The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by SS 023 Waraporn Kanchana, 2023-09-06 05:21:27

สภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่ออารยธรรมอนุทวีปอินเดีย

จัดทำโดย นางสาววราภรณ์ กันชนะ

สภาพภูภูภู มิ ภู มิ มิ ศมิ ศาสตร์ร์ ร์ ที่ ร์ ที่ ที่ มีที่ มี มีมี อิอิ อิ ทอิ ทธิธิ ธิ พ ธิ พลต่ต่ ต่ อ ต่ ออารยธรรม อนุนุนุท นุทวีวี วีปวีอิอิ อิ นอิ นเดีดี ดี ยดี ย


คำ นำ รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สากล ชั้นปีที่3 เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมอนุทวีปอินเดีย และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำ ลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ นางสาวราภรณ์ กันชนะ


สารบัญ เรื่อง คำ นำ สารบัญ ๑. ความหมายของอนุทวีปเอเชีย ๒. ฐานะของอนุทวีปอินเดียในโลกโบราณ ๓. ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของอนุทวีปอินเดีย ๔. สภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ของอนุทวีปอินเดีย ๔.๑ เขตเทือกเขาและช่องเขา ๔.๒ เขตฮินดูสถาน ๔.๓ เขตที่ราบสูงและทะเลทราย ๔.๔ เขตทมิฬ หรือ เขตใต้ไกล ๕. ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ในอนุทวีปเอเชีย ๕.๑ เผ่าพันธุ์ทราวิฑ ๕.๒ เผ่าพันธุ์อารยัน ๕.๓ เผ่าพันธุ์มองโกลอยด์ ๕.๔ เผ่าพันธุ์เตอร์ก ๖. ความหลากหลายของภาษาในอนุทวีปอินเดีย ๖.๑ กลุ่มภาษาทราวิท ๖.๒ กลุ่มภาษาอินโด - ยุโรเปรียน ๖.๓ กลุ่มภาษาทิเบต - พม่า ๖.๔ กลุ่มภาษามุนดา หน้า ก ข-ค ๑ ๒ ๒-๓ ๔ ๕ ๖-๗ ๗-๘ ๘-๑๕ ๑๕ ๑๕ ๑๖ ๑๖ ๑๖-๑๗ ๑๗ ๑๘ ๑๘-๑๙ ๒๐ ๒๐


๗. ความหลากหลายของวรรณคดี ศาสนา สังคม และการเมือง๘. ความเป็นเอกภาพของอนุทวีปอินเดียในด้านต่างๆ๘.๑ เอกภาพด้านภูมิศาสตร์๘.๒ เอกภาพด้านเผ่าพันธุ์๘.๓ เอกภาพด้านภาษา๘.๔ เอกภาพด้านตัวอักษรแบบเขียนหนังสือ๘.๕ เอกภาพด้านวรรณคดี๘.๖ เอกภาพด้านสังคม๘.๗ เอกภาพด้านจารีตประเพณี๘.๘ เอกภาพด้านวัฒนธรรมและศาสนา๘.๙ เอกภาพด้านการเมือง๙. บทนิยามวัฒนธรรมและอารยธรรม๙.๑ วัฒนธรรม๙.๒ อารยธรรมมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมบรรณานุกรม ๒๐-๒๑๒๑๒๒๒๓๒๓๒๓๒๓๒๔๒๕๒๕-๒๖๒๖-๒๗๒๗๒๗-๒๘๒๘-๓๑๓๒


สภาพภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมอนุทวีปอินเดีย ๑.ความหมายของอนุทวีปอินเดีย หมายถึง ภูมิภาคเอเชียใต้ในปัจจุบัน เดิมเรียกว่า ชมพูทวีป ส่วนคำ ว่า อินเดีย มาจากชื่อของแม่น้ำ สินธุ คำ นี้ได้ปรากฏในจารึกของ พระเจ้าดาริอุส กษัตริย์อนุทวีปอินเดียหมายถึงองค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์อาคีเม เนีย ของเปอร์เซีย คำ ว่า สินธุ เป็นภาษาสันสกฤตชาวเปอร์เชียเรียกคนที่ อาศัยอยู่ในบริเวณทางตะวันออกของลุ่มแม่น้ำ สินธุว่า คำ ว่า ฮินดู เป็นภาษา เปอร์เซีย แปลว่า แม่น้ำ สินธุ ด้วยเหตุนี้ชาวเปอร์เชียจึงเรียกดินแดนใน บริเวณนี้ว่าฮินดูสถาน ซึ่งหมายถึงอาณาจักรที่ตั้งอยู่เลยบริเวณลุ่มแม่น้ำ สินธุ ออกไปทางตะวันออก ครั้นเวลาต่อมาชาวกรีกซึ่งได้เข้ามาปกครองดินแดน แถบนี้เรียกชาวฮินดูว่าอินโดส แล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น อินดุส และเป็น อินเดีย ในที่สุด ครั้นเมื่อชาวยินดูได้ขยายอาณาเขตการปกครองของตนออกไปคำ ว่า "อินเดีย"จึงหมายถึงดินแดนที่กว้างขวางขึ้นเป็นลำ ดับ กระทั่งเป็นชื่อเรียก อนุทวีปและแล้วเป็นชื่อของประเทศอินเดียในที่สุด แต่ชาวอินเดียผู้ที่นับถือ ศาสนาฮินดูนิยมเรียกประเทศของตนว่า ภารตวรรษ แปลว่า ถิ่นที่อยู่ของชาว ภารตะ และเรียกตนเองว่า "ภารต"เพราะชาวอินเดียเชื่อว่าพวกตนได้สืบเชื้อ สายมาจากท้าวภรต กษัตริย์องค์แรกในนิยายปรัมปราที่ระบุว่าพระองค์ประสูติ จากท้าวทุษยันต์และนางศกุนตลา ท้าวภรตเป็นต้นวงศ์ของพวกกษัตริย์ปาณ ทพและเคารพผู้ทำ มหาสงครามในมหากาพย์ภารตะ


๒. ฐานะของอนุทวีปอินเดียในโลกโบราณ เอเชียในสมัยโบราณเป็นทวีปสำ คัญมากที่สุด มนุษย์ยุคต้นในบริเวณ แถบเอเชียนี้ได้สร้างอารยธรรมยิ่งใหญ่ไว้นั่นคืออารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมจีน อารยธรรมเปอร์เซียและอารยธรรมของประ เทศอื่นๆ ศาสนายิ่งใหญ่ทุกศาสนาล้วนเกิดขึ้นในเอเชียศาสนายิ่งใหญ่ เหล่านั้นมีคริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาอยู่ดา ศาสนาโซโลอัสเตอร์ ศาสนาพราหมณ์ฮินดู ศาสนาเชน พระพุทธศาสนา ศาสนาเต๋าและศาสนา คงจื๊อ และในทวีปยิ่งใหญ่นี้อนุทวีปอินเดียมีบทบาทสำ คัญมากด้วย ๓. ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของอนุทวีปอินเดีย ประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง ย่อมได้รับอิทธิพลจากภูมิศาสตร์เสมอ อนุทวีปอินเดียในสมัยโบราณมีความกว้างใหญ่ไพศาล และลักษณะของ ภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ แบ่งออกเป็น ๔ ภาค แต่ละภาคมีลักษณะเฉพาะ และลักษณะพิเศษของต้นลักษณะที่แตกต่างกันเหล่านั้นมีอยู่ทั้งทาง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ความกว้างใหญ่ไพศาลของอนุทวีปอินเดียนั้นได้สร้างความแตกต่างกัน มากทั้งทาง ภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา สังคมและการเมือง แต่ขณะเดียวกันก็มีเอกภาพ แห่งชาติอันเป็นพื้นฐานในความแตกต่างเอกภาพนั้นยังไม่มีใครขัดขวาง และไม่มีใครขึ้นหน้า


ประวัติศาสตร์เป็นผลมาจากอำ นาจยิ่งใหญ่ ๒ ประการคือ สิ่งแวดล้อมและบุคลิกภาพ การศึกษาสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นสิ่งจำ เป็นเพื่อให้ ได้รู้ลักษณะนิสัยของบุคคลแต่ละคนฉันใดลักษณะของประเทศก็กำ หนด โดยภูมิศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ฉันนั้น อีกนัยหนึ่ง สภาพทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจและศาสนาของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้ของยุคนั้น ริชาร์ด ฮักไลท์ นักเขียนคนหนึ่งได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า วิชาภูมิศาสตร์และวิชาคำ นวณ วันเดือนปีเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ นั่นคือเป็นตาขวาและตาซ้ายของประวัติศาสตร์ ประวัติศาตร์ของอนุทวีป อินเดียก็มีลักษณะคล้ายกับของประเทศอื่น นั่นคือผู้ศึกษาไม่อาจเข้าใจได้ หากไม่เข้าใจสภาพทางภูมิศาสตร์ ลักษณะเด่นทางภูมิศาสตร์ของอนุทวีปอินเดียได้แก่ ความแตก ต่างกันอย่างมากระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ ภาคตะวันออกกับภาคตะวันตก โดยตรงกันข้ามกับขนาดที่ค่อนข้างเล็กของภูมิภาคนี้ เช่น เทือกเขาหิมาลัย ในทิศเหนือและมหาสมุทรในทิศใต้ ส่วนทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ได้แค่ อนุทวีปอินเดียที่เหลือของอินเดีย ลักษณะเช่นนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำ ไม ประวัติศาสตร์ของอนุทวีปอินเดียในยุคต้นต้นๆ ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อ ประวัติศาสตร์อินเดีย เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ทำ ลายความ เชื่ออันเร้นลับเกี่ยวกับยอดเขาหิมาลัยที่สูงตระหง่านและมีหิมะปกคลุมตลอด ปี แท้จริงเทือกเขาหิมาลัยทำ หน้าที่เป็นกำ แพงธรรมชาติแยกอนุทวีป อินเดียออกจากส่วนที่เหลือของทวีปเอเชียเท่านั้น


๔. สภาพภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ของอนุทวีปอินเดีย อนุทวีปอินเดียหรือเอเชียใต้มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมยื่น เข้าไปในมหาสมุทรอินเดีย ทิศตะวันออกติดกับอ่าวเบงกอล ทิศตะวันตก ติดต่อทะเลอาหรับ ทิศเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเทือกเขา หิมาลัยและเทือกเขาฮินดูกูษ หรือเทือกเขาฮินดูกูช ก็เขียนว่าการที่อนุทวีป อินเดียล้อมรอบด้วยพรมแดนธรรมชาติ คือเทือกเขาทางทิศเหนือ เทือกเขา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทะเล มหาสมุทรทางทิศตะวันตก ทิศใต้และ ทิศตะวันออกนั้นมีความสำ คัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ เพราะแบ่งแยกอนุ ทวีปอินเดียออกจากส่วนอื่นๆ ของเอเชีย ส่งผลให้ดินแดนบริเวณนี้มี ลักษณะโดดเดี่ยวและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของประชาชนในอนุทวีปอินเดีย นั่นคือทำ ให้อนุทวีปอินเดียมีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ของตนเองแล้วยังสามารถรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมและอารยธรรมมาแต่ อดีตสมัยถึงปัจจุบันสมัยลักษณะภูมิประเทศของอนุทวีปอินเดียแบ่งออกเป็น ๔ เขตใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้


๔.๑ เขตเทือกเขาและช่องเขา พรมแดนทางเหนือและภาคตะวันตกเฉียง เหนือ ประกอบด้วย เทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขายินดูกูช สูงตระหง่าน ทอดยาวเป็นแนวขนานไปตามพรมแดนจากรัฐแคชเมียร์ หรือกัศมีร์ในทิศ ตะวันตกไปยังรัฐอัสสัม ในทิศตะวันออกความยาวมีประมาณ ๑,๕๐๐ ไมส์ และกว้างประมาณ ๑๕๐ ถึง ๒๐๐ ไมล์ ยอดเขาที่สูงที่สุดชื่อ เอเวเรสต์นะ โดยสูงประมาณ ๒๙, ๑๔๒ ฟุต อยู่ในเขตประเทศเนปาล หรือสหพันธ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล นอกจากนี้ยังมีภูเขาอื่นๆ เป็นต้นว่า ภูเขา ฮินดูกูช ภูเขาสุไลมาน และ ภูเขากิรธาร์ อยู่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนภูเขาขาสี ภูเขาเชนยา ภูเขาปาตกอย และภูเขาหลูไซ เป็นเทือกเขา ด้านตะวันออกภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียมีช่องผ่านหลายช่องข้าม ช่องภูเขายินดูกูช และในบรรดาช่องภูเขาเหล่านั้นช่องภูเขาไคเบอร์ ภูเขา โดง ภูเขาการา กูร์รัม ภูเขาโคมาลส์ และภูเขาโพลันมีความเด่นมากที่สุด ทางผ่านช่องภูเขาทั้งหลายเหล่านั้นในสมัยโบราณได้ทำ หน้าที่เป็นสายธาร แห่งการแลกเปลี่ยนการค้าและวัฒนธรรมระหว่างอนุทวีปอินเดียกับประเท ศอื่นๆ นอกจากนี้ พวกที่เข้ามารุกรานอินเดียเกือบทุกพวก รวมทั้งพวก อารยันเปอร์เชีย มาซิโดเนีย ซีเถียน ปาร์เถียน ศกะกุษาณ ฮั่นหรือหณะ อาหรับ เตอร์ก มองโกล มูผัลหรือมูพุล และอัฟมาน เป็นต้น ได้เดินทางสู่ รัฐปัญจาบ โดยผ่านช่องภูเขาเหล่านั้น พวกรุกราน ส่วนมากได้เข้าไปใน ฐานะนักปล้นสะดมทรัพย์สมบัติแต่พวกเขาเหล่านั้นได้ติดใจในผืนแผ่นดิน อินเดียมาก กระทั่งพวกเขาได้สร้างที่ดินผืนนี้เป็นบ้านเมืองของพวกตน พวกเขาไม่เพียงนำ ดาบและปืนติดตัวไปเท่านั้น


แต่พวกเขาได้นำ วัฒนธรรมและขนบประเพณีติดตัวไปเผยแพร่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกนักสอนศาสนา นักท่องเที่ยว พ่อค้า และนักเผยแพร่ วัฒนธรรมต่างๆ ได้เดินทางข้ามช่องภูเขาเหล่านั้นเข้าไปสู่อินเดีย และได้ กลายเป็นสื่อในการแพร่วัฒนธรรมและอารยธรรมอินเดียอย่างกว้างขวาง ดังนั้น เทือกเขาหิมาลัยจึงได้ป้องกันชาวอินเดียให้ปลอดการรุกรานจากชาว ต่างประเทศเป็นเวลานาน และรักษาอินเดียเหนือให้อยู่โดดเดี่ยวแยกจาก ส่วนอื่นของโลก ๔.๒ เขตฮินดูสถาน อนุทวีปอินเดียเป็นภูมิภาคที่มีแม่น้ำ หลายสาย เขต ฮินดูสถานเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ คงคาอันกว้างใหญ่ แผ่จากอ่าวเบงกอลไปยัง ทะเลอาหรับ" โดยมีความยาวประมาณ ๒,๐๐๐ ไมส์ และกว้าง ๑๕๐ ถึง ๒00ไมล์ แม่น้ำ สายสำ คัญ ๓ สาย ได้แก่แม่น้ำ สินธุ แม่น้ำ คงคา และ แม่น้ำ พรหมบุตร มีต้นน้ำ เกิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านทุ่งราบอันกว้าง ใหญ่นั้น แต่หากอนุทวีปอินเดียขาดแม่น้ำ เหล่านั้นและแควต่างๆ ของ แม่น้ำ ทั้ง ๓ สายเหล่านั้นแล้ว ทุ่งราบอันกว้างใหญ่อาจกลายเป็นทะเล ทรายแทนที่เป็นภูมิภาคที่สมบูรณ์ ที่ราบลุ่มแม่คงคามีความอุดมสมบูรณ์ ที่สุด และเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิฮินดูมุสลิม และอังกฤษในเวลาต่อมา ความรุ่งเรืองของภูมิภาคนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นมูลเหตุที่นำ ความลำ บาก มาให้แก่ผู้อาศัย เพราะทรัพย์สมบัติมากมหาศาลแห่งภูมิภาคนั้น


เป็นบ่อเกิดแห่งความยั่วยวนชวนชาวต่างชาติเป็นเวลาหลายศตวรรษ บริเวณ นั้นเป็นจุดแห่งการจลาจลทางการเมืองและวัฒนธรรม เมืองสำ คัญๆ มี เป็นต้นว่า พาราณสี อัลลาหะบาด ปาฎลีบุตร อัครา และเดลี อยู่ใน ภูมิภาคนั้น และภูมิภาคนั้นเป็นประจักษ์พยานให้เห็นความเจริญและความ เสื่อมแห่งอาณาจักรใหญ่ๆ ในสมัยโบราณ จักรพรรดิ่ยิ่งใหญ่หลายองค์ผู้ ครองตำ แหน่งเด่นและสง่าผ่าเผยในประวัติศาสตร์อินเดียล้วนเกิดและ รุ่งเรืองในภูมิภาคฮินดูสถานนั้น ๔.๓ เขตที่ราบสูงและทะเลทราย เทือกเขาวินธัย แยกออกจากส่วนใต้ของ อนุทวีปอินเดีย บริเวณนี้ทอดยาวจากเทือกเขาวินชัยไปยังแหลมโกโมริน ซึ่งเรียกว่า เขตเดดคาน และบริเวณนั้นเป็นเนินลาดจากทิศตะวันตกไปยัง ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกนั้นมีภูเขามาตส์ตะวันตก ตั้งอยู่ ส่วนทิศตะวัน ออกมีภูเขามาตส์ตะวันออกตั้งอยู่ แม่น้ำ สายสำ คัญในเขตทักษิณนั้นมีแม่น้ำ มหานที กาวีริ กฤษณา โคทาวรี นรพทาหรือนรมทา และตับติ บริเวณทางด้านใต้ของแม่น้ำ กฤษณาและแม่ น้ำ ตุงคภัทรา เรียกว่า ใต้ไกล รัฐไมซอร์ และทมิฬนาทู เป็นเขตแบ่ง บริเวณที่ราบสูงเดคคาน อิทธิพลสำ คัญประการหนึ่งของการแบ่งเขตตาม ธรรมชาติของอินเดียเหนือและอินเดียใต้ด้วยเทือกเขาวินธัย คือ ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคทั้ง ๒ นี้แยกออกจากกันและแตกต่างกันอย่างสิ้น เชิง


เทือกเขาสัตปุระ และเทือกเขาวินธัยปกคลุมไปด้วยป่าทึบ นอกจากนี้ การ ขาดวิธีการขนส่งได้ทำ ให้ชาวอินเดียเหนือและชาวอินเดียใต้แทบข้ามไปมา หาสู่กันไม่ได้ สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งธรรมดาที่ทำ ให้อินเดียใต้มี ประวัติศาสตร์การเมืองของตนแตกต่างกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การ รุกรานของชาวต่างชาติที่ดำ เนินอยู่ในภาคเหนือไม่มีผลต่อที่ราบสูงเดคคาน วัฒนธรรมของพวกทราวิฑ รุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคนี้แม้หลังจากพวกอารยัน ได้ ตั้งหลักเหล่งอยู่ในภาคเหนือกระทั่งเมื่อพวกมุสลิมได้ไปปราบและปกครอง ภาคใต้ยังเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและศาสนาของอินเดียอยู่ เวลาเกิดความ วิกฤตินั้นอินเดียใต้ได้ไปช่วยอินเดียเหนื่อ เป็นการช่วยให้ศาสนา วรรณคดี และวัฒนธรรมฮินดูอยู่รอด ๔.๔ เขตทมิฬ หรือเขตใต้ไกล เขตทมิฬอยู่ทางเหนือแม่น้ำ กาวีริ และ ถัดจากแม่น้ำ กฤษณาลงไปถึงภาคใต้สุดอันล้อมรอบด้วยทะเลเปิดทั้ง ๓ ด้านทางฝั่งมาลาบาร์และฝั่งโกโรแมนเดิลหรือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้มีหมู่ เกาะเล็กๆ เรียงกันคล้ายสะพานเชื่อมระหว่างพื้นดินใหญ่อินเดียกับศรีลังกา


เขตที่ราบสูงทางภาคใต้ของอินเดียมีสมรภูมิดีมากสำ หรับทหาร เทือกเขา ป่าทึบและภูมิประเทศผิดปกติเช่นนี้ทำ ให้ศัตรูข้าศึกไม่สามารถตีแตกราบ เรียบได้ ลักษณะเช่นนี้เป็นเพราะบุคคลแถบเขตทมิฬนั้นโดยปกติทำ งาน หนัก กล้าหาญ และอดทน สำ หรับความกล้าหาญและความชำ นาญทาง ทหารนั้น พวกมาราฐ" มีฐานะสำ คัญมากในประวัติศาสตร์อินเดีย ประชาชน ในบริเวณฑะเลเปิดทั้ง ๓ ด้านนั้น ได้ตระหนักถึงความสำ คัญของการ เดินเรือในสมัยแรกๆ บริเวณเขตใต้ไกลนั้นมีท่าเรือที่ดีหลายท่าเพื่อใช้ เป็นที่ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ผลสำ คัญอีกประการหนึ่งของลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์คือ ภาคใต้แยกออก ไปโดดเดี่ยวจากส่วนที่เหลือของโลกและมีผลประโยชน์ของตนเอง วัฒนธรรมของอินเดียเหนือในสมัยโบราณสามารถตั้งมั่นในภาคใต้ได้ ผู้ ศึกษาสังเกตตัวอย่างได้ว่าเมื่อพระพุทธศาสนาได้รับความนิยมสูงในภาค เหนือ ศาสนาฮินดูได้ตั้งมั่นอยู่ในภาคใต้ และหลังจากได้สร้างความยิ่ง ใหญ่ขึ้นมาใหม่ในอินเดียเหนือ นักปกครองของราชวงศ์ต่างๆ ในภาคใต้ มีเป็นต้นว่า ราชวงศ์อานธระ ราชวงศ์โจฬะ ราชวงศ์จารุกยะ ราชวงศ์ยวนะ ราชวงศ์ราษฎรกุฎะ ราชวงศ์ปัลลวะ ราชวงศ์ปาณฑยะ และราชวงศ์เกราละ' ได้ต้อนรับอย่างดีซึ่งอารยธรรมของอินเดียเหนือ นั่นเป็นเพราะความอยู่โดด เดี่ยวนี้เองของอินเดียใต้ อารยธรรมอินเดียโบราณจึงสามารถหาพบในภาค ใต้ของประเทศในเมื่ออินเดียเหนือได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมและอารยธรรม ของผู้รุกราน นอกจากนี้อินเดียใต้ได้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักร โบราณต่างๆ เป็นต้นว่า ชวา สุมาตรา พม่า ไทย และอาณาจักรอื่นๆ ใน อินโดจีน


อนึ่ง ลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ย่อมมีผลต่อประวัติศาสตร์และ ประวัติศาสตร์ ๑. ผลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อประวัติศาสตร์ มนุษย์และธรรมชาติเป็นพลัง สำ คัญ ๒ประการของประวัติศาสตร์มนุษย์ การพรรณนาการกระทำ และการ แสดงปฏิกิริยาซึ่งกันและกันของมนุษย์และธรรมชาตินั้นเป็นประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ แท้ที่จริง มนุษย์โดยพุทธิปัญญาของเขาแล้วพยายามฝึกฝน สถานการณ์ขึ้นตามเจตจำ นงของตน แต่ถึงกระนั้น ธรรมชาติหรือลักษณะที่ ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นย่อมเป็นสิ่งสำ คัญ ครั้นเมื่อมนุษย์มองเห็นความ สัมพันธ์ของภูมิศาสตร์กับประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิดแล้วจึงทราบว่า ภูมิศาสตร์เป็นฐานของความรู้ทั้งหมดทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของ ทุกประเทศก่อรูปร่างขึ้นมาจากภูมิศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ๒. ผลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมือง สภาพภูมิศาสตร์ย่อมมี อิทธิพลต่อประวัติศาสตร์การเมืองของแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง และแม้อนุทวีป อินเดียก็ไม่เว้นหลักข้อนี้ผลสำ คัญบางประการต่อประวัติศาสตร์การเมืองของ อินเดียมีดังต่อไปนี้ ๒.๑ ภูเขาหิมาลัยกว้างใหญ่ไพศาล และเทือกเขาทางทิศตะวันตกและ ทิศตะวันออกในภาคเหนือได้แยกอินเดียออกจากส่วนต่างๆ ที่เหลือของ เอเชีย ภูเขาหิมาลัยนี้เองได้ทำ ให้อินเดียและจีน แม้เป็นประเทศเพื่อน บ้านกัน แต่มีประวัติศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


๒. ผลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมือง สภาพภูมิศาสตร์ย่อมมี อิทธิพลต่อประวัติศาสตร์การเมืองของแต่ละชาติอย่างลึกซึ้ง และแม้อนุทวีป อินเดียก็ไม่เว้นหลักข้อนี้ผลสำ คัญบางประการต่อประวัติศาสตร์การเมืองของ อินเดียมีดังต่อไปนี้ ๒.๑ ภูเขาหิมาลัยกว้างใหญ่ไพศาล และเทือกเขาทางทิศตะวันตกและ ทิศตะวันออกในภาคเหนือได้แยกอินเดียออกจากส่วนต่างๆ ที่เหลือของ เอเชีย ภูเขาหิมาลัยนี้เองได้ทำ ให้อินเดียและจีน แม้เป็นประเทศเพื่อน บ้านกัน แต่มีประวัติศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ๒.๒ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียมีช่องผ่านภูเขาจำ นวนมาก ซึ่งชาว ต่างชาติได้ใช้เป็นช่องทางเข้ารุกรานอินเดีย พวกรุกรานบางพวกได้ตั้งหลัก แหล่งมั่นคงในภูมิภาคนั้น บางพวกได้ปล้นสะดมทรัพย์สมบัติแล้วจึงจากไป ช่องเขาเหล่านั้นได้ช่วยทำ หน้าที่เป็นนายทวารบาลเปิดประตูต้อนรับชาวต่าง ชาติให้เข้าสู่อินเดีย นอกจากช่องเขาเหล่านั้นแล้วพรมแดนทุกด้านของ อินเดียมีความปลอดภัย ๒.๓ ผู้ครองรัฐต่างๆ ในอนุทวีปอินเดียได้ละเลยการป้องกันพรมแดนทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และไม่ ได้สนใจความปลอดภัยของพรมแดน ผลที่หลีกเสี่ยงไม่ได้คือ อินเดียไม่ เดยเป็นชาติที่เข้มแข็งในด้านทหาร และอินเดียต้องเพลี่ยงพล้ำ ต่อศัตรูผู้ รุกรานประเทศบ่อยครั้ง


๒.๔ แม่น้ำ หลายสายของอินเดียไหลจากเทือกเขาหิมาลัยและไหลอยู่ ตลอดปีสถานที่ราบที่น้ำ ไหลผ่านกิดความดมสมบูรณ์และเจริญ ซึ่งถ้ามิเป็น เช่นนั้นอินเดียกลายเป็นทะเลทรายไป ๒.๕ อนุทวีปอินเดียมีภูเขาใหญ่ๆ ที่ราบกว้าง ทะเลกว้าง แม่น้ำ ใหญ่ และหุบเขาสวยงาม ลักษณะทางภูมิศาสตร์แบ่งอินเดียให้แตกต่างกันไป ผู้ ศึกษาอาจสังเกตเหตุผลของข้อนี้ได้ว่า อินเดียในสมัยโบราณไม่สามารถ รวมกันได้ทางการเมือง และมีอาณาจักรหรือรัฐเล็กๆ เป็นจำ นวนมาก ๒.๖ ภูเขาวินธัยแบ่งอนุทวีปอินเดียเป็น ๒ ภาค คือ ภาคเหนือและภาค ใต้เนื่องจากการแบ่งประเทศตามธรรมชาติ ประวัติศาสตร์อินเดียเหนือจึง แตกต่างจากประวัติศาสตร์อินเดียใต้โดยสิ้นเชิง การรุกรานของชาวต่างชาติ และความปั่นป่วนทางการเมืองของอินเดียเหนือไม่อาจมีผลต่ออินเดียใต้ ความแตกต่างกันเช่นนี้ในประวัติศาสตร์เป็นผลของลักษณะทางภูมิศาสตร์ ๒.๗ แม่น้ำ สายใหญ่ที่มีต้นน้ำ เกิดมาจากภูเขาหิมาลัย เช่น แม่น้ำ คงคา แม่น้ำ แม่น้ำ พรหมบุตร ได้ทำ ให้บริวณที่ราบทางภาคเหนือมีความอุดม สมบูรณ์ และ เหตุให้ชาวต่างชาติเข้าไปรุกรานแล้วปลันสะดมทรัพย์สมบัติ เช่น มาห์มูด แห่งอาณาจักรมาชนีและมุฮัมหมัด แห่งอาณาจักรผุรี ได้ เข้าไปโจมตีภูมิภาคนี้ และทุกครั้งพวกรุกรานเหล่านั้นได้นำ ทรัพย์สมบัติ เงินทอง และเพชรพลอยติดตัวไป และเป็นอยู่อย่างนี้หลายศตวรรษ นอกจากนี้ภาคเหนือยังเป็นสมรภูมิทางการเมืองและกิจกรรมทางวัฒนธรรม และจักรพรรดิยิ่งใหญ่หลายองค์


เป็นต้นว่า พระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้ากนิษกมหาราช พระเจ้าสมุทรคุปต์ พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ ๒ วิกรมาทิตย์ พระเจ้าหรรษวรรธนะ สุลด่านอะลาอุด ดีนจักรพรรดิอักบาร์มหาราช เหล่านี้ล้วนเป็นมรดกของภาคเหนือ เมือง สำ คัญฯ เป็นต้นว่าปาฏลีบุตร อัครา เดลี พาราณสี อัลลาหะบาด มูลตาน และลาฮอร์ ตั้งอยู่ในภาคเหนือ ๒.๘ สภาพภูมิศาสตร์ได้ก่อให้เกิดสมรภูมิในภาคเหนือ สมรภูมิที่สำ คัญ ได้แก่ปนิปัต ตาเรน และกุรุเกษตร ๓. ผลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ของอินเดียไม่เพียงมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ การเมืองเท่นั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของอินเดียด้วย ตัวอย่างที่สังเกตเห็นได้มีดังต่อไปนี้ ๓.๑ สำ หรับวงการวัฒนธรรมนั้น การส่งเสริมอินเดียเหนือมียิ่งใหญ่มาก ทรัพย์สมบัติและความอุดมสมบูรณ์ของภาคเหนือได้ทำ ให้คนรักความสงบ และเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เมื่อบุคคลมีอิสระจากความกังวล และเรื่องความเป็น อยู่ เขาก็มีเวลาพอในการสร้างสมศิลปกรรมและวรรณคดี พระเวทเป็น ขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลของอินเดีย ศิลปกรรมและหัตถกรรมมีความเจริญ มากในยุครชวงศ์เมารยะและราชวงศ์คุปตะ ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมใน อินเดียเหนือสืบเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์เป็นสำ คัญ ๓.๒ สภาพภูมิศาสตร์ได้ทำ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอินเดียใต้ ปลอดภัยมากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอินเดียเหนือ เหตุผลข้อ หนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ อินเดียใต้ได้ป้องกันวัฒนธรรมและอารยธรรมไว้ได้ใน ขณะที่อินเดียเหนือต้องเผชิญกับการโจมตีของชาวต่างชาติผู้เข้ามารุกราน


เป็นต้นว่า พระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้ากนิษกมหาราช พระเจ้าสมุทรคุปต์ พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ ๒ วิกรมาทิตย์ พระเจ้าหรรษวรรธนะ สุลด่านอะลาอุด ดีนจักรพรรดิอักบาร์มหาราช เหล่านี้ล้วนเป็นมรดกของภาคเหนือ เมือง สำ คัญฯ เป็นต้นว่าปาฏลีบุตร อัครา เดลี พาราณสี อัลลาหะบาด มูลตาน และลาฮอร์ ตั้งอยู่ในภาคเหนือ ๒.๘ สภาพภูมิศาสตร์ได้ก่อให้เกิดสมรภูมิในภาคเหนือ สมรภูมิที่สำ คัญ ได้แก่ปนิปัต ตาเรน และกุรุเกษตร ๓. ผลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ของอินเดียไม่เพียงมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ การเมืองเท่นั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของอินเดียด้วย ตัวอย่างที่สังเกตเห็นได้มีดังต่อไปนี้ ๓.๑ สำ หรับวงการวัฒนธรรมนั้น การส่งเสริมอินเดียเหนือมียิ่งใหญ่มาก ทรัพย์สมบัติและความอุดมสมบูรณ์ของภาคเหนือได้ทำ ให้คนรักความสงบ และเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เมื่อบุคคลมีอิสระจากความกังวล และเรื่องความเป็น อยู่ เขาก็มีเวลาพอในการสร้างสมศิลปกรรมและวรรณคดี พระเวทเป็น ขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลของอินเดีย ศิลปกรรมและหัตถกรรมมีความเจริญ มากในยุครชวงศ์เมารยะและราชวงศ์คุปตะ ความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมใน อินเดียเหนือสืบเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์เป็นสำ คัญ ๓.๒ สภาพภูมิศาสตร์ได้ทำ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอินเดียใต้ ปลอดภัยมากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอินเดียเหนือ เหตุผลข้อ หนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ อินเดียใต้ได้ป้องกันวัฒนธรรมและอารยธรรมไว้ได้ใน ขณะที่อินเดียเหนือต้องเผชิญกับการโจมตีของชาวต่างชาติผู้เข้ามารุกราน


๓.๓ การค้าขายไม่ขยายตัวไปได้ไกลเพราะขาดวิธีการคมนาคมและมี อุปสรรคทางธรรมชาติอื่นๆ ครั้นเวลาล่วงมาถึงยุคราชวงศ์คุปตะ การค้าขาย ของอินเดียอยู่ในขั้นดีการที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะการออกไปตั้งถิ่นฐานและ เผยแพร่อารยธรรมอินเดียในต่างประเทศอินเดียจึงได้กลายเป็นอินเดียยิ่ง ใหญ่ ๕. ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ในอนุทวีปอินเดีย ประชากรของอนุทวีปอินเดียประกอบด้วย บุคคลหลายเชื้อชาติ หลายเผ่า พันธุ์ แต่เผ่าพันธุ์ที่สำ คัญและที่ควรกล่าวถึงมีดังต่อไปนี้ ๕.๑ เผ่าพันธุ์ทราวิฑ พวกทราวิฑเป็นชนผ่าดั้งเดิมซึ่งอาศัยอยู่ในอินเดีย มีผิวคล้ำ รูปร่างเตี้ย ชนผ่าดั้งเดิมอีกพวกหนึ่งของอินเดียคือ พวกทมิฬและ สิงหล พวกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยอยู่ทางภาคใต้ของอินเดีย และในศรีลังกา


๕.๒ เผ่าพันธุ์อารยัน ประชากรส่วนใหญ่ของอินเดีย ปากีสถาน และ บังกลาเทศเป็นชาติพันธุ์เดียวกับชนชาติกรีก โรมัน อิหร่าน เยอรมัน และ ซาวยุโรปตะวันตกอื่นๆ ๕.๓ เผ่าพันธุ์มองโกลอยด์ ชนเผ่านี้ได้อพยพมาจากเอเชียกลางลงสู่เอเชีย ใต้บางกลุ่มอาศัยอยู่ในเขตภูเขากาสีแห่งรัฐอัสสัม แถบภูเขาตอนเหนือ และตอนใต้ของสหภาพพม่าต่อลงไปยังคาบสมุทรมาเลเซียถึงหมู่เกาะ นิโคบาร์ ๕.๔ เผ่าพันธุ์เตอร์ก ชนผ่านี้ได้อพยพไปสู่อินเดียในสมัยที่พวกเตอร์กเรือง อำ นาจพวกเตอร์กได้กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอัฟกานิสถาน หรือรัฐอิสลามอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และมีปะปนอยู่ทางภาคตะวันตก เฉียงเหนือของอินเดีย


นอกจากชาติพันธุ์เหล่านี้แล้ว อินเดียยังมีชาติพันธุ์อื่นๆ อีก เป็นต้นว่า กรีก ศกะ ฮั่น อาหรับ อัฟฌาน และมูฆัลหรือมูผล ในปัจจุบันอินเดียมีเผ่า ชนดั้งเดิมและมีผู้อาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ และเข้ากันได้อย่างดี ความสวยงาม และลักษณะทางกายของชาวอินเดียแตกต่างกันในแต่ละภาค โดยสังเกต ตัวอย่างได้ว่า ชาวกัศมีร์มีผิวพรรณสวยและรูปร่างดี แต่ชาวอัสสัมขาด ลักษณะเช่นนี้ ๖. ความหลากหลายของภาษาในอนุทวีปอินเดีย อนุทวีปอินเดียมีภาษาพูดทั่วประเทศมากกว่า ๕00 ภาษา หากรวมภาษา ถิ่นก็มีมากกว่า ๘๐๐ ภาษา และภาษาถิ่นส่วนใหญ่มีผู้ใช้ประมาณไม่ถึง ร้อยละ ๒ ของประชากทั้งหมด ส่วนมากเป็นภาษาที่ใช้ตามพรมแดน แต่ กฎหมายรัฐธรรมนูญรับรอง ๑๔ ภาษาราชสำ นักอินเดียในสมัยโบราณใช้ ภาษาลันสกฤตเป็นภาษาราชการ ครั้นถึงสมัยราชวงศ์เตอร์ก(พ.ศ. ๑๗๔๙ - ๒๐๖๙) ปกครองอินเดียใช้ภาษาเปอร์เชีย เป็นภาษาราชการ ต่อมาสมัย ราชวงศ์มูมัล หรือโมมุล หรือมูมุล (พ.ศ. ๒๐๖๙ - ๒๔๐๑) ใช้ภาษอูรดู เป็นภาษาราชการแต่สมัยอังกฤษปกครองอินเดีย (พ.ศ. ๒๔๐๑ - ๒๔๙๐) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการและรัฐบาลอินเดียในปัจจุบันใช้ภาษายินดี เป็นภาษาราชการ แต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในทางราชการด้วย อย่างไรก็ตาม ภาษาที่สำ คัญในอนุทวีปอินเดียอาจแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม ใหญ่ดังต่อไปนี้


๖.๑ กลุ่มภาษาทราวิท เป็นภาษาดั้งเดิมของชนเผ่าทราวิทซึ่งเป็นชาวพื้น เมืองดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดียก่อนที่ซนเผ่าอินโด - อารยันเข้ามารุกราน ให้ต้องอพยพไปสู่ภาคใต้ของอนุทวีปอินเดีย ภาษที่สำ คัญในกลุ่มทราวิทมี ๔ ภาษา อันได้แก่ ภาษาทมิฬ เป็นภาษาเก่าแก่และสำ คัญที่สุดในกลุ่ม ภาษาทราวิทและเป็นภาษาหลักของรัฐทมิฬนาทูในปัจจุบันภาษาเตลุก เป็นภาษาของรัฐอานธรประเทศ ภาษากานาริส เป็นภาษาของรัฐไมซอร์ และภาษามาลยาฬัมของรัฐเกรละ ๖.๒ กลุ่มภาษาอินโด - ยุโรปเบียน เป็นภาษาในตระกูลเดียวกับภาษา กรีกภาษาละติน และภาษาเยอรมันในทวีปยุโรป ภาษาอินโด- ยุโรเบียน เป็นภาษาของชนเผ่าอินโด - อารยันที่ได้เข้ามารุกรานอนุทวีปเมื่อประมาณ ๓,๕00 กว่าปีมาแล้ว เป็นกลุ่มภาษาที่จำ นวนประชากรทั่วทั้งภาคเหนือและ ภาคกลางของอนุทวีปอินเดียลงไปจนถึงเขตทักษิณหรือเขตเดคคานใช้พูด กัน นอกจากนี้ยังมีการใช้พูดกันในบริเวณฝั่งตะวันตกไปถึงเมืองกัว หรือโค อา ศรีลังกา และมัลดีฟส์ ภาษาอินโด ยุโรเปียนแบ่งออกได้เป็น ๓ สมัย ตามวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ดังนี้


๑)ภาษาสมัยเก่า ได้แก่ ภาษาพระเวทที่ใช้ เขียนคัมภีร์พระเวท เมื่อประมาณปีที่ ๑๕๗ พุทธศักราช หรือปีที่ ๑,๕๐๐ ก่อนคริสต์ศักราช ครั้นเวลาต่อมาได้มีปราชญ์รวบรวมหลักเกณฑ์ ต่างๆของภาษาที่มีอยู่ในคัมภีร์พระเวทให้เป็น หมวดหมู่พร้อมทั้งหลักไวยากรณ์ เรียกว่า "ภาษาสันสกฤต ปรากฤตเป็นภาษาถิ่นของชน กลุ่มอินโดอารยัน ๒) ภาษาสมัยกลาง ได้แก่ ภาษาเผ่าต่างๆ ในครั้งพุทธกาล และภาษา บาลีซึ่งเป็นภาษาหนึ่งในภาษาปรากฤต โดยมีการรวบรวม คำ สั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งผลให้ภาษา บาลีได้กลายเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับภาษาสันสกฤต ๓) ภาษาสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาอินเดียในสมัยปัจจุบันซึ่งถือกำ เนิดจาก ภาษาสันสกฤต และด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันว่า ภาษาอินโด - อารยัน อัน ได้แก่ ภาษาฮินดี อูรดูเบงคาลี มาราฐี คุชราตี โอริยาอัสสมี ราชสถานี ปัญจาบี สินธี ปัศโต และภาษากัศมีรี ส่วนภาษาตระกูลทราวิทนั้น มีภาษาทมิฬเตลุกุ กัณณาฑ หรือภาษากานา ริส และภาษามาลยาฟัม เฉพาะภาษาฮินดีกับภาษาอูรดูเป็นแขนงหนึ่งของ ภาษายินดีเหมือนที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุด


๖.๓ กลุ่มภาษาทิเบต – พม่า เป็นภาษาตามชายแดนภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของอนุทวีปอินเดียในบริเวณหุบเขา เทือกเขา และ ป่าทึบที่ห่างไกลความเจริญ และภาษาในตระกูลทิเบต - พม่า มีความ สัมพันธ์ทางชาติพันธุ์วิทยากับประชาชนในทิเบตและในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ๖.๔ กลุ่มภาษามุนดา เป็นภาษาในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ของชน เผ่าดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ภาษามุนดามีใช้ใน บริเวณที่ห่างไกลความเจริญบางท้องถิ่นในภาคเหนือและภาคกลางของอนุ ทวีปอินเดีย อนุทวีปอินเดียมีตัวอักษรแบบเขียนมาก ไม่มีวิธีเขียนเป็นแบบเดียวกัน ตัว หนังสือแบบเขียนที่นิยมมากในสมัยโบราณ มีอักษรบาลี อักษรขโรษฐี และอักษรเทวนาครี ๗. ความหลากหลายของวรรณคดี ศาสนา สังคม และการเมือง ภาษาแต่ละภาษาและทุกภาษามีวรรณคดีเป็นของตนเอง ทุกศาสนาใน อินเดียมีนิกายต่างๆ มาก เช่น ศาสนาพรหมณ์ - ฮินดูมีนิกายพรหม นิกายไวษณพ นิกายไศวะศาสนาเชนมีนิกายทิดัมพร นิกายเศวต้มพร พระพุทธศาสนามีนิกายเถรวาท นิกายอาจริยวาทและศาสนาสิขมีนิกายขาล สา หรือนิกายสิงห์ นิกายสหัชธรี หรือนิกายนานักปันถี จารีตประเพณีใน แต่ละภาคโดยทั่วไปมีความแตกต่างกัน การแต่งตัว และอาหารการกินแตก ต่างกันโครงสร้างสังคมอนุทวีปอินเดียมีส่วนประกอบทั้งที่เป็นอารยะและ อนารยะ


อนุทวีปอินเดียมีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ภาษา และ ศาสนา จึงไม่สามารถรวมกันได้ทางการเมืองทั้งในสมัยโบราณและสมัย กลาง นุทวีปอินเดียในอดีตสมัยโน้นแบ่งเป็นเขตปกครองอิสระจำ นวนมาก ผู้ครองรัฐต่างๆ นิยมทำ สงครามกันและกันเพื่อเรืองอำ นาจเป็นใหญ่เหนือรัฐ อื่น ผู้ครองรัฐทุกคนล้วนได้พยายามขยายดินแดนให้กว้างใหญ่โดยทำ การ ปราบรัฐอื่นๆ แต่ไม่สามารถรักษาดินแดนที่ดีได้ไว้นาน เพราะการ คมนาคมและการติดต่อขนส่งไม่สะดวก ชาวอนุทวีปอินเดียขาดความสำ นึก เรื่องชาติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้อนุทวีปอินเดียจึงไม่เคยรวมกันได้ทางการ เมือง ๘. ความเป็นเอกภาพของอนุทวีปอินเดียในด้านต่างๆ เมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษาความแตกต่างด้านต่างๆ ของอนุทวีปอินเดียมาแล้ว บางคนอาจคิดว่าอนุทวีปอินเดียไม่สามารถได้มาซึ่งเอกภาพ แต่พวกเขา เข้าใจผิด เนื่องจากการเน้นความแตกต่างอย่างผิวเผิน ยังมีเอกภาพขั้นพื้น ฐานที่ควรสังเกต เพราะหากผู้ศึกษาได้สังเกตเพียงผิวเผินแล้ว อาจเข้าใจ ผิดได้ ราธะ กุมท มุกเกอร์ซี" ได้แสดงทรรศนะไว้ว่า "เราไม่สามารถ ค้นหาสิ่งหนึ่งในหลายสิ่ง ไม่สามารถหาปัจเจกชนในทรรศนะเดียวและไม่ สามารถค้นหาสิ่งง่ายๆ ในสิ่งที่ประกอบขึ้นจากสิ่งต่างๆ มากมาย ส่วน เซอร์เฮอร์เบิร์ต ริสลี่ภายใต้ความแตกต่างกันในลักษณะทางกายภาพนั้น โครงสร้างสังคม ภาษา จารีตประเพณีในอินเดีย เราไม่สามารถเข้าใจความ แตกต่างกันในการดำ เนินชีวิตของชาวอินเดีย จากเทือกเขา หิมาลัยไปถึง แหลมโกโมรินได้ รัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลอินเดียในขณะนั้น ได้พยายาม สร้างเอกภาพให้มั่นคงแต่ข้อคิดเห็นด้านเอกภาพยังไม่ก้าวหน้านัก ผู้สร้าง อารยธรรมในสมัยต้นๆมีความสำ นึกถึงเอกภาพทางภูมิศาสตร์ของอนุทวีป อินเดีย โดยอาจทำ ความเข้าใจลักษณะต่างๆได้จากสิ่งต่อไปนี้


๘.๑ เอกภาพด้านภูมิศาสตร์ อนุทวีปอินเดียในด้านภูมิศาสตร์อาจไม่มี หน่วยการแบ่งแยกประเทศในตัวมันเอง และอนุทวีปอินเดียจากสมัยต่างๆ นั้นจัดเป็นประเทศหนึ่งหน่วยการแบ่งแยกประเทศขั้นพื้นฐานของอนุทวีป อินเดียย้ำ ที่ชื่อว่า ภารตวรรษ หรือแผ่นดินของภารตะ ซึ่งทุกส่วนของประ เทศปรากฎในหนังสือมหากาพย์และคัมภีร์ปุราณะ และมีข้อความปรากฏใน คัมภีรัวิษณุปุราณะ ว่าประเทศที่อยู่ทางเหนือที่ราบสูงเดคคานและทางใต้ แห่งภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะเรียกว่า "ภารตะ" ซึ่งเป็นสถานที่บุตรหลานของ ชาวภารตะอาศัยอยู่ นักปกครองในสมัยกลางได้พิจารณาเห็นว่าอินเดียเป็นหน่วยหนึ่งทาง ภูมิศาสตร์ และพวกเขาได้พยายามพิชิตดินแดนนั้น ความหมายอันลึกซึ้ง แห่งเอกภาพทางภูมิศาสตร์สามารถหาดูได้ในเพลงสดุดีแห่งชาติอินเดีย และอินเดียมีชื่อเสียงในการใช้ชื่อ ภารตวรรษ ความจริงแล้ว เทือกเขา หิมาลัยในภาคเหนือและมหาสมุทรในภาคใต้ ทำ ให้อินเดียแยกออกจาก ส่วนที่เหลือของเอเชีย เมื่อเทือกเขาหิมาลัยอยู่ในภาคเหนือและมหาสมุทร อยู่ในภาคใต้ แผ่นดินภารตะนั้นจึงปรากฏประหนึ่งว่าธรรมชาติเองจงใจให้ เอกภาพทางภูมิศาสตร์แก่อินเดีย อนึ่ง แม่น้ำ สายต่างๆ มีบทบาทสำ คัญในการให้ความหมายด้านเอกภาพ แก่อินเดียแม่น้ำ หลายสายที่ชาวอินเดียเชื่อว่ามีต้นกำ เนิดมาจากเทพเจ้า เช่น แม่น้ำ คงคาเป็นแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้น แม่น้ำ ยมนาและแม่น้ำ สะรัสวดีก็เป็นแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ด้วย ประชาชนชาวอินเดียจากทุกภาคของ ประเทศนั้นได้เดินทางไปอาบน้ำ ในแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นตลอดปี


๘.๒ เอกภาพด้านเผ่าพันธุ์ ชาวอินเดียมีชาติพันธุ์ต่างๆ มาก ทุกคนยึดมั่น ในความเป็นฮินดูอย่างมาก พวกเขาไม่ว่าอาศัยอยู่ในสถานที่ใดยังยืดมั่น ความหมายแห่งความเป็นชาวฮินดู หรือฮินดูสตานีอยู่ ๘.๓ เอกภาพด้านภาษา ศตวรรษที่ ๓ ก่อนคริสต์ศักราช หรือพุทธศตวรรษ ที่ ๓ นั้นภาษาปรากฤต ได้เป็นภาษาทั่วไปของประชาชนและรัฐ เรย์ เชา ธรึ ได้แสดงทรรศนะไว้ว่า ภาษาปรากฤตเป็นภาษาเดียวที่สามารถใช้สื่อ ความหมายกันได้ทั่วประเทศ และภาษาปรากฤตได้สืบทอดมาเป็นภาษา สันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาของมวลชน ภาษาสันสกฤตเป็นการผสมกันของ ภาษาอินเดียโบราณ บรรดาภาษาทั้งหลายเหล่านั้น ภาษาฮินดี ภาษาคุชรา ตี ภาษาเตลุกุ หรือเตลีคุ และภาษาทมิฬ มีความสำ คัญมาก แต่ภาษายินดี เป็นภาษาที่ก่อให้เกิดเอกภาพแห่งชนบทของอินเดีย ๘.๔ เอกภาพด้านตัวอักษรแบบเขียนหนังสือ ตัวอักษรแบบเขียนหนังสือข ของอินเดียคืออักษรพรหมี และตัวอักษรแบบเขียนหนังสืออื่นทั้งหมดได้มา จากตัวอักษรพรหมี ตัวอักษรขโรษฐีมีน้อย แต่ศิลาจารึกทั้งหมดของพระเจ้า อโศกมหาราช เขียนด้วยอักษรพรหมี ๘.๔ เอกภาพด้านวรรณคดี แม้วรรณคดีของภาคต่างๆ ในอินเดียเขียนเป็น ภาษาต่างๆ แต่มีเครื่องหมายแห่งเอกภาพในวรรณคดีสันสกฤต วรรณคดี โบราณ เช่น คัมภีร์พระเวท ปุราณะ ธรรมศาสตร์ และอุปนิษัท เขียนเป็น ภาษาสันสกฤต ชาวอินเดียเชื่อว่าวรรณคดีเหล่านั้นเขียนด้วยภาษาศักดิ์สิทธิ์ ส่วนวรรณคดีที่เขียนด้วยภาษาอื่นๆ ได้ความคิดมาจากวรรณคดีสันสกฤต มากบ้างน้อยบ้าง


๘.๖ เอกภาพด้านสังคม นอกจากความเกี่ยวพันด้านเอกภาพทาง วัฒนธรรม ซึ่งผูกพันชาวฮินดูทุกคนในเรื่องชาติพันธุ์และภาษาแตกต่างกัน แล้ว ยังมีความเกี่ยวพันที่รวมเอาชุมชนศาสนาต่างๆ เป็นต้นว่า ฮินดู มุสลิม คริสเตียน และปาร์ซี ไว้ มีความเกี่ยวพันด้านผลประโยชน์ทั้งการเมืองและ เศรษฐกิจนอกเหนือไปจากความไม่เหมือนกันในด้านชีวิตสังคม ๘.๗ เอกภาพด้านจารีตประเพณี จารีตประเพณีต่างๆ เกือบเหมือนกัน ทั่วอนุทวีปอินเดีย ชาวอินเดียแม้อยู่ในดินแดนต่างประเทศก็รับประทาน อาหารเมื่อนั่งบนพื้น การรับประทานอาหารเช่นนี้ชาวต่างประเทศเรียกว่า ลักษณะการรับประทานของอินเดีย และชาวอินเดียมีลักษณะคล้ายกันในทุก ส่วนของอนุทวีปอินเดีย ๘.๘ เอกภาพด้านวัฒนธรรมและศาสนา เอกภาพขั้นพื้นฐานที่สำ คัญของ อนุทวีปอินเดียขึ้นอยู่กับความจริงว่าประชาชนหลายเผ่าพันธุ์ของอนุทวีป อินเดียได้พัฒนาแบบวัฒนธรรมและอารยธรรมเฉพาะขึ้น โดยไม่เหมือน แบบใดในโลก วัฒนธรรมและอารยธรรมนั้นอาจสรุปได้เพียงคำ เดียวว่า "ฮินดูสตานี" อนุทวีปอินเดียในสมัยต้นๆ เป็นเมืองฮินดู และวัฒนธรรมฮินดูมีรากฐาน มาจากวรรณาศรมธรรมวยาวัสถะ" นั่นคือ วรรณะ อาศรม และธรรมะ ซึ่งชาว ฮินดูทั้ง ๔ ภาคของอนุทวีปอินเดียต้องปฏิบัติตามการเคารพนับถือพวก พราหมณ์ การเคารพวัวตัวเมียและอำ นาจของพระเวทและคัมภีร์สมฤติอัน ชาวอินเดียทุกคนยอมรับและมีส่วนแบ่งความรักมหากาพย์ ๒เรื่อง คือ รา มายณะ และมหาภารตะเท่ากัน ชาวอินเดียไม่คำ นึงถึงวรรณะ ลัทธิ และ เชื้อชาติ ชาวอินเดียเชื่อในหลักคำ สอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ทฤษฎี แห่งกรรมและโมกษธรรม


สิ่งเหล่านี้เป็นความเกี่ยวพันแห่งเอกภาพทางวัฒนธรรมซึ่งอยู่เหนือข้อ จำ กัดความแตกต่างทุกศาสนา และทำ ให้อินเดียมีเอกภาพเป็นหนึ่ง แม่น้ำ สายสำ คัญซึ่งไหลผ่านไปในส่วนต่างๆ ของประเทศมีเป็นต้นว่า แม่น้ำ คงคา แม่น้ำ ยมนา แม่น้ำ ตริเวนิ แม่น้ำ สะรัสวดีแม่น้ำ โคทาวรี ได้เป็น สถานที่แสวงบุญของชาวฮินดู การสวดมนต์อ้อนวอนของชาวฮินดูไม่เพียง กล่าวถึงชื่อแม่น้ำ เหล่านั้น แต่ชาวฮินดูยังกล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ จำ นวน ๗ เมือง ได้แก่ อโยธยา อวันตี มถุรา คยา กาศี สาญจีและปุรี ชาวฮินดูเชื่อ ว่า เมืองเหล่านี้ เมื่อบุคคลใดสวดมนต์อ้อนวอนถึง สามารถนำ โมกษะ หรือการหลุดพ้นจากทุกข์มาให้บุคคลนั้นได้ ๘.๙ เอกภาพด้านการเมือง อนุทวีปอินเดียในด้านภูมิศาสตร์เป็น ประเทศโดดเดี่ยว แต่ข้อคิดนี้เป็นความจริงว่ามีความคิดด้านเอกภาพของอนุ ทวีปอินเดียในสมัยโบราณนักปกครองที่มีอำ นาจทุกคนได้พยายามนำ อินเดียทั้งหมดไปไว้ในอำ นาจของตน ตำ แหน่งสำ คัญของนักปกครอง อินเดียได้ปรากฎในวรรณคดีสันสกฤต เช่น คำ ว่า จักรพรรดิบ้าง ราชาธิราช บ้าง มหาราชบ้าง ผู้ที่ได้รับตำ แหน่งเช่นนี้ย่อมมีการประกอบพิธีบูชายัญ เป็นต้นว่าราชสูยะ : การฆ่าช้างบูชายัญ โคเมระ : การฆ่าโคบูชายัญ อัศว เมธะ : การฆ่าม้าบูชายัญดังนั้นความคิดเกี่ยวกับการพิชิตดินแดนและการ รุกรานประเทศเพื่อนบ้าน นักปกครองอินเดียโบราณรู้จักดีแล้ว


พระเจ้าจันทรคุปต์เมารยะ พระเจ้าอโศกมหาราชและพระเจ้าสมุทรคุปต์ ได้ทรงพยายามสร้างจักรวรรดิอินเดียทั้งหมด และได้ทรงประสบความสำ เร็จ บ้าง ครั้นเวลาล่วงมาถึงยุคกลาง สุลต่าน อะลา - อุด - ดีน ขิลชิ และพระ จักรพรรดิเอารังซีบ ได้ทรงพยายามสร้างความเป็นเจ้าเหนือคนทั้งหลาย และนักปกครองที่มีอำ นาจ เช่น พระจักรพรรดิอักบาร์มหาราช ได้ทรงประสบ ความสำ เร็จในการปกครองอินเดียทั้งหมด นั่นคือ การรวมอินเดียและจัด ระบบการบริหารโดยให้มีอำ นาจอยู่ศูนย์กลาง รวมทั้งกฎหมายและจารีต ประเพณี ตลอดจนการใช้เหรียญตราให้เป็นระเบียบขึ้น อังกฤษให้ เอกภาพทางการเมือง โดยให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาบังคับในโรงเรียน แต่เอกภาพทางการเมืองในความหมายอันแท้จริงตามคำ ศัพท์นั้นได้บรรลุ ผลสำ เร็จ หลังปี พ.ศ. ๒๔๙- เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพแล้ว ๙ . บทนิยามวัฒนธรรมและอารยธรรม ๙.๑ วัฒนธรรม เกิดจากการนำ คำ ว่า "วัฒน" กับ "ธรรม" มาเข้าผสมกัน แปลตามรูปศัพท์ว่า "ธรรมเป็นเหตุให้เจริญ" หรือ "ธรรมคือความเจริญ" และคำ ว่า "วัฒนธรรม"เป็นคำ ที่ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ ได้ทรงบัญญัติขึ้นใช้แทนคำ อังกฤษว่า "Culture " ในพระ ราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้ให้ความหมายของคำ ว่า "วัฒนธรรม" ไว้ว่า "ลักษณะที่เจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าแห่งชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน" นั่นแสดง ว่าวัฒนธรรมต้องมี ๔ ลักษณะ ดังต่อไปนี้


๑. แสดงความเจริญงอกงามทั้งทางจิตใจและวัตถุ ๒.แสดงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ๓.แสดงความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติ ๔.แสดงถึงศีลธรรมอันดีของประชาชน ๙.๒ อารยธรรมมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมเป็นฐานของ อารยธรรม การที่จะเข้าใจความหมายของอารยธรรมได้ดีต้องทำ ความเข้าใจ ความหมายของวัฒนธรรมก่อนวัฒนธรรมกับอารยธรรมต้องไปด้วยกัน วัฒนธรรมเป็นคำ ที่ถอดมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษ "Culture" ซึ่งมีรากศัพท์ มาจากคำ ว่า "Cultura" ในภาษาละติน หมายถึงการเพาะปลูก หรือการ ปลูกผัง แต่คำ ว่าวัฒนธรรมในภาษาไทยนี้เป็นคำ สมาส รวมคำ ว่าวัฒนะ แปลว่า ความเจริญงอกงาม ความรุ่งเรือง และคำ ว่า ธรรม แปลว่า ระเบียบ ข้อปฏิบัติ เข้าไว้ด้วยกัน ความหมายของวัฒนธรรมจึงน่าจะหมายถึงความ เป็นระเบียบความมีวินัย ตัวอย่างความหมายของคำ ว่า "วัฒนธรรม" มีในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้ ๑.ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความ กลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน ๒. ลักษณะของวัฒนธรรมโดยทั่วไปมีดังนี้ ๒.๑ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแนวทางของ พฤติกรรมที่สามารถปฏิบัติสืบทอดสอนสั่งและเรียนรู้กันได้


๒.๒ วัฒนธรรมเป็นมรดกทางสังคม ผลของการเรียนรู้หรือการถ่ายทอดด้าน ภาษาพูดและภาษาเขียน ทำ ให้วัฒนธรรมต่างๆ สามารถสืบทอดจากคนรุ่น ก่อนมาถึงปัจจุบันได้ ๒.๓ วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตหรือแบบแผนการดำ เนินชีวิต วัฒนธรรมเป็น ระบบการดำ เนินชีวิตที่จดจำ สืบต่อกันมา และมีการแสดงออกทั้งโดยชัดแจ้ง และโดยปริยาย เป็นแบบแผนแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม ๓. วัฒนธรรมตามความหมายทางวิชาการ หมายถึง แบบอย่างพฤติกรรมทั้ง หลายอันเกิดด้วยการเรียนรู้ ผู้คนในสังคมมนุษย์แต่ละแห่งย่อมมีพฤติกรรม เป็นแบบเดียวกันเช่นนั้นนอกจากพฤติกรรมต่างๆ แล้วยังรวมถึงผลแห่ง พฤติกรรมเหล่านั้นด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีการถ่ายทอดกันได้ในบรรดาผู้คน ของสังคมมนุษย์แต่ละแห่ง วัฒนธรรมของผู้คนแต่ละพวกมิใช่เป็นสิ่งคงรูป ตายตัวอยู่เช่นนั้นตลอดไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยได้ ผลของ พฤติกรรม หมายถึง วัสดุข้าวของต่างๆ ที่ผู้คนนำ มาใช้ในการดำ รงชีวิต เช่น เสื้อผ้า ภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ บ้านเรือน เป็นต้น ผลของพฤติกรรมนั้นยัง หมายรวมไปถึงสิ่งที่มิใช่วัตถุอีกด้วยเช่น ทัศนคติ คุณธรรม และความรู้ ต่างๆ วัฒนธรรมจึงมีความหมายครอบคลุมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกถึง วิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง มนุษย์ได้คิดสร้างระเบียบกฎกณฑ์ วิธีในการปฏิบัติและจัดระเบียบ ตลอด จนระบบความเชื่อความนิยม ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ ในการควบคุม และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ


๔. วัฒนธรรมคือผลกรรมทางจิต ความคิด ความเชื่อของมนุษย์ อันจะ ปรากฏออกมา ๔ด้าน คือ พฤติกรรมทางสังคม บุคลิกภาพรวมในสังคม การประกอบกิจกรรมของคนในสังคมและประดิษฐกรรมของสังคม อนึ่ง ใน สังคมเดียวกัน การกระทำ หรือผลของการกระทำ อันแสดงออกมาในลักษณะ ข้างต้นย่อมเป็นไปในแนวเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน พระยาอุนุมานราชธนได้สรุปความหมายของวัฒนธรรมไว้พอแยกกล่าวเป็น ข้อๆ ๑.วัฒนธรรมคือสิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือผลิตขึ้นเพื่อความ เจริญงอกงามในวิถีชีวิตของส่วนรวม เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ เลียนแบบ กันได้ ๒. วัฒนธรรมคือความคิดเห็น ความรู้สึก ความประพฤติ และกิริยาอาการ ของมนุษย์เป็นส่วนรวมที่เป็นรูปแบบเหมือนกัน แสดงให้ปรากฎในรูปของ ภาษา ศิลปะ วรรณกรรมความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ขนบประเพณี เป็นต้น ๓. วัฒนธรรมคือมรดกทางสังคมที่สังคมยอมรับและสะสมไว้ แล้วถ่ายทอด สู่คนรุ่นต่อไป อนึ่ง วัฒนธรรมเป็นผลผลิตที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เนื้อหาของวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. วัฒนธรรมทางวัตถุหรือวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ ต่างๆ และเทคโนโลยีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เช่น โต๊ะ อาคาร ถ้วยชาม รถ เครื่องจักรกล เครื่องดนตรีรวมทั้งผลงานทางด้านศิลปกรรม ภาพวาด รูปปั้น เป็นต้น


๒. วัฒนธรรมทางจิตใจหรือวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม อุดมการณ์ ศีลธรรม ขนบธรรมเนียม ขนบประเพณี เป็นต้น มนุษย์ต้องการอาหารเพื่อให้ร่างกายดำ รงอยู่ได้ ต้องการเสื้อผ้าเพื่อป้องกัน ความร้อนและความหนาว ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อให้ปลอดภัยจากแดดและ ฝน ต้องการยารักษาโรคเพื่อบำ บัดความเจ็บปวด ด้วยเหตุที่มนุษย์มีปัญญา นี้เอง มนุษย์จึงได้พยายามคิดหาทางปรับปรุงการดำ รงชีวิตของตนให้ดีขึ้น ปัญญากลายเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตให้เป็นระเบียบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเนื่องจากมนุษย์มีหัวใจ มีอารมณ์และ จินตนาการและชื่นชมกับการแสดงออกทางสติปัญญาและอารมณ์ต่างๆ ของ ตน มนุษย์จึงได้พยายามสร้างสรรค์และพัฒนาถนนชีวิตของตนเป็นลำ ดับมา ความพยายามเช่นนี้เรียกว่า อารยธรรมซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปและ เป็นแบบฉบับเฉพาะของสังคมนั้น มนุษย์ในสังคมนั้นๆ ได้มีความสัมพันธ์ กัน อารยธรรมจึงถ่ายทอดไปสู่กันและกัน แต่ละสังคมก็เลือกรับอารยธรรม จากภายนอกที่พิจารณาเห็นว่า เหมาะสมกับสังคมของตนมาปรับปรุงใช้ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงมีลักษณะเป็นการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปสู่บุตร หลาน และพัฒนาสิ่งที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษให้เหมาะแก่สภาพสังคมของ ตน


บรรณานุกรม รองศาสตราจารย์ดนัย ไชยโยธา. (2553). วัฒนธรรมและอารยธรรมสัมพันธ์ ของอนุทวีปอินเดียกับนานาประเทศ . (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: โอเดียน สโตร์ สาวิตรี เจริญพงศ์. (2544). อารยธรรมอินเดียตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงหลังได้ รับเอกราช . (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ยวาหระลาล เนย์รู. (2537). พบถิ่นอินเดีย . (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สำ นักพิมพ์ศยามบริษัทเคล็ดไทยจำ กัด ดร.ธิดา สาระยา. (2554). ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย . (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: สำ นักพิมพ์เมืองโบราณ จรัญ มะลูลีม. (2559). อินเดียศึกษา การเมืองการปกครอง การต่าง ประเทศ ศาสนา สังคมและวัฒนธรรม . (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สยาม ปริทัศน์


Click to View FlipBook Version