The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tunwakom0312, 2023-03-02 04:22:02

บทที่ 4

บทที่ 4

88 บทที่ 4 มวยไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การแบ่งยุคมวยไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากความเป็นมาของ มวยไทย ( Muaythai ) มวยไทยนั้นมีมาพร้อมกับคนไทย เป็น มรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาช้านาน ในสมัยโบราณประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จึงมีการสู้รบกันอยู่เสมอๆ ดังนั้นชายไทยจึงนิยมฝึกมวยไทย ควบคู่กับการฝึกอาวุธ ต่อมาได้วิวัฒนาการจนกลายเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากขึ้น มีลีลาการเคลื่อนไหวที่สวยงามแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดุดัน สามารถฝึกเพื่อป้องกัน ตนเอง เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย มวยไทยเรานั้น ล้วนมีเรื่องราวและเอกลักษณ์มากมาย การแบ่งยุคสมัยมวยไทยในกรุงรัตนโกสินทร์ของมวยไทยเพื่อให้ได้รู้ถึงความแตกต่าง ที่มี่การ พัฒนาของมวยไทย ดังนี้ มวยไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้น จากรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงฝึกหัดมวยไทยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์และทรงสนพระทัยในการเสด็จ ทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวยไทยอยู่เสมอ ในปีพ.ศ.๒๓๓๑ พ่อค้าชาวฝรั่งเศสสองพี่น้อง เดินทางไปค้าขายทั่วโลกด้วยเรือกาบั่น คนน้องเป็นนักมวยฝีมือดีเที่ยวพนันชกมวยมาหลาย


89 เมือง เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครจึงได้ล่ามกราบเรียนพระยาพระคลัง ขอชกมวยพนัน กับคนไทยพระยาพระคลังได้นาความขึ้นกราบทูลรัชกาลที่ ๑ พระองค์ทรงตรัสปรึกษากับกรม พระราชวังบวรพระอนุชา ซึ่งเป็นผู้มีฝีมือมวยไทย และคุมกรมมวยหลวงอยู่ในขณะนั้น รับตกลง พนันกันเป็นเงิน ๕๐ ชั่ง กรมพระราชวังบวรคัดเลือก ทนายเลือกวังหน้าฝีมือดีชื่อหมื่นผลาญ ต่อสู้กับนักมวยฝรั่งเศสครั้งนี้สังเวียนการแข่งขันจัดสร้างขึ้นที่สนามหลังวัดพระแก้ว โดยใช้ เชือกเส้นเดียวผูกกับเสา ๔ ต้น สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ขึงกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างประมาณด้านละ ๒๐ เมตร ด้านหน้าปลูกพลับพลาที่ประทับ กติกาการแข่งขันไม่มีการให้ คะแนน ชกกันจนกว่าจะแพ้ชนะกันโดยเด็ดขาด เมื่อใกล้เวลาชกทรงตรัสสั่งให้แต่งตัวหมื่น ผลาญ ด้วยการชโลมน้ามันว่านยาตามร่างกาย ผูกประเจียดเครื่องรางที่ต้นแขน แล้วให้ขี่คอคน มาส่งถึงสังเวียนเมือการแข่งขันเริ่มขึ้น ฝรั่งได้เปรียบรูปร่างเข้าประชิดตัว พยายามจะปล้าเพื่อ หักคอและไหปลาร้า หมื่นผลาญพยายามปิดป้อง ปัดเปิด สลับกับเตะถีบชิงต่อยแล้วถอยวนหนี ยิ่งชกนานฝรั่งยิ่งเสียเปรียบเพราะทาอะไรไม่ได้ฝรั่งพี่ชายเห็นว่าถ้าชกต่อไปน้องชายคง เสียเปรียบแน่จึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปขวางกั้นไม่ให้หมื่นผลาญถอยหนีการกระทาเหมือน ช่วยกันจึงเกิดมวยหมู่ระหว่างพวกฝรั่งกับพวกทนายเลือก ฝรั่งบาดเจ็บหลายคน รัชกาลที่1 พระราชทานหมอยาหมอนวดไปรักษาพยาบาล เมื่อหายดีแล้วฝรั่งเศสสองพี่น้องก็กลับไป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดช้าง ทรงมี ความรู้ในการขับขี่ช้าง ทั้งยังทรงโปรดเกล้าให้พระราชโอรสและพระราชนัดดาทรงศึกษาวิชา ศิลปศาสตร์ด้วย (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, 2514 : 160) นอกจากนี้ยังทรง ฝึกวิชา มวยไทยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยในการเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขัน ชกมวยอยู่เสมอ ๆ ใน พ.ศ. 2344 เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้มีการฉลองเนื่องในโอกาสการ ปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในงานมีมหรสพต่าง ๆ ส่วนที่เกี่ยวกับการเล่น เกมและกีฬาพื้นเมือง ได้แก่ การร าดาบ และมวย (กรมศิลปากร, 2505 : 239) การชกมวยไทยในสมัยนี้ เป็นการชกที่ใช้อาวุธทุกชนิดและใช้อวัยวะทุกส่วน เข้าต่อสู้ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก จากหลักฐานต่าง ๆ พบว่า ใช้การต่อยแบบหมัดตรง หมัด เหวี่ยง การทุบ การถองด้วยศอก การเข้าปล้ าตีศอก ตีเข่า การเตะตรง เตะตัด และการถอย


90 หลบหลีก ป้อง ปัด ปิด เปิด อย่างครบเครื่องดังตัวอย่าง ลักษณะวิธีการชกมวยไทยในค า กลอนนิราศพระบาท ซึ่งสุนทรภู่แต่งไว้เมื่อปลายปีพ.ศ. 2350 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 ความว่า ละครหยุดอุตลุดด้วยมวยปล้ า ยืนประจ าหมายสู้เป็นคู่ขึ้น มงคลใส่สวมหัวไม่กลัวกัน ตัวประจัญจดจับกระหยับมือ ตีเข่าป้องปรับโปกสองมือปิด ประจบติดแตะฝางหมัดขว้างหมัด กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงยังอือ คนดูอือเอเอาสนั่นอิง การจัดการแข่งขันชกมวยไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกรัชกาลที่ 1 เป็นการจัดเพื่อความสนุกสนานโดยจัดให้มีการละเล่นในงานศพ งานบวช งานแต่งงาน และงานสมโภชอื่น ๆ บางครั้งก็ยังมีการจัดการแข่งขันระหว่างนักมวยไทยกับ นักมวยชาติอื่น ๆ บ้าง ทั้งนี้เพราะในช่วงนั้นมีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งชาติต่าง ๆ อยู่บ้างแล้ว ดังปรากฏในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1150 ปีวอก สัมฤทธิศก (พ.ศ. 2331) กล่าวว่า มีก าปั่นฝรั่งเศสเข้ามาถึงพระนครล า 1 ฝรั่งซึ่งเป็นนาย ก าปั่นพี่น้อง 2 คน และน้องชายนั้นเป็นคนมวยฝีมือ เที่ยวพนันชกมวยชนะมาหลายเมือง แล้ว ครั้นเข้ามาถึงพระนครจึงบอกให้ล่ามกราบพระยาพระคลังว่า จะขอชกมวยพนันกันกับ คนมวยในพระนครนี้ พระยาพระคลังจึงกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบ จึงมีพระราชด ารัสปรึกษาสมเด็จพระบูชาธิราชกราบทูลว่า “ครั้นจะไม่แต่งคนมวย ออกต่อสู้ด้วยฝรั่ง ๆ เป็นคนต่างประเทศก็จะดูหมิ่นว่าพระนครนี้หาคนมวยดี จะต่อสู้มิได้ ก็ จะเสื่อมเสียพระเกียรติปรากฏไปในนานาประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับแต่งคนมวย ที่มี ฝีมือออกต่อสู้กับฝรั่งเอาชัยชนะให้จงได้” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นชอบด้วย จึง ด ารัสให้พระยาพระคลังบอกแก่ฝรั่งรับพนันชกมวยกัน วางเดิมพันเป็นวงเงิน 50 ชั่ง ซึ่ง สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรฯ จึงได้หมื่นผลาญผู้หนึ่งเป็นทนายเลือกในพระราชวัง หน้า รูปกายล่ าสัน ฝีมือมวยดีกว่าพวกมวยสิ้นทั้งนั้น จึงด ารัสให้ปลูกพลับพลาใกล้โรงละคร ฝ่ายตะวันตก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งสนามมวยที่นั้น ครั้นถึงวันก าหนดจะชกมวยพนัน กับฝรั่งจึงมีพระราชบัณฑูรด ารัส สั่งให้แต่งตั้งหมื่นผลาญเอาน้ ามันว่านอันอยู่คงชโลมทั่วทั้ง กาย แล้วให้ขึ้นคอคนลงมายังพระบรมมหาราชวัง ฝ่ายฝรั่งนายก าปั่นทั้ง 2 คนพี่น้องกับพรรค


91 พวกบ่าวไพร่ ก็ขึ้นมาพร้อมที่สนามมวยในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกประทับพลับพลาทอดพระเนตรพร้อมด้วยพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จประทับพลับพลาชั้นลดที่ 2 และพระราชวงศานุวงศ์เข้าทูลละอองธุลีพระบาทเฝ้าอยู่ พร้อมกันเป็นอันมาก จึงให้เอาเส้นเชือกจึงเป็นงวงสนามแล้ว หมื่นผลาญกับฝรั่งคู่มวยก็เข้ามา กราบถวายบังคมในกลางสนามมวยแล้วยืนขึ้นตั้งท่าเข้าชกกัน และฝรั่งนั้นล้วงมือจะจับหัก กระดูกไหปลาร้าหมื่นผลาญ ๆ ยกมือขึ้นกัน และชกพลางถอยพลาง ฝรั่งถูกต้องหมัดก็มิได้ล้ม ตั้งแต่ล้วงอย่างเดียว หมื่นผลาญก็ถอยพลาง ชกพลาง ฝรั่งจะจับหมื่นผลาญไม่ได้ ฝรั่ง พี่ชายเห็นดังนั้นจึงลุกเข้าไปผลักหมื่นผลาญไม่ให้ถอยหนี สมเด็จพระอนุชาธิราช กรม พระราชวังบวรสถานมงคลทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธด ารัสว่า เล่นชกพนันกันก็ ตัวแต่ตัว ไฉนจึงช่วยกันเป็น 2 คนเล่า จึงเสด็จลงจากพลับพลาโดยเร็ว ยกพระบาทถีบเอา ฝรั่งพี่ชายล้มลง ขณะนั้นพวกทนายเลือกก็วิ่งกรูกันเข้าชกต่อยฝรั่งทั้ง 2 คนพี่น้องเจ็บป่วยเป็น สาหัส พวกบ่าวไพร่ฝรั่งก็เข้าแบกหามนายลงไปยังก าปั่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึง ด ารัสสั่งพระราชทานหมอนวด หมอยาให้ลงไปรักษาพยาบาลฝรั่งทั้ง 2 คนหายป่วยแล้วก็บอก ล่ามให้กราบเรียนพระยาพระคลังให้ช่วยกราบทูลถวายบังคมแล้วถอยก าปั่นเลื่อนลงไปจากพระ นครออกจากปากน้ า เมืองสมุทรปราการตกถึงท้องทะเลใหญ่แล้วก็ใช้ สมัยรัชกาลที่ 2 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย (พ.ศ.2352-2367) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงฝึกมวยไทยที่สานักวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) จากสมเด็จพระวันตัต (ทอง อยู่) ซึ่งเคยเป็นแม่ทัพเก่า ครั้นเมื่อพระองค์ทรงมี พระชนมายุได้ 16 พรรษาก็เสร็จมาประทับใน พระราชวังเดิม และทรงฝึกมวยไทยเพิ่มเติมจาก


92 ทนายเลือก อีกทั้งยังโปรดให้สร้างสนามมวยไว้ที่ สนามหญ้าบริเวณวังหลัง พร้อมทั้งเปลี่ยนคาว่า รา หมัด เป็นมวยไทย อีกด้วย กีฬามวยไทยในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ ยังเป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานในยามว่างเว้นจากศึกสงคราม หรือจัด ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานรับเสด็จเจ้านาย งานปิดทองพระ งานสรงน้ าพิพัฒน์สัตยา งานเฉลิมพระชนม์พรรษา (เขตร ศรียาภัย, 2515 : 7) งานบวช งานศพ และงานแต่งงาน เป็นต้น สถานที่จัดให้มีการชกมวยส่วนมากจะจัดที่วัด ที่จวนเจ้า เมือง หรือลานบ้านขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงาน ในปี พ.ศ. 2354 รัชกาลที่ 2 ทรงจัด งานพระบรมศพรัชกาลที่ 1 ตามพระราชประเพณีครั้งกรุงเก่าเต็มต ารา ความตอนหนึ่งใน หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวว่า “ครั้นเวลาเย็นเสด็จพระราชด าเนินเข้า ไปในพระเมรุทรงบ าเพ็ญพระราชกุศลแล้วเสด็จออกพลับพลาสนามมวย” (สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมพระยาด ารงราชานุภาพ, 2504 : 136) ในบทละครชื่อดัง เรื่อง อิเหนา พระ ราชนิพนธ์ของ รัชกาลที่ 2 ตอนงานอภิเษกนางบุษบากับจรกา กล่าวถึงงานมหรสพในพิธี อภิเษกมีความตอนหนึ่ง กล่าวว่า “บัดนั้น ต ามะเงงเสนาผู้ใหญ่ ตะวันบ่ายชายบังปลายไม้ ก็สั่งให้มีมวยหน้าพลับพลา รัชกาลที่ 2 ทรงศึกษามวยไทย ณ ส านักบางหว้าใหญ่ จนมีประสบการณ์ด้านการ ต่อสู้มากมายและยังได้ฝึกวิชามวยไทยจากทนายเลือกเพิ่มเติมจนมีผู้กล่าวว่า “พระองค์ทรงมี ประสบการณ์แห่งการมวยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (ประยูร พิศนาคะ, 2520 : 358) การชก มวยในสมัยนี้ ก็ยังเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแบบตัวต่อตัวเหมือนกับสมัยที่ผ่านมา การต่อสู้ ยังคงคาดเชือกอยู่ (ใช้เชือกหรือด้ายดิบขนาดโตเท่าดินสอด า ความบางประมาณ 20-25 เมตร) การชกมวยยังคงได้รับความนิยมอยู่ตลอดเวลา แม้แต่บทละครเรื่อง อิเหนา ตอนงาน อภิเษกนางบุษบากับจรกา ซึ่งจัดให้มีมวยชกกันเป็นการสมโภชด้วยนั้นความตอนหนึ่งกล่าว ว่า (กรมศิลปากร, 2519 : 499)


93 “บัดนั้น พวกมวยคาดหมัดพร้อมหน้า คู่แรกแหวกวงเข้ามา ลุกขึ้นตั้งท่าตามท านอง” การแข่งขันชกมวยในช่วงนี้จัดคู่ชกโดยการเปรียบมวย คือไม่มีการชั่งน้ าหนัก ใคร พอใจจะชกหรือตกลงปลงใจจะชกไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ถ้านายสนามจับมาเปรียบมวยก็ตก ลงพร้อมใจชกกันได้ (พันเมือง, 2509 : 20) การชกมวยในสมัยนี้เป็นที่นิยมของประชาชน มาก จัดครั้งใดจะมีคนคอยติดตามดูมากมาย ถึงแม้ว่าจะมีงานรื่นเริงอย่างอื่นอยู่ด้วยก็ตามที่ คนจะมาดูมวยมากกว่ามหรสพอย่างอื่น ดังปรากฏหลักฐานในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ตอนหนึ่งความว่า สมเด็จท้าวทศวงศ์องค์กษัตริย์ สั่งให้จัดมวยดีมาทีละคู่ พอมวยมาหน้าที่นั่งคนพรั่งพรู ชิงกันดูชุลมุนชวนชนเช พวกต ารวจหวดไล่จะให้นั่ง บ้างถอยหลังพัลวันดูหันเห คอยหลบหวายซ้ายขวาเสียงฮาเฮ ดูซวนเซแทรกเสียดยัดเหยียด กัน (กรมศิลปากร, 2519 : 947) การชกมวยจะมีรางวัลตอบแทนเป็นสินน้ าใจ ผู้ชนะจะได้รางวัลมากกว่าผู้ แพ้ ถือว่าเป็นสินน้ าใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังความตอนหนึ่งในนิราศพระบาทของสุนทรภู่เกี่ยวกับ การชกมวยว่า “ใครมีชัยได้เงินบ าเหน็จมาก จมูกปากบวบบวมอลึ่งฉึ่ง แสนสนุกสุขล้ าส ามดึงห์ พระผู้ถึงนฤพานด้วยการเพียร (กรมศิลปากร, 2519 : 145) ในยุคสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้มีการแข่งขันมวยหญิง ด้วย สืบทอดมาจากช่วงสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชกรุงธนบุรี มวยหญิงเจริญก้าวหน้า มี การแข่งขันในงานมหรสพต่าง ๆ เช่นกัน ด้วยค ากลอนของ เมื่อนั้น ระตูหมันหยาเป็นใหญ่ ทรงพระสรวลตรัสสั่งเสนาใน จงไปเปรียบมวยผู้หญิงดู


94 เลือกล้ างามงามตามสมัคร ที่ใจรักชกตีจะมีอยู่ ลูกเมียของใครก็ไม่รู้ ได้คู่คาดหมัดมาบัดนี้ คู่แรกหัวไรจุกจับกระเหม่า หน้าเง้าเจ้าคารมผมประบ่า แต่งตัวผ้าเสกขมิ้นทา ห่มผ้าแพรแดงตะแบงมาน คาดหมัดขัดเขมรมงคลใส่ แล้วไปยังสนามหน้าฉาน (กรมศิลปากร, 2510: 58) สมัยรัชกาลที่ 3 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367-2394) ในสมัยนี้ ตามหัวเมืองต่าง ๆ ประชาชนก็ยังคง นิยมฝึกมวยไทยและกระบี่กระบองกัน อยู่ด้วยเหตุนี้เองที่ทาให้ท้าว สุรนารี หรือคุณหญิงโม ภรรยาเจ้าเมืองโคราช สามารถ คุมทัพต่อสู้เอาชนะ เจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์ได้ สมัยรัชกาลที่ 3 พระองค์ได้ทรงฝึกหัดมวยไทยมาจากทนายเลือกในรัชกาลที่ 2 และสมัย รัชกาลที่ 3 ได้ปรากฏหลักฐานที่ส าคัญที่สุด อันเป็นเรื่องของมวยโดยตรง ได้แก่ ต ารามวยไทย โบราณที่เขียนขึ้นในสมัยนี้ เป็นภาพเขียนท่ามวยลงในสมุดใบข่อย เขียนบรรยายท่าแม้ไม้ ลูกไม้และ ไม้แก้ ก ากับไว้มีจ านวน 46 ภาพ ประกอบด้วยภาพการตั้งท่าชกมวย 2 ภาพ ภาพชุดแม่ไม้มวยไทย 23 ภาพ มี 12 ท่า ภาพชุดลูกไม้มวยไทย 21 ภาพ มี 12 ท่า ต ารามวยโบราณฉบับนี้พระปลัดเต็ง วัดชนะสงคราม เป็นผู้ค้นพบและได้มอบให้หอสมุด แห่งชาติเก็บรวบรวมไว้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2474 ปัจจุบันต ารามวยโบราณเล่มนี้เก็บไว้ที่ หมวดต าราภาพเลขที่ 10/ก มัดที่ 3 ตู้ที่ 117 ภาพต ารามวยสมุดใบข่อย 1-46 ภาพ


95 สมัยรัชกาลที่ 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411) เมื่อครั้ง ทรงพระเยาว์พระองค์ทรงแต่งองค์ อย่าง กุมารชกมวยไทย และรากระบี่ กระบองแสดงในงานสมโภชพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามสมัยนี้เป็นยุค หัวเลี้ยวหัวต่อ ของอารยะธรรม ตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายมาในประเทศ ไทยทว่ามวยไทยก็ยังคงเป็น กีฬาประจาชาติอยู่สมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระองค์ทรงพระเยาว์ ได้ทรงแต่งองค์ปางกุมารชก มวยไทยและเล่นกระบี่กระบองในงานสมโภชพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงโปรด ให้พระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์หัดกระบี่กระบองและมวยจนช านาญ ครูมวยในสมัยนี้มี ความสามารถเชี่ยวชาญ ทั้งมวยไทยและกระบี่กระบองเป็นอย่างยิ่ง เช่น หลวงยี่สาร สรรพากร (ครูแสงดาบ) ดูแลด้านเก็บเกี่ยวภาษีอากรด้วย พระไชยโชคชกชนะมีความ เชี่ยวชาญด้านมวยไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมทนายเลือกหอกขวา หลวงมลโยธานุโยค (รุ่ง) มีความเชี่ยวชาญด้านมวยไทยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมทนายเลือกหอกซ้าย (พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5, 2539 : 31) รัชกาลที่ 4 ทรงฝึกหัดกระบี่กระบองอย่างไทยเดิม ทรงสนพระทัยในการขี่ม้า และขับรถม้าจนช่ าชอง (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, 2514 : 350) ทรงโปรด ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์หัดกระบี่กระบองจนครบวง สามารถตั้งวงแสดงได้ และทรงพระปรีชาสามารถให้กีฬาประเภทต่อสู้ป้องกันตัวมาก ทั้งการขี่ช้าง ขี่ม้า กระบอง กระบี่ ตีคลี ท าทวน และอาวุธทุกชนิด สมดังที่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงประพันธ์เรื่อง เกี่ยวกับความสามารถในเชิงกีฬาของพระองค์ไว้ว่า ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาล ที่ 1-4) นั้นยังเป็นยุคแรกของการก าเนิดมวยไทยไชยา โดยพ่อท่านมา ซึ่งเป็นคนกรุงเทพ


96 ฯ เป็นครูมวยอดีตขุนศึก สมัยรัชกาลที่ 3 ตอนปลาย ท่านออกบวชและธุดงค์มาที่ต าบล พุมเรียง อ าเภอไชยา ท่านเป็นผู้ที่มีวิชาการต่อสู้ พร้อมคาถาอาคม ได้ช่วยชาวบ้านในการ ไล่ช้างที่มาอาละวาด ท าให้พืชไร่เสียหาย ด้วยคาถาอาคมจนช้างไม่มารบกวนอีก ชาวบ้านจึง สร้างวัด เรียกว่า วัดทุ่งจับช้าง ท่านได้สอนมวยไทยให้กับพระยาวจีสัตยารักษ์ (ข า ศรียาภัย) ซึ่งเป็นปฐม ศิษย์ และสอนมวยให้กับคนในท้องถิ่น ปัจจุบันวัดทุ่งจับช้างเป็นวัดเล็กที่เกือบร้าง ท่านหลวง พ่อไสว อินทะวังโส เป็นเจ้าอาวาส ดูแลท านุบ ารุงวัดอยู่ บริเวณวัดจะมีสถูปพ่อท่านมาและ รูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริง ของพ่อท่านมาซึ่งสร้างขึ้นภายหลังในปี พ.ศ. 2547 จากการ ร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านบุคคลใด ที่ผ่านไปสักการะบูชามักจะร ามวยถวายพ่อท่านมา เพื่อเป็นสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว สรุปนักมวยเอก หมื่นผลาญ ทนายเลือก ทนายเลือกวังหน้า เป็นผู้มีฝีมือมวยไทยดีที่สุด ถูกเลือกโดยกรมพระราชวังบวรมหา สุรสีหนาท ซึ่งควบคุมกรมทนายเลือกในขณะนั้น ให้เป็นตัวแทนนักมวยไทยชกกับนักมวย ฝรั่งเศส 2 คนพี่น้อง (พ.ศ. 2331) มีการลงพนันกันเป็นเงิน 50 ชั่ง โดยฝรั่งผู้น้องเป็น นักมวยเข้าแข่งขัน ผู้พี่เป็นพี่เลี้ยง ปรากฏว่าไม่มีผลการแข่งขันเนื่องจากฝรั่งคนพี่เข้าช่วย ผลักหมื่นผลาญไม่ให้หลบหลีกจากการบุกของนักมวยฝรั่งผู้น้องท าให้กลุ่มทนายเลือกที่นั่ง เชียร์ จ านวนหลายคน เห็นว่าฝรั่งก าลังรุมท าร้ายหมื่นผลาญ จึงท าให้ทนายเลือกจ านวน หลายคนไม่พอใจพุ่งเข้าท าร้ายฝรั่งทั้งสองบาดเจ็บอย่างสะบักสะบอม ปรากฏในพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 ความว่า พ.ศ.2331 จ.ศ.1150 มีฝรั่งเศส 2 คนพี่น้องแล่นเรือเข้าถึงพระนคร เพื่อมาท้าพนันชกมวยกับคนไทย พระยาพระคลังจึงกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงด ารัสปรึกษากับสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ซึ่งเป็นผู้มี ฝีมือมวยไทยและควบคุมกรมทนายเลือกอยู่ในขณะนั้นเห็นว่าเป็นการต่อสู้ เพื่อรักษา


97 เกียรติและศักดิ์ศรีของคนไทย จึงตกลงพนันกันเป็นเงิน 50 ชั่ง จึงคัดเลือกนักมวยชื่อหมื่น ผลาญเป็นทนายเลือกวังหน้าขึ้นชก แต่ไม่มีใครได้เงินเดิมพันเพราะเมื่อต่อสู้กันแล้ว นักมวย ฝรั่งเศสไม่เคารพข้อตกลง จึงมีการชกต่อยกันแบบมวยหมู่ แล้วฝรั่งสองพี่น้องก็กราบถวาย บังคมลาถอยก าปั่นออกจากพระนครไป (ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฎนครราชสีมา. 2538 : 10 และ ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. 2540 : 26) พ่อท่านมา (หลวงพ่อมา เจ้าอาวาสวัดทุ่งจับช้าง เมืองไชยา) “พ่อท่านมา” ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯได้มาบวช และเป็นสมภารที่วัดทุ่งจับช้าง ท่านเป็นผู้มีวิทยาคุณสูงและมีความรอบรู้เรื่องหมัดมวย จึงฝึกซ้อมศิลปะมวยไทยให้ชาวไชยา ประวัติของท่านนั้นไม่มีการกล่าวหรือบันทึกไว้มากนักทราบเพียงว่า พ่อท่าน มาเป็นครูใหญ่มวยใหญ่ ที่เดินทางมายังเมืองไชยา (บ้างก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก หรือ แม่ทัพ ออก บวช และธุดงค์มาจากกรุงเทพฯ) สมัยรัชกาลที่ 3 ประมาณปี พ.ศ. 2388 ท่านเชี่ยวชาญ วิชาการต่อสู้และมีวิชาคาถาอาคมแก่กล้า เคยมีเรื่องเล่าว่ามีช้างตกมันอาละวาด ไม่มีผู้ใด ปราบได้ พ่อท่านมาได้บริกรรมคาถาแล้วใช้กะลามะพร้าวครอบจับช้างเชือกนั้นไว้ ชาวบ้านจึง ได้สร้างวัดขึ้นที่ท้องทุ่งแห่งนั้นขนานนามว่า วัดทุ่งจับช้าง ศิลปะมวยของท่านได้รับการถ่ายทอด สืบต่อ สู่ชาวเมืองไชยาและครูมวย ต่อมา อีกหลาย ๆ ท่าน นับแต่พระยาวจีสัตยารักษ์ (ข า ศรียาภัย) ปฐมศิษย์เบื้องต้นผู้ เป็นครูมวยของหมื่นมวยมีชื่อ (ปรง จ านงทอง) ครูนิล ปักษี ครูอินทร์ ศักดิ์เดช โดยเฉพาะหมื่น มวยมีชื่อ ที่ได้รับพระราชทานนามนี้จากล้นเกล้าในรัชกาลที่ 5 นับเป็นเกียรติแก่เมืองไชยายิ่ง นัก แม้ทุกวันนี้ยังมีนักมวย นักศึกษาและประชาชนเดินทางไปกราบไหว้ และร ามวยถวาย หน้าเจดีย์บรรจุอัฐิพ่อท่านมา วัดทุ่งจับช้าง ต าบลพุมเรียง อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่เสมอ ช่วงปี พ.ศ. 2544 หลวงพ่อไสว อินทะวังโส ได้มาอยู่ จ าพรรษา ที่วัดและดูแลพัฒนา บริเวณวัด สร้างหลังคากันแดดฝนคลุมรักษา สถูปบรรจุอัฐิพ่อท่านมาไว้ โดยมีชาวบ้านและ คุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของท่านปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย ได้ร่วมกัน บ ารุงรักษาวัดอยู่ ต้นปี พ.ศ.2545 หลวงพ่อไสว เดินทางไปจ าวัดอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช


98 เป็นที่น่าเสียดาย วัดทุ่งจับช้าง จึงเป็นวัดร้างไร้การดูแลอีกครั้ง ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2547 หลวง พ่อไสว อินทะวังโส ได้กลับมาจ าพรรษที่วัดทุ่งจับช้างอีกครั้งหนึ่ง ชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจ กันจัดสร้างพระรูปเหมือนของพ่อท่านมา บริเวณด้านหน้าองค์สถูปของท่าน เป็นรูปเหมือน ขนาดเท่าองค์จริง แต่ไม่มีใครเคยเห็นท่านมาก่อน จึงได้ใช้พิธีกรรมแบบโบราณ โดยให้ช่างผู้ ปั้น รูปเหมือนได้อธิษฐานจิต ถ้าขณะที่ปั้นรูปเหมือนพ่อท่านมาจริงให้มือที่ปั้นไหลลื่นไป เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เหมือนองค์ท่าน ให้มือหยุด การปั้นรูปเหมือนพ่อท่านมาส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ชาวบ้านต่างชื่นชมศรัทธาและในพิธีนี้ได้มีการจัดสร้างรูปหล่อของพ่อท่านมาขนาดเล็กประมาณ 1 นิ้วไว้เป็นที่ระลึกเพื่อน าไปกราบไหว้บูชาต่อไป (หลวงพ่อไสว อินทะวังโส ผู้ให้สัมภาษณ์ 19 ตุลาคม 2549 ที่วัดทุ่งจับช้าง ) พ่อท่านมา ซึ่งเป็นคนกรุงเทพ ฯ เป็นครูมวยอดีตขุนศึก สมัยรัชกาลที่ 3 ตอนปลาย ท่านออกบวชและธุดงค์มาที่ต าบลพุมเรียง อ าเภอไชยา ท่านเป็นผู้ที่มีวิชาการ ต่อสู้ พร้อมคาถาอาคม ได้ช่วยชาวบ้าน ในการไล่ช้างที่มาอาละวาด ท าให้พืชไร่เสียหาย ด้วยคาถาอาคมจนช้างไม่มารบกวนอีก ชาวบ้านจึงสร้างวัด เรียกว่า วัดทุ่งจับช้าง ท่านได้ สอนมวยไทยให้กับพระยาวจีสัตยารักษ์ (ข า ศรียาภัย) ซึ่งเป็นปฐมศิษย์ และสอน มวยให้กับคนในท้องถิ่น ปัจจุบันวัดทุ่งจับช้างเป็นวัดเล็กที่เกือบร้าง ท่านหลวงพ่อไสว อินทะ วังโส เป็นเจ้าอาวาส ดูแลท านุบ ารุงวัดอยู่ บริเวณวัดจะมีสถูป พ่อท่านมาและรูปเหมือน ขนาดเท่าองค์จริง ของพ่อท่านมาซึ่งสร้างขึ้นภายหลังในปี พ.ศ. 2547 จากการร่วมแรงร่วม ใจของชาวบ้านบุคคลใดที่ผ่านไปสักการะบูชามักจะร ามวยถวายพ่อท่านมา เพื่อเป็น สิริ มงคลต่อตนเอง และครอบครัว คุณหญิงโม ในสมัยนั้นยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเป็นรายบุคคล แต่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ ในแผ่นศิลาจารึกของเดิมข้างแท่นอนุสาวรีย์คุณหญิงโม เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2477 มีแผ่น ทองแดง รูปเสมาจารึกไว้ว่า “พุทธศักราช 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์เป็นกบฏต่อ กรุงเทพมหานครยกกองทัพเข้ายึดเมืองนครราชสีมาได้ แล้วกวาดต้อนครอบครัวชาว


99 นครราชสีมาไปถึงทุ่งส าริด ท่านผู้หญิงโมรวบรวมก าลังชาย หญิงเข้าต่อสู้อย่างตะลุมบอน กอง ทหารเวียงจันทร์แตกพินาศ เจ้าอนุวงศ์ ถอยทัพกลับ ในที่สุดกองทัพไทยยกไปปราบปรามจับ ตัวเจ้าอนุวงศ์ได้ ท่านผู้หญิงกล้าหาญได้นามว่าเป็นวีระสตรีกอบกู้อิสรภาพนครราชสีมาไว้ได้ ด้วยความสามารถมีคุณต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาท่านคุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี” (ที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิด อนุสรณ์สถานนางสาวบุญเหลือ. 6 ก.ค. 2529) สรุปได้ว่า บุคคลที่มีความส าคัญต่อการสืบทอดมวยไทย ได้แก่ พ่อท่านมาได้มา บวชและเป็นสมภารที่วัดทุ่งจับช้าง ต่างมีความรอบรู้เรื่องหมัดมวย ฝึกซ้อมศิลปะมวยไทย ให้แก่ชาวไชยา ส่วนท่านคุณหญิงโมต่างได้รวบรวมก าลังชาย และหญิงเข้าต่อสู้ทหารเวียง จันทร์แตก และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สถาปนาท่านเป็นท้าวสุรนารี และ หมื่นผลาญทนายเลือก วังหน้าเป็นตัวแทนนักชกไทยชกกับนักมวยฝรั่งเศส 2 คนพี่ น้องจนได้รับชัยชนะ พระมหากษัตริย์ แม่ทัพ นายกอง และทหารคงยังได้รับการฝึกหัดและมี ความสามารถด้านมวยไทยและการต่อสู้ด้วยอาวุธต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสร้างภาวะความเป็นผู้น าใน การปกครอง ดูแล บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า การถ่ายทอดและฝึกหัดมวยไทยยังคงมีการ ถ่ายทอดในวัง วัด บ้าน ประชาชน โดยทั่วไปมีการฝึกหัดมวยไทยเพื่อการละเล่นและการ แข่งขัน ซึ่งแพร่กระจายไปต่างท้องถิ่น ท าให้เกิดการขยายวัฒนธรรม การแข่งขันมวยไทย ยังไม่มีการก าหนดกติกาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังเป็นยุคของการถ่ายทอดมวยไทยไชยาใน ช่วงแรก และในสมัยนี้ได้เกิดบุคคลที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติด้านมวยไทย ได้แก่ หมื่น ผลาญ ทนายเลือกวังหน้า พ่อท่านมา คุณหญิงโม หรือท้าวสุรนารี มวยไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคกลาง รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 สมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงฝึกมวยไทยจากสานักมวยหลวง ซึ่งมี ปรมาจารย์หลวงมลโยธานุโยค ครูมวยหลวงเป็นผู้ถวาย การสอน ท าให้พระองค์โปรดกีฬามวยไทยมาก เสด็จ


100 ทอดพระเนตรการชกมวยหน้าพระที่นั่ง ทรงโปรดให้ ข้าหลวงหัวเมืองต่างๆ คัดนักมวยฝีมือดีมาชกกันหน้าพระ ที่นั่งเพื่อหานักมวยที่เก่งที่สุดเข้าเป็นทหารรักษาพระองค์ สังกัดกรมมวยหลวง พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของกีฬาประ จาชาติจึงตรัสให้มีการแข่งขันมวยไทยขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความนิยมกีฬามวยไทยมากขึ้น นอกจากนี้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าให้มี"มวยหลวง" ตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทาหน้าที่ฝึกสอน จัดการแข่งขัน และควบคุมการแข่งขันมวยไทย ปีพ.ศ.2430 รัชกาลที่5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรม ศึกษาธิการขึ้น ให้มวยไทยเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนครูฝึกหัดพลศึกษา และโรงเรียน นายร้อยพระจุลจอมเกล้าในสมัยนี้เป็นที่ยอมรับว่า คือ ยุคทองของมวยไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยะมหาราช รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 24531) พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชามวยปล้ า กระบี่กระบอง ทรงศึกษาต่อ หลวงมลโยธานุโยศ (รุ่ง) (พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5, 2539 : 31) ในรัชสมัยนี้เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของเทคโนโลยีและอารยธรรมตะวันตกเข้า มา มีบทบาทในการพัฒนาประเทศเป็นอันมาก สาเหตุมาจากพวกมิชชันนารีเข้ามาสอน ศาสนา น าความรู้ภาษาอังกฤษและการแพทย์เข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงสนพระทัย ในวิทยาการของตะวันตก และได้ส่งพระราชโอรสศึกษาต่อยัง


101 ต่างประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการด้านการทหาร การปกครอง การคมนาคม การเกษตร ด้านการศึกษาได้เริ่มมีการศึกษาในระบบโรงเรียนขึ้นเป็นครั้งแรก ด้านการทหารโปรด เกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก ได้พัฒนาเป็นโรงเรียนพระราชต าหนัก สวนกุหลาบ ทรงปรับปรุงกิจการทหาร วิชาทหารส าหรับทหารบกโดยใช้พื้นที่บริเวณวังสราญรมย์ จัดตั้งคะเด็ดสกูล (Cadet School) ในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 กิจการโรงเรียนทหารนี้ได้ พัฒนา สืบต่อมาจนเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน และได้บรรจุวิชามวย กระบี่กระบอง ไว้ในการเรียนการสอนด้วย (กองทัพบก, 2530 : 14) เมื่อโรงเรียนมีความ เจริญก้าวหน้าท าให้จ าเป็นต้องมีการผลิตครูขึ้น จึงมีการตั้งโรงเรียนฝึกหัดครู กระทรวงธรรม การจัดตั้งสถานศึกษาวิชาพลศึกษาส าหรับครูขึ้นเป็นครั้งแรกที่สมัคอาจารย์สมาคมในบริเวณ โรงเรียนสวนกุหลาบโดยใช้ชื่อว่า “สโมสรมวยปล้ า” การสอนมวยและกระบี่กระบองในหลักสูตรฝึกหัดครู ปรากฏหลักฐานจากแจ้งความใน สโมสรมวยปล้ า เมื่อ พ.ศ. 2449 (สาริกบุตร, 2499) ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ สโมสรมวยปล้ าของ สมาคมนี้ได้จัดตั้งมาหลายเดือนแล้ว...มาบัดนี้ขุนยี่สารสรรพากรสามารถที่จะสอนเพลงอาวุธอย่าง เก่าได้หลายอย่างคือ มวย กระบี่กระบอง สี่ศอก ดาบสองมือ ง้าว โล่ ได้รับเป็นผู้สอนและได้ ฝึกหัดสมาชิกในสโมสรมวยปล้ านี้ให้มีความรู้เป็นระเบียบแบบแผนขึ้น ” นอกจากนี้ยังมีครูอื่นมาสอนด้วยคือ หลวงไชยโชคชกชนะเจ้ากรมทนายเลือกหอกขวา สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) ซึ่งเป็น ศิษย์ของ ขุนยี่สารสรรพกร (ครูแสงดาบ) และยังได้ศึกษาวิชามวยจากส านักมวยหลวงไชยโชค ชกชนะอีกด้วย มวย กระบี่กระบอง ยังคงเป็นการต่อสู้ป้องกันตัวและเป็นการละเล่นที่นิยมของ คนไทย โดยจัดให้มีในงานประเพณี งานบุญต่าง ๆ และงานศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดให้มี “มวยหลวง” ขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ ท าให้มีการเลือกนักมวยที่มี ความสามารถในเชิงมวยขึ้นชกถวายตัวหน้าพระที่นั่ง และผู้ที่ชกได้ดีจะได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ให้เป็นเกียรติประวัติ มีการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่งในงานพระราชทานเพลิง พระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าชาย อุรุพงษ์รัชสมโภช ณ สนามมวยสวนมิสกะวัน


102 นักมวยที่เจ้าเมืองคัดเลือกมาแข่งขันล้วนมีฝีมือดี การแข่งขันครั้งนี้ได้นักมวยที่สามารถชกชนะคู่ ต่อสู้หลายคน และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ (ราชกิจจานุเบกษา รศ.129 : 489) หมื่นมวยมีชื่อเป็นนักมวยจากเมืองไชยาชื่อ นายปรง จ านงทอง ลูกศิษย์พระ ยา วจีสัตยารักษ์ (ข า ศรียาภัย) เจ้าเมืองไชยา หมื่นมือแม่นหมัด เป็นนักมวยจากเมือง ลพบุรี ชื่อ นายกลึง โตสะอาด หมื่นชงัดเชิงชก เป็นนักมวยจากโคราชชื่อ นายแดง ไทย ประเสริฐ ลูกศิษย์ พระเหมษมาหารเจ้าเมืองโคราช ทั้งสามท่านถือว่าเป็นยอดมวยในสมัยนี้ โดยมี วลีกล่าวขานว่า “หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา” หรือเรียกชื่อท่านทั้งสามคล้องจองว่า “หมื่นมวยมีชื่อ หมื่นมือแม่นหมัด หมื่นชงัดเชิงชก” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. 2456 นักกีฬาชั้นน ายุคนั้นได้รับพระราชทาน นามสกุลกันหลายท่าน) ในยุคนี้นับได้ว่าเป็น ยุคทองของมวยคาดเชือก เพราะนักมวยที่เก่งแล้ว สามารถ จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นถึง “หมื่นมวย” ในสมัยนี้เกิดสนามมวยขึ้น 2 สนามคือสนามมวยทุ่งพระเมรุ (ชั่วคราว) และสนามมวยสวนมิสกะวัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการฝึกมวยหรือมวยปล้ า เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง ไปทั่วประเทศ มีการฝึกหัดมวยปล้ า และสรรพวิชาทั้งหลาย เช่น กระบี่กระบองฯ เพราะมี ความเชื่อว่าเป็นวิชาที่ควรฝึกฝนไว้ให้คล่องแคล่วจัดเจน ช านาญดี จะเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ดังปรากฏในหนังสือ วชิรญาณวิเศษเล่ม 4 แผ่น 27 วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม ร.ศ. 108 (พ.ศ. 2432) หน้า 314 เรื่อง มวยปล้ า ความว่า “พวกหนึ่งร่ าเรียนฝึกหัดให้สันทัดรอบรู้... ดีแล้ว เมื่อเวลาคับขัน ก็จะได้ป้องกันตัว อีกพวกหนึ่งร่ าเรียนฝึกหัดให้สันทัดรอบรู้...ดีแล้ว จะ เล่นเต้นร า ชกปล้ า ซักซ้อมก็อยู่แต่ในที่ลับ มิให้เป็นการเปิดเผย อีกชนิดหนึ่งพวกหนึ่งนั้นร่ า เรียนฝึกหัดได้สันทัดรอบรู้...ดีแล้ว ก็ปรารถนาจะอวดตัวให้ชื่อปรากฏ แก่พวกพ้องเพื่อนนักเลง เป็นต้นว่า มีงานที่ท้องสนามหลวง... ก็เข้าเปรียบหาคู่ตีชกปล้ าร่ าไป ทุกครั้งคราว” (พระยาเจริญราชไมตรี, 2432 : 314) แสดงให้เห็นว่ามวยในสมัยนั้นได้รับความนิยมฝึกซ้อมไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ


103 และมวยสมัยนี้มีวัตถุประสงค์การเรียนและการฝึกซ้อมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม 1 เรียนไว้ป้องกัน ตัว กลุ่ม 2 เรียนไว้ออกก าลังกายป้องกันตัวกับเพื่อน ๆ กลุ่ม 3 เรียนไว้ใช้ในการแข่งขัน ประลองความรู้ประลองก าลัง สอดคล้องกับยุคทองของมวยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นักมวยที่ชกชนะได้เป็น “หมื่นมวย” น าชื่อเสียงให้กับ ท้องถิ่นและวงศ์ตระกูลสืบต่อมา สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468) ระหว่างปีพ.ศ. 2457-2461 ประเทศไทยได้ ส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ เมืองมาเซย์ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพลโทพระยาเทพ หัสดินเป็นแม่ทัพ ในการนี้ท่านได้จัดแสดงมวยไทย ให้ บรรดาทหารและประชาชนชาวยุโรปได้ชม นับเป็นครั้งแรก ที่มวยไทยได้เผยแพร่ในทวีปยุโรป ต่อมาในปีพ.ศ.2464 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กีฬามวยไทยก็ยังคงเป็นที่ นิยมของประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลาย และยุคนี้ก็ได้มี สนามมวยถาวรแห่งแรกที่จัดการแข่งขันมวยไทยเป็น ประจ านั่นคือบนสนามฟุตบอลภายในโรงเรียนสวนกุหลาบ จึงเรียกยุคนี้ว่า “สมัยสวนกุหลาบ” สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453 – พ.ศ. 2468) มีการ พัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการทหาร การเมือง การคมนาคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม มีการเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญคือ ได้มีพระราชบัญญัติประถมศึกษา พุทธศักราช 2464 บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ เรียนหนังสือในโรงเรียน การศึกษาในแบบ ดั้งเดิมคือ บ้าน วัด วัง จึงหมดไป วิชามวย กระบี่กระบอง ยังคงเป็นวิชาที่พระมหากษัตริย์และผู้เข้าเรียนใน โรงเรียนทหารจ าเป็นต้องเรียน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้จัดให้มีการเรียนการสอน


104 วิชาการต่อสู้ป้องกันตัว มวยและกระบี่กระบองให้แก่นักเรียนนายร้อย โดยถือว่าเป็นวิชาที่มี ความจ าเป็นแก่ผู้ที่จะเป็นทหารในอนาคต ดังที่ครูบัว วัดอิ่ม หรือ ร้อยโทบัว นิลอาชา ได้ กล่าวไว้ว่า “ทุกคนจึงควรจะต้องฝึกฝน..ยิ่งเป็นทหารด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าจ าเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องฝึกหัดตนเองให้ช านาญ เพื่อได้ใช้ในการต่อสู้ในสนามรบครั้งสุดท้ายคือ “ตะลุมบอน” (บัว นิลอาชา, 2532 : 8-13) ปี พ.ศ. 2455 หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกุล ได้ทรงน ากีฬามวย สากลเข้ามาในประเทศไทยภายหลังจากที่ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งขณะนั้นทรง ศึกษาเล่าเรียน อยู่ในอีสตันทรงเป็นนักมวยรุ่นเบา ทรงใช้เวลานอกราชการมาช่วยสอน วิชามวยสากลแก่นักเรียน ครูพลศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยด้วยพระองค์เองอยู่ หลายปี ทรงเริ่มงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2455 และได้ทรงนิพนธ์ต าราวิชามวยสากลเพื่อวางหลัก มาตรฐานของวิชานี้ให้เป็นระเบียบ ต าราในวิชามวยสากล ใช้ชื่อว่า “ต าราวิชามวยฝรั่ง” (ถนอมวงศ์ กฤษณ์เพ็ชร, 2538 : 73-79) ในช่วงนี้ “มวยฝรั่ง” เข้ามาเผยแพร่ให้กับวงการกีฬามวยในบ้านเราเป็น อย่างยิ่ง มีการบรรจุเข้าในหลักสูตรในสถานฝึกหัดครูพลศึกษาด้วย จากการน ามวยฝรั่งเข้ามา และได้รับความนิยม จึงท าให้มวย “มวยปล้ า” ต้องปรับกระบวนชื่อใหม่เป็น “มวยไทย” ใน ปี พ.ศ. 2456 เป็นต้นมา และในปี พ.ศ. 2456 กระทรวงธรรมการก็ได้จัดให้มีการเรียนวิชา มวยไทยสืบต่อมา ในปี พ.ศ. 2456 (ร.ศ. 132) กระทรวงธรรมการได้จัดตั้งสถานฝึกหัดครูพล ศึกษา ที่โรงเรียนมัธยมราชบูรณะ (โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยปัจจุบัน) เรียกว่า “ห้อง พลศึกษากลาง สังกัดกรมศึกษาธิการ มีวิชาเรียน 2 วิชา คือ มวยไทย และการดัดตนส่วน ห้อยโหนหรือยิมนาสติกเท่านั้น” ในปี พ.ศ. 2475 – 2461 ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่เมืองมาเซย์ ประเทศฝรั่งเศส พวกทหารไทยได้ชกมวยไทยให้ทหารและประชาชน ในยุโรปชมสร้างความชื่นชม ประทับใจผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง ผู้ควบคุมทหารไทยแสดงการชกมวย ไทยไว้ในครั้งนั้นคือ พลโทพระยาเทพหัสดิน (ประยุทธ สิทธิพันธ์, 2498 : 98)


105 ในปี พ.ศ. 2462 กรมศึกษาธิการได้แก้ไขหลักสูตรที่ใช้ในสถานฝึกหัดครูพล ศึกษาและให้ชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนพลศึกษากลาง” ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนมัธยมราชบูรณะ โดยเฉพาะ ภาคค่ าเวลา 16.00 – 19.00 น. และก าหนดหลักสูตรใหม่มี 4 วิชาคือ 1. วิชาลูกเสือ 2. วิชายิมนาสติก (วิชาดัดตนส่วนห้อยโหน) 3. วิชายูโด (วิชาญูญิตสู) 4. วิชามวยไทย มวยสากล และฟันดาบ ผู้เรียนส่วนมากเป็นครูสอนวิชาสามัญและอบรมวิชาชุดอยู่ ณ สามัคยา จารย์สมาคม ถ้าสอบได้ 2 ชุดได้รับประกาศนียบัตรครูผู้สอนพลศึกษาตรี ได้ 3 ชุดได้ครูพล ศึกษาโท ได้ 4 ชุดได้ครูพลศึกษาเอก (พิพิธพร แก้วมุกดา, 2508 เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประมาณปี พ.ศ. 2463 ให้ตั้งสนามมวยสวน กุหลาบขึ้น ถือว่าเป็นสนามมวยที่มีการจัดชกเป็นประจ า ประชาชนนิยมดูกันมากมาย นักมวย สมัยนี้มีรายได้จากการชกมวยพอสมควร มวยเป็นกีฬาที่ประชาชนนิยมกันมาก ในรัชกาลนี้ได้มีการแข่งขันชกมวยไทย อย่างมีรูปแบบเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2464 ซึ่งมีบันทึกไว้ว่า ...ก่อนนั้นไม่มีใครเคยได้ ชมการชกมวยไทยในกรุงเทพมหานครเลย เพราะการแข่งขันชกมวยไทยในขณะนั้นคงมีแต่ ต่างจังหวัดบางจังหวัดเท่านั้น และถึงแม้ว่าศิลปะการชกมวยไทยจะได้มีการฝึกสอนกันบ้างตาม โรงเรียนรัฐบาลบางโรงเรียนก็ดี การแข่งขันคงมีแต่เฉพาะมวยสากล ส่วนมวยไทยไม่มีการ แข่งขัน อาจเป็นเพราะมวยไทยนั้นทารุณเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่คู่แข่งขันได้มากกว่า มวยประเภท อื่น ๆ เพียงแต่การเรียนรู้ศิลปะของมวยไทยก็นับว่าได้วิชาในการป้องกันตัวเองดี อยู่... (ชาวไทย, 2501) ขุนวิจิตรมาตรา ได้บันทึกเล่าชีวิตของท่านสมัยเรียนในโรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยไว้ว่า ในระหว่างที่ข้าพเจ้าอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ มีกีฬาเกิดขึ้นใหม่อย่างหนึ่งคือ การชก มวยไทย ซึ่งมีขึ้นจากพระยานนทิเสน (แม๊ก เศียรเสรี) เป็นต้นเหตุให้มีขึ้นซึ่งเข้าใจว่าจะเป็น การเริ่มแรกให้มี การแข่งขันชกมวยในกรุงเทพฯอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้... และ ...พระยานนทิ


106 เสนเป็นคนโปรดคนหนึ่งในรัชกาลที่ 6 จัดให้มีมวยครึกครื้นมาก แต่เมื่อเริ่มชกมวยครั้งแรกไม่มี เวที เป็นแต่เอาเสาปักลงดินกลางสนาม 4 เสา เอาเชือกใหญ่ขึงเป็น 4 ด้าน ด้านละประมาณ 6 หรือ 7 ศอกเท่านั้น การชกมวยท าตามแบบโบราณคือ คู่มวยใช้เชือกด้ายดิบพันมือให้แข็ง วิธี เอาเชือก ด้ายดิบพันมือเข้าชกมวยโบราณเรียกว่า “คาดเชือก” ต่อมาภายหลังเรียก “คาด หมัด” (ขุนวิจิตรมาตรา, 2523 : 147 – 148) จะเห็นได้ว่า การชกมวยไทยในสนามสวนกุหลาบในระยะแรกนั้น ยังคงเป็น การชกมวยคาดเชือกตามแบบโบราณทั้งสิ้น สนามมวยสวนกุหลาบที่พระยานนทิเสนจัดขึ้นนี้ นับว่าเป็นสนามมวยแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งแต่พระยานนทิเสนได้จัดให้มีการชกมวยขึ้น ครั้งนั้นแล้วทางโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยก็เริ่มหัดนักเรียนสวนกุหลาบชั้นใหญ่ให้เป็นมวยขึ้น หลายคน นักเรียนที่ขึ้นชกชนะบนเวทีมวยสนาม สวนกุหลาบเท่ากับเป็นการสอบไล่ได้วิชามวย ไทยโดยไม่ต้องท าการสอบต่อหน้ากรรมการอีก (ชาวไทย, 2501) ในระยะนี้การชกมวยไทยได้มีการปรับปรุงระเบียบ กติกา อยู่ตลอดเวลา จาก การไม่มีกติกา ข้อบังคับมากนักมาเป็นการใช้ข้อบังคับการชกมวยฉบับนายพลเรือเอกพระเจ้าพี่ ยาเธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ใน พ.ศ. 2464 ตัวอย่างเช่น เรื่องการแต่งกายของนักมวย ต้องไม่มีสิ่งอันตราย คาดเชือกใช้ด้ายดิบล้วนห้ามใช้เล็บจิก ข่วน ห้ามดึงหู และจิกผม เตะ ด้วยเท้าเปล่า... สัญญาณการแข่งขันหยุดพักหรือหมดยกจะใช้เสียงกลอง จะเห็นได้ว่าการชก มวยเริ่มมีการปรับระเบียบแบบแผนจากเดิม การเรียนมวยไทยเรียนได้ 2 ลักษณะคือ เรียนกับครูที่เป็นชาวบ้าน และ เรียนจากสถานศึกษาต่าง ๆ การเรียนจะสมัครใจชอบการต่อสู้ เป็นการเรียนเพื่อป้องกันตัว มากกว่าเป็นทหาร ครูมวยได้มีการบันทึกแนวทางการสอนไว้ดังนี้ (บัว วัดอิ่ม, 2532 : 8) ...การฝึกมวยไทยสมัยโบราณเป็นแบบฉบับของลูกผู้ชายทุกคน จ าเป็นต้องเรียนรู้ไว้ ครูบา อาจารย์ก็เอาใจใส่สั่งสอนกันตั้งแต่ ขั้นพื้นฐาน ไม่มีการเรียนลัด เพราะเล็งเห็นว่า ระหว่างฝึกหากพลาดพลั้งย่อมเป็นอันตรายได้... จึงต้องแบ่งการออกก าลังของกล้ามเนื้อและ


107 สรีระส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้แข็งแรงทุกสัดส่วน ไม่คล่องจริงแล้วไม่มีหวังได้เรียนต่อหรือได้ ทดสอบกับคู่ซ้อมเด็ดขาด... ต่อมา คือครูที่สอนในโรงเรียนฝึกหัดครูและโรงเรียนสามัญ ได้แก่ หลวงวิศาล ดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) ท่านศึกษาวิชามวยไทยจากส านักพระไชยโชคชกชนะ (ประวัติครู, 2505) การสอนของหลวงวิศาล ดรุณกร ประพฤติดี มีคุณธรรม การสอนจะท าตาม แบบโบราณ คือต้องท าพิธีไหว้ครู ปลุกตัว เจิมตามประเพณี หลวงวิศาล ดรุณกร ได้สรุป ขั้นตอนการฝึกมวย (หลวงวิศาล ดรุณกร, ม.ป.ป. : 133 – 134) ไว้ดังนี้ 1. หัดท่าทาง เช่น ถวายบังคับ ซอยเท้า ทรงตัว ร าชก เตะ ถีบ ถอง ฯลฯ 2. ให้รู้หลัก ระเบียบข้อบังคับในตัวเป็นอย่างไร ส่วนไหนต้องปิด ป้อง ต่อสู้ 3. หัดความช านาญ คือหัดทรงตัว ชก ต่อย เตะ ถีบ ถอง รับปิด 4. หัดให้มีความอดทน และรู้จักถนอมก าลัง บุกใช้ก าลัง รับต้องถนอมก าลัง 5. หัดความสังเกตและความไหวพริบ จ าเป็นต้องหัดสังเกตและไหวพริบด้วยเสมอ ในสมัยนี้ความเจริญมีมากขึ้น มีการใช้อุปกรณ์ การฝึกต ารา เข้ามาช่วย เสริมท าให้การฝึกซ้อมมวยดีขึ้น มีการฝึกหัดในส านักมวย คณะมวย ค่ายมวย เช่น ส านัก มวยในวังเปรมประชากรของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สมัยรัชกาลที่ 7 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2477) ระหว่างปีพ.ศ. 2466 – 2472 พลโทพระยาเทพหัสดินได้สร้าง สนามมวยหลักเมืองท่าช้างขึ้น บริเวณโรงละครแห่งชาติใน ปัจจุบัน โดยลักษณะของเวทีมีเชือกกั้นเส้นใหญ่ขึ้นและแต่ละ เส้นขึงตึงเป็นเส้นเดียวไม่เปิดช่องตรงมุม สาหรับขึ้นลงอย่างใน ยุคเก่าเพื่อป้องกันมิให้นักมวยตกเวทีตรงช่องดังกล่าว ต่อมาใน ปีพ.ศ.2472 รัฐบาลได้มีคาสั่งให้ยกเลิกมวยคาดเชือกลุมพินี ร่วมกับมหรสพอื่นๆ โดยคัดเลือกเอานักมวยไทยฝีมือดีมาชกกัน ทุกวันเสาร์และมีการสร้างเวทีมวยขึ้นตามอย่างมาตรฐานสากล


108 คือ มีเชือกกั้นสามเส้น ใช้ผ้าใบปูพื้น มีมุมแดงมุมน้าเงิน มีผู้ ตัดสินให้ คะแนน 2 คน และผู้ตัดสินชี้ขาดการแข่งขันบนเวทีอีก 1 คน โดยก าหนดให้ใช้เสียงระฆัง เป็น สัญญาณด้วยระฆังเป็นครั้งแรกสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการพัฒนา ประเทศด้านต่าง ๆ แต่มีเหตุการณ์ส าคัญคือ คณะราษฎร์ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยและให้การสนับสนุนกีฬาไทย โดยการเสด็จทอดพระเนตรเป็น ครั้งคราวตามค ากราบบังคมทูลเชิญเสด็จในการแข่งขันชกมวยไทยที่สวนสนุก (ในสวนลุมพินี) ได้มี การจัดการแข่งขันชกมวยไทยฝีมือดีในทุกวันเสาร์ ถือว่าเป็นรายการที่น่าดูมาก พระยาคทา ธรบดีได้กราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จ เมื่อว่างจากพระราชกรณียกิจพระองค์จะเสด็จ ทอดพระเนตรเสมอ ในปี พ.ศ. 2471 เกิดสนามมวยหลักเมืองขึ้น ซึ่งพระยาเทพหัสดินเป็นผู้จัดและ ด าเนินการแข่งขัน นับว่าเป็นสนามมวยอาชีพถาวร เพราะสร้างในลักษณะมีที่นั่งและ อัศจรรย์พร้อม ในช่วงนี้คณะผู้จัดได้จัดให้มีแตรวงเชลยศักดิ์ บรรเลงก่อนการชกมวยเพื่อ ความครึกครื้น เวทีมวยมีเชือกกั้นถึง 3 เส้น แข่งขันในวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุด นักขัตฤกษ์ ในการชกมวยจะมีปี่ กลอง บรรเลงประกอบในปี พ.ศ. 2471 เกิดต ารามวยไทย ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนายชุบ นิวา ส.วัต เป็นผู้เขียนขึ้น มีพี่ชายชื่อนายชิต นิวาส.วัต เป็นที่ปรึกษาและนายสุวรรณ นิวาส.วัต น้องชายเป็นคู่แสดงท่ามวยไทย ต ารามวยไทยเล่ม นี้ถือว่าเป็นต ารามวยไทยเล่มแรกที่เกิดจาก 3 พี่น้อง ตระกูลมวยเป็นผู้ถ่ายทอด ก่อนนั้นจะ เป็นต ารามวย ต ารามวยปล้ า พิมพ์ในปีพ.ศ. 2471 ถือว่าเป็นต ารามวยไทยยุคคาดเชือกเล่ม สุดท้ายก่อนจะเปลี่ยนเป็นสวมนวมในปี พ.ศ.2472 ในปี พ.ศ. 2472 เกิดสนามมวยสวนสนุก ซึ่งเจ้าพระยาคทาธรบดีเป็นผู้จัดและ ด าเนินการเวทีมวยปรับปรุงขึ้น มีการปูพื้นด้วยผ้าใบ เวทีมวยสมัยนี้มุมแดงและมุมน้ าเงิน รัฐบาลมีค าสั่งให้นักมวยต้องสวมนวมชกกันไม่ให้ใช้การคาดเชือกเหมือนเดิม สาเหตุจาก นายแพ เลี้ยงประเสริฐ ชกนายเจียร์ แขกเขมรถึงแก่ความตาย และเริ่มมีมวยสากลในช่วง


109 นี้มากขึ้นด้วย วันแข่งขันจะจัดทุกวันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เช่นกัน ยุคสนามมวยสวน สนุกมีการออกหนังสือมวยของสนามออกเผยแพร่ด้วย นับว่าเป็นยุคมวยที่รุ่งเรืองมาก และ ใช้สัญญาณด้วยระฆังเป็นครั้งแรก ส่วนนายแอ ม่วงดี ได้น ากระจับเหล็กมาใช้เป็นคนแรก ด้วย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การกีฬาได้รับการสนับสนุนมากขึ้น พระองค์ทรงส่งเสริมการพลศึกษาในด้านการเรียนการสอนการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน เยาวชนและประชาชนทั่วไป ส่วนกีฬามวยไทยในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้ง ที่ 2 เป็นอย่างมาก แต่กีฬามวยไทยได้มีผู้ประยุกต์ใช้โรงหนังให้เป็นเวทีมวย เช่น สนามมวย พัฒนาการ สนามมวยท่าพระจันทร์ สนามมวยวงเวียนใหญ่ และเกิดสนามมวยกลางแจ้งขึ้นอีก คือ สนามมวยสวนเจ้าเชตุ (ปัจจุบันคือ กรมรักษาดินแดน) บริหารจัดการโดยทหารท าให้การ ด าเนินการแข่งขันเป็นไปด้วยความราบรื่นด้วยดี น ารายได้ไปบ ารุงกิจการทหารแต่ก็ได้เลิก กิจการไปเนื่องจากเกิดสงครามโลก ใน พ.ศ. 2484 ส านักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้จัดสร้างสนามมวย แห่งชาติขึ้นที่เวทีมวยราชด าเนิน และได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 การก่อสร้างจึงหยุดชะงัก ไป การก่อสร้างได้เริ่มต้นใหม่และเปิดการแข่งขันได้ในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2488 เปิดเป็นนัดปฐมฤกษ์ชื่อว่า “สนามมวยแห่งชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรกครั้งที่ 2 ต่อมาในปี พ.ศ. 2488 เกิดสนามมวยเวทีราชด าเนิน ซึ่งถือว่าเป็นสนามมวยมาตรฐานของ ประเทศไทย ช่วงแรกแข่งขันยังไม่มีหลังคา จวบจนถึงปี พ.ศ. 2494 หลังคาจึงแล้วเสร็จ


110 มวยไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคปลาย รัชกาลที่ 8 ถึงปัจจุบัน สมัยรัชกาลที่ 8 สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล (พ.ศ.2477 -2489) ระหว่างปีพ.ศ.2478 -2484 คหบดีผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ได้สร้างเวทีมวยขึ้นบริเวณที่ดินของเจ้าเชต ชื่อ สนามมวยสวน เจ้าเชต ปัจจุบันคือที่ตั้งกรมรักษาดินแดน การดาเนินการจัดการ แข่งขันเป็นไปด้วยดีเนื่องจากทหารเข้ามาควบคุม เพื่อนารายได้ ไปบารุงกิจการทหาร จัดการแข่งขันกันติดต่อหลายปีจึงเลิกไป เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กาลังจะ สงบแต่ยังคงมีเครื่องบินข้าศึกบินลาดตระเวนอยู่ทั้งกลางวัน กลางคืน จาเป็นต้องจัดการแข่งขันชกมวยไทยตามโรงภาพยนตร์ ต่างๆ ในเวลากลางวัน เช่น สนามมวยพัฒนาการ สนามมวยท่า พระจันทร์สนามมวยวงเวียนใหญ่ เนื่องจากประชนยังคงให้ความ สนใจมวยไทยอยู่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการกีฬาได้รับการสนับสนุนมากขึ้น พระองค์ทรงส่งเสริม การพลศึกษาในด้านการเรียนการสอนการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน เยาวชน และ ประชาชนทั่วไป ส่วนกีฬามวยไทยในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก แต่กีฬา มวยไทยได้มีผู้ประยุกต์ใช้โชว์หนังให้เป็นเวที เช่น สนามมวย พัฒนาการ สนามมวยท่าพระจันทร์ สนามมวยวงเวียนใหญ่ และเกิดสนามมวย กลางแจ้งขึ้นอีกคือ สนามมวยเจ้าเชตุ ต่อมาในปี พ.ศ. 2488 เกิดสนามมวยเวทีราช ด าเนิน ซึ่งถือว่าเป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย ช่วงแรก แข่งขัน ยัง ไม่มีหลังคา จวบจนถึงปี พ.ศ. 2494 หลังคาจึงแล้วเสร็จ


111 สมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-2562) ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณกับวงการมวยมาโดย ตลอด มวยไทยรัชกาลที่ 9 พ.ศ. 2489 - ปัจจุบัน สมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช (รัชกาล ที่ 9) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราชวงศ์จักรี มวยไทยได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของ จิตวิญญาณ วิถีชีวิต และวิถี สังคมไทยโดยได้รับการขึ้นทะเบียนในท าเนียบศิลปวัฒนธรรม โดยส านักงานวัฒนธรรมประจ าชาติ เป็นเอกราช เอกลักษณ์ เอกศักดิ์ศรีที่โดดเด่นเป็นเอกเทศเฉพาะชาติไทย ที่ส านักงาน ส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติให้การยอมรับและส่งเสริมไว้เป็น มรดกอันล้ าค่าของประเทศไทย สืบไป ดังบทกลอนของ “เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปวัฒนธรรมประจ าชาติ เอกชาติ เอกลักษณ์ เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน ในความผูกพันระหว่างคนไทยกับศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เรียกว่า “มวยไทย” มิได้จ ากัดบทบาทอยู่ที่ลีลาและรูปแบบที่แสดงออกในเชิงการแข่งขันเท่านั้น หากแต่มีนับส าคัญ อยู่ที่ความเป็นมาทางรากเหง้าของชนเผ่าไทย ที่ได้สร้างสรรค์มวยไทยขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว และเป็นเอกเทศเฉพาะชาติไทยไม่ขึ้นกับใคร สามารถอธิบายถึงความเป็นไทยได้ ทันทีเพียงแต่ขยับเท้า เข่า และศอก ในท่วงท่าที่จะต่อสู้เท่านั้น ณ วันนี้ มวยไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ราชวงศ์จักรี มิได้จ ากัดขอบเขตอยู่ในเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ได้ขยายตัวไปสู่ การยอมรับของประชาคมโลกอย่างกว้างขวาง ในฐานะสุดยอดของกิจกรรมการออกก าลังกาย และการบริหารร่างกาย เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพพลานามัย ความเข้มแข็ง ความตื่นตัว


112 ทางด้านสติปัญญา ปฏิญาณไหวพริบ มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงในการต่อสู้ป้องกันตัว และการแข่งขัน เมื่อสนามมวยแห่งชาติเกิดขึ้นที่เวทีมวยราชด าเนิน ภารกิจเพื่อประเทศชาติในการ ระดมทุนส าหรับนักมวยไทยจึงเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของชาวมวยโดยเวทีราชด าเนินเป็นหลัก สนามมวยได้รับการจัดตั้งโดยส านักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในฐานะเวลามวยแห่งแรก ของประเทศไทย ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้จัดตั้ง “ทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล”ขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่วงการมวยตามหนังสือ ส านักราชเลขาธิการที่ 2268/2504 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2504 แจ้งถึงนายเฉลิม เชี่ยวสกุล ประธานจัดการแข่งขันมวยโดยเสด็จพระราชกุศล “ทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล” มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 1 วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2504 นับเป็นวันที่เป็นมงคลยิ่งส าหรับชาวมวยไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชด าเนินทอดพระเนตรการแข่งขันมวยโดย เสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “กองทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล” ณ เวทีราชด าเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วย รางวัลให้แก่น าศักดิ์ ยนตรกิจ นักชกมวยไทยยอดเยี่ยม ผู้ซึ่งชกชนะคะแนน อดุลย์ ศรีโสธร “แชมป์มงกุฎเพชร” แบบพลิกล็อค มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 2 วันที่ 8 พฤษภาคม 2506 เป็นช่วงเวลาที่สนามมวยเวทีลุมพินีจะต้องเป็นเจ้าภาพจัด มวยไทย โดยเสด็จพระราชกุศลฯ สมทบทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล ครั้งที่ 2 ณ สนามมวยเวทีลุมพินี ผลการพิจารณานักมวยไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ เดชฤทธิ์ อินทรบุตร (ยนตรกิจหรืออินทรนุชิต) ชนะคะแนน รักเกียรติ เกียรติเมืองยม ต่อมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เวลา 11.00 น. พล.ต.เกรียงไกร อัตตะนันท์ ประธานอ านวยการ ได้น าคณะกรรมการจ านวน 54 นาย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระต าหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเงินจ านวน 301,484 บาท ที่ได้จากการจัด มวยโดยเสด็จ 7 ครั้งนี้


113 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชด ารัสของใจคณะกรรมการและนักมวย โดยทั่วถึงที่ได้ร่วมกันท างานเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ และทรงชี้ให้ เห็นว่า ในอดีต นักมวยเคยมีส่วนช่วยป้องกันประเทศชาติมาแล้วมาในปัจจุบัน นักมวยก็มีโอกาสได้เสียสละ เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของชาติ เพื่อให้ได้คนดีมีความรู้มาช่วยกันท าประโยชน์ให้แก่ สาธารณะนับเป็นสิ่งที่น่ายินดี นอกจากนั้นการจัดแข่งขันชกมวยยังช่วยให้ประชาชนที่นิยมกีฬา ประเภทนี้ได้รับความสนุกตื่นเต้น และมีโอกาสที่จะท าให้คณะกรรมการซึ่งมาจากต่างอาชีพได้ พบปะคุ้นเคยกัน ซึ่งตามปกติอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักกันเลยก็ได้เป็นการปลูกฝังความสามัคคีได้ อย่างหนึ่ง มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 3 ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2508 รายการโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 3 มีขึ้น ณ เวทีราชด าเนิน ความภาคภูมิใจและความเป็นสิริมงคล จึงบังเกิดแก่วงการมวยไทยอีกครั้ง หนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แก่คณะกรรมการ จัดการแข่งขัน โดยเสด็จพระราชด าเนินและทรงประทับทอดพระเนตรการแข่งขันอยู่นานถึง 4 ชั่วโมง ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่บุคคลในวงการมวยไทยอย่างล้นพ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานถ้วยพระราชทานยอดเยี่ยมมวยไทย ให้แก่ สมพงษ์ เจริญเมือง ผู้ซึ่งชนะคะแนน ราวี เดชาชัย “จรวดทัพฟ้า” แบบดุเดือด มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 4 ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม 2512 รายการมวยโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุน “กองทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล” ครั้งที่ 4 ได้จัดขึ้นที่เวทีราชด าเนิน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยาม มกุฎราชกุมาร) ได้เสด็จประทับทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยและเข็มขัด แชมป์เปี้ยน ตลอดถึงของที่ระลึกให้แก่นักมวยทุกคน ส าหรับถ้วยพระราชทานมวยไทย ได้แก่ เฉลิมศักดิ์ เพลินจิต ชนะน็อค อภิศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ในยกที่ 3 มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 5


114 ในวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2514 รายการมวยโดยเสด็จพระราชกุศลทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบทุน “กองทุนนักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล” ในครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่สนาม มวยทีวีสี 7 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชด าเนิน ทอดพระเนตรการแข่งขันและทรงพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานแก่นักมวยยอดเยี่ยมใน แบบมวยไทยได้แก่ ศรนักรบ เกียรติวายุภักษ์ ผู้ซึ่งชกชนะคะแนน เดชนาคา ศรราม มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 6 ในวันพุธที่ 17 มกราคม 2522 ประวัติศาสตร์วงการมวยไทยต้องจารึกไว้อีกครั้ง เป็นวันที่ส าคัญที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชด าเนิน ประทับทอดพระเนตรการแข่งขันชกมวยในรายการ โดยเสด็จพระราชกุศลฯสมทบทุน “นักมวยไทยในมูลนิธิอานันทมหิดล” ณ เวทีราชด าเนิน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชด าเนินทอดพระเนตร การแข่งขัน และทรงพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทานแก่นักมวยยอดเยี่ยมในแบบมวยไทย ได้แก่ เผด็จศึก พิษณุราชันย์ ผู้ซึ่งชนะคะแนน ณรงค์น้อย เกียรติบัณฑิต (ขจร พราวศรี และคณะ, 2548 : 44-52) มวยโดยเสด็จพระราชกุศลครั้งที่ 7 ในวันที่ 22 ธันวาคม 2548 ประวัติศาสตร์วงการมวยไทยต้องจารึกไว้ชั่วลูกหลานอีก ครั้งหนึ่ง นักมวยยอดเยี่ยมในแบบมวยไทย ได้แก่ อนุวัฒน์ แก้วสัมฤทธิ์ ผู้ซึ่งชนะน็อค โอโร โน ตะวัน ชนะน๊อคยกที่ 3 (สัมภาษณ์ขจร พราวศรี, 27 เมษายน 2553) ขณะเดียวกันในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รางวงศ์จักรี ได้เกิด “นักมวยเอกแห่งยุค” ซึ่งเป็นมวยแม่เหล็กที่สร้าง กระแสความสนใจให้แก่ผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้กล่าวขวัญถึงจนเป็นต านานที่ยิ่งใหญ่ ตลอดกาลดังนี้ (จากการจัดอันดับเกียรติยศของเวทีราชด าเนิน เมื่อปี พ.ศ. 2527) 1. ผล พระประแดง 2. สุข ประสาทหินพิมาย 3. ชูชัย พระขรรค์ชัย


115 4. ประยุทธ อุดมศักดิ์ 5. อดุลย์ ศรีโสธร 6. อภิเดช ศิษย์หิรัญ 7. วิชาญน้อย พรทวี 8. พุฒ ล้อเหล็ก 9. ผุดผาดน้อย วรวุฒิ 10. ดีเซลน้อย ช.ธนสุกาญจน์ มวยไทยในโรงเรียนสามัญศึกษา โดยก าหนดค าอธิบายรายวิชาดังนี้ (ถนอมวงศ์ กฤษณ์พ็ชร, 2538 : 158 – 160) มวยไทย จัดเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับความรู้ทั่วไป วิวัฒนาการและคุณค่าของกีฬามวยไทย ทักษะเฉพาะตัว ทักษะและวิธีป้องกันแบบต่าง ๆ ระเบียบประเพณี กติกา มารยาทของการ เป็นผู้เล่นและผู้ดูที่ดี การบริหารร่างกาย การบ ารุงรักษาสุขภาพ การเล่นด้วยความปลอดภัย และการรักษาอุปกรณ์การกีฬามวยไทย จากรายละเอียดค าอธิบายรายวิชามวยไทย แสดงให้ เห็นว่า การเรียนมวยไทยในโรงเรียนสามัญศึกษาเพื่อการป้องกันตัวและออกก าลังกาย ในปี พ.ศ. 2521 มวยไทยจัดให้อยู่ในหมวดวิชาเลือก ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีค าอธิบายรายวิชาดังนี้ มวยไทย เรียนเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป วิวัฒนาการและคุณค่าของกีฬามวยไทย ทักษะ และวิธีการป้องกันตัวแบบต่าง ๆ ระเบียบประเพณี กติกา และมารยาทของการเป็นผู้เล่นและ ผู้ดูที่ดี การบริหารร่างกาย การบ ารุงรักษาสุขภาพ การเล่นด้วยความปลอดภัย และการ บ ารุงรักษาอุปกรณ์ของกีฬามวยไทย จากค าอธิบายรายวิชามวยไทยดังกล่าว ต้องการให้น า วิชามวยไทยไปใช้ในการออกก าลังกาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2524 มวยไทยถูกจัดให้อยู่ในหมวด วิชาเลือกในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีค าอธิบายรายวิชาดังนี้ มวยไทย ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมา และคุณค่าของมวยไทย ทักษะเบื้องต้นเกี่ยวกับ การตั้งท่า การเคลื่อนเท้า การใช้หมัด การใช้เท้า การใช้เข่า และการใช้ศอก เทคนิคการรุก การหลบหลีก และการป้องกันกติกาการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่น และมวยอาชีพ ประเพณี


116 การชกมวยไทย การบ ารุงรักษาอุปกรณ์ การเสริมสร้างสมรรถภาพและการบ ารุงรักษาสุขภาพ และความปลอดภัยเกี่ยวกับการชกมวย จากหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นปี พ.ศ. 2521 และหลักสูตรมะยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 ของกระทรวงศึกษาธิการได้ก าหนดข้อเสนอแนะของการสอนมวยไทยไว้ว่า “การ สอนโดยที่ไม่ต้องสวมนวมต่อสู้กันไม่ให้เด็กชกกัน...แต่ถ้าสอนให้สอนแต่ศิลปะแม่ไม้มวยไทย หรืออะไรลักษณะนั้น... ถ้าจะชกต่อย ชกกับเป้าชก ให้ล่อเป้า ชกระสอบทราย... ไม่ให้ชก เป็นคู่ดังนั้น การสอนมวยไทยตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นปี พ.ศ. 2521 และหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 จึงเน้นการฝึกแม่ไม้มวยไทยเพื่อใช้ในการออกก าลังกาย ฉะนั้น มวยไทยจึงเป็นกิจกรรมประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าต่อร่างกาย คุณค่าต่อการท างาน สัมพันธ์กันระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อ คุณค่าทางด้านความมีน้ าใจนักกีฬา คุณค่าทางด้าน คุณธรรม ความรู้ การตัดสินใจ ปฏิภาณไหวพริบและในปี พ.ศ. 2533 มวยไทยก็ได้จัดให้อยู่ ในวิชาเลือกเสรีในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ถ้าโรงเรียนใดเปิดสอนจะเปิดสอนเทอมเดียวหรือสองเทอมก็ได้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2535) จากรายละเอียดดังได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นการเรียนมวยไทยในสถานศึกษาซึ่งเป็นวิชาหนึ่งของ หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มุ่งเน้นการออกก าลังกาย มากกว่าเพื่อน าไปใช้ในการต่อสู้ ส่วนมวยไทยนอกสถานศึกษานั้น เป็นการฝึกเพื่อเป็นอาชีพ ดังนั้นการฝึกมวยไทย จะใช้วิธีการฝึกแบบสมัยใหม่ การชกมวยไทยได้มีการปรับเปลี่ยนกติกาการชกให้เป็นสากลมาก ขึ้น เนื่องจากมวยไทยได้กลายเป็นธุรกิจการพนัน จึงท าให้ศิลปะมวยไทยทั้งท่าทางการร่ายร า ไหว้ครู และการใช้แม่ไม้มวยไทยไม่ได้รับความสนใจ บางครั้งการไหว้ครูนานก็ท าให้ผู้ชมซึ่ง เป็นนักพนันโห่ไล่จนนักมวยไม่กล้าแสดงลีลาการไหว้ครูให้ครบกระบวนท่า (ส านักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. 2540 : 58) ซึ่งต่างกับสมัยโบราณที่เคร่งครัดและพิถีพิถัน ในการไหว้ครูมาก ดังที่ จินดา ดวงจินดา อ้างถึงใน ชัชชัย โกมารทัต (2525 : 24) กล่าว ว่า ...สมัยก่อนพิถีพิถันในการไหว้ครูเป็นการร าลึกคุณ ประกาศส านักอาจารย์และการกระตุ้น


117 จิตใจ มิให้ท าเหยาะแหยะเยี่ยงนักมวยสมัยนี้... การไหว้ครูด้วย ใจจริง ศรัทธา กตัญญู ประกาศศักดิ์ศรีของส านักก าลังจะหมดไปจากเวทีไทย...จากมวยไทย... ขณะเดียวกัน ชัชชัย โกมารทัต. 2525 ได้กล่าวว่า “วิธีการชกมวยไทยของนักมวย ปัจจุบันจะเป็นการชกโดยอาศัยความถนัดเฉพาะอย่างเข้าท าการชกเป็นหลัก นักมวยไทยที่มี อาวุธครบเครื่องสามารถใช้ได้ทั้งหมัด เท้า เข่า และศอก หาได้น้อยมาก การแต่งกาย นักมวยแม้ว่าจะยังคงมีการสวมมงคล แต่เป็นเพราะมีระเบียบข้อบังคับของสนามมวยที่ให้แต่ง กายในลักษณะนี้มากกว่าเป็นเพราะ ความเลื่อมใสศรัทธา” ดังนั้น พิธีกรรมต่าง ๆ ของมวยไทยก็ได้ลดความส าคัญลงไปด้วย เช่น พิธีการยกครู หรือขึ้นครูตามสมัยโบราณจึงไม่ค่อยปฏิบัติกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราชวงศ์จักรี ทรงเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ของประเทศไทย ทรง มุ่งเน้นให้ประชาชนชาวไทยรักชาติ รักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินดี อยู่ดี ของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ อดทน สมเป็น นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) แห่งราชวงศ์จักรี “มวยไทย” ได้กลายเป็นอาชีพอย่างจริงจัง มีค่ายมวยเกิดขึ้นมากมาย มี พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายมวยฉบับแรกของประเทศไทย รวมทั้งมี องค์กรกีฬามวยที่ก ากับ ดูแล แก้ไข ให้ค าปรึกษา และสนับสนุนบุคคลในวงการมวยให้ ช่วยกันอนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่มวยไทยก้าวไกลสู่สากล มวยไทยสมัยปัจจุบันได้ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ (จัตุชัย จ าปาหอม, 2552 : 19) 1. มวยไทยเพื่อการแข่งขัน 1.1 มวยไทยสมัครเล่น 1.2 มวยไทยอาชีพ 1.3 วิชาชีพครูมวยไทย 2. มวยไทยเพื่อสุขภาพ


118 2.1 การบริหารร่างกายท่ามวยไทย 2.2 มวยไทยแอโรบิก 2.3 นาฎมวยไทย 2.4 คอมแบ๊คมวยไทย 2.5 มวยไทยเพื่อการบ าบัด 3. มวยไทยเพื่อการอนุรักษ์ 3.1 ร่ายร าไหว้ครูมวยไทย 3.2 ทักษะแม่ไม้ลูกไม้มวยไทย 4. มวยไทยเพื่อรักษาชีวิตป้องกันตัว 4.1 ป้องกันตัวในภาวะคับขัน 4.2 ป้องกันตัวในภาวะสงคราม 5. มวยไทยเพื่อการแสดง 5.1 บทภาพยนตร์ 5.2 บทการละคร 5.3 บันเทิง 6. มวยไทยเพื่อการศึกษาและวิถีชีวิต 6.1 นักศึกษาปริญญาตรี โท เอก มวยไทย 6.2 นักวิชาการมวยไทย สรุป มวยไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ ให้ความสนพระทัยและสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับมวย ไทยตลอดมา เสด็จพระราชด าเนินชมการแข่งขันและทรงมอบถ้วยพระราชทานแก่นักมวย ได้ให้พระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งกองทุนมวยไทย ในมูลนิธิอานันมหิดล เพื่อเป็นเกียรติแก่ บุคคลให้แก่วงการมวยไทย การคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ มิได้น าความสามารถ ด้านมวยไทยมาพิจารณาเหมือนในยุคต่าง ๆ เนื่องจากการต่อสู้มีการพัฒนาไปใช้อาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่การรบแบบประชิดตัว แต่ยังมีบรรจุอยู่ในหลักสูตรของ


119 ทหาร ต ารวจ และสถาบันการศึกษาหลาย ๆ แห่ง มวยไทยได้รับความนิยมฝึกหัดอย่าง แพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับการรับรองเป็นวัฒนธรรม เป็นมรดกและภูมิ ปัญญาจากบรรพชน เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติไทย มีการบรรจุวิชา มวยไทยในหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษา ในสถาบันการพลศึกษา และ มีการขยายตัวจนถึงการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิชามวย ไทยศึกษา ในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางพัฒนามวยไทย อย่างชัดเจน มีการฝึกหัด มวยไทยอย่างแพร่หลาย เพื่อการแข่งขันในเชิงกีฬา และระดับ อาชีพ และก้าวสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น สมัยรัชกาลที่ 10 “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรฯ พระว ชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” มวยไทย ในรัชสมัยนี้ได้ แตกแขนงออกเป็นมวยไทยที่หลากหลายมิติ เช่น มวยไทยสมัครเล่น มวยไทยเพื่อสุขภาพ มวยไทยเพื่อการแสดง มวยไทยเชิงธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีกีฬาอื่น ๆ ที่จัดแข่งขันภายใต้ชื่อ และรูปแบบที่คล้ายกับมวยไทย ได้มีการ ฝึกอบรมครูมวยโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อส่งครูมวยออกไปสอนในต่างประเทศ มี การถ่ายทอดสัญญาณการชกมวยไทยไป ต่างประเทศหลายช่องทาง เช่น ทีวีดิจิดอลเฟสบุ๊ค และช่องทางอื่นอีก มีการเปิดจัดตั้งสถาบันสอนมวยไทย มีการท ามวย ไทยเชิงธุรกิจจากอุปกรณ์มวยไทย เช่นกางเกง นวม ฯกาลเวลาที่ผ่านมา แม้พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” จะมีราชกรณียกิจนานัปการ แต่ก็ได้พระราชทาน ขวัญและกาลังใจให้แก่วงการกีฬามวยไทยเสมอมา เช่น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้


120 พระองค์เจ้าสิริวัณวรีนารีรัตน์เสด็จแทนพระองค์ไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันมวย ไทยสมัครเล่นชิงแชมเปี้ยนโลก รวมทั้งพระราชทานพระรูปในฉลองพระองค์มวยไทยของ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติPrince of muaythai ตามที่พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์องคม ตรีในฐานะประชาชนที่ปรึกษาสภามวยไทยโลก สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติและ สมาคมมวยไทยสมัครเล่น แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้ถวายฉลองพระองค์ชุดมวย ไทยนั้นเพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชนในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ทั่วไปตระหนักถึงความสาคัญของการออกกาลังกายและการเล่นกีฬานามาเป็นส่วนหนึ่งใน ชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬามวยไทย


121 นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” มีกระแสรับสั่ง ยินดีที่จะให้พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติทรงฝึกมวยไทยตามที่มวยไทยสมัครเล่นแห่ง ประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายครูมวยไทย หากแต่ต้องทรงเครียด พัฒนาเรื่องกล้ามเนื้อก่อนที่จะฝึกมวยไทยต่อไป นับเป็นพระกรุณาธิคุณแก่วงการกีฬามวย ไทยอย่างหาที่สุดมิได้จึงควรที่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาว ไทยทุกคนจะได้ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของกีฬามวยไทย ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ที่จะมีพลานามัยสมบูรณ์มีร่างกายที่แข็งแกร่งมีจิตใจที่เข้มแข็ง รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย และที่ สาคัญเพื่อให้มรดกภูมิปัญญาแห่งศิลปะป้องกันดัวยเป็นเอกลักษณ์ประจาชาติไทยนี้คงอยู่คู่ ผืนแผ่นดินไทย และเผยแพร่ให้กว้างไกลในเวทีโลกสืบไป พระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรง ปฏิบัติล้วนนามาซึ่งการพัฒนาความก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างไพบูลย์และก่อให้เกิด ความปกติสุขแก่ราษฎรทุกหมู่เหล่า ในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มงกุฎราชกุมารทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕ กรุงเทพมหานครโดยสานักวัฒนธรรมกีฬา และการท่องเที่ยว ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรให้ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสาราญ พระพลานามัยสมบูรณ์สมพระเกียรติเกริก ก้องไพบูลย์สืบไป


Click to View FlipBook Version