TEC1001 สื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจารย์ ประกอบเกียรติ ตังคณะสิงห์ โดย ติดต่อ 095-4905151
https://shorturl.asia/7HitM • เอกสารการสอน • ตรวจสอบการส่งงาน
หน่วยที่ 1 สารสนเทศและทรัพยากรสารสนเทศ
หัวข้อ • ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ • ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์ • คุณสมบัติคอมพิวเตอร์ • ลักษณะสารสนเทศที่ดี • การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์
ความหมายของทรัพยากรสารสนเทศ วิเศษศักดิ์ โคตรอาษา (2542) ได้ให้ความหมาย สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกกระท าให้มีความสัมพันธ์หรือความหมาย น าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การเก็บข้อมูล การขายรายวันแล้วน าการประมวลผล เพื่อ หาว่าสินค้าใดมียอดขายสูงที่สุด เพื่อจัดท าแผนการขายในเดือนต่อไป ซึ่งสารสนเทศมี ประโยชน์ คือ 1. ให้ความรู้ 2. ท าให้เกิดความคิดและความเข้าใจ 3. ท าให้เห็นสภาพปัญหา สภาพการเปลี่ยนแปลงว่าก้าวหน้าหรือตกต่ า 4. สามารถประเมินค่าได้
ความหมายของทรัพยากรสารสนเทศ ส า ร ส น เ ท ศ ห รื อ ส า ร นิ เ ท ศ บั ญ ญั ติ ม า จ า ก ค า ว่ า “information” ราชบัณฑิตยสถานก าหนดให้ใช้ได้ทั้งสองค า ค าว่า “สารสนเทศ”มักนิยมใช้ในวงการ คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และธุรกิจ ส่วนในวงการบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศ ศาสตร์ ใช้ค าว่า “สารนิเทศ”
ความหมายของทรัพยากรสารสนเทศ ซวาสส์Zwass. ได้กล่าวถึงคุณภาพสารสนเทศ จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ การทันเวลา ความสมบูรณ์ ความกะทัดรัด ตรงตามความต้องการ ความถูกต้อง เที่ยงตรง รูปแบบเหมาะสม คุณภาพของสารสนเทศพิจารณาใน 3 มิติดังนี้
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทแหล่งสารสนเทศ แบ่ง 4 ประเภท • สารสนเทศบุคคล • แหล่งสารสนเทศสถาบัน/สถานที่ • แหล่งสารสนเทศสื่อมวลชน • แหล่งสารสนเทศอินเทอร์เน็ต
สารสนเทศบุคคล แหล่งสารสนเทศที่มีอยู่ในตัวบุคคลที่เป็นผู้รู้ สารสนเทศ โดยเกิด จากการประมวลความคิด ความรู้และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ตัวอย่างแหล่งสารสนเทศบุคล เช่น • ปราชญ์ชาวบ้าน • ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ • นักวิชาชีพในสาขาวิชาต่างๆ
สารสนเทศบุคคล การเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ บุคคลอาจต้องใช้ วิธีการติดต่อ สอบถาม ขอความรู้ ค าแนะน า เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการจาก บุคคล เหล่านั้นโดยตรง
สารสนเทศบุคคล โจน จันได เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี IT1001 02_02_21
แหล่งสารสนเทศสถาบัน/สถานที่ แหล่งสารสนเทศที่มีลักษณะเป็น - หน่วยงานที่จัดท า/ผลิต/เผยแพร่ ได้แก่ สถาบัน/องค์การต่างๆ ซึ่ง อาจ เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สมาคม หรือองค์การ ระหว่าง ประเทศ - - หน่วยงานที่รวบรวมและบริการ เช่น ห้องสมุด หอสมุด หอจดหมายเหตุ ศูนย์สารสนเทศ เป็นต้น
แหล่งสารสนเทศสถาบัน/สถานที่ ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง พ ิ พ ิ ธภณัฑสถานแห ่ งชาต ิ บา ้ นเช ี ยง
แหล่งสารสนเทศสถาบัน/สถานที่ แหล่งสารสนเทศที่มีลักษณะเป็น - หน่วยงานที่จัดท า/ผลิต/เผยแพร่ ได้แก่ สถาบัน/องค์การต่างๆ ซึ่ง อาจ เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สมาคม หรือองค์การ ระหว่าง ประเทศ - - หน่วยงานที่รวบรวมและบริการ เช่น ห้องสมุด หอสมุด หอจดหมายเหตุ ศูนย์สารสนเทศ เป็นต้น
แหล่งสารสนเทศสื่อมวลชน เป็นแหล่งสารสนเทศที่มุ่งเผยแพร่สารสนเทศ ข่าวสาร เหตุการณ์ ต่อ ประชาชน โดยเน้นข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ รวมทั้งสารความรู้เรื่อง ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ โดยวิธีการแพร่กระจายเสียง ภาพ และตัวอักษร ผ่าน สื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต แหล่งสารสนเทศที่รวบรวม สื่อสารและ ให้บริการบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต จัดท าโดยบุคคล หน่วยงาน หรือองค์การต่างๆ เช่น เว็บไซต์ของ ผู้ผลิตในกลุ่มต่างๆ ดังนี้ • เว็บของสถาบันการศึกษา • เว็บของบริษัทธุรกิจ • เว็บของหน่วยราชการ • เว็บขององค์การระหว่างประเทศ • เว็บของสมาคมวิชาชีพ
แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต(ต่อ) แหล่งสารสนเทศที่ปรากฏอยู่บนเครือข่าย WWW นั้นจะมีที่อยู่ของเว็บไซต์ที่ เรียกว่า URL (Universal/Uniform Resource Locators) ซึ่งประกอบด้วย WWW.ชื่อย่อ/อักษรย่อ ของหน่วยงาน.ชื่อย่อของโดเมน ดังตัวอย่าง URL ของ กลุ่ม ต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW เช่น ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ ปรากฏบนเครือข่าย WWW 1. เว็บสถาบันการศึกษา แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 1. เว็บสถาบันการศึกษา
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 2. เว็บของบริษัทธุรกิจ (ต่อ)
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 2. เว็บของบริษัทธุรกิจ
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 3. เว็บของหน่วยราชการ
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 4. เว็บขององค์การระหว่างประเทศ
ตัวอย่าง URL ของกลุ่มต่างๆที่ปรากฏบนเครือข่าย WWW แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต 5. เว็บ ของสมาคมวิชาชีพ
ทรัพยากรสารสนเทศ (Information resources) ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล ความรู้ในเรื่องต่างๆเหมือนตัวกลางที่ใช้ในการแพร่กระจายความรู้ของ บุคคลหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งออกเป็นหลายลักษณะ ข้อความภาพ เสียง
ทรัพยากรสารสนเทศ (Information resources) ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สื่อที่ใช้ในการบันทึกความรู้ เรื่องราว ต่างๆ แบ่งตามลักษณะได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1 ทรัพยากรตีพิมพ์ 2 ทรัพยากรไม่ตีพิมพ์ 3 ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์
ทรัพยากรตีพิมพ์ ทรัพยากรตีพิมพ์เป็นสิ่งพิมพ์ที่ตีพิมพ์มีหลากหลายรูปแบบ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ จุลสาร และ กฤตภาค เป็นต้น ตัวอย่างหนังสือ หนังสือสารคดี(Non-fiction) หนังสือบันเทิงคดี (Fiction)
หนังสือสารคดี(Non-fiction) 1. ต าราวิชาการ(Textbooks) 2. รายงานการวิจัย (Research reports) 3. หนังสืออ้างอิง (Reference books) ทรัพยากรตีพิมพ์
ทรัพยากรตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ (Newspapers) กฤตภาค (Clippings) จุลสาร (Pamphlets)
ทรัพยากรไม่ตีพิมพ์ เป็นวัสดุที่ให้สาระความรู้ ผ่านประสาทสัมผัสทางหูและตา โดยการดูและการฟัง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ทรัพยากรไม่ตีพิมพ์ 1 โสตทัศนวัสดุ 2 วัสดุย่อส่วน
ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ (Computer) คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับข้อมูล (Data) ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ โดยปฏิบัติงาน ภายใต้การควบคุมของชุดค าสั่งที่อยู่ในหน่วยความจ าของคอมพิวเตอร์เอง เพื่อ ท าการค านวณและแสดงผลลัพธ์ออกทางอุปกรณ์แสดงผล โดยที่ผลลัพธ์เหล่านี้ จัดว่าเป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลและเรียบเรียงแล้ว จะเรียกผลลัพธ์นี้ว่า "สารสนเทศ (Information)"
ประเภทของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะของข้อมูล ได้ 3 ประเภท คือ 1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ 2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) 3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer)
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน มีการท างาน โดยใช้หลักในการวัด มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนท าหน้าที่เป็นตัวกระท า และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการค านวณ และการรับ ข้อมูลจะรับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่วนการรับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้ โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรืออ่านค่าได้จากเครื่องวัด และแทนค่าเป็นอุณหภูมิ ความเร็ว หรือความดัน
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ท างานโดยใช้หลักในการค านวณแบบลูกคิด หรือ หลักการนับ และท างานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการค านวณจะแปลง เลขเลขฐานสิบก่อน แล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ ออกมาอยู่ในรูปของตัวเลข ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงให้ ผู้ใช้เข้าใจง่าย มีความสามารถในการค านวณและมีความแม่นย ามากกว่าอนาลอก คอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจ านวนมากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก เป็นต้น
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับงานเฉพาะด้าน มีประสิทธิภาพสูงและ สามารถท างานที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากการน าเทคนิคการท างานของอนาลอก คอมพิวเตอร์และดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกัน เช่น การส่งยานอวกาศของ องค์การนาซา จะใช้เทคนิคของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของ ตัวยานอวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว และใช้ เทคนิคของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ในการค านวณระยะทางจากพื้นผิวโลก เป็นต้น
ประเภทของคอมพิวเตอร์ ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา ได้ 5 ประเภท คือ 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) 4. เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) 5. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer)
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รุ่นแรก สร้างในปี ค.ศ. 1960 ที่ องค์การทหารของสหรัฐอเมริกา สร้างสามารถประมวลผลได้กว่า 100 ล้านค าสั่ง ต่อวินาที จึงท าให้ท างานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง มีราคาแพงที่สุด เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานค านวณที่ต้องค านวณตัวเลขจ านวนมหาศาล ให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มีความเร็วในการประมวลผลสูง รองลงมาจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ต้องอยู่ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและ ปราศจากฝุ่นละออง และได้รับการพัฒนาให้มีหน่วยประมวลผลหลายหน่วย ท างานพร้อม ๆ กันเช่นเดียวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มีจ านวนหน่วย ประมวลผลที่น้อยกว่า จึงท าให้สามารถประมวลผลค าสั่งได้หลายสิบล้านค าสั่ง ต่อวินาที
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดกลางที่มีประสิทธิภาพในการท างานน้อย กว่าเมนเฟรม แต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการท างานจากผู้ใช้ หลายร้อยคน (Multi-user) ในการท างานที่แตกต่างกัน (Multi Programming) เช่นเดียวกับเครื่องเมนเฟรม แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเครื่องเมนเฟรมและเครื่อง มินิคอมพิวเตอร์ คือ ความเร็วในการท างาน ในจ านวนคนที่น้อยกว่า สื่อเก็บข้อมูล มีความจุน้อยกว่าเมนเฟรม จึงเหมาะกับองค์กรขนาดกลาง เพราะมีราคาถูกกว่า เครื่องเมนเฟรมมาก ท างานเฉพาะด้าน เช่น การค านวณทางด้านวิศวกรรม
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 4. เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ที่สนับสนุนการท างานของ คอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องพิมพ์และ อุปกรณ์อื่น ๆ โดยการเชื่อมโยงกับเทอร์มินัล (Terminal) หลาย ๆ เครื่อง อีก ทั้งได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการค านวณด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรืองานอื่น ๆ ที่เน้นการแสดงผลด้านกราฟิก
ประเภทของคอมพิวเตอร์ 5. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ราคาถูกสามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer หรือ PC) มีการพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันมาก เมื่อ IBM ได้สร้างเครื่อง IBM PC ออกมา ซึ่งความแตกต่าง ระหว่างเวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ได้ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจาก เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ระดับสูงในปัจจุบันมีประสิทธิภาพ และมีความเร็วในการแสดงผล ที่ดีกว่าเวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์มาก สามารถใช้งานโดยใช้คนเดียว (Stand-alone) หรือ เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเพื่อติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้
ข้อจ ากัดของคอมพิวเตอร์ 1.การวางระบบคอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลามาก การที่หน่วยงานใดตัดสินใจน า คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานนั้น ไม่ใช่ว่าจะน าเข้ามาใช้งานได้เลยทันที แต่ต้องมีการวาง ระบบงานกันเสียก่อน ว่าจะน าคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ในการท างานด้านใดบ้าง แล้วยัง จะต้องมีการเขียนโปรแกรมค าสั่ง เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ ท างานได้ตามที่ออกแบบไว้ ซึ่ง ขั้นตอนในการวางระบบงาน จ าเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร
ข้อจ ากัดของคอมพิวเตอร์ 2.การรบกวนระบบงานปกติ เมื่อมีการน าคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในหน่วยงาน ที่ไม่ เคยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาก่อน แน่นอนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิม ที่เคย เป็นอยู่ เช่นการเปลี่ยนแปลงวิธีการท างาน หรือคุณสมบัติของพนักงาน โดยอาจมีการส่ง พนักงานไปฝึกอบรม การใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงนี้ มีผลกระทบถึง จิตใจของพนักงาน และอาจสร้างความไม่พอใจ และความวุ่นวายหลายประการได้ ใน ระยะแรกๆ ที่ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับระบบงานใหม่
ข้อจ ากัดของคอมพิวเตอร์ 3.การท างานขึ้นอยู่กับมนุษย์ คอมพิวเตอร์เป็นได้แค่เครื่องมือช่วยมนุษย์ ในการ ท างาน ทั้งนี้เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง และท างานเฉพาะที่ ได้รับค าสั่งจากมนุษย์เท่านั้น ไม่ว่างานที่สั่งให้ท าจะถูกหรือผิด เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่รู้จัก คิดหรือรับปรุงวิธีการท างานให้ดีขึ้น นับเป็นข้อจ ากัดอย่างหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์
ลักษณะของสารสนเทศที่ดี • ความถูกต้องและไม่ผิดพลาด • ผู้มีสิทธิใช้สามารถเข้าถึงได้ง่าย • ต้องมีความชัดเจน ไม่คลุมเครือ • มีความสมบูรณ์บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริง • มีความกะทัดรัดเนื้อหารัดกุม เหมาะสมกับผู้ใช้ • มีความยืดหยุ่น ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
ลักษณะของสารสนเทศที่ดี • มีรูปแบบการน าเสนอเหมาะสมกับผู้ใช้ • ตรงกับความต้องการของผู้ที่ท าการตัดสินใจ • ต้องมีความน่าเชื่อถือ จากการรวบรวมมา • ควรมีความปลอดภัยในการเข้าถึงผู้ใช้ • เนื้อหาท าความเข้าใจง่าย เหมาะสม • มีความแตกต่างจากอื่น น่าสนใจ ตื่นตาตื่นใจ
การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านธุรกิจ • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านความบันเทิง • การประยุกต์คอมพิวเตอร์ทางด้านการจัดการศึกษา • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านหน่วยงานราชการ • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการแพทย์ • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม • การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตร • การประยุกต์คอมพิวเตอร์ในด้านการเงินการธนาคาร
การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านธุรกิจ การน าคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การรับ สมัคร นักศึกษาเข้าเรียน การช าระค่าลงทะเบียนเรียนผ่านทางธนาคาร เป็นต้น การน าคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในงานทางด้านการธนาคารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การ ให้บริการ กับลูกค้า การฝากเงิน และการถอนเงิน การช าระค่าบริการต่าง ๆ เป็นต้น การน าคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในงานด้านโรงแรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การบันทึก ข้อมูลการ เข้าพัก และการแจ้งคืนห้องพักของลูกค้า การช าระค่าห้องพัก เป็นต้น การน าคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจสายการบินที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การ ตรวจดู ตารางการบิน การจองตั๋วเครื่องบิน การยกเลิกเที่ยวบิน การส ารองที่นั่งล่วงหน้า เป็นต้น
การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านความบันเทิง เทคโนโลยีภาพยนตร์ภาพยนตร์ คือ ภาพนิ่ง หลาย ๆ ภาพเรียงติดต่อกันอย่าง ต่อเนื่อง ใช้ หลักการที่เรียกว่า การเห็นภาพติดตา (persistence of vision) เทคโนโลยีบันเทิงการอ่าน การอ่านเป็นการรับรู้สารโดยการดู ตัวหนังสือจากการเขียน ในทางคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีบันเทิงเครื่องรับวิทยุ เครื่องรับวิทยุเป็นเครื่องมือสื่อสารทางเดียวชนิดหนึ่ง ท าหน้าที่รับและเลือกคลื่นวิทยุจากสายอากาศ แล้วน าไปสู่ภาคขยายต่อไป
การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการจัดการศึกษา คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการน าเอาเทคโนโลยีรวมกับการ ออกแบบโปรแกรมการสอนมาใช้ช่วยสอน ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าบทเรียน ซีเอไอ ย่อ มาจากค าในภาษาอังกฤษว่า Computer-Assisted Instruction หรือเรียกย่อๆ ว่า ซีเอ ไอ (CAI) คอมพิวเตอร์ใช้เพื่อสร้างสถานการณ์จ าลอง (Simulation) เป็นโปรแกรมที่ใช้ จ าลอง สถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงของนักเรียน โดยมีเหตุการณ์ สมมติต่าง ๆ หรือจัดกระท าได้สามารถมีการโต้ตอบ สร้างสถานการณ์จ าลองขึ้นเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้ เมื่อสถานการณ์จริงไม่สามารถท าได้
การประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านหน่วยงานราชการ • งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลาย รูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่าน คอมพิวเตอร์ • กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยง ไปยังสถาบัน ต่างๆ • กรมสรรพากร ใช้จัดในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสียภาษี เป็นต้น