อำ�เภอคอนสวรรค์
“นครกาหลง” ตง้ั อย่ทู ี่บา้ นคอนสวรรค์ อำ�เภอคอนสวรรค์ จงั หวดั ชัยภูมิ สาเหตทุ ่ีได้ชื่อว่าเมอื งกาหลงน้ันคอื เมื่อพระยาขนุ หาญได้มาพบว่าบริเวณนเี้ ปน็
แหลง่ เหมาะสมทจ่ี ะสร้างบ้านแปงเมือง เพราะมหี ้วย หนอง คลองบงึ จำ�นวนมาก เป็นทร่ี าบชายฝัง่ ล�ำ นำ�้ ซี จึงได้ตัดสินใจสร้างบา้ นเมอื งท่นี ี่ เน่อื งจากเป็นทท่ี ีอ่ ดุ ม
สมบรู ณด์ ้วยพืชพันธ์ธุ ัญญาหาร เมอ่ื นกกาท่บี นิ ผ่านมาจะหาอาหารกนิ จนเพลนิ จนลมื กลบั รัง เมอื่ พระยาขนุ หาญสรา้ งเมอื งเสร็จก็ได้ จดั สง่ ส่วย เครอ่ื งบรรณาการ
ไปใหเ้ มืองแม่เป็นนจิ สันนิษฐานวา่ เปน็ เมอื งสมัยทวารวดี เพราะที่เมืองกาหลงนตี้ ัวหนังสอื สมยั ทวารวดี จารึกปรากฏอยบู่ นแผน่ หนิ มากมาย และมพี ระพุทธรูปท่ี
ชาวบา้ นเรียกว่า “พระใหญ”่ เปน็ พระพุทธรปู สมยั ทวารดีในดนิ แดนนี้อีกด้วย
101
อำ�เภอบ�ำ เหน็จณรงค์
เมอื งบ�ำ เหน็จณรงค์ ตั้งอยทู่ ่บี ้านชวน ตำ�บลบา้ นชวน
ภูมิประเทศแต่เดมิ เป็นทีร่ าบลุม่ ๑ สว่ น ที่สูงปา่ ไมห้ นาทึบติดเทือกเขาพงั เหย ๓ สว่ น มสี ัตว์ป่าชกุ ชมุ มีพรานจากเมืองนครราชสีมา เข้ามาลา่ สัตวพ์ บ
หนองนำ�้ ใหญ่ เนื้อท่ปี ระมาณพนั ไร่ เรยี กวา่ บึงชวน จึงชกั ชวนกนั มาตงั้ ถน่ิ ฐานเปน็ จำ�นวนมาก เรยี กวา่ บา้ นชวน เม่ือสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้า
นภาลยั รัชกาลที่ ๒ ได้โปรดเกล้าฯต้งั บา้ นชวนขนึ้ เป็นดา่ น เรยี กวา่ “ด่านชวน” โดยมีขนุ พลเมอื งขขุ นั ธม์ าเปน็ นายด่าน พ.ศ.๒๓๖๙ ซึ่งขุนพลด่านชวนเข้าร่วมกับ
พระยาปลดั เมืองนครราชสมี า คุณหญงิ โม(ทา้ วสุรนารี) และกองทัพหลวง ท�ำ การรบปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงศเ์ วยี งจนั ทน์ จนไดร้ ับชยั ชนะ พระบาทสมเดจ็ พระ
นัง่ เกล้าเจา้ อยูห่ ัว จงึ ได้พระราชทานบำ�เหน็จความชอบให้ขุนพลด่านชวนเป็น “พระฤทธฦิ ๅชยั ” และไดย้ กฐานะดา่ นชวนเปน็ “เมอื งบ�ำ เหนจ็ ณรงค”์ ซ่งึ มีความ
หมายวา่ รางวลั กล้าหาญการศกึ
102
บา้ นทองคำ�พงิ
ในอดีต ตามคำ�เล่าขานของ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรษุ ของบ้านทองคำ�พงิ
เลา่ ว่า มขี ุนพลนายหนง่ึ มนี ามวา่ “ขุนหาญ” และ “หลวงชาต”ิ ไดน้ �ำ ชาวบ้าน
จำ�นวนหนงึ่ อพยพมาตง้ั ถ่นิ ฐานบรเิ วณพน้ื ท่ีบา้ นทองคำ�พงิ ในปัจจุบัน ซึง่ ในอดตี
นั้นเปน็ พื้นทีแ่ ห้งแลง้ ขาดความอุดมสมบูรณ์ตดิ ต่อกันหลายปี ทำ�ให้ชาวบ้านอยู่
กันด้วยความยากล�ำ บาก ขาดแคลนน�ำ้ อปุ โภค บรโิ ภค ขนุ หาญ และหลวงชาติ
จึงได้พาชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่นั้น ช่วยกันลงไปขุดหาตาน้ำ�เพื่อ
ให้นำ�้ ซึมในลำ�หว้ ยค�ำ ปงิ ระหวา่ งท่ีขุดได้พบ “แผ่นทองคำ�”พงิ อยบู่ รเิ วณฝั่งของ
ล�ำ ห้วย ชาวบา้ นจงึ ได้พยายามช่วยกนั หาวธิ ีที่จะนำ�แผน่ ทองค�ำ ขน้ึ จากล�ำ หว้ ย
ระหว่างท่ีพยายามนั้นกเ็ กดิ เหตกุ ารณ์ฟา้ ร้อง ลมพาพดั แรง ฝนตกและมีน�้ำ ป่า
ไหลมาตามล�ำ ห้วยทว่ มแผ่นทองคำ� ชาวบ้านกต็ า่ งพากนั หนีตายข้ึนฝ่งั
หลังจากนั้นชาวบ้านก็มีน้ำ�อุปโภค บริโภค และใช้ทำ�การเกษตรโดย
ไม่ขาดแคลน ทำ�ให้พื้นที่บริเวณลำ�ห้วยคำ�ปิง มีความอุดมสมบูรณ์จึงทำ�ให้มี
ประชากรอพยพมาอยูเ่ พ่มิ มากขึ้น ชาวบา้ นจึงมคี วามเช่อื ว่า เทวดาช่วยบนั ดาล
ใหห้ มู่บา้ นมีความร่มเยน็ อดุ มสมบรู ณ์ จึงไดต้ งั้ ชื่อหมบู่ า้ นตามเหตุการณ์ท่เี กิด
ข้ึนในอดีตวา่ “บา้ นทองค�ำ พงิ ”
หลวงพ่อแสนฤทธิ์ ประดษิ ฐานในมณฑปวดั ทองคำ�พิง
103
บ้านนายางกลัก ตำ�บลนายางกลัก อ�ำ เภอเทพสถติ อ�ำ เภอเทพสถิต
ต�ำ บลนายางกลักตง้ั อยู่ในเขตอ�ำ เภอเทพสถิต บ้านนายางกลักเดิมเปน็ หมู่บ้าน“ชาวดง”“ชาวชะบน” หรอื “ญัฮกุร” เป็นชนเผ่ามอญโบราญอาศยั อยู่ประมาณ
๒๐ หลังคาเรอื นได้มาอาศยั อยู่ ต่อมาราษฎรจากที่ตา่ งๆอพยพเข้ามาตัง้ ถ่ินฐานบ้านเรือนรวมกันอยเู่ ปน็ กลุ่มมากข้นึ จนเป็นหมู่บ้านและต่อมาเปน็ ตำ�บลนายางกลกั
คำ�วา่ “บา้ นนายางกลกั ” มีความหมาย ดังนีค้ ือคำ�วา่ “นา” หมายถงึ ทุ่งนาทางทศิ ตะวันตกของหมบู่ ้าน
ค�ำ วา่ “ยาง” หมายถงึ ตน้ ยางสามตน้ ทม่ี ลี �ำ ตน้ ขนาดใหญเ่ กดิ บรเิ วณศาลาเจา้ พอ่ ขนุ พล ตดิ ล�ำ หว้ ยกระจวนค�ำ วา่ “กลกั ” หมายถงึ ตน้ กระเบากลกั คนสมยั กอ่ น
จึงน�ำ ทง้ั สามค�ำ มาเรยี กรวมกันว่า บ้านนายางกลัก ซง่ึ เปน็ ชอ่ื ทม่ี คี วามหมายดมี าก บง่ บอกถงึ เอกลักษณ์ ของตำ�บลไดเ้ ป็นอยา่ งดี
104
บ้านแทน่ ต�ำ บลบ้านแท่น อ�ำ เภอบ้านแท่น อ�ำ เภอบ้านแท่น
สนั นษิ ฐานวา่ ชอื่ “บา้ นแท่น” ไดช้ ่ือมาจากพระแทน่ ซึง่ เปน็ พระพทุ ธรูปคูบ่ ้านและมีแท่นเคารพอยเู่ บ้ืองหน้าพระพทุ ธรปู พระแทน่ จะสรา้ งขึ้นเม่อื ใดไมม่ ีประวตั ิ
พอทีจ่ ะค้นได้ ผ้สู งู อายเุ ล่าว่าบรเิ วณทพ่ี ระแท่นประดิษฐานอยู่นี้ เปน็ ปา่ ไมห้ นา มีเถาวลั ย์ปกคลมุ หนาทึบ ปู่ย่าตาทวดในสมัยน้นั นบั ถอื ว่าเปน็ พระภูมิเจ้าท่ศี กั ดสิ์ ทิ ธิ์
พอถึงเดือน ๕ เดือน ๖ ทุก ๆ ปี จะพาลูกหลานนำ�น้ำ�อบน้ำ�หอมมาและบนบานศาลกล่าวขจัดปัดเป่าภยันอันตรายต่างๆ ทำ�ให้ประชาชนในหมู่บ้านอยู่เป็นสุข
เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ขนุ สาหร่าย เจา้ หน้าที่ปราบปรามจากอ�ำ เภอภเู ขยี วไดม้ าปราบปรามผู้ร้าย และตดิ ตามโจรซ่ึงหนีไปซอ่ นตวั อยู่ในบรเิ วณทพี่ บพระแท่น
เห็นวา่ พระแท่นซ่งึ เปน็ วัตถุโบราณตั้งอยู่ในท่ีไม่เหมาะสม จึงพาราษฎรยา้ ยพระแทน่ เข้าไปไว้ในวดั บลั ลังก์จึงเกดิ อาเพศ เล่ากันวา่ สตั วป์ ่า เกง้ กวาง ลิงลม ชะนี
วิ่งเข้ามาสู่หมู่บ้านประชาชนเกิดโรคระบาดจึงไปปรึกษาพระครูถาวรสีลวัฒน์ เจ้าคณะอำ�เภอภูเขียว แนะนำ�ว่าให้นำ�พระแท่นบัลลังก์กลับมาไว้ที่เดิม
ซึ่งเปน็ ที่ประดิษฐานในปจั จบุ ันนี่ เหตุอาเพศดังกล่าวจงึ หายไป
105
อ�ำ เภอหนองบัวระเหว
บ้านหนองบวั ระเหว
เดมิ ชอ่ื ว่า “บ้านหนองบวั ” ตอ่ มาผนู้ ำ�ในหมู่บา้ นเหน็ วา่ ช่อื “บา้ นหนองบวั ” มซี ำ้�กนั อย่หู ลายหม่บู า้ นด้วยกันเชน่ บา้ นหนองบัวบาน บา้ นหนองบัวใหญ่
จงึ ได้เปลยี่ นชือ่ หมู่บา้ นเสยี ใหม่ว่า “บา้ นหนองบวั ระเหว” สาเหตุท่ีต้งั ชื่อวา่ หนองบวั ระเหว ตามที่คนเฒา่ คนแกเ่ ล่าลือ กนั ต่อมามีอยู่ ๒ ประเด็นดว้ ยกันคือ
ประเด็นแรก ทหารได้เข้ามาส่องกล้องถางป่าเป็นทางเล็กๆ ลากเส้นกระแสวัดไปตามลำ�ห้วยที่ผ่านหมู่บ้าน (เรียกว่า เซอร์เวย์)
แต่ชาวบ้านเรียกว่า “ระเว” ซึง่ หมายถงึ การแทรก หรอื วัด และจงึ เรียกล�ำ หว้ ยท่ีทหารเขา้ มาเซอรเ์ วย์ว่า “ระเว” ต่อมาหลายปเี ขา้ มาจึงมเี สียงเรียกเพย้ี น
ไปเป็น “ห้วยระเหว” (Ra way)
ประเด็นที่สอง ล�ำ ห้วยระเหวตั้งต้นมาจากเขาสามพัก ไหลคู่กนั มากับล�ำ ห้วยสม้ ปอ่ ย มาทางทิศตะวนั ออกเรอื่ ยมาตามลำ�ดับจนถึงบา้ นวังกุงในปัจจบุ ัน
ลำ�ห้วยเกิดไหลวกขึ้นทางทิศเหนือไปเสียดื้อๆ จนถึงลำ�ห้วยเชียงทา (ทางข้ามไปบ้านละหานค่ายเดิม) ชาวบ้านจึงเรียกชื่อลำ�ห้วยนี้ว่า “ห้วยไหลเว”
เพราะไหลหนีไปทางทิศเหนือ ต่อมาคำ�ว่าไหลเวเพี้ยนเป็น “ระเหว” ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านจึงให้เอาช่ือของลำ�ห้วยมาต่อท้ายชื่อหมู่บ้าน ละเปลี่ยนช่ือจาก
“บา้ นหนองบัว” มาเปน็ “บ้านหนองบวั ระเหว” (Nongbua Raway)จนถึงปัจจุบัน
ขอ้ มูลจาก วิกพิ ีเดยี http://th.m.wikipedia.org
บา้ นพนังเสื่อ
แตเ่ ดิมหมู่บ้านพนังเสอ่ื ช่ือหมบู่ า้ นหนองขาม บ้านพนังเส่อื มีทีม่ าจากชาวบ้านไดพ้ บแผน่ หินขนาดใหญ่ทีม่ ลี กั ษณะคลา้ ยกบั เส่อื วางเรยี งกันเป็นผนื เหมือนเป็น
พนังกัน้ จึงไดช้ ่ือว่า “บ้านพนงั เส่ือ” ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดข้ ุดพบหินล้านปอี ย่บู รเิ วณขา้ งวดั ทางส�ำ นกั งานเกษตรอำ�เภอได้นำ�นักขา่ ว ชอ่ ง ๑๑ มาทำ�ขา่ ว ซง่ึ หินท่ี
พบดงั กลา่ วมอี ายปุ ระมาณ ๑๒๐ ลา้ นปี ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ นายถนอม หลวงนนั ท์ ขณะนน้ั เปน็ ผชู้ ว่ ยผู้ใหญบ่ า้ น ได้ไปหาปลาบรเิ วณสระน�ำ้ สาธารณะบา้ นพนงั เสอ่ื
แล้วได้ไปพบกอ้ นหนิ ที่มลี กั ษณะคลา้ ยกระดูกจำ�นวนหลายชิ้น จงึ ไดแ้ จ้งใหน้ ายอำ�เภอหนองบัวระเหวทราบ เพือ่ ประสานงานไปยงั กรมทรัพยากรธรณีให้มาตรวจ
สอบกระดูกที่พบดังกล่าว ปรากฏว่ากระดูกที่พบนั้น เป็นกระดูกในส่วนเชิงกรานและกระดูกต้นขาของไดโนเสาร์กินพืช ซึ่งน่าจะมีความยาวจากหัวถึงหาง
ประมาณ ๑๘-๒๐ เมตร
106
อำ�เภอภกั ดชี ุมพล
บา้ นเจยี ง หมทู่ ี่ 1 ตำ�บลบา้ นเจียง
ตัง้ อยทู่ ีเ่ ชิงเขาทางดา้ นทิศตะวันออกของเทอื กเขาพญาฝอ่ ต้นคลองล�ำ เสียง(ปจั จบุ ันคือตน้
ลำ�นำ้�เจยี ง) เหตุทเ่ี รียกวา่ ตน้ น้�ำ เสยี งเพราะตน้ ทางน้ำ�จะอยู่ทางทิศตะวันตกเฉยี งเหนอื นำ้�จะไหล
ไปทางทศิ ตะวันออกเฉยี งใต้ไปจดกบั ล�ำ น�ำ้ เจา จงึ เรยี กเพยี้ นเป็นล�ำ น้�ำ เจยี ง จากตน้ น้�ำ ไหลมาตาม
เชิงเขาทางทศิ ใต้ มคี �ำ ลำ�่ ลอื วา่ บรเิ วณน้ีมีทองค�ำ อยูเ่ ปน็ จ�ำ นวนมาก
เม่ือประมาณปี พ.ศ.๒๒๙๔ (๒๗๐ปี) เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างสร้างกรุงธนบุรี หรือเมืองบางกอก
ทางการจากได้สั่งการออกสำ�รวจจำ�นวนประชาชนในแต่ละท้องที่ เพ่ือเกณฑ์ประชากรเข้าร่วม
สร้างกรุงใหม่ ถ้าใครไม่ไปก็จะต้องส่งส่วยหรือค่ารายหัวเป็นทองคำ�เพื่อเป็นทุนในการสร้างกรุง
ใหม่ดังที่กล่าวดังนั้นผู้คนจึงออกแสวงหาทองคำ�กันในบริเวณนี้ เมื่อหาทองคำ�ได้แล้วจึงนำ�ไปให้
ทางการตรวจสอบ ปรากฎว่าเป็นทองค�ำ จริงตามทเี่ ขาต้องการ ดงั น้ันจึงมผี ู้คนจำ�นวนมากหล่ังไหล
มาขุดทอง เพือ่ เปน็ คา่ หวั ตามท่ีระบไุ ว้ข้างต้น จำ�นวนทองทีข่ ุดและร่อนโดยธรรมชาติลดจำ�นวนลง
ทำ�ให้ผู้ทม่ี าช้าตอ้ งใช้เวลานานในการขดุ คน้ ดงั น้ันจึงจำ�เปน็ ต้องหาท่พี ักและเสบียงอาหารทีร่ ่อย
หรอลง จากการสำ�รวจพบว่าทค่ี ลองเจียง(คลองเสียง) เป็นแหลง่ ท่อี ดุ มสมบรู ณ์ ท้งั พชื ผักและ
สัตวน์ ้ำ�ท่มี อี ยู่มาก จงึ เลือกท�ำ เลทพี่ ักทีป่ ากคลองซับพนื้ ไหลตกน้�ำ เจียงเป็นท่ีพักชว่ั คราว มกี าร
ปลกู ขา้ วไร่และยาสูบ ซงึ่ ถือว่าเปน็ ส่งิ จ�ำ เป็นในยคุ สมยั น้นั เมอ่ื มีเสบียงอาหารเพียงพอ ก็ออกขุด
หาทองอีกโดยเฉพาะวัดถ้�ำ แสงเทียนในปัจจุบันเปน็ แหล่งทม่ี ที องคำ�มากท่ีสุดประกอบกบั บนเทอื ก
เขามถี ้ำ�(ถำ้�พระ)ท่ีสามารถเปน็ ท่ีพักและป้องกันอันตรายจากสัตวร์ า้ ยได้ จึงมีการขุดท่เี ป็นบรเิ วณ
กว้าง กลายเป็นหมบู่ ้านเรียกว่า “บ้านเจียงทอง” ต่อมาทองหาไดย้ ากขนึ้ ชาวบา้ นจงึ หาเลีย้ งชีพ
ดว้ ยการเป็นเกษตรกร ท�ำ นา ท�ำ ไร่ ปลกู มัน ปลูกข้าวโพด พรกิ หอมกระเทียม
ภาษาพดู จะมีลักษณะเฉพาะตวั คอื “ไทยเดิง้ ” สาเหตุมาจากแหล่งรวมชมุ ชนจากหลายท้องที่
107
กา้ วไปหา เมอื งนา่ อยู่
ชัยภมู ิ ปลอดภัย นา่ สนใจ น่าปกั หลกั อยู่
น่าอยู่และปลอดภยั มีน้ำ�ใจมติ รไมตรี
ทอ่ งเทย่ี วตามวถิ ี สุขเตม็ ที่ทช่ี ยั ภูมิ
108
เมอื งชัยภูมใิ นอนาคต
จังหวดั ชยั ภูมไิ ด้มกี ารพฒั นาเป็นลำ�ดับอย่างตอ่ เน่อื ง จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ในโลกยุคใหม่จึงมคี วามจ�ำ เป็นจะตอ้ งก�ำ หนดวางแผน อนาคตของจังหวดั ชัยภูมิเพ่ือเปน็ แนวทางการ
พัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จากการประชุมหารือทุกภาคส่วน
ในจงั หวดั ชยั ภมู ิ ไดม้ ขี อ้ คดิ เหน็ ในการก�ำ หนดประเดน็ การพฒั นาจงั หวดั ชยั ภมู ิ ๔ ดา้ น ใน ๒๐ ปขี า้ งหนา้
(พ.ศ. ๒๕๖๕-๒๕๘๔) ดงั น้ี
เมืองสีเขียวแห่งความสุข
เมืองอาหารปลอดภัย
เมืองแห่งการทอ่ งเที่ยว
เมอื งแหง่ การเชอ่ื มโยงภูมิภาค
109
เมืองสเี ขียวแหง่ ความสขุ
110
เมอื งสีเขยี วแหง่ ความสขุ
การขับเคลอ่ื นการพัฒนาใหเ้ กิดเมอื งสีเขียวแห่งความสุข มแี นวทางการด�ำ เนินการให้เกดิ ผล ดงั น้ี
๑. ประชาชนมีความสุขพงึ่ พาตนเองได้ ลดความเหลื่อมล�้ำ และการสรา้ งอาชพี สง่ เสริมใหป้ ระชาชนมีความรู้ในดา้ นต่างๆ ท่ีสอดคลอ้ ง
กับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เพ่ือให้เกิดการสร้างรายได้ลดรายจ่ายและขยายโอกาสภายใต้ศักยภาพของพื้นที่ และน้อมนำ�หลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพยี งมาปรบั ใช้ในชวี ติ ประจำ�วัน
๒. พฒั นาระบบสาธารณสุขและสรา้ งเครอื ขา่ ยสขุ ภาพให้เข้มแขง็ ส่งเสรมิ การสรา้ งเครอื ขา่ ยหน่วยบรกิ ารสุขภาพท้ังในระดับปฐมภมู ิทตุ ิยภูมิ
และตตยิ ภมู ใิ หค้ รอบคลมุ ทกุ พน้ื ท่ีในจงั หวดั เปน็ การยกระดบั ความมน่ั คงดา้ นสขุ ภาพ สามารถตอบโตภ้ าวะฉกุ เฉนิ ไดท้ กุ ภยั รวมถงึ โรคอบุ ตั ใิ หม่
อยา่ งรวดเรว็ เปน็ ระบบ มคี วามเปน็ เอกภาพและประสิทธภิ าพ
๓. เมืองที่มีอัตลักษณ์ เป็นเมืองที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
เช่น ประเพณีแห่นาคโหด เป็นการทดสอบความอดทนและความตั้งใจของนาคที่อยู่บนแคร่ที่จะบวชทดแทนคุณบิดามารดา
ซึ่งไม่มปี รากฏในที่ใด จึงถือเปน็ สงิ่ เดียวในโลก ที่มีอยู่ในจังหวดั ชัยภมู ิจนถึงปัจจุบนั
๔. พัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เป็นคนดีมีคุณธรรรมยกระดับการพัฒนาศักยภาพของคนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มให้มีความรู้ ความสามารถ
เพม่ิ มากข้นึ พร้อมส่งเสรมิ คุณธรรมเพอื่ ให้เปน็ ท้ังคนเกง่ และคนดีเพอ่ื เปน็ พลังในการขบั เคลื่อนการพัฒนาจงั หวดั
๕. มีระบบดูแลผู้สูงอายุที่เป็นมาตรฐานสากล ปัจจุบันไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว จังหวัดชัยภูมิต้องจัดระบบบริการผู้สูงอายุ
โดยใชก้ ลไกจากทุกภาคสว่ นเพ่อื ดูแลผสู้ งู อายุ ไดอ้ ย่างท่ัวถึงและมคี ณุ ภาพ
๖. การจัดการที่ดินเพื่อประชาชน การจัดที่ดินมีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเลี้ยงชีพ
เป็นการพฒั นารายไดแ้ ละคณุ ภาพชีวติ สามารถนำ�หนงั สอื /เอกสารให้ใช้ทีด่ นิ ท่ีไดร้ ับจากรัฐไปใช้เป็นหลกั ประกันเพือ่ ให้เข้าถึงแหล่งทุนสำ�หรับ
การประกอบอาชีพ สรา้ งรายไดแ้ ละใช้ทด่ี ินให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด
๗. เมืองที่ใช้พลังงานสะอาดส่งเสริมการใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเกิดมลภาวะที่เป็นพิษโดยส่งเสริมการใช้ไฟฟ้า
ดว้ ยพลงั งานแสงอาทติ ย์ พลังงานลม พลงั งานจากชวี มวลและพลงั งานจากน้�ำ
๘. ความปลอดภยั ในชวี ิตและทรัพยส์ ิน พัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัตงิ านป้องกนั และปราบปรามอาชญากรรมตา่ งๆ อย่างต่อเนือ่ งพฒั นาระบบ
การรบั แจ้งเหต/ุ การเขา้ ถึงท่ีเกดิ เหตุอย่างรวดเรว็ สร้างเครอื ขา่ ยชุมชนใหเ้ ขม้ แขง็ รวมทั้งน�ำ ระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัตงิ าน
๙. การจัดการสิ่งแวดล้อมลักษณะของจังหวัดชัยภูมิจะเป็นพื้นที่ป่าและมีความอุดมสมบูรณ์ จึงประสบกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ตัดไม้
ไฟป่า ซึ่งต้องสร้างจิตสำ�นึกให้เกิดกับประชาชน และสร้างเครือข่ายชุมชนให้เข้มแข็งประกอบกับปัจจุบัน จังหวัดชัยภูมิ เริ่มเป็นเมืองขยาย
จงึ ตอ้ งจัดการขยะมูลฝอยและน้ำ�เสียใหเ้ ปน็ ระบบท้งั ในเขตชมุ ชนและนอกชมุ ชน
111
112
เมอื งอาหารปลอดภยั
แนวทางพัฒนาจังหวดั ชยั ภมู ิ เพ่อื ใหเ้ ปน็ เมอื งอาหารปลอดภยั ประกอบดว้ ย
๑. มี Zoning การผลิตที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การกำ�หนด Zoning ทางเกษตรเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรให้มี
ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จะทำ�ให้เกิดการวางแผนการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แต่ละประเภทให้เหมาะสมกับศักยภาพ
การจัดระบบการกระจายน�้ำ ได้อยา่ งทัว่ ถึง และเพียงพอกบั ความต้องการซง่ึ จะเปน็ การลดตน้ ทนุ ของเกษตรกรไดอ้ ีกทางหนง่ึ
๒. มีการพัฒนาระบบชลประทานและแหล่งน้ำ�ขนาดเล็กทั้งพื้นที่จังหวัดชัยภูมิจำ�เป็นจะต้องพัฒนาแหล่งน้ำ� เพื่อเก็บกักน้ำ�
จึงจะเพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วนโดยพัฒนาแหล่งน้ำ�ขนาดเล็กและพัฒนาพื้นที่ชลประทานต่างๆ
อาทิ การพฒั นาโครงขา่ ยน�ำ้ การพฒั นาระบบสง่ น�ำ้ และการระบบระบายน�ำ้ /บรรเทาอทุ กภยั เพอื่ เปน็ การใชท้ รพั ยากรน�ำ้ ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื
๓. ใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร นวัตกรรมเกษตรและปศุสัตว์เป็นเครื่องมือสำ�คัญในการสร้างมูลค่าสินค้าครบวงจร
ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด ตลอดจนการวิจัยเพื่อให้ได้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การส่งเสริมให้เกษตรกร
นำ�นวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการเพอ่ื ใหเ้ กดิ การพัฒนา จะท�ำ ใหเ้ กดิ ความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์สงู สุด
๔. ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ในทุกสาขาส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับต่างๆ ตลอดจนการ
แปรรูปเพอ่ื เพมิ่ มูลคา่ สนิ คา้ เกษตรอนิ ทรีย์และการพัฒนาช่องทางการจำ�หนา่ ยให้กว้างขวางย่ิงขนึ้
๕. ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยมีมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมใน
การปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพ่ือลดภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการควบคุมจำ�นวนโรงงานอุตสาหกรรมหรือ
ปริมาณมลพิษทเ่ี ป็นไปตามมาตรฐานทางด้านสงิ่ แวดลอ้ ม รวมทั้งส่งเสริมการทำ�เกษตรกรรมยง่ั ยืน โดยเฉพาะการลดการใช้สารเคมี
ในภาคเกษตรและสนับสนนุ เกษตรอนิ ทรียเ์ พื่อสร้างความปลอดภยั ดา้ นอาหาร ลดต้นทุนการผลติ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
๖. การแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมให้มีการแปรรูปสินค้าเกษตรโดยการนำ�ผลผลิตทางการเกษตร มาพิจารณาลักษณะพิเศษ
หรอื จุดเด่นเพิม่ เติม เพ่ือให้ตรงตามความต้องการของผบู้ รโิ ภคมากข้ึน ท้งั สินคา้ ทเ่ี ป็นอาหารและไม่ใช่อาหารนอกจากการปรบั ปรุงเพิ่ม
มูลค่าผลิตภัณฑ์โดยตรงแล้ว ยังมีการส่งเสริมให้มีการสร้างแบรนด์ (Branding) หรือการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า เป็นการทำ�ให้
ตลาดร้จู กั สินคา้ ของผผู้ ลติ รวมทงั้ การพัฒนาบรรจุภณั ฑ์ที่โดดเด่นเพ่ิมมูลคา่ ใหส้ นิ คา้ ด้วยบรรจภุ ัณฑ์ สามารถเพิ่มมลู คา่ สินคา้ เกษตรไป
สูอ่ ตุ สาหกรรมอาหารรวมถงึ พฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐานความปลอดภัยดา้ นอาหาร
113
114
เมอื งแหง่ การทอ่ งเทีย่ ว
ขบั เคลอ่ื นชยั ภูมิให้เปน็ เมอื งทอ่ งเท่ยี ว โดยมแี นวทางการดำ�เนนิ การ ดังน้ี
๑. เพิ่มพน้ื ที่สีเขยี ว เนน้ การสรา้ งจิตส�ำ นึกและพฒั นาจติ สาธารณะในการดูแลและเพ่มิ พน้ื ทสี่ เี ขยี วแก่ทุกภาคส่วนของสังคม
๒. พัฒนาสิ่งอำ�นวยความสะดวก/โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งอำ�นวยความสะดวกและโครงสร้าง
พื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้เป็นมาตรฐานสากล ประกอบด้วย การปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยว ที่พักแรม อาหาร
การปรับปรุงคุณภาพการบริการในยานพาหนะระหว่างการเดินทาง การบริการนำ�เที่ยวและมัคคุเทศก์ สินค้าที่ระลึก
สิ่งแวดล้อมให้เกิดความเป็นระเบียบสวยงาม ตลอดจนการให้ความสำ�คัญในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
รวมทง้ั ใหป้ ระชาชนในพน้ื ทม่ี สี ว่ นรว่ มและเปน็ เจา้ บา้ นทด่ี ตี อ่ นกั ทอ่ งเทย่ี ว สรา้ งความประทบั ใจใหเ้ ดนิ ทางมาเยอื นจงั หวดั ชยั ภมู ิ
อีกเป็นการสร้างรายไดจ้ ากอุตสาหกรรมทอ่ งเท่ียวมากยง่ิ ขึน้
๓. เมืองแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นพื้นฐานสำ�คัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจและชุมชนให้มีความยั่งยืน
ซง่ึ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ จะสามารถท�ำ ใหช้ มุ ชนพง่ึ พาตนเองได้ สรา้ งความสมดลุ ระหวา่ งคนกบั สงั คมและธรรมชาตไิ ดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื
ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสงั คมโลก
๔. เมือง Geo Park จากศักยภาพของจงั หวัดชยั ภูมทิ ี่โดดเดน่ ในดา้ นลักษณะทางธรณีวิทยา ทเ่ี ป็นรอยตอ่ เปลย่ี นผา่ นจากทะเล
สู่แผ่นดิน โดยเฉพาะจังหวัดชัยภูมิเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยที่พบซากดึกดำ�บรรพ์ครบทั้ง ๓ มหายุค
ได้แก่ มหายุคพาลีโอโซอิก (สัตว์ทะเลโบราณ ๒๙๘ - ๒๕๙.๑ ล้านปี) มหายุคมีโซโซอิก (มูลปลาโบราณ ๒๒๐ ล้านปี)
มหายคุ ซีโนโซอกิ (แพนดา้ ยกั ษแ์ ละสตั วร์ ว่ มสมยั หลายชนดิ อายุ ๒ แสนป)ี ในเขตพน้ื ท่ี ๘ อ�ำ เภอ ไดแ้ ก่ อ�ำ เภอเมอื งชยั ภมู ิ
คอนสาร หนองบวั แดง ภกั ดชี มุ พล เกษตรสมบรู ณ์ หนองบวั ระเหว เทพสถติ และบา้ นเขวา้ โดยจะมกี ารจดั ตง้ั “ชยั ภมู จิ ีโอพารค์ ”
(Chaiyaphum Geopark) เพือ่ เปน็ การพัฒนาพื้นท่ีให้เกิดความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ตอ่ พืน้ ถิน่ ให้มากท่สี ุด
115
๕. พฒั นาแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ววิถธี รรมชาติ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี วเชิงเกษตร แหลง่ อารยธรรมประวตั ิศาสตร์ และแหล่งทอ่ งเทีย่ ว
ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made attraction) จังหวัดชัยภูมิมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย อาทิ ท่องเที่ยววิถีธรรมชาติ
ทอ่ งเทยี่ วเชงิ เกษตร แหล่งอารยธรรมประวัตศิ าสตร์ และแหล่งทอ่ งเทีย่ วที่มนษุ ยส์ รา้ งขน้ึ การพฒั นาแหลง่ ท่องเท่ียว
จงั หวัดชยั ภูมจิ ะม่งุ เน้นให้ได้มาตรฐานพร้อมกบั สรา้ งคนชัยภูมใิ หเ้ ปน็ มัคคุเทศกท์ ่ีดีประจ�ำ ท้องถ่ิน
๖. ยกระดบั สนิ คา้ ชมุ ชนใหม้ อี ตั ลกั ษณข์ องจงั หวดั และธรุ กจิ ตอ่ เนอ่ื งดา้ นการทอ่ งเทย่ี ว ยกระดบั สนิ คา้ ชมุ ชนใหม้ อี ตั ลกั ษณ์
ของจังหวดั ชยั ภมู ิ บนฐานอัตลกั ษณช์ มุ ชน เพิม่ มลู คา่ ของสนิ คา้ ทางการเกษตร ด้วยองค์ความรู้และนวตั กรรมเทคโนโลยี
ตา่ งๆ พัฒนาสนิ ค้าและบรกิ าร ให้ไดค้ ุณภาพและมาตรฐานตามความต้องการของตลาดเพ่อื ใหค้ นในพน้ื ที่มรี ายไดเ้ พมิ่ ขึ้น
อย่างยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์สร้างแบรนด์ (Branding) หรือสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า เพ่ือให้ตลาดรู้จัก
สินค้าของผผู้ ลิตรวมถึงการพฒั นาการบรรจุภัณฑส์ นิ คา้ ใหม้ ีความโดดเดน่
๗. เมอื งพ�ำ นกั ระยะยาว (Long Stay) และการทอ่ งเทย่ี ววถิ ธี รรมชาติ การพ�ำ นกั ระยะยาว เปน็ อกี หนง่ึ ปจั จยั ทจ่ี ะชว่ ยสง่ เสรมิ
เศรษฐกจิ การทอ่ งเทย่ี วของประเทศและจงั หวดั ชยั ภมู ใิ หด้ ขี น้ึ เนอ่ื งจากการพ�ำ นกั ระยะยาวจะท�ำ ใหเ้ กดิ การใชจ้ า่ ยในดา้ นตา่ งๆ
การใชช้ วี ติ ประจ�ำ วนั ของนกั ทอ่ งเทย่ี วยอ่ มเปน็ การกระจายรายได้ใหก้ บั หลายอาชพี จงั หวดั ชยั ภมู เิ ตรยี มการส�ำ หรบั การเปน็
เมอื งพำ�นักระยะยาวเพอื่ การสรา้ งความเช่ือมน่ั ให้กับนกั ทอ่ งเท่ยี ว และเพ่มิ รายได้ทางการท่องเทย่ี วใหก้ บั จังหวดั
๘. การตลาดสมัยใหม่ ตลาดสมยั ใหม่หรอื การตลาด ๔.๐ เป็นการตลาดในยุคดจิ ิทลั ซึ่งเทคโนโลยีทำ�ให้เกดิ ความสะดวกสบาย
และความเชอ่ื มโยงมากขน้ึ สามารถเปลย่ี นพฤตกิ รรมผบู้ รโิ ภคไดอ้ ยา่ งสน้ิ เชงิ โดยผบู้ รโิ ภคสามารถเขา้ ถงึ สนิ คา้ และบรกิ าร
รวมถงึ ขอ้ มลู สนิ คา้ ตา่ งๆ ไดต้ ลอดเวลา ผปู้ ระกอบการสามารถขายสนิ คา้ หรอื เขา้ ถงึ ตลาดไดง้ า่ ยมากขน้ึ การพฒั นาผปู้ ระกอบ
การดา้ นตา่ งๆ เรอ่ื งการตลาดสมยั ใหม่ ทง้ั ภาคการเกษตร ทอ่ งเทย่ี ว อตุ สาหกรรมจะท�ำ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาจงั หวดั
116
117
เมอื งแห่งการเชอ่ื มโยงภูมภิ าค
จงั หวัดชัยภมู ิ เป็นจังหวดั ท่ีอยู่ใกลก้ ับจงั หวัดเมืองหลัก จึงเป็นโอกาสทจ่ี ะพฒั นาเมืองใหเ้ หมาะสมกบั ท�ำ เลทตี่ ้งั รองรับการขยายตัวเมอื งและพฒั นาเมืองใหเ้ ป็น
จดุ เชอื่ มตอ่ ระหวา่ งภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยมแี นวทางด�ำ เนนิ การ ดังน้ี
๑. มรี ะบบขนส่งสาธารณะ ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพพัฒนาระบบขนสง่ สาธารณะทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ มีคณุ ภาพและมีจำ�นวนที่เพียงพอต่อความตอ้ งการของประชาชนสามารถ
รองรับนักท่องเที่ยวได้ มีการนำ�เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้สามารถให้ข้อมูลการบริการต่างๆ แบบ real time ทำ�ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถ
วางแผนการเดนิ ทางได้ลว่ งหน้าส่งผลให้การเดนิ ทางสะดวกสบาย ประหยดั เวลาการรอคอย เปน็ ประโยชนก์ บั ทุกภาคส่วน
๒. มกี ารพฒั นาตามระบบผงั เมอื ง จงั หวัดชัยภูมจิ ะด�ำ เนนิ การจดั ทำ�และปรับปรุงผงั เมืองรวมเพือ่ ช้นี ำ�การพัฒนาพ้ืนท่รี ายสาขาและโครงการพฒั นาต่างๆ โดยการมี
ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและกระจายลงพื้นที่ในทุกอำ�เภอ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สอดรับกับนโยบายการพัฒนาประเทศและโครงการลงทุน
ลดอปุ สรรคการใชพ้ น้ื ทร่ี ะหวา่ งการวางผงั เมอื งกบั การพฒั นาอตุ สาหกรรม ตลอดจนบรู ณาการขอ้ มลู โครงการพฒั นาพน้ื ทเ่ี พอ่ื รองรบั การลงทนุ กบั การวางผงั เมอื งทกุ ระดบั
๓. โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม/โลจิสติกส์ เช่ือมโยงภูมิภาคจังหวัดชัยภูมิมีทางหลวงแผ่นดินที่เชื่อมต่อกับจังหวัดต่างๆ ระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคกลาง และภาคเหนือ ประกอบด้วย หมายเลข ๒๐๑ (สีคิ้ว-ชัยภูมิ-ชุมแพ) เช่ือมระหว่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนกับตอนล่างและภาคเหนือ
หมายเลข ๒๐๒ (บัวใหญ่–สีดา–ชัยภูมิ) เชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง หมายเลข ๒๐๕ (ลำ�นารายณ์-ลำ�สนธิ-ชัยภูมิ)
เช่ือมระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหมายเลข ๒๒๕ (นครสวรรค์–ชัยภูมิ) เช่ือมระหว่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือ
โดยได้มกี ารพัฒนาให้เป็นถนน ๔ เลนตามลำ�ดับ จงั หวัดชยั ภูมิมแี ผนจะสร้างถนนเลย่ี งเมืองชยั ภูมวิ งแหวนรอบเมอื งด้านทิศเหนือ โดยมีการเชื่อมโยงเสน้ ระหวา่ ง
ทางหลวงแผน่ ดินหมายเลขต่างๆ ซ่ึงการพฒั นาโครงสร้างพนื้ ฐานและสง่ิ อำ�นวยความสะดวก จะเป็นการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการขนส่งสินคา้ และเครือข่ายโลจิสตกิ ส์
๔. พลังงานสะอาดการเปน็ เมอื งท่มี ีการขยายดา้ นการคมนาคมขนสง่ การนำ�พลงั สะอาดมาใช้ในระบบโลจสิ ตกิ ส์จะเปน็ การสง่ เสรมิ ใหเ้ มืองมคี วามนา่ อยู่ ท่ามกลาง
กระแสของโลกทีม่ ีการเปลีย่ นแปลง
ชยั ภูมใิ นอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะมกี ารเปลีย่ นแปลงไปอยา่ งไร ขึน้ อยกู่ ับความรว่ มมอื ของทุกภาคส่วนในจงั หวัดทัง้ ภาครฐั ภาคเอกชน ภาคประชาสงั คม และภาค
ประชาชน ทจ่ี ะรว่ มกนั ขบั เคลื่อนการพัฒนาอยา่ งจริงจัง ตอ่ เนอ่ื งและวางรากฐานการพัฒนาเพื่อให้ชนรนุ่ หลงั ได้สานตอ่ จนปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรม
118
119
120
121
122
เสน่ห์อิสาน เล่าขานเมืองชยั ภูมิ
สรวงสวรรคส์ รรเสนห่ เ์ หอ่ สิ าน ขอเลา่ ขานเมืองชยั ภูมิไสว
ภูเขียวปา่ อดุ มสมบรู ณํไพร น�้ำ ผดุ ใสข้นึ ชอ่ื คอื ทพั ลาว
อศั จรรยฟ์ ้าโอบดนิ มอหินขาว
ชวนเชิญเพลนิ เจ็ดดาวเก้าตะวัน นอนดูดาวอนุ่ ไอดินกลางไพร
ผาหวั นาคหนิ โขลงช้างสร้างเร่ืองราว พรมผืนป่าชูช่อกอไสว
น้�ำ ตกใสไหลเยน็ เชน่ ไทรทอง
ท่งุ กระเจยี วเขยี วบานตระการตา ปรงพนั ปี ป่าโล่ใหญ่ ไปเท่ียวทอ่ ง
สุดแผน่ ดินป่าหนิ งามอรา่ มไกล ใครกินตอ้ งตดิ ใจไปอกี นาน
แตเ่ ดมิ ช่อื ขอกระหร่ีชนเลา่ ขาน
งามสายธารบ้านโหล่นตน้ นำ้�ช ี ทกุ คนื เพญ็ เจดิ จ�ำ รสั รศั มี
“แกงคัว่ ” “หม�ำ่ รสดี” มีใหล้ อง องค์ปรางค์กู่สงา่ ศรีคือศรีเมอื ง
พระคุณท่านมากลน้ ชนลือเลอ่ื ง
สบื เรอื่ งราวหม่คี นั่ ขอนาร ี ใหร้ งุ่ เรืองรม่ เยน็ เปน็ ใบบญุ
พระธาตุชัยภมู ิภมู งิ ามเด่น กล็ ้วนได้ดง่ั ใจท่านเก้อื หนนุ
ทรพั ย์ไพบูลย์ไหลหล่ังด่ังบูชา
ใบเสมาพระใหญ่ทวารวด ี เชญิ มาดูจะได้เห็นเพ็ญกฤษณา
กม้ กราบพระยาภักดีชุมพล ภูมิใจมา ภูมใิ จ ถน่ิ ชัยภูมิ
พระผูก้ อ่ บ้านและแปงเมือง
มากราบไหวข้ อพร ณ ตอนใด
อำ�นวยพรยศศกั ดิร์ กั เพ่มิ พูน
ชัยภมู เิ มอื งนดี้ นี ่าอย่ ู
ชัยภูมิภมู ิพิพฒั น์ทศั นา
123
124
คณะกรรมการท่ีปรกึ ษา 125
พระเทพภาวนาวกิ รม ว.ิ (บุญมา ปญุ ญาภิรโต) ที่ปรกึ ษาเจ้าคณะภาค ๑๑
พระราชชัยสิทธสิ นุ ทร (ฉวี มหทธโน) รกั ษาการแทนเจา้ คณะจงั หวัดชัยภูมิ
พระสุวรี ญาณ (พิชาญ สวุ ชิ าโน) เจา้ คณะจงั หวดั ชยั ภูมิ (ธ)
พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร. ท่ปี รึกษาวฒั นธรรมจงั หวดั ชัยภูมิ
เจา้ คณะอ�ำ เภอทกุ รปู
คณะท�ำ งานจดั ทำ�หนงั สอื
ส�ำ นักงานจงั หวดั ชยั ภูมิ
ส�ำ นักงานวฒั นธรรมจังหวดั ชัยภูมิ
องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ชัยภูมิ
เทศบาลเมืองชยั ภูมิ
ภาพประกอบโดย
ส�ำ นกั งานประชาสมั พนั ธ์จังหวัดชยั ภมู ิ
นายวรวฒุ ิ วรแสง
นายประยูรสวา่ งรุ่งโรจน์กุล
นายประสทิ ธ์ิ ค�ำ อุด (อาเฌอ)
(november25)
126