รายงาน
เรือ่ ง การสูบบหุ ร่ใี นทัศนะของอิสลาม
()التدخين في منظور الإسلام
1.นางสาวมูญาอดี ๊ะห์ ตะโละดงิ จดั ทำโดย รหสั นักศกึ ษา 6260903015
2.นางสาวโนรฟาตฮี ะห์ สามะ รหสั นักศกึ ษา 6260903024
3.นางสาวยามีละห์ สะอุ สาขาวิชาอสิ ลามศึกษา รหสั นกั ศกึ ษา 6260903030
สาขาวิชาอสิ ลามศกึ ษา
สาขาวิชาอิสลามศึกษา
เสนอตอ่
รองศาสตราจารยเ์ จ๊ะเล๊าะห์ แขกพงศ์
รายงานฉบับน้เี ปน็ ส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า อสิ ลามกบั ประเด็นร่วมสมัย
รหสั วชิ า 09-034-223(01) ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564นกั ศึกษาชั้นปที ่ี3
สถาบนั อสิ ลามและอาหรับศึกษา มหาลัยนราธวิ าสราชนครนิ ทร์
جا معة الأميرة ناراديواس,أكاديمية الدراسات الإسلامية والعربية
ก
คำนำ
إن الحمد لله نحمده ونستعينه ونستغفره ونعوذ بالله من شرور أنفسنا ومن سيئات أعمالنا من يهده
الل فلا مضل له ومن يضلل فلا هادي له وأشهد أن لا إله إلا الل وحده لا شريك له وأشهد أن
يُ ْص ِل ْح ل ُك ْم أ ْعمال ُك ْم وي ْغ ِف ْر، ﴿ يا أ ُّيها ا َّل ِذين آم ُنوا اتَّقُوا ّل َّلا وقُولُوا ق ْولًا س ِدي ًدا،محمدا عبده ورسوله
:ل ُك ْم ُذنُوب ُك ْم ومن ُي ِطعِ ّل َّلا ور ُسولهُ فق ْد فاز ف ْو ًزا ع ِظي ًما﴾ وبعد
รายงานฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชาอสิ ลามกบั ประเด็นรว่ มสมัย รหสั วชิ า 09-034-223 (01) โดยมุ
วัตถปุ ระสงค์เพ่ือศกึ ษาค้นควา้ วิเคราะหแ์ ละสงั เคราะห์ขอ้ มลู เกยี่ วกบั ความหมายของการสูบบุหรแี่ ลบทบัญญัติ
อสิ ลามท่เี กี่ยวข้องกบั การสูบบุหรี่รวมถงึ ศาสนบญั ญตั ิหรือฮุกมฺเกีย่ วกบั การสบู บุหรีใ่ นทัศนะของนักวิชาการ
อิสลามร่วมสมยั
ผู้จดั ทำขอน้อมชโุ กร์ต่ออลั ลอฮ์ ซบุ ฮานะฮวู ะตะอาลาผู้ทรงประทานอิสลามเป็นทางนำในการดำเนิน
ชีวิต ขอขอบคุณ อาจารย์ผ้สู อนทีใ่ หค้ ำปรึกษาและแนวทางการศึกษาอิสลามในการประเดน็ รว่ มสมัย ให้คำ
ชแ้ี นะชว่ ยเหลอื ในการคิดวิเคราะหข์ ้อมูลเชงิ ศาสนบัญญตั ทิ ี่คณะผูจ้ ัดทำได้ค้นควา้ รวบรวมมาจากแหลง่ ขอ้ มลู
ตา่ ง ๆ เชน่ อนิ เทอรเ์ น็ตและบทความทางวิชาการ หวังว่า รายงานฉบบั น้ีจะเป็นประโยชน์แกผ่ ู้ทส่ี นใจในการ
นำไปปฏิบตั ิและศึกษาต่อในรายละเอยี ดใหก้ วา้ งขวางยิ่งข้ึน ขอดุอาต่ออลั ลอฮ์ผูท้ รงเมตตาและทรงเดชานภุ าพ
ย่ิงโปรดบนั ดาลให้รายงานฉบับน้ยี ังประโยชนแ์ กค่ ณะผู้จัดทำและผศู้ กึ ษาคน้ คว้าสบื ไป
والل الموفق والهادي إلى سواء السبيل
คณะผจู้ ดั ทำ
สารบญั ข
เรอ่ื ง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
กระบวนการศึกษาค้นคว้า ค
การสบู บุหร่ี(บทนำ) 1
ความหมายของบุหรี่และการสูบบหุ รี่ 2
บุหรี่เปน็ สิง่ ฮารอมหรือไม่..??? 2
ฮกู่ ม่ ของการสบู บุหร่ี 2
ความคิดเห็นของนักวชิ าการจากมหาลัยอัล-อซั ฮัร 4
ความคดิ เหน็ ของนักวชิ าการส่วนมากในยคุ หลัง 4
คำวินิฉยั ทางศาสนาของนกั วชิ าการอสิ ลาม 5
ผลการวิจยั ของอาจารย์ประจำาสาขาวชิ ากฎหมายอิสลามสถาบันอสิ ลามและอาหรับศึกษา 6
มหาวทิ ยาลัยนราธิวาสราชนครนิ ทร์
สรุป 9
อา้ งองิ 11
ค
กระบวนการศึกษาคน้ ควา้
การศกึ ษาในรายวชิ าอิสลามกับประเดน็ ร่วมสมัยมุ่งใหน้ ักศึกษาค้นควา้ และนำเสนอประเด็นรว่ มสมยั
ตา่ งๆ ในมุมของอิสลามผ่านการศึกษาบทบบัญญัติ ทัศนะของนกั วิชาการพร้อมทงั้ หลักฐานและเหตุผลทน่ี ำมา
อา้ งองิ ในการกำหนดฮกุ ่มหรือศาสนบญั ญัติอิสลามตอ่ กรณีประเดน็ ร่วมสมัยดังกล่าว ในการศกึ ษาเรื่องน้ีคณะ
ผูจ้ ดั ทำไดท้ ำการศึกษาและนำเสนอตามขัน้ ตอนดังต่อไปนี้
1. กำหนดหวั ข้อ/ช่ือเร่อื ง
เปน็ เร่ืองทรี่ ่วมสมยั หมายถงึ เรือ่ งท่ีเพิ่งขึ้นใหม่ในยุคหลงั ไม่มีตวั บทอัลกุรอาน/ฮะดีษกล่าวถึง
ข้อบญั ญัตไิ ว้โดยตรง และผู้คนต่างสงสัย ต้องการคำตอบเพ่อื จะได้เข้าใจและปฏบิ ัติได้อย่างถูกต้อง
2. ประมวลลกั ษณะประเดน็ ปัญหารว่ มสมยั
โดยการวเิ คราะห์ สงั เคราะห์และสรุปให้เหน็ วา่ อะไรคือประเด็นทเ่ี ปน็ ปัญหารว่ มสมัย หารครอบคลุม
หลายประเดน็ ปัญหา ผู้นำเสนอจะต้องกำหนดใหช้ ดั เจนว่าประเดน็ ใดเปน็ ประเดน็ รว่ มสมัย ประเดน็ ใด
เปน็ ประเดน็ ท่เี ป็นขอ้ ยุติไม่จำเปน็ ต้องคน้ หาคำตอบเนื่องจากมหี ลกั ฐานตัวบทจากอัลกรุ อานหรอื ฮะ
ดีษชัดเจนแล้ว และประเดน็ ร่วมสมยั ที่ต้องการคำตอบมกี ีป่ ระเด็น อะไรบา้ ง และมีความสำคัญอย่างไร
3. นำเสนอทัศนะความเหน็ ของนักปราชญต์ ่อประเดน็ รว่ มสมัย
นกั ศกึ ษาผนู้ ำเสนอทำการรวบรวมทัศนะความคดิ เหน็ ของบรรดานกั ปราชญ์ พร้อมท้ังหลักฐานและ
เหตผุ ลประกอบความคิดเหน็ ดงั กล่าวใหม้ ากทสี่ ุด เน่ืองจากในทุกประเดน็ ปญั หาที่เกิดขึน้ ไม่ว่ายุคใด
สมยั ใด ไม่วา่ จะมตี วั บทระบไุ วโ้ ดยตรงหรือไม่ ย่อมจะต้องมหี ุกมหฺ รือศาสนบัญญัติ (วายิบ ฮะรอม มัน
ดูบ มกั รูฮ์ มบุ าห์) แน่นอนแล้ว ณ อลั ลอฮ์ ตะอาลา บรรดานักปราชญ์/ผู้รู้ไดค้ น้ หาคำตอบดว้ ย เพอ่ื ฟตั
วาหรอื ชีข้ าดตดั สินตอ่ กรณีประเดน็ ปัญหานั้น ๆ ดว้ ยกระบวนการอิจญต์ ิฮาด (วเิ คราะหว์ ินจิ ฉยั )
4. อภิปรายทศั นะความคิดเห็นของนกั ปราชญ์
นักศึกษาผู้นำเสนอต้องอภปิ รายหลักฐานและเหตผุ ลของแต่ละทัศนะวา่ มคี วามถูกต้อง (เศาะฮีห์ เฎาะ
อีฟ..) อยา่ งไร เหตผุ ลทางสติปัญญาที่นำมาใช้มคี วามเหมาะมากน้อยเพียงใด เป็นทัศนะของส่วนใหญ่
หรือทศั นะของสว่ นนอ้ ยอยา่ งไร ทัศนะความคดิ เหน็ ของนักปราชญห์ ากสอดคลอ้ งกันถือเปน็ อจิ ญม์ าอฺ
หากไม่สอดคล้องกนั แต่ละทัศนะเป็นผลจากการอจิ ญต์ ิฮาดอาจจะถูกหรือผดิ ก็ได้ หากการอจิ ญ์ติฮาด
นนั้ ดำเนนิ ไปตามกระบวนการทถี่ กู ต้องตามหลักการในวชิ าอูศลู ุ้ลฟกิ ฮ์ คนสามญั ชนท่ัวไป (มกุ ็อลลดิ )
สามารถปฏบิ ัตติ ามทัศนะใดก็ย่อมได้
5. สรุปทัศนะท่ีเห็นวา่ มนี ำ้ หนกั
แมว้ ่านักศึกษาไม่อาจตัดสินว่าทัศนะใดถูกและทัศนะใดผิด เพราะเปน็ ประเดน็ อจิ ญต์ ิฮาด แต่ก็
สามารถแสดงความคดิ เห็นและเหตผุ ลในการใหห้ นักระหว่างทศั นะต่างๆ ดงั กลา่ ว บนพ้ืนฐานของการ
วิเคราะห์หลกั ฐานและเหตผุ ลสนบั สนุน โดยปราศจากความลำเอยี งหรอื อคติใด ๆ
1
การสูบบุหรี่
บทนำ
อิสลาม” เปน็ ระบอบการดำเนนิ ชีวติ ที่มุ่งปลูกสรา้ งจติ สำนึกใหม้ นษุ ย์รกั ความสงบ สันติและรักษา
ความปลอดภยั ให้กับตนเองสงั คมและส่งิ แวดล้อมแนะนำมนุษยใ์ หเ้ ลอื กบรโิ ภคแต่เฉพาะอาหารท่ดี ีมีประโยชน์
หา้ มนำตวั เองสคู่ วามหายนะ ห้ามด่มื สรุ าและสง่ิ มึนเมาหา้ มบรโิ ภคเนอ้ื สุกรเลอื ดและซากสัตวต์ ายโดย
มไิ ด้ผ่านการเชอื ดอย่างถูกวธิ ีดงั ปรากฏเปน็ โองการในคัมภรี ์อัลกุรอานและในซุนนะฮทฺ ่านนบีมฮุ ัมม(ั ศ็อลลัลลอ
ฮอุ ะลัยฮิวะสลั ลัม) ไดบ้ ัญญตั ิถึงสง่ิ เหลา่ น้ไี ว้โดยตรง แต่กรณขี อง“บหุ ร่ี”หรือ“ยาสูบ”แมจ้ ะเป็นสิง่ บรโิ ภคท่ี
เปน็ อนั ตรายต่อสุขภาพชวี ิตทรพั ยส์ นิ สิง่ แวดลอ้ มแต่ไม่ปรากฏโองการใดในคัมภรี ์อัลกุรอานและซนุ นะฮฺของ
ท่านนบมี ฮุ ัมมัด (ศ็อลลลั ลอฮุอะลยั ฮิวะสัลลัม) มิได้บญั ญัติห้ามบหุ รหี่ รือยาสูบไวโ้ ดยตรงดงั เชน่ สรุ า สุกร
เลือดหรอื ซากสตั วด์ งั กล่าวมาข้างตน้ ด้วยเหตนุ ี้ จงึ เป็นหน้าทข่ี องบรรดานักปราชญม์ สุ ลมิ มซั ฮับต่าง ๆ (สำนัก
คดิ ตา่ งๆทางกฎหมายอิสลาม) ทจ่ี ะตอ้ ง ของบหุ รี่หรือยาสบู วา่ เปน็ ส่ิงต้องหา้ มหรืออนุมตั ิอย่างไรหรือไม่เพ่ือเป็น
ทางนำสำาหรับมวลมสุ ลมิ ในการปฏบิ ัติตนใหถ้ ูกตอ้ งตามหลักศาสนบญั ญัติในยคุ สมยั ปัจจุบัน
Abu Al MunZir, Abdulhaq, Ibn Abdullatif (1994) กล่าวว่า ยาสบู ได้ถูกนำาเขา้ สู่ดินแดนอาหรบั
ในราว ค.ศ. 1590 - 1611 ตรงกับ ฮ.ศ. 999 - 1020 โดยชาวคริสเตยี น บรรดานักปราชญม์ ุสลมิ ในสมยั นั้น จงึ
ได้วเิ คราะหว์ ินิจฉยั บทบัญญัติทงั้ จากคัมภรี ์อลั กุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮมั มดั (ศ็อลลลั ลอฮุอะลัยฮิ
วะสัลลัม) ต่อกรณกี ารบริโภคยาสบู ว่ามคี วามชอบหรือผิดหลักศาสนาอสิ ลามหรือไม่ เน่ืองจากพบว่าเปน็ ส่ิงท่มี ี
กลิ่นฉนุ ทน่ี า่ รังเกยี จ ในขณะท่ขี ณะนัน้ พิษภัยยังไมเ่ ปน็ ท่ปี ระจักษ์ทัง้ ยังเปน็ ทยี่ อมรับกันวา่ อาจมีประโยชน์บาง
ประการดงั ปรากฏในบนั ทึกทางประวตั ิศาสตร์ว่า ชาวอนิ เดยี แดงพืน้ เมืองในทวีปอเมริกาเหนอื ใช้ในการรกั ษา
โรคบางชนดิ และใชส้ บู ในพิธีการต่าง ๆ (ประกิต วาทสี าธกกิจ, 2550) แตเ่ น่ืองจากมีกล่ินทนี่ า่ รังเกยี จ และ เมื่อ
สูบเขา้ สูร่ ่างกายจะทำาให้เกดิ ความมึนตงึ เทยี บได้กบั การบริโภคสรุ า นักปราชญ์มสุ ลิมบางท่านในสมยั นน้ั จงึ มี
ทัศนะว่า การบริโภคยาสบู เป็นสงิ่ ตอ้ งห้ามเด็ดขาด (หะรอม) แตบ่ างทา่ นเห็นว่าเป็นเพียงสง่ิ ท่ีนา่ รังเกียจ (มัก
รูฮฺ) และบางทา่ นเหน็ ว่าเป็นส่ิงทอ่ี นมุ ัติ (มบุ าหฺ) ในขณะท่ีบางท่านไม่แสดงความคิดเหน็ ใด ๆ และบางท่านให้
ทัศนะไวเ้ ป็นสองแงส่ องมุม คือเหน็ ว่าเปน็ ส่งิ อนมุ ตั ิ เวน้ แต่หากพบวา่ มันก่อให้เกดิ อันตรายกใ็ ห้ถือเปน็ สง่ิ ต้อง
หา้ ม (Al Rahibani, Mustafa Ibn Saad, 1961)
2
ความหมายของบุหรี่และการสูบบุหร่ี
บหุ ร่ี หมายถึง ยาสูบทน่ี ำมาบรโิ ภคทกุ ประเภท ทัง้ ในรูป สดู ดม เคีย้ ว ได้แก่ บุหร่ีซองผลิตจาก โรงงาน
(บหุ รีข่ าว) ยาสูบทน่ี ำมามว้ นเอง หรอื ทำฝอยเองทุกชนิด (ข้ีโย ใบจาก ซกิ าร์ ไปป์) บุหรส่ี ูบ
ผ่านนำ (บารากุ ฮักกา) บุหรี่ผสมสมุนไพร บุหร่ีอเิ ลก็ ทรอนิคส(์ บุหร่ีไฟฟา้ ) ฯลฯ
การสูบบุหร่ี หมายถึง เป็นการกระทำเพื่อเผาไหมส้ สารชนิดหนึ่งจนเกดิ เปน็ ควันออกมาผ่านการหายใจ
เพอ่ื ให้ไดร้ สชาติและดดู ซึมเข้ากระแสเลือด โดยปกติแลว้ สารดังกล่าวคอื ใบไม้แห้งจำพวกยาสบู ท่ีม้วนไว้ใน
กระดาษจนเกดิ เป็นวตั ถุทรงกระบอกขนาดเล็ก เรยี กวา่ "บหุ ร"ี่
บุหรีเ่ ป็นสิ่งฮารอมหรอื ไม.่ .???
บทสรปุ จากเรอ่ื งของการสบู บุหรี่นั้น ไมไดม้ ีตวั บทท่ีชัดเจนจากการส่งั ห้าม เพราบุหรีน่ ัน้ เกิดมาในยุค
หลงั จากการวะฟาตของท่านร่อซู้ล(ซล.)นบั เปน็ ร้อยๆปี เนื่องจากพึ่งจะเปน็ ทร่ี จู้ ักในโลก อาหรบั เม่ือตอนปลาย
ศตวรรษที่ 10 หรือต้นศตวรรษที่ 11 แหง่ ฮจิ เราะฮ์ศักราช (ตรงกับปลายศตวรรษที่ 16 หรือตน้ ศตวรรษท่ี 17
แห่งคริสตศักราช) ทำให้นักวิชาการของอสิ ลามทอ่ี ยู่ในยุคต่อมา คือ ในช่วงต้นศตวรรษท่ี 11 แหง่
ฮิจญ์เราะห์ศกั ราช ต้องทำการวิเคราะหแ์ ละวนิ จิ ฉยั และผลของการวเิ คราะห์และวนิ จิ ฉัยน้ัน ก็มีความแตกตา่ ง
กนั
ฮกู่ ม่ ของการสูบบหุ ร่แี บ่งออกเป็น 3 ทัศนะใหญ่ๆ คือ
1.ถอื วา่ "ฮารอม" นักวชิ าการทีย่ ดึ ทศั นะนี้ เช่น จากนักวิชาการในสายของอีหม่ามฮานาฟีย์ /นกั วชิ าการในสาย
ของอีหม่ามมาลีกยี ์ /นักวิชาการในสายของอีหม่ามชาฟีอีย์ / และนักวิชาการในสายของอีหมา่ มอะห์หมัด.
นกั วิชาการกลมุ่ นี้ไดใ้ ห้เหตผุ ลว่า : เพราะยาสบู ทำใหเ้ กดิ อาการมนึ เมา และทุกสิง่ ทท่ี ำใหเ้ กดิ ความมนึ
เมานน้ั เป็นสิง่ ตอ้ งหา้ มโดยเดด็ ขาด(ฮ่ารอม) ดังนนั้ การบรโิ ภคยาสบู จงึ เป็นสิง่ ท่ฮี ่ารอม นกั วิชาการกล่มุ นีใ้ ห้
เหตผุ ลอกี วา่ หากไมถ่ งึ ขนาดทำให้มนึ เมา แตแ่ น่นอนมันทำให้เกิดความเชอ่ื งช้า เซ่อื งซึม และเหน่ือยอ่อน ซึ่ง
เปน็ สงิ่ ต้องหา้ มอีกเชน่ เดยี วกัน
ดังปรากฏในหะดษี ทีเ่ ลา่ จากท่านหญงิ อมุ มู สะละมะฮ์ วา่
نهى رسول الل صلى الل عليه وسلم عن كل مسكر ومفتر
ความว่า “แทจ้ รงิ ท่านร่อซูล้ (ซล.)ทรงหา้ มจากทุกส่ิงท่ีทำให้มนึ เมาและสิง่ ทที่ ำให้อดิ โรยเซื่องซึม” (บันทึกโดย
ท่านอหี มา่ มอบูดาวูด จากอุมมุสะละมะฮ์ หะดีษท่ี 3688)
3
นักวชิ าการกล่มุ นไี้ ด้ใหเ้ หตุผลเพิ่มเติมอกี วา่ การบริโภคยาสบู เป็นส่ิงต้องห้ามเด็ดขาด เพราะก่อภยันตราย
2 ด้านด้วยกนั คอื เป็นภยั ต่อร่างกาย และเป็นภัยต่อทรัพย์สนิ
2. ถือวา่ "มกั โระ๊ ห์" นักวิชาการทยี่ ึดทัศนะน้ี เชน่ จากนักวชิ าการในสายของอีหม่ามฮานาฟยี ์ /นักวิชาการใน
สายของอหี มา่ มมาลีกีย์ /นักวชิ าการในสายของอหี ม่ามชาฟีอีย์ / และนกั วชิ าการในสายของอหี ม่ามอะหห์ มัด.
นกั วิชาการกลุ่มนี้ได้ให้เหตผุ ลว่า : เพราะยาสบู มีกล่ินฉนุ ที่นา่ รงั เกยี จ จงึ ถอื เปน็ สงิ่ ทมี่ กั โร๊ะห์ โดยกยิ าส
กับหัวหอม กระเทยี ม หรือสิ่งอื่นท่มี ีกลนิ่ ทน่ี ่ารงั เกยี จเชน่ เดียวกัน และได้ให้เหตผุ ลอีกว่า บุหร่นี ัน้ ก่อใหเ้ กิด
ความส้นิ เปลอื งทรัพยส์ นิ และแมว้ า่ การใช้จ่ายในการบรโิ ภคยาสบู จะไม่ถงึ ขนาดที่เรยี กว่าสรุ ุย่ สุรา่ ย หรอื เขา้
ขา่ ยการทำลายทรัพยส์ นิ โดยเปลา่ ประโยชนก์ ต็ าม เพราะถือเป็นพฤติกรรมท่ีทำใหท้ รัพย์สนิ ส้นิ เปลอื ง หร่อย
หรอลง โดยไม่คุ้มค่า ทั้งที่ควรนำไปใช้จ่ายในส่ิงที่ดีกวา่ และเกิดประโยชน์มากกว่าทง้ั ต่อตัวเองและสงั คม
และไม่ปรากฏวา่ มหี ลักฐานที่แนช่ ดั จากอัลกรุ อานและอสั ซนุ นะห์วา่ เปน็ สงิ่ ต้องห้าม เน่ืองจากหลกั ฐาน
ทนี่ ักวิชาการในกลุ่มทเ่ี หน็ วา่ การบรโิ ภคยาสบู เปน็ สงิ่ ตอ้ งห้ามไดน้ ำมาอา้ งองิ นั้น เป็นเพียงหลักฐานจากการกิ
ยาส ซ่งึ ให้ผลลพั ท์ในเชงิ ปฎิบตั ไิ ดเ้ พยี ง "อาจเป็นไปไดว้ ่าต้องห้าม" หรือ "มีความหมายทางการคาดคะเน" (
) الظنเท่าน้ัน หลกั ฐานดงั กล่าว จงึ ไมม่ ีนำ้ หนกั พอทจี่ ะนำไปเป็นหลักฐานในการตัดสนิ วา่ การบริโภคยาสูบน้ัน
เป็นส่ิงตอ้ งหา้ มโดยเด็ดขาด หรอื หะรอม แต่กส็ ามารถท่จี ะนำไปเปน็ หลักฐานอา้ งองิ ไดว้ ่า การบริโภคยาสบู เป็น
ส่ิงตอ้ งห้ามทไ่ี มเ่ ดด็ ขาด หรือ มกั โระ๊ ห์ นั่นเอง
3.ถือวา่ "มู่บาฮ"์ นกั วิชาการทยี่ ดึ ทัศนะน้ี เชน่ จากนกั วชิ าการในสายของอีหมา่ มฮานาฟีย์ /นกั วชิ าการในสาย
ของอหี มา่ มมาลกี ีย์ /นักวชิ าการในสายของอหี ม่ามชาฟีอีย์ / และนักวชิ าการในสายของอีหม่ามอะหห์ มดั .
นกั วิชาการกลมุ่ นีไ้ ด้ใช้หลักกออดี ะห์ที่วา่ : الأصل في الأشياء الإباحة حتى يرد نص بالتحريم
แปลวา่ "หลักเดมิ ของทุกส่งิ นั้นเปน็ ทีอ่ นุมัติจนกว่าจะมหี ลักฐานหา้ ม" โดยได้นำกออดี ะห์นี้ มาเปน็ ตวั กำหนด
กฎเกณฑ์ของการมู่บาฮ์ในเร่อื งของบหุ ร่ี เพราะเมื่อยาสบู ไม่มีหลักฐานท่ีมากำกบั ห้ามไว้โดยเฉพาะ ท้ังจากอัลกุ
รอานและอสั ซุนนะห์ จงึ เป็นสิ่งท่ีอลั เลาะห์(ซบ.)ทรงอภยั ให้ และในการฮู่ก่มวา่ ยาสูบเปน็ สิ่งตอ้ งห้าม(ฮ่ารอม)
หรือ ระมดั ระวงั จากพฤติกรรมดงั กล่าว ฉนน้ั จึงไม่มที างออกอันอ่นื นอกจากตอ้ งฮู่กม่ ว่า การบรโิ ภคยาสูบนน้ั
"เปน็ สงิ่ อนมุ ตั ิ" (มู่บาฮ์) เพราะเป็นการตัดสนิ ไปตามหลกั เดิม
ทา่ นนบีมูฮำหมัด(ซล.)น้ัน ในขณะทา่ นถูกถามเก่ยี วกบั เรอ่ื งสุราหรือส่งิ มนึ เมาน้ัน ทา่ นกไ็ มด่ ว่ นตัดสิน
ก่อนท่จี ะมโี องการแหง่ อลั กรุ อานประทานลงมา ทง้ั ๆท่ที ่านอยู่ในสถานะของผทู้ สี่ ามารถช้ีขาดได้ แตท่ ่านก็
ประวงิ เวลาเอาไว้ จนกระท่ังอลั เลาะห์(ซบ.)ทรงประทานอัลกุรอานลงมาเปน็ หลักฐานที่ชดั เจนว่า สรุ านน้ั เปน็
ส่งิ ตอ้ งหา้ ม ดังนน้ั ในกรณีของ บุหรี่ หรือ ยาสบู เมื่อมกี ารถามถึงฮู่กม่ หรอื ความชอบธรรมทางศาสนาอิสลาม
4
จงึ สมควรอยา่ งยง่ิ ท่จี ะตอบวา่ สงิ่ นถ้ี อื ว่า "มูบ่ าฮ"์ แมว้ ่ากล่ินของมนั จะเปน็ ที่น่ารงั เกียจกต็ าม เพราะความนา่
รงั เกียจตรงน้ี มันเกิดข้ึนตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นความน่ารงั เกยี จที่เกดิ ข้นึ ตามหลักการของศาสนา
สว่ นเร่อื งของความมึนเมา เสยี สติ และภยันตรายจากการสูบนัน้ ท่จี ะนำมาเป็นขอ้ อา้ งในการฮู่กม่ ห้าม
นั้น ถือวา่ ยงั ไม่ชดั เจน นกั วชิ าการกลมุ่ นี้จงึ มีความเห็นว่า ยาสบู หรอื บุหรี่ นั้นไม่ได้ทำให้เกดิ การมนึ เมา และ
เสยี สติ ที่ตอ้ งห้ามสูบ เพราะการมนึ เมานั้น หมายถงึ การเสียสติสัมปะชญั ญะในขณะทย่ี ังแขง็ แรงและสามารถ
เคลอ่ื นไหวอวยั วะรา่ งกายได้ และการเซื่องซึมขาดสตินน้ั ก็หมายถงึ การเสยี สติสมั ปะชัญญะในขนาดทที่ ำให้
รา่ งกายอ่อนเพลียไมส่ ามารถเคลื่อนไหวใดๆได้ ซึ่งท้ัง 2 กรณนี ี้ มไิ ด้เกิด จากการบรโิ ภคยาสูบ หรือ การสูบบุหร่ี
เปน็ การเฉพาะ แม้ว่าบุคคลที่ไมเ่ คยสบู น้ัน อาจจะมีอาการมึนๆ หรอื ตงึ ๆ บ้าง แตน่ ัน่ ก็ไมอ่ าจนำมาเปน็ เหตผุ ล
ว่า บหุ รี่ หรือ ยาสบู เปน็ ส่ิงตอ้ งหา้ ม ที่ "ฮ่ารอม" ตามหลักการของศาสนา
ความคิดเห็นของนกั วิชาการจากมหาลัยอัล-อซั ฮัร
โดยสว่ นมากของนกั วิชาการจากมหาลยั อัล-อัซฮรั นัน้ ก็มองว่า การสบู บหุ ร่นี ้ัน เปน็ สิ่งต้องหา้ ม
เช่นเดยี วกนั โดยสภาฟตั วาของอลั -อัซฮรั ได้ออกแถลงการณว์ ่า "บรรดาผรู้ ู้ ผูเ้ ช่ียวชาญ และการสัมมนาดา้ น
การแพทยแ์ ห่งโลกตา่ งกม็ ีความเห็นสอดคล้องกนั ว่า บุหรี่นนั้ เปน็ ท่ีประจกั ษช์ ัดอยา่ งไร้ข้อสงสัยว่า เป็น
อนั ตรายต่อสขุ ภาพ เพราะเป็นตน้ เหตขุ องโรคมะเร็งในปอด มะเร็งในลำคอ และเป็นอันตรายต่อระบบการ
หมุนเวียนโลหติ .." จงึ ถอื วา่ มันเป็นสิง่ ต้องหา้ ม (จากหนงั สือพิมพ์ไคโร ฉบบั วันที่ 22 มีนาคม 1979) ...
ความคิดเหน็ ของนักวชิ าการส่วนมากในยุคหลัง
ทศั นะจากนักวิชาการส่วนมากในยุคหลังน้ัน ถอื ว่า บหุ ร่ี น้ัน "เปน็ สิง่ ต้องห้าม" ผทู้ ่มี ที ัศน้ี เชน่ เชคอบั ดุลอซีซ
บิน บาซ , เชคมูฮำหมัด บิน ซอและห์ อลั อุษยั มนี , เชคยซู ุฟ อัลกอรฎอวีย์ , เชคมะห์มูด ชัลตูต , ทา่ นเชคซัยยดิ
ซาบิก , เชคอับดุลญะลลี้ ชะละบีย์
ดังน้ัน ทศั นะท่ีบรรดาอุลามาอใ์ ห้น้ำหนักกันมากท่ีสุดก็คือ ทศั นะท่ีถือว่า การสูบบหุ ร่นี ้นั "เปน็ สง่ิ ที่ฮ่ารอม" โดย
อาศยั เหตผุ ลต่อไปนี้ :
وا َّل ِذ ۡين يُ ۡؤذُ ۡون اۡل ُم ۡؤ ِم ِن ۡين واۡل ُم ۡؤ ِم ٰن ِت ِبغ ۡي ِر ما ا ۡكتس ُب ۡوا فق ِد ا ۡحتملُ ۡوا بُ ۡهتا ًنا َّواِ ۡث ًما ُّم ِب ۡي ًنا
ความวา่ และบรรดาผู้กลา่ วร้ายแกบ่ รรดาผู้ศรทั ธาชายและบรรดาผศู้ รทั ธาหญงิ ในสง่ิ ทพ่ี วกเขามไิ ด้
กระทำ แน่นอนพวกเขาได้แบกการกลา่ วรา้ ย และบาปอันชดั แจง้ ไว้(ซูเราะห์ อัลอะห์ซาบ อายะหท์ ่ี 58)
َأن ِفقُواْ فِي س ِبي ِل ٱّ َّل ِل ولا تُۡلقُواْ ِبأ ۡي ِدي ُك ۡم إِلى ٱلتَّ ۡهلُك ِة وأ ۡح ِس ُن ٓو ْا ِإ َّن ٱّ َّلل يُ ِح ُّب ٱۡل ُم ۡح ِس ِنين
ความว่า และพวกเจ้าจบริจาคในทางของอัลลอฮ์และจงอยา่ โยนตวั ของพวกเจา้ สู่ความพนิ าศ และจงทำดี
เถิด แท้จรงิ อัลลอฮ์นน้ั ทรงชอบผู้กระทำดีท้ังหลาย(ซูเราะห์ อลั บากอเราะห์ อายะหท์ ่ี 195)
5
يا ب ِني آدم ُخ ُذوا ِزينت ُك ْم ِعند ُك ِل م ْس ِجد و ُكلُوا وا ْشر ُبوا ولا تُ ْس ِرفُوا ِإ َّنهُ لا يُ ِح ُّب ا ْل ُم ْس ِرفِين
ความวา่ ลกุ หลานของอาดัมเอ๋ย ! จงเอา เครอื่ งประดบั กาย ของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิดและจงกนิ และจง
ด่ืม และจงอย่าฟุ่มเฟือย แทจ้ ริงพระองค์ไม่ชอบบรรดาผ้ทู ี่ฟุ่มเฟือย(ซูเราะห์ อัลอะอ์รอฟ อายะห์ที่ 31)
َإِذا فعلُوا فا ِحشةً قالُوا وج ْدنا عل ْيها آباءنا وّل َّل ُا أمرنا ِبها قُ ْل إِ َّن ّل َّلا لا يأْ ُم ُر ِبا ْلف ْحشا ِء أتقُولُون
على ّل َّل ِا ما لا ت ْعل ُمون
ความว่า และเมื่อพวกเขากระทำส่ิงชัว่ ชา้ น่ารงั เกยี จ พวกเขากก็ ล่าวว่า พวกเราได้พบเหน็ บรรดาบรรพ
บุรุษของพวกเราเคยกระทำมา และอลั ลอฮฺกท็ รงใชพ้ วกเราให้กระทำมนั ด้วย จงกล่าวเถดิ (มุฮมั มัด) ว่าแท้จรงิ
อลั ลอฮฺน้นั ไม่ทรงใชใ้ หก้ ระทำสิง่ ช่วั ช้านา่ รงั เกยี จดอก พวกทา่ นจะกลา่ วใหร้ ้ายแก่อัลลอฮฺในส่ิงทีพ่ วกเจา้ ไมร่ ู้
กระนัน้ หรอื (ซูเราะห์ อลั อะอ์รอฟ อายะห์ท่ี 28)
คำวินิฉยั ทางศาสนาของนกั วชิ าการอิสลาม
บหุ รี่ เป็นยาสูบท่ีได้รับความนิยมอย่างแพรห่ ลายในทุกสังคมไม่เวน้ ในสงั คมมุสลิม ท้งั นี้เพราะความไม่
ชดั เจนในบทบญั ญัตเิ กย่ี วกบั บหุ รี่ จงึ มคี วามจำเปน็ จะต้องศกึ ษาจดุ ยืนของอิสลามเก่ยี วกบั บหุ รี่ โดยใช้หลักฐาน
ต่างๆของการกำหนดบทบัญญตั ใิ นอิสลาม
การสบู บุหรเี่ ป็นสงิ่ ท่ีฮารอม (สงิ่ ทีต่ ้องห้าม) ของศาสนาอิสลาม โดยมีเหตผุ ลวา่ ทำไมต้องห้าม (ฮารอม)
จากข้อมูลหลกั ฐานตา่ ง ๆ (ด่งั ทกี่ ลา่ วมาขา้ งตน้ )
บทบัญญัติในอลั หะดษิ ทา่ นนบี หรือซนุ นะฮฺ (วจนะของทา่ นศาสดามูฮมั หมัด) บนั ทึกโดยบคุ อรียแ์ ละ
มุสลิม ความว่า
1. อลั หะดิษ หมายเลข : 1446 ความว่า “และทา่ นนบี ศอ็ ลลลั ลอฮฺอะลยั ฮิวะสลั ลมั ห้ามการทำใหส้ ูญเสีย
ซึ่งทรพั ยส์ ินโดยไร้ประโยชน์”
2. อัลหะดิษ หมายเลข : 223 ความวา่ “แท้จริงความสะอาดนั้น เป็นครงึ่ หน่งึ ของการศรทั ธา และการกล่าว
อัลฮมั ดุลลิ ละฮฺนั้น เป็นสิ่งทจ่ี ะเติมเต็มตาชัง่ ”
นักวชิ าการ นกั ปราชญ์ (มุจญตะฮดิ ผู้นำมัซฮบั ) ตา่ ง ๆ อาทิ
1.นกั วชิ าการจากมัซฮับหะนะฟยี ์ เชน่ ท่านอซี า อชั ชะฮาวีย์, ทา่ นอับดลุ ดุลบาก,ี ท่านมุฮมั หมัด อิบนศุ ดิ ดีก
อซั ซบุ ยั ดีย
2. นักวชิ าการจากมซั ฮับมาลีกยี ์ เชน่ ท่านอบิ รอฮิม อลั ลิกอนีย์, ท่านอะบูอัลฆัยษุ อัลเกาะชาชฺ
6
3. นกั วชิ าการจากมัซฮับซาฟอี ยี ์ เช่น ท่านชัยคฺ นจั ดนี อดั ดมิ ชั กีย์, ท่านชยั คฺ อบิ นุ อลิ าน อัศศิดดีกยี ์, ทา่ น
อุมรั อิบนุ อับดรุ เราะมาน อลั หุสัยนยี ์ ฯลฯ
4. นกั วิชาการจากมซั ฮบั ฮัมบาลี เช่น ท่านอะหฺมดั อสั สนั ฮูรีย์ อัลบะฮูตยี ์
ทงั้ หมดตา่ งให้เหตผุ ล ถงึ ผลของการสูบบุหร่ี คือ
1. ทำใหเ้ กิดอาการมึนเมาหรือทำให้เกดิ ภาวะท่สี ติปัญญาเคลิบเคล้มิ
2. ทำให้เกดิ ความเชอ่ื งชา้ เซ่ืองซมึ และเหนือ่ ยอ่อน
3. ทำใหเ้ กดิ ภัยอันตรายใน 2 ดา้ น
ดา้ นท่ี 1 เปน็ ภยั ตอ่ ร่างกายทำใหร้ ่างกายอ่อนแอลง และนำไปสู่การเป็นโรคต่าง ๆ
ด้านท2่ี เปน็ ภัยตอ่ ทรัพยส์ ิน การสบู บุหรี่เปน็ การจ่ายทรัพย์สินที่ฟุ่มเฟือย เพราะบุหร่ีเปน็ สินค้าเปลา่
ประโยชน์
ผลการวจิ ัยของอาจารย์ประจำาสาขาวชิ ากฎหมายอิสลามสถาบนั อิสลามและอาหรบั ศึกษา
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
ระบวุ ่า ศาสนบัญญตั ิอสิ ลาม (หกุ มฺ) เกย่ี วกบั กรณีการบรโิ ภคยาสูบและการคุ้มครองสุขภาพของผูไ้ มส่ ูบ
บุหร่ี มิไดถ้ ูกบัญญตั ิไว้โดยตรงในคมั ภรี อ์ ลั กรุ อานและในซนุ นะฮฺของทา่ นนบมี ุฮมั มดั (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ
วะสัลลมั ) และไม่ปรากฏร่องรอยการปฏบิ ตั ิหรือทศั นะของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบีมฮุ ัมมัด (ศ็อลลัลลอ
ฮอุ ะลยั ฮิวะสัลลมั )และคำาวิเคราะหว์ นิ จิ ฉยั ชข้ี าดของบรรดานักปราชญผ์ ้นู ำามัซฮบั ตา่ งๆ ตลอดจนนกั ปราชญ์
ผ้อู าวโุ สในแต่ละมซั ฮบั ในยุคสมยั ต่อมากม็ ิได้อธบิ ายไว้ เนอ่ื งจากพฤตกิ รรมการบรโิ ภคยาสูบหรอื การสูบบุหรี่
เพ่ิงเกิดขึน้ ในราวปลายศตวรรษที่ 10 ถงึ ตน้ ศตวรรษท่ี 11 แห่งฮิจญ์เราะหศ์ กั ราช หรอื ในช่วงปลายศตวรรษท่ี
15 ถึงต้นศตวรรษท่ี 16 แห่งคริสตศ์ ักราช (Abu Al MunZir, Abdulhaq, Ibn Abdullatif, 1994)ภายหลงั
คริสตศ์ กั ราช (Abu Al MunZir, Abdulhaq, Ibn Abdullatif, 1994)ภายหลังจากได้มีพฤติกรรมการสบู บุหร่ี
เกดิ ขึ้นในสงั คมชาวอาหรับมสุ ลมิ บรรดานกั ปราชญ์มุสลมิ ในยุคน้นั จงึ ไดท้ ำาการวเิ คราะหว์ นิ ิจฉัยและชข้ี าด
(ฟัตวา) โดยอาศยั ตวั บทอลั กุรอานและซนุ นะฮฺ ท่ีบัญญัติไว้เป็นหลกั ท่วั ไปเป็นหลกั ฐาน เชน่ บทบญั ญตั เิ ก่ยี วกับ
การห้ามนำาตัวเองสูค่ วามหายนะ ห้ามสรุ ุ่ยสรุ ่ายในการใช้จ่ายทรัพยโ์ ดยไรป้ ระโยชน์ เนือ่ งจากผลกระทบจาก
การสูบบหุ รใี่ นสมยั น้ันยงั ไม่เป็นทป่ี ระจกั ษน์ อกจากกล่ินทีน่ ่ารงั เกยี จ ทำาให้ผลของการวิเคราะหว์ ินิจฉัยของ
บรรดานักปราชญแ์ ตกตา่ งกนั ออกไป คือ บางท่านวินิจฉยั วา่ การบริโภคยาสูบเปน็ สง่ิ ตอ้ งหา้ มเด็ดขาด (หะรอม)
บางทา่ นวินิจฉัยวา่ เป็นส่ิงน่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) บางท่านวินิจฉัยวา่ เป็นส่ิงทอ่ี นุมตั ิ (มุบาหฺ) ในขณะทบ่ี างทา่ นไม่
แสดงความคิดเห็นใด ๆ และแม้นักปราชญ์ในมัซฮับเดียวกันก็มคี วามคดิ เห็นที่แตกตา่ งกนั ไปในลักษณะ
7
เช่นเดียวกันน้ัน (Ministry of Religious Endowmants,1996, Al Qaradawi, 1998, Ibn Abideen,
Mohammad Ameen Ibn Umar, 1965)
ผลของการวิเคราะห์วนิ ิจฉัยและชีข้ าด (ฟัตวา) ของบรรดานักวชิ าการมุสลมิ ในปัจจบุ นั เกย่ี วกับกรณกี าร
บรโิ ภคยาสบู หรอื การสบู บหุ ร่ีปรากฏไปในทิศทางเดยี วกันมากขน้ึ กล่าวคือ มที ัศนะทแ่ี ตกตา่ งกนั น้อยลง ดัง
ปรากฏในคำาวิเคราะหว์ ินจิ ฉัยตา่ ง ๆ ท้งั สว่ นบคุ คลและองคก์ ร โดยส่วนใหญม่ คี วามเห็นสอดคล้องกันวา่ การ
สบู บหุ รเี่ ปน็ ส่ิงต้องหา้ มเดด็ ขาด (หะรอม) เนื่องจากข้อมูลเชงิ วิชาการและทางการแพทย์ยนื ยันตรงกนั ว่า การ
สูบบุหรี่ทำาให้เกิดอันตรายต่อสขุ ภาพรา่ งกาย เปน็ สาเหตขุ องโรครา้ ยหลายชนดิ และไมเ่ พยี งแต่สร้างอันตราย
แกผ่ สู้ ูบเท่าน้ัน ยงั สง่ ผลตอ่ คนรอบข้างแม้กระท่งั ทารกในครรภ์กไ็ ด้รับผลกระทบดว้ ยท้ังยงั เป็นการสิ้นเปลอื ง
ทรัพยส์ นิ และทำาลายสง่ิ แวดลอ้ ม นักวชิ าการมุสลมิ ส่วนใหญจ่ งึ เห็นพ้องกนั ว่าเป็นส่ิงต้องหา้ ม (หะรอม)ตาม
หลกั ศาสนบัญญัติอสิ ลาม แต่กระนนั้ ก็ตาม ยังมนี กั วชิ าการมุสลิมบางท่านเหน็ ว่าการสบู บุหร่เี พียงอย่างเดียวไม่
อาจเชอ่ื ได้วา่ จะก่อโทษภัยร้ายแรงถงึ ขนาดทีจ่ ะทำาให้ชข้ี าดได้วา่ การสูบบหุ รี่เปน็ สง่ิ ต้องห้าม (หะรอม) จึงเหน็
ควรใหถ้ ือวา่ เป็นส่ิงนา่ รงั เกยี จ (มักรูฮ)ฺ ในขณะทบ่ี างท่านเห็นวา่ ต้องยึดถือตามตัวบทโดยเครง่ ครดั เม่ือไม่
ปรากฏตัวบทบญั ญตั ิไว้โดยตรงเก่ียวกบั บหุ ร่ีก็ต้องถือว่าบุหร่ีเป็นสง่ิ อนมุ ตั ติ ามกฎศาสนบัญญตั ิท่ัวไปท่ีว่า “ทุก
สง่ิ ยอ่ มเปน็ ท่ีอนมุ ัติจนกว่าจะมีหลักฐานบัญญตั เิ ปน็ สง่ิ ต้องห้าม” มิฉะน้ัน หากวินิจฉยั ว่าการสบู บหุ ร่ีเปน็ สิง่
ต้องห้าม (หะรอม) หรอื ส่ิงไม่สมควร (มักรูฮฺ) โดยปราศจากหลกั ฐานการบัญญัติเชน่ นัน้ แลว้ ถือเป็นการกา้ วลว่ ง
เอกสิทธ์ิแห่งอัลลอฮฺ (ซุบหานะฮูวะตะอาลา) เพราะการห้ามหรอื อนุมัติสิง่ หนง่ึ สงิ่ ใดเป็นอำานาจของพระองค์
แตผ่ เู้ ดียวเท่านน้ั มนษุ ย์ไม่อาจกระทำาได้ (Ibn Abdullah Ibn baz. (n.d.), Shaltut, Mahmud, 2004,
Muhammad,Ibn Ibrahim, 1985, Al Saadi, Abdurrahman Nasir, 1985, Standing Committee for
AcademicResearch and Issuing Fatwas, 1996)
คณะกรรมการอิสลามประจำาจงั หวดั อิหม่าม โตะ๊ ครู หวั หน้าฝ่ายวิชาการสถานศึกษา แพทย์
นกั วชิ าการ ครูและผู้รูท้ ั่วไปในอำาเภอเมืองจังหวัดนราธิวาส สว่ นใหญ่มคี วามเห็นวา่ การสูบบุหรี่และยาสูบ
ชนิดตา่ งๆ เปน็ สง่ิ ไมส่ มควรหรอื นา่ รังเกียจ (มักรูฮฺ) ร้อยละ 57.1 รองลงมามีความเห็นวา่ เป็นสง่ิ ต้องห้าม
เด็ดขาด(หะรอม) ร้อยละ 42.9 และไม่มีผ้ใู ดแสดงความเห็นว่าการสบู บหุ รี่เป็นสง่ิ อนมุ ตั ิ (มุบาหฺ) ซง่ึ สอดคล้อง
กับทัศนะของบรรดานักปราชญ์มุสลิมส่วนหนงึ่ ในอดตี และทศั นะของนกั วิชาการสว่ นนอ้ ยในโลกมุสลมิ ปัจจุบนั
แตกตา่ งกับทัศนะของนักวชิ าการสว่ นใหญ่ในโลกมสุ ลมิ ปัจจบุ ันที่เหน็ วา่ การสบู บหุ ร่ีเป็นสงิ่ ตอ้ งหา้ มเด็ดขาด
(หะรอม)
8
คำถาม
บารากถุ ือวา่ เปน็ ส่งิ ที่ฮารอมไหม?
บารากนุ ัน้ จะฮารอม กข็ ึ้นอยูก่ บั ยาที่ใส่เพื่อสูบ แต่นักวิชาการส่วนใหญไ่ มส่ ง่ เสริมให้กระทำ
สภาวนิ จิ ฉยั ปัญหาศาสนามาเลเซยี ออกฟัตวา (คำวนิ จิ ฉยั ) ใหม่วา่ บหุ ร่ไี ฟฟ้าเป็นส่งิ หะรอม (ต้องห้าม) ตาม
หลักการศาสนาอสิ ลาม
ไดข้ ้อสรุปดังนี้
ประการแรก มันเป็นส่งิ อนั ตราย,
ประการท่ีสอง มนั เปน็ การใช้จา่ ยอย่างสรุ ่ยุ สุรา่ ยและไม่ได้ประโยชน์ใดๆ กลบั มาเลย
และประการท่ีสาม มันเปน็ ภยั ต่อสขุ ภาพ เมื่อเปน็ เช่นน้ันเราจงึ ขอประกาศวา่ สิง่ เหล่าน้ันคือสิง่ หะรอม
ต้องห้ามตามหลักศาสนาอสิ ลาม”
9
สรปุ
จากการศกึ ษาคน้ ควา้ เกย่ี วกบั ประเด็นปญั หาดงั กล่าวกลมุ่ ของดฉิ ันเห็นด้วยว่า การสบู บหุ รีเ่ ปน็ สงิ่
ตอ้ งห้าม (ฮารอม) ตามทท่ี ัศนะนักวชิ าการสว่ นใหญ่ มีมตวิ ่า การสูบบุหร่ีเป็นส่ิงต้องห้าม (ฮารอม) ภายใตเ้ หตผุ ล
และหลกั ฐานท่ีจะสนบั สนุนในคำวินจิ ฉยั ทางศาสนา (ฟตั วา) โดยเฉพาะเหตผุ ลทางการแพทย์ ที่พบวา่ ในบุหร่ี
มีสารเคมที ีเ่ ปน็ โทษรา้ ยแรงมากมาย และเป็นอันตรายอย่างย่งิ ตอ่ สุขภาพ อนามยั อีกท้ังยงั ส่งผลกระทบต่อ
ทรพั ย์สนิ ของผู้สูบ ดังนัน้ การสบู บหุ รนี่ บั วา่ เป็นสงิ่ ทที่ ำใหเ้ กดิ ความเดือดร้อนทงั้ ต่อตนเอง และบุคคลใกล้ชดิ
ซึง่ ทางคณะกรรมการฟัตวาแหง่ อัลอัซฮัร อชั ชะรีฟ รวมถึงสำนักจุฬาราชมนตรีของไทยไดอ้ อกคำส่ังประกาศ ท่ี
02/2549 วา่ “การสูบบุหรเี่ ป็นสิ่งตอ้ งหา้ ม(ฮารอม)”
นกั ปราชญ์มุจญตะฮิดผนู้ ำมัซฮับทั้ง4 มัซฮบั ใหเ้ หตุผล ถึงผลของการสูบบุหรี่ท่ถี ือว่าเป็นส่ิงที่ต้องห้าม
1. ทำใหเ้ กิดอาการมนึ เมาหรือทำใหเ้ กิดภาวะทสี่ ตปิ ัญญาเคลิบเคลมิ้
2. ทำใหเ้ กิดความเช่อื งช้า เซื่องซมึ และเหนื่อยอ่อน
3. ทำใหเ้ กดิ ภยั อนั ตรายตอ่ รา่ งกายทำให้เป็นโรคตา่ งๆและต่อทรัพยส์ นิ คือการจา่ ยทรพั ย์ที่ฟุ่มเฟือย
หลกั ฐานว่าการสูบบหุ รเี่ ป็นสิ่งตอ้ งหา้ ม
ดงั ปรากฏในหะดีษที่เล่าจากทา่ นหญิงอมุ มู สะละมะฮ์ วา่
نهى رسول الل صلى الل عليه وسلم عن كل مسكر ومفتر
ความวา่ “แทจ้ รงิ ท่านรอ่ ซู้ล(ซล.)ทรงหา้ มจากทกุ สงิ่ ที่ทำใหม้ นึ เมาและสงิ่ ที่ทำใหอ้ ิดโรยเซื่องซึม” (บนั ทึกโดย
ท่านอหี มา่ มอบูดาวดู จากอุมมุสะละมะฮ์ หะดีษที่ 3688)
ทศั นะทบ่ี รรดาอลุ ามาอใ์ ห้นำ้ หนักกันมากทส่ี ุดก็คือ ทัศนะท่ีถือว่า การสบู บหุ รน่ี นั้ "เปน็ สง่ิ ทฮ่ี า่ รอม" โดย
อาศยั หลักฐานจากโองการอัลกุรอานต่อไปนี้ :
َوالَّ ِذ ۡي َن يُ ۡؤذُ ۡو َن اۡل ُم ۡؤ ِم ِن ۡي َن َواۡل ُم ۡؤ ِم ٰن ِت ِب َغ ۡي ِر َما ا ۡكتَ َسبُ ۡوا َف َق ِد ا ۡحتَ َملُ ۡوا بُ ۡهتَا ًنا َّواِ ۡث ًما م ِب ۡي ًنا
ความว่า และบรรดาผ้กู ลา่ วรา้ ยแกบ่ รรดาผูศ้ รัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ในส่ิงทพ่ี วกเขามิได้กระทำ
แน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวรา้ ย และบาปอันชดั แจง้ ไว้(ซูเราะห์ อลั อะห์ซาบ อายะห์ที่ 58)
ดังนน้ั เมือ่ เป็นท่ปี ระจักษ์แน่ชัดจากบทบญั ญัตทิ างศาสนาอิสลามตลอดจนจากผูร้ ู้ตา่ ง ๆ และสถาบันทาง
ศาสนา และวิชาการอิสลาม เช่นนแ้ี ลว้ คนมุสลิมทีย่ ังนยิ มสูบบุหร่ีอยู่ ถงึ เวลาแลว้ ท่ที ่านจะต้องทำความเข้าใจ
เสียใหมว่ า่ การสูบบหุ รข่ี องท่านนั้นได้เปน็ สงิ่ ท่ตี ้องหา้ ม (ฮารอม) แลว้ ท่านกลา้ ทจ่ี ะปรับเปลยี่ นตัวเองสกู่ าร ลด
10
ละ เลกิ การสบู บุหร่ี อนั จะแสดงถงึ แรงศรัทธา (อีมาน) และทสี่ ำคัญความเขม้ แขง็ ท่ีเกิดจากความเพยี รพยายาม
หมน่ั ดูแลรักษาสุขภาวะตัวเอง ทีจ่ ะให้ท่านกลายเปน็ ผู้ที่มีพลงั และความเข้มแข็งของอีมานหรือตักวา (ศรัทธา)
และเปน็ ทีร่ ักของผเู้ ป็นเจ้า (อัลลอฮ)ฺ
11
อา้ งองิ
บุหรีเ่ ปน็ ส่ิงฮารอมหรอื ไม่..???.(ม.ป.ป)สบื ค้น 5 สิงหาคม 2564,จาก
https://web.facebook.com/groups/211282829214602/permalink/567559870253561/?_
rdc =1&_rdr
คำฟตั วาของจุฬาฯ ว่าดว้ ยเรอื่ งบหุ รี่.(ม.ป.ป)สบื ค้น 5 สงิ หาคม 2564,จาก
http://islamhouse.muslimthaipost.com/article/22006?fbclid=IwAR0JQynDBBRlLsZe5S5
WJDxUHjLd6UYbBSvXTIT-6yUnBOfn1qnoVKX8AUs
พษิ ภยั ของบหุ รี่.(ม.ป.ป)สืบคน้ 5 สงิ หาคม 2564,จาก
http://www.thatoomhsp.com/userfiles/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B
8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A
%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88(1).pdf
การสบู บุหร่ี.(ม.ป.ป)สบื คน้ 5 สิงหาคม 2564,จาก
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0
%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%
B5%E0%B9%88
เจะ๊ เหลา๊ ะ แขกพงศ์, รอฮีม นยิ มเดชา ,อับดลุ รอยะบินเซ็งและอานิส พัฒนปรชี าวงศ์. (2555). แนวทางการ
นำาหลกั ศาสนบญั ญัติอิสลามใช้ในการควบคุมการบริโภคยาสบู และคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรใ่ี นชมุ ชน
มุสลิม อำาเภอเมอื ง จงั หวดั นราธวิ าส ,(ออนไลน)์ สืบคน้ 15 ตุลาคม 2564,จาก
file:///C:/Users/User/Downloads/53734-Article%20Text-124528-1-10-
20160401%20(1).pdf