The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พยงค์ นาก้อนทอง, 2023-12-18 22:55:43

แผนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณม.3

แผนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณม.3

Keywords: วิทยาการคำนวณม.3

47 เรื่องที่ 2 : การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เวลา 4 ชั่วโมง วิธีการสอนแบบการอภิปราย วิธีการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม ชั่วโมงที่ 1 ขั้นนำ (10 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าข้อมูล ข่าวสารในอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมายหากเราต้องการนำเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ นักเรียนมีวิธีการในการคัดเลือกข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างไร (แนวคำตอบ ข้อมูลตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งาน แหล่งข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ) ขั้นสอน (40 นาที) 1. ครูเปิดตัวอย่างข่าวให้นักเรียนดูจากนั้นให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ 2. ครูถามนักเรียนว่านักเรียนใช้เกณฑ์ใดในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลบ้าง (แนวคำตอบ แหล่งที่มาของข่าวมีความน่าเชื่อถือ มีการระบุวันที่ในการเผยแพร่ อ้างอิงแหล่งที่มาของ ข้อมูล) 3. นักเรียนสืบค้นเรื่อง หลักการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล จากนั้นครูอธิบายการตรวจสอบความ น่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล 4. ครูนำตัวอย่างชุดข้อมูลหรือข่าวให้นักเรียนดูเพิ่มเติม จากนั้นให้ทุกคนช่วยกันประเมินความน่าเชื่อถือ (ครู สามารถหาข่าวที่สนใจให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆได้) 5. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด exersice ในหนังสือแบบฝึกหัด เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ขั้นสอน (50 นาที) 6. ครูสนทนากับนักเรียนว่า คาบที่แล้วเราประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยหลักการการประเมินความ น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล นอกจาก 2 วิธีนี้แล้ว ยังสามารถประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลโดยใช้ PROMPT 7. ครูอธิบายวิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้ PROMPT ในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) 8. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด ชั่วโมงที่ 3 ขั้นสอน (50 นาที) 9. ครูถามคำถามทบทวนนักเรียนว่าจากคาบที่แล้วนักเรียนได้วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างไร บ้าง 10. ครูนำภาพตัวอย่างการโพสข้อความบนเฟซบุ๊กให้นักเรียนดู และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลว่าจากตัวอย่าง ดังกล่าวนักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร (เป็นข่าวที่มีการใช้เหตุผลวิบัติ) 11. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่าการสรูปเหมารวม เป็นตรรกะวิบัติที่เรียกว่า Appeal to Igniranceการแสดงความ คิดเห็นต่างๆ บางเรื่องไม่มีใครทราบข้อมูลนั้น จนทำให้อ้างความไม่รู้เพื่อหาข้อเท็จจริงนั้น


48 12. จากนั้นครูอธิบายเนื้อหาเรื่องการใช้เหตุผลวิบัติ และยกตัวอย่างการใช้เหตุผลวิบัติ พร้อมผลกระทบที่ เกิดขึ้นจากตัวอย่างในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ 13. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 4-5 คน และให้แต่ละกลุ่มหาตัวอย่างการใช้เหตุผลวิบัติบนอินเทอร์เน็ต เพื่อ วิเคราะห์ผลกระทบ หรือปัญหาที่อาจเกิดตามมาจากนั้นให้แต่ละกลุ่มเตรียมนำข้อมูลมาแบ่งปันหน้าชั้น เรียน (อาจเอกสารหรือPowerPoint มาประกอบ ) ในหัวข้อ “เหตุผลวิบัติ และผลกระทบที่เกิดขึ้น” พร้อม บันทึกลงในแบบฝึกหัดแบบฝึกหัด exersice ในหนังสือแบบฝึกหัด ชั่วโมงที่ 4-5 ขั้นสอน (40 นาที) 14. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากกิจกรรมที่ให้ไปเตรียมในการแบ่งปันข้อมูลจากคาบที่แล้ว นักเรียนเลือก ยกตัวอย่างเหตุผลวิบัติประเภทไหนบ้าง (แนวคำตอบ การละทิ้งข้อยกเว้น การสรุปเหมารวม การอ้างความไม่รู้ ) 15. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาแบ่งปันข้อมูลหน้าชั้นตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นให้นักเรียนกลุ่ม อื่น ๆ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มที่นำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการใช้ เหตุผลวิบัติ ขั้นสรุป (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากคาบที่ผ่านมานักเรียนได้มุมมองในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไรบ้าง (แนวคำตอบ ข้อมูลที่เราอ่านอาจไม่ใช้ข้อมูลจริงทั้งหมดควรประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อน ตัดสินใจเชื่อ ข่าวบางสำนักมีการเขียนข่าวโดยใช้เหตุผลวิบัติเราควรอ่านข่าวอย่างมีวิจารณญาณหรือคิดไต่ ตรองตามเนื้อหาที่ข่าวเขียนไปด้วย) เรื่องที่ 3 : การรู้เท่าทันสื่อ เวลา 2 ชั่วโมง วิธีการสอนแบบการอภิปราย ชั่วโมงที่ 1 ขั้นนำ (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากคาบที่แล้ว ข้อมูลที่เราพบในอินเทอร์เน็ต นอกจากการประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลก่อนนำไปใช้งานแล้วเรายังต้องคำนึงถึงด้านใดอีกบ้าง (แนวคำตอบ การกลั่นแกล้งคนอื่นด้วยสื่อออนไลน์ ลิขสิทธิ์ของข้อมูล) ขั้นสอน (40 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าก่อนที่จะสามารถวิเคราะห์ และรู้เท่าทันสื่อได้ ควรมีพื้นฐานความรู้ ความสามารถด้าน ใดบ้าง (แนวคำตอบ การใช้คอมพิวเตอร์ ความสามารถในการค้นหาข้อมูลข่าวสาร) 2. ครูอธิบายองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อจากหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) 3. ครูอธิบายที่มาของความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล 8 ด้าน 4. ครูสุ่มนักเรียนยกตัวอย่างการรู้เท่าทันสื่อคนละด้าน พร้อมยกตัวอย่าง


49 (แนวคำตอบ ด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวและข้อมูล ยกตัวอย่าง ไม่เปิดเผยข้อมูลที่อยู่ให้กับบุคคลที่ ไม่รู้จัก ไม่โพสต์ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนลง Facebook โดยเฉพาะที่อยู่และเลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น) 5. ครูอธิบายหัวข้อ “การรู้เท่าทันสื่อ” 6. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด ชั่วโมงที่ 2 ขั้นสอน (40 นาที) 7. ครูถามทบทวนนักเรียนโดยการถามคำถามว่า ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลมีกี่ด้าน อะไรบ้าง (แนวคำตอบ การใช้อย่างปลอดภัย การป้องกันความเป็นส่วนตัว) 8. ครูถามนักเรียนว่าหากมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่รู้เท่าทัน จะส่งผลกระทบอะไรกับผู้อื่นบ้าง (แนวคำตอบ ข้อมูลที่เป็นเท็จ เกิดความไม่ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคล มีการละเมิดลิขสิทธิ์) 9. ครูอธิบายความสำคัญของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากหนังสือหนังสือ เรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการใช้สื่อและปัญหาที่พบในสื่อปัจจุบัน และเรื่องผลกระทบของข้อมูลที่ผิดพลาด 10. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด Activity วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และประเมินผล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากข้อมูลผิดพลาด ขั้นสรุป (10 นาที) 1. ครูให้นักเรียนร่วมกันสรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่รู้เท่าทันสื่อ 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8.1 สื่อการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2. ใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง คำไหนเร็วกว่ากัน 8.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องคอมพิวเตอร์ 2) อินเทอร์เน็ต


50 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1.ข้อใดจัดลำดับการสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ได้ถูกต้อง ก.กำหนดวัตถุประสงค์ > กำหนดประเภทของข้อมูล > กำหนดคำสำคัญ > ประเมินความน่าเชื่อถือข้อมูล ข.กำหนดวัตถุประสงค์> กำหนดคำสำคัญ > กำหนด ประเภทของข้อมูล > ประเมินความน่าเชื่อถือข้อมูล ค.กำหนดคำสำคัญ > กำหนดวัตถุประสงค์> กำหนด ประเภทของข้อมูล > ประเมินความน่าเชื่อถือข้อมูล ง.กำหนดประเภทของข้อมูล > กำหนดคำสำคัญ > กำหนดวัตถุประสงค์> ประเมินความน่าเชื่อถือ ข้อมูล 2.คุณพ่อของเอมอายุมากแล้วเอมต้องการหาเครื่องดื่ม ที่เหมาะให้คุณพ่อดื่ม เอมจึงค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตด้วยคำ ว่าเครื่องดื่มสุขภาพผู้สูงอายุ พฤติกรรมของเอมตรงกับขั้นตอน ใด ก.กำหนดคำสำคัญสำหรับสืบค้นข้อมูล ข.กำหนดประเภทของข้อมูลที่จะสืบค้น ค.กำหนดวัตถุประสงค์และหัวข้อการสืบค้นให้ชัดเจน ง.ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น 3.หากต้องการค้นหารูปภาพรถยนต์ Hybrid ข้อใดใช้เทคนิคการค้นหาข้อมูลด้วย Google.com ได้อย่างเหมาะสม ก.รถยนต์– Hybrid ข.รถยนต์+ Hybrid ค.รถยนต์ “ Hybrid ” ง.รถยนต์ or Hybrid 4.ข้อใดไม่ใช่หลักการในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล ก.ประเมินระดับเนื้อหาของข้อมูล ข.ประเมินความตรงตามความต้องการของข้อมูล ค.ประเมินความน่าเชื่อถือและความทันสมัยของข้อมูล ง.ประเมินความความน่าเชื่อถือของเครื่องมือในการสืบค้น 5.ซันต้องการซื้อรถยนต์คันใหม่จึงหาข้อมูลการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ จากเว็บไซต์ของค่ายรถยนต์โดยตรง ซันประเมินความน่าเชื่อของข้อมูลตามข้อใด ก.ประเมินระดับเนื้อหาของข้อมูล ข.ประเมินความตรงตามความต้องการของข้อมูล ค.ประเมินความน่าเชื่อถือและความทันสมัยของข้อมูล ง.ประเมินความความน่าเชื่อถือของเครื่องมือในการสืบค้น 6.ข้อใดไม่ใช่วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือโดยใช้ PROMPT ก. กระบวนการ (Process) ข. วัตถุประสงค์ (Objectivity) ค. พิสูจน์หหรือยืนยัน (Provenance) ง. ทันเหตุการณ์และเป็นปัจจุบัน (Timeliness) 7.ข้อใดไม่ใช่การใช้เหตุผลแบบวิบัติ ก.การเจตนาฆ่าคืออาชญากรรม ป๊อปถูกคนร้ายขู่ฆ่าเพื่อกรรโชก ทรัพย์แต่ป๊อปต่อสู้และใช้ปืนของคนร้ายยิงเข้าที่ขาป๊อปจึงเป็น อาชญากร. วิบัติ ข.นักเรียนที่เข้าเรียนในความรู้พื้นฐานในปีที่ผ่านมาจะสอบผ่าน ดังนั้น เด็กนักเรียนทุกคนที่เข้าเรียนคาบความรู้พื้นฐานในปีนี้จะสอบ ผ่าน วิบัติ ค.มิวมีฐานะทางบ้านปานกลาง จึงขอให้ศิลปินท่านอื่นไม่คิด ค่าลิขสิทธิ์เวลานำเพลงศิลปินท่านอื่นไปทำการแสดงเพื่อให้มิวมี รายได้เลี้ยงครอบครัว วิบัติ ง.ว่านได้ผลการเรียนที่ดีและได้รางวัลจากพ่อ เนื่องจากพ่อสัญญาว่า จะให้รางวัลถ้าว่านไม่ติดศูนย์วิชาใดเลย 8.การพิจารณาการกระทำของตนเองว่ามีผลกระทบหรือผลลัพธ์ต่อ ผู้อื่นอย่างไร เป็นลักษณะของการรู้เท่าทันสื่อในข้อใด ก. การสะท้อนคิด ข. ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ ค. ความเข้าใจการประเมินค่าสารสนเทศและเนื้อหาในสื่อ ง. การสร้าง การใช้ประโยชน์ และการเฝ้าระวังสารสนเทศและ เนื้อหาในสื่อ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่2


51 9.ปอยต้องการโพสใบแจ้งคะแนนผลการเรียนของตนเอง ลงเฟซบุ๊กปอยจึงนำปากสีเข้มมาเขียนปกปิดข้อมูลที่ไม่ เหมาะสมต่อการเปิดเผยต่อผู้อื่นทั้งแล้วจึงถ่ายรูปโพสต์ ลงเฟซบุ๊ก การกระทำของปอยเป็นการรู้เท่าทันสื่อตามข้อใด ก. ความรู้เท่าทันข้อมูลดิจิทัล ข. การปกป้องความเป็นส่วนตัวและข้อมูล ค. การสร้างอัตลักษณ์ส่วนตัวในโลกออนไลน์ ง. การใช้ข้อมูลดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และไม่ละเมิดสิทธิ์ เฉลย 1. ก 2. ก 3. ข 4. ง 5. ค 6. ก 7. ง 8. ก 9. ข 10. ค 10.ข้อใดเป็นผลกระทบของข้อมูลที่ผิดพลาด ก. ฟ้าใช้แผ่นพับเรื่องโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลศิริราชมาเขียน บล็อกและเผยแพร่ ข. ก้อยนำรูปภาพโปสเตอร์เชิญชวนเข้าสมัครเข้าร่วมโครงการอาสา ปลูกปะการังจาก UNESCO มาแชร์หน้าเฟสบุ๊กของตนเอง ค. หญิงอ่านข้อมูลปริมาณของจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องจากเว็บไซต์กรมการขนส่ง แล้วมาเขียนบทความตาม มุมมองของตนเองและแชร์บนเฟซบุ๊ก ง. ออยเห็นประกาศเตือนที่หน้าโรงพักเรื่องให้ระวังขโมยในช่วงปี ใหม่เนื่องจากพื้นที่ที่ตำรวจต้องดูแลมีบริเวณกว้างอาจทำให้ดูแล ไม่ทั่วถึง ออยจึงถ่ายรูปลงไลน์กลุ่มของหมู่บ้านตนเอง


52 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เวลา 10 ชั่วโมง เรื่อง การสืบค้นเพื่อหาแหล่งข้อมูล เวลา 3 ชั่วโมง รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและมีจริยธรรม ตัวชี้วัด ม.3/3 ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์สื่อและผลกระทบจากการให้ข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่าทัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกขั้นตอนการสืบค้นเพื่อหาแหล่งข้อมูลด้วยอินเทอร์เน็ตได้ (K) 2. ค้นหาข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ (P) 3. ค้นหาข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและมีคุณค่าสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ได้(P,A) 3. สาระสำคัญ การสืบค้นแหล่งข้อมูลเป็นกระบวนการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. การสืบค้นข้อมูลด้วยมือ คือ การสืบค้นข้อมูลด้วยเอกสาร หนังสือ ตำรา เป็นต้น 2. การสืบค้นข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ คือ การสืบค้นข้อมูลผ่านเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ เช่น การสืบค้นข้อมูลจากระบบฐานข้อมูล ข้อมูลออนไลน์ เป็นต้น 4. สาระการเรียนรู้ 1. การสืบค้นข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 2. ขั้นตอนการสืบค้นเพื่อหาแหล่งข้อมูลด้วยอินเทอร์เน็ต 5. รูปแบบการสอน/วิธีการสอน 1. รูปแบบการสอนแบบการอภิปราย 2. วิธีการสอนโดยเน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning) - เทคนิคคู่คิด (Think Pair Share) 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


53 7. ทักษะ 4 Cs ทักษะการคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration Skill) ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 8. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 9. การจัดกระบวนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 1. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เพื่อวัดความรู้เดิมของนักเรียนก่อนเข้าสู่กิจกรรม ขั้นนำ (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าหากต้องการทราบข้อมูลเรื่องที่สนใจ นักเรียนมีวิธีการค้นหาข้อมูลได้อย่างไร และใช้ เครื่องมือใด (แนวคำตอบ ค้นหาจากอินเทอร์เน็ตโดยใช้google ค้นด้วยตำราหรือหนังสือ) ขั้นสอน (30 นาที) 1. ครูอธิบายเนื้อหาในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) ในอดีตการค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่จะใช้ วิธีการสืบค้นข้อมูลด้วยมือ เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในหนังสือ เอกสาร ตำรา แต่ในยุคปัจจุบัน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ดังนั้นวิธีการสืบค้นข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์จึง เป็นที่นิยม 2. ครูอธิบายเนื้อหาในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) ข้อมูลที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้นมีขนาด ใหญ่การสืบค้นจึงควรมีวิธีการหรือเครื่องมือเข้ามาช่วย เช่น กำหนดวัตถุประสงค์ของการสืบค้น ประเภท ของข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ อุปกรณ์และความรู้ที่ใช้ในการสืบค้น บริการอินเทอร์เน็ต เครื่องมือหรือ โปรแกรมสำหรับสืบค้น 3. ครูสนทนากับนักเรียนว่าอินเทอร์เน็ตที่มีทั้งประโยชน์และโทษ ครูถามคำถามว่า “นักเรียนคิดว่าอินเทอร์เน็ต ให้ประโยชน์อย่างไรกับตัวนักเรียนบ้าง” (แนวคำตอบ ใช้ในการสืบค้นข้อมูลได้รวดเร็วประหยัดเวลา ใช้ติดต่อสารสารกับคนอื่น) 4. จากนั้นครูถามคำถามนักเรียนว่า “แล้วคิดว่าอินเทอร์เน็ตมีโทษกับตัวนักเรียนหรือไม่ อย่างไร” (แนวคำตอบ เล่นมากไปเสียการเรียน) 5. ครูอธิบายเพิ่มเติมในเนื้อหาประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ตจากหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการ คำนวณ)


54 6. ครูให้นักเรียนดูแนวทางการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรมในหนังสือ และสรุปแนวคิดเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน 7. ครูยกตัวอย่างภาพเกี่ยวกับการโพสในโซเชียลเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตให้ นักเรียนดู และให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าข้อความที่โพสเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ตัวอย่างข้อความที่โพสลงโซเชียล ชั่วโมงที่ 2 ขั้นสอน (40 นาที) 9. ครูสอบถามนักเรียนว่าหากต้องการสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตสามารถใช้เครื่องมือใดได้บ้าง (แนวคำตอบ Google, bing, yahoo) 10. ครูอธิบายเครื่องมือสำหรับสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตจากหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการ คำนวณ) 11. ครูให้นักเรียนจับคู่เพื่อทำกิจกรรม “search this site ใครไวกว่ากัน” กิจกรรมนี้ต้องการให้นักเรียน กำหนดคำสำคัญของการสืบค้นหัวข้อสถานที่สำคัญในท้องถิ่นของตนเอง และสามารถประเมินความ น่าเชื่อถือข้องแหล่งข้อมูลได้ 12. ครูกำหนดให้นักเรียนแต่ละคู่ค้นหาคำตอบจากอินเทอร์เน็ตโดยมือถือ แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป 13. ครูถามนักเรียนว่าจากการทำกิจกรรมเพื่อค้นหาข้อมูลให้ได้เร็วที่สุด นักเรียนได้แนวคิดอย่างไรบ้าง 14. ครูถามนักเรียนต่อว่าหากต้องการค้นหาข้อมูลที่สนใจ นักเรียนมีการวางแผน ขั้นตอน หรือเทคนิคอย่างไร บ้าง 15. ครูอธิบายความสำคัญ ขั้นตอนการสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และเทคนิคการสืบค้นด้วย Google.com 16. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด


55 ขั้นสรุป (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากนี้ไปหากต้องการสืบค้นข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตต้องมีขั้นตอนอย่างไร 2. ครูให้นักเรียนสรุปเทคนิคการค้นหาข้อมูลที่นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน 10. สื่อแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2. หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3. ใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” 11. การวัดและการประเมินผล 11.1 การประเมินระหว่างการจัดกิจกรรม จุดประสงค์ วิธีการประเมิน เครื่องมือการประเมิน เกณฑ์การประเมิน 1. บอกขั้นตอนการ สืบค้นเพื่อหา แหล่งข้อมูลด้วย อินเทอร์เน็ตได้ (K) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด ตอบคำถามแบบฝึกหัด ได้ถูกต้อง 60% ขึ้นไป 2. ค้นหาข้อมูลได้ตรง ตามวัตถุประสงค์ (P) 1. ตรวจใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” 2. ตรวจแบบฝึกหัด 1. ใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” 2. แบบฝึกหัดราย 1. ค้นหาข้อมูลได้ตรง ตามวัตถุประสงค์ คุณภาพระดับพอใช้ขึ้น ไป 2. ตอบคำถาม แบบฝึกหัดได้ถูกต้อง 60% ขึ้นไป 3. ค้นหาข้อมูลที่มีความ น่าเชื่อถือ และมีคุณค่า สำหรับการนำไปใช้ ประโยชน์ได้ (P,A) ตรวจใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” ใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” ค้นหาข้อมูลที่มีความ น่าเชื่อถือ และมีคุณค่า สำหรับการนำไปใช้ ประโยชน์ได้ คุณภาพ ระดับพอใช้ขึ้นไป


56 11.2 การประเมินแบบฝึกหัด ประเด็นในการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 3 2 1 1. ค้นหาข้อมูล สามารถกำหนดคำ สำคัญในการค้นหา ข้อมูลได้ตรงประเด็น และข้อมูลที่ได้ ครอบคลุมตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการ สามารถกำหนดคำ สำคัญในการค้นหา ข้อมูลได้ตรงประเด็นเป็น ส่วนใหญ่ และข้อมูลที่ได้ ครอบคลุมตาม วัตถุประสงค์ที่ต้องการ สามารถกำหนดคำ สำคัญในการค้นหา ข้อมูลได้เพียงบางส่วน และข้อมูลที่ได้ ครอบคลุมเพียงบางส่วน เช่นกัน 2. แหล่งที่มาของข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูลมา จากหลายแหล่ง และมี ความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง มีคุณค่าสำหรับการ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แหล่งที่มาของข้อมูลมา จากหลายแหล่ง และมี ความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง มีคุณค่าสำหรับการ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นส่วนใหญ่ แหล่งที่มาของข้อมูลมา จากหลายแหล่ง และมี ความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง แต่ข้อมูลอาจจะไม่ สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ได้จริง เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 5 – 6 ดี 3 – 4 พอใช้ น้อยกว่า 3 ปรับปรุง


57 ใบงานที่ 2.1.1 เรื่อง “search this site ใครไวกว่ากัน” คำชี้แจง ให้นักเรียนกำหนดคำสำคัญของการสืบค้นหัวข้อสถานที่สำคัญในท้องถิ่นของตนเอง และสามารถ ประเมินความน่าเชื่อถือข้องแหล่งข้อมูลได้ จุดประสงค์ 1. กำหนดคำสำคัญสำหรับการสืบค้นข้อมูลได้ 2. ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นได้ ชื่อสมาชิก 1………………………………………………………………………………………………… 2………………………………………………………………………………………………… 1. สถานที่ที่มีซากฟอสซิลในเขตพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ได้แก่บ้านซับเดื่อ บ้านเนินสววรค์ บ้านซับชมพู คำสำคัญในการค้นหาข้อมูล...................................................................................................... .................. ข้อมูลที่ค้นหา............................................................................................................... ............................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. แหล่งที่มาของข้อมูล…………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. สถานที่มีบริการล่องแพ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าอ่างเก็บน้ำคลองลำกง คำสำคัญในการค้นหาข้อมูล...................................................................................................... .................. ข้อมูลที่ค้นหา............................................................................................................... ............................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. แหล่งที่มาของข้อมูล…………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. สถานที่ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 180 ไร่ และเหมาะกับการศึกษาเชิงนิเวศใน อำเภอหนองไผ่ คำสำคัญในการค้นหาข้อมูล...................................................................................................... .................. ข้อมูลที่ค้นหา............................................................................................................... ............................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………..


58 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. แหล่งที่มาของข้อมูล…………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 12. ความเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย 13. บันทึกผลหลังการสอน ปัญหา/อุปสรรค แนวทางการแก้ไข ด้านความรู้ ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านความสามารถทางเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้านอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่นหรือพฤติกรรมที่มีปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคล (ถ้ามี)) ข้อเสนอแนะ ลงชื่อ (นายบุญส่ง จอมหงษ์) ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา


59 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เวลา 10 ชั่วโมง เรื่อง การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เวลา 5 ชั่วโมง รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและมีจริยธรรม ตัวชี้วัด ม.3/3 ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์สื่อและผลกระทบจากการให้ข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่าทัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกหลักการการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ (K) 2. ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ (P) 3. คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้เหตุผลวิบัติได้ (A) 3. สาระสำคัญ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล เป็นขั้นตอนในการประเมินเพื่อคัดเลือกข้อมูลที่ได้จากการ สืบค้นข้อมูลที่มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ เป็นการพิจารณาเพื่อคัดเลือกจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งจากการ ประเมินความน่าเชื่อถือจะทำให้เราได้ข้อมูลที่มีคุณค่า และนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม 4. สาระการเรียนรู้ 1. หลักการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2. การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3. การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้PROMPT 4. เหตุผลวิบัติ 5. รูปแบบการสอน/วิธีการสอน 1. รูปแบบการสอนแบบการอภิปราย 2. วิธีการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม (Group Process–Based Instruction) 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


60 7. ทักษะ 4 Cs ทักษะการคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration Skill) ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 8. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 9. การจัดกระบวนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 ขั้นนำ (10 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าข้อมูล ข่าวสารในอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมายหากเราต้องการนำเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ นักเรียนมีวิธีการในการคัดเลือกข้อมูลที่น่าเชื่อถืออย่างไร (แนวคำตอบ ข้อมูลตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งาน แหล่งข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ) ขั้นสอน (40 นาที) 1. ครูเปิดตัวอย่างข่าวให้นักเรียนดูจากนั้นให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ 2. ครูถามนักเรียนว่านักเรียนใช้เกณฑ์ใดในการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลบ้าง (แนวคำตอบ แหล่งที่มาของข่าวมีความน่าเชื่อถือ มีการระบุวันที่ในการเผยแพร่ อ้างอิงแหล่งที่มาของ ข้อมูล) 3. นักเรียนสืบค้นเรื่อง หลักการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล จากนั้นครูอธิบายการตรวจสอบความ น่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล


61 4. ครูนำตัวอย่างชุดข้อมูลหรือข่าวให้นักเรียนดูเพิ่มเติม จากนั้นให้ทุกคนช่วยกันประเมินความน่าเชื่อถือ (ครู สามารถหาข่าวที่สนใจให้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆได้) 5. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด exersice ในหนังสือแบบฝึกหัด เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ขั้นสอน (50 นาที) 6. ครูสนทนากับนักเรียนว่า คาบที่แล้วเราประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยหลักการการประเมินความ น่าเชื่อถือ และการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล นอกจาก 2 วิธีนี้แล้ว ยังสามารถประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลโดยใช้ PROMPT 7. ครูอธิบายวิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้ PROMPT ในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) 8. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด ชั่วโมงที่ 3 ขั้นสอน (50 นาที) 9. ครูถามคำถามทบทวนนักเรียนว่าจากคาบที่แล้วนักเรียนได้วิธีการประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างไร บ้าง 10. ครูนำภาพตัวอย่างการโพสข้อความบนเฟซบุ๊กให้นักเรียนดู และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลว่าจากตัวอย่าง ดังกล่าวนักเรียนมีความคิดเห็นอย่างไร (เป็นข่าวที่มีการใช้เหตุผลวิบัติ) (ตัวอย่างข่าวเหตุผลวิบัติ) แหล่งที่มา เพจข่าว


62 หมายเหตุ ชื่อบุคคลเป็นนามสมมติ 11. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่าการสรูปเหมารวม เป็นตรรกะวิบัติที่เรียกว่า Appeal to Igniranceการแสดงความ คิดเห็นต่างๆ บางเรื่องไม่มีใครทราบข้อมูลนั้น จนทำให้อ้างความไม่รู้เพื่อหาข้อเท็จจริงนั้น 12. จากนั้นครูอธิบายเนื้อหาเรื่องการใช้เหตุผลวิบัติ และยกตัวอย่างการใช้เหตุผลวิบัติ พร้อมผลกระทบที่ เกิดขึ้นจากตัวอย่างในหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ 13. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 4-5 คน และให้แต่ละกลุ่มหาตัวอย่างการใช้เหตุผลวิบัติบนอินเทอร์เน็ต เพื่อ วิเคราะห์ผลกระทบ หรือปัญหาที่อาจเกิดตามมาจากนั้นให้แต่ละกลุ่มเตรียมนำข้อมูลมาแบ่งปันหน้าชั้น เรียน (อาจเอกสารหรือPowerPoint มาประกอบ ) ในหัวข้อ “เหตุผลวิบัติ และผลกระทบที่เกิดขึ้น” พร้อม บันทึกลงในแบบฝึกหัดแบบฝึกหัด exersice ในหนังสือแบบฝึกหัด ชั่วโมงที่ 4-5 ขั้นสอน (40 นาที) 14. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากกิจกรรมที่ให้ไปเตรียมในการแบ่งปันข้อมูลจากคาบที่แล้ว นักเรียนเลือก ยกตัวอย่างเหตุผลวิบัติประเภทไหนบ้าง (แนวคำตอบ การละทิ้งข้อยกเว้น การสรุปเหมารวม การอ้างความไม่รู้ ) 15. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมาแบ่งปันข้อมูลหน้าชั้นตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นให้นักเรียนกลุ่ม อื่น ๆ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของกลุ่มที่นำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการใช้ เหตุผลวิบัติ ขั้นสรุป (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากคาบที่ผ่านมานักเรียนได้มุมมองในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไรบ้าง (แนวคำตอบ ข้อมูลที่เราอ่านอาจไม่ใช้ข้อมูลจริงทั้งหมดควรประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อน ตัดสินใจเชื่อ ข่าวบางสำนักมีการเขียนข่าวโดยใช้เหตุผลวิบัติเราควรอ่านข่าวอย่างมีวิจารณญาณหรือคิดไต่ ตรองตามเนื้อหาที่ข่าวเขียนไปด้วย) 10. สื่อแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2. หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล


63 11. การวัดและการประเมินผล 11.1 การประเมินระหว่างการจัดกิจกรรม จุดประสงค์ วิธีการประเมิน เครื่องมือการประเมิน เกณฑ์การประเมิน 1. บอกหลักการการ ประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลได้ (K) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด บอกหลักการการ ประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลได้ถูกต้อง 60% ขึ้นไป 2. ประเมินความ น่าเชื่อถือของข้อมูลได้ (P) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด สามารถประเมินความ น่าเชื่อถือของข้อมูลได้ ถูกต้อง 60% ขึ้นไป 3. คำนึงถึงผลกระทบที่ เกิดขึ้นจากการใช้เหตุผล วิบัติได้ (A) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัด คำนึงถึงผลกระทบที่ เกิดขึ้นจากการใช้เหตุผล วิบัติได้ 12. ความเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ข้อเสนอแนะ ลงชื่อ (นายบุญส่ง จอมหงษ์) ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา


64 13. บันทึกผลหลังการสอน ปัญหา/อุปสรรค แนวทางการแก้ไข ด้านความรู้ ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านความสามารถทางเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้านอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่นหรือพฤติกรรมที่มีปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคล (ถ้ามี))


65 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เวลา 10 ชั่วโมง เรื่อง การรู้เท่าทันสื่อ เวลา 2 ชั่วโมง รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและมีจริยธรรม ตัวชี้วัด ม.3/3 ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์สื่อและผลกระทบจากการให้ข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่าทัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อได้ (K) 2. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และประเมินผลกระทบของข้อมูลจากข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่าทันได้ (P,A) 3. สาระสำคัญ การรู้เท่าทันสื่อเป็นลักษณะสมรรถนะที่ครอบคลุมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศผ่านสื่อ และเทคโนโลยีดิจิทัล การเลือก รับ วิเคราะห์ประเมินและนำ ข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในทางสร้างสรรค์โดยองค์ประกอบการรู้เท่าทันสื่อ มีดังนี้ 1) ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ 2) ความเข้าใจการประเมินค่าสาระสนเทศเนื้อหาในสื่อ 3) การสร้าง การใช้ประโยชน์และการเฝ้าระวังสาระสนเทศและเนื้อหาในสื่อ 4) การสะท้อนคิด 4. สาระการเรียนรู้ 1. องค์ประกอบการรู้เท่าทันสื่อ 2. การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ 3. การใช้สื่อและปัญหาที่พบในสื่อปัจจุบัน 4. ผลกระทบของข้อมูลที่ผิดพลาด 5. รูปแบบการสอน/วิธีการสอน 1. รูปแบบการสอนแบบการอภิปราย


66 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ทักษะ 4 Cs ทักษะการคิดวิจารณญาณ (Critical Thinking) ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaboration Skill) ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 8. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 9. การจัดกระบวนการเรียนรู้ ชั่วโมงที่ 1 ขั้นนำ (10 นาที) 1. ครูสอบถามนักเรียนว่าจากคาบที่แล้ว ข้อมูลที่เราพบในอินเทอร์เน็ต นอกจากการประเมินความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลก่อนนำไปใช้งานแล้วเรายังต้องคำนึงถึงด้านใดอีกบ้าง (แนวคำตอบ การกลั่นแกล้งคนอื่นด้วยสื่อออนไลน์ ลิขสิทธิ์ของข้อมูล) ขั้นสอน (40 นาที) 1. ครูถามนักเรียนว่าก่อนที่จะสามารถวิเคราะห์ และรู้เท่าทันสื่อได้ ควรมีพื้นฐานความรู้ ความสามารถด้าน ใดบ้าง (แนวคำตอบ การใช้คอมพิวเตอร์ ความสามารถในการค้นหาข้อมูลข่าวสาร) 2. ครูอธิบายองค์ประกอบของการรู้เท่าทันสื่อจากหนังสือเรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) 3. ครูอธิบายที่มาของความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล 8 ด้าน 4. ครูสุ่มนักเรียนยกตัวอย่างการรู้เท่าทันสื่อคนละด้าน พร้อมยกตัวอย่าง (แนวคำตอบ ด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัวและข้อมูล ยกตัวอย่าง ไม่เปิดเผยข้อมูลที่อยู่ให้กับบุคคลที่ ไม่รู้จัก ไม่โพสต์ข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนลง Facebook โดยเฉพาะที่อยู่และเลขประจำตัวประชาชน เป็นต้น) 5. ครูอธิบายหัวข้อ “การรู้เท่าทันสื่อ” 6. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด


67 ชั่วโมงที่ 2 ขั้นสอน (40 นาที) 7. ครูถามทบทวนนักเรียนโดยการถามคำถามว่า ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลมีกี่ด้าน อะไรบ้าง (แนวคำตอบ การใช้อย่างปลอดภัย การป้องกันความเป็นส่วนตัว) 8. ครูถามนักเรียนว่าหากมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่รู้เท่าทัน จะส่งผลกระทบอะไรกับผู้อื่นบ้าง (แนวคำตอบ ข้อมูลที่เป็นเท็จ เกิดความไม่ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคล มีการละเมิดลิขสิทธิ์) 9. ครูอธิบายความสำคัญของการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากหนังสือหนังสือ เรียนวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคํานวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องการใช้สื่อและปัญหาที่พบในสื่อปัจจุบัน และเรื่องผลกระทบของข้อมูลที่ผิดพลาด 10. จากนั้นครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด Activity วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และประเมินผล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากข้อมูลผิดพลาด ขั้นสรุป (10 นาที) 1. ครูให้นักเรียนร่วมกันสรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่รู้เท่าทันสื่อ 10. สื่อแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 2. หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล 11. การวัดและการประเมินผล 11.1 การประเมินระหว่างการจัดกิจกรรม จุดประสงค์ วิธีการประเมิน เครื่องมือการประเมิน เกณฑ์การประเมิน 1. บอกความหมายการ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและ การรู้เท่าทันสื่อได้ (K) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการ คำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือ ของข้อมูล บอกความหมายการ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและ การรู้เท่าทันสื่อได้ ถูกต้อง 60% ขึ้นไป 2. วิเคราะห์ความ น่าเชื่อถือ และ ประเมินผลกระทบของ ข้อมูลจากข่าวสารที่ผิด เพื่อการใช้งานอย่างรู้เท่า ทันได้ (P,A) ตรวจแบบฝึกหัด แบบฝึกหัดรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (วิทยาการ คำนวณ) ม.3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าเชื่อถือ ของข้อมูล วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และประเมินผลกระทบ ของข้อมูลจากข่าวสารที่ ผิด เพื่อการใช้งานอย่าง รู้เท่าทันได้ถูกต้อง 60% ขึ้นไป


68 11.2 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้าน รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ยืนตรงเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติได้ 1.2 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีปรองดองและเป็นประโยชน์ ต่อโรงเรียน 1.3 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตามหลักศาสนา 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนจัดขึ้น 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง 2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง 3. มีวินัย รับผิดชอบ 3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน 4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้ 4.2 รู้จักจัดสรรเวลาให้เหมาะสม 4.3 เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดา-มารดา โดยไม่โต้แย้ง 4.4 ตั้งใจเรียน 5. อยู่อย่างพอเพียง 5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด 5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า 5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย 6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสำเร็จ 7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทำงาน 8.2 รู้จักการดูแลรักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน และโรงเรียน ลงชื่อ..................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน 12. ความเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 51-60 ดีมาก 41-50 ดี 30-40 พอใช้ ต่ำกว่า 30 ปรับปรุง ข้อเสนอแนะ ลงชื่อ (นายบุญส่ง จอมหงษ์) ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา


69 13. บันทึกผลหลังการสอน ปัญหา/อุปสรรค แนวทางการแก้ไข ด้านความรู้ ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านความสามารถทางเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ด้านอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่นหรือพฤติกรรมที่มีปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคล (ถ้ามี))


Click to View FlipBook Version