The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tunwakom0312, 2023-03-02 04:18:23

บทที่ 2

บทที่ 2

11 บทที่ 2 ความเป็นมาของมวยไทย ความเป็นมาของมวยไทย มวยไทยเป็นทั้งยุทธวิธีและกีฬาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทย ที่สืบทอดกันมาในสมัยใดไม่ปรากฏ และไม่มีหนังสือเล่มใดเขียนไว้ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด แต่มวยไทย มีปรากฏเกิดขึ้นมานานแล้วและอาจเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับชาติไทยด้วยซ้้า เพราะมวยไทยนั้น เป็นศิลปะประจ้าชาติของไทยเรายากที่ชาติอื่นจะเลียนแบบได้ ดังค้ากล่าวที่ว่าคนไทยใช้มวย ไทยในการป้องกันการรุกรานจากชนชาติอื่น ๆ เช่น ในสมัยราชวงศ์น่านเจ้า สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ และพัฒนาจนมาถึงปัจจุบัน (คอลัมน์สปอร์ต โฟกัส , 2004 : 38-40) มวยไทยในสมัยก่อนจะมีการฝึกฝนอยู่ในบรรดาหมู่ทหาร เพราะในสมัยก่อนไทย เรามี การรบพุ่งและสู้รบกันกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อย ๆ การสู้รบในสมัยนั้นยังไม่มีปืนจะสู้กันมีแต่ ดาบทั้งสองมือและมือเดียว เมื่อการรบพุ่งก็ต้องมีการประชิดตัว จึงน้าเอาอวัยวะทุกส่วนของ ร่างกายมาใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวในสนามรบ ต่อมามีการฝึกหัดไว้ต่อสู้ป้องกันตัวและแสดงเวลา มีงานเทศกาลต่าง ๆ นานเข้าชาวบ้านหรือคนไทยได้เห็นการถีบ-เตะอย่างแพร่หลายและบ่อย เข้า จึงท้าให้มีการฝึกหัดมวยไทยกันมากจนถึงกับตั้งเป็นส้านักฝึกกันมากมาย แต่ส้านักที่ฝึก มวยไทยก็ต้องเป็นส้านักดาบที่มีชื่อดีมาก่อนและมีอาจารย์ดีไว้ฝึกสอน ดังนั้น มวยไทยสมัยก่อน จึงฝึกเพื่อความหมาย 2 อย่าง คือ 1) เพื่อไว้ส้าหรับสู้รบข้าศึก 2) เพื่อไว้ต่อสู้ป้องกันตัว พัฒนาการและประวัติความเป็นมาของมวยไทยในยุคสมัยต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้ มวยไทยยุคสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1921) จากการสืบค้นข้อมูลมวยสมัยกรุงสุโขทัยเริ่มประมาณ พ.ศ. 1781-1951 รวมระยะเวลา 140 ปี หลักฐานจากศิลจารึกกล่าวไว้ชัดเจนว่า กรุงสุโขทัยท้าสงครามกับประเทศอื่นรอบด้าน จึงมี การฝึกทหารให้มีความรู้ความช้านาญในรบด้วยอาวุธ ดาบ หอก โล่ รวมไปถึงการใช้อวัยวะของ


12 ร่างกายเข้าช่วยในการรบระยะประชิดตัวด้วย เช่น ถีบ เตะ เข่า ศอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การรบ อาณาจักรสุโขทัยต้องท้าสงครามกับอาณาจักรข้างเคียงอยู่เสมอ การท้าสงครามที่ส้าคัญ 3 ครั้ง คือ (1) ศึกขุนสามชน ระหว่าง พ.ศ. 1801-1803 ตรงกับรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์(2) ศึกสองกรุง ประมาณ พ.ศ. 1914-1919 ตรงกับรัชสมัยพญาลิไท และ (3) สงครามครั้งที่ 3 ซึ่ง เป็นวาระสุดท้ายของอาณาจักรสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1919-1920 ตรงกับรัชสมัยพญาไสย ลือไท ปลายสมัยกรุงสุโขทัยเป็นช่วงที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มเรืองอ้านาจและเข้ามาครอบครอบ อาณาจักรสุโขทัย การท้าสงครามแย่งชิงอ้านาจในสมัยนั้นบางครั้งยืดเยื้อเป็นเวลานานถึง 6 ปี ท้าให้สูญเสียไพร่พล ทรัพย์สินเป็นจ้านวนมาก สิ่งส้าคัญที่สุดในช่วงเวลามีศึกสงครามคือ ความ พยายามรักษาผืนแผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่ให้มั่นคงที่สุด จึงจ้าเป็นต้องมีการรวบรวมไพร่พลเพื่อ เป็นก้าลังรบเพื่อกักตุนเสบียงอาหาร มีการฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าและอาวุธชนิด ต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม หลังเสร็จสงครามแล้ว ชายหนุ่มในสมัยกรุงสุโขทัยมักจะฝึกมวยไทยกันทุกคนเพื่อเสริม ลักษณะชายชาตรีเพื่อศิลปะป้องกันตัว เพื่อเตรียมเข้ารับราชการทหารและถือเป็นประเพณีอันดี งาม ในสมัยนั้นจะฝึกมวยไทยตามส้านักที่มีชื่อเสียง เช่น ส้านักสมอคอนแขวงเมืองลพบุรี นอกจากนี้ยังมีการฝึกมวยไทยตามลานวัดโดยพระภิกษุอีกด้วย “วิธีฝึกหัด มวยไทยในสมัยกรุง สุโขทัย ครูมวยจะใช้กลอุบายให้ศิษย์ ตักน้้า ต้าข้าว ผ่าฟืน ว่ายน้้า ห้อยโหนเถาวัลย์ เพื่อให้ ร่างกายแข็งแรงและอดทนก่อนจึงเริ่มฝึกทักษะ” โดยการผูกผ้าขาวม้าเป็นปมใหญ่ๆ ไว้กับกิ่ง ไม้ แล้วชกให้ถูกด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก นอกจากนี้ยัง มีการฝึกเตะกับต้นกล้วย ชกกับคู่ซ้อม


13 ปล้้ากับคู่ซ้อม จบลงด้วยการว่ายน้้าเพื่อท้าความสะอาดร่างกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อน นอน ครูมวยจะอบรมศีลธรรมจรรยา ทบทวนทักษะมวยไทยท่าต่างๆ จากการฝึกในวันนั้นผนวก กับทักษะท่าต่างๆ ที่ฝึกก่อนหน้านี้แล้ว สมัยกรุงสุโขทัยมวยไทยถือว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูงถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายดีเยี่ยม เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้า สามารถในการปกครองประเทศต่อไป ดังความปรากฏตามพงศาวดารว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เห็นว่ากรุงสุโขทัยจะเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ครองความเป็นอิสระได้นานนั้นขึ้นอยู่กับผู้น้าซึ่ง ต้องมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในด้านการต่อสู้ป้องกันตัว การทหารและการปกครอง ด้วยเหตุนี้จึงได้ส่งเจ้าชายร่วง ซึ่งแปลว่ารุ่งเรือง โอรสองค์ที่ 2 ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา ให้ไปเล่าเรียนศิลปศาสตร์ที่ส้านักสมอคอน แห่งเมืองลพบุรี “ส้านักสมอคอนเป็นส้านัก ที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น พระมหากษัตริย์และเจ้าเมืองนิยม ส่งโอรสและบุตรหลานของตน มาอบรมศิลปศาสตร์ที่ส้านักนี้ตั้งแต่เยาว์วัย” เจ้าชายร่วง จึงมีสหายร่วมส้านักอาจารย์เดียวกัน 2 พระองค์ เป็นโอรสของเจ้าผู้ครองนครเงินยาง และ เจ้าผู้ครองนครพะเยา ทั้ง 3 พระองค์ได้ทรงศึกษาเป็นเวลา 3 ปี เพื่อฝึกให้เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้า จึงส้าเร็จแล้วต่างก็แยกกันกลับไปบ้านเมืองของตน ทั้งยังมีส้านักที่ให้ความรู้ทางศิลปศาสตร์


14 มากมาย ซึ่งจัดขึ้นโดยนักปราชญ์ หรือผู้เฒ่าที่มีความรู้และประสบการณ์ ในวิชาการต่างๆ ฝึกสอนให้กับเด็กหนุ่มไทยอีกด้วย “ในปี พ.ศ. 1818-1860 พ่อขุนรามค้าแหงได้เขียนต้ารับ พิชัยสงครามข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทยด้วย” นอกจากนี้พระเจ้าลิไทเมื่อครั้งยังทรง พระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาจากส้านักราชบัณฑิตในพระราชวังมีความรู้แตกฉานจนได้รับยก ย่องว่าเป็นปราชญ์ ซึ่งส้านักราชบัณฑิตไม่ได้สอนวิชาการเพียงอย่างเดียว พระองค์ต้องฝึก ภาคปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าแบบมวยไทย และการใช้ อาวุธ คือ ดาบ หอก มีด โล่ ธนู เป็นต้น การรบสมัยนี้เป็นการรบแบบประจัญบาน หรือที่เรียกว่าตะลุมบอนและรบแบบซุ่มโจมตี ซึ่งเป็นการรบในระยะประชิดตัวทั้งสิ้น แม้ประวัติศาสตร์จะไม่ได้จารึกไว้ถึงมวยไทย โดยเฉพาะ แต่ก็เชื่อได้แน่ว่าการฝึกหัดศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบมวยไทยเป็นการฝึกซึ่งมีความส้าคัญ มากส้าหรับการรบในระยะประชิด เด็กผู้ชายสมัยกรุงสุโขทัย ตอนย่างเข้าสู่วัยรุ่น มักจะฝึกหัด มวยไทยกันทุกคน การฝึกมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่จะมีลักษณะหรือผู้ที่มี ฝีมือทางการต่อสู้ ซึ่งประกอบด้วย 1. คุณวุฒิ 2. มารยาท 3. มนุษยธรรม 4. วีรกรรม 5. ความทรหดอดทน 6. อ้านาจทางคาถาอาคม 7. พลังกาย 8. ศิลปะการต่อสู้มวยไทย และกระบี่กระบอง


15 จุดมุ่งหมายของการฝึกมวยไทยอีกประการหนึ่งคือมวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ด้านต่างๆ ส้าหรับพระมหากษัตริย์และเจ้าเมืองผู้ครองนครต่างๆในสมัยก่อน พระมหากษัตริย์จ้าเป็นต้องเป็นนักรบเป็นนักมวย เป็นนักกีฬา มีความกล้าหาญองอาจ มี สมรรถภาพร่างกายแข็งแรงอดทนอย่างดีเยี่ยม และมีหน้าที่มากมายในฐานะเป็นผู้น้าของ ประเทศ จ้าเป็นต้องศึกษาศาสตร์ศิลปะต่างๆ ดังเช่นพระมหากษัตริย์ไทย จักต้องศึกษาศาสตร์ศิลปะ 18 ประการดังนี้ 1. สติ= ความรู้ทั่วไป 2. สมบัติ= กฎธรรมเนียมประเพณี 3. สีเขยา = เลขค้านวณ 4. โยคะ = เครื่องยนต์ กลไก 5. วิเลศกา = พยากรณ์ 6. คันทัพภา = ดนตรี ร้องเพลง 7. คณิกา = สมรรถภาพทางร่างกาย 8. ธนุเภทา = ความรู้เรื่องยิงธนู 9. ปุราณา = เรื่องโบราณต่างๆ 10. มิติ= แบบแผนต่างๆ 11. ติกิจฉา = การแพทย์ 12. ติกิจการ = ปรัมปรา 13. โชติศาสตร์= ดาราศาสตร์ 14. มายา = ต้าราพิชัยสงคราม มวยไทย กระบี่ 15. ฉันทศาสตร์= การประพันธ์ 16. เกษ = การพูด 17. มัณตา = การเสกเป่าเวทมนตร์ คาถา 18. ศรัทธา = ไวยากรณ์


16 “การฝึกหัดมวยไทยในสมัยกรุงสุโขทัย นอกจากจะฝึกหัดกันตามส้านักต่างๆแล้ว ยังมีการฝึกหัดมวยไทยตามวัดต่างๆ ด้วย” เนื่องจากวัดเป็นสถานที่ให้ความรู้ฝึกหัดอบรมบ่ม นิสัยทุกอย่างทั้งวิชาการและวิชาชีพต่างๆ เพราะประชาชนถือว่าวัดเป็นศูนย์กลางของปวงชน การเรียนการสอน ในวัดนั้นไม่เรียนเฉพาะหนังสืออย่างเดียว แต่เรียนวิชาชีพต่างๆ เช่น วิชาการ แพทย์ ศิลปะ การฝีมือ การเรียนหนังสือ การฝึกหัดมารยาทรวมทั้งการฝึกมวยไทย เพราะ ประชาชนถือว่าวัดเป็นศูนย์กลางของปวงชน จากการศึกษาเรื่องโบราณศึกษาซึ่งเขียนโดยพระ ยาปริยัติธรรมธาดา ในหนังสือวชิรญาณพบว่า สมัยกรุงสุโขทัย วัด และรัฐด้าเนินการฝึกอบรม สั่งสอนคน ส้านักศึกษาเล่าเรียนจึงแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ วัดเป็นส้านักเรียนของคนหลาย ประเภทมีทั้งบุตรคนธรรมดาสามัญบุตรข้าราชการ และบุตรเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ การเรียน การสอนในวัดนั้นไม่เรียนเฉพาะหนังสืออย่างเดียว เรียนวิชาชีพต่างๆ เช่น การแพทย์ การฝีมือ ศิลปะ รวมทั้งการฝึกหัดศิลปะมวยไทย กระบี่กระบองด้วย ส่วนผู้สอนนั้นก็มีทั้งพระภิกษุและ ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถ “อีกสถานที่หนึ่งที่สอนให้เฉพาะเจ้านายและบุตรข้าราชการ เท่านั้นคือส้านักราชบัณฑิต” ดังปรากฏในพงศาวดารว่า พระเจ้าลิไทยเมื่อยังทรงพระเยาว์เคย ศึกษามีความรู้แตกฉาน จนได้รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์ที่ส้านักราชบัณฑิต ซึ่งแหล่งการศึกษานี้ มิได้สอนแต่เฉพาะวิชาการอย่างเดียว หากแต่จะต้องเรียนภาคปฏิบัติด้วย โดยเฉพาะวิชาการ ต่อสู้ป้องกันตัว มีการใช้อาวุธหอก ดาบ กระบี่กระบอง ดาบสองมือ มีด ขวาน ง้าว กริช ธนู หน้าไม้ โล่ โตมร และมวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าจากการศึกษาประวัติศาสตร์ กฎหมายไทยพบว่า การชกมวยถือเป็นการแสดงศิลปะป้องกันตัวเป็นประเพณีที่ดีงามอย่างหนึ่ง ดังที่ ก้าธร ค้าประเสริฐ กล่าวไว้ในค้าบรรยายวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายตอนหนึ่งว่า “กฎหมายไทยได้มีมาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามค้าแหงมหาราชแล้ว โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ” ศิลาจารึกของพ่อขุนรามค้าแหง (ศิลาจารึกหลักที่ 1) กฎหมายลักษณะโจรและกฎหมาย พระเจ้ามังรายหรือมังรายศาสตร์ ส้าหรับ 2 ลักษณะแรกนั้นปรากฏมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์ อักษร โดยจารึกในเสาหินและแผ่นศิลา ส่วนลักษณะที่ 3 มีลักษณะเป็นภาษาไทยญวน จารึกลง ในใบลาน ในมังรายศาสตร์ มีเรื่องเกี่ยวกับมวยไทยคือในสาเหตุ วิวาท ด่าตี ก้าหนดไว้ 16 ประการ มีประการที่ 7 “ต่อยกัน” และประการที่ 15 “เล่นการพนัน” ในสมัยกรุงสุโขทัยถือว่า การชกมวยเวทีชั่วคราวตามงานวัด และงานเฉลิมฉลองต่างๆเป็นลักษณะศิลปะป้องกันตัว เป็น


17 ประเพณีอันดีงามไม่ใช่การพนัน จึงไม่มีการเสียภาษี อากรแต่อย่างใด ...ครั้น ณ วันหกค่่ำกลับมำลงเรือ เจ็ดค่่ำเวลำเที่ยงถึงท่ำธำนี เดินขึ้นไปเมืองสุโขทัยถึงเวลำเยน อยู่ที่นั้นสองวัน เสด็จไปเที่ยวประภำษ พบแท่นสีลำแห่งหนึ่งอยู่ริมเนินปรำสำทก่อไว้เปนแท่น หักพังลงมำตะแคงอยู่ที่เหล่ำนั้น ชำวเมืองเขำเคำรพย์ ส่ำคัญเปนสำนเจ้ำ เขำมีมวยสมโพช ทุกปี รับสั่งให้ชลอลงมำ ก่อเปนแท่นขึ้นไว้ใต้ต้นมะขำมที่วัดสมอรำยกับเสำสิลำที่จำรึกเปน หนังสือ เขมร ที่อยู่ในวัดพระศรีรัตนศำสดำรำมนั้น เอำมำครำวเดียวกับแท่นสีลำ


18 สมัยอาณาจักรอยุธยา กรุงศรีอยุธยาสถาปนาขึ้นเป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ. 1893 และเจริญรุ่งเรืองมาจนถึง พ.ศ. 2310 รวมระยะเวลา 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ ตลอดระยะเวลา ดังกล่าวกรุงศรีอยุธยา ต้องท้าศึกสงครามกับอาณาจักรข้างเคียง คือ สุโขทัย พม่า เขมร มอญ และจากการแย่งชิงอ้านาจกันเอง โดยส่วนมากจะเป็นการรบระหว่างไทยกับพม่านับได้ 39 ครั้ง การศึกสงครามที่มากมาย พระมหากษัตริย์และราษฎรไทยจึงจ้าเป็นต้องฝึกหัด ศิลปะป้องกันตัว และวิชาการทหารเพื่อป้องกันประเทศ “ช่วงเวลาที่ฝึกหัดศิลปะป้องกันตัวและ เตรียมก้าลังรบมักจะเป็นช่วงฤดูฝน” เพราะในสมัยนั้นการยกทัพไปตีเมืองใดก็ตามมักจะรอให้ เข้าฤดูแล้งก่อน เพื่อสะดวกในการเดินทัพที่มีทั้งไพร่พลเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ หาก เป็นฤดูฝนหรือฤดูน้้าหลากถนนหนทางจะถูกน้้าท่วม ยากต่อการเดินทัพที่มีทหารจ้านวนมาก และจะท้าให้ทหารได้รับความล้าบากเกิดเจ็บป่วยล้มตายได้ ช่วงฤดูฝนจึงเป็นช่วงที่ต้องปลูกข้าว เพื่อเตรียมเป็นเสบียงอาหารและบ้ารุงไพร่พลให้สมบูรณ์ และฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ให้มีความ ช้านาญ มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ชนิดหนึ่งที่ทหารทุกคนจ้าเป็นต้องฝึกหัดควบคู่กันไปกับการ ใช้อาวุธที่มีอยู่ในสมัยนั้น จากการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยพบว่า ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถมีกฎหมาย เกี่ยวกับการชกมวยอยู่ข้อหนึ่งเรียกว่า “พระอัยการเบ็ดเสร็จ” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในสมัยกรุง ศรีอยุธยาและน้ามาช้าระในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2347 ตรงกับรัชกาลที่ 1 มีความว่า 117 มาตราหนึ่ง ชนชั้นสองเป็นเอกจิกเอกฉันท์ตีมวยด้วยกันก็ดี แลปล้้ากันก็ดีแลผู้หนึ่งต้อง เจ็บปวดก็ดี ขั้นหักถึงแกมรณภาพก็ดี ท่านว่าหามีโทษมิได้ อนึ่งมีผู้ยุยงตบรางวัลก็ดี ให้ปล้้า


19 ตีนั้นผู้ยุยงหาโทษมิได้เพราะเหตุผู้ยุนั้นจะได้มีเจตนาที่ใคร่ให้สิ้นชีวิตหามิได้ แก่ใคร่จะดูเล่น เป็นยาสุภาพ เป็นก้ามแก้ผู้พึงมรณภาพเองแล (กฎหมายตราสามดวง 2521 : 438 – 439) กันไปเพราะเขาปล้้ากันผีเจ้าพระยา ข้าชนตีปล้้ากันและมีผู้ยุยงให้ท้าดังนั้น หากฝ่ายหนึ่ง ตายลงให้ผู้ยุยงท่านเผาศพเพราะเหตุไปเคี่ยวเข็ญให้ท่านต่อสู้กัน นอกจากนี้ยังมีกฎหมายพระเจ้ามังรายหรือมังรายศาสตร์ ลักษณะวิวาท พ.ศ. 2230 สมัย รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา มีความว่า คนทั้งหลายในโลกนี้จักวิวาทผิดกันด้วยเหตุ 16 ประการ ดังนี้1. กู้ของท่ำน 2. ยืมของท่ำน 3. รวมทุนกันท่ำกำรค้ำก่ำไร 4. รับจ้ำงท่ำงำนไม่ส่ำเร็จละทิ้ง งำนเสีย 5. ให้ของแล้วจะขอคืน 6. ปลอม (แปลก) ของซึ่งไม่มีวิญญำณ 7. ต่อยกัน8. ผัวเมียจะ หย่ำกัน 9. รักเมียท่ำนจับมือถือนม 10. แย่งทรัพย์และแย่งมรดก 11. ฝำกของกันไว้ 12. ของ สูญเสียไป .... 15. เล่นกำรพนัน 16. เหตุระหว่ำงคน คนตี พ่อ แม่ ลูก ผัวเมีย ข้ำและเจ้ำ กฎหมายลักษณะวิวาทด่าตีกันนี้มีหลายมาตรา และที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ได้แก่ มาตรา หนึ่ง คนสองคนตีกัน ปล้้ากัน ผู้หนึ่งตายก็ให้เลิกแล้วกันไปเพราะเขาปล้้ากันผิเจ้าพระยา จ้าขุน ตีปล้้ากัน และมีผู้ยุยงให้ท้าดังนั้น หากฝ่ายหนึ่งตายลงให้ผู้ยุยงท่านเผาศพเสีย เพราะเหตุไป เคี่ยวเข็ญให้ท่านต่อสู้กัน “จากกฎหมายดังกล่าวนี้ท้าให้ทราบว่าคนไทยใช้ส่วนต่างๆ ของ ร่างกายส้าหรับ ต่อยตี และปล้้ากัน เพื่อเป็นการท้าร้ายศัตรู เป็นศิลปะป้องกันตัวและเป็น การละเล่น” การชกมวยมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถแล้ว (ก่อน พ.ศ. 2146) จนถึงกับมีเหตุการณ์ ยุ่งยากเกิดขึ้นจึงท้าให้ต้องตราเป็นกฎหมายเพื่อพิจารณาคดี


20 สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133-2147) พระองค์ทรงเลือกคนหนุ่มรุ่นราวคราว เดียวกับพระองค์มาทรงฝึกหัดด้วยพระองค์เอง โดยฝึกให้มีความกล้าหาญมีความเชื่อมั่นตนเอง ใช้อาวุธได้ทุกชนิดอย่างช้านาญ มีความสามารถในศิลปะการต่อสู้มวยไทยดีเยี่ยม และพระองค์ ทรงตั้ง “กองเสือป่าแมวมอง” เป็นหน่วยรบแบบกองโจร ซึ่งทหารกองนี้เองมีบทบาทมากใน การกอบกู้เอกราชจากพม่าในปี พ.ศ. 2127 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2147-2233) ยุคนี้บ้านเมืองสงบร่มเย็นและ เจริญรุ่งเรืองพระองค์จึงทรงให้การสนับสนุนและส่งเสริมการกีฬาอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะ อย่างยิ่งมวยไทยซึ่งนิยมกันจนกลายเป็นอาชีพ และมีค่ายมวยต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายมวยไทย สมัยนี้ชกกันบนลานดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียวกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบ ชุบแป้งหรือน้้ามันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า “มวยคาดเชือก” นิยมสวมมงคลไว้ที่ศีรษะ และผูก ประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกยึดเอาความสมัครใจ ของทั้งสองฝ่าย ไม่ ค้านึงถึงขนาดรูปร่างหรืออายุโดยมีกติกาง่ายๆ ว่าชกจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมแพ้ ทั้งนี้ใน งานเทศกาลต่างๆ จะต้องมีการแข่งขันมวยไทยด้วยเสมอถือได้ว่าการแข่งขันมวยไทยเป็น มหรสพที่ส้าคัญ มหรสพหนึ่งในงานเทศกาลเลยก็ว่าได้ ส้านักดาบพุทไธสวรรค์ถือเป็นส้านักดาบที่มีชื่อเสียงยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในการฝึกจะ ใช้อาวุธจ้าลองคือดาบหวาย ที่เรียกว่า “กระบี่ระบอง” พร้อมทั้งฝึกการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือ เปล่าที่เรียกว่า มวยไทย ควบคู่กันไปด้วยในสมัยนี้วัดก็ยังคงเป็นสถานที่ส้าคัญซึ่งประสิทธิ์


21 ประสาทวิชาการต่อสู้ต่างๆ นานาให้กับบรรดาชายไทยทั้งวิชาสามัญและวิชาปฏิบัติในเชิงอาวุธ ควบคู่กันไปกับมวยไทย วืธีการชกมวยไทยนี้ยังมีปรากฏในจดหมายเหตุของเทเลอร์แรนดัล ซึ่งกล่าวไว้ว่าสมัย สมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2240-2252) ทรงมีฝีมือการชกมวยไทยช้านาญมาก เคยใช้ศิลปะมวย ไทยไล่ชกเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ซึ่งเป็นฝรั่ง (ชาวต่างชาติ) ที่สมเด็จพระนารายณ์โปรดปรานมาก โดยใช้วิธีการเตะต่อยแล้วลงเข่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้รับบาดเจ็บบอบซ้้าเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าเสือเมื่อครั้งยังไม่ได้ขึ้นครองราชสมบัติ เคยมีเรื่องชกต่อยกับฝรั่งอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าฝรั่งจะมีอ้านาจในการปกครองบ้านเมือง อันเนื่องมาจากที่สมเด็จพระนารายณ์ มหาราชทรงโปรดฝรั่งมาก สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์เกรงว่าบ้านเมืองจะตกอยู่ในอ้านาจของฝรั่ง เพราะว่าฝรั่งได้เข้ามากรุงศรี อยุธยามาก และมีฝรั่งหลายคนที่สมเด็จพระนารายณ์พระราชทานยศเป็นถึงเจ้าพระยา ซึ่งถือว่า เป็นผู้มีอ้านาจวาสนา เกรงว่าจะคิดการณ์ไกลเป็นกบฏต่อพระราชบัลลังก์ จึงไม่ไว้วางใจฝรั่ง ต่างชาติเหล่านี้ มีครั้งหนึ่งที่ขุนหลวงสรศักดิ์ได้มีเรื่องชกต่อยกับฝรั่งในบริเวณพระราชวังสมเด็จ พระนารายณ์ จนฝรั่งได้รับบาดเจ็บแล้วขุนหลวงสรศักดิ์ก็หลบหนีไป


22 สมเด็จพระเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มี การกล่าวถึงกันมากในเรื่องของความสามารถเกี่ยวกับมวยไทย ความเสียสละและความกตัญญู รู้คุณ ได้ฝึกหัดมวยไทยจนมีความช้านาญดังที่ ประยูร พิศนาคะ (2514)กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้า เสือในสมัยที่ยังทรงพระเยาว์ ได้ฝึกฝนวิชามวยไทยในพระราชส้านักและได้เร่ร่อนไปฝึกมวยไทย ตามส้านักมวยต่างๆ อีกหลายส้านักจนมีฝีมือดีเยี่ยม แม้พระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระองค์ยังทรงพอพระทัยในการทอดพระเนตรการชกมวยไทย และพระองค์ทรงฝึกซ้อมมวย ไทยอยู่เป็นประจ้ามิได้ขาด นอกจากนี้พระองค์ยังทรงส่งเสริมกีฬามวยไทย โดยทรงเป็นนักมวยเองและ “ทรงชอบ ปลอมพระองค์ไปท้าชกมวยในสถานที่ต่างๆ สร้างความปีติยินดีให้กับราษฎรที่ได้ชื่นชมพระ บารมีและที่ได้ทราบข่าว เพราะประชาชนชาวไทยตามหัวเมืองต่างๆ ก็นิยมชกมวยไทยและ ส่งเสริมการชกมวยไทย” ด้วยเห็นคุณค่าของการฝึกซ้อมมวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะป้องกันตัว เป็น การบริหารร่างกายให้สง่างามสมเป็นลูกผู้ชาย เป็นการฝึกความแข็งแรงทรหดอดทน มีน้้าใจ นักกีฬา สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในวงสังคม ที่ส้าคัญที่สุดคือ ถ้ามีชั้นเชิงมวยไทยดี เยี่ยมเป็นที่ชื่นชอบของ เจ้านายชั้นสูงแล้ว ก็จะได้รับการคัดเลือกให้ไปอยู่ในพระราชวัง ท้า หน้าที่เป็นผู้สอนมวยไทยให้ขุนนาง ทหาร และพระราชโอรส หรือเป็นราชองครักษ์ จะเห็นได้ว่าการชกต่อยและการชกมวยแทบจะมีลักษณะที่คล้ายกัน เพียงแต่การชกมวย นั้นจัดเป็นการละเล่นประเภทหนึ่งที่น้าเอาศิลปะการป้องกันตัวมาใช้ส่วนการชกต่อยกันอาจเข้า ข่ายของการวิวาทเป็นความกัน


23 สมเด็จพระเจ้าเสือ สมัยอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินมีกองก้าลังทหารกองหนึ่งส้าหรับท้าหน้าที่ถวายการอารักขา เรียกว่า “กองทนายเลือก” ผู้เข้ารับราชการในกองนี้ได้รับคัดเลือกมาจากนักมวยฝีมือดี เป็น ชายฉกรรจ์ที่มีรูปร่างล่้าสันแข็งแรง นอกจากนั้นบรรดาเจ้านายชั้นสูงก็มีทนายเลือกไว้ประจ้าตัว เช่นเดียวกัน ทนายเลือกมีบทบาทส้าคัญและอยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทพระเจ้าแผ่นดิน ดังเช่น ระหว่างที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรใกล้เสด็จสวรรคต มีข่าวว่าเจ้าพระยาวิ ชาเยนทร์ซึ่งเป็นฝรั่งจะคิดการกบฏ ขุนหลวงสรศักดิ์ได้ใช้ทนายเลือกไปลวงเจ้าพระยาวิ ชาเยนทร์เข้ามาในพระราชวังโดยโกหกว่าพระเจ้าแผ่นดินรับสั่ง แล้วให้ทนายเลือกคอยทีอยู่ สองข้างทางพอเจ้าพระยาวิชาเยนทร์นั่งเสลียงคนหามเข้ามา ทนายเลือกก็จัดการด้วยไม้พลอย แล้วฆ่าเสีย จะเห็นได้ว่าหน้าที่ของทนายเลือกมีความส้าคัญต่อพระมหากษัตริย์และความมั่นคง ของพระราชบัลลังก์มากทนายเลือกท้างานใกล้ชิดพระมหากษัตริย์มากที่สุด บางครั้งก็เป็นทหาร รักษาพระองค์บางครั้งก็ตรวจตราอยู่เวรยาม ซึ่งเรียกชื่อแตกต่างออกไปตามหน้าที่นั้น ถ้าอยู่เวร ยามเรียกกองตระเวน ดังนั้นนอกจากจะคัดเลือกเอาผู้มีฝีมือมวยไทยอย่างดีเยี่ยม แข็งแรง ล่้า


24 สัน ทรหด อดทน มีไหวพริบ สติปัญญาดีแล้ว จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดี ต่อ พระมหากษัตริย์อย่างจริงใจด้วย กองทนาย กองทนายเลือกสมัยอยุธยาท้าหน้าที่หลายอย่าง บางครั้งก็เรียกต้ารวจหลวงทนายต้ารวจ หรือกรมนักมวย ท้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในพระราชวังดังที่ส.พลายน้อย กล่าวไว้ใน เกร็ดโบราณคดีว่า “กรมนักมวยหรือทนายเลือกเป็นกรมกรมหนึ่งส้าหรับก้ากับนักมวย” ทนาย เลือกหรือพวกนักมวยที่จัดขึ้นเป็นรักษาพระองค์นั้นเห็นจะมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้มีกรมมวยหลวงขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยให้คัดเลือกเอาชายฉกรรจ์ ที่มีฝีมือการชกมวยไทยเข้ามาต่อสู้กันหน้าพระที่นั่งแล้วคัดเลือกเอาผู้ที่มีฝีมือดีเลิศไว้เป็นผู้ อารักขาเป็นทหารสนิทและทหาร รักษาพระองค์ มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยเวลาเสด็จ ประทับในพระราชวัง หรือเสด็จในงานต่างๆ " สาเหตุที่กรมนักมวยมีความส้าคัญมากในการท้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพระราช วังและในการตามเสด็จนี้ก็เพราะสมัยนั้นบุคคลใด จะพกอาวุธเข้าไปในพระราชวังไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ดังนั้น เวลาเกิดเรื่องราวหรือเกิดการต่อสู้กันในพระราชวัง จึงมักจะใช้ ฝีมือมวยไทยเข้าต่อสู้กัน "


25 สาเหตุที่กรมนักมวยมีความส้าคัญมากในการท้าหน้าที่ สาเหตุที่กรมนักมวยมีความส้าคัญมากในการท้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพระราชวัง และในการตามเสด็จนี้ก็เพราะสมัยนั้นบุคคลใดจะพกอาวุธเข้าไปในพระราชวังไม่ได้ นอกจากจะ ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ดังนั้น เวลาเกิดเรื่องราวหรือเกิดการต่อสู้กันในพระราชวังจึงมักจะใช้ ฝีมือมวยไทยเข้าต่อสู้กัน กรมนักมวยนี้นอกจากจะท้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้วยังท้า หน้าที่ฝึกสอนเยาวชนในพระราชวังด้วย กรมนักมวยนี้รุ่งเรืองมากในสมัยพระเจ้าเสือ แต่ใน ระยะหลังต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมมวยหลวงหรือมวยหลวงซึ่งมีมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ กีฬามวยไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีการฝึกหัดมวยไทยใน พระราชวัง ตามวัดและส้านักมวยประจ้าหมู่บ้านที่ครูมวยอาศัยอยู่ ครูมวยที่สอนในพระราชวัง เป็นครูมวยที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาท้าหน้าที่สอนมวยหรือเป็นทนายเลือกส่วนครูมวยที่สอน ตามวัดมักเป็นครูมวย หรือข้าราชการที่ออกบวชเมื่อมีอายุมาก หรือบวชเพื่อหนีภัยทางการ เมือง ซึ่งล้วนแต่มีความรู้ความสามารถในศิลปศาสตร์หลายแขนง ลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางเข้ามา ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวถึงความนิยมชกมวยในสมัยนั้นว่า “...ในสมัยอยุธยามี การชกมวย หมัด ศอก เข่า และเท้า ผู้คนนิยมกันมากจนบางคนก็ยึดเป็นอาชีพ...” แต่การ ชกมวยสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ได้จัดให้มีการชกกันเป็นประจ้า จะมีการชกมวยก็เนื่องมาจากมีงาน เฉลิมฉลอง งานประเพณี งานเทศกาลในวันส้าคัญต่างๆ เท่านั้น และการชกมวยสมัยนั้นรางวัล ที่ได้รับส่วนมากเป็นสิ่งของ ถึงแม้เป็นเงินทองก็คงไม่มากนัก ไม่มากพอที่จะเป็นอาชีพที่มั่นคงได้


26 และที่ส้าคัญคนไทยเชื่อว่ามวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัวชั้นสูงสามารถที่จะท้าให้ร่างกายพิการ และได้รับบาดเจ็บถึงตายได้ง่าย การเปรียบคู่มวยในการแข่งขันชกมวยได้มีการกล่าวไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตอนหนึ่งว่า พระเจ้าเสือเสด็จทางชลมารคพร้อมเรือตามเสด็จอีกมากมาย ไปจอดที่ต้าบลตลาดกรวดแล้ว พระองค์พร้อมด้วยมหาดเล็กอีกสี่คน แต่งกายแบบชาวบ้านออกไปในงานมหรสพซึ่งมีคนไป เที่ยวงานอย่างเนืองแน่น มีการละเล่นมากมายหลายอย่างทั่วบริเวณพระองค์เสด็จไปยังสนาม มวยเพราะพระองค์ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับการชกมวยมาก พระองค์ การเปรียบคู่มวยในการแข่งขันชกมวย จึงให้นายสนามจัดหาคู่ชกให้ จะเอามวยเอกหรือระดับใดก็ได้ โดยทางสนามประกาศให้ ประชาชนทราบว่าพระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุง ประชาชนสนใจมากเพราะสมัยนั้นนักมวย กรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงมาก นายสนามมวยได้จัดเอานักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญเท่าที่ มีอยู่มาเป็นคู่ชก พระเจ้าเสือได้ชกกับนักมวยเอกถึงสามคน มีนายกลางหมัดตาย นายใหญ่ หมัด เหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก ซึ่งแต่ละคนมีฝีมือดีเยี่ยม การต่อสู้เป็นไปอย่างน่าดูด้วยฝีมือเก่งพอๆ กัน แต่ด้วยความฉลาดและความช้านาญในศิลปะ มวยไทยที่พระองค์ได้ทรงฝึกหัดและศึกษาจากส้านักมวยหลายส้านัก จึงท้าให้พระองค์สามารถ เอาชนะคู่ต่อสู้ทั้งสามได้ โดยที่คู่ต่อสู้ต่างได้รับความบอบช้้าเป็นอันมาก


27 ในการชกครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าเสือได้รางวัลเป็นเงินหนึ่งบาท ส่วนผู้แพ้ได้สองสลึงพระองค์ ทรงพอพระทัยกับการที่ได้ชกมวยในครั้งนั้นมาก วิธีการชกมวยก็ไม่มีกฎกติกาอะไรที่แน่นอน คงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความสมัคร ใจของทั้งสองฝ่ายโดยชกจนกว่าจะชนะ บางทีคนเดียวอาจจะขึ้นชกหลายครั้งกับคู่ต่อสู้คน อื่นๆ “ลาลูแบร์ กล่าวถึงลักษณะการชกมวยไทยไว้ว่า มีการชกมวยกันกลางพื้นดินใช้เชือก กั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นักมวยไม่สวมนวมแต่ถักหมัดด้วยด้ายดิบ” ผู้ชกมวยจะต้องเป็นผู้ที่ มีความอดทนมาก เพราะทุกคนที่ชกมวยต้องเจ็บตัวด้วยอาวุธหมัด ศอก เข่า เท้า ของฝ่ายตรง ข้ามจนกว่าจะมีฝ่ายใดชนะโดยเด็ดขาดเท่านั้น ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและเร้าใจผู้ชมเป็นอย่าง ยิ่ง วิธีการชกมวยก็ไม่มีกฎกติกา


28 สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย ความนิยมฝึกหัดวิชามวยไทยในหมู่ประชาชนชาวไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ตอนกลางและตอนปลาย คงมีโดยทั่วไป จึงท้าให้มีนักมวยฝีมือดีเกิดขึ้นมากมาย หลายคนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในคราวกรุงศรี อยุธยาหลังจากพ่ายแพ้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 มีนักมวยที่มีชื่อเสียง 2 คน ปรากฏขึ้นเป็นที่ ประจักษ์ในฝีมือและชื่อเสียง คือ 1. พระยาพิชัยดาบหัก (พ.ศ. 2284-2325) เดิมชื่อจ้อย เป็นคนเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีความรู้ ความสามารถเชิงกีฬามวยมาก ได้ฝึกมวยจากส้านักครูเที่ยงและใช้วิชาความรู้ชกมวยหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด เด็กชายจ้อยมีนิสัยชอบชกมวยมาตั้งแต่เยาว์วัยบิดาได้พร่้าสอนเสมอถ้าจะชกมวยให้เก่งต้องขยันเรียน หนังสือด้วย เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดาน้าไปฝากกับท่านพระครูวัดมหาธาตุ เมืองพิชัย จนเด็กชายจ้อยสามารถ อ่านออกเขียนได้แตกฉานเพราะเป็นคนขยันและเอาใจใส่ในต้าราเรียน คอยรับใช้อาจารย์ และซ้อมมวยไป ด้วย ทั้งหมัด เข่า ศอก และสามารถเตะได้สูงถึง 4 ศอก “ในขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นเขามักจะถูกกลั่นแกล้ง จากเด็กที่โตกว่าเสมอแต่ในระยะหลังเขาก็สามารถปราบเด็กวัดได้ทุกคนด้วยชั้นเชิงมวย” สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย ต่อมาเจ้าเมืองพิชัยได้น้าบุตร (ชื่อเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่้าเรียนวิชา เฉิดกับพวกมักหาทาง ทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ จ้อยจึงตัดสินใจหนีออกจากวัดขึ้นไปทางเหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่


29 และอาจารย์ เดินตามล้าน้้าน่านไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักตามวัด และที่วัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับครูฝึกมวยคนหนึ่งชื่อเที่ยง จึงฝากตัวเป็นศิษย์แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นนายทองดีฟันขาว ครู เที่ยงรักนายทองดีมากและมักเรียกนายทองดีว่านายทองดีฟันขาว (เนื่องจากท่านไม่เคี้ยวหมาก พลูดังคนสมัยนั้น) ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และขยันขันแข็งเอาใจใส่การฝึกมวยช่วยการงาน บ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ท้าให้ลูกหลานครูเที่ยงอิจฉานายทองดีมาก จนหาทางกลั่นแกล้ง ต่างๆ นานา นายทองดีฟันขาว เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อไปคงล้าบาก ประกอบกับครูเที่ยงก็ ถ่ายทอดวิชามวยให้จบหมดสิ้นแล้วจึงตัดสินใจลาครูเที่ยงและเดินทางต่อไปยังเมืองตาก อ้างอิงจาก : กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มวยไทยยุคสมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2310-2325 หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่พม่า ขณะนั้นสภาพบ้านเมืองวัดวาอารามถูกท้าลาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พยายาม รวบรวมไพร่พลที่หนีกระจัดกระจายอยู่ตามป่า ตามชุมนุมต่างๆ เพื่อกอบกู้เอกราชจนสามารถ ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีได้เมื่อจุลศักราช 1130 ปีชวด สัมฤทธิศก


30 ตลอดเวลาดังกล่าวประเทศชาติไม่ได้ว่างเว้นจากการท้าสงคราม ทั้งจากศัตรูภายนอก ประเทศและจากการตั้งตัวเป็นใหญ่ของชุมนุมต่างๆ ท้าให้คนไทยในสมัยนั้นต้องอยู่ในสภาพ เตรียมตัวพร้อมรับกับสถานการณ์จากการสู้รบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งคนดีมีฝีมือและ พระสงฆ์ที่มีวิชาความรู้ในศิลปศาสตร์แขนงต่างๆล้มตายกันเป็นจ้านวนมาก จึงต้องเสาะแสวงหา ผู้รู้ผู้ช้านาญการต่างๆ เข้ามาในกรุงธนบุรีเพื่อฝึกฝนวิชาความรู้ต่างๆ ทั้งด้านการศาสนา


31 การเมือง การปกครอง ยุทธวิธีการรบการฝึกหัดมวยไทย กระบี่กระบอง ดาบ ฯลฯ เพื่อเตรียม ความพร้อมในการท้าศึกสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนใจมวยไทยเป็นพิเศษทรงมี ความสามารถในศิลปะมวยไทยและกระบี่กระบองเป็นอย่างดี เมื่ออายุ 6 ขวบได้เข้าศึกษาที่วัด โกษาวาศน์ (วัดคลัง) และทรงฝึกหัดมวยไทยจากทนายเลือกในพระราชวังและส้านักมวยอื่นๆ อีกหลายส้านักและเสด็จทอดพระเนตรการชกมวยอยู่เสมอ “สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและ สมัยกรุงธนบุรีจึงมีนักมวยที่มีความสามารถเกิดขึ้นมากมายได้แก่ ครูเมฆ บ้านท่าเสา ครู เที่ยง บ้านเก่ง นายทองดีฟันขาว (นายจ้อย) หรือหมื่นไววรนารถ หรือพระยาสีหราชเดโช หรือพระยาพิชัยดาบหัก ครูห้าว แขวงเมืองตากครูนิล เมืองทุ่งยั้ง นายถึก ศิษย์ครูนิล เป็น ต้น” จุดมุ่งหมายในการฝึกหัดมวยไทยในสมัยนั้นจึงคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือฝึกเพื่อ การทหาร การป้องกันประเทศชาติเมื่อเกิดสงครามรักษาความสงบภายในประเทศถวายการ อารักขาแด่พระมหากษัตริย์ และฝึกหัดมวยไทยเพื่อเป็นศิลปะป้องกันตัวส้าหรับลูกผู้ชายในการ ป้องกันตัว ครอบครัว และชุมชน เพราะเป็นช่วงที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมการฝึกมวยไทยสมัยนี้เพื่อ การสงครามและการฝึกทหารอย่างแท้จริง มีนักมวยฝีมือดีเกิดขึ้นมากมาย ส่วนนักมวยที่เป็น นายทหารเลือกของพระเจ้าตากสิน ได้แก่ หลวงพรหมเสนาหลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี นาย หมึก พระยาพิชัยดาบหัก


32 การฝึกมวยไทยสมัยนี้เพื่อการสงครามและการฝึกทหารอย่างแท้จริง มีนักมวยฝีมือดี เกิดขึ้นมากมาย ส่วนนักมวยที่เป็นนายทหารเลือกของพระเจ้าตากสิน ได้แก่ หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี นายหมึก พระยาพิชัยดาบหัก


33 การจัดชกมวยในสมัยกรุงธนบุรี การจัดชกมวยในสมัยกรุงธนบุรีนิยมจัดนักมวยต่างถิ่นหรือลูกศิษย์ต่างครูชกกันกติกาการ แข่งขันยังไม่ปรากฏชัดเจน ทราบเพียงแต่ว่าเป็นการชกแบบไม่มีคะแนนจนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะ ยอมแพ้ไป สังเวียนเป็นลานดิน ส่วนมากเป็นบริเวณวัด นักมวยยังชกแบบคาดเชือกสวมมงคล และผูกประเจียดที่ต้นแขนขณะท้าการแข่งขัน สมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชนชาวสยามเป็นปึกแผ่นรวบรวม ดินแดนได้มากแล้ว แต่ยังไม่ว่างเว้นจากศึกสงครามใหญ่น้อย ท้าให้ต้องเร่งการฝึกปรือกลมวย เพลงดาบอยู่เสมอ จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะประจ้าชาติที่ส้าคัญ ซึ่งคนไทยโดยทั่วไปใความสนใจ และให้ความส้าคัญ “แม้แต่ในพระมหาราชวังก็ยังมีการเรียนการสอนกระบี่กระบอง วิชามวย และพิชัยสงคราม อันเป็นหลักสูตรส้าคัญ” โดยเฉพาะมวยไทยที่มีรูปแบบการใช้อวัยวะเป็น อาวุธ ทั้ง หมัด เท้า เข่า ศอก คล้ายคลึงกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามด้วยปัญญา และภูมิปัญญา อันมากมายของคนไทย วิชามวยก็ได้แตกแขนงออกไปอย่างเด่นชัดทั้งท่าร้าร่ายไหว้ครู รูปแบบ ลีลาท่าย่าง ท่าครู แม่ไม้ ลูกไม้ อีกทั้ง ความช้านาญเรื่องการจักสาน ร้อยรัด ถักทอ ท้าให้การคาดเชือก ถักหมัด มีรูปแบบ เฉพาะตัวอีกมากมาย ดังนั้น จึงได้มีรูปแบบการฝึกมวยแต่ละที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิ ประเทศความถนัด และความสามารถหลักใหญ่แบ่งได้ตามภูมิภาค คือ มวยท่าเสา มวยไชยา มวยโคราช มวยลพบุรีเป็นต้น “ส้านักฝึกมวยสมัยกรุงธนบุรีมีลักษณะคล้ายๆ กับในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือมีส้านักมวย ในพระราชวังส้าหรับฝึกหัดมวยไทยให้ทหารและขุนนาง และมีส้านักมวยตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วไป” การฝึกหัดก็นิยมฝึกหัดกันในบริเวณวัด เพราะบริเวณวัดกว้างขวางเหมาะสมอย่างยิ่งใน


34 การฝึกหัดมวย และอีกอย่างหนึ่งคนเก่งไม่ว่าจะเป็นนักรบและนักมวยเมื่อแก่เฒ่าลงมักจะใช้ชีวิต ในบั้นปลายออกบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัด ลูกศิษย์เมื่อได้ข่าวว่ามีฝีมือดีก็จะติดตามไปขอมอบ ตัวเป็นลูกศิษย์เพื่อฝีกหัดมวยด้วย การท้าสงครามในสมัยกรุงธนบุรีนี้ เป็นการรบที่ไทยมีก้าลังพลน้อยจึงต้องอาศัยอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและการรบที่รวดเร็วไม่ให้ข้าศึกตั้งตัวได้ทันจึงนิยมเดินทัพทางเรือมากกว่า ทัพบกเป็นทัพหนุน และนิยมใช้ยุทธวิธีหลอกล่อให้ข้าศึก หลงกลตกอยู่ในวงล้อมที่ซุ่มโจมตี ทั้งนี้การค้ากับต่างประเทศช่วยให้ได้อาวุธปืนไว้ใช้ใน สงครามจ้านวนมาก เช่น กรณีพ่อค้าจากเมืองตรังกานูและเมืองยักกะตราน้าปืนคาบศิลาเข้ามา ถวายถึง 1,200 กระบอก การรบแบบซุ่มโจมตีโดยใช้ปืนที่ทันสมัยล้อมยิงข้าศึกจึงเป็นการ ได้เปรียบคู่ต่อสู้ การรบในลักษณะดังกล่าวและ “ความก้าวหน้าของอาวุธยุทโธปกรณ์จึงท้าให้ การรบในระยะประชิดตัวลดล้าดับลง ซึ่งจะส่งผลให้ความส้าคัญของมวยไทยในการรับใช้


35 ชาติในสมัยต่อๆ มาลดลงเช่นกัน” ในยามสงบโอกาสที่จะได้ชกมวยมักจะเป็นในงาน เฉลิมฉลองต่างๆ เช่นงานประเพณีบวชนาค เทศกาลสงกรานต์ วันสมโภชเจดีย์ วันถือน้้าพิพัฒน์ สัตยา และการชกมวยหน้าพระที่นั่งหากพระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตร ทนายเลือกจะจัด ให้มีการคัดเลือกนักมวยมาเปรียบมวยเพื่อหาคู่ชก โดยใช้วิธีคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะ ถือว่าฝีมือส้าคัญกว่ารูปร่าง และมักจะนิยมจัดนักมวยต่างถิ่น หรือลูกศิษย์ต่างครูชกมวยกันส่วนกติกาการแข่งขันยังไม่ปรากฏชัดเจน คงใช้วิธีการเดียวกับ สมัยอยุธยา คือชกไม่มีก้าหนดยก ไม่มีการให้คะแนน มีการพักระหว่างยกคือเมื่อชกไปหนึ่งยก (ใช้กะลาเจาะรูวางบนน้้าเป็นการจับเวลา เมื่อกะลมีน้้าไหลเข้าเต็มก็จะจมลงถือว่าหมดยก) จะ หยุดพักโดยให้คู่ที่ 2 ขึ้นชกยกที่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงให้คู่ที่ 3-4-5 ชกต่อจนหมดคู่ แล้วจึง ย้อนกลับมา ให้คู่ที่หนึ่งชกยกที่สองต่อไป ตามล้าดับคู่แรกจนครบคู่สุดท้าย นักมวยต้องชกกันจนกว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมแพ้ไปเอง หากคู่ใดชกกันจนแพ้ชนะแล้วก็ให้ข้ามคู่นั้นไป การพักระหว่าง


36 ยกจึงใช้เวลายาวนานพอสมควร ต่างกับปัจจุบันที่ชกทีละคู่ ก้าหนดเวลาชกและพักไว้ แน่นอน “สังเวียนสมัยก่อนจะเป็นลานดิน ส่วนมากเป็นบริเวณวัด” รางวัลส้าหรับนักมวย เท่าที่ปรากฏคือนายทองดีฟันขาว ต่อมาได้เป็นพระยาพิชัยดาบหัก ได้เงินรางวัล5 ต้าลึง และไม่ มีการเก็บภาษีอากรมหรสพแต่อย่างใด อ้างอิงจาก : กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมัยกรุงธนบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2310-2325 หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่ พม่า ขณะนั้นสภาพบ้านเมืองวัดวาอารามถูกท้าลาย จากบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ได้ กล่าวถึงสภาพในตอนเสียกรุงไว้ว่า เมื่อพม่าเข้ากรุงได้แล้วนั้น พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือนท้าลาย ข้าวของต่าง ๆ อยู่ 15 วัน และได้ฆ่าผู้คนไม่เลือกว่าคนมีเงินหรือไม่มีเงินก็ฆ่าฟันเสียสิ้นแต่พวก พม่าพยายามฆ่าพวกพระสงฆ์มากกว่า และได้ฆ่าเสียนับจ้านวนไม่ถ้วน พม่าฆ่าพระสงฆ์ในตอน เช้าเวลาเดียวเท่านั้นกว่า 20 องค์ (นคร พันธุ์ณรงค์. 2526 : 40) นอกจากนี้ประชาชนถูกพม่า กวาดต้อนไปเป็นเชลยประมาณ 1 แสนครอบครัว เกิดสภาพข้าวยากหมากแพงท้าให้โจรผู้ร้าย ชุกชุม แย่งชิงเสบียงอาหาร ฆ่าฟันกันเอง ที่ยังไม่ตายก็มีสภาพอดโซเนื่องจากขาดอาหาร เพราะถูกพม่าล้อม กรุงศรีอยุธยาอยู่นาน และฝนไม่ตกตามฤดูกาล ประมาณว่ามีผู้คนล้มตาย มากกว่าเมื่อครั้งพม่าตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พยายามรวบรวมไพร่พลที่หนีกระจัดกระจายอยู่ตามป่าตาม ชุมนุมต่าง ๆ เพื่อกอบกู้เอกราช จนสามารถตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีได้เมื่อจุลศักราช 1130 ปี ชวด สัมฤทธิศก ตลอดเวลาดังกล่าวประเทศชาติไม่ได้ว่างเว้นจากการท้าสงคราม ทั้งจากศัตรู ภายนอกประเทศและจากการตั้งตัวเป็นใหญ่ของชุมนุมต่าง ๆ ท้าให้คนไทยต้องอยู่ในสภาพ เตรียมตัวพร้อมรับกับสถานการณ์จากการสู้รบที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งคนดีมีฝีมือ และพระสงฆ์ที่มีวิชาความรู้ในศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ ล้มตายกันเป็นจ้านวนมาก จึงต้องเสาะ แสวงหาผู้รู้ผู้ช้านาญการต่าง ๆ เข้ามาในกรุงธนบุรีเพื่อฝึกฝนวิชาความรู้ต่าง ๆ ทั้งด้านการ ศาสนา การเมืองการปกครอง ยุทธวิธีการรบ การฝึกหัดมวยไทย กระบี่กระบอง ดาบ ฯลฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการท้าศึกสงคราม จุดมุ่งหมายในการฝึกหัดมวยไทยในสมัยนั้นจึงคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ ฝึก เพื่อการทหาร การป้องกันประเทศชาติเมื่อเกิดสงคราม รักษาความสงบภายในประเทศถวาย


37 การอารักขา แด่พระมหากษัตริย์ และฝึกหัดมวยไทยเพื่อเป็นศิลปะป้องกันตัวส้าหรับลูกผู้ชาย ในการป้องกันตัว ครอบครัว และชุมชน เพราะเป็นช่วงที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนใจมวยไทยเป็นพิเศษ “ทรงมีความสามารถในศิลปะมวยไทยและกระบี่กระบองเป็นอย่างดี” (ประยูร พิศนาค. 2505 : 29-31) ในขณะอายุ 9 ขวบ เข้าศึกษาที่วัดโกษาวาศน์ (วัดคลัง) และทรงฝึกหัดมวยไทยจาก ทนายเลือก ในพระราชวัง และส้านักมวยอื่น ๆ อีกหลายส้านัก และเสด็จทอดพระเนตรการชก มวยอยู่เสมอ การที่พระมหากษัตริย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทรงสนพระทัยและสนใจการชก มวย จึงท้าให้ราษฎรสนใจในการฝึกหัดมวยไทยกันอย่างกว้างขวาง มีเด็กหนุ่มๆ จ้านวนมากที่ พยายามเสาะแสวงหาครูมวยที่มีชื่อเสียงเพื่อไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ให้ครูมวยได้ถ่ายทอดวิชา ความรู้ให้ ดังนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและสมัยกรุงธนบุรีจึงมีนักมวยที่มีความสามารถ เกิดขึ้นมากมาย ที่มีชื่อเสียงและกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ ได้แก่ ครูเมฆ บ้านท่าเสา, ครูเที่ยง บ้านแก่ง, นายทองดี ฟันขาว (นายจ้อย) หรือจมื่นไวยวรนารถ หรือพระยาสีหราชเดโช หรือพระ ยาพิชัยดาบหัก ครูห้าว แขวงเมืองตาก ครูนิล เมืองทุ่งยั้ง นายถึง ศิษย์ครูนิล ส่วนที่เป็นทนาย เลือกของพระเจ้าตากสินมีหลายคน เช่น นายหมึก หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา และขุน อภัยภักดี เป็นต้น การที่พระมหากษัตริย์ เจ้าเมือง หรือเจ้านายชั้นสูงนิยมให้มีการชกมวยเฉลิมฉลอง หน้าพระที่นั่ง จึงเป็นโอกาสที่นักมวยจากท้องถิ่นต่าง ๆ จะได้แสดงความสามารถในชั้นเชิงมวย ไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน และหากมีความสามารถเป็นเลิศแล้ว ย่อมเป็นหนทาง แห่งความเจริญก้าวหน้าในอนาคต อย่างเช่น นายทองดี ฟันขาว หรือพระยาพิชัยดาบหัก นายทหารเอกคู่บารมีของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งสนใจฝึกหัดมวยไทยตั้งแต่เล็ก และ ได้เดินทางไปในที่ต่าง ๆ เพื่อไปขอเล่าเรียนวิชามวยไทยกับครูมวยที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ครูเที่ยง บ้านแก่ง ครูเมฆ บ้านท่าเสา นอกจากนี้ยังสนใจการต่อสู้ชนิดอื่นอีก เช่น มวยจีน การฟันดาบ จึงท้าให้มีความรอบรู้และช้านาญการต่อสู้เป็นพิเศษ เพราะสามารถผสมผสานวิชาความรู้แต่ละ อย่างที่เล่าเรียนมาให้เป็นประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ส้านักฝึกมวยสมัยกรุงธนบุรีมีลักษณะคล้ายๆ กับในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มีส้านัก มวยในพระราชวังส้าหรับฝึกหัดมวยไทยให้ทหารและขุนนาง และมีส้านักมวยตามหมู่บ้านต่าง ๆ


38 ทั่วไป การฝึกหัดก็นิยมฝึกหัดกันในบริเวณวัดเพราะบริเวณวัดกว้างขวางเหมาะสมอย่างยิ่ง ใน การฝึกหัดมวยและอีกอย่างหนึ่งคนเก่งไม่ว่าจะเป็นนักรบและนักมวยเมื่อแก่เฒ่าลงมักจะใช้ชีวิต ในบั้นปลายออกบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัด ลูกศิษย์เมื่อได้ข่าวว่ามีฝีมือดีก็จะติดตามไปขอมอบตัว เป็นลูกศิษย์เพื่อฝึกหัดมวยด้วย จะเห็นว่า ครูเที่ยง บ้านแก่ง ซึ่งเป็นครูมวยของนายทองดี ฟัน ขาว ก็เป็นศิษย์เอกของสมภารวัดบ้านแก่ง เมืองพิชัย พระเจ้าบุเรงนองผู้ยกกองทัพมาตีกรุงศรี อยุธยา ในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ก็เป็นศิษย์เอกของขรัวเจ้ากุโสดอ ในสมัยนี้พระสงฆ์บางองค์ก็ประพฤติตนไม่อยู่ในพระวินัยบัญญัติ โดยเฉพาะทาง เมือง ฝ่ายเหนือ พระพุทธศาสนาอยู่ในสภาพตกต่้ามาก เพราะพระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวทางด้าน การเมืองเนื่องจากมีผู้คนเคารพนับถือศรัทธาทางด้านไสยศาสตร์มากก็น้าพรรคพวกออก ปล้นสะดมทรัพย์สิ่งของ จะเห็นได้ว่าวัดและพระสงฆ์ในสมัยนั้นเป็นศูนย์รวมจิตใจและที่ชุมนุม ของคนมีความรู้ความสามารถหากพระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติดีย่อมเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ในการช่วยกอบกู้เอกราชรักษาชีวิตไพร่บ้านพลเมืองได้ หากพระสงฆ์ไม่ประพฤติอยู่ในหลักของ ศีลธรรมแล้วย่อมน้าความเสื่อมมายังสถาบันชาติ ศาสนา และการศึกษาได้เช่นกัน การท้าสงครามในสมัยกรุงธนบุรีนี้ เป็นการรบที่ไทยมีก้าลังพลน้อยจึงต้องอาศัย อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและการรบที่รวดเร็วไม่ให้ข้าศึกตั้งตัวได้ทัน จึงนิยมเดินทัพทางเรือ มากกว่าทัพบกเป็นทัพหนุน และนิยมใช้ยุทธวิธีหลอกล่อให้ข้าศึกหลงกลตกอยู่ในวงล้อมที่ซุ่ม โจมตี ทั้งนี้การค้ากับต่างประเทศช่วยให้ได้อาวุธปืนไว้ใช้ในสงครามจ้านวนมาก เช่น กรณีพ่อค้า จากเมือง ตรังกานูและเมืองยักกะตราน้าปืนคาบศิลาเข้ามาถวายถึง 1200 กระบอก การรบ แบบซุ่มโจมตี โดยใช้ปืนที่ทันสมัยล้อมยิงข้าศึกจึงเป็นการได้เปรียบคู่ต่อสู้ การรบในลักษณะ ดังกล่าวและความก้าวหน้าของอาวุธยุทโธปกรณ์จึงท้าให้การรบในระยะประชิดตัวลดล้าดับลง ซึ่งจะส่งผลให้ความส้าคัญของมวยไทยในการับใช้ชาติในสมัยต่อ ๆ มาลดลงเช่นกัน ในยามสงบโอกาสที่จะได้ชกมวยมักจะเป็นในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น งาน ประเพณี บวชนาค เทศกาลสงกรานต์ วันสมโภชเจดีย์ วันถือน้้าพิพัฒน์สัตยา และการชกมวย หน้าพระที่นั่งหากพระมหากษัตริย์เสด็จทอดพระเนตรทนายเลือกจะจัดให้มีการคัดเลือกนักมวย มาเปรียบมวยเพื่อหาคู่ชกโดยใช้วิธีคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะถือว่าฝีมือส้าคัญกว่ารูปร่าง และมักจะนิยมจัดนักมวยต่างถิ่น หรือลูกศิษย์ต่างครูชกมวยกัน ส่วนกติกาการแข่งขันยังไม่


39 ปรากฏชัดเจน คงใช้วิธีการเดียวกับสมัย กรุงศรีอยุธยา คือชกไม่มีก้าหนดยก ไม่มีการให้ คะแนน มีการพักระหว่างยกคือเมื่อชกไปหนึ่งยก (ใช้กะลาเจาะรูวางบนน้้าเป็นการจับเวลา เมื่อกะลามีน้้าไหลเข้าเต็มก็จะจมลงถือว่าหมดยก) จะหยุดพักโดยให้คู่ที่ 2 ขึ้นชกยกที่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงให้คู่ที่ 3-4-5 ชกต่อจนหมดคู่ แล้วจึงย้อนกลับมาให้คู่ที่หนึ่งชกยกที่สองต่อไป ตามล้าดับคู่แรกจนครบคู่สุดท้ายนักมวยต้องชกกันจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมแพ้ไปเอง หาก คู่ใดชกกันจนแพ้ชนะแล้ว ก็ให้ข้ามคู่นั้นไป การพักระหว่างยกจึงใช้เวลายาวนานพอสมควร ต่าง กับปัจจุบันที่ชกทีละคู่ ก้าหนดเวลาชกและพักไว้แน่นอน สังเวียนสมัยก่อนจะเป็นลานดิน ส่วนมากเป็นบริเวณวัด รางวัลส้าหรับนักมวยเท่าที่ปรากฏ นายทองดี ฟันขาว ต่อมาได้เป็นพระ ยาพิชัยดาบหัก ได้เงินรางวัล 5 ต้าลึงและไม่มีการเก็บภาษีอากรมหรสพแต่อย่างใด พ.ศ. 2310-2325 ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความสามารถทางการทหาร เป็นนักรบที่เข้มแข็ง สามารถกอบกู้ อิสรภาพจากพม่าได้ ดังนั้น ในสมัยของพระองค์การฝึกทหารจึงเน้นการต่อสู้ป้องกันตัว และ การออกก้าลังกายให้เข้มแข็งอดทน คล่องแคล่วในการใช้อาวุธได้เก่งกาจ โดยเฉพาะการฝึก อาวุธต่าง ๆ กีฬาสมัยนั้นจึงเป็นยุทธวิธีกีฬาเป็นส่วนใหญ่ เช่น มวยไทย ฟันดาบ การขี่ม้า การ ต่อสู้บนหลังม้า และการต่อสู้บนหลังช้าง ด้วยอาวุธต่าง ๆ จากการศึกษาประวัติศาสตร์ สมัยกรุงธนบุรี พบว่า การฝึกหัดมวยไทยในสมัยนี้ มีจุดมุ่งหมายคล้ายกับสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ การทหารเพื่อถวายการอารักขาแด่พระมหากษัตริย์ เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของ ผู้ชาย และเป็นการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ส้าหรับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะทรงฝึกฝนศิลปะมวยไทยอยู่เป็นประจ้าและ ชอบทอดพระเนตรการแข่งขันมวยไทยอยู่เป็นนิจ จึงเป็นสาเหตุส้าคัญประการหนึ่งที่ท้าให้คนใน สมัยธนบุรีมีความนิยมฝึกซ้อมมวยไทยอย่างแพร่หลาย โดยจัดให้มีการแข่งขันและละเล่นมวย ร่วมเป็นมหรสพในงานพระราชพิธีส้าคัญ ๆ และนิยมจัดแข่งขันมวยในงานประเพณีตามหัวเมือง ต่าง ๆ ทั้งมวยชายและหญิงอย่างแพร่หลาย ซึ่งปรากฏหลักฐานจากบทประพันธ์ของ นายสวน มหาดเล็ก ผู้ประพันธ์โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี (กรมศิลปากร, 2532 : 291) มี ใจความตอนหนึ่งว่า


40 ...สุดสิ้นอาวุธสิ้น ขบวนถือ มวยหมัดจัดผจัญมือ หมัดหมั้น มวยหญิงยิ่งหญิงฤา ชายเปรียบ เสมอแฮ เคียนคาดคู่ถันกั้น แปลกเบื้อง ขบวนชาย มวยเตี้ยก็ต่อเตี้ย ตุมรัตน์ เหมือนเต่ากับกบถัด เก่งจ้าน พึ่งเห็นพึงอุบัด บังเกิดมีแฮ สิ้นฤทธิ์แรงโรยคร้าน ชอบหน้าตาหมอง... จากบทประพันธ์แสดงให้เห็นถึงการชกมวยไทย และการดูมวยได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลาย มีการเปรียบชกกันทั้งชาย-หญิง ทั้งสูงใหญ่หรือทั้งต่้าเตี้ย การแต่งกายมวยไทยมีผ้า พันมือ ผูกและสวมเครื่องรางของขลัง หน่วยศึกษานิเทศก์ ส้านักพัฒนาการพลศึกษา สุขภาพ และนันทนาการ กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2541 : 13) กล่าวถึง มวยไทยในสมัย พระเจ้าตากสินมหาราชไว้ว่า ...ในสมัยพระยาตาก (ก่อนปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี) มีนักมวยฝีมือดี เช่น ห้าวครูมวยมีชื่อ แห่งเมืองตาก นายหมึกแห่งเมืองหลวง ต่อมานักมวยทั้งสองต้องปราชัย ต่อนายทองดีฟันขาว หนุ่มจากเมืองทุ่งยั่งบางโพ (อุตรดิตถ์) นักมวยที่มีฝีมือในสมัยนั้นจะได้รับ การคัดเลือกให้เป็นพนักงานกรมทนายเลือก (นักมวยรักษาพระองค์) และผู้ที่มีชื่อโด่งดังที่สุด เป็นนายทหารดาบประจ้าพระองค์พระเจ้ากรุงธนบุรี และได้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์จน กอบกู้เอกราชการกลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง คือ พระยาสีหราชเดโช หรือพระยาพิชัยดาบหัก นั่นเอง... สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระปรีชาสามารถในการต่อสู้มวยไทยและอาวุธ ทุกชนิด เป็นพระมหากษัตริย์ที่มีจิตใจเป็นนักรบ มีบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นเหนือผู้น้ากลุ่มอื่น ๆ ในสมัยหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ในที่สุดพระองค์ทรงสามารถโจมตีด้วยก้าลัง ทหาร และชักชวนคนไทยกลุ่มต่าง ๆ ตั้งตนเป็นอิสระและที่กระจัดกระจายอยู่ในขณะนั้นมา รวมตัวกันประกาศเอกราช สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ขับไล่พม่าออกจากประเทศไทย ความส้าเร็จในการกอบกูเอกราชในครั้งนี้เกิดจากพระปรีชาสามารถ และบุคลิกความเป็นผู้น้าที่


41 โดดเด่นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และการที่ทรงมีก้าลังทหารที่มีความสามารถด้าน มวยไทยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ เช่น พระยาพิชัยดาบหัก หลวงพรหมาเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี และนายหมึกเป็นต้น การพัฒนาบ้านเมืองหลังทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นไปค่อนข้างยากล้าบาก แต่ความ นิยมมวยไทยยังคงสูงอยู่ ยังมีการจัดการแข่งขันมวยไทยในงานประเพณีตามหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วไป มีทั้งนักมวยชายและนักมวยหญิงเกิดการถ่ายทอด และฝึกหัดมวยไทยให้แก่ประชาชน ทั่วไป เช่น ครูห้าว แขวงเมืองตาก ครูเมฆ บ้านท่าเสา ครูเที่ยง บ้านแก่ง และครูนิล เมือง ทุ่งฮ้ง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า มวยไทยในสมัยกรุงธนบุรีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตประชาชน กองก้าลังทหาร และการปกครองบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง นักมวยเอก/ทหารเอก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วีรบุรุษผู้กู้เอกราชให้ชาติไทยหลังจากเสรีกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1 ใช้เวลาเพียง 8 เดือนด้วยพระอัฉริยภาพของพระองค์สามารถรวบรวมชาวไทยที่แตกตัวประกาศตนเป็นอิสระได้ และขับไล่พม่า สถาปนากรุงธนบุรี ขยายอาณาเขตการปกครองได้กว้างไกลที่สุด พระองค์ทรง ฝึกหัด มวยไทยกับทนายเลือกในพระราชวัง สนใจและชอบชมการแข่งขันมวยไทย อุปการะ นักมวยไทยฝีมือดีเป็นทหารคู่บัลลังค์หลายท่าน พระทรงบารมีคุ้มเกล้าฯ ชาวไทยตลอดมา เจ้าพระยาจักรี แม่ทัพทหารที่มีฝีมือการต่อสู้สูงและมีหัวใจเป็นนักรบอย่างแท้จริง เดิมชื่อ ทอง ด้วง เคยบวชเรียนร่วมวัดกับพระเจ้าตากสินมหาราช และเป็นแม่ทัพในกองทัพพระเจ้ากรุง ธนบุรี มีความสามารถในการรบสูง มีความดีความชอบจากการยกทัพปราบปรามอาณาจักร ต่าง ๆ ที่แข็ง เมืองขยายอาณาเขตของประเทศได้อย่างกว้างไกลที่สุด เมื่อกรุงธนบุรีเกิด จลาจล พระเจ้าตากสินสติวิปลิส ได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวถึงอ้านาจการปกครอง ประหารสมเด็จ เจ้าตากสินมหาราช สถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ตั้งกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี ทรงครองราชย์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


42 เจ้าพระยาสีหราชเดโช แม่ทัพทหารที่มีวีรกรรมการรบที่โดดเด่นเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความส้าเร็จของ กรุง ธนบุรี และการเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยด้านราชวงศ์จักรี เดิมชื่อบุญมา เป็นน้องชายของ นายทองด้วง ท้าราชการสงคราม เป็นแม่ทัพปราบเมืองนครราชสีมา (โคราช) เคยต้องโทษรับ อาญาพระเจ้ากรุงธนทรงลงพระหัตถ์ เฆี่ยนด้วยหวาย 60 ที ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็น แม่ทัพด้านศึกษา (พ.ศ. 2328) ยกทัพไปท้าศึกษาท่าดินแดนสาม (พ.ศ. 2329) เป็นแม่ทัพ ไปตีเมืองทวาย ขับไล่พม่าออกจากล้าปางและเชียงใหม่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์เป็น ห่วงส้าคัญอย่างยิ่งในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์และชาติไทย พระยาพิชัยดาบหัก นักมวยฝีมือดีชาวเมืองพิชัย ฝึกหัดการชกมวยไทยจากส้านักมวยชื่อดังหลายค่าย เรียนรู้การต่อสู้จากท่าทางของงิ้ว เป็นครูดาบที่เก่งกาจ และเป็นครูมวยจีนที่มีฝีมือดีเยี่ยม เคย สร้างวีรกรรมสังหารโจรขโมยความตั้งแต่ยังไม่ได้ฝึกหัดเพลงดาบ สังหารเสือลายพลาดกลอน ด้วยมีดสั้น ชาวมวยไทยชั้นเชิงสูงเอาชนะคู่ชกได้อย่างเด็ดขาดเป็นที่ประทับใจของพระเจ้าตาก ร่วมรบในวีรกรรมกู้ชาติของพระเจ้าตาก เป็นทหารเสือคู่บัลลังค์สมัยกรุงธนบุรี สร้างวีรกรรม รบกับพม่าจนดาบหัก จึงได้รับฉายาว่า “ดาบหัก” และสุดท้ายของชีวิตยินยอมรับการ ประหารชีวิตถวายความกตัญญูต่อ พระเจ้าตากไม่ขอเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” ครูเที่ยง บ้านแก่ง ครูมวยคนแรกของทองดี ฟันขาว ตั้งอยู่ริมแม่น้้าน่านระหว่างทางด้านพิชัยกับ ท่าเสา เด็กชายจ้อย (พระยาพิชัยดาบหัก) หนีออกไปจากวัดมหาธาตุ เมืองพิชัยเพื่อไปฝึกมวยไทย ที่บ้านท่าเสา ระหว่างทางนอนพักที่จัดบ้านแก่ง พบครูเที่ยงก้าลังฝึกมวยบนลานวัดให้ลูกศิษย์ เด็กชายจ้อยแนะน้าตัวว่าชั่ว ทองดี ขอเป็นศิษย์และอาศัยเรียนมวยกับครูเที่ยง 1 ปีเดินทาง ไปท่าเสา ระหว่างทางได้ชมงิ้วและท้าเอาท่ากระโดดตีลังกาไปฝึกจนช้านาญ ครูเมฆ บ้านท่าเสา ครูมวยคนที่ 2 ของนายทองดี ฟันขาว มีชื่อเสียงโด่งดังมาก รับนายทองดีเป็นศิษย์และ ทุ่มเทสอนวิชาให้จนหมดสิ้น ชอบใจในความตั้งใจฝึกซ้อมของทองดี มีโจรลักควายของครูเมฆ


43 ทองดีตามไปทันฟันโจรบาดเจ็บ 1 คน และเสียชีวิต 1 คน ได้รับในรางวัลจากกรรมการต้าบล ท่าอิฐ 5 ต้าลึง ครูห้าว แขวงเมืองตาก ครูมวยชื่อดังของเมืองตาก ชกกับทองดีในงานถือน้้าพิพัฒนสัตยาประจ้าปีที่วัดใหญ่ ถูกทองดีฟันศอกแตก 2 แผล ฟันหัก 2 ซี่ จมูกฉีกและขอยอมแพ้ให้แก่ทองดี ครูนิล เมืองทุ่งยั้ง ครูมวยของนายถึก อับอายและโกรธมากที่นายถึกพ่ายแพ้แก่นายทองดีอย่าง ง่ายดาย ต้องการชกแก้มือกับครูเมฆ แต่ทองดี ขอชกแทนครูเมฆ ครูนิลถูกทองดีชกสลบ ฟัน หัก 4 ซี่ นายถึง ศิษย์ครูนิล คู่ชกมวยครั้งแรกของนายทองดี ถูกนายทองดีกระโดดข้ามศีรษะด้วยท่าหนุมาน เหยียบลงกา แล้วตอกส้นเข้าท้ายทอย เมื่อลงถึงพื้นก็รีบกลับห้องมา พอนายถึงกลังห้องหัน เห็นถูกก็ถูกเตะก้านคออย่างจังสลบและพ่ายแพ้ไป หลวงพรหมเสน หลวงราชเสน่หา และขุนอภัยภักดี คณะนักมวยเอกผู้เคยแสดงฝีมือชั้นเชิงมวยไทยที่ยอดเยี่ยม มีชื่อเสียงโด่งดัง ซื่อสัตย์และภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพิเศษ มีหน้าที่ถวายอารักขาแด่พระเจ้าตากสิน อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทั้งในวังและนอกวัง ได้รับพระราชทานต้าแหน่ง เรียกว่า ทนายเลือก หรือ ต้ารวจหลวง นายหมึก นักมวยเอกที่รับราชการเป็นทนายเลือกอยู่กับพระยาตาก เป็นคู่ชกที่พระยาตากจัด ให้ทองดีชกด้วย หลังจากพิชิตชัยชนะครูห้าวลงได้แล้ว ต้องชกกับนายหมึกและสามารถ เอาชนะ นายหมึกไปได้ด้วยการเตะเลี้ยงให้สลบคาเท้ารอย่างสวยงาม นักมวยไทยที่มีชื่อเสียงในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายถึงสมัยกรุงธนบุรีนั้น มีทั้งที่เป็น ครูมวยเปิดส้านักอบรมสั่งสอน ลูกศิษย์สร้างชื่อให้กับชุมชนและท้องถิ่น ส่วนอีกพวกหนึ่งรับ ราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ จัตุชัย จ้าปาหอม (2550 : 48) กล่าวไว้ ความว่า การที่พระมหากษัตริย์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทรงสนพระทัยและสนใจการชกมวย


44 จึงท้าให้ราษฎรสนใจในการฝึกหัดมวยไทยกันอย่างกว้างขวาง มีเด็กหนุ่ม ๆ จ้านวนมากที่ พยายามเสาะแสวงหาครูมวยที่มีชื่อเสียง เพื่อไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ให้ครูมวยได้ถ่ายทอดวิชา ความรู้ให้ ดังนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและสมัยกรุงธนบุรี จึงมีนักมวยที่มี ความสามารถเกิดขึ้นมากมายที่มีชื่อเสียงและกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ ได้แก่ ครูเมฆบ้านท่า เสา ครูเที่ยงบ้านแก่ง นายทองดีฟันขาว (นายจ้อย) หรือหมื่นไวยวรนารถหรือพระยาสีหาราช เดโช หรือพระยาพิชัยดาบหัก ครูห้าวแขวงเมืองตาก ครูนิลเมืองทุ่งยั้ง นายถึงศิษย์ครูนิล ส่วน ที่เป็นทนายเลือกของพระเจ้าตากสินมีหลายคน เช่น นายหมึก หลวงพรหมเสนา หลวงราช เสน่หา และขุนอภัยภักดี เป็นต้น ประวัติมวยไทยนายขนมต้ม นายขนมต้ม เกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีมะเมีย พ.ศ. 2293 ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครั้งกรุง ศรีอยุธยา ที่บ้านกุ่ม (ปัจจุบันคือ ต้าบลบ้านกุ่ม อ้าเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) บิดาชื่อนายเกิด มารดาชื่อนางอี่ มีพี่น้อง 2 คน คือ 1. นางเอื้อง ถูกพม่าฆ่าตายเมื่อเล็ก ๆ 2. นายขนมต้ม นายขนมต้มต้องอยู่วัดตั้งแต่เล็กๆ อายุประมาณ 10 ขวบพ่อแม่ถูกพม่าฆ่าตายหมด และ เริ่มฝึก วิชามวยไทยตั้งแต่เริ่มแตกหนุ่ม จนในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าจึงถูก กวาดต้อนไปเมืองพม่า


45 นายขนมต้มได้สร้างชื่อเสียงให้กับกรุงศรีอยุธยาและชาติไทย โดยอาศัยความสามารถใน เชิงหมัดมวย ดังข้อความตอนหนึ่งว่า….ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรามีนักมวยไทย คือ นายขนมต้ม ออกไปแสดงฝีไม้ลายมือถึงเมืองพม่า การชกมวยของนายขนมต้มนั้น ทางวงการมวยของเราได้ ถือเป็น “วันนักมวย” คือ วันที่ 17 มีนาคม ในพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าอังวะโปรดให้ ปฏิสังขรณ์และก่อเสริมพระเจดีย์เกศธาตุในเมืองย่างกุ้งเป็นการใหญ่นั้น ครั้นงานส้าเร็จลงในปี พ. ศ. 2317 พอถึงวันฤกษ์งามยามดี คือวันที่ 17 มีนาคม จึงโปรดให้ท้าพิธียกฉัตรใหญ่ขึ้นไว้บน ยอดเป็นปฐมฤกษ์ แล้วได้ทรงเปิดงานมหกรรมฉลองอย่างมโหฬาร ขุนนางพม่ากราบทูลว่า “นักมวยไทยมีฝีมือยิ่งนัก” พระเจ้าอังวะจึงตรัสสั่งให้เอาตัวนายขยมต้มนักมวยดีมีฝีมือตั้งแต่ กรุงเก่ามาถวาย พระเจ้าอังวะได้ให้จัดมวยพม่าเข้ามาเปรียบ (ชก) กับนายขนมต้ม โดยจัดให้ชก ต่อหน้าพระที่นั่ง ปรากฏว่าขนมต้มชกชนะพม่าไม่ทันถึงยกก็แพ้ถึงเก้าคนสิบคนก็สู้ไม่ได้ พระ เจ้าอังวะทอดพระเนตรยกพระหัตถ์ตบพระอุระตรัสสรรเสริญนายขนมต้มว่า “ไทยมีพิษทั่วตัว แม้มือเปล่าไม่มีอาวุธเลย สู้ได้คนเดียวชนะถึงเก้าคนสิบคน” ฉะนั้นวันมีชัยของนายขนมต้ม คือ วันที่ 17 มีนาคม จึงถือเป็นวันเกียรติประวัติของนักมวยไทย ส้าหรับชาวพระนครศรีอยุธยา ได้ส้านึกในบุญคุณของนายขนมต้มและถือเป็นเกียรติศักดิ์คนดี ศรีอยุธยา จึงได้พร้อมใจกันสร้าง “อนุสาวรีย์นายขนมต้ม” ไว้ที่บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจและให้ลูกหลานไทยยึดถือเป็นแบบอย่างสืบไป


46 ประวัติวันมวยไทย ก่ำเนิดวันมวยไทย ในการสถาปนาวันมวยไทยได้มีการประชุดความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ เพื่อ พิจารณาบรรพบุรุษไทยตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงสามัญชน นับจากพ่อขุนรามค าแหง มหาราช สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาพิชัยดาบหัก และนายขนมต้ม ทั้งนี้ เมื่อศึกษาพระราชประวัติ พระคุณลักษณะ พระเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านศิลปะ มวยไทยของบรรพบุรุษไทยทั้งหมดแล้ว จึงมีมติให้เลือกวันส าคัญวันใดวันหนึ่งของสมเด็จพระ สรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นวันมวยไทย เนื่องด้วยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ เป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรด การชกมวยและได้เสด็จไปทรงชกมวยกับสามัญชน นอกจากนี้แล้วยังทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวย ไทยขึ้นมาเป็นแบบฉบับ ที่รู้จักกันในนาม ต ำร้ามวยไทยพระเจ้้าเสือ เป็นมรดกตกทอดสืบมา จนถึงปัจจุบัน จึงได้ก้าหนดให้ วันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ เป็นวันมวยไทย สถาปนาวันมวยไทย หนึ่งในความส้าคัญของ ประวัติมวยไทย มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ส้าคัญที่ยิ่งของชนชาติไทย เป็นหนทางหนึ่งที่จะ ยืนยันและประกาศให้คนทั่วโลกรับรู้ว่า มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่มีการ พัฒนาควบคู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเริม และเผยแพร่อย่าง กว้างขว้างทั้งในและต่างประเทศ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมวยไทย โดยถือก้าเนิดที่สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จ พระพุทธเจ้าเสือ) เสด็จขึ้นครองราชย์ (๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๒๔๕) ด้วยพระองค์มีพระปรีชา สามารถทางด้านมวยไทยอย่างยิ่ง นอกจากนี้แล้วยังส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัด กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) การส่งเริมคุณค่าของศิลปะมวยไทย การไหว้ครูมวยไทย การเฉลิมฉลองและการแข่งขันต่างๆ การยกย่องเชิดชูเกียรติ และการส่งเสริมมวยไทยในต่างประเทศ


47 สรุปบทที่ 2 ความเป็นมาของมวยไทย มวยไทยใช้ ป้องกันข้าศึกศัตรูที่มารุกรานหรือใช้ป้องกันประเทศ รวมไปถึงป้องกันตัว เมื่ออาวุธหมดมือ เช่นดาบ หอก โล่ ดั่ง เราสามารถใช้อวัยวะของร่างกายเป็นอาวุธ โดยใช้ส่วนที่ แข็งที่สุดของร่างกาย เช่นก้าปั้น ศอก เข่า แข้ง ท้าลายส่วน ที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของร่างกายเช่น บริเวณใบหน้าคาง ขมับ ลิ้นปี่ ท้อง ซีกโครง ต้นขา น่องเอ็นร้อยหวาย มวยไทยเปรียบเสมือน การ ต่อสู้ป้องกันตัวระยะประชิด แบบตะลุมบอนหรือทางมวยเรียกว่าหนุมานคลุกฝุ่น สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก่อนที่พระองค์ท่านจะกู้ชาติได้ พระองค์ได้ตั้ง กองเสือป่าแมว มอง ซุ่มโจมตีข้าศึกศัตรู โดยใช้ กลยุทธ์ ซุ่มแบบเงียบที่สุด ในการใช้ท่าแม่ไม้ลูกไม้มวยไทย ล้ม ข้าศึกศัตรูระยะประชิด จนสามารถกู้ชาติได้สมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ ได้ ฝึกมวยจนเก่งกล้า และได้ส้าเร็จโทษ ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อแผ่นดิน เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ ช่วง นั้นไม่มีศึกสงคราม แต่พระองค์ก็ได้ตั้งกรมทนายเลือก เพื่อฝึกซ้อมให้คนเป็นมวย ไว้ป้องกัน ข้าศึกศัตรูยามเมื่อมีภัย ช่วงที่ไม่มีศึกสงคราม บ้านเมืองสงบสุข พระองค์ ได้ปลอม เป็นชาวบ้าน ไปชกมวย ที่แขวงวิเศษชัยชาญ กับนักมวยทั้ง 3 คน คนแรกคือนายกลาง หมัดตาย คนที่ 2 คือ นายใหญ่ หมัดเหล็ก คนที่ 3 คือนายเล็ก หมัดหนัก พระองค์ชนะทั้ง 3 คน ผู้ชนะได้1บาท ผู้แพ้ ได้ 2 สลึง ต่อมากรมทนายเลือกได้พัฒนามาเป็นกรมมหาดเล็กรักษาพระองค์


Click to View FlipBook Version