตรีระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิดของซูซูกิกับการเรียนรู้แบบปกติ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3. [10] รชาดา บัวไพร. (2552). การศึกษาการ จัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการ เรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 [11] วรรณิศา ละอองศรี. (2562). เทคนิคการ ร้องเพลง. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 256 6 . เข ้ า ถ ึ ง จ า ก https://wnslosamxz.wordpress.com /เทคนิคการร้องเพลง/ [14] Bigge. (1976). The Development of Phonemic and Orthographic Spelling Patterns : Method for Assessing Spelling Knowledge in Children in Grades Two Through Five”. Dissertation Abstracts International. 61(6) : 3032-B. [15] Golub and Kolen. (1978). Increasing Students’ Reading Readiness Skills through the Use of a Balanced Literacy Program. [Online] Available fromhttp://files.eric.ed.gov/fulltext pdf. On December 12, 2023


Click to View FlipBook Version