เรื่อง ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสิ่งประดิษฐ์ จาก ภูมิปัญญาเมืองสุรินทร์ ผ้า ผ้ไหมทอของจังหวัด วัสุรินทร์ จัดทำ โดย นางสาวแพรวนภา วงค์จันทร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖/๑ เลขที่๔ เสนอ คุณครูสุภัทรกุล มั่นหมาย โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๖
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E - book ) นี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบภูมิปัญญาของผ้าทอ ไหมจังหวัดสุรินทร์ เช่น ประวัติความเป็นมา สถานที่ในการทำ วัสดุอุปกรณ์ วิธีการทำ เป็นต้น ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E - book ) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำ หรัง คนที่สนใจภูมิปัญญาขงผ้าทอไหมจังหวัดสุรินทร์อละประโยชน์จากหนังสือ E - book เล่มนี้ไม่ มากก็น้อย แพรวนภา 30 ธันวาคม 2566
สารบัญ ประวัติความเป็นมา ๑ เรื่อง หน้า สถานที่ทำ ผ้าทอไหม ๖ วัสดุอุปกรณ์ในการทอผ้าไหม ๘ วิธีการทอผ้าไหม ๙ ลายผ้าทอไหมเมืองสุรินทร์ ๑๖ ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอไหมพื้นเมืองจังหวัดสุรินทร์ ๑๘ อ้างอิง
๑ ประวัติความเป็นมา “ผ้าทอเมืองสุรินทร์” นับเป็นงานหัตถกรรมที่งดงามและสืบทอดมาหลายชั่วอายุ คน การทอผ้ามีอยู่ทั้งในวัฒนธรรมไทยและเขมรนับเนื่องกว่าศตวรรษ เสื้อผ้าไม่ใช่ เพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่แสดงสถานภาพทางสังคม ด้วยลวดลาย วัสดุที่ใช้ในการถัก ทอ ผ้าไหมทอมือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหลายแห่งในสุรินทร์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมและเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ในหลายขั้นตอนของการผลิตนั้นเกิดในครัว เรือน แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผ้าทอ จึงเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมของการผลิต ในครัวเรือนกับการแบ่งงานกันทำ บางครัวเรือนเน้นการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม และผลิตเป็นเส้นไหม อีกครอบครัวจะซื้อเส้นไหมดังกล่าวมามัดย้อมหรือที่เรียกว่า “มัดหมี่” จากนั้น จะขายไหมที่พร้อมสำ หรับการทอให้กับอีกครอบครัวหนึ่ง
เส้นไหมหลากสีสัน เกิดจากการนำ ปอยหมี่ที่มัดหมี่เรียบร้อยแล้วไปย้อมสีในน้ำ เดือด หากต้องการให้ผ้าไหมมีหลาย ๆ สีเพิ่มขึ้น นำ ไป “โอบหมี่” คือการใช้เชือก ฟางเล็ก ๆ พันลำ หมี่ตรงส่วนที่ยังไม่ถูกมัดหมี่ ตามแบบลายมัดหมี่ การโอบ (พัน) ต้องโอบ (พัน) ให้เชือกฟางแน่นที่สุดและหลาย ๆ รอบ นำ หมี่ที่โอบหมี่เรียบร้อย แล้วไปล้างสีออกในน้ำ เดือด หมี่ส่วนที่โอบหรือมัดไว้ จะคงสีตามเดิมส่วนที่ไม่ถูก โอบหรือมัดจะถูกล้างออกเป็นสีขาว นำ ไปย้อมเป็นสีอื่นอีกครั้งหนึ่งตามต้องการ ลายผ้าอาจแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น “ท้องถิ่น” “ประเพณี” “สมัยใหม่” “เขมร” “ไทย” “เขมรสุรินทร์” “ประยุกต์” ฯลฯ แต่ใช่ว่าจะแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน เพราะการออกแบบนั้นเกิดขึ้นได้อยู่เสมอขึ้นอยู่กับผู้ทอ แต่รูปแบบสำ คัญของผ้า ไหมสุรินทร์นั่นคือ “มัดหมีี่” นั่นคือเทคนิคการมัดย้อมเส้นไหมก่อนการทอและ กลายเป็นลวดลายที่งดงาม ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างลวดลายเอกลักษณ์ของผ้าไหมทอ มือ ๒
๓ ผ้าไหมทอมือในสุรินทร์มีเอกลักษณ์คือสีแดงที่มาจากครั่ง ในภาษาเขมรเรียกว่า “เลียก” ครั่งเป็นแมลงประเภทหนึ่งที่ขับสารมีลักษณะเป็นเหมือนยางหรือชันออก มาไว้ป้องกันตัวเองจากศัตรู สารนี้เรียกว่า "ครั่งดิบ" มีสีแดงม่วง ลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง สีเหลืองแก่ หรือยางสีส้ม ความเชื่อและข้อห้ามจำ นวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับครั่งและกระบวนการย้อมสี ใน ภาษาเขมร “เลียก” หมายถึง “หลบซ่อน” ในช่วงพิธีขึ้นบ้านใหม่ ชุมชนเชื้อสาย เขมรสุรินทร์ใช้ครั่งเป็นส่วนประกอบพิธี เพื่อป้องกันบ้านจากภยันตราย ครั่งชิ้นเล็ก ๆ จะเก็บไว้ในตู้หรือลิ้นชัก ด้วยความเชื่อที่ว่าครั่งจะบังตาไม่ให้ขโมยเห็นสิ่งของมี ค่าที่เก็บไว้ในเรือน
๔ ช่างทอหยุดการเตรียมสีทันที เมื่อมีผู้หญิงเดินเข้ามาใกล้บริเวณที่ย้อมผ้า เนื่องจาก ไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงที่เดินเข้ามาตั้งท้องหรือมีประจำ เดือนหรืือไม่ ซึ่งเป็นข้อห้าม เพราะอาจจะทำ ให้สีที่ได้ไม่ติดเส้นไหมที่ย้อม บางคนย้อมผ้าในช่วงเวลากลางคืน หรือกลางป่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครมารบกวนในระหว่างการย้อมสี ปัจจุบัน มีการใช้ “ด่างฟอกไหมขาว” เพื่อฟอกสีเหลืองตามธรรมชาติของเส้นไหม ดิบ และผสมสารส้มในสีย้อมสำ หรับให้สีติดทนนาน เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสาน ระหว่างสิ่งที่เป็นธรรมชาติและสารสังเคราะห์
“โฮล” ได้รับการกล่าวขานโดยคนท้องถิ่นว่าเป็น “ราชินีผ้าไหมสุรินทร์” ชื่อของ ลายมาจากคำ ภาษาเขมรว่า “โฮร” ที่หมายถึง ไหล เพราะลายผ้าเสมือนสายน้ำ ที่ ไหล เดิมทีผู้หญิงจะใส่ซิ่นโฮลแต่ในปัจจุบันทั้งชายและหญิงประยุกต์ผ้าโฮลเป็น เครื่องแต่งกายในวาระสำ คัญ เช่น งานแต่งงาน เทศกาล ตามลวดลายดั้งเดิมนั้น โฮ ลประกอบด้วยสี 3 สีที่ย้อมจากวัสดุธรรมชาติ แดงจากครั่ง เหลืองจากเขและขนุน และน้ำ เงินจากคราม “อัมปรม” เป็นลวดลายที่เกิดจากการมัดย้อมทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง เทคนิคการมัด ย้อมแบบนี้เดิมทีพบในจีน อินเดีย ญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย แต่กลายเป็นเทคนิคการ ทอในสุรินทร์ไม่น้อยกว่า 2,000 ปี “อันลูยฃีม” หากแปลเป็นไทยคือ “คลานมาสยาม” นงเยาว์ ทรงวิชา กล่าวถึงชื่อ เรียกของลวดลายที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างราชสำ นักสยามกับเขมร และเมื่อ คนเชื้อสายเขมรได้รับอนุญาตให้ตั้งรกรากในสุรินทร์ จึงแสดงความภักดีด้วยการ สร้างสรรค์ลวดลายและสอนลูกหลานให้รู้จักความหมาย ๕
๖ สถานที่ทำ ที่ ทำผ้าทอไหม บ้านท่าสว่าง ตั้งอยู่ในอำ เภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิง หัตถกรรมผ้าไหมแห่งเดียวของประเทศ เป็นหมู่บ้านที่มีฝีมือในการทอผ้าไหม โบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยเทคนิคการทอผ้ายกทองแบบ โบราณผสานกับลวดลายที่วิจิตรงดงาม โดยการทอผ้าแต่ละผืนต้องใช้คนทอเป็น จำ นวนมากและใช้เวลาในการทอนานหลายเดือน มีลวดลายที่ละเอียดสวยงามเป็น เอกลักษณ์ เนื้อละเอียดนุ่มแน่นชนิดจับต้องได้ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ทอผ้า ไหมยกทองโบราณเพื่อมอบให้กับผู้นำ เอเปค เมื่อปี พ.ศ.2546 จนกลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวด้านหัตกรรมที่สำ คัญของจังหวัดสุรินทร์
๗ ผ้าไหมบ้านท่าสว่าง มีจุดเด่นพิเศษกว่าที่อื่น คือ “ไหมน้อย” ที่ละเอียดนุ่มนวล สาวและทอได้ยากยิ่ง จนเริ่มจะเลือนหายไป แทบไม่มีใครทราบว่าช่างที่นี่ทอไหม น้อยได้จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระ ราชปรารภว่า “สมัยก่อนผ้าไหมไทยมีความนุ่ม เนียน แน่น มาก ทำ อย่างไรจึงจะ ได้ผ้าชนิดนั้นคืนกลับมา” เหล่าข้าราชบริพารก็ออกเสาะหา จนได้พบผ้าทอไหม น้อยที่ท่าสว่าง เมื่อทอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นที่พอพระทัย จึงพระราชทานเงินส่วน พระองค์ สร้างโรงทอผ้าตามรูปแบบราชสำ นักโบราณขึ้นที่บ้านท่าสว่างแห่งนี้ เมื่อ เข้ามาภายในหมู่บ้าน จะพบกับร้านขายผ้าไหม เรียงรายกันตามเส้นทางถนนหลาย ร้าน ทั้งในรูปแบบของผ้าถุง เสื้อ กระเป๋า กางเกง สนนราคาเริ่มที่หลักพันจนถึง หลักหมื่น
๘ – หูก – ฟืม ( เครื่องมือใช้ในการทอ ) – กง ( ใช้ในการกวักด้าย ) – หลักตีนกง ( ไม้ที่ใช้ยึดทั้งสองข้างในการกวักด้าย ) – หลา – กระสวย – กี – เขายาว ( ไม้เก็บลายขิด – หลอดใส่ด้าย – ไม้ค้ำ พื้น ( ไม้พับผ้าที่ทอเสร็จแล้ว ) วัสดุอุปกรณ์ในการทอผ้า
๙ วิธีการทอผ้าทอไหม 1. การฉลุกระดาษลายมัดหมี่ หลังจากเลือกลายที่จะนำ มาเป็นแบบในการมัดหมี่ได้แล้ว ให้ตั้งค่า หน้า กระดาษเท่าผ้าที่จะทอจริง แล้วปรับขนาดลายให้เต็มหน้ากระดาษ จากนั้นก็สั่งพิมพ์ ออกมาเป็นลายบนกระดาษ สมมติว่าลายข้างล่างนี้เป็น ลายที่พิมพ์ออกมาเเล้ว ให้นำ กระดาษมาเจาะตัดส่วนที่เป็นลายออก ก็จะได้ ลายที่สามารถนำ ไปเป็นแบบในการมัด หมี่ได้เลย
๑๐ 2. วิธีการลอกลายมัดหมี่ นำ ลายที่ฉลุออกแล้ว วางซ้อนทับหัวหมี่ที่เตรียมไว้ เลือกตำ แหน่งที่พอดี และ สวยงามแล้วใช้ดินสอเขียนจุดซ้าย – ขวา ที่ลำ หมี่ตามรอยฉลุให้เป็น ข้อ ๆ ไว้เพื่อที่จะ มัดตาม (ดังรูป)
๑๑ 3. วิธีการมัดหมี่ หลังจากลอกลายตามรอยฉลุแล้ว ใช้เชือกฟางมามัดให้แน่นเพื่อป้องกันสีซึม เข้า ในข้อหมี่ หลังจากมัดเสร็จก็จะได้ลายที่พิมพ์มาจากคอมพิวเตอร์ทันที 4. การมัดโอบหมี่ การมัดโอบคือ การมัดหมี่ครั้งที่สองเพื่อเก็บสีลายจากการมัดครั้งที่หนึ่งไว้ หลังจาก การมัดโอบเสร็จแล้วนำ หัวหมี่มาย้อมเป็นครั้งที่ 2 เพื่อจะให้หมี่เป็นลายอีก สีหนึ่งขั้น ตอนการย้อมโอบ จะทำ อยู่หลายครั้งเมื่อต้องการลวดลายหลากหลายสี ขึ้น อยู่กับ ลายที่จะนำ มามัดหรือสีสันที่ต้องการ
5. การย้อมสี ขั้นตอนการย้อมสี 1. การย้อมสีธรรมชาติ 1.1 การย้อมเครือหูกให้ต้มน้ำ สีที่สกัดจากธรรมชาติประมาณ 5 ลิตรตาม ต้องการและนำ เครือไหมลง ย้อมในหม้อ ส่วนการย้อมปอยเพื่อกรอเป็นหลอดไว้ทอ ผ้า ถ้าจะให้เกิดสีมีเงาสวยงามควรเลือกคนละ สีจากเครือหูก 1.2 ค่อย ๆ เร่งความร้อนขึ้นจนเดือด หมั่นพลิกไหมกลับไปกลับมาเพื่อ ป้องกันสีด่าง 1.3 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นำ ออกผึ่งลมให้แห้งแล้งน้ำ ให้สะอาด 2. การย้อมสีเคมีสำ เร็ – การย้อมผ้าพื้นโดยใช้สีเคมีสำ เร็จ สามารถทำ ได้เช่นเดียวกันกับวิธี การย้อมสีจากธรรมชาติ แต่ควรลด เวลาในการย้อมลงเหลือ 40 – 50 นาทีเท่านั้น ๑๒
6. ขั้นตอนการปั่นหลอด หรือกรอหมี่ 1.แก้หมี่ที่มัดเป็นเปราะ ๆ ออกก่อน ( การแก้หมี่ คือการแก้เชือกฟางที่ มัดให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ออกให้หมด ) 2. นำ ปอยหมี่ที่แก้เสร็จ ขึงใส่กง แล้วดึงเงื่อนไหมมาผูกติดกับหลอดที่อยู่เข็มไน ใช้ มือปั่นหลา หรือไนโดยการหมุนเวียนซ้ายไปตลอด 3. เมื่อครบขีนของลายทันที แล้วปลดออกจากหลาหรือไนเก็บไว้เพื่อทอต่อไป ๑๓
๑๔ 7.ขั้นตอนการสืบหูก 1. นำ เครือไหมที่ย้อมสีเสร็จแล้ว มากางเพื่อดึงให้เส้นไหมตึงเท่ากันจน 2. นำ เครือไหมที่ตึงเท่ากันแล้วมาต่อใส่ฟืม โดยการผูกติดกับกกหูก( กกหูก คือ ปมผ้าไหมเดิมที่ทอติดไว้กับฟืมโดยไม่ตัดออกเพื่อที่จะต่อเครือหูกไว้ทอครั้งต่อไป )
๑๕ 8.วิธีการกางหูก 1. นำ ฟืมที่สืบเครือหูกแล้วไปกางใส่กี่ โดยดึงเส้นไหมตึงสม่ำ เสมอทุกเส้น 2. หูกที่กางเสร็จแล้วจะต้องเรียงเส้นไหมหลังฟืม โดยแยกเส้นไหมออกไม่ให้ติด กันความยาวประมาณ 1 เมตร 3. นำ ไม้หลาวกลม 2 อัน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. มาสอดคั่นให้ เส้นไหมของ เครือหูกไขว้กันเป็นกากบาทอยู่ หลังฟืม เพื่อให้เลื่อนฟืมไปข้างหน้าในวเลาทอได้ สะดวก
๑๖ ลายผ้าทอไหมพื้นเมืองสุรินทร์
๑๗
๑๘ ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอไหมพื้นเมืองสุรินทร์ กระเป๋า
๑๙ ร่ม เสื้อผ้า
อ้างอิง ผ้าทอไหม : https://www.sac.or.th/ผ้าทอไหม วันที่ค้นหา 30 ธันวาคม 2566 บ้านท่าสว่างจังหวัดสุรินทร์ : https://www.paiduaykan.com วันที่ค้นหา 30 ธันวาคม 2566 ขั้นตอนการทอผ้า : https://zznice2555.wordpress.com วันที่ค้นหา 30 ธันวาคม 2566
๒๐ หมวก ผ้าถุง