The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สรุปเนื้อหา ป.6

สรุปความรู้ป.6

สรปุ ความรู้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่6
เรอ่ื งอาหารและการยอ่ ยอาหาร

อาหาร (Food) หมายถึง สิ่งที่เรารับประทานเขา้ ไปในรา่ งกายไดอ้ ยา่ งปลอดภยั และมปี ระโยชน์ต่อรา่ งกาย

อาหารหลกั 5 หมู่

หม่ทู ี่ 1 ประเภท โปรตนี ได้แก่ เน้อื สัตว์ ไข่ นม และถว่ั ตา่ ง ๆ
ประโยชน์ ทาให้รา่ งกายเจรญิ เติบโต และแข็งแรง ช่วยซ่อมแซมสว่ นที่สกึ หรอของร่างกาย

หมทู่ ี่ 2 ประเภท คารโ์ บไฮเดรต ได้แก่ ขา้ ว แปง้ นา้ ตาล เผอื ก มนั อ้อย
ประโยชน์ คอื ใหพ้ ลังงานและความอบอ่นุ แกร่ า่ งกาย

หมทู่ ่ี 3 ประเภท วิตามนิ และเกลอื แร่จากผกั ได้แก่ ผักใบเขียว และพืชผักอน่ื ๆ
ประโยชน์ ทาใหร้ า่ งกายมีความต้านทานโรคได้ดี ช่วยควบคุมการทางานของรา่ งกายให้
เป็นปกติ
หมทู่ ่ี 4 ประเภท วติ ามินและเกลอื แรจ่ ากผลไม้ ไดแ้ ก่ ผลไม้ เป็นอาหารทมี่ ีเสน้ ใย
ประโยชน์ ช่วยในการขบั ถา่ ยอจุ จาระ ทาใหไ้ ม่เกิดอาการท้องผูก ช่วยสรา้ งเสรมิ รา่ งกาย
ให้แขง็ แรง ช่วยควบคมุ การทางานของร่างกายให้เป็นปกติ

หมู่ท่ี 5 ประเภท ไขมนั จากพืชและสัตว์ ได้แก่ นา้ มนั จากพืชและสัตว์
ประโยชน์ ใหพ้ ลังงานแกร่ า่ งกายช่วยให้รา่ งกายอบอนุ่

สารอาหาร (Nutrient) คือ สารเคมีทอี่ ยใู่ นอาหาร โดยร่างกายนาไปใชใ้ นกระบวนการต่าง ๆ เพ่ือการ
เจรญิ เติบโตและการดารงชีวิต สามารถแบง่ ออกเปน็ 6 ประเภท ได้แก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมัน
วิตามิน เกลอื แร่ และน้า

ประโยชน์ของสารอาหาร ประโยชน์

สารอาหาร  ช่วยให้พลังงานและความอบอ่นุ แกร่ า่ งกาย

คาร์โบไฮเดรต  ทาใหร้ ่างกายเจรญิ เตบิ โต ซอ่ มแซมส่วนทีส่ กึ หรอ
 ใหพ้ ลงั งานแก่รา่ งกาย
โปรตนี  ใหค้ วามอบอนุ่ ใหพ้ ลังงาน
 ชว่ ยดดู ซึมวิตามินท่ลี ะลายได้ในไขมนั
ไขมัน  ชว่ ยให้อวัยวะตา่ ง ๆ ในร่างกายทางานเปน็ ปกติ
 สรา้ งภมู ิคุ้มกนั ใหแ้ ก่รา่ งกาย
วิตามิน  ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทางานเปน็ ปกติ
 สร้างภมู ิคุ้มกนั ใหแ้ กร่ า่ งกาย
เกลอื แร่  ช่วยในการนาของเสยี ออกจากร่างกาย
 ช่วยในการควบคุมอณุ หภูมิ
นา้

คณุ คา่ ของสารอาหาร

วติ ามิน/แรธ่ าตุ ความสาคัญ แหลง่ อาหาร ผลจาการขาด

วติ ามนิ เอ ช่วยบารงุ สายตาและผิวหนัง นม เนย ไข่แดง ตบั จะมองเหน็ วัตถใุ นที่สลัวไม่ชดั เจนตาดา

(A) นา้ มนั ตับปลา ผัก และผลไม้ อกั เสบ กระจกตาขนุ่ และผิวหนงั แห้ง

วติ ามินบี 1 ใหพ้ ลังงานและนากระแสความรู้สกึ ยีสต์ ธัญพชื ถั่ว และเนอ้ื สตั ว์ มีอาการอ่อนเพลีย หงดุ หงดิ

(B1) ของเส้นประสาท และมกั จะผสมในวติ ามนิ บรี วม ความจาไมด่ ี นอนไม่หลบั

วติ ามนิ บี 2 มีความจาเปน็ ต่อสุขภาพผิวหนัง เนือ้ สตั ว์ ไข่ ตบั และผกั ใบ ตาจะไวตอ่ แสงแดดและอาจพร่าเลือน

(B2) และระบบประสาท เขียว ผวิ หนังจะเป็นสะเกด็ มนั ๆ

วิตามินซี เสริมสรา้ งภมู คิ ุ้มกัน เปน็ สารต้าน ผกั ผลไม้ เช่น พรกิ หวาน อาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ปวด

(C) อนมุ ูลอิสระ โขม กะหลา่ ดอก และตับสัตว์ กล้ามเนือ้

วติ ามนิ ดี ช่วยเสรมิ การทางานของกระดูก แสงแดด เกิดโรคกระดกู พรนุ
(D) กล้ามเนอื้ หัวใจ ปอด
และสมอง ไข่ พชื ผัก ผลไม้ อาหาร ความผิดปกติทางระบบประสาท
วติ ามินอี จาพวกถ่ัว ระบบเลือด ระบบสืบพันธุ์
(E) ป้องกนั การอุดตันของเมด็ เลอื ด
ตอ่ ตา้ นอนมุ ลู อิสระ นม เนือ้ ไข่ ผักสเี ขียวเขม้ เดก็ เจริญเตบิ โตไม่เต็มท่ี ในหญงิ มี
แคลเซยี ม และปอ้ งกันการอักเสบ สัตว์ทก่ี ินทั้งเปลือกและกระดกู ครรภ์จะทาใหฟ้ นั ผุ
(Ca)
ชว่ ยในการทางานของประสาท เชน่ กงุ้ แห้ง ปลา ออ่ นเพลีย กระดกู เปราะและแตกงา่ ย
ฟอสฟอรสั และกลา้ มเนือ้ นม เน้ือสตั ว์ ไข่ ถวั่ ผกั บาง ทอ้ งผูก ออ่ นเพลยี สูญเสียเน้ือเยอ่ื
(P) ชนดิ เชน่ เห็ดมะเขือเทศ กลา้ มเน้ือ ภาวะหวั ใจเตน้ ผดิ ปกติ
ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันการ ผักใบเขียวทกุ ชนิด สะระแหน่
โพแทสเซียม ดดู ซึมคาร์โบไฮเดรตการสร้างเซลล์ เมล็ดทานตะวัน ถวั่ เปน็ ตน้
(K)
ประสาท
ควบคุมสมดุลของน้าในร่างกาย
และช่วยทาให้หวั ใจเตน้ เปน็ ปกติ

เหลก็ เปน็ ส่วนประกอบของเอนไซม์บาง ตบั เนือ้ สตั ว์ ถว่ั ไข่ ผกั สี โลหติ จาง ออ่ นเพลยี
(Fe) ชนดิ และฮโี มโกลบนิ ในเมด็ เลอื ด เขียว

แดง

ไอโอดนี เป็นสว่ นประกอบของฮอร์โมนไทร อาหารทะเล เกลอื สมทุ ร ในเด็กทาให้สตปิ ัญญาเส่อื ม รา่ งกาย
(I) อกซนิ ซงึ่ ผลิตจากตอ่ มไทรอยด์ เกลอื เสริมไอโอดีน แคระแกรน ในผู้ใหญ่ จะทาใหเ้ ปน็

โรคคอพอก

ธงโภชนาการ

ธงโภชนาการ คือ แนวทางการรบั ประทานอาหารที่ใหค้ ุณคา่ ทางอาหารครบถ้วนกบั ความตอ้ งการ
ของรา่ งกาย โดยการนาอาหารหลัก 5 หมู่ มาจัดแบง่ ออกเปน็ ชั้นๆ ตามสดั ส่วน ปรมิ าณ และ
ความหลากหลาย ที่ควรรับประทานใน 1 วัน

ธงโภชนาการแสดงปรมิ าณอาหารทเ่ี ดก็ ไทยควรบรโิ ภคใน 1 วนั

ขา้ ว-แปง้
วนั ละ 8-12 ทพั พี

ผกั ผลไม้
วนั ละ วนั ละ 3-5 สว่ น
4-6 ทพั พี
เนอื้ สตั ว์
นม วนั ละ 6-12 ชอ้ นกนิ ขา้ ว
วนั ละ 1-2 แกว้

นา้ มนั นา้ ตาล เกลอื วนั ละน้อย ๆ

1.จากธงโภชนาการ ใน 1 วนั นักเรียนควรรับประทานอาหารใดในปรมิ าณมากทสี่ ดุ ขา้ ว-แปง้

2.จากธงโภชนาการ ใน 1 วัน นกั เรยี นควรรบั ประทานอาหารใดในปริมาณนอ้ ยทส่ี ดุ นา้ มนั นา้ ตาล เกลอื

การเลอื กรบั ประทานอาหาร

ชว่ งวยั ลักษณะของช่วงวัย สารอาหารท่ีต้องการ พลังงานทต่ี ้องการ
วัยทารก ชว่ ง 0-6 เดือน น้านมของมารดา
(0-1 ป)ี มีกล้ามเนอ้ื น้อยเมือ่ อายุครบ หรือนมผงสาหรับทารก หลัง6เดือน 500-800
1 ปจี ะมีมวลเพิ่มขนึ้ จากแรก ควรได้รับสารอาหารครบท้ัง 5 หมู่ กิโลแคลอรี
วยั ก่อนเรยี น ต้องการสารอาหารและพลังงานสงู
(1-6 ป)ี เกิดประมาณ 3 เทา่ จึงควรรบั ประทานใหค้ รบทงั้ 5 หมู่ เพศชาย1,000-1,300
กโิ ลแคลอรี
วยั เรยี น รปู ร่างจะคอ่ ย ๆ ยดื ออก ในปรมิ าณทีม่ ากข้นึ
(6-12 ป)ี ศรี ษะมขี นาดเล็กลงเม่อื เทียบ เพศหญงิ 1,000-1,300
กบั ขนาดของร่างกาย ขนาด ตอ้ งการพลังงานโปรตีน วติ ามนิ กิโลแคลอรี
ของมือและเทา้ จะใหญข่ นึ้ มฟี ัน และเกลือแร่
เพศชาย1,400-1,700
น้านม ต้องการสารอาหาร กโิ ลแคลอรี
และพลังงานมากที่สุด
รา่ งกายจะมขี นาดใหญข่ นึ้ เพศหญิง1,400-1,500
โดยมวลและความสูงจะเพมิ่ ขน้ึ รบั ประทานอาหารให้หลากหลาย กิโลแคลอรี
ซึง่ ปริมาณอาหารและพลังงาน
ทุกปแี ละเรม่ิ มีฟันแทข้ ึ้น ที่รา่ งกายต้องการจะขึน้ อย่กู บั อายุ เพศชาย2,100-2,300
กิโลแคลอรี
วยั รนุ่ ร่างกายจะมีการเจริญเตบิ โต เพศ และกจิ กรรมทีท่ า
(12-18 ปี อย่างรวดเร็วและเปลย่ี นแปลง ตอ้ งการสารอาหารเช่นเดยี วกบั เพศหญิง1,800-1,850
วัยหนมุ่ สาว แตต่ ้องควบคมุ อาหาร กโิ ลแคลอรี
อยา่ งเหน็ ไดช้ ัด เพราะเผาผลาญพลงั งานไดน้ อ้ ยลง
เพศชาย2,150
วยั หนมุ่ สาว ร่างกายจะมกี ารเจริญเติบโต ต้องการสารอาหารประเภทโปรตนี กโิ ลแคลอรี
(18-39 ป)ี สมบรู ณ์เตม็ ท่วี ยั นี้จึงเหมาะแก่ แร่ธาตแุ ละวิตามนิ
เพศหญิง1,750
การมีบตุ ร เพือ่ ซ่อมแซมรา่ งกายสว่ นทีส่ กึ หรอ กโิ ลแคลอรี

วยั กลางคน ร่างกายจะค่อยๆเสื่อมโทรมลง เพศชาย2,100
กิโลแคลอรี
(40-65 ปี) กลา้ มเนื้อต่าง ๆ จะมีความ
เพศหญิง1,750
แข็งแรงลดลงเรมิ่ มีไขมันสะสม กิโลแคลอรี

ใต้ผวิ หนัง เสน้ ผมเริ่มหงอก เพศชาย1,750
กิโลแคลอรี
วยั ชรา ร่างกายจะเสอื่ มโทรม
เพศหญิง1,550
(65 ปีขึน้ ไป) เกอื บทกุ ระบบ กโิ ลแคลอรี

การตรวจสอบสารอาหาร

สารอาหารท่ใี หพ้ ลังงานแบง่ ออกเป็น 3 ประเภทคือ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน และไขมัน
การตรวจสอบสารอาหารทใี่ ห้พลงั งานสามารถทาไดด้ งั นี้
1. การตรวจสอบแปง้ ทาได้โดยหยดสารละลายไอโอดนี ลงในอาหาร หากสขี องสารละลายไอโอดีนเปล่ยี นเป็น
น้าเงินปนมว่ ง แสดงว่าอาหารนัน้ มีแป้ง
2. การตรวจสอบนา้ ตาล (กลโู คส) ทาได้โดยหยดสารละลายเบเนดิกตล์ งในอาหาร แลว้ น้าไปอุ่นในน้าเดอื ด
หากสีของสารละลายเบเนดกิ ต์เปล่ยี นดงั นี้
2.1 เปลี่ยนเปน็ สเี ขยี วออ่ น แสดงวา่ อาหารน้ันมนี ้าตาลกลูโคสอยู่บา้ ง
2.2 เปล่ียนเปน็ สเี หลอื ง แสดงว่าอาหารน้ันมีน้าตาลกลูโคสเล็กน้อย
2.3 เปลี่ยนเป็นสีน้าตาลหรอื สแี ดงอิฐ แสดงว่าอาหารนนั้ มนี า้ ตาลกลูโคสจานวนมาก
3. การตรวจสอบโปรตนี ทาได้โดยหยดสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตกบั สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดล์ งใน
อาหาร หากสขี องสารละลายทัง้ 2 ชนดิ เปล่ยี นเปน็ สีมว่ งออ่ นหรือม่วงอมชมพู แสดงวา่ อาหารนน้ั มโี ปรตนี
4. การตรวจสอบไขมนั ทาไดโ้ ดยนาอาหารวางไวบ้ นกระดาษสี ขาว จากน้ันหยิบอาหารออกแล้วนากระดาษ
มาสอ่ งดูความโปร่งแสง หากกระดาษโปร่งแสง แสดงว่าอาหารนนั้ มไี ขมัน

เรอื่ งระบบยอ่ ยอาหารของมนษุ ย์

อาหารท่ีรับประทานเข้าไปในร่างกายจะค่อย ๆ เคลื่อนท่ีผ่านอวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหาร เพ่ือทาให้เป็น
สารอาหารท่มี ขี นาดเลก็ และดูดซึมเขา้ สรู่ า่ งกายได้ อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร
ลาไสเ้ ลก็ ลาไสใ้ หญ่ ทวารหนกั ตบั และตบั อ่อน โดยอวยั วะเหล่านีจ้ ะทาหนา้ ทแ่ี ตกต่างกนั แต่มีการทางานร่วมกันเป็น
ระบบย่อยอาหาร ดงั น้ี

ปาก (Mouth) หลอดอาหาร (Esophagus)
(ฟนั ลนิ้ ตอ่ มนา้ ลาย) กระเพาะอาหาร (Stomach)

ตับ (Liver) ลาไสใ้ หญ่ (Large intestine)

ลาไสเ้ ลก็ (Small intestine)

ทวารหนกั (Anus)

ตับอ่อน (Pancreas)

ระบบยอ่ ยอาหาร (Digestive System) มีหน้าท่ยี อ่ ยอาหารให้ละเอียด แลว้ ดดู ซมึ ผา่ นเข้าสู่กระแสเลือด
เพื่อไปเลย้ี งสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย

การยอ่ ยอาหาร (Digestion) หมายถึง กระบวนการสลายอนภุ าคอาหารใหม้ ขี นาดเล็กสุด จนสามารถดูดซึม
เขา้ ไปในเซลล์ได้ เมื่อมนษุ ย์รบั ประทานอาหารเข้าสูร่ า่ งกาย จะผ่านระบบต่าง ๆ ดงั น้ี

- ปาก (Mouth)

- หลอดอาหาร (Esophagus)

- กระเพาะอาหาร (Stomach)

- ลาไสเ้ ลก็ (Small intestine)

- ลาไสใ้ หญ่ (Large intestine)

- ทวารหนกั (Anus)

การยอ่ ยอาหารเปน็ การเปลย่ี นแปลงโมเลกลุ ของสารอาหารใหม้ ขี นาดเลก็ ลง จนรา่ งกาย
สามารถดดู ซมึ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ แบง่ การยอ่ ยออกเปน็ 2 ประเภท คอื

๑. การยอ่ ยเชงิ กล (Mechanical digestion) เปน็ การเปลีย่ นแปลงขนาดของอาหารให้เล็กลง
โดยการบดเคีย้ วของฟนั การบีบตวั ของกลา้ มเนอ้ื ทางเดนิ อาหาร

๒. การยอ่ ยทางเคมี (Chemical digestion) เป็นการเปลีย่ นแปลงขนาดของอาหาร โดยมี
เอนไซม์ทเ่ี ป็นนา้ ย่อยเข้ามาเก่ียวข้อง ทาให้อาหารมีขนาดเล็กลงทส่ี ุด เพอ่ื ทรี่ า่ งกายสามารถดูดซมึ ไปใชไ้ ด้

หนา้ ทข่ี องอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร

ปาก (Mouth) ทาหนา้ ที่ มฟี นั บดเคยี้ วอาหาร มีลิ้นคลกุ เคลา้
อาหาร มตี อ่ มนา้ ลายสรา้ งน้ายอ่ ย ช่อื อะไมเลส ทาหนา้ ที่ยอ่ ยแป้ง

หลอดอาหาร (Esophagus) ทาหน้าท่ี ลาเลยี งและส่งอาหารไปยัง
บริเวณกระเพาะอาหาร โดยกลา้ มเนอื้ จะบีบตัวทาให้อาหารเคลอื่ นที่
ผา่ นไปได้

กระเพาะอาหาร (Stomach) ทาหน้าที่ สร้างกรดและเอนไซม์
ในการยอ่ ยโปรตีนและลาเลียงอาหารส่งไปยังลาไส้เลก็

ลาไสเ้ ลก็ (Small intestine) ทาหนา้ ทผ่ี ลติ เอนไซมแ์ ละนา
เอนไซม์ทส่ี ่งมาจากตับอ่อนมาย่อยโปรตนี คาร์โบไฮเดรต และไขมัน

เม่อื สารอาหารในลาไส้เลก็ ถกู ย่อยและดูดซึมแลว้ จะเปน็ กากอาหาร
สง่ ไปยงั ลาไสใ้ หญ่

ลาไสใ้ หญ่ (Large intestine) ทาหนา้ ท่ีรับกากอาหารจาก
ลาไสเ้ ลก็ ดดู ซึมนา้ และเกลอื แร่ออกจากกากอาหาร และลาเลยี งไป
ยังทวารหนกั

ตบั (Liver) ทาหน้าทส่ี ร้างนา้ ดีและลาเลยี งมายงั ลาไส้เลก็ เพื่อ
ช่วยให้ไขมันแตกตวั

ตบั ออ่ น (Pancreas) ทาหนา้ ที่สรา้ งเอนไซม์หลายชนดิ ทใี่ ช้
สาหรบั การยอ่ ยสารอาหาร จากนั้นจะสง่ ไปทีล่ าไสเ้ ลก็

ทวารหนกั (Anus) ทาหนา้ ท่ี ขับกากอาหารทสี่ ะสม และ
รวมกันอยู่ในลาไส้ตรงใหอ้ อกจากร่างกายในรปู ของอจุ จาระ

เกรด็ ความรู้

 ตบั และตับออ่ นเป็นอวยั วะท่เี กี่ยวข้องกบั การยอ่ ยอาหาร แต่ไม่ไดอ้ ยู่ในระบบทางเดนิ อาหาร
 ตบั จะผลติ น้าดไี ปเกบ็ ท่ี "ถงุ นา้ ด"ี และเมอื่ ใช้จะสง่ ไปทล่ี าไส้เลก็ ตอนต้น
 นา้ ดไี ม่ใชน่ า้ ยอ่ ย แต่มีหน้าทชี่ ่วยใหไ้ ขมันแตกตวั มขี นาดเล็กลง จึงทาใหน้ ้ายอ่ ยทางานไดม้ ี

ประสิทธิภาพมากขน้ึ
 ตบั อ่อนจะผลติ น้ายอ่ ยสารอาหารท้ังโปรตีน, ไขมนั และคารโ์ บไฮเดรต โดยจะสง่ ไปท่ลี าไสเ้ ล็ก

ตอนตน้

เอนไซม์ เป็นสารประกอบประเภทโปรตนี ในกระเพาะอาหารมเี อนไซม์ คือ เพปซนิ จะ
เอนไซมท์ ใ่ี ชใ้ นการยอ่ ยอาหาร เรยี กวา่ นา้ ยอ่ ย ทางานรว่ มกบั กรดไฮโดรคลอริก ยอ่ ยโปรตีน
จากพชื และสตั วแ์ ละเรนนนิ ยอ่ ยโปรตนี ในนม

ในน้าลายมเี อนไซม์ ชอ่ื อะไมเลส

แนวทางในการดแู ลอวัยวะในระบบยอ่ ยอาหาร

1. รบั ประทานอาหารทส่ี ะอาดและปรงุ สกุ ใหม่
2. รบั ประทานอาหารทม่ี ใี ยอาหารสงู ไดแ้ ก่ ผกั และผลไมต้ า่ ง ๆ
3. รบั ประทานอาหารใหเ้ ปน็ เวลา ครบทง้ั 3 มอ้ื และรบั ประทานอาหารในปรมิ าณทเี่ หมาะสม
4. หลกี เลยี่ งการรบั ประทานอาหารทม่ี รี สจดั เพราะจะทาใหเ้ กดิ กรดในกระเพาะอาหารมากเกนิ ไป
5. ออกกาลงั กายสมา่ เสมอ เพอ่ื ชว่ ยใหอ้ วยั วะตา่ ง ๆ แขง็ แรง และทางานไดเ้ ปน็ ปกติ
6. หลกี เลย่ี งเนอื้ สตั วต์ ดิ มนั หรอื อาหารทม่ี ไี ขมนั สงู
7. หลกี เลย่ี งการสบู บหุ รหี่ รอื การดมื่ เครอื่ งดม่ื ทม่ี แี อลกอฮอล์
8. ดมื่ นา้ อยา่ งนอ้ ย 6−8 แกว้ หรอื 2 ลติ รตอ่ วนั หรอื ตามทรี่ า่ งกายตอ้ งการตอ่ วนั

สรปุ ความรู้
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่6
เรอื่ งการแยกสารเนื้อผสม

สสาร (Matter) คอื สงิ่ ท่ีมีมวล ตอ้ งการทอี่ ยู่ และสามารถสัมผัสไดด้ ้วยประสาทสัมผสั
เช่น ข้าวสาร ถวั่ เขียว ผลไม้ อากาศ และน้า

สาร (Substance) คอื สสารทม่ี สี มบัตชิ ัดเจนและมีองค์ประกอบทแี่ นน่ อน
เช่น นา้ ตาล นา้ และแก๊สออกซิเจน

สมบตั ขิ องสาร แบง่ เปน็ 2 ประเภท คือ
1. สมบตั ทิ างกายภาพ หมายถงึ สมบตั ิท่สี งั เกตได้จากลกั ษณะภายนอก และเกยี่ วกบั วิธีการทางฟสิ กิ ส์
เชน่ ความหนาแน่น , จุดเดอื ด , จดุ หลอมเหลว
2. สมบตั ทิ างเคมี หมายถงึ สมบตั ิที่เกดิ ขน้ึ จากการทาปฏกิ ริ ยิ าเคมี เชน่ การติดไฟ ,การเป็นสนิม ,
ความเป็น กรด - เบส ของสาร

การจาแนกสารมี 4 เกณฑ์ ได้แก่
1. การใช้สถานะเปน็ เกณฑ์
2. การใชเ้ น้ือสารเป็นเกณฑ์
3. การละลายนา้ เป็นเกณฑ์
4. การนาไฟฟ้าเป็นเกณฑ์

การแยกสาร หมายถงึ การท่ีแยกสารทผ่ี สมกันตง้ั แต่ ๒ ชนดิ ข้นึ ไปออกจากกัน เพอ่ื นาสารท่ีได้นนั้ ไป
ใช้ประโยชนต์ ามตอ้ งการ ซงึ่ สามารถจาแนกได้คือ การแยกสารเน้อื ผสม และการแยกสารเน้ือเดยี ว
การจาแนกสารโดยใชเ้ นอ้ื สารเปน็ เกณฑ์ เมือ่ ใช้สมบตั ทิ างกายภาพของสารท่ีไดจ้ ากการสงั เกตลักษณะความแตกต่าง
ของเน้อื สาร จะสามารถจาแนกไดอ้ อกเป็น 2 กล่มุ คอื
1. สารเนอื้ เดยี ว (Homogeneous Substance) หมายถึง สารที่อาจมชี นิดเดยี วหรืออาจมตี ้งั แต่ 2 ชนิดข้ึนไป
ผสมกนั อยูอ่ ย่างกลมกลนื มองเห็นเป็นเนือ้ เดยี วกนั ตลอด อาจมหี ลายสถานะ และจะแสดงสมบตั เิ หมือนกนั
ทุกประการ

เกลอื
นา้
2.สารเนอื้ ผสม (Heterogeneous Substance) หมายถึง สารตัง้ แต่ 2 ชนิดขึ้นไปท่ีนามาผสมกนั โดยเน้ือสาร
ไมก่ ลมกลนื เป็นเนอื้ เดยี วกนั สามารถมองเห็นไดว้ ่ามสี ารมากกว่า 1 ชนดิ เปน็ องคป์ ระกอบ

น้าจ้มิ ไก่ น้าพริกกะปิ

สารเนอื้ ผสมมไี ดท้ ง้ั 3 สถานะ เช่น
1. สารเนอ้ื ผสมสถานะของแขง็ เชน่ ทราย คอนกรีต ดนิ เปน็ ตน้
2. สารเนอื้ ผสมสถานะของเหลว เช่น น้าคลอง น้าโคลน น้าจม้ิ ไก่ เปน็ ตน้
3. สารเนอ้ื ผสมสถานะแกส๊ เช่น ฝนุ่ ละอองในอากาศ เขม่า ควันดาในอากาศ เป็นตน้

วิธกี ารแยกสารเนอ้ื ผสม

การแยกสารเน้ือผสมอาจใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การกรอง การหยิบออก การร่อน การรินออก
การใชแ้ ม่เหลก็ ดดู การตกตะกอน การระเหดิ ซึ่งเป็นการแยกสารโดยวิธีทางกายภาพทั้งสิ้น สารที่แยกได้จะ
มสี มบัติเหมอื นเดมิ ซึง่ รายละเอียดของวธิ ีการแยกแบบต่าง ๆ สรปุ ได้ดงั นี้

การกรอง เป็นวิธีการแยกสารออกจากกันระหว่างของแข็งกับของเหลว หรือ
การหยบิ ออก ใช้แยกสารแขวนลอยออกจากน้า ซ่ึงใช้กันมากในทางเคมี โดยเฉพาะใน
ห้องปฏิบัติการท่ีกรองสารในปริมาณน้อย ๆ การกรองน้ันจะต้องเทสาร
การรอ่ น ผ่านกระดาษกรอง หรืออาจใช้วสั ดตุ ่างๆนอกเหนือจากกระดาษกรองกไ็ ด้

เปน็ การแยกของผสมที่มขี นาดใหญ่ มองเห็นได้ชัด วิธีการแยกสาร
ด้วยการหยิบออก คือ ใช้มือหยิบออก เข่ียออก หรือใช้อุปกรณ์อ่ืน ๆ
ชว่ ยหยิบออก เช่น แยกเมล็ดขา้ วเปลอื กทีป่ นกบั ขา้ วสาร

เป็นวิธีการแยกสารที่มีสถานะเป็นของแข็งออกจากกัน ซ่ึง
องค์ประกอบของสารน้ันจะต้องมีขนาดที่แตกต่างกัน จึงจะสามารถแยก
สารโดยวิธีการร่อนได้ เช่น การแยกทรายละเอียดและทรายหยาบออก
จากกันเพอื่ ใชใ้ นการก่อสรา้ ง การรอ่ นทอง เป็นตน้

เปน็ วธิ ีการแยกสารผสมทม่ี ีของแข็งผสมอยู่กับของเหลว โดยของแข็ง
จะไม่ละลายในของเหลวนั้น วิธีการแยกสารด้วยการรินออก คือ ค่อย ๆ
รนิ สารส่วนท่เี ปน็ ของเหลวให้แยกออกจากส่วนท่เี ป็นของแข็ง

การรนิ ออก

การใชแ้ มเ่ หลก็ ดดู เป็นวิธีการแยกสารผสมท่ีในส่วนประกอบหน่ึงของสารผสมมีสมบัติ
การตกตะกอน ในการถูกแม่เหล็กดึงดดู ได้ เรยี กวา่ สารแมเ่ หลก็ เชน่ การแยกผงตะไบเหล็ก
การระเหดิ ออกจากสารหรอื การแยกเหล็กออกจากสินแร่

ใช้แยกของผสมเนอ้ื ผสมทเี่ ปน็ ของแขง็ แขวนลอยอย่ใู นของเหลว ทาได้โดย
นาของผสมนั้นวางทง้ิ ไวใ้ หส้ ารแขวนลอยค่อย ๆ ตกตะกอนนอนก้น

ในกรณที ่ีตะกอนเบามากถ้าต้องการใหต้ กตะกอนเร็วข้ึนอาจทาได้โดย ใช้
สารตัวกลางให้อนุภาคของตะกอนมาเกาะ เม่ือมีมวลมากขึ้น น้าหนักจะ
มากขึ้นจะตกตะกอนไดเ้ รว็ ขนึ้

เป็นวิธีการแยกสารผสมท่ีมีของแข็ง ท่ีระเหิดได้ผสมกับของแข็งท่ี
ระเหิดไม่ได้ วิธีการแยกสารด้วยการระเหิด คือ ให้ความร้อนกับสารผสม
จะทาให้สารที่ระเหิดได้เปล่ียนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไอ โดยไม่ผ่าน
สถานะของเหลว ทาใหแ้ ยกสารออกจากสารผสมนน้ั ได้

สรุปความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี6
เรอ่ื งแรงไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟา้

แรงไฟฟา้ คอื แรงทเี่ กิดขึ้นระหว่างประจไุ ฟฟ้าดว้ ยกัน มที ั้งแรงดงึ ดดู และแรงผลกั
แรงไฟฟา้ เกดิ ขนึ้ ไดเ้ องตามธรรมชาติ การนาวัตถมุ าขดั ถกู นั จะทาใหเ้ กดิ แรงไฟฟา้ ขน้ึ บรเิ วณท่ีมีการขัดถขู องวตั ถุ
เทา่ นน้ั เรยี กแรงไฟฟา้ นี้วา่ ไฟฟา้ สถติ

ปจั จยั ทส่ี ง่ ผลต่อการเกดิ แรงไฟฟา้
1.ความชน้ื ของวตั ถุ วัตถทุ ี่มีความชนื้ สูงจะเกดิ แรงไฟฟ้าได้ค่อนขา้ งยาก
2.ประเภทของวสั ดุ วสั ดทุ ่ีเกิดแรงไฟฟ้าไดง้ ่าย เช่น พลาสติก แกว้ ยาง
3.ระยะเวลาทใี่ ชข้ ดั ถวู ตั ถุ หากน้อยเกนิ ไปจะไม่ทาให้เกดิ แรงไฟฟ้า
ผลของแรงไฟฟา้ ทเ่ี กิดขน้ึ

เม่ือนาวตั ถุ 2 ชนิด มาขัดถกู ัน จะทาให้ประจุไฟฟา้ เกดิ การแลกเปลยี่ นกนั วตั ถจุ ึงไม่เปน็ กลางทางไฟฟา้
หากนาวตั ถทุ ่ีไม่เป็นกลางทางไฟฟ้ามาเข้าใกลว้ ตั ถทุ ม่ี ีน้าหนกั เบา จะเกิดการเหนย่ี วนาไฟฟ้าจึงสามารถดงึ ดูด
วตั ถุทีม่ ีนา้ หนักเบาได้

การตอ่ วงจรไฟฟา้

การตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย
วงจรไฟฟา้ คอื เส้นทางของกระแสไฟฟา้ ที่มาจากแหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า ผ่านตัวนาไฟฟ้าและเครื่องใชไ้ ฟฟา้ หรือ
อุปกรณไ์ ฟฟ้า แลว้ กลบั ไปยงั แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ วงจรไฟฟา้ อย่างงา่ ย

วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ยประกอบดว้ ย 3 สว่ นสาคญั ดงั น้ี
1.แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ เช่น ถา่ นไฟฉาย แบตเตอร่ี ทาหน้าท่ีให้พลังงานไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ถ่านไฟฉายหรอื
แบตเตอร่ีซงึ่ ประกอบด้วยเซลลไ์ ฟฟ้าหลายเซลล์ตอ่ กนั มีหลายประเภทและมีรูปรา่ งหลายแบบ บางประเภทมี
อายุการใช้งานสั้น บางประเภทมอี ายกุ ารใช้งานนาน หรอื บางประเภทสามารถบรรจพุ ลงั งานไฟฟ้าได้ใหม่

2.สายไฟฟา้ หรอื ตวั นาไฟฟา้ ทาหน้าท่เี ชอ่ื มต่อระหวา่ งแหล่งกาเนิดไฟฟา้ และเคร่ืองใช้ไฟฟา้ ภายในสายไฟฟา้ มี
ลวดทองแดงซ่ึงเป็นตัวนาไฟฟ้าทยี่ อมให้กระแสไฟฟา้ ผา่ น สว่ นภายนอกมีฉนวนหุ้มซ่ึงจะไม่ยอมใหก้ ระแสไฟฟ้า
ผา่ น

3.อปุ กรณไ์ ฟฟา้ หรอื เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ทาหนา้ ท่เี ปลีย่ นพลงั งานไฟฟา้ เป็นพลงั งานอื่น เช่นหลอดไฟฟ้าทาหน้าท่ี
เปลี่ยนพลงั งานไฟฟา้ เป็นพลงั งานแสง

เม่ือตอ่ วงจรไฟฟา้ จะมีกระแสไฟฟา้ ไหลผ่านในวงจร โดยมสี วติ ซท์ าหน้าท่คี วบคมุ กระแสไฟฟ้า
วงจรปดิ คือ วงจรทกี่ ระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทาให้โหลด
หรอื เครอื่ งใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนนั้ ๆ ทางาน

วงจรเปดิ คอื วงจรท่กี ระแสไฟฟ้าไมส่ ามารถไหลได้ครบวงจร
ซ่ึงเป็นผลทาใหเ้ ครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ท่ตี ่ออยู่ในวงจรไมส่ ามารถจา่ ย
พลังงานออกมาได้

สญั ลกั ษณข์ องส่วนประกอบตา่ ง ๆ ในการตอ่ วงจรไฟฟา้

ตัวนาและฉนวนไฟฟา้

วสั ดทุ ี่นาไฟฟา้ ได้ เมอ่ื ตอ่ กับวงจรไฟฟา้ จะทาให้หลอดไฟฟ้าสวา่ ง เรียกวา่ ตวั นาไฟฟา้
ส่วนวัสดุท่ไี มน่ าไฟฟา้ เมอื่ ต่อกับวงจรไฟฟ้าจะทาใหห้ ลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง เรียกวา่ ฉนวนไฟฟา้

1.ตวั นาไฟฟา้ คอื วสั ดุทีย่ อมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ สว่ นใหญ่เปน็ วสั ดุประเภทโลหะ
เชน่ เงนิ ทองแดง อะลูมเิ นียม

2.ฉนวนไฟฟา้ คอื วสั ดุทไ่ี มย่ อมให้กระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นหรอื ไหลผา่ นได้ไมด่ ี เช่น พลาสติก ไม้ แก้ว ยาง ผา้

การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม
การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม วงจรไฟฟ้าท่ีประกอบด้วยเซลลไ์ ฟฟ้า ตวั นาไฟฟ้า และหลอดไฟฟ้า

เปน็ วงจรไฟฟา้ อย่างงา่ ยทแ่ี สดงให้เห็นถงึ การเคล่ือนทข่ี องกระแสไฟฟ้าจากแหล่งกาเนิดไปเครอื่ งใช้ไฟฟา้
เซลล์ไฟฟา้ หมายถงึ แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ หรอื แหลง่ จ่ายไฟชนดิ หน่งึ เช่น ถ่านไฟฉาย โดยถ่านไฟฉาย

1 กอ้ นแทนเซลลไ์ ฟฟ้า 1 เซลล์

การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ หมายถงึ การนาเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันในรูปแบบตา่ ง ๆ
การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม หมายถงึ การนาเซลล์ไฟฟา้ แต่ละเซลล์มาตอ่ กัน โดยนาขั้วบวกของเซลล์ไฟฟา้
เซลลห์ น่งึ ต่อกบั ขวั้ ลบของอกี เซลล์หนึง่

การตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม

ประโยชนข์ องการตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม คอื สามารถเพมิ่ กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้าให้เหมาะสมกบั
เครือ่ งใช้ไฟฟ้าชนดิ ต่าง ๆ เช่น การใสถ่ ่านไฟฉายมากกวา่ 1 กอ้ นในไฟฉาย

การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบขนาน

การตอ่ หลอดไฟฟา้ มี ๒ แบบ คือ 1.การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รม 2.การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนาน

1. การต่อหลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รม ( Series Circuit ) คือ การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบเรยี งต่อกนั
โดยกระแสไฟฟ้าทผ่ี า่ นหลอดไฟฟา้ แตล่ ะดวงจะมีปรมิ าณเดยี วกนั เมอ่ื ถอดหลอดไฟฟา้ ดวงใดดวงหนงึ่ ออก
จะทาใหห้ ลอดไฟฟ้าทีเ่ หลอื ดบั ทง้ั หมดเพราะทาใหว้ งจรไฟฟา้ ไมค่ รบวงจรและไมม่ กี ระแสไฟฟา้ ไหลผา่ น

ประโยชน์ ขอ้ จากดั

„ การตอ่ วงจรไมย่ ุง่ ยากซบั ซอ้ น „ หากหลอดไฟฟา้ ดวงหนึ่งชารุดหรือถกู
„ สามารถเปิดหลอดไฟฟ้าทกุ ๆ ดวงในวงจรไดพ้ รอ้ มกัน ถอดออกหลอดไฟฟา้ ดวงท่เี หลอื จะดบั
ท้ังหมด (วงจรไฟฟา้ เปดิ )

การประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั

„ ใชก้ บั การตอ่ หลอดไฟฟา้ ท่ตี อ้ งการให้สวา่ งพร้อมกัน เชน่ โคมไฟหรอื ไฟประดับตาม
สถานทีต่ ่าง ๆ ไฟกะพรบิ ตามงานรน่ื เรงิ การตอ่ ฟิวส์ภายในบา้ นหรอื ในอาคารสถานทต่ี า่ ง


2.การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบขนาน ( Parallel Circuit ) คอื การตอ่ หลอดไฟฟ้าแตล่ ะดวงครอ่ มกนั ทาให้
มีปริมาณกระแสไฟฟ้าแยกผ่านแต่ละเส้นทางตามสายไฟฟ้าท่ีผ่านหลอดไฟฟ้า แต่ละดวง เม่ือถอดหลอด
ไฟฟ้าดวงใดดวงหน่ึงออกจะไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นทางน้ัน แต่เส้นทางอื่นยังมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่
ทาให้หลอดไฟฟ้าที่เหลอื ยังคงสวา่ งอยู่

ประโยชน์ ขอ้ จากดั
„ หลอดไฟฟา้ ทุกดวงสว่างเท่ากนั
„ เมอื่ หลอดไฟฟ้าดวงหนง่ึ เสยี หลอดไฟฟ้าดวงอืน่ จะ „ ตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ตอ่ หลอดไฟฟา้ มากกว่าแบบอนุกรม
ยงั คงทางานไดต้ ามปกติ „ วิธกี ารตอ่ หลอดไฟฟา้ ซับซ้อนมากกวา่ การตอ่ แบบ
„ สามารถเปดิ หรอื ปดิ หลอดไฟฟ้าเฉพาะดวงท่ี อนกุ รม

การประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
„ การตอ่ หลอดไฟฟ้าแบบขนานถูกนามาใช้ประโยชน์กบั เครอื่ งใช้ไฟฟ้าภายในบา้ น โดยมี
วธิ กี ารตอ่ ทซี่ บั ซอ้ นกว่าการต่อแบบอนกุ รม แต่มปี ระสิทธิภาพในการใช้งานดกี วา่ เพราะ
หากเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ชนิดหน่งึ มีปญั หา เครอื่ งใช้ไฟฟ้าชนดิ อน่ื จะยงั คงใช้งานไดต้ ามปกติ

เกรด็ ความรู้

ในชีวติ ประจาวนั แหล่งพลงั งานไฟฟ้ามหี ลายประเภท เชน่ เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี เครือ่ งกาเนิดไฟฟา้ เซลลส์ รุ ิยะ
เซลลไ์ ฟฟา้ เคมี เปน็ อุปกรณท์ ที่ าหนา้ ทเ่ี ปลยี่ นพลงั งานเคมีใหเ้ ป็นพลงั งานไฟฟ้า แบง่ เป็น ๒ ชนดิ ไดแ้ ก่
ถา่ นไฟฉาย แบตเตอรี่

เซลลส์ รุ ยิ ะ เปน็ อุปกรณท์ ีใ่ ช้สาหรับเปลย่ี น
พลงั งานแสงอาทิตยเ์ ปน็ พลังงานไฟฟา้

เครอื่ งกาเนดิ ไฟฟา้ (ไดนาโม) เป็นอุปกรณท์ ที่ า
หน้าทเี่ ปลย่ี นพลังงานกลให้เปน็ พลังงานไฟฟ้า

สรปุ ความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที 6ี่
เรอ่ื ง เงา อปุ ราคา และเทคโนโลยี

การเกดิ เงามดื เงามวั

เงา คือ บริเวณมดื หลังวตั ถทุ ีเ่ กดิ ขึ้นจากวัตถุตา่ ง ๆ ขวางกน้ั ทางเดนิ ของแสงไว้ แสงจงึ ไมส่ ามารถ
เดนิ ทางไปถงึ หรอื ไปถึงเพยี งบางส่วน เงาเกดิ ขึน้ เมอ่ื มวี ตั ถุกั้นแสง แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ

1. เงามวั (Penumbra) คอื เงาของวตั ถใุ นบรเิ วณท่ีมีแสงบางสว่ นผ่านไปถงึ ทาใหบ้ ริเวณนนั้ มืดไม่
สนทิ

2. เงามดื (Umbra) คอื เงาของวตั ถใุ นบริเวณทไ่ี ม่มีแสงผา่ นไปถงึ ทาใหบ้ รเิ วณนั้นมืดสนทิ
เม่อื มีวตั ถุกั้นแสงจะเกิดเงาบนฉากเป็นบรเิ วณมดื หลงั วัตถุ กลา่ วคือ เงาเกิดจากการทีต่ ัวกลางทบึ แสง
มาขวางกนั้ ทางเดนิ ของแสง โดยรูปร่างของเงาจะเปน็ ไปตามวัตถุที่มากั้นแสง
ช่วงกวา้ งของการเกิดเงามืดเงามัว ขึ้นอยกู่ บั ขนาดของแหลง่ กาเนดิ แสง วัตถกุ ้นั แสง และระยะห่าง
ระหว่างแหลง่ กาเนดิ แสงกับวตั ถุก้นั แสงและฉากรบั แสง

การเกดิ เงามดื และเงามวั ของวตั ถุ

ลกั ษณะการเกดิ เงามดื และเงามวั
ขนาดของเงามืดและเงามัวจะขึ้นอยู่กับระยะใกล้-ไกลของฉากกับวัตถุ ถ้าฉากอยู่ใกล้วัตถุ เงามืดจะมี

ขนาดใหญ่ แต่เงามัวจะมขี นาดเล็กลง ทง้ั น้ยี กเว้นเฉพาะดวงไฟทม่ี ขี นาดโตเท่ากับวัตถุ ซึ่งจะให้เงามืดท่ีมีขนาด
โตเท่ากับขนาดของวัตถุเสมอ

ประโยชนข์ องการเกดิ เงา
1. ใช้วัตถุทบึ แสงมามุงหลังคา เพอ่ื ป้องกนั แสงแดดและความรอ้ นเขา้ บา้ นหรอื อาคาร
2. ใช้ในการบอกเวลาโดยดูจากนาฬิกาแดด
3. ใช้อธิบายปรากฏการณส์ รุ ยิ ุปราคาหรือจันทรุปราคา
4. ใชเ้ ปน็ หลกั ความรู้ในการปลูกต้นไมเ้ พือ่ บังแสงแดดและทาใหเ้ กดิ รม่ เงา
5. ใช้ในการเล่นหนงั ตะลงุ หนังใหญ่แสดงละครเงา

ปรากฏการณส์ รุ ิยปุ ราคาและจนั ทรปุ ราคา

ปรากฏการณ์สุริยุปราคา (Solar Eclipse) หรือ สุริยคราส เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดขึ้นเมื่อ
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาเรียงอยูใ่ นแนวเดียวกันโดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ดวงจันทร์บังดวง
อาทิตย์ทั้งดวงหรอื บางส่วน ทาใหค้ นบนโลกสังเกตเหน็ เงามืดมาบดบงั ดวงอาทิตย์ สรุ ยิ ปุ ราคาจะเกดิ ขึ้นเฉพาะ
วันเดือนมืด (แรม 15 ค่า หรือ ข้ึน 1 ค่า) เน่ืองจากเป็นวันที่ดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลก และดวง
อาทติ ย์ ถ้าดวงจนั ทร์บงั ดวงอาทติ ย์หมดทั้งดวง เรียกว่า สุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse) แต่ถ้าดวง
จันทร์บังดวงอาทิตย์ได้บางส่วน เรียกว่า สุริยุปราคาบางส่วน (partial eclipse) ต้องใช้อุปกรณ์ในการ
สังเกต เชน่ แวน่ ดดู วงอาทิตย์ กลอ้ งโทรทรรศน์สาหรบั ดูดวงอาทติ ย์

ปรากฏการณส์ รุ ยิ ปุ ราคา เกดิ ขน้ึ ได้ 3 ลกั ษณะ ดงั นี้

1.สรุ ยิ ปุ ราคาเตม็ ดวง (Total Eclipse) เกดิ จากดวงจันทร์อย่ใู กล้โลกมาก เงาดวงจนั ทร์จงึ มีขนาดใหญ่ คน
บนโลกที่อย่บู ริเวณเงามืดของดวงจันทร์จะมองเห็น ดวงจนั ทรบ์ ังดวงอาทิตย์จนมิด หรอื มองเหน็ ดวงอาทิตยม์ ืด
ท้ังดวง

2.สรุ ยิ ปุ ราคาบางสว่ น (Partial Eclipse) เกดิ จากคนบนโลกท่ีอยใู่ นบรเิ วณเงามัวบนผิวโลก จะมองเห็น
ดวงจันทรบ์ งั ดวงอาทิตย์เพยี งบางสว่ น จึงทาให้มองเหน็ ดวงอาทิตย์แหว่งเป็นเส้ียว

3.สรุ ยิ ปุ ราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse) เกิดจากบางครงั้ ดวงจนั ทรอ์ ยูห่ า่ งจากโลกมาก
ทาให้เงาของดวงจันทร์ทอดไปไม่ถงึ ผิวโลก ดวงจันทรจ์ ึงมขี นาดเลก็ กวา่ ดวงอาทิตย์ จงึ บังดวงอาทติ ยไ์ ม่หมด
ทาให้มองเหน็ ขอบของดวงอาทิตย์เป็นรูปวงแหวน

ปรากฏการณ์จันทรุปราคา (Lunar Eclipse) หรือ จันทรคราส เกิดขึ้นเม่ือดวงจันทร์วันเพ็ญ
เคลื่อนที่ผ่านเงาของโลก ซ่ึงจะเกิดข้ึนเม่ือดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรง
เดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง เกิดข้ึนได้เฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวงหรือ ข้ึน 15 ค่า คนไทยสมัย
โบราณเรยี กปรากฏการณน์ ้ีวา่ “ราหอู มจนั ทร์” ระยะเวลาในการเกดิ ปรากฎการณห์ รอื รูปแบบของการเกิด
ข้นึ อยูก่ บั ตาแหนง่ วงโคจรของดวงจันทร์เมื่อเทยี บกบั วงโคจรของโลก ดังน้ันจึงมีโอกาสที่จะเกิดจันทรุปราคา
เพยี งปีละ 1 – 2 ครงั้ สามารถสังเกตได้ดว้ ยตาเปล่า

ปรากฏการณจ์ นั ทรปุ ราคา เกดิ ขนึ้ ได้ 3 ลกั ษณะ ดงั นี้

1.จนั ทรปุ ราคาเตม็ ดวง (Total Eclipse) เกิดจากดวงจันทรท์ ้ังดวงโคจรเขา้ ไปในเงามืดของโลก คนท่ีอยู่บน
โลกจะมองเห็นดวงจนั ทรเ์ ปน็ สีแดงอิฐหรือเรยี กว่า พระจนั ทรส์ เี ลอื ด

2.จนั ทรปุ ราคาบางสว่ น (Partial Eclipse) เกดิ จากดวงจันทรบ์ างสว่ นโคจรเข้าไปในเงามดื ของโลก
คนทอ่ี ยูบ่ นโลกจะมองเหน็ ดวงจนั ทรบ์ างสว่ นมดื ลงบางสว่ นมสี อี ฐิ

3.จนั ทรปุ ราคาเงามวั (Penumbra Eclipse) เกดิ จากดวงจันทร์โคจรเขา้ ไปในเงามวั เท่านน้ั ทาให้
มองเหน็ ดวงจนั ทรเ์ ต็มดวงแต่เห็นได้ไมช่ ัดเจนเพราะความสวา่ งของดวงจันทร์จะลดน้อยลง

ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี
อวกาศ

พฒั นาการของเทคโนโลยี

เทคโนโลยอี วกาศ หมายถงึ เทคโนโลยีทใ่ี ช้ในการสารวจสงิ่ ต่าง ๆ ท่ีอยู่ท้ังในโลกและนอกโลก การค้นหา
ความรู้เกี่ยวกับอวกาศของมนุษย์น้ัน เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณ เม่ือประมาณ 800 ปีก่อนคริสตกาล
มนุษย์มีความเช่ือว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เม่ือเวลาผ่านไป 200 ปี พีทาโกรัส นักปราชญ์ชาวกรีกได้
สรา้ งแบบจาลองของระบบจกั รวาลโดยมีโลกเป็นศูนยก์ ลางข้ึนมา

ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษท่ี 17 กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ได้สร้าง กล้องโทรทรรศน์
ทาใหก้ าลเิ ลโอเห็นทางชา้ งเผือกทม่ี ีดาวมากมายและเห็นดวงจันทร์ท่ีโคจรรอบดาวพฤหัสบดีจานวน 4 ดวง
กาลิเลโอจึงค้นพบว่า “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์”นักดาราศาสตร์ใน
อดีตเริ่มศึกษาดาวต่าง ๆ โดยการสังเกตด้วยตาเปล่า และจดบันทึกไว้ จนเม่ือ พ.ศ. ๒๑๕๒ กาลิเลโอ
กาลเิ ลอี ได้ประดิษฐก์ ล้องโทรทรรศนช์ นิดหกั เหแสง

ตอ่ มา พ.ศ. ๒๒๑๑ เซอรไ์ อแซก นิวตนั ได้ประดษิ ฐก์ ลอ้ งโทรทรรศนช์ นดิ สะทอ้ นแสงขน้ึ ทาใหส้ งั เกต
ดาวต่าง ๆ มคี วามชดั เจนมากขึน้ จนทาใหน้ ักดาราศาสตร์เขา้ ใจและค้นพบปรากฏการณท์ างดาราศาสตร์ไดด้ ขี ึน้
ปัจจุบันนกั วทิ ยาศาสตรไ์ ดพ้ ัฒนากลอ้ งโทรทรรศนเ์ พ่อื การสารวจอวกาศ โดยการสรา้ ง กล้องโทรทรรศนอ์ วกาศ
ขึน้ เพื่อถา่ ยภปาพัจจในบุ อนั วนกกั าวศทิ ยเชา่นศากสลตอ้ร์ไงดโท้พรฒั ทนรราศกนล้ออ์ งวโกทารศทฮรบั รเศบนลิ เ์ พท่อื ีส่กาามราสราถรถวจา่ อยวภกาาพศไดโไ้ ดกยลถกางึ รส14ร้า,0ง 0ก0ลอ้ งลา้ นปี
แสง โดยถกู ควบคุมบนพน้ื โลกและสง่ ขอ้ มลู กลับมาทโ่ี ลก

กลอ้ งโทรทรรศนช์ นิดหกั เหแสง กลอ้ งโทรทรรศนช์ นิดสะทอ้ นแสง

เทคโนโลยีทใ่ี ชใ้ นการสารวจอวกาศ

กลอ้ งโทรทรรศน์ เปน็ สงิ่ ประดษิ ฐ์ที่สร้างขน้ึ เพ่ือใชส้ ังเกตวตั ถบุ น
ทอ้ งฟา้ ท่ีอยู่ไกล ๆ โดยขยายภาพของวตั ถใุ ห้มขี นาดใหญข่ ึน้

ดาวเทยี ม เปน็ สง่ิ ประดษิ ฐ์ท่ีสร้างขน้ึ เพอื่ ส่งขึ้นไปโคจรรอบ
โลก เพ่อื ใช้งานในวตั ถุประสงค์ทตี่ า่ งกนั เชน่ การพยากรณ์
การตดิ ต่อสือ่ สาร

สถานอี วกาศ เป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ท่มี นษุ ยส์ ามารถ
อาศยั อยไู่ ดแ้ ละปฏิบัตภิ ารกิจในน้ันไดห้ ลายเดอื น

ยานอวกาศ เป็นส่งิ ประดิษฐ์ท่ีใชใ้ นการเดินทาง
เพอื่ สารวจอวกาศของมนษุ ย์

จรวด เป็นยานพาหนะท่ใี ช้ในการส่งยานอวกาศ
เพอื่ ใหห้ ลุดพ้นจากแรงโนม้ ถ่วงของโลก

ประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศมีมากมาย เช่น ดาวเทียมส่ือสาร ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียม
สารวจทรัพยากร ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space
Telescope) เป็นต้น

1. ดาวเทียมสื่อสาร คือ ดาวเทียมท่ีใช้เพ่ือการส่ือสารโทรคมนาคม ท้ังในประเทศและระหว่างประเทศ
ประเทศไทยใช้ระบบส่ือสารผ่านดาวเทียมอินเทลแซท (Intelsat) และดาวเทียมปาลาปา (Palapa) ของ
ประเทศอนิ โดนีเซยี โดยใช้สถานีดาวเทยี มภาคพ้นื แห่งแรกของประเทศไทยที่ อาเภอศรีราชา จงั หวัดชลบุรี ซ่ึง
ยังคงใช้งานมาจนถงึ ปัจจุบัน เพ่ือให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ การถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ เป็นต้น
นอกจากนีย้ ังมีดาวเทยี มดวงอื่นๆ อีก เช่น ดาวเทียมมอลนิยา (Molniya) ดาวเทียมไทยคม (Thaicom)
เปน็ ต้น

2. ดาวเทยี มอุตุนิยมวิทยา เป็นดาวเทียมที่มีอุปกรณ์ถ่ายภาพเมฆ และเก็บข้อมูลของบรรยากาศในระดับสูง
ทาให้ได้ข้อมลู สาคญั ในการพยากรณอ์ ากาศไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง รวดเร็ว รวมทงั้ เฝา้ สงั เกตการณก์ ารก่อตัว และการ
เคลื่อนตัวของพายุที่เกิดข้ึนบนโลก เป็นข้อมูลที่สาคัญมากในการพยากรณ์อากาศ เช่น ดาวเทียม GMS-3
ดาวเทียมโนอา-8 (NOAA-8) ดาวเทียมโนอา-9 (NOAA-9) เป็นต้น

3. ดาวเทียมสารวจทรัพยากร เป็นดาวเทียมท่ีมีอุปกรณ์สารวจแหล่งทรัพยากรท่ีสาคัญ ใช้สาหรับเฝ้าสังเกต
สภาวะแวดล้อมท่ีเกิดบนโลก ติดตามอุทกภัยและความแห้งแล้งท่ีเกิดข้ึน เช่น ดาวเทียมธีออส (Theos) มี
อีกช่ือคือ ดาวเทียมไทยโชต เป็นดาวเทียมสารวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย ส่งผลให้คนไทยมีโอกาส
นาข้อมลู ไปใชป้ ระโยชน์ดา้ นต่างๆ เชน่ การทาแผ่นท่ี การเกษตร การใช้ท่ีดิน ป่าไม้ สภาพแวดล้อม อุทกภัย
เปน็ ตน้ นอกจากนี้ ยงั มีดาวเทยี มแลนดแ์ ซท (Landsat) ดาวเทยี ม SPOT ดาวเทยี ม MOS-1 เปน็ ตน้

4. ดาวเทียมสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ เป็นดาวเทียมที่มีกล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ดาราศาสตร์สาหรับ
ศึกษาวัตถุท้องฟ้า มีประเภทที่โคจรอยู่รอบโลก ประเภทที่โคจรผ่านไปใกล้ดาวเคราะห์ หรือลงสารวจดาว
เคราะห์ เช่น ยานอวกาศวอยเอเจอร์ ท่ีค้นพบภูเขาไฟหลายแห่งท่ีกาลังคุกรุ่นอยู่บนดวงจันทร์ไอโอ ค้นพบ
สภาพทางธรณขี องดวงจนั ทรแ์ กนมี ดี คลั ลสิ โต ยูโรปา ค้นพบดวงจนั ทร์ใหม่ 3 ดวงของดาวพฤหสั บดี

5. กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ช่วยในการเฝ้าติดตามสังเกตวัตถุท้องฟ้า ได้อย่างชัดเจนและต่อเน่ือง
กล้องฮับเบิลเป็นกล้องชนิดสะท้อนแสง ควบคุมอุปกรณ์การทางานได้จากศูนย์ควบคุมบนพ้ืนโลก ภาพถ่าย
จากกล้องจะได้รับการศึกษาวิเคราะห์โดยสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เพ่ือใช้เป็นข้อมูลด้าน
ดาราศาสตร์ ชว่ ยให้เกดิ ความเขา้ ใจถงึ ส่วนประกอบในระบบสุริยะ การกาเนิดของดาวฤกษ์ โครงสร้างและการ
เปลี่ยนแปลงของกาแล็กซี

ดาวเทยี มไทยคม

สรุปความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่6
เรอ่ื งหนิ และซากดกึ ดาบรรพ์

หนิ (Rock) คอื หนิ เปน็ วสั ดแุ ข็งบนเปลอื กโลกทเี่ กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ หากสังเกตก้อนหนิ แต่

ละกอ้ นอยา่ งละเอียด จะพบว่าก้อนหนิ มีลักษณะแตกตา่ งกัน เช่น สี เน้ือหนิ ลวดลาย ซึง่ หนิ แต่ละกอ้ นจะ
ประกอบดว้ ยแรต่ ั้งแต่ 1 ชนิดหรอื หลายชนดิ นักวทิ ยาศาสตรส์ ามารถจาแนกหินตามกระบวนการเกดิ ไดเ้ ป็น
3 ประเภท ไดแ้ ก่ หนิ อคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปร

หนิ แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท

1.หินอัคนี (Igneous rocks) เกิดจากการแข็งตัวและเย็นตัวของหินหนืดซ่ึงร้อนและหลอมเหลว หิน

หนืดที่อยู่ใตเ้ ปลอื กโลก เรยี กวา่ แมกมา เมอื่ เยน็ ตัวแมกมาจะคอ่ ย ๆ แขง็ ตวั ในขณะทอ่ี ยู่ใต้เปลอื กโลกอย่างช้า
ๆ สามารถแบง่ หนิ อัคนตี ามแหล่งที่มา

ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.หนิ อคั นแี ทรกซอน (Intrusive igneous rocks) เป็นหนิ ที่เกิดจากหนิ หนืดทเี่ ยน็ ตัวลงภายในเปลือก

โลกอย่างช้าๆ ทาใหผ้ ลกึ แรม่ ขี นาดใหญ่ และเนอื้ หยาบ เชน่ หนิ แกรนติ หนิ ไดออไรต์ และหนิ แกรโบร
2.หนิ อคั นพี ุ(Extrusive ingneous rocks) บางทเี รียกวา่ หนิ ภูเขาไฟ เปน็ หนิ หนืดท่เี กดิ จากลาวาบน
พนื้ ผวิ โลกเย็นตัวอยา่ งรวดเรว็ ทาให้ผลกึ มขี นาดเลก็ และเนือ้ ละเอยี ด
เชน่ หนิ บะซอลต์ หนิ ไรออไรต์ และหนิ แอนดไี ซต์

หนิ อคั นี

รปู หิน ประเภทของหนิ ช่อื หนิ ลกั ษณะเน้ือหิน

หินแกรนิต เป็นผลึกขนาดใหญ่ แวววาว

สวยงาม มีสอี ่อน แข็ง

หนิ อคั นแี ทรกซอน ทนทานต่อการผกุ รอ่ น

(Intrusive หนิ ไดออไรต์ มลี กั ษณะเน้ือหยาบถึงละเอียด
igneous ผลึกแร่ใหญ่คอ่ นขา้ งสมา่ เสมอ
rocks)

หนิ แกรโบร เป็นหินสเี ขยี วเขม้ ถึงดา
เนอ้ื ผลกึ หยาบ

หินเพรโิ ดไทต์ มเี นือ้ หินหยาบมีสเี ข้มดาปนเขียว
เมื่อทบุ ดจู ะเห็น

ผวิ หนา้ ท่ขี รุขระได้ชัดเจน

หินอัคนีพุ หินไรโอไลต์ เน้อื ละเอียดกว่าหนิ แกรนติ
(Extrusive หินแอนดไี ซต์ ประกอบด้วยผลึกแร่หลายชนดิ
ingneous
เนื้อแนน่ ทบึ ละเอียด
rocks) เป็นผลกึ เล็กๆ กระจดั กระจาย

หนิ บะซอลต์ มสี ีเทาถงึ สดี า มเี นือ้ ละเอียด

2. หินตะกอน หรือ หินชั้น (Sedimentary rocks) เป็นหินที่ถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้า
หรือ ถกู กระแทก แลว้ แตกเปน็ ก้อนเลก็ ๆ หรอื ผกุ ร่อน เส่อื มสภาพลง เศษหนิ ที่ผุพังท้ังอนุภาคใหญ่และเล็กถูก
พดั พาไปสะสมอัดตวั กนั เป็นช้ันๆ เกดิ ความกดดนั และปฏิกิรยิ าเคมจี นกลับกลายเป็นหินอีกคร้ัง ซึ่งปัจจัยท่ีทา
ให้เกิดหินตะกอนหรือหินช้ัน คือ การผุพัง (Weathering) การกร่อน (Erosion) และการพัดพา
(Transportation)

รูปหนิ ประเภทหนิ ชอ่ื หิน แร่หลกั ลักษณะเนื้อหิน แหล่งที่มา

ขน้ึ อยกู่ ับ เนื้อหยาบ เมด็ กรวดที่ถกู พัดพา

หินกรวดมน กอ้ นกรวด เปน็ กรวดมน โดยกระแสน้า และ

ซ่ึงประกอบ หลายกอ้ น เกาะตดิ กันด้วยวสั ดุ

หินตะกอนอนุภาค กนั เป็นหนิ เช่อื มติดกัน ประสาน

(Clastic หนิ ทราย ควอรตซ์ เน้อื หยาบ ควอรตซ์ ในหนิ อัคนี
rocks) SiO2 สีน้าตาล ผพุ ังกลายเป็นเมด็
ทรายทับถมกนั
สีแดง

หนิ ดินดาน แรด่ นิ เน้อื ละเอียดมาก เฟลดส์ ปาร์ในหนิ อัคนี
เหนียว สีเทา ผสมสีแดง ผพุ ังเป็นแรด่ ินเหนยี ว
Al2SiO5( เนอ่ื งจากแร่เหล็ก
OH) 4 ทบั ถมกนั

หนิ ตะกอนเคมี หินปูน แคลไซต์ เนอ้ื ละเอียด การทบั ถมกัน ของ
(Chemical CaCO3 มหี ลายสี ทา ตะกอนคารบ์ อนเนต
sedimentary ปฏิกิรยิ ากบั กรด
ในท้องทะเล
rocks)

หนิ เชิรต์ เน้อื ละเอยี ด การทับถมของซาก
แขง็ สีออ่ น สิ่งมชี ีวติ เล็กๆ ในท้อง
ซิลกิ าSiO2 ทะเล จนเกดิ การตก

ผลึกใหม่
ของซกิ า

3. หินแปร (Metamophic rock) เกิดการแปรสภาพของหินอัคนี หินตะกอน หรือ หินแปร
เน่ืองจากความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมี เน้ือหินของหินแปรบางชนิดผลึกของแร่เรียงตัวขนานกันเป็น
แถบ บางชนิดแซะออกเป็นแผ่นได้ บางชนิดเป็นเนื้อผลึกที่มีความแข็งมาก เช่น หินไนส์แปรมาจากหินทราย
หินชนวนแปรมาจากหินดินดาน หินควอร์ตไซต์แปรมาจากหินทราย และหินอ่อนแปรมาจากหินปูน ซ่ึงจัด
แบง่ ออกเปน็ 2 แบบ คือ

1.การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกิดเป็นบริเวณกว้างโดยมีความร้อน
และความดนั ทาให้เกดิ แรใ่ หม่หรอื ผลึกใหม่เกดิ ขนึ้ มกี ารจดั เรียงตวั ของแร่ใหม่ และแสดงร้ิวขนาน (Foliation)
อันเน่ืองมาจากแร่เดิมถูกบีบอัดจนเรียงตัวเป็นแนวหรือแถบขนานกัน เช่น หินไนส์ (Gneiss) หินชีสต์
(Schist) และหนิ ชนวน (Slate) เป็นต้น

2. การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เกิดจากการแปรสภาพโดยความร้อนและ
ปฏิกิริยาทางเคมีของสารละลายที่ข้ึนมากับหินหนืดมาสัมผัสกับหินท้องที่ ไม่มีอิทธิพลของความดันมากนัก
ปฏิกริ ยิ าทางเคมีอาจทาใหไ้ ดแ้ รใ่ หม่บางส่วนหรอื เกดิ แร่ใหมแ่ ทนที่แรใ่ นหินเดิม หินแปรที่เกิดขึ้นจะมีการจัดเรียง
ตัวของแร่ใหม่ ไม่แสดงริว้ ขนาน (Nonfoliation) เชน่ หนิ ออ่ น (Marble) หนิ ควอตไซต์ (Quartzite)

หินแปร

หินแปร แรห่ ลัก หินตน้ กาเนดิ ลักษณะเนอื้ หิน
หินไนซ์ ควอรตซ์ หนิ แกรนิต หินแปรเนือ้ หยาบ มีรวิ้ ขนาน หยักคดโคง้ ไม่สมา่ เสมอ
หินควอร์ตไซต์ เฟลด์สปาร์ หนิ ทราย สเี ข้มและจางสลับกนั แปรสภาพมาจากหนิ แกรนิต โดย
หนิ ชนวน ไมกา้ การแปรสภาพบริเวณไพศาล ทีม่ อี ณุ หภูมสิ ูงจนแร่
ควอรตซ์ หลอมละลาย และตกผลึกใหม่ (Recrystallize)
หินชีตส์
หินอ่อน แร่ดินเหนียว หนิ แปรเนื้อละเอยี ด เนอ้ื ผลกึ คลา้ ยนา้ ตาลทราย มสี ี
เทา หรือสนี า้ ตาลอ่อน โดยการแปรสภาพบริเวณ
ไมกา้ ไพศาลที่มอี ุณหภมู ิสูงมาก จนแร่ควอรตซ์หลอมละลาย
และตกผลกึ ใหม่ จงึ มคี วามแขง็ แรงมาก
แคลไซต์
หินดินดาน หินแปรเนื้อละเอียดมาก เกดิ จากการแปรสภาพของ
หินชนวน หนิ ดนิ ดานดว้ ยความรอ้ นและความกดอดั ทาให้แกร่ง
และเกดิ รอยแยกเป็นแผน่ ๆ ข้ึนในตัว โดยรอยแยกน้ไี ม่
จาเปน็ ตอ้ งมรี ะนาบเหมอื นการวางชน้ั หนิ ดินดานเดมิ
หนิ ชนวนสามารถแซะเปน็ แผน่ ใหญ่

หนิ แปรมเี น้ือเป็นแผ่น เกิดจากการแปรสภาพบริเวณ
ไพศาลของหินชนวน แรงกดดันและความรอ้ นทาให้
ผลกึ แรเ่ รยี งตัวเป็นแผน่ บางๆ ขนานกัน

หนิ แปรเนอ้ื ละเอียดถึงหยาบ แปรสภาพมาจากหินปูน

โดยการแปรสัมผสั ทม่ี อี ณุ หภมู ิสูงจนแรแ่ คลไซตห์ ลอม

หินปนู ละลายและตกผลกึ ใหม่ ทาปฏกิ ริ ิยากบั กรดทาใหเ้ กดิ
ฟองฟู่ หินออ่ นใช้เป็นวสั ดุตกแต่งอาคาร

การเปลยี่ นแปลงของหนิ

การผพุ งั สาเหตุ สาระสาคญั
การผพุ งั อยกู่ ับที่ทางกาย
เกิดจากน้าท่ีแทรกตัวเข้าไปอยู่ในชั้น เป็นกระบวนการผุพังของหินที่ทาให้หินมี

หินที่มีรอยแยกหรือรอยแตก เมื่อ การเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่าง ซึ่งเป็น

อุณหภมู ิ มกี ารเปลย่ี นแปลง การเปล่ียนแปลงเฉพาะภายนอก ไม่มีการ

เปลีย่ นแปลงภายในเนอ้ื หิน

การผพุ งั อยกู่ ับทท่ี างเคมี เกิดจากน้าฝนที่เป็นปัจจัยสาคัญ เป็นกระบวนการที่ทาให้หินแตกสลาย
โดยการเกิดกระบวนการปฏิกิริยา ออกเปน็ ชิ้นเล็กๆโดยอาศัยการเปล่ียนแปลง
ไฮโดรไลซิส ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทางเคมี
และปฏกิ ริ ยิ าคารบ์ อเนชัน

การผพุ งั อยกู่ ับที่ทางชวี ภาพ เกิดจากพืชเป็นตัวกลางที่ทาให้ช้ันหิน เป็นกระบวนการผุพังที่เป็นผลมาจาก
เกดิ การผุพัง เช่น รากพืชท่ีไปชอนไช กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เคล่ือนย้ายวัตถุต้น
ไปในรอยแตกของหิน เมื่อพืชโตข้ึน กาเนิด ออกจากบริเวณเดิม และ/หรือ
รากพชื จะทาใหห้ ินแตกเป็นชั้น ๆ การย่อยสลายวตั ถตุ ้นกาเนิด

วฏั จักรของหนิ

วฏั จกั รของหนิ (rock cycle) เปน็ การเปลีย่ นแปลงของหนิ 3 ชนดิ
คือ หนิ อคั นี (Igneous rock) หินชนั้ หรือตะกอน (Sedimentary rock) และหนิ แปร
(Metamorphic rock) จากหนิ ชนิดหนง่ึ ไปเปน็ หินอีกชนดิ หนง่ึ หรืออาจเปล่ยี นกลบั ไปเปน็ หิน
ชนดิ เดมิ อกี กไ็ ด้ ซง่ึ มกี ารเปล่ยี นแปลงอยูต่ ลอดเวลา ท้ังนีข้ ึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความดนั การผุพัง
และการกดั กรอ่ นแร่ธาตตุ า่ ง ๆ

ชือ่ หนิ ประโยชนข์ องหิน
หนิ แกรนติ
หนิ ชนวน การใชป้ ระโยชน์
หนิ ทราย นามาทาครกหิน
และวสั ดุกอ่ สร้าง
หนิ ออ่ น
หนิ พมั มซิ นามาใชใ้ นการตกแตง่
อาคารบา้ นเรือน

นามาแกะสลักเป็น
รูปร่างต่าง ๆ

นามาทาเปน็ แผน่ หินปูพ้นื
ผนงั บ้าน

นามาใชเ้ ป็นวัสดขุ ดั ถู
และทาไสก้ รองในต้ปู ลา

แร่

(Mineral)

แร่ คอื ธาตุ หรือ สารประกอบทเี่ กิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ มลี กั ษณะเป็นผลกึ รูปร่างตา่ ง ๆ อาจมีสเี ดียวหรือ
หลายสขี น้ึ อยู่กับประเภทของแร่ สามารถแบ่งประเภทของแร่โดยใช้ลกั ษณะการใช้ประโยชนเ์ ป็นเกณฑไ์ ดเ้ ปน็ 4
ประเภท ได้แก่ แร่โลหะ แรอ่ โลหะ แร่เชื้อเพลงิ และแร่รัตนชาติ

แรโ่ ลหะ เปน็ แรท่ มี่ โี ลหะเปน็ ส่วนประกอบสาคญั เม่ือผา่ นการถลงุ จะสามารถแยกโลหะออกมาเพือ่ นาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้ เช่น แร่ทองคา แรเ่ งิน แร่เหลก็ แรต่ ะก่ัว

แรร่ ตั นชาติ เป็นแร่ท่มี ีความสวยงามเม่ือผ่านการเจียระไน สามารถนามาใชท้ าเคร่อื งประดบั ได้
เช่น เพชร พลอยมรกต

แรเ่ ชอ้ื เพลงิ เป็นแร่ทเี่ กดิ จากการทบั ถมของซากพชื ซากสัตว์ จนสลายตวั และเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมกี ลายเปน็ เชอื้ เพลงิ
ธรรมชาติ เชน่ ถา่ นหนิ หนิ น้ามัน

แร่อโลหะ เปน็ แร่ทีไ่ ม่มีโลหะเปน็ สว่ นประกอบ สามารถนามาใช้งานโดยไมต่ ้องผา่ นการถลงุ
เชน่ แร่ยิปซมั แร่ควอตซ์

แรอ่ เมทสิ ต์ ตวั อยา่ งแร่ แรค่ าลแคน
แรค่ วอตซ์ (สแี ดง)

ประโยชนข์ องแร่

ชอ่ื แร่ การใชป้ ระโยชน์

แรค่ วอตซ์ ใชท้ าแกว้
แร่ฟลอู อไรต์
แรย่ ปิ ซมั ใช้เปน็ ส่วนผสมของยาสีฟัน
แร่ทองคา
แรเ่ รเดยี ม ใชท้ าปนู ปลาสเตอร์
นามาถลุงและทาเป็นเคร่ืองประดบั
ใชร้ กั ษาโรคมะเรง็ โดยการฉายแสง

ซากดกึ ดาบรรพ์

ซากดึกดาบรรพ์ คือ ซากพืช ซากสัตว์ หรือร่องรอยของส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในยุคโบราณ ท่ีถูกแปร
สภาพด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา แล้วถูกเก็บรักษาไว้ในหินหรือชั้นหินจากการสะสมและทับถมของ
ตะกอน

ซากดึกดาบรรพ์ เกิดจากการทับถมหรือประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีตแล้วผ่านกระบวนการ
เปล่ยี นแปลงทางธรรมชาตติ า่ ง ๆ จนทาใหก้ ลายเป็นโครงสรา้ งของซากหรือรอ่ งรอยของส่ิงมชี วี ติ

การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพ์

การเกดิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ลกั ษณะสาคญั
1. แบบซากกลายเปน็
เมอ่ื ส่ิงมชี วี ิตตายลง ช่องวา่ งในโครงสร้างของส่งิ มีชีวิตอาจมีแร่เข้าไปตกผลึกทา
หนิ ใหแ้ ข็งขึ้น ซง่ึ ในกรณนี ้ฟี อสซลิ โดยส่วนใหญ่จะเปน็ ต้นไม้ เรียกว่า ไม้กลายเป็นหิน
(petrified wood) ซ่ึงเกดิ จากการท่ีสารละลายซิลิกาไหลแทรกซึมและตกผลึก
2. แบบรอยพมิ พ์ ใหม่แข็งตัวอยู่ในช่องว่างภายในต้นไม้ หรือบางครั้งเนื้อเย้ือ ผนังเซลล์ และส่วน
แข็งอ่ืนๆ
3. แบบรอ่ งรอย
กลายเปน็ หิน ส่วนท่ีแข็งของสิ่งมีชีวิต เช่น เปลือกแข็งของไทรโลไบต์ที่ถูกทับถมอยู่ในชั้น
ตะกอน เม่ือเวลาผ่านไปเปลือกหอยดังกล่าวอาจถูกละลายไปกับน้าใต้ดิน เกิด
เป็นรอยประทับอยู่บนชั้นตะกอน เรียกว่า รอยพิมพ์ (mold) และหากช่องว่าง
น้ีมีแร่เข้าไปตกผลึกใหม่ จะเกิดเป็นฟอสซิลในลักษณะท่ี เรียกว่า รูปหล่อ
(cast)

รอ่ งรอยหรือพิมพ์ของส่ิงมีชีวิตท่ีประทับไว้หรือฝังตัวอยู่ในช้ันดิน เช่น รอยเท้า
รอยทางเดิน รอยหนอน รอยเจาะ รอยชอนไช ซ่ึงอยู่ในชั้นตะกอน ต่อมา
ตะกอนแข็งตวั กลายเป็นหนิ ทาให้รอ่ งรอยนน้ั ถกู เก็บรักษาในชั้นหิน

4. แบบคาร์บอนฟิลม์ เกิดจากซากส่ิงมีชีวิตพวกใบไม้หรือสัตว์ขนาดเล็กที่ถูกทับถมด้วยตะกอนเนื้อ
ละเอียด ซ่ึงเม่ือเวลาผ่านไป ความดันที่เพ่ิมขึ้นทาให้ส่วนประกอบท่ีเป็นของเหลว
และก๊าซในซากสิ่งมีชีวิตถูกขับออก เหลือเพียงแต่แผ่นฟิล์มบางของธาตุคาร์บอน
แต่หากแผ่นฟิล์มคาร์บอนดังกล่าวหลุดหายไป ร่องรอยท่ียังหลงเหลืออยู่ในชั้น
ตะกอนเนอื้ ละเอียดนีจ้ ะเรียกว่า รอยประทับ (impression)

ประโยชนข์ องซากดกึ ดาบรรพ์

1. เปน็ ข้อมลู ทใ่ี ช้ในการสนั นษิ ฐานเก่ียวกบั ถน่ิ กาเนดิ และวิวฒั นาการของสง่ิ มีชวี ติ ซากดกึ ดาบรรพท์ พ่ี บใน
ประเทศไทย

2. ใชร้ ะบอุ ายุของหินในบริเวณทพี่ บซากดกึ ดาบรรพ์
3. เป็นตัวช่วยในการคาดคะเนวา่ บริเวณน้นั อาจจะมแี หลง่ แร่ แหล่งถ่านหินหรอื แหลง่ น้ามัน
4. เป็นหลักฐานหนง่ึ เพ่ือช่วยบอกถงึ สภาพแวดลอ้ มและสภาพภมู ิอากาศในอดตี ขณะเกดิ สิ่งมีชีวิตน้ัน

ซากดกึ ดาบรรพท์ ีพ่ บในประเทศ

อ.แม่เมาะ จ.ลาปาง หอยขมนา้ เขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ่าภหู ลวง
จดื แทรกอยู่ช้นั ถา่ นหินอาศยั อยู่ อ.ภหู ลวง จ.เลย

บริเวณดนิ โคลน ซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์
อายุกว่า ๑๒๐ ลา้ นปี
ซากดกึ ดาบรรพ์
หอยขม อายุ 13 ลา้ นปี

บ.แหลมโพธ์ิ ต.ไสไหย อ.เมอื ง ภูก้มุ ขา้ ว อ.สหสั ขนั ธ์
จ.กระบี่ แผน่ หินปูนหนา มี จ.กาฬสนิ ธุ์
เปลอื กหอยขมน้าจดื มนี า้ ปนู
พิพิธภัณฑไ์ ดโนเสารภ์ กู มุ้
เปน็ ตัวประสาน ขา้ ว

สุสานหอย

สรปุ ความรู้
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที 6ี่
เร่อื งปรากฏการณข์ องโลก และภยั ธรรมชาติ

ลมบก ลมทะเล และลมมรสมุ
ลม คอื อากาศทเี่ คลอ่ื นท่ี โดยจะเคล่อื นทีจ่ ากบรเิ วณทีม่ คี วามกดอากาศสงู ไปยงั บริเวณที่มีความกดอากาศต่า
หรอื บริเวณทมี่ อี ณุ หภมู ติ า่ ไปยงั บริเวณท่มี อี ุณหภูมสิ งู
ลมบก เกดิ ในชว่ งเวลากลางคนื เนือ่ งจากพืน้ ดินชายฝง่ั หรือมหาสมุทรและแผน่ ดินเย็นเร็ว ในขณะที่พื้นทะเล
หรือมหาสมุทรยงั คงมีอุณหภูมิสูงอยู่ นา้ ทะเลจงึ มีการถา่ ยโอนความร้อนสูอ่ ากาศ ทาใหอ้ ากาศเหนอื พ้ืนทะเล
หรือมหาสมทุ รมีอณุ หภูมสิ ูงและลอยตวั ข้ึน อากาศเหนอื พืน้ ดินทม่ี ีอุณหภมู ติ า่ กวา่ พดั เข้ามาแทนท่ี

ลมทะเล เกดิ ในชว่ งเวลากลางวนั เนือ่ งจากพ้ืนดินตามชายฝง่ั และพนื้ น้าทะเลหรอื มหาสมทุ รไดร้ บั ความร้อน
จากดวงอาทิตย์ พน้ื ดนิ จะรอ้ นเร็วกวา่ นา้ ทะเล ทาใหพ้ นื้ ดินถา่ ยโอนความรอ้ นให้กบั อากาศได้เรว็ กวา่ และทาให้
อุณหภมู เิ หนือพืน้ ดินสูงและลอยตัวขึน้ อากาศเหนอื พื้นทะเลหรอื มหาสมทุ รต่ากวา่ พัดเขา้ มาแทนที่

ลมมรสุม เปน็ ลมทพ่ี ัดประจาฤดู เกดิ ขน้ึ เฉพาะท้องถนิ่ หน่งึ ๆ มีบริเวณกว้างและเป็นลมท่ีพัดเป็นระยะเวลา
แน่นอนตลอดฤดูของทุกปีการเอียงของแกนโลกทาให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ตกลงมาตามตาแหน่งต่าง ๆ มีปริมาณ
ต่างกัน ซึ่งทาใหอ้ ุณหภูมิในบรเิ วณตา่ ง ๆ เปลยี่ นไปและความกดอากาศก็เปลี่ยนไปดว้ ยจงึ ทาให้เกดิ ลมประจาฤดู
ในประเทศไทยมีลมมรสมุ พดั ผา่ น 2 ชนดิ ได้แก่

1. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เกิดจากอุณหภูมิของอากาศเหนือพ้ืนทวีปสูงกว่าอุณหภูมิ
ของอากาศเหนือมหาสมุทร มีแหล่งกาเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลกใต้
บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ทิศทางของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรอินเดีย
ขึน้ สูท่ วีปเอเชีย ในชว่ งประมาณกลางเดอื นพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ลมจะพัดจาก
มหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ใจกลางทวีปโดยจะนาความช้ืนเข้าสู่ประเทศไทยทางทิศตะวันตก
เฉยี งใต้ทาใหเ้ กิดฤดฝู น


Click to View FlipBook Version