วัดชอ่ งนนทรี
พระอุโบสถเก่าและจิตรกรรมฝาผนงั
แสดงถงึ พระอุโบสถเก่า
แสดงถึง อาคารภายในวดั ชอ่ งนนทรี
แสดงถงึ แม่น้า/คลอง
คำนำ
วัดช่องนนทรีเป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีพระอุโบสถ เจดีย์ ก้าแพงแก้ว ซุ้มประตูและ
จิตรกรรมฝาผนัง จากศิลปกรรมภายในวัดสันนิษฐานว่าสร้างขึนในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนกลางถึงตอนปลาย
เจดีย์นอกก้าแพงแก้ว เรียงเป็นกลุ่ม 10 องค์ โดยมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุม 8 องค์และเจดีย์กลม 5 องค์ ส่วนที่นอก
ก้าแพงแก้วมีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมอีก 6 องค์ พระอุโบสถหันหน้าไปทางฤทิศตะวันออกตามคติโบราณ ล้อมรอบด้วย
กา้ แพงแก้ว หน้าต่างเจาะช่องโค้งแหลม ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบเดียวกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์
ทางผู้วิจัยได้เลือกวัดแห่งนีในการจัดท้าสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา พุทธศาสนิกชน
ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจทราบถึงประวัติความเป็นมาและรูปแบบสถาปัตยกรรมทราบถึงรายละเอียดที่ปรากฏอยู่
ในงานจิตรกรรมฝาผนัง และทราบถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและงานจิตรกรรมภายในวัดช่องนนทรี เพื่อสร้าง
ความตระหนักด้านการอนุรักษ์สืบไป
สารบญั
ประวัติความเป็นมา_____________________________________________________________7
โครงสร้างส่วนประกอบตา่ งๆ ของพระอุโบสถหลังเกา่ _____________________________________2
สารบญั
ประวัติความเป็นมา_____________________________________________________________1
โครงสร้างส่วนประกอบตา่ งๆ ของพระอุโบสถหลังเกา่ _____________________________________2
1
วัดชอ่ งนนทรี
พระอุโบสถเกา่ และจิตรกรรมฝาผนงั
ประวัติความเปน็ มา
วดั ชอ่ งนนทรี เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย อยู่ติดริมแม่น้า
เจ้าพระยาทางฝั่งตะวันออก ตรงข้ามกับบริเวณฝ่ังบางกะเจ้า ก่อตังวัดเม่ือ พ.ศ. 2119
ได้รบั พระราชทานวิสงุ คามสีมา เม่อื พ.ศ. 2528
กรมศิลปากรได้ขึนทะเบยี นให้เป็นโบราณสถานส้าคัญของชาติ เมื่อปี พ.ศ.
2520 พระอโุ บสถหลงั เกา่ นเี ปิดใหเ้ ข้าชมในวนั มาฆบูชา วนั วิสาขบชู าและวันอาสาฬหบชู า
1
รูปแบบสถาปัตยกรรม
พระอุโบสถวัดช่องนนทรี หันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามคติ
โบราณ ฐานโบสถ์มีลักษณะเป็นฐานแอ่นท้องส้าเภา ด้านหน้าและ
ด้านหลงั โบสถ์ มปี ระตดู า้ นละหนงึ่ บาน เจาะเปน็ ช่องโค้งแหลม ผนังโบสถ์
ก่ออฐิ สอปูนหนาประมาณ 1 เซนตเิ มตร
1
รปู แบบสถาปัตยกรรม
การเรียงอิฐใช้ระบบอยุธยาตอนปลายคือ สัน-ยาว สลับกันในแถว
เดียวกัน ด้านข้างโบสถ์แบ่งส่วนเป็น 5 ช่วง ค่ันแต่ละช่วงด้วยเสาติดผนังหรือ
เสาหลอก 6 เสา เจาะหน้าต่างโค้งแหลมขนาดเล็ก ตรงช่องท่ี 2 และช่องที่ 4
เว้นช่องที่1,3 และ 5 ช่องโค้งแหลมนีเป็นลักษณะที่เห็นภายนอกแต่ภายในมี
ลกั ษณะทโี่ คง้ มน
1
โครงสรา้ งของสถาปัตยกรรม
ฐานโบสถเป็นโบสถ์แอ่นท้องส้าเภา ขนาด 5 ห้อง 2 มุข คล้ายโบสถ์มหาอุด
มีช่องประตูหน้าต่างเป็นรูปโค้งคล้ายกลีบบัว คือสอบแหลมที่ปลายบน บานหน้าต่าง
ประกบกันเป็นรปู โค้งกลบี บวั
โดยด้านหน้าพระอุโบสถท้าเป็นมุขเด็จ มีเสาหารรองรับเคร่ืองบนหลังคาสี่ต้น
หน้าบันท้าเป็นฝาปะกนไม่สลักลวดลาย หลังคาเป็นกระเบืองลอนดินเผาติดเชิงชาย
ด้านหน้าโบสถ์มีเจดีย์และใบเสมาเรียงรายกันอยู่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูน
ปั้นปางมารวิชัย และหมู่พระพุทธรูป 4 องค์ ฐานองค์พระมีลายปูนป้ันขาสิงห์เป็นรูป
ครฑุ
1
หลงั คำ
โครงสร้างเปน็ ไม้ หลังคามงุ กระเบืองดนิ เผา
มกี ารใช้กระเบอื งเชงิ ชายท้าขนึ เพือ่ อดุ ทับหรือ
วดั ช่องนนทรีปิดชอ่ งโพรงไมใ่ ห้นกทา้ รงั
ประตู หน้ำต่ำง
ลักษณะโค้งแหลม ประตูมี ลักษณะโค้งแหลม มดี ้านละ
ทา งเข้ า - ออ ก 2 ทา ง คือ ทิ ศ 2 บาน อยู่ช่วงเสาท่ี 2 และ 4 ทัง
หนำ้ บัน พระอโุ บสถเก่าตแะวันลออกะแลจะทศิิตตะวรนั ตกก รรมฝาผนงั สองด้าน
เปน็ ลักษณะตีขดั ลายฝาประกนชว่ ยในเร่ือง- เครื่องลำยอง
ระบายความชืน ระบายอากาศภายใน
เคร่ืองล้ายองนีท้าจากไม้ โดยมีองค์ประกอบ
รูปทรงพระอุโบสถ เป็นช่อฟ้า อกไก่ ใบระกา ตัวนาคสะดุ้ง แปวง
ปน้ั ลม บังนก เทา้ แขน(คนั ทวย)
รูปทรงสี่เหล่ียมผืนผ้า ขนาดพระอุโบสถ
กว้าง 7.8 X 14.7 เมตร ขนาดพระอุโบสถ กว้าง
10 X 19.3 เมตร (รวมฐาน)
ฐำนพระอุโบสถ
ฐานโบสถเปน็ ลกั ษณะฐานแอ่นทอ้ งสา้ เภา
แอ่นโค้งรอบตวั ประอโุ บสถ
พนื้
พนื ภายนอกใช้เปน็ กระเบอื งหินออ่ น
1
หลังคา
หลังคาใช้วัสดุเป็นกระเบืองลอนดินเผาและประดับด้วย
กระเบืองเชิงชายคา ลักษณะนีพบในสถาปัตยกรรมสมัยพระนารายณ์
นอกจากนีมีหลังคาปีกนกลาดลงมาทังส่ีด้าน ปัจจุบันหลังคาปีกนกเป็น
สังกะสีและทันทวยหายไป มีเหล็กท้าวแขนรับน้าหนักหลังคาปีกนกแทน
และมีกระเบอื งเชงิ ชายคาเปน็ รปู เทพนม
1
เสา
ลักษณะของเสาดา้ นหน้าของพระอุโบสถวัดชอ่ งนนทรี
เสาและบัวหัวเสาของเสาในสมัยอยุธยาตอนปลายเป็นการย่อมุมของ
เสาด้วยการย่อมมุ ไม้แปด หรอื ยอ่ มุมไมส้ ิบสอง เพ่ือให้รูปตัดของเสาใกล้กับเสากลม
เพ่อื ใหใ้ กล้เคยี งกับบัวหวั เสากลม นอกจากนียังไดค้ วามนุ่มนวลทเ่ี กดิ จากแสงและเงา
ส้าหรับเสาสเี่ หล่ียมและบัวหัวเสาก็สเ่ี หลยี่ ม
ส่วนเสาหลอกมักจะเป็นเสาเหลี่ยมตามเสาลอยท่ีเป็นเสาหารด้วย
เนือ่ งจากเสาองิ ยื่นจากผนังเพยี งเล็กน้อย ทา้ ให้มุมของเสาองิ ไม่สามารถย่อมมุ ได้
1
ผังบริเวณ
1
10.00ผงั พื้น 0.60
7.80 0.70
19.35
0.70 0.60 1
หมายเหตุ : หน่วยเป็นเมตร
ภาพด้าน
+ 12.55 แสดงระดบั ช่อฟ้า
+ 10.40 แสดงระดบั อกไก่
+ 7.65 แสดงระดบั เพดาน
+ 5.95 แสดงระดบั หวั นาค
+ 4.90 แสดงระดบั คานหลังคา
+ 0.35 แสดงระดบั พืน 0.60 0.70 1.00 0.70 2.00 3.85 0.95 4.20 0.95 3.85 1.00
+ 0.00 แสดงระดบั พืนดิน
7.80 19.35
1
10.00 ด้านขา้ งพระอุโบสถ
(ทิศเหนือ)
ดา้ นหน้าพระอโุ บสถ
(ทศิ ตะวนั ออก)
หมายเหตุ : หน่วยเปน็ เมตร
ภาพดา้ น
+ 12.55 แสดงระดับช่อฟ้า
+ 10.40 แสดงระดบั อกไก่
+ 7.65 แสดงระดบั เพดาน
+ 5.95 แสดงระดบั หวั นาค
+ 4.90 แสดงระดับคานหลงั คา
1.50 1.00 3.85 0.95 4.20 0.95 3.85 + 0.35 แสดงระดับพืน
+ 0.00 แสดงระดบั พืนดนิ
7.80 19.35
2.00 0.70 1.00
10.00 ด้ำนขำ้ งพระอโุ บสถ
(ทศิ ใต้) 1
ดำ้ นหลงั พระอโุ บสถ
(ทิศตะวันตก) หมายเหตุ : หนว่ ยเปน็ เมตร
1
1
จิตรกรรมฝาผนงั ความเปน็ มาของจติ รกรรม
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดช่องนนทรี เป็นงานศิลปะในสมัย
อยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกบั ลักษณะทางสถาปตั ยกรรมของพระอโุ บสถ โดยเขียนภาพเต็มพืนท่ี
ภายใน ผนังด้านข้างแถวบนสุดเขียนภาพแถวพระอดีตพุทธเจ้าประทับน่ังเรียงราย พืนท่ีถัดลงมา
เขียนภาพทศชาติชาดก มีการเขียนภาพแทรกด้วยภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านด้วย ผนังด้านหน้าพระ
ประธานเขียนภาพพระพุทธประวัติตอนมารผจญ-ชนะมาร ผนังด้านหลังภาพลบเลือนมากแต่พอ
สงั เกตได้วา่ เปน็ ภาพพระอดตี พุทธเจ้าประทับนง่ั
1
ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดช่องนนทรี มีลักษณะโดดเด่นอยู่ที่
ความเป็นงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนปลาย ภาพเล่าเร่ืองชาดกมีแถบเส้นแนวตังทรง
สามเหล่ียมหรือเส้นสินเทาค่ัน เพื่อแบ่งเรื่องแต่ละเร่ืองออกจากกัน เส้นสินเทำยังทำหน้ำที่เน้นฉำก
เหตุกำรณ์สำคัญให้โดดเด่นขึ้น อาทิ เส้นสินเทาที่เน้นภาพปราสาทราชวังให้เด่นเป็นสง่า
จิตรกรรมแห่งนีมีการใช้สีท่ีดอู บอุ่น อนั เกดิ จากโครงสีออกแดงและชมพูอ่อน สีแดงท่ีระบายเป็นพืน
หลังควบคู่กับพืนขาวที่ปล่อยว่างช่วยให้เกิดบรรยากาศสดใส พืนสีขาวท่ีเป็นสีพืนเมื่อตัดเส้นด้วยสี
ด้าสีแดงให้เป็นภาพ พืนขาวจึงเป็นสีของตัวภาพไปในตัว สีแดงท่ีใช้ระบายเป็นฉากหลังเป็นสีพืน
และท้องฟ้าจึงไม่ใช่สีท่ีสมจริง สีใบไม้เร่ิมมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีเขียวหม่นมืด สีเขียวเหลือง (สันติ
เลก็ สุขมุ 2550: 191-193) มีการปดิ ทองเล็กนอ้ ยเฉพาะเคร่อื งประดับของภาพบคุ คล ภาพเคร่ืองสูง
และบางส่วนของภาพสถาปตั ยกรรม
ท่มี าของภาพ : กองโบราณกรมศิลปากร เทเวศน์ 1
ภาพเขียนภายในพระอโุ บสถ
ภาพเขียนในพระอุโบสถ แบ่งเป็น 5 ช่อง มีการเขียน
คั่นเรื่องราว โครงสีส่วนใหญ่เป็นสีแดงและใช้เพียง 4-5 สี การเขียนมี
ลักษณะเหนือจริง บางช่วงจะมีภาพศิลปกามวิสัย (Erotic Art) สอดแทรก
ดว้ ยภายในพระอุโบสถ
ระเบียบการวางภาพฝาผนังภายในพระอุโบสถ ช่าง
เขียนค่ันเรือ่ งราวด้วยลายรักร้อยเป็นเส้นตั้ง ภายในช่องของลายรักร้อยนี้
ยังค่ันเรื่องราวย่อยด้วยเส้นสินเทา เป็นหยักๆ อันเป็นลักษณะเดียวกับ
ภาพเขียนในโบสถว์ ัดปราสาท จังหวดั นนทบุรี
ภาพเขยี นภายในพระอโุ บสถ
ภาพเขียนผนังด้านข้างท้ังสองแบ่งเป็นด้านละ 5 ช่อง
ซึ่งค่ันด้วยลายรักร้อยดังกล่าวเขียนเป็นทศชาติชาดก ด้านซ้ายของพระ
ประธาน เริ่มด้วย พระเตมีย์, พระมโหสถ, พระชนก, พระสุวรรณสาม,
พระเนมีราช
ส่วนด้านขวาของพระประธาน จากหลังมาข้างหน้า เขียนเรื่องพระ
ภูริทัตต์, พระจันทกุมาร, พระนารท, พระวิธูร,พระเวสสันดร ส่วนบน
เขียนเป็นพระอันดับเป็นแถวไปโดยตลอด องค์พระเขียนเป็นปางมารวิชัย
ในซุ้มเรือนแก้ว ส่วนด้านหน้าพระประธานเป็นเรื่องมารผจญ ส่วน
เบื้องหลงั พระประธาน เขียนเรื่องราวในพระพุทธประวตั ิ
เร่อื งราวของภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภายในพระอโุ บสถหลงั
เก่า
เตมยี ์ชาดก
ช่องแรกทางด้านซ้ายมือพระประธาน เป็นภาพเรื่องเตมีย์ อันเป็นพระชาติแรกของทศชาติชาดก พระ
โพธสิ ตั วบ์ าเพญ็ เนกขมั มบารมี คือความอดกลนั้ เพือ่ ใหห้ ลุดพ้นจากการทาความชว่ั
พระเตมีย์เป็นโอรสพระเจ้ากาสี แห่งกรุงพาราณสี ขณะเมื่อทรงพระเยาว์อยู่น้ันทรงประทับบนตักของ
พระราชบิดาเมื่อทรงออกว่าราชการ ทรงได้เห็นสภาพของกษัตริย์ ซึ่งทรงอานาจสูงสุด ส่ังตัดสินลงโทษผู้คนอันเป็น
บาปติดตัวท้ังสิ้น เมื่อพระองค์เป็นกษัตริย์ ก็จะต้องทรงประพฤติบาปเยี่ยงนี้เช่นกัน จึงหาทางที่จะให้พ้นจากบาปหรือ
ความช่ัวนี้ โดยแสร้งทาพระองค์เป็นง่อย ใบ้และหูหนวก มิใยที่พระราชบิดาและพระราชมารดาจะหาส่ิงเย้ายวนมา
หลอกล่อ พระกุมารก็ยังคงนิ่งเฉย จนเมื่อพระกุมาร มีพระชนม์ได้ 16 พรรษา อามาตย์ราชมนตรีต่าง ๆ จึงทูลแนะนา
ว่าพระราชกุมารน่าจะเป็นตัวกาลกิณีของบ้านเมือง ขอให้ประหารพระโอรสเสีย พระเจ้ากาสีจึงมีรับส่ังให้นายสุนันท์
สารถีนาพระเตมีย์ไปประหารในป่าช้าผีดิบ แต่นายสุนันท์กลับนามาที่ป่าแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง ขณะที่
นายสุนันท์กาลังขุดหลุมสาหรับฝังพระเตมีย์น้ัน พระเตมีย์ก็แสดงพระองค์โดยอาการปกติอย่างคนสามัญทรงตรัสกับ
นายสุนันท์ถึงสาเหตุที่ทรงละการครองราชสมบัติและแสร้งทาพระองค์พิการดังกล่าว ทรงแสดงความประสงค์ที่จะ
ผนวช เมือ่ พระราชบิดา พระราชมารดาทราบข่าว จึงเสดจ็ ตามมาด้วยพระทัยโสมนสั แต่เมื่อได้ฟังธรรมะของพระเตมีย์
กบ็ ังเกดิ ความเลือ่ มใส ขอออกบวชด้วย บรรดาอามาตย์ราชบริพารและราษฎรต่างพากันออกบวชจนหมดส้ิน ไม่สนใจ
ในความสุขทางโลก ทรพั ย์สินเงนิ ทองแม้ในท้องพระคลังกไ็ ม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของ จนพระราชาจากแคว้นอื่น ๆ
ทราบข่าวเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะยึดเมือง จึงกรีธาทัพมา สุดท้ายพระราชาและเหล่าไพร่พล ต่างก็ออกบวชตามกัน
มาจนหมดสนิ้
พระราชบิดาอุบายให้เพชฌฆาตร่างกาย่าทาที่เข้ามาจะสังหารพระเต
มยี ์
เพือ่ ให้พระองคเ์ กิดความกลวั แต่พระกมุ ารยงั คงนิง่ เฉย
ที่มา : หนงั สือวดั ช่องนนทรี
มหาชนกชาดก
พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาติเป็นมหาชนก บาเพ็ญวิริยะบารมี พระมหาชนกเป็นโอรสพระเจ้ากรุงมิถิ
ลา ซึ่งถูกพระเจ้าโปลชนกพระอนุชาแย่งราชสมบัติ พระมเหสีครรภ์แก่ต้องเสด็จหนีราชภัยไปเมืองกาลจัมปากะนคร
ต่อมาได้ประสูติพระโอรสพระนามมหาชนก เมื่อพระมหาชนกทรงทราบชาติกาเนิดของพระองค์ จึงออกเดินทางไป
ค้าขายที่สุวรรณภูมิ โดยนาสมบัติติดตัวของพระราชมารดา ออกขายเป็นเงินทุน เพื่อเผชิญโชคหาทางชิงราชสมบัติ
กลบั คืน บงั เอญิ เรือสาเภาของพระมหาชนกถูกพายุอบั ปางลงพระมหาชนกต้องแหวกว่ายในมหาสมุทรอยู่นานถึง 7 วัน
นางมณีเมขลาเทพธิดาแห่งท้องทะเลจึงลงมาอุ้มพระองค์ไปไว้ยังอุทยานของพระเจ้าโปลชนก ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเสด็จ
สวรรคต
ราชธิดา และอามาตย์ จึงจัดราชรถออกเส่ียงทายหาผู้มาครองเมืองราชรถมาหยุดตรงแท่นที่พระมหาชนกบรรทมอยู่
เมื่อพระมหาชนกได้เป็นกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลาและทรงอภิเษกสมรสกับพระราชธิดา วันหนึ่งทรงเกิดเบื่อหน่ายในราช
สมบัติ จึงออกผนวชบาเพ็ญพรตในป่า เรื่องพระมหาชนกชาดกนี้ พระโพธิสัตว์บาเพ็ญบารมีด้านความเพียร คือ การ
แหวกวา่ ยในมหาสมทุ รอยู่นาน ถึง 7 วัน ในขณะทีค่ นอื่นท้อถอยต่อการด้านคลื่นลมจนจมน้าหายไปไม่เหลือรอด
ภาพเตม็ ผนัง เรื่องพระมหาชนกชาดก ตรงกลางภาพ พื้นแดงเป็น
รูปพระอินทร์แปลงเป็นชายชราขับรถพามเหสีพระเจ้ากรุงมิถิลา
หนีราชภยั ไปเมืองกาลจมั ปากะนคร
ทีม่ า : หนงั สือวัดช่องนนทรี
สวุ รรณสามชาดกชาดก
พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาติเป็นสุวรรณสามหรือสามะ บาเพ็ญเมตตาบารมี เริ่มเรื่องดาบส ดาบสินีผัว
เมีย ซึ่งมิได้ข้องแวะกันฉันท์สามีภรรยา มุ่งแต่การบาเพ็ญพรตในป่าเท่านั้น พระอินทร์จึงส่งพระโพธิสัตว์ให้มาเป็น
บตุ รของทา่ นท้ังสองเพือ่ ดแู ลทกุ ข์ สุข บิดามารดาตั้งชือ่ ใหว้ ่า สุวรรณสาม
เมือ่ สุวรรณสามอายุได้ 16 ปี ทั้งบิดามารดาด่างถูกงูพน่ พิษใส่ตาทั้งสองข้าง สวุ รรณสามจึงปฏิบัติดูแล
ท่านท้ังสองโดยไมข่ าดตกบกพร่อง จนวนั หนึง่ ปิลยกั ขราชกษัตริย์แหง่ กรุงพาราณส่ีเสด็จประพาสปา ทอดพระเนตร
เห็นหมู่สัตว์ป่า ล้อมรอบกายสุวรรณสามโดยไม่หวาดกลัวหรือทาอันตราย เกิดความสงสัย จึงยิงธนูไปต้องร่าง
สวุ รรณสาม ฟุบลง แต่สวุ รรณสามกม็ ไิ ด้แสดงอาการโกรธเคือง กลับเจรจาด้วยถ้อยคาอ่อนหวาน พลางขอร้องปีล
ยักชราชให้นาข่าวไปแจ้งบิดามารดาของคนด้วย ภายหลังเทวดาอารักษ์เห็นความทุกข์ของบุดคลทั้งส่ี จึงชุบชีวิต
สวุ รรณสามและบนั ดาลใหด้ าบส ดาบสนิ ีทั้งสองมีดวงคาปกติดงั เดิม
สุวรรณสามและสัตว์ป่าที่ล้อมรอบตัว ขณะสุวรรณสามออกไปตักน้า
ให้บิดามารดา และสังเกตเกตเคร่ืองแต่งกายของสุวรรณสาม ซ่ึงห่ม
หนังสัตว์อย่างเป็นไปตามธรรมชาติผิดกับภาพเขียนสุวรรณสามสมัย
อยุธยาตอนปลาย ที่ตาหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ ซ่ึง
เขียนสุวรรณสามทรงเครื่องกษัตริย์ สวมชฎา เช่นเดียวกับภาพเขียน
สมัยรัตนโกสินทรต์ อนต้น เช่นทีว่ ัดสุวรรณสาม ธนบรุ ี
ที่มา : หนังสือวัดช่องนนทรี
เนมีราชชาดก
พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพระเนมีราช บาเพ็ญอธิบฐานบารมี มีกิตติศัพท์ว่าทรงประพฤติ
ธรรมและมีน้าพระทัยเผื่อแผ่ เลืองลือไปถึงสวรรค์ เหล่าเทพยดาจึงตกลงส่งมาตลีเทพบุตร นายสารถี มารับพระเนมี
ราชไปเที่ยวในเมืองนรกและเมืองสวรรค์ เมื่อทรงกลับมายังเมืองมนุษย์ ได้ทรงเล่าส่ิงซึ่งทรงเห็นให้พสกนิกรของ
พระองค์ฟัง อันเป็นการย้าถึงเรื่องนรกสวรรค์อันเป็นผลแห่งการกระทาของแต่ละคน ชาวเมืองจึงต่างพากันทคุณงาม
ความดี และอยรู่ ่วมกนั มาโดยสนั ติสุข วนั หนึ่งขณะทรงเครื่องใหญ่กัลบกประจาพระองค์ไดพ้ บพระเกศาหงอก จึงกราบ
ทูลให้ทรงทราบ หลังจากน้ัน พระเนมีราชก็ทรงสละราชสมบัติให้พระราชโอรส ส่วนพระองค์เองเสด็จออกบวช โดย
ปกติจิตรกรรมที่ปืนเรื่องพระเนมีราซนี้ มักเขียนเป็นภาพที่มาตลีขับราชรถทอง นาพระเนมีราชไปท่องเที่ยวยังเมือง
สวรรค์และเมืองนรก แต่จิตรกรรมที่วัดช่องนนทริในเรื่องนมีราชนี้ สภาพปัจจุบันลบเลือนมาก จนจับเรื่องราวไม่ได้ มี
เพียงลายเสน้ ใหเ้ หน็ ลาง ๆ เท่าน้ัน ว่าเปน็ เมืองนรก
มโหสถ
พระโพธสิ ัตว์ เสวยพระชาติเป็นมโหสถบาเพ็ญปัญญาบารมี กล่าวถึงพระเจ้าวิเทหะแห่งกรุงมิถิลา
ทรงมีบัณฑิตอยู่ในราชสานัก 4 คน คืนหนึ่งทรงสุบินนิมิตรว่าจะมีบัณฑิตอีก 1 คน มาสู่ราชสานักของพระองค์
(คือมโหสถ) ส่วนมโหสถเป็นบุตรของศิริวัฒกะเศรษฐี เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดา มีแท่งยาคิดมือออกมาด้วย ได้
ทาการรักษาบิดาและคนอื่น ๆ ให้หายจากโรคต่าง ๆ จึงได้ชื่อว่า มโหสถ เมื่อเด็กมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันถึงหนึ่ง
พันคน มโทสถได้แสดงภูมิปัญญาเหนือเด็กทั้งปวง เช่นเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ ได้อานวยการสร้างศาลาขนาดใหญ่
สาหรับผู้ดินทางและให้เป็นที่วิ่งเล่นสาหรับเด็กๆ ด้วยกัน ความมีปัญญาของมโหสถ ทาให้พระเจ้าวิเทหะขอให้มโหสถ
มาเป็นบัณฑิตคนที่ 5 ในราชสานักของพระองค์ ซึ่งมโหสถได้แสดงภูมิปัญญาในการทาศึกระหว่างพระเจ้าวิเทหะกับ
พระเจ้าจุลนีพรหมทัตแห่งอุตรปัญจาลนคร โดยการสร้างอุโมงค์จากใต้ปราสาทของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต มาออก
นอกกาแพงพระนคร ภายในอุโมงค์ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรเหมือนในพระราชฐาน มีประตูกลดามผนังถ้า มโหสถจึง
อุบายให้ลักตัวพระมารดา พระมเหสี ตลอดทั้งพระโอรสดของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต มาประทับภายในอุโมงค์เพี่อใช้
เป็นตวั ต่อรองกับพระเข้าจลุ นีพรหมทัต สดุ ท้ายท้ังสอง นครต่างกป็ รองดองกนั ดว้ ยดี เมื่อพระเจ้าวิเทหะส้นิ พระชนม์ลง
มโหสถได้มาเปน็ บณั ฑติ ในราชสานกั ของพระเจ้าจลุ นีพรหมทัตตามสัญญา
บรรดาไพรพ่ ลถอื ราชวตั ร ฉัตรธง ในขบวนทพั
ที่มา : หนงั สือวดั ช่องนนทรี
ภูรทิ ัตตช์ าดก
เสวยพระชาติเป็นพระภรู ทิ ัตต์บาเพ็ญศีลบารมีภวู ิทตั เปน็ ลกู พระยานากราช มักพอใจที่จะขึ้นมาบน
ฝ่ังจาศีลภาวนาอยู่เป็นเนืองนิตย์ จนวันหนึ่ง ได้พบพราหมณ์สองพ่อลูก จึงชวนมาอยู่ในนาคพิภพด้วยกัน พราหมณ์ผู้
พ่อมีจิตโลภจึงอุบายให้พราทมณ์อาลัมพายน์ ซึ่งเป็นเพื่อนลักตัวภูริทัตต์มา เอาตัวไปทรมานด้วยวิธีด่างๆ เช่น เอาตัว
ไปเที่ยวแสดงการละเล่นต่าง ๆ ในย่านชุมชน เพราะภูริทัตต์มีชาติกาเนิดเป็นนาค พี่น้องของภูริทัตต์ ได้ออกติดตาม
ภรู ทิ ตั ต์ เอาตัวกลับคืนมาได้ ภาพเขียนภูริทตั ต์ที่พระอโุ บสถวัดช่องนนทรีนอี้ ยู่ในสภาพลบเลือนจนจบั ใจความไม่ไดา้
จนั ทกุมารชาดก
พระโพธิสตั ว์บาเพ็ญขันติบารมี เสวยพระชาติเป็นพระ จันทกุมารโอรสพระเจ้าเอกราชแห่งกรุงบุป
ผวดี พระบิดามีพราหมณ์ ผู้ถวายอรรถธรรมชื่อกัณฑหาล แค่พราหมณ์ผู้นี้ไม่ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม คราวหนึ่งพระจันท
กมุ ารได้แก้ไขคาพพิ ากษาของกณั ฑหาลชาวเมืองจึงต่างพอใจทีจ่ ะใหพ้ ระ จันทกุมารตัดสินความ ทาให้กัณฑหาลเสื่อม
ลาภสักการไปเป็นอันมาก กัณฑหาลจึงเกิดความอาพาตและหาโอกาสแก้แต้นพระจันทกุมาร วันหนึ่งพระเจ้าเอกราช
สุบินนิมิตรเห็นเทวโลก มีแต่ความสวยงามรื่นรมย์ จึงใคร่จะได้เห็นสภาพที่แท้จริง กัณฑหาลได้โอกาส จึงทูลให้ทาพิธี
บูชายัญใหญ่ด้วยพระประยูรญาติ พร้อมสรรพสัตว์ทั้งปวง เพียงเพื่อหวังฆ่าพระจันทกุมารเพียงองค์เดียว อันถือเป็น
ทารณุ กรรม จึงเกิดอาเพศ เสียงฟ้าเสียงลมดังสน่ันครั่นครื้น เสียงร่าร้องระงมด้วยความหวาดกลัวจากเครื่องบูชายัญ
อันมีชีวิต เซ็งแซ่อยู่ท่ัวบริเวณ ทาให้พระเจ้าเอกราชทรงลังเลพระทัยที่จะแลกชีวิตเหล่านี้กับการได้เห็นเมืองสวรรค์
แต่กณั ฑหาลยังคงตอกย้าการจดั พธิ ีต่อไป ครั้นใกล้เวลาสงั หาร
พระอินทร์จึงปรากฎพระวรกาย ถือค้อนอันใหญ่ลงมาทาลายพิธี เกิดการโกลาหลวุ่นวาย ฝูงชนที่
แห่ล้อมดูพิธีอยู่ จึงต่างพากนั กลมุ้ รุมทารา้ ยกณั ทหาลจนถึงแกช่ วี ิต พร้อมน้ันกเ็ นรเทศพระเจ้าเอกราชออกไปจากเมือง
ยกพระจนั ทกุมารขึ้นครองนครต่อมา ซึง่ พระองค์ก็ปกครองบา้ นเมืองด้วยทศพิธราชธรรม และปรนนิบัติพระราชบิดาที่
ถกู เนรเทศไปอยู่นอกเมือง ใหไ้ ด้รับความสุขตามสมควรแกบ่ ูรพากรรม
พรหมนารทชาดก
พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพรหมนารท บาเพ็ญอุเบกขาบารมี กล่าวถึงพระเจ้าอังคติแห่งรัฐวิ
เทหะ ได้รับคาแนะนาจากอามาตย์ให้ละการทาคุณงามความดี แต่ให้หันกลับมาทรงใช้ชีวิตให้เพลิดเพลินในทางโลก
เจ้าหญิงรูจา พระราชธิดา จึงทรงวิงวอนเทพยดาให้ดลพระทัยพระราชบิดาให้ประพฤติธรรม พระพรหมนารจึงลง
มายังเมืองมนุษย์พร้อมหาบทองคา สาแหรกเป็นฟักทองคา ข้างหนึ่งเป็นคนเทน้าทองคา ด้วยประสงค์จะให้นางรุจาได้
ใช้ทาบญุ ทาทานเมื่อพระเจ้าอังคติไดท้ รงสดบั ธรรมจากพรหมนารท จึงทรงละการทาบาปทั้งปวง
พระอินทรถ์ อื ค้อนเหล็ก ลงมาทาลายพธิ ีบชู ายัญ หักฉัตร เร่ืองพระ
จันทกุมารขาดก อันเป็นช่องที่ติดผนังค้านหลังทางขวามือพระ
ประธานข้อนในพิธี ต่างแตกตื่นเมื่อพระอินทร์ลงมาทาลายพิธี
สังเกตที่เปลวเพลิง ซ่ึงเขียนเป็นกนกเปลวสีแดง อันเป็นลักษณะ
ของลวคลายไทย
ที่มา : หนังสือวัดช่องนนทรี
พระวธิ รู
วิธูรชาดกพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิตบาเพ็ญสัจจบารมีวิธุรบัณฑิตเป็นนักปราชญ์
ประจาราชสานักพระเจ้ากรุงอินทปัตตมีชื่อเสียงว่าปัญญาหลักแหลมจนนางวิมาลานางพญาแห่งชาวนาคใครจะได้ฟัง
ธรรมะจากวิธุรบัณฑิตนางจึงแสร้งทาป่วยและขอหัวใจของวิธูรมาเป็นยารักษาในที่สุดปุ ณ ณ กะยักษ์ซึ่งหลงรักลูก
สาวของนางวิมาลาก็รับอาสาไปเอาหัวใจของวิธุรมาให้ด้วยเข้าใจผิดคาว่าหัวใจซึ่งในความหมายของนางวิมาลาคือ
ปัญญาของวิธูรปุ ณ ณ กะยักษ์จึงขี่ม้าวิเศษของตนเหาะไปเมืองอินทปัตต์แล้วพนันกับพระเจ้ากรุงอินทปัตตในที่สุดปุ
ณ ณ กะยักษ์ชนะพนันสภาได้ตัววิธีรมาพาเหาะมาโดยพยายามทาให้วิธีรตกใจเพื่อให้พลัดตกจากม้า แต่วิธูรไม่เป็น
อันตรายภายหลังวิธูรได้แสดงธรรมะแก่ปุ ณ ณ กะยักษ์รวมท้ังพระราชาและพระราชินีแห่งนาคกับบรรดานาค
ท้ังหลายก่อนทีป่ ุ ณ ณ กะยักษ์จะพาตัววิธุรกลับมาส่งเมืองอนิ ทปัตต์
ภาพเต็มคฤหาสน์ของวิธรู
ทีม่ า : หนงั สือวดั ช่องนนทรี
พระเวสสันดร
เวสสันดรชาดกหรือมหาชาติชาดกพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรบาเพ็ญทานบารมี
อันเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระเวสสันดรเป็นโอรสพระเจ้า สัญชัยและพระนางผุสดีแห่ง
นครเชตุตรมีพระชายาคือพระนางมัทรีและโอรสธิดาคือชาลีกั ณ หาคราวหนึ่งเกิดฝนแล้งในแคว้นกาลิงค์รัฐพราหมณ์
5 คนจึงเดินทางมาขอชา้ งปจั จยั นาเคนทร์อันเป็นช้างมงคลที่เมืองใดได้ไปจะบันดาลให้ฝนตกพืชพันธ์ุอุดมสมบูรณ์พระ
เวสสันดรซึ่งมีพระทัยจดจ่อกับการให้ทานอยู่แล้วจึงโปรดพระราชทานให้ไปเป็นเหตุให้ชาวเมือง เชตุตรโกรธแค้นให้ขับ
ไล่พระเวสสันดรออกไปเสียพระชายาพระโอรสธิดาทูลขอตามเสด็จด้วยสี่กษัตริย์ออกเดินทางไปยังเขาวงกตบาเพ็ญ
พรตอยู่ในป่าโดยสงบต่อมาพระเวสสนั ดรได้ยกสองกุมารให้ชชู กพราหมณข์ อทานเข็ญใจและยกนางมัทรีให้ท้าวสักกะที่
แปลงรา่ งมาชิงทูลขอก่อนคนอืน่ สว่ นชชู กพาสองกมุ ารเดนิ หลงทางไปนครเชตุตรพระเจ้าสญชัยจึงขอไม่ตัวสองกุมารไว้
ชูชกน้ันบริโภคจนท้องแตกตายพระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดีพร้อมพระนัตตาท้ังสองเสด็จออกไปรับพระเวสสันดร
และพระนางมัทรีเมื่อหากษัตริย์พบกันต่างกันแสงสลบไสลจึงเกิดปาฏิหาริย์คือฝนโบกขรพรรษตกต้องพระองค์ทาให้
พื้นคืนพระสติก่อนจะเสดจ็ กลบั คืนพระนคร
พรานเจตบุตร กาลงั โก่งหน้าไม้ไปที่ชชู ก ซง่ึ หนีขนึ้ ไปอยู่บนยอดไม้ มีสุนัขของ
พรานเจตบตุ รไล่ขนึ้ ไป
ภาพเขียนส่วนนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าจิตรกรเขียนต้นไม้ ก้อนกับธรรมชาติด้วย
เส้นอนั สวยงามแบบจีนและเต็มที่ที่พร้อมกับจัดระยะช่องไฟอันบริบูรณ์แบบ
ตวั ลายโดยแท้
ที่มา : หนังสือวัดช่องนนทรี
เทคนิคการเขียน
ภาพเขียนวัดช่องนนทรี บางตอนได้พยายามเขียนแบบให้มีเส้นพุ่งเป็นระยะใกล้ - ไกล
(Perspective) เช่นภาพปราสาท พระระเบียงและอาคารบางตอน แต่ดูขัดตา เพราะไม่มีความชานาญพอ บ่งถึงว่า
ภาพเขียนเส้นและภาพพิมพ์ของฝรั่งได้แพร่หลายเข้ามาบ้าง ภาพบ้านของพระวิธูร ปลูกเป็นตึกสองช้ัน แบบบ้าน
ฝร่ัง มีช่องโค้งแหลมที่ใต้ถุน ท้ังบ้านเต็มไปด้วยผู้คนและบ่าวไพร่ เช่น บ่าวหญิงชายคู่หนึ่งกาลังตาข้าว บ้างก็ทา
การอื่นๆ บ้างก็ลักลอบเสพสมกัน เป็นศิลปะกามวิสัย (Erotic Art) มีบ่าวคนอื่นๆ แอบดูกันอย่างโจ่งแจ้ง ภาพ
เหล่านี้มิใช่แสดงถึงความลามกแต่ประการใด หากแต่หวังจะให้เป็นมุขตลกเฮฮากันในยามที่อารมณ์ต้องการ ภาพ
ศิลปกามวิสัยเช่นนี้ มีทุกชาติทุกภาษา แม้ในภาพเขียนไทยก็มีแสดงให้เห็นอยู่หลายแห่ง เช่นที่วัดไชยทิศ วัด
สวุ รรณารามหรือวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม เปน็ ต้น
การเขียนตน้ ไม้
เฉพาะรูปที่มีลาต้น จะเขียนบิดเบี้ยวแบบจีน ตัวดอกไม้อาจมีขนาดใหญ่ ไม่สัมพันธ์กับ
ขนาดของใบแต่ก็มิใช่เรื่องน่าประหลาดประการใด เพราะจิตรกรมุ่งในแง่การตกแต่งอยู่ พุ่มไม้ เหนือยอดปราสาทใน
ช่องวิธูรชาดกนั้น บางทีก็ระบายพุ่มด้วยสีนวลอ่อน สีเขียว หรือสีแดงก็มีตัดเส้นด้วยสีแดงหยักๆ พอเป็นที มิได้
ประดิดประดอยเขียนใบไม้เป็นใบ ๆ จึงเป็นวิธีการอีกแบบหนึ่งที่ชวนให้น่าทึ่งอย่างย่ิง การเขียนภูเขาน้ันก็คงเอาแบบ
มาจากจนี นัน่ เอง ส่ิงที่น่าศึกษาก็คือ ภาพขบวนช้างม้าที่แห่แหน ไพร่พลแต่งตัวถือของแปลกกันไป บ้างก็ถือ ฉัตร ธง
พดั จามร ฯลฯ บ้างก็สวมเสื้อครยุ สวมลอมพอก ทานองจะใหเ้ ปน็ เทวดา บางคนสวมเสื้อครุยสีแดงหรือสเี ขียวก็มี ดกู ็
ไมแ่ ตกต่างกับภาพเขียนทีว่ ัดยม อยุธยา เท่าไรนกั (ปัจจุบนั ภาพจาลองจากวัดยม อยู่ทีห่ อสมุดแหง่ ชาติ)
สถานที่ต้ังและการเดนิ ทาง
วัดช่องนนทรี แขวง ชอ่ งนนทรี เขต ยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
การเดินทาง https://goo.gl/maps/TyxLYqB362dhHSdZ8
รถประจาทาง 180 อู่เมกา - อู่สาธปุ ระดิษฐ์
77 อู่สาธปุ ระดิษฐ์ หมอชิตใหม่
BRT ลงสถานีวัดช่องนนทรี
รถแทก็ ซ่ี
รถส่วนบคุ คล
วัดช่องนนทรี
พระอโุ บสถเกา่ และจติ รกรรมฝา
วผนดั ังชอ่ งนนทรี
พระอุโบสถเก่าและจติ รกรรมฝา
ผนัง